สมราคา ‘บรูโน่ มาร์ส’ 24k Magic พุ่งติดชาร์ต ถูกใจคอปาร์ตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/248861

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปล่อยให้ ตัวแม่ เขาส่งเพลงใหม่มาเขย่าบิลบอร์ดชาร์ตกันเป็นว่าเล่น ด้าน “บรูโน่ มาร์ส” ขอมาทีเดียวแบบเน้นๆ กับอัลบั้มชุดใหม่ “ทะเวนตีโฟร์ กะรัต เมจิค” 24k Magic ด้วยเพลงชื่อเดียวกันกับอัลบั้ม ที่เจ้าตัวบอกว่าไม่ใช่แค่เพลง แต่เป็น “การ์ดเชิญไปงานปาร์ตี้” ในแบบบรูโน่ มาร์ส ซึ่งหมายความว่า ในอัลบั้มชุดใหม่ของเขา จะต้องเต็มไปด้วยเพลงเต้นรำสนุกๆ เพลงที่ชวนให้ผู้คนคึกคัก สนุกสนานไปกับเสียงดนตรี

โดยในอัลบั้มชุดนี้ นอกจากเพลงเปิดตัวสุดสนุก ที่ใช้เป็นชื่ออัลบั้มแล้ว ยังมีเพลงดีๆ ให้ได้ฟังกันอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น “เพิร์ม” Perm ที่ซาวนด์ดนตรีฟังเก๋า ราวกับเป็นผลงานของศิลปินรุ่นใหญ่ หรือ “ชังกี้” Chunky เพลงเต้นรำเท่ๆ กับบีทที่กระแทกทุกการเต้นของหัวใจ ขณะที่ “เวอร์ซาเซ่ ออน เดอะ ฟลอร์” Versace on the Floor ซิงเกิ้ลที่สองของอัลบั้ม ก็เป็นเพลงบัลลาดบาดลึก ที่ประทับใจกันได้ไม่ยาก ทั้งจากเสียงร้อง และดนตรีที่นุ่มนวล หลังจากมิวสิกวีดีโอเพลง “ทะเวนตีโฟร์ กะรัต เมจิค” ทำสถิติมีผู้ชมผ่านหลักสิบล้านบนเว็บยูทูบได้อย่างง่ายดาย และครองชาร์ตทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

เพลงแรกของแชมป์ ‘สเตจ ไฟว์เตอร์ฯ’ พร้อมเสิร์ฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/248862

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เตรียมแจ้งเกิดเป็นน้องใหม่มาแรง สำหรับวง “โหด มัน หวาน” ทีมแรกที่สามารถคว้าชัยชนะสุดยอดแชมป์ 12 สมัยซ้อน จากเวทีการแข่งขันประกวดร้องเพลงรายการ “Stage Fighter ไมค์หมู่ สู้ ฟัด” ทางช่อง GMM25 โดย 3 นักร้อง ต่างสไตล์ เอ๋-วชิระ ดาบุตร, บอส-เสฏฐวุฒิ เนยสูงเนิน และ เชอร์รี่-วรางคณา พิสิทธิพร บอกพร้อมแล้วกับการเป็นศิลปินเต็มตัว ปล่อยซิงเกิ้ลแรกในชีวิต กับเพลง “โหด มัน หวาน” ชื่อเดียวกับทีม

“โหด มัน หวาน เป็นซิงเกิ้ลเปิดตัวในสไตล์ป๊อป ถ่ายทอดเรื่องราวความรักในรูปแบบต่างๆ อย่างครบรสที่มีคอนเซ็ปต์เก๋ๆ ว่า “ความรักผ่านศึก” เปรียบการเดินทางของความรัก ความผูกพัน ที่ผ่านเรื่องราวมากมายหลากหลายอารมณ์ ทั้งเศร้า เสียใจ ท้อแท้ หมดหวัง เช่นเดียวกับพวกเรา เอ๋-บอส-เชอร์รี่ ที่ต่อสู้กุมมือกันฝ่าฟันอุปสรรคในการแข่งขันที่ดุเดือดบนเวทีจากรายการ “Stage Fighter ไมค์หมู่ สู้ ฟัด” มาอย่างยาวนาน จนสามารถคว้าสุดยอดแชมป์ 12 สมัย ทีมแรกของรายการได้สำเร็จอย่างที่ฝัน พวกเราขอฝากให้ลอง ดาวน์โหลดที่ *1232535 มาฟังกัน รับรองว่า “โหด มัน หวาน” ครบรสความเป็นพวกเรา”

