เปิดโรงเรียนไบรท์ตัน คอลเลจ ในไทย ระยะแรกแค่อนุบาล พร้อมสมบูรณ์ปี’60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244625

x

เปิดโรงเรียนไบรท์ตัน คอลเลจ ในไทย ระยะแรกแค่อนุบาล พร้อมสมบูรณ์ปี’60

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น

บริษัท แฮนส์เมเนจเมนท์ จำกัด เปิด “โรงเรียนนานาชาติ ไบรท์ตัน คอลเลจ กรุงเทพ” โรงเรียนนานาชาติชั้นนำสัญชาติอังกฤษอย่างเป็นทางการ ในระดับ พรี-เพร็พ (เทียบเท่าระดับเตรียมอนุบาล-ป.2) โดยมีแนวทาง การเรียนการสอนที่ใช้แรงบันดาลใจผลักดันให้นักเรียนแต่ละคนดึงความเป็นปัจเจกของตนออกมา ด้วยการสอนที่ใช้นวัตกรรมของหลักสูตรอันทันสมัย มุ่งเน้นให้นักเรียนตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวและรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเองจนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง โดยไบรท์ตัน คอลเลจ จะมีสัดส่วนนักเรียนระหว่างนักเรียนไทยและนักเรียนต่างชาติ ในอัตราร้อยละ 50 ต่อ 50 บนพื้นที่ขนาด 51 ไร่ เพื่อให้นักเรียนได้รับโอกาสค้นพบศักยภาพสูงสุดของตนเองและได้รับการส่งเสริมให้มีอัจฉริยภาพในด้านที่ตนถนัด เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ มีบุคลิกภาพที่เข้มแข็งและสร้างสรรค์ เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น พร้อมจะก้าวต่อไปสู่พลเมืองระดับโลก

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์, ประธานกรรมการ บริษัท แฮนส์เมเนจเมนท์จำกัด กล่าวว่า พรี-เพร็บ สคูล เปิดรับนักเรียนอายุระหว่าง 2 ถึง 9 ปี และเป็นส่วนแรกของโรงเรียนที่เปิดภาคการศึกษา ในขณะที่เพร็บ สคูล (เทียบเท่าระดับ ป.3-ม.1) และ ซีเนียร์ สคูล (เทียบเท่าระดับ ม.2-ม.6) จะเปิดภาคการศึกษาในเดือนกันยายน ปี 2560 หลักสำคัญอันเป็นหัวใจของไบรท์ตัน คอลเลจ คือการสร้างสมดุลให้กับนักเรียนทั้งด้านความแข็งแรงและความสุข ส่วนครูผู้สอนจะเป็นครู ที่มีประสบการณ์การสอนจากโรงเรียนชั้นนำในสหราชอาณาจักร สำหรับไบรท์ตัน ความเป็นเลิศมิใช่เฉพาะด้านวิชาการ แต่ต้องมีความรอบรู้และได้ค้นพบพรสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็น กีฬา, การแสดง, ดนตรี, ภาษา หรือด้านอื่นๆ ที่นักเรียนชื่นชอบ นักเรียนทุกคนจะได้เรียนภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรม เพื่อให้เตรียมพร้อมให้เติบโตสู่สังคมและโลก

มรภ.สงขลา ขยายความร่วมมือสู่มาเลเซีย พัฒนาชุมชน หลังสัมพันธภาพด้านกีฬา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244628

x

มรภ.สงขลา ขยายความร่วมมือสู่มาเลเซีย พัฒนาชุมชน หลังสัมพันธภาพด้านกีฬา

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผศ.ดร.พลพัฒน์ รวมเจริญ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) เปิดเผยว่า งานวิเทศสัมพันธ์ และฝ่ายวิชาการ ได้ร่วมกับโปรแกรมวิชาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรภ.สงขลา จัดกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ร่วมกับ มหาวิทยาลัยปุตรา มาเลเซีย (Faculty of Human Ecology, Universiti Putra Malaysia) โดยมีการบรรยายพิเศษ การอภิปรายกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิชาการระหว่างนักศึกษาไทยและมาเลเซีย ซึ่งตัวแทนผู้บริหารจาก ม.ปุตรา ได้บรรยายเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างประเทศ และโอกาสในการทำงานด้านพัฒนาชุมชนร่วมกัน เนื้อหาการบรรยายชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันบทบาทของทุกๆ มหาวิทยาลัย นอกจากจะสร้างองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาแล้วยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาชุมชนในพื้นที่ติดชายแดน ซึ่งมหาวิทยาลัยในภาคใต้ของไทยมีชายแดนติดกับมาเลเซีย มีวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่คล้ายคลึงกัน ถือเป็นศักยภาพที่ก่อให้เกิดความร่วมมือด้านการพัฒนาชุมชน ดังนั้น จึงเป็นโอกาสในการสร้างความร่วมมือร่วมกัน โดยใช้จิตวิทยาสังคมเป็นเครื่องมือสำคัญทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผศ.ดร.พลพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากการบรรยายดังกล่าว แล้วยังมีการประชุมเชิงปฏิบัติการทางวิชาการร่วมกัน (Academic workshop) ระหว่างนักศึกษา มรภ.สงขลา กับนักศึกษาของ ม.ปุตรา โดยมีผู้ดำเนินรายการจากทั้งสองมหาวิทยาลัยคือ Dr.Shamsul Azahari Zainal Badari อ.มาริสา จันทร์ฉาย อ.นฤภร ไชยสุขทักษิณ อ.สุปราณี ชอบแต่ง อ.นันทิยา ศรีวารินทร์ และ อ.เทียนชัย สุริมาศ นำไปสู่การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้มิตรภาพระหว่างประเทศ และได้ประสบการณ์ในการปฏิสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ ซึ่งการจัดกิจกรรมความร่วมมือด้านวิชาการร่วมกับ ม.ปุตรา เป็นครั้งแรกนี้ เป็นการขยายผลความร่วมมือจากด้านพัฒนานักศึกษาและกีฬาไปสู่วิชาการ ตามโรดแมปด้านการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ โดยดำเนินการควบคู่ไปกับการเชิญนักวิชาการต่างชาติมาบรรยายให้นักศึกษาฟังอย่างสม่ำเสมอ

