นาซา ยกเลิกปล่อยจรวดเพกาซัส ส่งดาวเทียมจิ๋ว ‘ซีนัส’ เลื่อนเป็นพรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 18:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809172

 

นาซา ยกเลิกปล่อยจรวดเพกาซัส XL เพื่อส่งดาวเทียมออกอวกาศจิ๋ว 8 ดวงที่ชื่อ ซีนัส ไปศึกษาและพยากรณ์การเกิดพายุเฮอร์ริเคน เนื่องจากระบบไฮดรอลิกขัดข้องจึงปล่อยจรวดจากเครื่องบินที่ความสูง 39,000ฟุต ไม่ได้ ต้องกลับฐานรอเวลาใหม่…

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ นาซา (NASA) และ ออบิทตอล เอทีเค (Orbital ATK) เตรียมปล่อยจรวดเพกาซัส ด้วยเครื่องบิน L-1011 สตาร์ไกเซอร์ จากเพดานบินสูงสู่อวกาศ เหนือแหลมคานาเวอรัล บริเวณมหาสมุทรแอตแลนติก ที่ระดับความสูง 39,000 ฟุตในเวลา 08.24 น.ของวันที่ 12 ธ.ค.2559 ตามเวลามาตรฐานฝั่งตะวันออก โดยจรวด Pegasus XL (เพกาซัส XL) จะนำเอาดาวเทียมจิ๋ว 8 ดวง ของนาซาที่ชื่อว่า ‘ซีนัส’ หรือ Cyclone Global Navigation Satellite System (CYGNSS) ขึ้นสู่อวกาศ เพื่อใช้ศึกษาแกนกลางของพายุไซโคลน โดยดาวเทียมจิ๋วทั้ง 8 ดวงมีการติดตั้งด้วยอุปกรณ์เซ็นเซอร์ตรวจจับ ระบบนำทางด้วยด้วยเทียม เพื่อวัดค่าความเร็วลม ในการเคลื่อนตัวของพายุเฮอร์ริเคนเพื่อเก็บข้อมูล สิ่งที่ได้จากดาวเทียมจิ๋วเหล่านี้ จะช่วยนักวิทยาศาสตร์ และนักอุตุนิยมวิทยา เข้าใจและคาดการณ์พายุเฮอร์ริเคนได้ จากการสำรวจเหนือใจกลางพายุได้แม่นยำอย่างที่ไม่เคยทำได้จากดาวเทียมทั่วไปในอวกาศ


ดาวเทียมจิ๋ว CYGNSS ภาพจากนาซา

ดาวเทียมจิ๋ว CYGNSS ทั้ง 8 ดวงถูกส่งจากตัวปล่อย

ข้อมูลล่าสุด เมื่อเวลา 06.31 วันที่ 12 ธ.ค.(ตามเวลามาตรฐานฝั่งตะวันออก) การพยากรณ์อากาศโดยฝูงบินอุตุนิยมวิทยาที่ 45 ระบุว่ามีโอกาสที่ท้องฟ้าเปิดเพื่อที่เครื่องบินจะปล่อยดาวเทียมที่ 60% โดยคาดว่าสภาพอากาศจะแจ่มใสในตอนเครื่องบินสตาร์ไกเซอร์ทยานขึ้นฟ้า


เครื่องบิน L-1011 สตาร์ไกเซอร์ ภาพจาก Orbital ATK

สำหรับ จรวด Pegasus XL เป็นจรวดแบบแรกที่ออกแบบมาให้ใช้งานเชิงพาณิชย์ ที่ใช้การปล่อยด้วยเครื่องบิน เพื่อส่งดาวเทียมขนาดเล็กๆ ในวงโคจรระดับต่ำ โดยการปล่อยจากเครื่องบินโดยสารดัดแปลงแบบ L-1011 สตาร์ไกเซอร์ ที่ช่วยให้ยืดหยุ่นในการปล่อยสู่อวกาศจากทุกที่บนโลก โดยที่ไม่ต้องใช้การสนับสนุนบนภาคพื้นดินมากเหมือนกับใช้ฐานยิงที่พื้นดิน