 

‘เอิ๊ต’ ทำเพลงข้ามทวีป ส่งซิงเกิ้ลใหม่ คลายเหงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/248855

วันศุกร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บินลัดฟ้าไปเรียนเพิ่มเติมด้านดนตรีที่ เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ด้วยอารมณ์ของศิลปินบวกกับความเหงาของสาว เอิ๊ต-ภัทรวี ศรีสันติสุข ในฐานะนักเรียนต่างแดน จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ให้เอิ๊ตอยากใช้เวลาทำเพลง โดยเริ่มจากการเขียนเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ และอัดร้องง่ายๆในห้องนอนของตัวเอง นำมาเรียบเรียง ทำหน้าที่โปรดิวเซอร์เอง จนเป็นเพลง “Starry Night (สตาร์รี ไนท์)”

นับเป็นเพลงเปิดตัวในบ้านหลังใหม่ มิวสิคมูฟ เรคคอร์ด ในเครือมิวสิคมูฟ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ หลังจากหายหน้าหายตาไปนาน กลับมาพร้อมกับมาดนักดนตรีเต็มตัว ซึ่งเพลงนี้เธอตั้งใจปล่อยให้ทุกคนฟังกันในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เปิดทางให้หายคิดถึงก่อนมีซิงเกิ้ลให้รอฟังกันต่อในปีหน้า 2017

เอิ๊ต เล่าว่า “การทำงานข้ามทวีปเป็นไปอย่างเรียบง่าย รวมถึงมิวสิกวีดีโอที่ถ่ายทำกันเอง เล่าด้วยความรู้สึกเทาเทาในช่วงอากาศหนาวของเมลเบิร์น ให้เข้ากับเนื้อเพลงที่พูดถึงของความเหงาของคนคนหนึ่ง ค่อยๆ เกิดเป็นความอิจฉาต่อผู้คนที่อยู่รอบตัว ที่กำลังมีความสุข หรือกับคนที่มีคู่รัก อยู่ด้วยกันในค่ำคืนพิเศษ เอิ๊ตให้เพลงนี้พูดแทนเวลารู้สึกของหนุ่มสาวคนโสด และอยากบอกทุกคนให้รู้สึกดีต่อใจขึ้นบ้าง เมื่อรู้ว่าคุณก็ไม่ได้เหงาอยู่คนเดียวหรอกนะ”

ศาลสั่ง “เจ๊ติ๋ม” ไม่ต้องจ่าย ค่าประมูลที่เหลือ 3 งวดรอคดีสิ้นสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 ธ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811631

 

“เจ๊ติ๋ม” มีเฮโล่งใจคลายทุกข์ ศาลปกครองมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายค่างวดประมูลทีวีดิจิตอลไว้ก่อน รอจนกว่าคดีฟ้องร้อง กสทช. กรณีดำเนินนโยบายผิดพลาดเป็นที่สิ้นสุด เผย “สวรรค์มีตา” ยอมรับเลิกทำช่องทีวีดาวเทียมแล้ว เหลือแค่ธุรกิจหนังสือและรายการทางช่อง 5

นางพันธุ์ทิพา ศกุนต์ไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวีพูล จำกัด และ บริษัท ไทยทีวี จำกัด หรือเจ๊ติ๋ม ทีวีพูล เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ไทยทีวี ระงับการจ่ายค่างวดประมูลทีวีดิจิตอลไว้ก่อน ทำให้ธนาคารกรุงเทพ ในฐานะผู้ออกหนังสือค้ำประกันค่าประมูลใบอนุญาต ไม่ต้องชำระค่างวดประมูลแทนไทยทีวีอีกต่อไป หลังจากที่ชำระแทนมา 2 งวดแล้ว คืองวดที่ 2 และงวดที่ 3