ในโอกาสเดียวกันนี้ กองพัฒนานักศึกษา มรภ.สงขลา ได้ให้การต้อนรับนักศึกษาจาก ม.ปุตรา อีกกลุ่มหนึ่ง จำนวน 30 คน ซึ่งเดินทางมาร่วมกิจกรรมSKRU and UPM Student and Sports Mobility Program โดยตัวแทนนักศึกษาของทั้งสองมหาวิทยาลัย ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและกีฬาร่วมกับผู้นำนักศึกษา และตัวแทนนักศึกษาของทุกคณะ รวมทั้งมีการทำกิจกรรมกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มประกอบไปด้วยนักศึกษาของทั้งสองประเทศ ช่วยกันอภิปรายในหัวข้อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนักศึกษา ชุมชน และการเรียน ทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ๆ ในการทำกิจกรรม เช่น กิจกรรมค่ายเยาวชนจิตอาสาระหว่างประเทศ ปลูกป่าช่วยโลก เป็นต้น

ด้าน ดร.พิพัฒน์ ลิมปนะพิทยาธร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มรภ.สงขลา กล่าวว่า จากการประชุมหารือเกี่ยวกับการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกันต่อจากนี้ คาดว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนอาจารย์ในสาขาพัฒนาชุมชน หรืออาจมีการจัดสัมมนาในรูปแบบเช่นนี้อีก ซึ่งจะช่วยพัฒนาศักยภาพทางวิชาการ และช่วยให้สัมพันธภาพของทั้งสองมหาวิทยาลัยแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

บวงสรวงลงขวานทอง ตัดจันทน์หอม เตรียมก่อสร้างพระเมรุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244729

บวงสรวงลงขวานทอง  ตัดจันทน์หอม  เตรียมก่อสร้างพระเมรุ

บวงสรวงลงขวานทอง ตัดจันทน์หอม เตรียมก่อสร้างพระเมรุ

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บวงสรวงลงขวานทอง

ตัดจันทน์หอม

เตรียมก่อสร้างพระเมรุ

คาดเริ่มต้นได้เดือนมกราคม

ปรับคัดกรองกราบพระบรมโกศ

ลดปมล่าช้าประชาชนต่อคิว

นายกฯปรามขรก.ให้สำรวม

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 14 พฤศจิกายน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้าแด่พระภิกษุสงฆ์ ในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

เวลา 11.00 น. หม่อมเจ้าฑิฆัมพร ยุคล ทรงเป็นประธานถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหารและวัดระฆังโฆษิตารามวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

ต่อมาเวลา 15.28 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จพร้อมด้วย

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร และวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร รวม 8 รูป สวดพระอภิธรรม

ทีวีพูลเผยแพร่MVเพลงสรรเสริญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเคารพธงชาติ เวลา 08.00 น. วันเดียวกัน โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเผยแพร่วิดิทัศน์การร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีของพสกนิกรกว่า 3 แสนคน ที่ท้องสนามหลวงเมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคลและทีมงานตัดต่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ความยาว 9 นาที 10 วินาที โดยช่วงต้นของวีดิทัศน์ได้อัญเชิญพระสุรเสียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานพระบรมราโชวาท ไว้เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2519 มาไว้ด้วย ความว่า

อัญเชิญพระราชดำรัสให้ยึดบ้านเมือง

“ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ขอขอบใจท่าน ที่ได้แสดงน้ำใจไมตรีต่อข้าพเจ้าและพระราชินี กับลูกๆทุกคน ทั้งได้ร่วมมือสนับสนุนในกิจทุกอย่างทำให้เกิดกำลังใจแก่เราอย่างมาก

ประชาชนคนไทยมีการแสดงออกชัดเจนขึ้นว่าต้องการอะไร เมื่อแสดงออกมาเช่นนี้ก็ทำให้รู้ใจกัน และสามารถช่วยกันทำ ช่วยกันสร้างสิ่งที่ต้องการ แม้จะมีอุปสรรคหรือความยากลำบากขัดขวางอยู่ก็ทำได้ ขอเพียงให้ร่วมมือร่วมใจกันจริงๆ แต่ทั้งนี้ควรจะต้องเข้าใจด้วยว่า สถานการณ์ของประเทศโดยส่วนรวมยังไม่แจ่มใสนัก

ข้าพเจ้าปรารถนาอย่างยิ่งที่จะให้ทุกคนเข้าใจและเล็งเห็นสถานการณ์บ้านเมืองตามความเป็นจริง