เมื่อเวลา 08.40 น.(ตามเวลามาตรฐานฝั่งตะวันออก) เครื่องบินสตาร์ไกเซอร์ เกิดปัญหาขัดข้องที่ปั้มไฮดรอลิก และ สภาพอากาศที่ไม่เป็นใจทำให้ต้องยกเลิกการปล่อยจรวดเพกาซัสในช่วงเวลาดังกล่าว เครื่องบินวกลับไปวนรอเวลาปล่อยครั้งใหม่ โดยเครื่องบินจะบินเข้าประจำจุดปล่อยจรวดอีกครั้งในเวลา 09.05 น.(ตามเวลามาตรฐานฝั่งตะวันออก) เพื่อปล่อยจรวด Pegasus XL ในภารกิจส่งดาวเทียมจิ๋วซีนัส ขึ้นสู่อวกาศ.

เมื่อเวลา 09.04 น.(ตามเวลามาตรฐานฝั่งตะวันออก) การปล่อยจรวดในวันนี้ถูกยกเลิก เนื่องจากปัญหาของระบบไฮดรอลิกที่ใช้ปล่อยจรวด ทำให้ไม่สามารถปล่อยจรวดจากเครื่องบินได้ ศูนย์ควบคุมให้เครื่องบินเดินทางกลับมายังสนามบินที่แหลมคานาเวอรัล เพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหา โดยจรวดเพกาซัส XL ยังปลอดภัย และอยู่กับที่ยึดใต้เครื่องบิน L-1011 ทั้งนี้ นาซาจะกำหนดเวลาการปล่อยใหม่เป็นวันพรุ่งนี้ (13 ธ.ค.).

 

ญี่ปุ่นโวยรบ.ปักกิ่ง กล่าวหามั่วส่งบินขับไล่ F-15 ขวางเครื่องบินจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 18:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809181

 

(ภาพประกอบ :ญี่ปุ่นเผยแพร่ภาพ เครื่องบินทิ้งระเบิดจีน H-6 บินผ่านน่านฟ้าระหว่างเกาะโอกินาวาและมิยาโกะ ทางใต้ของญี่ปุ่น เมื่อ 27 ต.ค. 56)

รัฐบาลญี่ปุ่นประท้วงจีน กล่าวหามั่ว ส่งเครื่องบินขับไล่ F-15 2 ลำ บินเข้าขัดขวางเครื่องบินทหารของจีนที่กำลังบินผ่านเหนือน่านฟ้าระหว่างเกาะโอกินาวาและมิยาโกะ

เมื่อ 12 ธ.ค. 59 สำนักข่าวรอยเตอร์รายงาน รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาประท้วงกรณีโฆษกกระทรวงกลาโหมของจีน นายหยาง หยูจุ้น ออกแถลงการณ์ กล่าวหากองกำลังป้องกันตนเองทางอากาศญี่ปุ่นได้ส่งเครื่องบินขับไล่ F-15 จำนวน 2 ลำ บินเข้ามาในระยะใกล้ เพื่อหวังขัดขวางเครื่องบินทหารของจีนลำหนึ่งที่กำลังบินอยู่เหนือน่านฟ้าของเกาะโอกินาวาและมิยาโกะ ทางภาคใต้ของญี่ปุ่น ในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ธ.ค.ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นอันตรายและไม่เป็นมืออาชีพ

