ชาวโตเกียว สุดตื่นเต้น หิมะแรกตก เดือนพ.ย. ครั้งแรกในรอบ 54 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 13:41

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792532

 

หิมะตกแล้ว…ชาวอาทิตย์อุทัยตื่นเต้นสุดๆ ตื่นมาเห็นหิมะแรกตกโปรยปรายในกรุงโตเกียว จนนับเป็นครั้งแรกในรอบ 54 ปี ที่เกิดหิมะตกในเมืองหลวงของญี่ปุ่นช่วงเดือนพ.ย. อุตุชี้เป็นผลมาจาก มีมวลอากาศเย็นกำลังแรง อุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งแผ่ปกคลุมพท.บางส่วนของภาคเหนือ-ตะวันออกของญี่ปุ่น

เมื่อ 24 พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศและสำนักข่าว NHK ในญี่ปุ่น รายงาน ชาวญี่ปุ่นพากันตื่นเต้นและประหลาดใจ เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเห็นหิมะแรกในกรุงโตเกียว เมืองหลวง ในวันนี้ (24 พ.ย.) ขณะที่อากาศหนาวเย็นแบบฉับพลัน จนนับเป็นการเกิดหิมะตกในกรุงโตเกียว ช่วงเดือนพฤศจิกายน เป็นครั้งแรกในรอบ 54 ปี

สำนักข่าว NHK รายงาน สำนักอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่น ประกาศว่า มีมวลอากาศเย็นกำลังแรง อุณหภูมิต่ำกว่า -3 องศาเซลเซียสที่กำลังปกคลุมที่ระดับความสูงประมาณ 1,500 เมตร เหนือพื้นที่บางส่วนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งผลให้อากาศเย็นลงฉับพลัน จนทำให้มีผู้คนในเมืองหลวงสังเกตเห็นหิมะแรกของปีนี้ ตกบริเวณตอนกลางของกรุงโตเกียวเริ่มตั้งแต่เวลา 06.15 น. ของวันที่ 24 พ.ย.


หิมะแรกตกที่โตเกียว เดือนพ.ย. ครั้งแรกในรอบ 54ปี

ด้านบีบีซี รายงานด้วยว่า ประชาชนในกรุงโตเกียวพากันประหลาดใจที่พวกตนตื่นขึ้นมาแล้วเห็นหิมะตกท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็นจัด ทั้งที่อุณหภูมิเฉลี่ยของปีนี้ในกรุงโตเกียว อยู่ที่ 10-17 องศาเซลเซียส ทำให้พากันกันถ่ายรูปและแห่แชร์ภาพหิมะตกโปรยปรายผ่านทางโซเชียล มีเดียอย่างคึกคัก ส่วนสาเหตุที่เกิดหิมะตกในกรุงโตเกียวครั้งนี้  มีสาเหตุมาจากสภาพอากาศแปรปรวน อันเนื่องมาจาก มีมวลอากาศเย็นแผ่ปกคลุมเหนือกรุงโตเกียวซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดเยือกแข็ง จึงทำให้เกิดหิมะตกลงมา



ขณะเดียวกัน สำนักอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นยังได้เตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากหิมะตก เนื่องจากอาจทำให้ถนนมีน้ำแข็งปกคลุม รวมทั้งหิมะตกลงตามสายไฟฟ้า และต้นไม้ รวมทั้งหิมะที่ตกลงมายังอาจทำให้พลาสติกที่คลุมโรงเรือนปลูกต้นไม้ รับน้ำหนักหิมะไม่ไหว จนอาจพังลงมาได้

 

ฮิลลารี เสียดายได้คะแนนเลือกตั้งเหนือทรัมป์ 2 ล้าน แต่แพ้ ชวดเป็นปธน.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 11:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792431

 

ฮิลลารี คลินตัน แสนเสียดาย…ผลนับคะแนนออกมาได้คะแนนผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง (ป๊อปปูลาร์โหวต) มากกว่าโดนัลด์ ทรัมป์ถึง 2 ล้านคะแนน แต่กลับแพ้เลือกตั้งไม่ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ขณะที่ทีมหาเสียงของฮิลลารียังไม่ตอบรับคำชวนของกลุ่มนักวิชาการ ทนายที่พยายามจะตรวจสอบผลเลือกตั้งใน 3 รัฐออกมาน่าสงสัย