เวลานี้ บ้านเมืองของเรากำลังต้องการการปรับปรุงและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมอย่างรีบด่วน เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากทรัพยากรจากพื้นภูมิประเทศและจากกำลังงานกำลังปัญญาของคนไทยเราทุกคน ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จักได้นำไปสร้างเสริมความเจริญก้าวหน้าทุกๆด้านให้เพิ่มพูนมั่นคงยิ่งขึ้นโดยเร็ว

เพื่อการนี้เราจะต้องวางโครงการพัฒนาอีกหลายอย่างโดยรีบด่วน ทั้งยังต้องดำเนินโครงการนั้นๆให้สำเร็จผลโดยฉับพลัน จะลังเลหน่วงเหนี่ยวให้ชักช้าด้วยเหตุใดๆไม่ได้ เพราะจะทำให้เสียประโยชน์ที่จะพึงได้ไปเปล่าๆ ซึ่งในยามนี้จะต้องถือเป็นความเสียหาย

การที่เราจะช่วยกันได้ก็คือ การทำความคิดให้ถูกและแน่วแน่ในอันที่จะยึดชาติบ้านเมืองเป็นที่หมาย ต้องเพลาการคิดถึงประโยชน์เฉพาะตัว และความขัดแย้งกันในสิ่งที่มิใช่สาระเลย

ผู้ใดมีภาระหน้าที่อันใดอยู่ก็เร่งกระทำให้สำเร็จลุล่วงไปโดยเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความเมตตา ด้วยความปรองดองกัน และด้วยความปรารถนาดีต่อกัน ที่สุดผลงานของทุกคนนั้นจะไปรวมกันให้เป็นความสำเร็จและความวัฒนาถาวรของประเทศชาติได้ไม่นานเกินคอย

ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวไทยจงปกปักรักษาท่านทั้งหลายให้ปราศจากภัยอันตรายและเหตุชั่วร้ายทุกสิ่ง บันดาลให้แต่ละคนมีกำลังกาย กำลังใจ กำลังปัญญา และกำลังสามัคคีอันแข็งแกร่งพร้อมเพรียง สามารถประกอบกรณียกิจนำพาประเทศชาติให้ดำเนินต่อไปโดยสวัสดี และสามารถที่จะธำรงอิสรภาพอธิปไตยพร้อมทั้งความเจริญร่มเย็นเป็นผาสุขของบ้านเมืองให้สถาวรอยู่ตลอดไป

ขอทุกท่านจงประสบแต่ความสุขศิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคล และสิ่งที่พึงปรารถนาตลอดปีใหม่นี้ทั่วหน้ากัน

ผ่าน30วันเชิญธงขึ้นยอดเสา

ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล หลังพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต ครบ 30 วันเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน และตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานรัฐทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วันตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม ซึ่งครบกำหนดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยวันนี้เป็นวันแรกที่ชักธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาเช่นเดิม นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่นำพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาติดตั้งบนมุกตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมติดผ้าริบบิ้นดำขาวด้านล่างพระบรมสาทิสลักษณ์

ขอขรก.-รสก.ไว้ทุกข์ต่อ1ปี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลขอความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจและเจ้าหน้าที่รัฐไว้ทุกข์ 1 ปีเช่นเดิม ในส่วนประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยวให้พิจารณาตามความเหมาะสม โดยนายกฯย้ำถึงการดำเนินการเรื่องต่างๆว่า ต้องไม่ขัดหลักกฎหมายและพิจารณาตามความเหมาะสม

นายกฯสั่งขรก.สำรวมงดเซลฟี

ด้านพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมกล่าวถึงกรณีมีภาพข้าราชการถ่ายเซลฟีลงในสังคมออนไลน์ ขณะเข้ากราบพระบรมศพ ในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวังว่า เรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีสั่งการชัดเจนไปแล้ว ขอให้ทุกคนสำรวมไม่ควรทำอะไรตามอำเภอใจ

ต่างชาติเข้าแถวรอกราบพระบรมศพ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณสนามหลวงและพระบรมมหาราชวังตั้งแต่เช้ามืด มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาเข้าแถวรอเข้ากราบสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยสำนักพระราชวังเปิดให้เข้าถวายสักการะพระบรมศพตั้งแต่เวลา 05.00 น.เช่นทุกวัน ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายคน แต่งกายชุดไว้ทุกข์สีดำสุภาพ มารอเข้าแถวตั้งแต่ 04.00 น. เพื่อเข้าสักการะพระบรมศพด้วย

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน หลังปิดให้ประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อเวลา 21.00 น. มีประชาชนได้ถวายสักการะพระบรมศพ 33,928 คน รวม 16 วัน ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม -13 พฤศจิกายนรวม 470,319 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระกุศลเป็นเงิน 2,238,997.25 บาท รวม 16 วัน เป็นเงิน 31,491,776.25 บาท

ตื้นตันใจในพระมหากรุณาธิคุณ

นายเอเดรียนลอว์ วัย 77 ปี อาจารย์มหาวิทยาลัยมิสซูรี ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดินจากสหรัฐฯกล่าวว่า แม้มาเมืองไทยครั้งแรก แต่รับรู้เรื่องราวของในหลวงรัชกาลที่ 9 จากหนังสือพิมพ์มาบ้าง ครั้งนี้มาเที่ยวเมืองไทยได้เรียนรู้ประวัติและการทรงงานของพระองค์ ทราบว่าทรงทำเพื่อคนไทยมากมาย โดยเฉพาะเรื่องดิน ทรงแก้ปัญหาให้ชาวบ้านจนทำเกษตรได้ พระองค์ทรงศึกษามากกว่าที่พวกเรานักวิทยาศาสตร์ในอเมริกาค้นคว้าในห้องทดลองเสียอีก