“เป็นความจริงที่กองทัพจีนออกมากล่าวหาแต่เพียงฝ่ายเดียว ในเรื่องที่ข้อเท็จจริงแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสร้างความเสียใจอย่างยิ่ง และนับเป็นอันตรายต่อการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นและจีน ซึ่งเราขอประท้วงอย่างเคร่งครัดต่อฝ่ายจีน” นายโยชิฮิเดะ ซูกะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลง พร้อมกับชี้แจงว่า ตนได้รับรายงานจากกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นว่า ไม่ได้ส่งเครื่องบินขับไล่บินเข้าไปในระยะใกล้เพื่อขัดขวางเครื่องบินทหารของจีน หรือคุกคามด้านความปลอดภัยต่อเครื่องบินจีนแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ที่กรุงปักกิ่ง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนยังคงออกมากล่าวถึงท่าทีของจีนในเรื่องนี้ โดยได้เรียกร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นควรดำเนินการป้องกันสิ่งที่จะก่อให้เกิดปัญหาด้านความปลอดภัยทางทะเลและทางอากาศ เพียงแต่ไม่อธิบาย หรือชี้แจงใดๆ เพิ่มเติม

 

ไม่รู้ทำไม ปธน.ปูติน ปฏิเสธนิ่มๆ รบ.ญี่ปุ่นจะให้สุนัขอีกตัวเป็นของขวัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 16:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/809071

 

ประธานาธิบดีปูติน ไม่รับข้อเสนอของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่จะมอบสุนัขตัวใหม่ให้เป็นของขวัญ หวังให้มาอยู่เป็นเพื่อนกับ เจ้ายูเมะ สุนัขพันธุ์อะกิตะ อินุ ที่ทางการแดนอาทิตย์อุทัยเคยมอบให้ปูตินเมื่อ 4 ปีก่อน

เมื่อ 12 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ไม่รับสุนัขตัวใหม่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอจะมอบให้เป็นของขวัญ เพื่อหวังให้มาอยู่เป็นเพื่อนกับ เจ้ายูเมะ สุนัขเพศเมียพันธ์ุอะกิตะ อินุ ที่ทางการญี่ปุ่นส่งมามอบให้ประธานาธิบดีปูตินเมื่อปี 2555 ตอนมันอายุได้ 3 เดือน ในฐานะเป็นของขวัญจาก นายยาชิฮิโกะ โนดะ นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นในขณะนั้น

ด้านนายโคอิจิ ฮากิอูดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งได้แจ้งข่าวเรื่องนี้ในบล็อกของเขาบนโลกออนไลน์ ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลว่าทำไมผู้นำรัสเซียจึงปฏิเสธที่จะรับสุนัขอีกตัวที่รัฐบาลนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ ของญี่ปุ่น เสนอจะมอบให้ โดยสำนักข่าวบีบีซี แจ้งว่า ตามกำหนดการ ถ้าประธานาธิบดีปูตินตอบรับสุนัขตัวใหม่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นจะมอบให้เป็นของขวัญแล้ว จะมีการมอบสุนัขให้แก่ประธานาธิบดีปูติน ที่จะเดินทางมาร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีอาเบะที่ญี่ปุ่น สัปดาห์หน้า


ปูตินพาเจ้าบาฟฟี่ (ขวา)และเจ้ายูเมะ มาเล่นหิมะ ที่บ้านพักนอกกรุงมอสโก เมื่อปี 2556

ทั้งนี้ ปัจจุบัน ประธานาธิบดีปูตินมีสุนัขที่เลี้ยงไว้ 2 ตัว นอกจากเจ้ายูเมะ แล้ว อีกตัวได้แก่ เจ้าบาฟฟี่ สุนัขเพศผู้พันธุ์ บัลแกเรีย เชฟเฟิร์ด ซึ่งนายกรัฐมนตรีบัลแกเรีย มอบให้เป็นของขวัญเมื่อปี 2553 ส่วนเจ้าคอนนี่ สุนัขเพศผู้ พันธุ์ลาบราดอร์ ซึ่งนายเซอร์เก ชอยกู รมว.กลาโหมของรัสเซีย มอบให้เป็นของขวัญแก่ปูตินนั้น ได้ตายไปเมื่อปี 2557 โดยก่อนหน้านี้ ปูตินเคยนำเจ้าคอนนี่มาร่วมรับแขกบ้านแขกเมือง อย่างนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิล ซึ่งเป็นคนกลัวสุนัข จนทำให้ปูตินถูกสื่อบางแห่งต่อว่า ว่าเอาสุนัขมาขู่ขวัญผู้นำหญิงเยอรมนี จนต่อมา เมื่อต้นปีนี้ ปูตินได้กล่าวกับนักข่าว นสพ.เยอรมนีฉบับหนึ่งว่า เขาไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีแมร์เคิลเป็นคนกลัวสุนัข


