โดนแบนมา 7 ปี เฟซบุ๊กซุ่มพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบเซ็นเซอร์ หวังกลับเข้าจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 18:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791837

 

เฟซบุ๊ก ซุ่มเงียบ แอบพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบเซ็นเซอร์ข้อมูล หวังหวนกลับเข้าไปในจีนอีกครั้ง หลังโดนแบนมานาน 7 ปี ด้านสื่อนอกคาดเฟซบุ๊กน่าจะใช้วิธีขายซอฟต์แวร์ดังกล่าวให้บริษัทที่มาทำงานแทน มากกว่าเข้าไปลุยเองทั้งหมด

เมื่อ 23 พ.ย. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างข่าวจากนิวยอร์ก ไทม์ส สื่อในสหรัฐฯ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า บริษัทเฟซบุ๊ก ของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แอบซุ่มพัฒนาระบบเครื่องมือเซ็นเซอร์ หวังชักชวนทางการจีนยอมอนุญาตให้เฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดกลับเข้าไปในจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอีกครั้ง หลังเฟซบุ๊กโดนรัฐบาลจีนแบนตั้งแต่ 7 ปีที่แล้ว

จากการเปิดเผยของอดีตพนักงานของเฟซบุ๊กและพนักงานปัจจุบันที่ไม่เปิดเผยชื่อ เล่าว่า บริษัทเฟซบุ๊กได้ดำเนินการพัฒนาซอฟต์แวร์ระบบเซ็นเซอร์ที่สามารถสกัดโพสต์ข้อความต่างๆ ในนิวส์ ฟีด (news feed) ของบรรดาผู้คนในพื้นที่ที่ถูกเจาะจงโดยเฉพาะ ขณะที่สำนักข่าวซินหัว กระบอกเสียงทางการจีนรายงานว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กได้พบกับนายหลิว หยุนชาน ซึ่งถือเป็น ‘ซาร์’ หรือผู้ยิ่งใหญ่ด้านโฆษณาชวนเชื่อของจีน เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อหวังให้เฟซบุ๊กสามารถแลกเปลี่ยนอย่างแข็งแกร่ง และปรับปรุงความเข้าใจซึ่งกันและกันกับบรรดาบริษัทอินเทอร์เน็ตของจีน


มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเฟซบุ๊ก

ขณะที่ เอเรียลเล อาร์ยาห์ โฆษกของเฟซบุ๊กชี้แจงผ่านอีเมลว่า พวกเรามีความสนใจในจีนมานานแล้ว และกำลังใช้เวลาทำความเข้าใจและเรียนรู้เก่ียวกับประเทศจีนให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เฟซบุ๊กยังไม่ได้ตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการเข้าไปในประเทศจีน ‘ขณะนี้พวกเรากำลังมุ่งโฟกัสถึงการให้ความช่วยเหลือด้านธุรกิจและนักพัฒนาชาวจีนในการขยายตลาดใหม่ๆ ไปนอกประเทศจีน ด้วยการใช้แพลตฟอร์มของเรา’ โฆษกเฟซบุ๊กชี้แจง

ขณะเดียวกัน นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า ถึงแม้เฟซบุ๊กได้มีการพัฒนาเครื่องมือระบบเซ็นเซอร์ขึ้นมาใหม่ก็ตาม แต่ก็คงไม่ต้องการที่จะสกัดโพสต์ข้อความเหล่านั้นด้วยตนเอง แต่น่าจะเสนอซอฟต์แวร์ดังกล่าวให้แก่บริษัทที่เรียกว่า ‘Third Party’ หรือ บริษัทที่มาทำงานแทน คอยมอนิเตอร์ตรวจสอบข้อความ และเรื่องฮอตที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์มากกว่า โดยบริษัทที่มาทำงานแทนนั้นสามารถมีอำนาจเต็มทั้งหมดในการตัดสินใจต่อโพสต์ข้อความต่างๆ ว่าสมควรถูกนำมาแสดงบนฟีดของผู้ใช้เฟซบุ๊กหรือไม่

นิวยอร์ก ไทม์ส ยังเผยด้วยว่า ตอนนี้ยังไม่มีเครื่องบ่งชี้ว่าเฟซบุ๊กจะเสนอซอฟต์แวร์ระบบเซ็นเซอร์ต่อเจ้าหน้าที่ทางการจีน แต่หนึ่งในไอเดียมากมายของเฟซบุ๊กนั้นได้มีการนำมาหารือด้วยความเคารพต่อการจะกลับเข้าไปในจีนอีกครั้ง หลังโดนจีนสั่งแบนมาตั้งแต่ปี 2552 นับตั้งแต่เกิดเหตุจลาจลรุนแรงในเมืองอูรุมฉี มณฑลซินเจียง และมีความพยายามที่จะรายงานเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น จนเป็นเหตุให้ชาวอุยกูร์ ชนกลุ่มน้อยเสียชีวิตถึง 140 ราย.