เช่นเดียวกับ นายคลิฟ เช้ง วัย 54 ปีที่กล่าวว่า ตอนมาเมืองไทยครั้งแรก ภรรยาซึ่งเป็นคนไทยพาตนไปเที่ยวดอยตุง ดูโครงการที่พระองค์ทำให้ชาวเขามีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น จำได้ว่าตอนนั้นพอรู้ว่าทั้งหมดที่เห็นมีที่มาจากพระมหากษัตริย์ รู้สึกประทับใจ พอเห็นนิทรรศการพระราชประวัติของในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ยืนอ่านอยู่ 2 ชั่วโมง มีข้อมูลที่ทำให้ตื้นตันใจคือ ที่แท้จริงแล้วพระองค์ทรงทำงานเพื่อคนทั้งประเทศด้วยพระเนตรข้างเดียว คงต้องเหนื่อยมาก แต่ยังทำต่อเนื่องด้วยความขยัน ไม่ย่อท้อ

เพิ่มตรวจคัดกรองลดความล่าช้า

ส่วนการประชุมกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาค 1 แถลงหลังหารือถึงการจัดระเบียบและจัดคิวประชาชนที่เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า ที่ประชุมพิจารณาถึงปัญหาความล่าช้าของประชาชนที่ต้องผ่านจุดคัดกรองแต่ละด่าน และตกลงให้เพิ่มช่องทางตรวจคัดกรอง จากเดิมมี 2 ช่องเป็น 5 ช่อง เพื่อให้ประชาชนเดินทางเข้าพื้นที่สะดวกมากขึ้น เพราะมีคนจำนวนมากเดินเข้ามาในจุดเดียวบริเวณสะพานข้ามคลองหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ อาจส่งผลเรื่องความปลอดภัย จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารช่างคอยดูแลและซ่อมบำรุงสะพานทุกวัน

เรื่องการรอเข้าคิวนั้น พล.ต.พงษ์สวัสดิ์กล่าวว่า ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะประชาชนจำนวนมากเดินทางมาช่วงเช้าพร้อมกัน เช่น เวลา 07.00 น. วันที่ 13 พฤศจิกายน มีประชาชนเดินทางมาพร้อมกันถึง 20,000 คน แต่โดยเฉลี่ยเจ้าหน้าที่จัดแถวให้เข้าถวายสักการะได้ชั่วโมงละ 2,000 คน ทำให้ประชาชนต้องรอนานเป็น 10 ชั่วโมง หากประชาชนที่พักอาศัยอยู่ใกล้ ทยอยเดินทางมาช่วงสาย ปล่อยให้คนที่มาจากต่างจังหวัดมาถึงช่วงเช้าได้เข้าคิวก่อน เชื่อว่าไม่เกิน 3 ชั่วโมง ทุกคนจะได้เข้าสักการะพระบรมศพ จึงอยากให้ประชาชนแบ่งปันน้ำใจเอื้อเฟื้อแก่เด็ก สตรีมีครรภ์และผู้สูงอายุ มีโอกาสเข้าคิวด้านหน้า โดยปกติเจ้าหน้าที่จัดแถวพิเศษให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุเกิน 70 ปีอยู่แล้ว

จองคิวออนไลน์ต้องคิดรอบคอบ

พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ยังกล่าวถึงการจัดคิวออนไลน์ว่า ทางเทคนิคสามารถทำได้ภายในสิ้นเดือนนี้ แต่ยังต้องพิจารณาว่าจะตัดสินใจนำมาใช้ทันทีหรือไม่ เพราะยังพบปัญหาคนเข้าไม่ถึงระบบออนไลน์ เช่น ผู้สูงอายุหรือความยุติธรรมกับคนที่มานั่งรอคิวตั้งแต่ช่วงเช้า ตนจะต้องตอบสังคมให้ได้ เพราะเป็นการบริหารความรู้สึกของคน ตอนนี้มองเห็นทางแก้ปัญหาวิธีเดียวคือ ขอให้ทุกคนช่วยแบ่งปัน มีน้ำใจให้กัน คือ ให้โอกาสคนชรา หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก รวมถึงคนที่จองคิวระบบออนไลน์ด้วย

สถาบันวัคซีนน้อมนำพระราชปณิธาน

ด้าน ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน)เผยว่า สถาบันวัคซีนฯจะน้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขับเคลื่อนประเทศไปสู่การพึ่งตนเอง และเกิดความมั่นคงด้านวัคซีนภายใน 10 ปี (พ.ศ.2554-2563) รวมถึงสร้างหลักประกันว่าประชาชนจะมีวัคซีนที่จำเป็นใช้พอเพียงทั่วถึง ทั้งในภาวะปกติและฉุกเฉิน เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บที่ป้องกันได้

สำหรับแผนดำเนินงานโครงการในวาระแห่งชาติด้านวัคซีน ปี 2560 เช่น ด้านวิจัยพัฒนาและการผลิต ได้แก่ การพัฒนาวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อเป็น การผลิตวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก ไอกรน การผลิตวัคซีนผสม คอตีบ บาดทะยัก ไอกรนและตับอักเสบบี รวมทั้งตั้งโครงสร้างพื้นฐานจำเป็น ได้แก่ คลังเก็บวัคซีนมาตรฐานของภูมิภาค โรงงานผลิตวัคซีนระดับกึ่งอุตสาหกรรมมาตรฐานการผลิตที่ดี (GMP) ศูนย์ทรัพยากรชีวภาพทางการแพทย์ เพื่องานวิจัยพัฒนาวัคซีนและการพัฒนาบุคลากรเป็นระบบ วงสรวงตัดไม้จันทน์หอมราบรื่น