น่ารักจริงๆ

 

อินเดียระทึก พายุวาร์ดะห์ จ่อถล่มภาคใต้ เตือนระวังอันตราย ฝนตกหนักมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 15:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808997

 

(ภาพถ่ายพายุวาร์ดะห์ จากนาซา เมื่อ11ธ.ค.59)

ชาวอินเดียทางภาคใต้ เผชิญพายุหมุนเขตร้อนกำลังแรง ‘วาร์ดะห์’ ถล่มแบบเต็มๆ จ่อขึ้นฝั่งรัฐทมิฬนาดู ส่งผลโรงเรียน วิทยาลัย ห้างร้านธุรกิจต่างๆในเมืองริมทะเล ต้องหยุดหมด หลบพายุ ขณะที่สำนักงานอุตุฯ เตือนระวังอันตรายจากฝนตกหนัก

เมื่อ 12 ธ.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ชาวอินเดียในรัฐทมิฬนาดู และรัฐอานธรประเทศ ทางภาคใต้ของอินเดีย ต้องเผชิญกับพายุลมกระโชกแรง ฝนตกหนักจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone) กำลังแรง ‘วาร์ดะห์’ (Vardah) ที่จ่อขึ้นฝั่งรัฐทมิฬนาดูในวันจันทร์นี้ (12 ธ.ค.) จนนับเป็นไซโคลนลูกแรกในปี 2559 ที่มุ่งหน้าถล่มอ่าวเบงกอล

ซีเอ็นเอ็น แจ้งว่าพายุหมุนเขตร้อนวาร์ดะห์ ส่งผลให้โรงเรียนและวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้ง ห้างร้านธุรกิจในเมืองเจนไน ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอินเดีย รองจากนครมุมไบ รวมทั้งเมืองคานชีปูรัม และทิรูวาลลูร์ ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเล ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย ต้องปิดและหยุดการเรียนการสอน ขณะที่ทางการอินเดียยังได้ออกประกาศแนะนำให้บริษัทต่างๆ อนุญาตให้พนักงานลูกจ้างทำงานจากที่บ้าน โดยไม่ต้องมาที่ทำงาน นอกจากนั้น ยังคาดว่า อิทธิพลของพายุหมุนเขตร้อนวาร์ดาห์ จะส่งผลต่อภาคการเกษตร สร้างความเสียหายในพื้นที่ปลูกกล้วย มะละกอ และนาข้าวด้วย

ด้านสำนักอุตุนิยมวิทยาของอินเดียได้แจ้งเตือนให้ประชาชนทางภาคใต้ของอินเดียระวังฝนตกหนักจากพายุ วาร์ดะห์ ซึ่งนับเป็นไซโคลนกำลังแรงที่สุด ตั้งแต่ ต.ค. 2557 ซึ่งไซโคลน Hud Hud ที่ถล่มรัฐอานธรประเทศ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตนับ 100 ราย และสร้างความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

 

ราคาน้ำมันขึ้นแรง 4% สูงสุดในรอบ 2ปี ขานรับกลุ่มนอกโอเปกลดกำลังการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 13:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808876

 

ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งแรง หลังกลุ่มนอกโอเปกตัดสินใจลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 5.58 แสนบาร์เรลต่อวัน น้ำมันดิบเบรนท์ดีดตัวขึ้นไปอยู่ที่ 57.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบกว่า 2ปี