เมื่อ 24 พ.ย. สำนักข่าวบีบีซี รายงานข่าวที่ทำให้อารมณ์ของบรรดากองเชียร์ ผู้สนับสนุน นางฮิลลารี คลินตัน ที่พ่ายแพ้ต่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ต้องเกิดความเสียดายขึ้นมาอีกรอบ เมื่อผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่ยังไม่แล้วเสร็จทั้งหมด ออกมาว่า นางฮิลลารี ตัวแทนพรรคเดโมแครต กลับเป็นผู้สมัครที่ได้คะแนน popular vote (ป๊อปปูลาร์โหวต) หรือคะแนนของผู้ที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง สูงกว่าทรัมป์ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกันถึงกว่า 2 ล้านคะแนน จนทำให้ นางฮิลลารี นับเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 5 ที่ได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวต มากกว่าคู่แข่ง แต่กลับแพ้การเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ เนื่องจาก ทรัมป์ คู่แข่งจากพรรครีพับลิกัน ชนะคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (electroral college vote)

ตามรายงานของ Cook Political Report ระบุจากการนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง ว่า นางฮิลลารี ได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตแล้ว ที่ 64.2 ล้านคะแนน เหนือกว่าทรัมป์ 2 ล้านคะแนน เพราะทรัมป์ ได้คะแนนตามหลังอยู่ที่ 62.2 ล้านคะแนน เพียงแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นการเลือกตั้งแบบทางอ้อม ที่ยึดคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง (electroral college vote) เป็นสำคัญ โดยผู้สมัครคนใดที่ได้คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตมากที่สุดในรัฐนั้น ก็จะได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งของรัฐนั้นไป ขณะที่ผู้ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ จะต้องได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งอย่างต่ำ 270 เสียง จึงทำให้ทรัมป์เป็นฝ่ายชนะนางฮิลลารี เพราะได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งแล้ว 290 เสียง ขณะที่ฮิลลารีได้ 232 เสียง


สำหรับผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนี้ นางฮิลลารีได้คะแนนมากในรัฐใหญ่ อย่างเช่น แคลิฟอร์เนีย แต่ฝ่ายทรัมป์ คว้าชัยส่วนใหญ่ในรัฐที่เรียกว่า สวิง สเตท หรือรัฐที่ไม่ใช่ฐานเสียงสำคัญของพรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดผู้ชนะเลือกตั้ง โดยระบบคณะผู้เลือกตั้งของสหรัฐฯ นั้น ชื่นชอบผู้สมัครที่ชนะหลายรัฐมากกว่า ได้คะแนนถล่มทลายในรัฐใหญ่

ขณะเดียวกัน บีบีซีแจ้งด้วยว่า ตอนนี้ กลุ่มนักวิชาการ รวมทั้งทนายความและผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลในสหรัฐฯ กำลังพยายามชักชวนให้ทีมของนางฮิลลารีมาร่วมมือกับพวกตนในความพยายาม ตรวจสอบผลการเลือกตั้งใน 3 รัฐ คือ มิชิแกน วิสคอนซิน และเพนซิลเวเนีย เพื่อตรวจเช็กว่าไม่มีการแฮกหรือเจาะระบบข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ต่างชาติเพื่อมาจัดการกับผลเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งนี้ โดยขณะนี้กลุ่มนักวิชาการ ทนายความ และผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลเหล่านี้กำลังสงสัยอยากรู้ว่า ทำไมคะแนนของนางฮิลลารีในหลายเขตจากการนับด้วยเครื่องนับคะแนน จึงออกมาน้อยหรือแย่กว่าการนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง และการประเมินด้วยสายตา

อย่างไรก็ตาม บีบีซี รายงานว่า ทีมหาเสียงของนางฮิลลารีดูไม่แสดงความสนใจที่จะร่วมต่อสู้ในเรื่องการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ตามคำชักชวนเท่าใดนัก ถึงแม้ ด้านนางจิลล์ สตีน ผู้สมัครจากพรรคกรีน กำลังมีการระดมทุนจากผู้สนับสนุนในการยื่นคำร้องให้มีการนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ใน 3 รัฐดังกล่าว ซึ่งทรัมป์ชนะเลือกตั้งหมดทั้ง 3 รัฐ

 