อีกด้านหนึ่ง ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่กองพิธีการ สำนักพระราชวัง โดยนายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง เป็นประธานประกอบพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม เพื่อนำไปสร้างพระโกศทรงพระบรมศพเหนือพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ ในพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อถึงเวลา 14.09 น.ตามฤกษ์ นายวุฒิ พร้อมนายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เดินทางเข้าไปในปะรำพิธี ซึ่งสร้างไว้บริเวณต้นจันทน์หอมต้นที่ 15 โดยนายฉัตรชัย เป็นผู้ประกอบพิธีบวงสรวงตามโบราณราชประเพณี ด้วยการหลั่งน้ำเทพมนต์ เจิมต้นจันทน์หอมที่ยืนต้นตาย พราหมณ์หลวงอ่านบทสวดขอขมาเทพเทวาอารักษ์ ลงด้ามขวานเทียมลงบนต้นไม้ 3 ครั้ง และโปรยดอกไม้รอบโคนต้นไม้ เป็นปฐมฤกษ์ ทั้งนี้ โดยรอบนอกปะรำพิธีมีประชาชนมาร่วมพิธีแน่นขนัด สภาพอากาศแจ่มใส การประกอบพิธีเป็นไปอย่างราบรื่น

ส่งกรมศิลป์ได้ภายในเดือนธค.

สำหรับต้นไม้จันทน์หอมที่ยืนต้นตายในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เจ้าหน้าที่สำรวจพบมีอยู่ 12 ต้น ซึ่งประธานในพิธีทำการบวงสรวงและลงด้ามขวานทุกต้น ส่วนต้นไม้ที่จะได้รับคัดเลือกยังอยู่ในการตัดสินใจของสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร และการตัดต้นไม้จริงจะทำภายใน 30 วัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อตัดไม้จันทน์หอมแล้วเสร็จ กรมศิลปากรขอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แปรรูปไม้จันทน์หอมให้ได้ตามขนาดต่างๆก่อนส่งมาเก็บไว้ใช้งาน ตามที่สำนักช่างสิบหมู่ กำหนดแบบการจัดสร้าง เพื่อให้เหมาะสมต่อใช้งานและการเลื่อยฉลุลวดลายไทย เบื้องต้น กองราชพิธี สำนักพระราชวัง คาดว่าไม้จันทน์หอมที่ทำพิธีตัดในวันนี้จะพอใช้ก่อสร้างพระบรมโกศ ทรงพระบรมศพเหนือพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ และกรมอุทยานฯจะแปรรูปและส่งมอบไม้ให้กรมศิลปากรได้ปลายเดือนธันวาคม ก่อนที่กรมศิลปากรจะเริ่มก่อสร้างพระเมรุมาศช่วงต้นเดือนมกราคม 2560

วธ.ประกาศหนังสือพระราชประวัติ ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของกระทรวงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244627

x

วธ.ประกาศหนังสือพระราชประวัติ ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ของกระทรวงได้

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
จากการที่กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ได้จัดพิมพ์หนังสือพระราชประวัติ-พระบรมราโชวาท และแจกให้กับประชาชนทั่วไป ในงานนิทรรศการ “ทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์” ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด จำนวนสองเล่มโดยเล่มที่ 1 ชื่อ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” จำนวน 1 แสนเล่ม มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ตลอดการครองสิริราชสมบัติ 70 ปี พร้อมพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งมีหลายภาพเป็นภาพที่หาชมได้ยาก เล่มที่ 2 ชื่อ “๙๙ พระบรมราโชวาท น้อมนำราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุขศานต์” จำนวน 1 แสนเล่ม ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานในโอกาสต่างๆ ได้แบ่งเป็นหมวดต่างๆ อาทิ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์, รักษาวัฒนธรรมประเพณี, รู้จักดำรงตนตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น ปรากฏว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมากจนไม่เพียงพอกับความต้องการของทุกคน ซึ่ง นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) เปิดเผยให้ทราบว่า หนังสือทั้งสองเล่มดังกล่าว พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ วธ.จัดทำเป็นอีบุ๊ค เผยแพร่ในเว็บไซต์ของกระทรวงวัฒนธรรมด้วย ซึ่งผู้ที่ไม่ได้รับหนังสือแจกในวันดังกล่าวสามารถดาวน์โหลดในเว็บไซต์ของกระทรวงวัฒนธรรมได้ เพื่อให้เด็ก เยาวชนและประชาชน ได้เรียนรู้พระราชประวัติ พระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ตลอดการครองสิริราชสมบัติ 70 ปี พร้อมน้อมนำพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสไปใช้ในชีวิตประจำวัน

‘ผู้ช่วยรมต.กต.’นำคณะทูตานุทูต ลอยกระทงคลองผดุงกรุงเกษม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244731