เมื่อ 12 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นถึง 4% สูงสุดตั้งแต่ปี 2557 เมื่อวันจันทร์ที่ 12 ธ.ค. หลังองค์กรร่วมประเทศผู้ผลิตน้ำมันเพื่อส่งออก (Organization of the Petroleum Countries) หรือกลุ่มโอเปก ซึ่งมีสมาชิก 14 ประเทศ และกลุ่มนอกโอกเปก 11 ประเทศ สามารถบรรลุข้อตกลงกันเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี ร่วมกันควบคุมราคาน้ำมัน และผ่อนคลายภาวะน้ำมันล้นตลาดโลก ด้วยการที่กลุ่มนอกโอเปกตกลงจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 558,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 2560 และเมื่อครบกำหนด 6 เดือนแล้ว จะพิจารณากันใหม่อีกครั้ง

การจับมือระหว่างกลุ่มโอเปกและกลุ่มนอกโอเปกในครั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดีดตัวขึ้นทันทีแตะราคา 57.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ซึ่งเป็นราคาสูงสุดนับตั้งแต่ก.ค. 2557 ขณะที่น้ำมันดิบ ยูเอส เวสต์ เทกซัส อินเตอร์มิเดต (WTI) ก็ปรับตัวขึ้นไปอยู่ที่ 54.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดตั้งแต่ ก.ค.57 เช่นกัน


นายอเล็กซานเดอร์ โนวัค รมว.พลังงานรัสเซีย(ซ้าย)จับมือกับคาลิด อัล ฟาลิห์ รมว.พลังงานซาอุดีอาระเบีย หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าวที่กรุงเวียนนา ออสเตรีย เมื่อ 10ธ.ค.

ทั้งนี้ กลุ่มนอกโอเปก 11 ประเทศ ประกอบด้วย อาร์เซอร์ไบจาน บาห์เรน บรูไน อีกัวทอเรียล กินี คาซัคสถาน มาเลเซีย เม็กซิโก โอมาน รัสเซีย ซูดาน และซูดานใต้ ได้ตกลงที่จะลดกำลังการผลิตลงวันละ 558,000 บาร์เรล ซึ่งน้อยกว่าตอนแรกที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะลดวันละ 600,000 บาร์เรล แต่ก็ถือว่าเป็นการลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มนอกโอเปกปริมาณมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น โดยเฉพาะรัสเซีย จะลดกำลังการผลิตลงถึง 3 แสนบาร์เรลต่อวัน แต่จะเป็นการลดอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากก่อนหน้านี้ เมื่อ 30 พ.ย. กลุ่มโอเปก 14 ประเทศ ได้บรรลุข้อตกลงกันครั้งประวัติศาสตร์ที่จะลดกำลังการผลิตลง 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อหวังดึงราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ราคาตกต่ำต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปีแล้ว

 

เหี้ยมมาก กลุ่มติดอาวุธไนจีเรีย ใช้ 2 ด.ญ.อายุ 7-8ขวบ เป็นมือบึมพลีชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 11:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808806

 

เผย กลุ่มติดอาวุธในไนจีเรีย ใจโหด ใช้เด็กหญิง 2 คน อายุแค่เพียง 7 หรือ 8 ขวบ เป็นมือระเบิดฆ่าตัวตาย มาก่อเหตุโจมตีตลาดแห่งหนึ่งในเมืองไมดูกูรี รัฐบอร์โน จนดับสลดรวม 3 ศพ บาดเจ็บ 18 ราย

เมื่อ 12 ธ.ค.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กลุ่มติดอาวุธสุดเหี้ยมในไนจีเรีย ใช้เด็กหญิง 2 คน วัยเพียง 7 หรือ 8 ขวบ เป็นมือระเบิดพลีชีพ โดยได้ผูกเข็มขัดระเบิดไว้กับเอวของเด็กหญิงทั้งสอง และถูกใช้ให้ไปลงมือก่อเหตุโจมตีที่ตลาดแห่งหนึ่งในเมืองไมดูกูรี รัฐบอร์โน ทางภาคเหนือของไนจีเรีย ซึ่งมีผู้คนจับจ่ายซื้อข้าวของกันอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. จนเป็นเหตุให้มีเหยื่อเคราะห์ร้ายเสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บอย่างน้อย 18 ราย ขณะที่เด็กหญิงมือระเบิดฆ่าตัวตายทั้งสองคนดับอนาถ

สมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มติดอาวุธในเมืองไมดูกูรี เผยกับนักข่าวว่า เด็กหญิงทั้งสองคนเดินทางมาตลาดแห่งนี้ด้วยรถลาก และเมื่อมาถึงแล้ว เด็กทั้งคู่ได้เดินตรงมาทางด้านขวามือของเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย และเขาพยายามจะพูดคุยกับเด็กคนหนึ่ง แต่เด็กทั้งสองไม่ตอบ ซึ่งเขาคิดว่าเด็กกำลังมองหาแม่อยู่ จากนั้นเด็กหญิงคนแรกก็เดินมุ่งหน้าตรงไปยังแผงขายของในตลาด ก่อนจะจุดชนวนระเบิดทันที


บีบีซีแจ้งว่า ยังไม่มีกลุ่มติดอาวุธกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดพลีชีพที่ตลาดในเมืองไมดูกูรี แต่ที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธโบโก ฮาราม ได้ลงมือก่อเหตุรุนแรงในรัฐบอร์โนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะเมื่อวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม เพิ่งเกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตาย 2 ครั้ง ลงมือโดยมือระเบิดพลีชีพที่เป็นผู้หญิงทั้งคู่ ที่ตลาดในเมืองมาดากาลี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 45 ราย บาดเจ็บ 33 ราย.

 

ปธน.อิตาลีเลือก ‘เปาโล เจนติโลนี’ ตั้งรัฐบาลใหม่เป็นนายกฯ แทน ‘เรนซี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808542

 

ประธานาธิบดีอิตาลีขอให้นายเปาโล เจนติโลนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังนายมัตเตโอ เรนซี ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะแพ้การลงประชามติปฏิรูปรัฐสภา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี แซร์จิโอ มัตตาเรลลา แห่งอิตาลี ขอให้นาย เปาโล เจนติโลนี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อบริหารประเทศ แทนที่นายกรัฐมนตรีมัตเตโอ เรนซี ที่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการแล้ว ตามสัญญาหลังพ่ายแพ้ในการลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญปฏิรูปรัฐสภา ที่เขาเป็นผู้ผลักดันเมื่อสัปดาห์ก่อน


ประธานาธิบดี แซร์จิโอ มัตตาเรลลา

หากไม่มีอุปสรรคใดๆ นายเจนติโลนีก็อาจสามารถตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในเวลาไม่กี่วัน โดยเขาออกแถลงการณ์ยอมรับคำขอของประธานาธิบดีมัตตาเรลลาว่า เขาตระหนักดีถึงความเร่งด่วนในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศ และเขาจะทำงานภายในกรอบเวลาของรัฐบาลก่อน สื่อเป็นนัยว่าเขาอาจจะรับรัฐมนตรีจากรัฐบาลของนายเรนซีหลายคนเข้ามารับตำแหน่งเดิม

ทั้งนี้ หากตั้งรัฐบาลสำเร็จ นายเจนติโลนีจะต้องเผชิญกับวิกฤติธนาคารในประเทศ และการเพิ่มขึ้นของประชาชนที่สนับสนุนการต่อต้านขั้วอำนาจเก่ารวมทั้งกลุ่มต่อต้านสหภาพยุโรป โดยพรรคฝ่ายค้านต่างๆ ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมรัฐบาลสามัคคีแห่งชาติ และพรรคขบวนการ 5 ดาว ฝ่ายประชานิยม ระบุว่า พวกเขาจะคว่ำบาตรการลงมติเห็นชอบรัฐสภาที่จะมีขึ้นในวันพุธนี้ อ้างว่าเป็นเรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมาย


มัตเตโอ เรนซี

พรรคขบวนการ 5 ดาว ยังเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ในทันที ไม่ต้องรอจัดตามกำหนดการในเดือนพ.ค. 2018 แต่ประธานาธิบดี มัตตาเรลลา ระบุว่า กฎหมายการเลือกตั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข เพื่อให้สภาสูงและสภาล่างทำงานประสานกันได้

 

ฮ่องกงลุ้นผลเลือก กลต.รอเลือกผู้นำใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ธ.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808461

 

“ฮ่องกง” เขตปกครองพิเศษของจีนซึ่งรับมอบมาจากอังกฤษเมื่อปี 2540 ด้วยข้อตกลงที่ว่าชาวฮ่องกงจะได้รับเสรีภาพและสิทธิพิเศษ ซึ่งจีนได้ให้สิทธิในการปกครองอย่างอิสระบางส่วนภายใต้การปกครองแบบ “1 ประเทศ 2 ระบบ” ได้จัดการเลือกตั้ง เพื่อเลือกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กลต.) เมื่อ 11 ธ.ค. ซึ่งเป็นองค์กรทำหน้าที่เลือกผู้นำคนใหม่ของฮ่องกง อย่างไรก็ดี มีเพียงร้อยละ 6 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในฮ่องกงที่สามารถเข้าร่วมการเลือกตั้งดังกล่าวได้ อีกทั้งผู้ใช้สิทธิเหล่านี้ส่วนใหญ่มักถูกมองว่าอยู่ฝ่ายสนับสนุนจีนแผ่นดินใหญ่

ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งยังถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าไม่เป็นประชาธิปไตย อย่างไรก็ดี กลุ่มการเมืองที่สนับสนุนประชาธิปไตย ได้ส่งผู้สมัครร่วมแข่งขันมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ส่วนผลเลือกตั้งคาดว่าจะรู้ผลในช่วงเช้าวันจันทร์ 12 ธ.ค. ตามวันเวลาท้องถิ่น การเลือกตั้งมีขึ้นขณะนายเหลียง ชุน-อิง ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ประกาศไม่ลงสมัครเลือกตั้งอีกสมัยซึ่งจะมีขึ้นในเดือน มี.ค.ปีหน้า อ้างเหตุผลทางครอบครัว ทั้งนี้ นายเหลียงถูกกล่าวหาถือเอาประโยชน์ของจีนแผ่นดินใหญ่เหนือสวัสดิภาพชาวฮ่องกงและในปี 2557 หรือ 2 ปีหลังขึ้นสู่อำนาจ เขาถูกฝูงชนชุมนุมขับไล่และเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ท้ายที่สุดไม่ได้รับการโอนอ่อนใดๆจากทั้งนายเหลียงหรือจีนแผ่นดินใหญ่.

 

สาขากลุ่ม PKK อ้างอยู่เบื้องหลังบึมอิสตันบูล 38 ศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 04:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808516

 

กลุ่มติดอาวุธซึ่งแยกตัวออกมาจากกองกำลังพีเคเคของชาวเคิร์ดในตุรกี ออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิด 2 ระลอกในนครอิสตันบูลเมื่อคืนวันเสาร์ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 38 ราย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มเหยี่ยวเสรีเคอร์ดิสถาน (ทีเอเค) ซึ่งแยกออกมาจากกองกำลังพรรคแรงงานเคอร์ดิสถาน (พีเคเค) ออกแถลงการณ์บนโลกออนไลน์ อ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุระเบิด 2 ระลอกที่เกิดขึ้นใกล้สนามฟุตบอลในนครอิสตันบูล เมื่อคืนวันเสาร์ จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 38 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกถึง 155 คน โดยรัฐบาลตุรกีประกาศกร้าวว่าจะแก้แค้น

การโจมตีเมื่อวันเสาร์เกิดขึ้นใกล้สนามฟุตบอล ‘โวดาโฟน อารีนา’ สนามเหย้าของทีมสโมสรเบซิคตัส เพียง 2 ชั่วโมงหลังจากการแข่งขันฟุตบอลที่สนามแห่งนี้จบลง และดูเหมือนว่าเป้าหมายในการโจมตีคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระเบิดลูกแรกเป็นคาร์บอมบ์ เกิดขึ้นที่หน้าสนาม ไม่กี่นาทีต่อมาก็เกิดระเบิดที่สวนสาธารณะซึ่งอยู่ติดกัน โดยเป็นระเบิดฆ่าตัวตาย