บ้าไปแล้ว! นักบวชแอฟริกาใต้ ฉีดสเปรย์ฆ่าแมลงใส่ผู้ศรัทธา อ้างรักษาโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 05:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792182

 

(ภาพจาก Facebook / Lethebo)

นักบวชชาวแอฟริกาใต้มีวิธีการรักษาโรคที่ห้ามเลียนแบบเด็ดขาด คือการฉีดสเปรย์ฆ่าแมลงใส่ผู้ศรัทธาที่เจ็บป่วย เรียกเสียงต่อต้านจากชาวเน็ต ขณะที่ผู้ผลิตสเปรย์ฯ ออกมาย้ำเตือนถึงอันตรายของสเปรย์ฆ่าแมลง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ภาพของนักบวชชาวแอฟริกาใต้ซึ่งกำลังฉีดพ่นสเปรย์ฆ่าแมลงใส่หน้าของผู้ศรัทธากำลังถูกแพร่กระจายบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ หลังจาก นายเลเธโบ ราบาลาโก นักบวชศาสนาคริสต์ของ ‘Mount Zion General Assembly’ (MZGA) โบสถ์คริสต์ในจังหวัด ลิมโปโป ประเทศแอฟริกาใต้ โพสต์ภาพดังกล่าวลงบนเฟซบุ๊กอย่างเปิดเผย โดยอ้างว่าการกระทำเช่นนี้สามารถรักษาอาการป่วยได้หลากหลาย

ภาพดังกล่าวถูกโพสต์เมื่อวันเสาร์ที่ 19พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมคำบรรยายที่เหมือนกับอ้างคำพูดของผู้ศรัทธาว่า “ฉันมาที่นี่พร้อมอาการปวดหลังและปวดท้อง ตอนนี้ หลังจากท่านศาสดาฉีดสเปรย์ (ยี่ห้อ) ‘ดูม’ ให้ฉัน ฉันก็หาย” หรือ ” จมูกฉันหายใจไม่ออกมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แต่หลังจากท่านศาสดาฉีดฉันด้วยดูม ฉันก็หายใจออก ขอบคุณพระเจ้าที่รักษาฉัน”

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุว่า พวกเขาพยายามติดต่อนักบวชรายนี้ทางโทรศัพท์ แต่เขาปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้และวางสายไป ขณะที่พวกเขายังไม่สามารถติดต่อกับโบสถ์ MZGA ได้ แต่นายราบาลาโก เคยให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ‘eNCA’ ของแอฟริกาใต้ ระบุว่า พระเจ้าบอกให้เขาใช้ดูม และเขาใช้มันรักษาคนมานับไม่ถ้วนแล้ว

อย่างไรก็ตาม บริษัท ไทเกอร์ แบรนด์ จำกัด ผู้ผลิตยาฆ่าแมลง ดูม ออกมาเตือนว่า การกระทำของนักบวชรายนี้ น่าตกใจและน่ากังวลอย่างยิ่ง และเป็นการไม่ปลอดภัยหากจะฉีดสเปรย์ดูม หรือสเปรย์อื่นๆ ที่มีไว้เพื่อฆ่าแมลง ใส่หน้าผู้คน พวกเขายังแนะนำด้วยว่า ผู้ที่ถูกสเปรย์ฆ่าแมลงฉีดใส่หน้า ควรล้างหน้าหรือตาในทันที และหลีกเลี่ยงการสูดดมสเปรย์ฆ่าแมลง

ขณะเดียวกัน ชาวแอฟริกาใต้จำนวนมากออกมาเคลื่อนไหวบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ประณามการกระทำของนักบวชผู้นี้อย่างรุนแรง พร้อมทั้งแสดงความไม่เชื่อถือและแสดงความกังวลต่อการกระทำเช่นนี้

 

แบรด พิตต์ เฮ! FBI ยุติสอบสวน-ไม่ตั้งข้อหาคดีข่มเหงลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 04:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792157

 