'ผู้ช่วยรมต.กต.'นำคณะทูตานุทูต ลอยกระทงคลองผดุงกรุงเกษม

‘ผู้ช่วยรมต.กต.’นำคณะทูตานุทูต ลอยกระทงคลองผดุงกรุงเกษม

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 20.27 น.
14 พ.ย. 59 เมื่อเวลา 18.30 น.ที่บริเวณท่าน้ำตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล นายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ผู้ช่วยรมว.ต่างประเทศ เป็นประธานเปิดงานวันลอยกระทงสืบสานประเพณีไทย โดยมีคณะทูตานุทูตประจำประเทศไทยหลายประเทศ ข้าราชการประจำทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนคณะผู้บริหารจากกระทรวงต่างประเทศ และประชาชนเข้าร่วม โดยมีการจัดเตรียมกระทงสำหรับคณะทูตานุทูตและผู้เข้าร่วมงาน เป็นกระทงที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ พร้อมกันนี้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกันยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช เป็นเวลา 89 วินาที ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้

‘ม.จ.ปุสาณ’เป็นประธานบำเพ็ญพระกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244717

'ม.จ.ปุสาณ'เป็นประธานบำเพ็ญพระกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

‘ม.จ.ปุสาณ’เป็นประธานบำเพ็ญพระกุศล สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.52 น.
14 พ.ค.59 เมื่อเวลา 19.00 น. ม.จ.ปุสาณ สวัสดิวัตน์ ทรงเป็นประธานบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพระพิธีธรรม จำนวน 8 รูป จากวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร

ปปช.ทยอยเข้าถวายบังคมต่อเนื่อง ในช่วงเย็นวันลอยกระทง (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244697

ปปช.ทยอยเข้าถวายบังคมต่อเนื่อง ในช่วงเย็นวันลอยกระทง (ประมวลภาพ)

ปปช.ทยอยเข้าถวายบังคมต่อเนื่อง ในช่วงเย็นวันลอยกระทง (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.13 น.

14 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเย็นวันนี้(14 พ.ย.) ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศ ยังคงทยอยเดินทางเข้ากราบสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยรัก อย่างไม่ขาดสาย

บวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม12ต้น จัดสร้างพระโกศทรงพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244678

บวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม12ต้น จัดสร้างพระโกศทรงพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

บวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม12ต้น จัดสร้างพระโกศทรงพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 18.02 น.

สำนักพระราชวัง ประกอบพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอมป่ากุยบุรี 12 ต้น จัดสร้างพระโกศทรงพระบรมศพเหนือพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ ในพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

14 พ.ย.59 เมื่อเวลา 11.00  น. ที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี หมู่ 9 ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่กองพิธีการ สำนักพระราชวัง ได้ทำการชี้แจงข้อมูลกับสื่อมวลชนจำนวนมากก่อนจะเริ่มพิธีบวงสรวงตัดไม้จันทน์หอม โดยมีนายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ สำนักพระราชวังเป็นประธานในพิธีประกอบพิธีบวงสรวงขอขมาในการตัดไม้จันทน์หอม เพื่อจัดสร้างพระโกศทรง พระบรมศพเหนือพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ ในพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการจัดสร้าง

ทั้งนี้ ในการประกอบพิธีตามตามโบราณราชประเพณีมีประชาชนเข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยมีเจ้าหน้าที่เก็บกู้วัตถุระเบิดจากค่ายนเรศวรตรวจสอบความปลอดภัยก่อนเริ่มพิธี รวมถึงเจ้าหน้าที่ได้ประกาศห้ามบันทึกภาพในบริเวณมณฑลพิธีเพื่อนำไปเผยแพร่ในสังคมโซเชียล

ต่อมาเวลา 13.43 น. นายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ สำนักพระราชวัง พร้อมด้วย นายจำลอง ยิ่งนึก ผู้อำนวยการกองราชพิธี สำนักพระราชวัง นายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช นายทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้เดินทางมาถึงบริเวณมณฑลพิธี บริเวณชายป่าใกล้อ่างเก็บน้ำย่านซื่อ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ กุยบุรีประมาณ 1 กม. โดยเริ่มพิธีด้วยการหลั่งน้ำเทพมนต์จากพระมหาสังข์

จากนั้น โหรหลวงลงแป้งเจิม ลั่นฆ้องชัยบัณเฑาะว์ โหรหลวงให้ประธานหลั่งน้ำเทพมนต์ที่ขวานทอง และเจิมต้นไม้จันทน์หอมใกล้โต๊ะสังเวยพร้อมมีการปักธูปเทียน ที่บริเวณโต๊ะเครื่องสังเวย  จากนั้นใช้ขวานทองฟันที่ต้นไม้จันทน์หอมเป็นปฐมฤกษ์ 3 ครั้ง มีการโปรยข้าวตอกดอกไม้ โดยดำเนินการตามขั้นตอน