“คำสั่งของศาลปกครองดังกล่าว ทำให้แบงก์กรุงเทพไม่ต้องชำระค่างวดที่เหลือคืออีก 3 งวดคืองวด 4 งวด 5 และงวด 6 ก็ต้องรอดูว่าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กสทช. ในฐานะผู้ออกใบอนุญาตจะอุทธรณ์หรือไม่ แต่ในส่วนตัวพี่ถือว่าคลายความทุกข์ไปได้มาก เพราะการที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการจ่ายออกไปก่อน แสดงให้เห็นว่าศาลเห็นว่า สิ่งที่เราฟ้อง กสทช. มีมูล และสิ่งที่เอกชนเหล่าทีวีดิจิตอลกำลังเผชิญหน้าอยู่นั้น มาจากความผิดพลาดในนโยบายของ กสทช. พี่ถือว่าครั้งนี้สวรรค์มีตา”

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทราบทางแบงก์กรุงเทพได้ขอสงวนสิทธิ์ไว้แล้วว่า หากในที่สุดศาลปกครองมีคำสั่งว่าไทยทีวีไม่ต้องจ่ายค่าประมูลทีวีดิจิตอล แบงก์กรุงเทพจะสามารถเรียกคืนค่างวดที่จ่ายแทนไป 2 งวดได้ ซึ่งจากนี้เชื่อว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 7 ปี กว่าศาลจะมีคำตัดสินเป็นที่สิ้นสุด

นางพันธุ์ทิพากล่าวว่า ขณะนี้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่เขาใหญ่ ส่วนธุรกิจทีวีพูลนั้นให้ลูกชายเป็นคนทำหมดแล้ว ซึ่งหัวหนังสือในเครือทั้งหมดยังคงอยู่ รวมทั้งรายการทีวีพูลทูไนท์ทางช่อง 5 ส่วนช่องทีวีดาวเทียมนั้นเลิกไปหมดแล้ว โดยตนนั้นจะยุ่งเฉพาะเรื่องฟ้องร้องของไทยทีวีเป็นหลักเท่านั้น เพราะต้องการรับผิดชอบเรื่องนี้แต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้ เมื่อปลายปี 2556 ที่ผ่านมา กลุ่มทีวีพูลชนะการประมูลช่องทีวีดิจิตอลทั้งสิ้น 2 ช่องด้วยกัน ซึ่งนางพันธุ์ทิพาระบุ การลงทุนในช่องดิจิตอลเป็นการลงทุนส่วนตัว โดยทีวีพูลประมูลช่องข่าวไปด้วยราคา 1,328 ล้านบาท และช่องเด็กที่ราคา 648 ล้านบาท คิดเป็นเงินรวม 1,976 ล้านบาท โดยได้ชำระเงินงวดแรกไปแล้ว 365.50 ล้านบาท แต่ตั้งแต่งวดที่ 2 วงเงิน 288.46 ล้านบาทเป็นต้นไป กลุ่มไทยทีวีไม่ได้ไปชำระตามกำหนด โดยในเดือน พ.ค.2558 ได้ยื่นหนังสือถึงบอร์ด กสทช.เพื่อขอเลิกใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอลทั้ง 2 ช่องแทน

ส่วนประเด็นการฟ้องร้องต่อศาลปกครองของไทยทีวีนั้น นอกจากการขอระงับการจ่ายเงินงวดค่าประมูลแล้ว ไทยทีวียังฟ้องร้องต่อศาลปกครองเรียกค่าเสียหายจาก กสทช.เกือบ 1,000 ล้านบาท ด้วยว่า กสทช.ในฐานะกำกับดูแล ไม่ได้ดำเนินการกำกับหรือดูแลการเปลี่ยนผ่านการรับชมทีวีดิจิตอลให้เป็นไปตามกฎหมายและแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 (2555-2559) แต่อย่างใด จนเป็นเหตุให้ประชาชนทั้งประเทศ ไม่สามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้อย่างกว้างขวางและมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินการของผู้ประกอบการอย่างร้ายแรง และที่ผ่านมาได้มีหนังสือแจ้งไป กสทช.แล้ว แต่ กสทช.เพิกเฉยไม่แก้ไขหรือเยียวยาใดๆเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย

นางพันธุ์ทิพายังเคยกล่าวด้วยว่า มั่นใจว่าหาก กสทช.ทำหน้าที่ได้ดี ทั้ง 24 ช่องทีวีที่ประมูลใบอนุญาตมาจะไปรอดแน่ เพราะทุกคนล้วนประสบความสำเร็จ ร่ำรวย แต่ต้องมาล้มเหลวกับธุรกิจนี้ ตอนนี้บอกได้เลยว่าหนองใกล้แตกแล้ว แต่หลายรายเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องอดทน พูดมากไม่ได้เพราะหุ้นจะตก กสทช.ต้องให้ยืดอายุจ่ายเงินค่าประมูลออกไปก่อน ยังเคยคุยกันระหว่างช่องดิจิตอลว่าพวกเราเป็นเศรษฐีหน้าโง่หรือเปล่า ที่แห่กันมาประมูล ปีแรกลงทุนไป 1,000 ล้านบาท มีรายได้แค่ 3 ล้านบาท ไปขายเต้าฮวยยังรวยกว่า

อย่างไรก็ตาม นอกจากช่องเจ๊ติ๋มแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีช่องที่เหลืออื่นใดเบี้ยวการจ่ายค่างวดประมูล ซึ่งล่วงเลยเข้ามาเป็นงวดที่ 3 แล้ว โดยในปีหน้าเดือน พ.ค. 2560 จะถึงกำหนดจ่ายงวดที่ 4 ซึ่งต้องจับตาดูกันว่าจะมีช่องใดเดินตามรอยเจ๊ติ๋มหรือไม่ หลังศาลปกครองมีคำสั่งเปิดทางให้ช่องเจ๊ติ๋มไม่ต้องจ่ายค่างวดประมูล จนกว่าคดีจะสิ้นสุด.

 

ทูตจีนพร้อมหนุน ‘สินค้าไทย’ ผงาดในโลกอีคอมเมิร์ซแดนมังกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ธ.ค. 2559 20:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811432

 

ทูตจีนประจำประเทศไทย เผย จีนผลักดันเส้นทางการเชื่อมโยงทางการค้าใหม่ของจีน ตั้งเป้า 5 ปี เพิ่มมูลค่าการค้าไทย-จีน 1.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ พร้อมหนุนสินค้าไทยผงาดขึ้นตลาดออนไลน์จีน ขณะที่วงเสวนา “เศรษฐกิจไทย-จีน 2560” ห่วงเศรษฐกิจกระทบนักท่องเที่ยวจีนลดลง วอนรัฐวางกรอบมาตรฐานสินค้าไทย

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้จัดสัมมนาภายใต้หัวข้อ “ศักราชใหม่เศรษฐกิจไทย-จีน 2560 : Thailand-China Economic Outlook 2017” โดยได้รับเกียรติจาก นายหนิง ฟู่ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “เดินหน้าแผนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจไทยจีน” โดยมีนายภาสภณ เหตระกูล ผู้จัดการฝ่ายจัดส่งและยานยนต์ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ และนายบัณฑิต ศิริตันหยง ประธานสภาวัฒนธรรมไทย-อาเซียน เข้าร่วมฟังการสัมมนาด้วย