เอฟบีไอของสหรัฐฯ ประกาศในวันพุธ ว่า พวกเขาจะไม่ตั้งข้อหาแก่นาย แบรด พิตต์ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดัง หลังสืบสวนคดีที่เขาถูกกล่าวหาว่ากระทำการข่มเหงลูกของเขา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 23 พ.ย. สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) ประกาศยุติการสอบสวนคดีที่แบรด พิตต์ นักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังถูกกล่าวหาว่า ใช้กำลังและวาจาหยาบคายต่อด.ช. แมดด็อกซ์ ลูกชายวัย 15 ปี ระหว่างเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวจากฝรั่งเศสไปยังนครลอสแอนเจลิส ซึ่งเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นสาเหตุให้ แองเจลินา โจลี นักแสดงหญิงชื่อดังฟ้องหย่าขาดจากเขาเมื่อเดือนก.ย. และขอสิทธิ์เลี้ยงดูลูกทั้ง 6 คนแต่เพียงผู้เดียว

แถลงการณ์ของเอฟบีไอระบุว่า “เพื่อเป็นการตอบสนองต่อข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นหลังจากเที่ยวบิน ซึ่งบรรทุกนายแบรด พิตต์ และลูกของเขา เอฟบีไอ ได้ทบทวนสถานการณ์ต่างๆ แล้ว และจะไม่ดำเนินการสืบสวน รวมทั้งจะไม่มีการตั้งข้อหาในกรณีนี้”


แบรด พิตต์ กับ แองเจลินา โจลี และแมดด็อกซ์ ลูกชายของพวกเขา

อนึ่ง เมื่อวันที่ 19 ก.ย.โลกต้องตกตะลึงเมื่อ แองเจลินา โจลี นักแสดงหญิงชื่อดังและนักต่อสู้มนุษยธรรม ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหย่าจาก แบรด พิตต์ นักแสดงหนุ่มใหญ่วัย 52 ปีผู้เป็นสามีซึ่งคบหากันมานานกว่า 10 ปี และแต่งงานกันมา 2 ปี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่ไม่มีทีท่าว่าจะมีปัญหาใดๆ และเป็นครอบครัวที่อบอุ่น โดยเธอให้เหตุผลในการขอหย่าของเธอไว้ในเอกสารคำร้องว่า สาเหตุมาจากการเข้ากันไม่ได้

โจลียังขอให้ศาลมอบสิทธิ์เลี้ยงดูทางกายของลูกทั้ง 6 คนแก่เธอแต่เพียงผู้เดียว และเพียงสิทธิ์ในการเข้าเยี่ยมแก่แบรด พิตต์ อย่างไรก็ตาม นักแสดงหนุ่มใหญ่กำลังต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อขอรับสิทธิ์เลี้ยงดูลูกๆ ด้วย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ช็อก! ‘แองเจลินา โจลี’ ฟ้องหย่า ‘แบรด พิตต์’ อ้างเข้ากันไม่ได้

แฉ! ‘แบรด พิตต์’ ใช้กำลัง-วาจาหยาบคาย กับลูก ก่อน ‘โจลี’ ขอฟ้องหย่า

 

ทัพอิรักปิดล้อมเมืองโมซูลสำเร็จ ตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงไอซิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 พ.ย. 2559 03:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792147

 

กองทัพรัฐบาลอิรักรวมทั้งกองกำลังพันธมิตร สามารถปิดล้อมเมืองโมซูลได้ทุกด้านแล้ว หลังเริ่มปฏิบัติการยึดคืนเมืองแห่งนี้มานานกว่า 1 เดือน นับเป็นการตัดสินทางลำเลียงเสบียงรวมทั้งคนของไอซิสจากซีเรีย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพรัฐบาลอิรักรวมทั้งกองกำลังพันธมิตร สามารถปิดล้อมเมืองโมซูลได้ทุกด้านแล้วเมื่อวันพุธที่ 23 พ.ย. หลังจากเริ่มปฏิบัติการบุกยึดเมืองแห่งนี้ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม (ไอซิส) ในอิรักมานานกว่า 1 เดือน ตามการเปิดเผยของ กองกำลังขับเคลื่อนประชาชน (พีเอ็มยู) กลุ่มติดอาวุธมุสลิมชีอะห์ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลอิรักในการต่อสู้กับกลุ่มไอซิส ผ่านแถลงการณ์ ซึ่งเผยแพร่โดยกองบัญชาการปฏิบัติการร่วมอิรัก