สำหรับหรับการตัดไม้จันทร์หอมมีการตั้งเครื่องสังเวยเทพเทวาอารักษ์ก่อนที่จะเริ่มพิธีตัดไม้จันทน์หอมจำนวน 12 ต้น จาก 19 ต้น ที่กรมอุทยานฯ ได้คัดเลือกเอาไว้ ตามฤกษ์ช่วงเวลาระหว่าง 14.09 -14.39 น. โดยขวานที่ใช้เป็นโลหะพ่นสีทองเพื่อให้เกิดความสวยงาม เป็นขวานที่ใช้ตัดต้นไม้จันทน์หอมในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี  สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์ และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อดำเนินการตัดไม้จันทน์หอมแล้วเสร็จ กรมศิลปากร จะขอให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แปรรูปไม้จันทน์หอมให้ได้ตามขนาดต่างๆ ก่อนส่งมาเก็บไว้ใช้งาน ตามที่สำนักช่างสิบหมู่กำหนดแบบการจัดสร้าง เพื่อให้เหมาะสมต่อใช้งานและการเลื่อยฉลุลวดลายไทย  ขณะเดียวกัน คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะเป็นผู้ตรวจสอบอายุไม้ ขนาดไม้ และความสมบูรณ์เหมาะสมไม้จันทน์หอม ในเบื้องต้น กองราชพิธี สำนักพระราชวัง คาดว่าไม้จันทน์หอมที่ทำพิธีตัดในวันนี้จะเพียงพอใช้ก่อสร้างพระบรมโกศ ทรงพระบรมศพเหนือพระจิตกาธานบนพระเมรุมาศ ทั้งนี้ ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ รองราชเลขาธิการ พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติมาจดบันทึกเหตุการณ์พิธีบวงสรวงตัดไม้จันทร์หอม  โดย กรมอุทยานฯ จะแปรรูปและส่งมอบไม้ให้กรมศิลปากรประมาณปลายเดือนธันวาคมนี้ ก่อนกรมศิลปากรจะเริ่มก่อสร้างช่วงต้นเดือนมกราคม 2560

สำหรับการจัดสร้างพระโกศสมัยโบราณ จะนำไม้จันทน์หอมมาเป็นฟืนเผาศพ แต่สำหรับพระมหากษัตริย์พระบรมวงศานุวงศ์ จะถูกนำมาแปรรูปจากท่อนฟืนขึ้นเป็นลวดลายขึ้นเป็นพระโกศไม้จันทน์ มีการเลื่อยเป็นแผ่นบางๆ ติดแบบทำการฉลุลาย จากนั้นนำมาประกอบติดกับโครง ซึ่งโบราณจะใช้โครงไม้ แต่ปัจจุบันดัดแปลงมาเป็นลวดเหล็กบุตาข่าย เพื่อความสะดวกในการจัดสร้าง ลวดลายที่ใช้ประกอบมีทั้งสิ้น 35 ลาย อาทิ ลายหน้ากระดาน ลายบัว ลายท้องไม้ บัวคว่ำ บัวหงาย เป็นต้น โดยลายส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะของแนวลายใบเทศ คือ ถ้าเป็นกระจังจะเป็นแบบกระจังลายใบเทศ ถ้าเป็นลายกระหนกจะเป็นลายกระหนกแบบลายใบเทศ ซึ่งโดยรวมแล้วจะให้อยู่ในลักษณะของใบลายเทศ ซึ่งเป็นลายเครื่องประดับของไทยที่มีความงดงาม และใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ

สวท.โก-ลกเลี้ยงขนมจีน50กก. ทำความดีถวายพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244656

สวท.โก-ลกเลี้ยงขนมจีน50กก. ทำความดีถวายพ่อหลวง

สวท.โก-ลกเลี้ยงขนมจีน50กก. ทำความดีถวายพ่อหลวง

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.14 น.

14 พ.ย.59 นายนริศ แก้วนพรัตน์ นายสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ได้ให้ นายชัยยุทธ และนางสุจินต์ ศิวายพราหมย์ ซึ่งเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบร้านสวัสดิการ ทำขนมจีนน้ำยา น้ำพริก แกงเขียวหวานและน้ำพุงปลา จำนวน 50 ก.ก. เลี้ยงประชาชนทั่วไปและกลุ่มลูกค้าขาประจำของร้านสวัสดิการฟรี เป็นเวลา 1 วัน พร้อมขนมหวาน เพื่อทำความดีตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานับปการ และทุ่มเทพระวรกายเพื่อพสกนิกรชาวไทยตลอดพระชนชีพของพระองค์ โดยที่ไม่มีความเหน็ดเหนื่อย

ซึ่งโดยปกติร้านค้าสวัสดิการแห่งนี้ จะจำหน่ายขนมจีนในราคาจานละ 25 บาท ขนมหวานถ้วยละ 5 บาท เพื่อเป็นการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และบุคลากร รวมทั้งประชาชนที่มีรายได้น้อย สามารถเลือกหาอาหารราคาถูกไปรับประทาน ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจรัดตัว ซึ่งเป็นนโยบายของสถานีที่สามารถช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้มีรายได้น้อยในอีกทางหนึ่ง

เคยเห็นรึยัง!’ตะคัน’อายุพันปี ปธ.วธ.สุโขทัยเปิดบ้านให้ชม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244607

เคยเห็นรึยัง!'ตะคัน'อายุพันปี ปธ.วธ.สุโขทัยเปิดบ้านให้ชม

เคยเห็นรึยัง!’ตะคัน’อายุพันปี ปธ.วธ.สุโขทัยเปิดบ้านให้ชม

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 14.07 น.