 

ปาฏิหาริย์มีจริง ฝาแฝดมะกันฟื้นตัวเร็วสุด หลังผ่าตัดแยกศีรษะนาน 27ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 17:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791732

 

(ภาพจากยูทูบ : CNN)

สุดอเมซซิ่ง..สองหนูน้อยฝาแฝดเกิดมามีศีรษะติดกัน ฟื้นตัวแข็งแรงเร็วมาก หลังเข้ารับการผ่าตัดแยกศีรษะโดยทีมศัลยแพทย์สุดเก่งของโรงพยาบาลเด็กในนิวยอร์ก ที่ต้องใช้เวลาผ่าตัดนานถึง 27 ชม.

เว็บไซต์ มิร์เรอร์ รายงานข่าวสุดดีใจ ด.ช.จาดอน และเอเนียส แม็คโดนัลด์ ฝาแฝดเพศชาย วัย 13 เดือน ซึ่งมีศีรษะติดกันตั้งแต่แรกเกิดปลอดภัยแล้ว หลังจากได้รับการผ่าตัดใหญ่เพื่อแยกส่วนศีรษะที่ติดกันออก โดยทีมศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลเด็ก ‘มอนติฟิโอเร เมดิคัล เซ็นเตอร์’ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐฯ ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ข่าวแจ้งว่า การผ่าตัดแยกศีรษะของฝาแฝดทั้งสองในครั้งนี้ ใช้เวลานานถึง 27 ชั่วโมง และหลังจากนั้นต้องนำเด็กชายฝาแฝดทั้งสองไปอยู่ในห้องปลอดเชื้อ นาน 5 สัปดาห์ ก่อนจะย้ายไปอยู่ในห้องฟื้นฟูสภาพร่างกายต่อไป โดยออกจากห้องผ่าตัด ด.ช.จาดอน และเอเนียสจะต้องต่อสู้เอาชนะเรื่องต่างๆ ที่อาจจะเกิดตามมาหลังผ่าตัดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น การติดเชื้อ มีไข้ และอาการชัก ทว่าทีมแพทย์และพยาบาล ตลอดจนพ่อและแม่ของ 2 หนูน้อย ต้องดีใจกันที่สุดเมื่อฝาแฝดทั้งสองแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว


นายแพทย์เจมส์ กูดริช ศัลยแพทย์ชั้นนำมีความเชี่ยวชาญมากที่สุดในการผ่าตัดแยกศีรษะที่ติดกัน กล่าวด้วยความดีใจว่า การผ่าตัดครั้งนี้เป็นการสร้างประวัติศาสตร์  อีกทั้งเด็กน้อยทั้งสองก็สามารถฟื้นตัวแข็งแรงขึ้นมาในเวลารวดเร็วที่สุดอีกด้วย ด้าน นางนิโคล แม็คโดนัลด์ แม่ของเด็กชายฝาแฝด กล่าวอย่างตื่นเต้นว่า มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ น่าประหลาดใจที่สุด ซึ่งเธอเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ

ก่อนหน้านี้ การผ่าตัดแยกส่วนที่ติดกันของเด็กแฝดนั้น เด็กต้องใช้เวลานานถึง 8 สัปดาห์กว่าจะฟื้นตัวแข็งแรงขึ้นมา ขณะที่โอกาสที่เด็กฝาแฝดจะเกิดมามีศีรษะติดกัน และมีเส้นเลือดพันรอบเช่นนี้ ถือว่ามีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แค่เพียง 1 ใน 10 ล้าน เท่านั้น โดยหลังจากเด็กชายจาดอน และเอเนียสแข็งแรงดีขึ้นแล้ว จากนั้นหนูน้อยก็จะเรียนรู้การคลาน เดิน และการยกศีรษะของตัวเองขึ้น เพราะขณะนี้ฝาแฝดน้อยทั้งสองยังไม่สามารถที่จะยกศีรษะตัวเองขึ้นได้ เพราะยังรู้สึกว่ามีศีรษะร่วมกันอยู่.