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ กลุ่มทีเอเคเคยอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีหลายครั้งในตุรกีในปีนี้ รวมทั้งการโจมตีกรุงอังการา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 37 ราย

ขณะเดียวกัน นายสุไลมาน ซอยลู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตุรกี กล่าวในงานศพตำรวจ 5 นายที่สำนักงานตำรวจนครอิสตันบูลว่า “ไม่ช้าก็เร็ว เราจะได้แก้แค้น เลือดจะไม่ถูกปล่อยทิ้งไว้บนพื้น ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม” เขายังเตือนไปถึงเหล่าผู้ที่เสนอให้การสนับสนุนผู้โจมตีบนเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์หรือที่อื่นๆ ด้วย

 

แหย่หนวดมังกร! ‘ทรัมป์’ ตั้งคำถาม ทำไมมะกันต้องยึดนโยบาย ‘จีนเดียว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ธ.ค. 2559 02:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/808447

 

โดนัลด์ ทรัมป์ ยั่วจีนอีกด้วยการออกมากตั้งคำถามว่า ทำไมสหรัฐฯ จึงควรจะสานต่อนโยบายจีนเดียว หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่งมีปัญหากันเพราะเขาคุยโทรศัพท์กับผู้นำไต้หวันโดยตรง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา ทำเรื่องที่อาจเป็นการสร้างความร้าวฉานในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และประเทศจีนอีกครั้ง โดยตั้งคำถามว่า ทำไมสหรัฐฯ จึงควรจะสานต่อนโยบายจีนเดียว หลังจากก่อนหน้านี้เขาพูดคุยโทรศัพท์โดยตรงกับผู้นำไต้หวัน อันเป็นการขัดหลักการของนโยบายดังกล่าว จนทำให้จีนไม่พอใจถึงขั้นส่งหนังสือประท้วงมาแล้ว

นายทรัมป์ตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายจีนเดียวในการให้สัมภาษณ์แก่สถานีโทรทัศน์ ฟ็อกซ์ นิวส์ เมื่อวันอาทิตย์ โดยระบุว่า “ผมไม่รู้ว่าทำไมเราต้องถูกผูกมัดด้วยนโยบายจีนเดียว ถ้าเราไม่ได้ทำข้อตกลงกับจีนในเรื่องต่างๆ รวมทั้งการค้า” ทรัมป์กล่าวด้วยว่า จีนยังไม่รวมมือกับสหรัฐฯ ในการจัดการกับค่าเงินหยวน, เกาหลีเหนือ หรือความตึงเครียดในทะเลจีนใต้เลย

ในการสัมภาษณ์เดียวกันนี้ นายทรัมป์ยังพูดถึงเรื่องที่จีนไม่พอใจที่เขาคุยโทรศัพท์กับนางไช่ อิง-เหวิน ประธานาธิบดีไต้หวันด้วยว่า “ผมไม่อยากให้จีนมาสั่งผม และนี่เป็นโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาหาผม มันเป็นการโทรคุยที่ดีและสั้น แล้วทำไมประเทศอื่นบางประเทศถึงออกมาพูดว่าผมไม่ควรรับสายโทรศัพท์? ที่จริงผมคิดว่ามันเป็นการหยาบคายมากๆ”

ทั้งนี้ จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งในดินแดนของพวกเขา และยืนยันว่าพันธมิตรทางการทูตของพวกเขาทุกประเทศมีแนวคิดแบบเดียวกันนี้ อนึ่ง นายจิมมี คาร์เตอร์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับไต้หวัน ก่อนที่เขาจะเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงปักกิ่งเมืองหลวงของจีนเมื่อปี 1979