นายหนิง ฟู่ขุย กล่าวว่า ไทยและจีนสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาแล้ว 40 กว่าปี มูลค่าการค้าจากเดิมที่เริ่มมีความสัมพันธ์ทางการทูตกันคือราว 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปัจจุบันเพิ่มเป็น 75,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แล้ว หรือเพิ่มกว่า 3,000 เท่าตัว การลงทุนจากจีนในไทยก็มากเป็นอันดับสองของไทย ราว 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจีนเป็นตลาดการส่งออก ตลาดสินค้าเกษตรที่ใหญ่ที่สุดของไทยและมีนักเรียนเดินทางเข้ามาเรียนในไทยมากที่ด้วย นโยบายที่จีนต้องการมีความร่วมมือและผลักดันความสัมพันธ์กับไทยในขณะนี้คือ เส้นทางการเชื่อมโยงทางการค้าใหม่ของจีน (The Belt and Road Initiative) เป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่มุ่งส่งเสริมด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม และวิจัยที่จีนตั้งเป้าว่า มูลค่าการค้าของสองฝ่ายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะต้องถึง 120,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ทั้งนี้ จีนต้องการให้โครงการรถไฟไทย-จีนมีความคืบหน้าโดยเร็วเพื่อเอื้อประโยชน์แก่คนจากทั้งสองประเทศ รัฐบาลจีนหวังว่า เส้นทางรถไฟไทยจะเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในคาบสมุทรอินโดจีน โดยไทยก็สามารถใช้ประโยชน์จากทางรถไฟไทย-จีนนี้ในการส่งสินค้ามายังจีน ทั้งนี้ ในปัจจุบันจีนได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาทางรถไฟเชื่อมจากประเทศตนไปยังยุโรป ทำให้ไทยสามารถใช้เส้นทางดังกล่าวส่งสินค้าไทยไปยุโรปและภูมิภาคตะวันออกกลางได้เช่นกัน

นายหนิง ฟู่ขุย กล่าวอีกว่า ขณะนี้คนจีนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแล้ว 710 ล้านคน และมีผู้ใช้บริการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากถึงกว่า 400 ล้านคน เปิดช่องให้สินค้าไทยมีโอกาสขึ้นมาขายบนตลาดออนไลน์ของจีนได้ โดยในช่วงที่ผ่านมาพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทยเคยพบปะนายแจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้งบริษัทเครืออาลีบาบา เพื่อหารือถึงการส่งสินค้า SME ของไทยเข้ามาอยู่บนตลาดออนไลน์ของจีน จุดนี้จีนเองก็ให้ความร่วมมือและยินดีแบ่งปันประสบการณ์การค้าออนไลน์กับไทยด้วย

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า กล่าวว่า ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามาเที่ยวประเทศไทยตั้งแต่ต้นปี 2559 มีเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังมีความน่าเป็นห่วง เพราะตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมีสะดุดลงในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ชะงักลงไม่เกี่ยวกับกรณีที่รัฐบาลดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจทัวร์ศูนย์เหรียญ

ทั้งนี้ ตนเห็นด้วยกับการปราบปรามทุจริตทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่การแก้ปัญหาอีกส่วนหนึ่งรัฐบาลต้องทำให้นักท่องเที่ยวรู้ว่าประเทศไทยมีจังหวัดที่น่าท่องเที่ยวอีกหลายแห่ง ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ และต้องส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวกระจายรายได้ให้กว้าง ร่วมถึงพัฒนามาตรฐานสินค้าไทยให้นักท่องเที่ยวมั่นใจว่าซื้อสินค้าไทยแล้วไม่ถูกหลอก เช่น อัญมณี หรือหมอนยางพาราของไทยที่ได้รับความสนใจในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งมีประเทศอื่นนำไปผลิตและยังไม่ได้มาตรฐาน ดังนั้น รัฐบาลจะต้องวางมาตรการที่ทำให้นักท่องเที่ยวรับรู้ว่าสินค้าไทยมีคุณภาพ ถ้าเราปรับทุกอย่างให้นิ่ง และจีนไม่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ เชื่อว่าจีนน่าจะชอบเที่ยวประเทศไทย

ขณะที่ นางสาวอักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผอ.ศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนในปีที่ผ่านมาถือว่ายังเหนื่อย เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจจีนยังพึ่งพาประเทศคู่ค้า ซึ่งถือเป็นจุดอ่อน อีกทั้งรัฐบาลอุ้มชูภาคการเงินและการธนาคาร ทำให้ความแข็งแกร่งทางการเงินของจีนยังไม่เพียงพอ ขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงไป จีนจึงต้องปรับโครงสร้างภายใน