 

รบ.โคลอมเบียดันต่อ จ่อลงนามข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่ กับกบฏฟาร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 15:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791662

 

ประธานาธิบดีซานโตส แห่งโคลอมเบีย ไม่ละความพยายามสร้างสันติภาพให้แก่ประเทศชาติ เตรียมลงนามในข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่กับกบฏฟาร์ก ยุติสงครามกลางเมืองที่ดำเนินมานานกว่าครึ่งศตวรรษ หลังข้อตกลงสันติภาพฉบับแรกไม่ผ่านประชามติ

เมื่อ 23 พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดีฮวน มานูเอล ซานโตสแห่งโคลอมเบีย ไม่ลดละความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับกองกำลังปฏิวัติแห่งโคลอมเบีย หรือรู้จักกันดีในชื่อ กบฏฟาร์ก หลังจากข้อตกลงฉบับแรกไม่ผ่านความเห็นชอบจากการลงประชามติของชาวโคลอมเบียเมื่อเดือนก่อน โดยประธานาธิบดีซานโตสแถลงผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศ เมื่อวันอังคารที่ 22 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นว่า รัฐบาลโคลอมเบียจะลงนามในข้อตกลงฉบับใหม่กับกบฏฟาร์ก ในวันพฤหัสฯที่ 24 พ.ย.ที่จะถึงนี้ (ตามเวลาท้องถิ่น)

‘เรามีโอกาสหนึ่งเดียวที่จะยุติหน้าประวัติศาสตร์ที่แสนเจ็บปวดของเรา ที่ทำให้ได้สูญเสียญาติพี่น้องมิตรสหายและผู้คนนับล้านๆ ป่วยเป็นโรคในช่วงเวลานานนับครึ่งศตวรรษ’ ประธานาธิบดีซานโตสกล่าว ขณะที่ข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่ที่ได้รับการแก้ไขแล้วนี้ จะถูกนำเสนอต่อสภาคองเกรส เพื่อพิจารณาว่าเห็นควรจะอนุมัติหรือไม่ ซึ่งจะไม่มีการจัดทำประชามติเหมือนข้อตกลงสันติภาพฉบับแรก  ขณะที่ฝ่ายคัดค้าน ยังแย้งว่า ข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่ยังไม่มีการลงโทษกบฏซึ่งละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด


ชาวโคลอมเบียออกมาเฉลิมฉลอง ยินดีหลังรู้ข่าวรัฐบาลเตรียมลงนามในข้อตกลงสันติภาพฉบับใหม่กับกบฏฟาร์ก

บีบีซีแจ้งว่า จากการที่ข้อตกลงประวัติศาสตร์ระหว่างรัฐบาลโคลอมเบีย ภายใต้การนำของประธานาธิบดีซานโตสกับกบฏฟาร์ก ยุติสงครามกลางเมืองในประเทศที่ดำเนินมานานกว่า 52 ปี ได้ถูกปฏิเสธในการลงประชามติของชาวโคลอมเบีย เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมานั้น เป็นเหตุให้ตัวแทนเจรจาสันติภาพของกบฏฟาร์กกับรัฐบาลต้องทำงานกันอย่างหนักแบบหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อตกลงต่างๆ กว่า 50 ข้อ เพื่อให้ชาวโคลอมเบียหัวอนุรักษ์นิยม ยอมรับข้อตกลงสันติภาพกันมากขึ้น

ทั้งนี้ ถึงแม้ความพยายามของประธานาธิบดีซานโตสที่ต้องการยุติสงครามกลางเมืองในประเทศที่เกิดขึ้นมายาวนาน จนสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับกบฏฟาร์กได้ในที่สุดนั้น จะไม่ผ่านการเห็นชอบในการลงประชามติครั้งแรกก็ตาม แต่ความพยายามของนายซานโตส ได้ทำให้ประชาคมโลกเห็น และเลือกให้เป็นผู้คว้ารางวัลโนเบลสันติภาพประจำปี 2559.

 

น้ำประปาไว้กินห้ามอาบ!โบลิเวียแล้งจัด ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ปิดเทอมเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 14:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791506

 

โบลิเวียอ่วมหนัก อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบหลายแห่งแห้งขอด ส่งผลทางการวอนให้โรงเรียนปิดภาคเรียนเร็วขึ้น หลัง ปธน.โมลาเรส ออกมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติ น้ำประปามีไว้สำหรับบริโภคดื่มกิน ห้ามอาบ ซักเสื้อผ้า

เมื่อ 23 พ.ย. 59 สำนักข่าวบีบีซีรายงาน ปัญหาภัยแล้งเล่นงานโบลิเวีย ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ หนักถึงขั้นที่ทางการใน 3 เขตของประเทศต้องออกมาเรียกร้องไปยังโรงเรียนต่างๆ ปิดภาคเรียนเร็วกว่ากำหนด 2 สัปดาห์ เนื่องจากขณะนี้ ปัญหาภัยแล้งฝนไม่ตกติดต่อมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้อ่างเก็บน้ำ 3 แห่งใกล้จะแห้งขอดแล้ว โดยอ่างเก็บน้ำทั้ง 3 แห่งนี้เป็นน้ำสำหรับส่งไปใช้ในการอุปโภค-บริโภคของผู้คนในกรุงลาปาซ เมืองหลวงและเมืองใหญ่สุดของโบลิเวีย