14 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 712/3 หมู่ 3 ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.สุโขทัย นางบังเอิญ ทุยจันทร์ อายุ 69 ปี เจ้าของบ้านซึ่งเป็นประธานวัฒนธรรมตำบลเมืองเก่า ได้เปิดตู้โชว์ตะคันอายุกว่า 1,000 ปี ให้สื่อมวลชนได้ชมในช่วงโอกาสพิเศษที่มีการจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จุดตะคันหลอมดวงใจน้อมอาลัยพระภูมิพล ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ระหว่างวันที่ 10-14 พ.ย. 59

นางบังเอิญ กล่าวว่า ในช่วงที่มีการจัดงานลอยกระทงเผาเทียนเล่นไฟ จุดตะคันหลอมดวงใจน้อมอาลัยพระภูมิพล ตนได้ถือโอกาสคัดวัตถุโบราณที่เก็บสะสมไว้ ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวชมกันได้ที่บ้าน ซึ่งเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เรือนนพมาศด้วย นอกจากมีของเก่าให้ชมมากมายแล้ว ยังมีตะเกียง ตะคันโบราณ หลายรูปแบบ หลายยุคสมัย ที่ขุดพบในพื้นที่สุโขทัย

โดยเฉพาะตะคันโบราณจากแหล่งโบราณคดีบ้านวังหาด (ต้นน้ำแม่ลำพัน) ต.ตลิ่งชัน อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย ซึ่งมีการขุดค้นพบพร้อมกับลูกปัด เครื่องประดับสมัยทวารวดี อายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี มีรูปแบบเป็นถ้วยดินเผา ขึ้นรูปด้วยการใช้มือจีบดินอย่างง่ายๆ เผาด้วยอุณหภูมิต่ำ ก่อนวิวัฒนาการเป็นตะคันขึ้นรูปทรงถ้วยด้วยแป้นหมุนในยุคสุโขทัย รวมถึงทรงตะเกียงอินเดีย และตะเกียงทรงดอกบัวบาน ของกลุ่มเตาเกาะน้อยศรีสัชนาลัย อายุกว่า 500 ปี ที่มีการขุดพบจำนวนมากขณะบูรณะโบราณสถาน

และยังพบอีกจำนวนมากในลำน้ำแม่ลำพัน ด้านทิศตะวันออกของเมืองเก่าสุโขทัย โดยตะคันบางอันเมื่อแรกขุดพบนั้น ยังมีไส้เป็นเส้นใยเชือกฝ้ายเหลือให้เห็น ส่วนที่ก้นภาชนะก็มีคราบเขม่าเผาไหม้กับเศษน้ำมันยาง และเทียนขี้ผึ้งที่เป็นเชื้อเพลิงให้เห็นด้วย ซึ่งได้รวบรวมเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ การเผาเทียนเล่นไฟของเมืองสุโขทัยนั้น มีถ้อยคำอ้างอิงในหลักศิลาจารึก หลังกรานกฐินในเมืองสุโขทัยนี้ขอเชิญ “…เข้ามาดูท่านเผาเทียน ท่านเล่นไฟ” (จารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหง ด้านที่ 2 บรรทัดที่ 22) ถ้อยคำในจารึกตอนนี้แสดงถึงเทศกาลงานบุญใหญ่ และก่อเกิดสร้างคำในประเพณีประจำจังหวัดสุโขทัย เรียกว่า “ลอยกระทง เผาเทียน เล่นไฟ”

โดยทั่วไปทุกคนจะรู้จักประเพณีลอยกระทงอยู่แล้ว แต่การ “เผาเทียน เล่นไฟ” นั้นหมายถึงสิ่งใดกันแน่ แท้จริงแล้วเผาเทียนเล่นไฟเป็นประเพณีในความเชื่อทางพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ โดยจะมีการนำภาชนะดินเผาใส่ด้วยเส้นด้ายทำเป็นสามแฉกคล้ายตีนกา แล้วนำเทียนโรยด้านบน นำไปจุดให้แสงสว่างในศาสนสถานเพื่อเป็นพุทธบูชา

ตามนิทาน “ธัมม์กาเผือก” ที่เป็นที่มาของพระพุทธเจ้าในภัทรกัป คือ พระกกุสันโธ-วงศ์ไก่, พระโกนาคม-วงศ์นาค, พระกัสสโป-วงศ์เต่า, พระโคตโม-วงศ์โค และพระเมตเตยโย-วงศ์ราชสีห์ โดยมารดาของพระพุทธเจ้าในภัทรกัปคือพญากาเผือก ในตำนานระบุว่า “หากคิดถึงแม่ก็ให้นำเอาด้ายดิบมาฟั่นทำเป็นตีนกา เพื่อจุดเป็นประทีปบูชาคุณมารดา” จึงเป็นที่มาของการนำด้ายมาทำเป็นสามแฉกคล้ายตีนกาในภาชนะดินเผา ที่ในท้องถิ่นสุโขทัยเรียกว่า “ตะคัน” หรือในท้องถิ่นล้านนาเรียกว่า “ผางประทีป”

การจุดตะคันหรือผางประทีปจะจุดได้เฉพาะในพระศาสนาเท่านั้น จึงเป็นของสูงค่า เพราะเทียนหรือขี้ผึ้งเป็นของหายาก การจุดตะคันเผาเทียนเล่นไฟจึงเสมือนการบูชาพระพุทธเจ้าในภัทรกัป วิถีการจุดตะคันหรือผางประทีปจึงเป็นวัฒนธรรมร่วมรากของพระพุทธศาสนาเถรวาท ที่ยังถือปฏิบัติกันในวันเพ็ญเดือน 12 หรือเดือนยี่ของล้านนา ที่ทรงคุณค่ายิ่ง และจะมีการสวดธรรมหลวงหรือเทศน์มหาชาติในวันนี้ แสงจากตะคันจึงทำให้ผู้ฟังธรรมได้อานิสงส์ และผู้จุดถวายตะคันนั้นก็จะได้อานิสงส์มากอีกด้วย