ทั้งนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 13 (2016-2020) ของจีนมุ่งเน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการบริโภค และปัจจุบันจีนใช้รูปแบบการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งตลาดออนไลน์ของจีนผูกกับการท่องเที่ยวของไทย โดยเริ่มจากนักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวในประเทศไทยและซื้อสินค้าไทยไปใช้ เมื่อถูกใจจึงนำสินค้าไทยเข้าไปขาย ดังนั้น สินค้าไทยมีโอกาสเข้าไปขายออนไลน์ในจีน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก รัฐบาลไทยและภาคเอกชนต้องการันตีคุณภาพสินค้าไทย และการส่งออกสินค้าไปจีนต้องปรับโครงสร้าง ไม่ใช่ให้จีนใช้ประเทศไทยเป็นเพียงซัพพลายเออร์

นางสาวอักษรศรี กล่าวเสริมว่า จีนยังมีจุดอ่อนอีก 2-3 เรื่องหลัก คือ 1. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ 2. หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งก่อหนี้จากสารพัดโครงการก่อสร้างพื้นฐาน และ 3. ทุนสำรองเงินต่างประเทศของจีนที่ลดลงทุกวัน และเงินทุนไหลออกนอกประเทศจำนวนมาก สภาพเศรษฐกิจของจีนที่ประชาชนระวังการใช้เงินเชื่อมโยงกับตัวเลขที่ลดลงของนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งการท่องเที่ยวก็เป็นปัญหาที่ปล่อยไม่ได้ และไม่ใช่แค่ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง แต่รวมถึงคุณภาพของนักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวประเทศไทยจำนวน 7-8 ล้านคนต่อปีเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 5 พันบาทต่อคน ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจีนในประเทศญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ตกคนละกว่าแสนบาท

ด้าน นายจาง เหล่ย นายกสมาคมวิสาหกิจจีน-ไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารแห่งประเทศจีน ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การท่องเที่ยวถือเป็นเสาหลักที่ไทยต้องพิจารณาอย่างระวัง เมื่อนักท่องเที่ยวจีนเลือกมาประเทศไทยจำนวนมาก แต่ไกด์และล่ามของไทยไม่พร้อมก็เกิดไกด์ผีขึ้นมา ส่วนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวจีนในบ้างครั้งก็สะท้อนถึงระบบการจัดการที่ไม่ดีของไทย

ทั้งนี้ เห็นว่าคุณภาพนักท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไม่สัมพันธ์กัน คนมีเงินก็อาจไม่มีคุณภาพก็ได้ ไทยต้องแบ่งตลาดอย่างละเอียดเพื่อนำไปใช้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต่างกัน และถือเป็นเรื่องดีที่การท่องเที่ยวจีนจะมาตั้งสาขาในไทย หวังว่าไทยจะมาร่วมศึกษาและวิจัยงานด้วยกัน

ส่วนด้านอีคอมเมิร์ซ ตลาดซื้อขายออนไลน์ในประเทศจีนมีขนาดใหญ่มาก ขณะที่ประเทศไทยยังมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งคนไทยชอบใช้ชีวิตในห้างสรรพสินค้า เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน นอกจากนี้ ในด้านโลจิสติกส์ ราคาและคุณภาพสินค้าที่เกี่ยวข้องกันหมดในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ทั้งหมดนี้ต้องถามกลับมาที่ไทยว่าพร้อมที่จะโตร่วมไปกับจีนหรือยัง

 

ธ.กรุงเทพ แจงไม่ใช่คู่สัญญาของ ‘ฟ็อกซ์’ โดยตรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ธ.ค. 2559 20:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811427

 

แบงก์กรุงเทพออกหนังสือชี้แจง ไม่ใช่คู่สัญญาของฟ็อกซ์ หลังมีข่าวปฏิเสธจ่ายเงินค่าเสียหาย เผยซีทีเอชยืนยันฟ็อกซ์เป็นฝ่ายผิดสัญญา บอกยังให้รายละเอียดไม่ได้เหตุยังมีคดีฟ้องร้องกันที่ฮ่องกง