ข่าวแจ้งว่า จากปัญหาประสบภัยแล้งอย่างรุนแรง ทำให้ประธานาธิบดีอีโว โมราเลสแห่งโบลิเวีย ได้ออกมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งชาติแล้วเมื่อวันจันทร์ที่ 21 พ.ย. ทำให้การส่งน้ำไปให้แก่ประชาชนนั้น ใช้เฉพาะการดื่มกินเท่านั้น ไม่เพียงพอสำหรับการใช้อาบชำระร่างกาย หรือซักเสื้อผ้า โดยผู้อำนวยการโรงเรียนคนหนึ่งในโบลิเวียเล่าว่า พวกตนไม่มีน้ำใช้มานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว โดยน้ำที่ได้มาทุกวันนี้ก็เพื่อลูกๆ และเด็กๆ อีกทั้งยังเป็นน้ำที่ไปนำมาจากเชิงภูเขา


อ่างเก็บน้ำอาฮวนโกตา ที่น้ำต้องถูกส่งไปยังกรุงลาปาส เจอสถานการณ์แล้งหนัก เหลือน้ำสำรองแค่ 1%

ขณะเดียวกัน รัฐบาลโบลิเวียเพิ่งมีการแต่งตั้ง ‘คณะรัฐมนตรีดูแลเรื่องน้ำ’ ขึ้นมา เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีการนำแทงก์น้ำจำนวน 100 แทงก์ไปกระจายตั้งวางตามจุดต่างๆ ในกรุงลาปาซ เพื่อให้ประชาชนนำภาชนะมารองน้ำไปใช้ที่บ้าน ทำให้แต่ละวันมีผู้คนจำนวนมากมายืนรอต่อแถวเพื่อรองน้ำไปใช้ นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรีดูแลเรื่องน้ำของโบลิเวียยังขอร้องให้บริษัทต่างชาติหลายแห่งทั้งในยุโรป และบริษัทเกาหลีใต้ 1 แห่ง มาช่วยให้คำแนะนำด้านเทคนิค ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งโครงการในระยะยาว อาทิ การขุดบ่อน้ำ ไปจนถึงการเปลี่ยนเส้นทางน้ำของแม่น้ำ


น้ำแห้งขอด อ่างเก็บน้ำอาฮวนโกตา

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโมลาเรสแห่งโบลิเวียได้กล่าวตำหนิมาตลอดถึงวิกฤติการณ์ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นในโบลิเวียว่า เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน และเขาได้เห็นสภาพทะเลสาบต่างๆ ที่แห้งแล้ง ไม่มีน้ำ ระหว่างการขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจ

 

อดีตคนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ป่วยลูคีเมีย ฟ้องบ.เทปโกกว่า18ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 12:02

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791397

 

ชะตากรรมหนึ่งในอดีตคนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น ป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ยื่นฟ้องเรียกเงินชดเชยจากบริษัทเทปโก กว่า 18 ล้าน จากการต้องปฏิบัติงานซ่อมแซมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะและเก็นไค ประสบภัยพิบัตินิวเคลียร์จากสึนามิ หลังแผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 9.0 เมื่อปี 54

เมื่อ 23 พ.ย. 59 สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงาน อดีตคนงานชายชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิชิ ในจังหวัดฟุกุชิมะ ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดี เรียกเงินชดเชยจาก บริษัทแม่ Tokyo Electric Power Company, TEPCO (โตเกียว อิเล็กทริก พาวเวอร์ คอมปานี) หรือ บริษัทเทปโก เป็นเงินประมาณ 59 ล้านเยน หรือ 5.3 แสนดอลลาร์ (18.5 ล้านบาท) จากการที่เขาต้องป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือโรคลูคีเมีย อันเป็นผลมาจากการต้องปฏิบัติงานซ่อมแซมเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ และระบบท่อที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Genkai (เก็นไค) ระหว่างตุลาคม 2554-ธันวาคม 2556 หลังประสบภัยพิบัติด้านนิวเคลียร์จากสึนามิ คลื่นยักษ์ที่เกิดตามมาจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ความรุนแรง 9.0 เมื่อมีนาคม 2554

NHK แจ้ง อดีตคนงานชายผู้นี้ตรวจพบว่า เริ่มป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเมื่อปี 2557 และคาดว่าเขาได้รับสารกัมมันตภาพรังสีปริมาณถึง 19.8 ล้านซีเวอร์ตเข้าสู่ร่างกาย ระหว่างทำงานที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งสองแห่ง โดยชายคนดังกล่าว ระบุว่าในการปฏิบัติงานที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะและเก็นไค หลังประสบภัยพิบัติจากสึนามินั้น ในบางครั้งเขาทำงานโดยไม่มีอุปกรณ์ในการตรวจวัดระดับสารกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหลออกมา หรือไม่มีเสื้อป้องกันสารกัมมันตภาพรังสี โดยชี้ว่าทางบริษัทเทปโกล้มเหลวในการจัดหาอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่จำเป็นแก่พนักงาน


โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไดอิชิ ในจังหวัดฟุกุชิมะ ที่ประสบภัยพิบัตินิวเคลียร์จากสึนามิ หลังแผ่นดินไหวใหญ่ปี 54

สำนักข่าวในญี่ปุ่น รายงานด้วยว่า เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว คนงานชายผู้นี้ได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลญี่ปุ่น จากการที่เขาต้องทำงานอันเกี่ยวข้องกับการป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยความเจ็บป่วยของอดีตคนงานบริษัทเทปโกผู้นี้ ถือเป็นรายแรกของบรรดาคนงานที่ต้องเสี่ยงชีวิตทำงานที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งสองแห่ง หลังประสบภัยพิบัตินิวเคลียร์ เมื่อปี 2554

 

หนุ่มฝรั่งเศส บุญหล่นทับ รับมรดกจากบุพการีเจอทองคำ 100 กก.ซุกบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 07:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791146

 

หนุ่มฝรั่งเศสบุญหล่นทับ รับมรดกบ้านจากบุพการี เจอทองคำซ่อนอยู่หนักถึง 100 กิโลกรัม มูลค่า 3.5 ล้านยูโร หรือ 136.5 ล้านบาท โดยซุกซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ในตัวบ้าน แต่โดนเก็บภาษีมรดก อัตรา 45%

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า หนุ่มฝรั่งเศสพึ่งจะได้รับมรดกตกทอดบ้านที่แคว้นนอร์มังดี ทางทิศตะวันตกของฝรั่งเศส เขาต้องตกใจอย่างเหลือเชื่อที่ค้นพบทองคำซุกซ่อนอยู่ภายในบ้านมีน้ำหนักรวมกันถึง 100 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 3.5 ล้านยูโร (136.5 ล้านบาท) ซุกซ่อนอยู่ทั่วไปหลายแห่งภายในบ้าน มีเหรียญทองคำ 5,000 เหรียญ ทองคำแท่ง แท่งละ 12 กก. 2 แท่ง และทองคำแท่ง แท่งละ 1 กก. จำนวน 37 แท่ง

ทองคำเหล่านี้ถูกซุกซ่อนไว้เป็นอย่างดีทั่วบ้าน เช่น ใต้ตู้เสื้อผ้า ซ่อนอยู่ในกองผ้าที่วางอยู่ในห้องน้ำ ซ่อนอยู่ในกล่องวิสกี้ ซ่อนอยู่ในกล่องเหล็กขาวขันนอตติดอยู่ใต้เฟอร์นิเจอร์ หนุ่มเจ้าของมรดกทำการจัดเก็บบ้านจึงพบทองคำจำนวนมากซุกซ่อนอยู่ ทองคำเหล่านี้พ่อแม่เขาซื้อมาในช่วงปี 1950 และ 1960 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากมีใบรับประกันว่าเป็นทองคำแท้อยู่ด้วย

เจ้าของมรดกทองคำ 100 กก. ได้ขอให้สำนักงานประมูลขายให้กับลูกค้าทั้งชาวฝรั่งเศสและนานาชาติ แต่ผู้ที่โชคดีนอกเหนือจากหนุ่มเจ้าของมรดกคือ รัฐบาลฝรั่งเศสที่สามารถจัดเก็บภาษีมรดกในอัตรา 45%

 

มิชลินออกคู่มือแนะนำร้านอาหารใหม่ในเบลเยียม-ลักเซมเบิร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 07:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791112

 

มิชลินออกคู่มือแนะนำร้านอาหารปี 2017 ในเบลเยียม-ลักเซมเบิร์ก โดยปีนี้ได้มีการจัดทำคู่มือแนะนำร้านอาหารเชฟหญิง 74 ร้านร่วมกับแชมเปญ เวิฟคลิโคท์