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 นายคณิต สีห์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากกรณีข่าวที่ถูกเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ โดยระบุว่า ธนาคารกรุงเทพ ปฏิเสธชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารกรุงเทพ ทำให้ บริษัท ซีทีเอช จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ซีทีเอช’ ไว้ โดย ฟ็อกซ์ เน็ตเวิร์คกรุ๊ป เอเชีย หรือ ฟ็อกซ์ เป็นผู้รับประโยชน์ในฐานะคู่สัญญากับซีทีเอชนั้น

ขอชี้แจงว่า ธนาคารกรุงเทพ ได้ออกหนังสือสัญญาค้ำประกันซีทีเอช ให้ไว้กับฟ็อกซ์จริง โดยมีเงื่อนไขว่าหากซีทีเอช ผิดสัญญาที่ซีทีเอชทำไว้กับฟ็อกซ์ ธนาคารกรุงเทพ จึงจะจ่ายเงินให้ฟ็อกซ์ ซึ่งสัญญาที่ซีทีเอชทำกับฟ็อกซ์ ธนาคารกรุงเทพ มิได้ลงนามในสัญญาดังกล่าว ธนาคารกรุงเทพจึงไม่ใช่คู่สัญญากับฟ็อกซ์โดยตรง ฟ็อกซ์เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ตามหนังสือสัญญาค้ำประกันที่ธนาคารกรุงเทพทำให้ไว้ ทั้งนี้ ซีทีเอชได้ยืนยันกับธนาคารกรุงเทพว่า ฟ็อกซ์เป็นฝ่ายผิดสัญญา

ทั้งนี้ทางฟ็อกซ์ได้ยื่นฟ้องซีทีเอช และธนาคารกรุงเทพต่อศาลชั้นต้นที่เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ธนาคารกรุงเทพ จึงไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล การให้ข้อเท็จจริง หรือความเห็นที่มีลักษณะเป็นการชี้นำแก่ศาล อาจเป็นการละเมิดอำนาจศาลและเป็นการเสียมารยาทอย่างร้ายแรง

ส่วนกรณีที่ฟ็อกซ์ฟ้องบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ จีเอ็มเอ็ม และธนาคารกรุงเทพในฐานะที่เป็นผู้ค้ำประกันต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าต่างประเทศกลาง ข้อเท็จจริงก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับกรณีของซีทีเอช.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บอร์ด กสท.มีมติถอนใบอนุญาต เหตุ “ซีทีเอช” ไม่เยียวยาลูกค้า

 

หุ้นไทยปิดตลาดร่วง 8.96 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,521.25 จุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ธ.ค. 2559 17:29

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811286

 

หุ้นไทยปิดตลาดลดลง 8.96 จุด เปลี่ยนแปลง -0.59% ดัชนีอยู่ที่ 1,521.25 จุด มูลค่าซื้อขาย 49,271.74 ล้านบาท

การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 14 ธ.ค. 59 พบว่าหุ้นไทยปิดตลาดลดลง 8.96 จุด เปลี่ยนแปลง -0.59% ดัชนีอยู่ที่ 1,521.25 จุด มูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 49,271.74 ล้านบาท

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขาย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) 3. บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) 4. บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และ 5. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

 

พณ. เซ็น MOU 9 หน่วยงาน ป้องกันการแพร่ขยายอาวุธทำลายล้างสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811216

 

พาณิชย์ จับมือ 9 หน่วยงานรัฐ-สถาบันการศึกษา เซ็นเอ็มโอยู ป้องกันการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง-สินค้าใช้ได้ 2 ทาง หวังสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า …

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.59 นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการทางด้านสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงร่วมกับหน่วยงานรัฐและสถาบันอุดมศึกษา 9 หน่วยงาน เพื่อร่วมมือกันป้องกันการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง รวมถึงสินค้าที่ใช้ได้สองทาง 1,692 รายการ

“จะมีความร่วมมือกันในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการด้านการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ร่วมพิจารณา และจำแนก สินค้าที่ใช้ได้สองทาง ที่อาจจะพัฒนาเทคโนโลยีไปมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าว่า ไทยมีมาตรการควบคุมและยับยั้งการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง รวมทั้งป้องกันความเสี่ยงจากการก่อการร้าย ซึ่งจะช่วยให้คู่ค้ามีความมั่นใจทำการค้ากับไทยเพิ่มขึ้น”

นางอภิรดี กล่าวว่า ขณะนี้ ไทยได้ขึ้นบัญชีสินค้าที่ใช้ได้ 2 ทาง รวม 1,692 รายการ โดยกรมการค้าต่างประเทศ กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตก่อนส่งออก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อนำไปใช้ผลิตอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ สามารถใช้ในอุปกรณ์กีฬา อย่างไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ แต่ก็สามารถนำมาใช้ผลิตชิ้นส่วนขีปนาวุธได้, สารไตรเอทาโนลามีน ที่ใช้ทำสบู่ ผงซักฟอก และโลชั่น สามารถใช้ทำสารพิษ หรือควันพิษที่ใช้ในการก่อการร้ายได้, น้ำมันละหุ่ง ทำไส้ตะเกียงที่เคลือบลวดทังสเตนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ใช้เป็นอาวุธชีวภาพได้ เป็นต้น

สำหรับ 9 หน่วยงานภาครัฐและสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

ซินนาบอน ส่งต่อความอร่อย มอบความสุขกับ ‘ชุดของขวัญ Minibite’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ธ.ค. 2559 16:37

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811166

 

ซินนาบอน ส่งต่อความอร่อย มอบความสุขผ่านของขวัญระดับพรีเมียม “ชุดของขวัญ Minibite” รส Cinna bite และ Choco bite ในราคา 269 บาท …

วันที่ 14 ธ.ค. 59 มีรายงานว่า ซินนาบอน ประเทศไทย จัดโปรโมชั่นสุดพิเศษ กับชุดของขวัญต้อนรับเทศกาลปีใหม่ ส่งมอบความสุขผ่านของขวัญระดับพรีเมียม “ชุดของขวัญ Minibite” ซินนามอน โรล เนื้อนุ่ม 30 ชิ้น ทั้งรส Cinna bite และ Choco bite ในราคา 269 บาท

นอกจากนี้ ยังสามารถแลกซื้อ “ซินนาบอน พรีเมียม กลาส” แก้วเครื่องดื่มสีน้ำเงินเข้มสดใส ในราคาเพียง 39 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่มเย็นทุกรสชาติ โดยสามารถซื้อได้แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่ซินนาบอน ทั้ง 9 สาขา และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของซินนาบอนได้ที่ Line @Cinnabonthai หรือ www.facebook.com/cinnabonthailandfanpage และ #cinnabonthailand

 

‘คริสปี้ ครีม’ พร้อมเสิร์ฟความอร่อย ‘ซีซั่น อีททิง’ 1 ธ.ค.-15 ม.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ธ.ค. 2559 16:36

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/811132

 

คริสปี้ ครีม ต้อนรับเทศกาลแห่งการให้ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยด้วย “คริสปี้ ครีม ซีซั่น อีททิง” จำหน่ายในราคาชิ้นละ 35 บาท แบบกล่อง 12 ชิ้น 296 บาท ตั้งแต่ 1 ธ.ค.59-15 ม.ค.60 …

วันที่ 14 ธ.ค.59 มีรายงานว่า คริสปี้ ครีม ประเทศไทย ร่วมต้อนรับเทศกาลแห่งการให้ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแบบไม่รู้จบด้วย “คริสปี้ ครีม ซีซั่น อีททิง” นำขบวนโดย เมลท์สโนแมน โดนัท, ซานต้า แบลลี่ โดนัท, ฮอลิเดย์ ทรี โดนัท และ ฮอลิเดย์ สปริงเคิล โดนัท ซึ่งวางจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2559–15 มกราคม 2560 ในราคาชิ้นละ 35 บาท หรือแบบกล่อง 12 ชิ้น (6 ออริจินัล และ 6 ฮอลิเดย์ โดนัท) ในราคาเพียง 296 บาท ที่ร้านคริสปี้ ครีม ทั้ง 24 สาขา


ทั้งนี้ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวคริสปี้ ครีม ได้ที่ www.krispykreme.co.th และ www.facebook.com/krispykremethailandfanpage หรือ #Krispykremethailand