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.59 บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม รายงานว่า เมื่อวันจันทร์ที่ 21 พ.ย.59 คู่มือแนะนำร้านอาหารมิชลิน ได้จัดการแถลงข่าว แนะนำร้านอาหารมิชลิน 2017 เบลเยียมและลักเซมเบิร์ก โดยในปีนี้ได้มีการจัดทำคู่มือแนะนำร้านอาหารเชฟหญิง 74 ร้านในเบลเยียมและลักเซมเบิร์กร่วมกับแชมเปญ เวิฟคลิโคท์ (Champagne Veuve Cliquot) มีการคัดเลือกสุดยอดเชฟหญิงแห่งปี 2017 ได้แก่ Ricarda GROMMES ร้านอาหาร Quadras ที่เมือง Sank-Vith

นอกจากนั้น ในปี 2017 คู่มือแนะนำร้านอาหาร Bib Gourmand จัดทำครบ 20 ปี โดยเริ่มพิมพ์ครั้งแรกในปี 1997 มีร้านอาหารที่ได้รับการคัดเลือกรวมทั้งหมด 471 ร้าน และในปี 2017 มีร้านอาหารจำนวนทั้งหมด 179 ร้านที่ได้รับคัดเลือกอยู่ในคู่มือ Bib Gourmand และมีร้านอาหารที่ได้รับคัดเลือกใหม่ในปี 2017 จำนวน 25 ร้าน ขณะที่มีร้านอาหารที่ถูกคัดออกจำนวน 30 ร้าน ร้านอาหารไทยในกรุงบรัสเซลส์มี 1 ร้านคือ Villa Singha

นายไมเคิล เอลลิส ผู้จัดการคู่มือร้านอาหารมิชลินระหว่างประเทศกล่าวย้ำว่า “นักชิมของมิชลินจะไปตรวจสอบคุณภาพร้านอาหารและจำแนกอันดับแบบไม่แสดงตนและชำระค่าอาหารทุกครั้ง เพื่อเป็นหลักประกันถึงความเป็นอิสระในการให้คะแนน”


เขายังได้ย้ำว่า “การได้รับคัดเลือกให้ดาวหรือบรรจุอยู่ในคู่มือแนะนำร้านอาหาร Bib Gourmand ไม่ใช่เป็นการถาวร แต่ละปีเชฟจะต้องพิสูจน์การรักษาคุณภาพให้คงที่ เพราะถ้าคุณภาพถดถอยก็อาจจะถูกปลดดาว หรือคัดออกจากหนังสือมิชลิน

ทั้งนี้ตัวอย่างที่ดีเยี่ยมคือร้าน Moulin Hideux ที่ได้รับดาวครั้งแรกในปี 1947 และสามารถรักษาสถานะของร้านอาหารติดดาวมิชลินได้ครบ 60 ปี ในปี 2017 มีการถ่ายทอดความเชี่ยวชาญด้านอาหารมาถึง 4 ชั่วอายุคน เป็นตัวอย่างของการทำงานร้านอาหารท่ีสามารถรักษาคุณภาพและบริการให้คงที่สม่ำเสมอ

“ผมมีความยินดีที่ได้ต้อนรับลูกค้า และเสิร์ฟอาหารปรุงจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น เพื่อให้ลูกค้ามีความสุขเท่านั้นก็เพียงพอ” เชฟ Julien Lahire วัย 36 ปี กล่าว

ในปีนี้มีร้านอาหารได้รับ 1 ดาวใหม่ในเบลเยียมจำนวน 9 ร้าน ไม่มีร้านท่ีได้รับ 2 หรือ 3 ดาวเพิ่มเติม และมีร้านอาหารในกรุงบรัสเซลส์ที่ถูกปลดดาว 2 ร้านคือ “Le Passage” และร้าน “Alexandre”ขณะที่ร้านอาหาร “Mosconi” ที่ลักเซมเบิร์กได้รับ 2 ดาวคืนหลังจากท่ีถูกปลดไปเมื่อปี 2013.

 

นาโตโวย! รัสเซียส่งระบบขีปนาวุธไปคาลินินกราดเพิ่มอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791127

 

นาโตออกมาแสดงความไม่พอใจต่อรัสเซีย ที่เคลื่อนไหวส่งระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ และรถยิงขีปนาวุธ เคลื่อนที่ไปยังแคว้นคาลินินกราด ในยุโรปตะวันออก ระบุเป็นการเพิ่มความตึงเครียดในภูมิภาค…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ออกมากล่าวหารัสเซียว่า มีท่าทีก้าวร้าวทางทหาร หลังจากมีรายงานว่า แดนหมีขาวส่งระบบขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ และรถยิงขีปนาวุธเคลื่อนที่สำหรับยิงจรวดร่อน ‘โอนิคส์’ (Oniks) ไปยังแคว้นคาลินินกราด ดินแดนของรัสเซียที่ถูกประกบโดยชายแดนประเทศโปแลนด์ และลิธัวเนีย ในยุโรปตะวันออกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

แถลงการณ์ของนาโต ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักข่าวเอพีระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัสเซีย ไม่ได้ช่วยลดความตึงเครียด หรือฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเลย พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัสเซียมีความเคลื่อนไหวทางทหารที่โปร่งใส เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ต่างๆ และความเสี่ยงที่จะเกิดความเข้าใจผิด


รถยิงขีปนาวุธเคลื่อนที่ของรัสเซียยิงขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายในซีเรีย โดยรถแบบเดียวกันนี้ถูกส่งไปยังคาลินินกราดด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลรัสเซียกล่าวหานาโตมาตลอดว่า เพิ่มความตึงเครียดกับรัสเซียด้วยการขยายอิทธิพลมายังยุโรปตะวันออก โดยความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียมีขึ้น หลังจากเมื่อเดือน ต.ค. แดนหมีขาวเพิ่งส่งขีปนาวุธ ‘อิสกันเดอร์’ ซึ่งมีขีดความสามารถในการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ได้ รวมทั้งระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศ ‘เอส-400’ (S-400) ไปยังคาลินินกราด ซึ่งรัสเซียอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อมทางทหาร และเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม สื่อรัสเซียเปิดเผยแถลงการณ์ของ นายวิคตอร์ โอเซรอฟ ประธานคณะกรรมการกลาโหมรัสเซียเมื่อวันจันทร์ว่า ขีนาวุธอิสกันเดอร์ และระบบขีปนาวุธ เอส-400 ถูกส่งไปยังคาลินินกราดเพื่อตอบโต้แผนการสร้างระบบป้องกันขีปนาวุธในยุโรปตะวันออกของสหรัฐฯ

ด้าน นายจอห์น เคียร์บี โฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ ออกมาระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัสเซียเป็นการทำลายเสถียรภาพความมั่นคงของยุโรป

 

รบ.แคนาดา เดินหน้าแผนเจรจาจัดหา ‘ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต’ จำนวน 18 ลำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791117

 

ภาพจาก กองทัพอากาศแคนาดา

รัฐบาลแห่งแคนาดา ประกาศแผนการจัดหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เพื่อเสริม ซีเอฟ-18 ฮอร์เน็ตของเก่าที่ใช้มานาน โดยกำลังเจรจากับโบอิ้งเพื่อซื้อ เอฟ/เอ-18 อี/เอฟ ‘ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต’ จำนวน 18 ลำ มาอุดช่องว่างเครื่องบินไม่พอใช้งาน…

เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2559 ที่กรุงออตาว่า รัฐบาลแห่งแคนาดา ประกาศว่า ฝูงบินเครื่องบินขับไล่ไอพ่นที่ทันสมัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการปกป้องอธิปไตยของแคนาดา และชาวแคนาดาทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน่านฟ้าทางตอนเหนือของแคนาดาให้ปลอดภัย อันเป็นผลงานสำคัญที่แคนาดา ได้ร่วมกับพันธมิตรอย่างสหรัฐอเมริกา ในการปกป้องน่านฟ้าของทวีปอเมริกาเหนือของเราร่วมกัน


ซีเอฟ-18 ฮอร์เน็ต ทอ.แคนาดา ภาพโดย Cpl. Manuela Berger

วันนี้ รัฐบาลแคนนาดาได้ประกาศ โครงการแข่งขันเพื่อคัดเลือกหาฝูงเครื่องบินขับไล่ใหม่ ที่จะมาแทนที่ตำนานอย่าง ซีเอฟ-18 ในกระกวนการจัดหาแบบโปร่งใส สำหรับการแข่งขันเพื่อหาเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ อันจะทำให้แคนาดาได้รับเครื่องบินที่เหมาะสมสำหรับหนุ่มสาวที่เป็นทหารของเรา ในราคาที่คุ้มค่า รวมทั้งยังเพิ่มผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจต่อแคนาดา

นอกจากนี้ แคนาดายังมีการศึกษา เพื่อจัดหาเครื่องบินขับไล่ เอฟ/เอ-18 อี/เอฟ ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต (F/A-18 E/F Super Hornet) ของโบอิ้ง จำนวน 18 ลำ โดยทันทีเพื่อเสริมกำลังให้กับ ซีเอฟ-18  รัฐบาลแคนาดา จะหารือกับรัฐบาลสหรัฐ และบริษัทโบอิ้ง ในการจัดหาเครื่องบินเหล่านี้มาใช้ในช่วงระยะเวลานี้ ระหว่างรอเครื่องบินแบบใหม่ เอฟ-35 เข้าประจำการ โดยเอฟ-35 กำลังรอคิวการผลิตเพื่อรับมอบจากผู้ผลิตในสหรัฐ

ก่อนที่จะดำเนินการโครงการนี้ รัฐบาลแคนาดาได้สงวนสิทธิ์ในระหว่างช่วงเวลาการตัดสินใจเลือกฝูงบินใหม่ โดยคณะกรรมการคัดเลือกจะให้ความสำคัญในราคา เวลาในการผลิต ขีดความสามารถ และความคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจของแคนาดา ที่ทั้งหมดที่กล่าวมาจะต้องเป็นที่ยอมรับได้


เอฟ/เอ-18 ซุปเปอร์ฮอร์เน็ต ที่ แคนาดากำลังต้องการ

ฝูงเครื่องบินรบของแคนาดาปัจจุบันมีอายุเฉลี่ยมากกว่า 30 ปี และมีจำนวนลดลงจาก 138 ลำเหลือเพียง 77 ลำ ส่งผลให้กองทัพอากาศแคนาดา ต่องเผชิญหน้ากับช่องว่างในการปฏิบัติการ ในขณะที่ ทอ.แคนาดามีหน้าที่ในการเตรียมเครื่องบินขับไล่ให้พร้อมปฏิบัติการ ในจำนวนที่แน่นอน สำหรับ NORAD เช่นเดียวกับภารกิจที่ต้องทำร่วมกับ นาโต (NATO) แต่จำนวนเครื่องบินที่พร้อมบิน น้อยว่าที่ทาง NORAD และ NATO ต้องการใช้ปฏิบัติการรวมกัน ทั้งนี้ กองทัพอากาศแคนาดามีการบริหารจัดการความเสี่ยงกับช่องว่างดังกล่าวมาเป็นระยะเวลาที่นานหลายปี

จากเหตุผลที่ระบุข้างต้นได้นำมาสู่มาตรการณ์เหล่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าคนหนุ่มสาวที่รับใช้ชาติอยู่เวลานี้ จะมีอุปกรณ์และได้รับการสนับสนุนในสิ่งที่พวกเข้าต้องการ และต้องใช้งานมัน เพื่องานสำคัญที่เราได้ขอให้เขาทำมันทุกวัน.

ที่มา Government of Canada

 

รัฐบาลตุรกียอมถอนร่างกฎหมายอภัยโทษคนข่มขืนเด็กหากยอมแต่งงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 04:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791096

 

รัฐบาลตุรกียอมถอนร่างกฎหมายอภัยโทษชายผู้มีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีซึ่งส่งให้รัฐสภาพิจารณา กลับไปทบทวนใหม่ หลังจากเผชิญการประท้วงต่อต้านอย่างหนัก…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายกรัฐมนตรี บินาลี ยิลดิริม แห่งประเทศตุรกี ดำเนินการถอนร่างกฎหมาย ซึ่งจะอภัยโทษชายผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหามีเพศสัมพันธ์กับเด็กหญิงอายุต่ำกว่าเกณฑ์คือ 18 ปี หากผู้ต้องหายอมแต่งงานกับฝ่ายหญิง แล้ว เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่รัฐสภาจะมีการโหวตลงมติในขั้นสุดท้าย หลังจากถูกต่อต้านอย่างหนัก

ร่างกฎหมายดังกล่าวทำให้เกิดการประท้วงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศตุรกี และเรียกเสียงประณามจากต่างประเทศ โดยผู้ต่อต้านระบุว่า ร่างกฎหมายนี้จะทำให้การข่มขืนกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย และสนับสนุนการแต่งงานกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ส่วนองค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้รัฐบาลตุรกีไม่รับร่างกฎหมายนี้ เนื่องจากจะทำลายขีดความสามารถของตุรกีในการต่อสู้กับการล่วงละเมิดทางเพศ และการแต่งงานกับเด็ก

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตุรกีระบุว่า พวกเขายังมีเป้าหมายหลักในการปลดเปลื้องความผิดให้แก่ผู้ชายที่ถูกจำคุกข้อหาแต่งงานกับเด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์ โดยได้รับความยินยอมจากตัวเด็กหรือพ่อแม่ของเด็ก ซึ่งตอนนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกตีกลับไปยังคณะกรรมการร่างกฎหมาย เพื่อทบทวนมุมมองของฝ่ายต่อต้านและสังคมแล้ว

ทั้งนี้ ตามข้อมูลสถิติที่เปิดเผยโดยกระทรวงยุติธรรมตุรกี นับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา มีเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีประมาณ 440,000 คน ที่ต้องกลายเป็นแม่คน และ 15,937 คนมีอายุต่ำกว่า 15 ปี ขณะที่จำนวนคดีการล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และในช่วงเวลาเดียวกันนั้น มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีกว่า 438,000 คนที่ต้องแต่งงาน