ความคืบหน้าล่าสุด ถือเป็นการสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มไอซิสอย่างหนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการโจมตี โดยเป็นการตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงสำคัญและจำกัดนักรบไอซิสให้อยู่แต่ในเมือง โดยก่อนหน้านี้ไอซิสสามารถส่งเสบียง รวมทั้งนักรบ, มือระเบิดฆ่าตัวตาย และระเบิด จากเมืองรักกา เมืองหลวงของไอซิสในซีเรียไปยังเมืองโมซูลได้ นอกจากนี้ เส้นทางนี้ยังถูกใช้เป็นทางหนีไปยังซีเรียสำหรับสมาชิกระดับสูงของไอซิส และครอบครัวของพวกเขาด้วย

ส่วนกองทัพฝ่ายรัฐบาลอิรักส่วนหนึ่งในเมืองโมซูลยังคงเผชิญการต่อต้านอย่างนักจากนักรบไอซิส ทำให้ปฏิบัติการยึดคืนเมืองแห่งนี้คืบหน้าไปอย่างช้าๆ

ในเวลาเดียวกัน กองบัญชาการปฏิบัติการร่วมอิรัก มีแถลงการอีกฉบับระบุว่า ซิยาด คารุฟา รัฐมนตรีฝ่ายสารสนเทศของกลุ่มไอซิสประจำจังหวัดนิเนเวห์ ซึ่งมีเมืองโมซูลเป็นเมืองเอก ถูกสังหารในการโจมตีทางอากาศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยนายคารุฟา มีหน้าที่รับผิดชอบในด้านการจัดทำวิดีโอและภาพโฆษณาชวนเชื่อทั้งหมดของไอซิสในจังหวัดนิเนเวห์ และงานศพของเขาถูกจัดขึ้นในพื้นที่ทางตะวันตของเมืองโมซูลภายใต้การคุ้มกันอย่างแน่นหนา

ทั้งนี้ กองทัพอิรักและกองกำลังพันธมิตรกำลังพลนับแสนนายเริ่มปฏิบัติการบุกยึดคืนเมืองโมซูลตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. โดยจนถึงตอนนี้มีเพียงกองกำลังพิเศษหน่วยต่อต้านการก่อการร้ายของรัฐบาลอิรักที่สามารถเข้าสู่เมืองโมซูลได้ ขณะที่ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายในปฏิบัติการครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม นายอาเรฟ เตย์ฟูร์ อดีตสมาชิกรัฐสภาอิรัก และผู้บัญชาการของกองกำลังเปชเมอร์กาของชาวเคิร์ดในอิรัก เปิดเผยต่อสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า มีรถพยาบาลวิ่งผ่านจุดตรวจของพวกเขาที่อยู่ใกล้เมืองโมซูลทุกวัน ขณะที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองอิดลิบ ในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน ระบุว่า พวกเขารับผู้บาดเจ็บจากเมืองโมซูลและพื้นที่โดยรอบวันละ 80-90 คนทุกวัน ส่วนนายซามาน บาร์ซานชี หัวหน้าหน่วยงานสาธารณสุขประจำจังหวัดระบุว่าผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นพลเรือน

 

ทรัมป์ยันไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน-ไม่ตามเอาเรื่องคลินตันคดีอีเมลฉาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 02:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791947

 

นายโดนัลด์ ทรัมป์ อภิมหาเศรษฐีวัย 70 ปี ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ ซึ่งเตรียมขึ้นรับตำแหน่งใน 20 ม.ค.ปีหน้า ให้สัมภาษณ์กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “นิวยอร์ก ไทม์ส” เมื่อ 22 พ.ย.ว่า ตนจะไม่ตั้งอัยการสอบสวนดำเนินคดีนางฮิลลารี คลินตัน อดีตคู่ชิงเก้าอี้ผู้นำแห่งพรรคเดโมแครตในข้อหาใช้เซิร์ฟเวอร์อีเมลส่วนตัวสมัยเป็น รมว.ต่างประเทศตามคำขู่ เพราะจะยิ่งทำให้ประเทศชาติแตกแยกอย่างมาก ตนไม่ต้องการทำร้ายครอบครัวคลินตัน เธอผ่านอะไรมามาก เจ็บปวดมามากในหลายๆอย่าง การยุติคดีนี้จะช่วยให้คลินตันเยียวยาตนเอง

ทรัมป์ยังยืนยันว่า เมื่อตนขึ้นกุมอำนาจจะไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ในทางทฤษฎีตนสามารถบริหารธุรกิจและประเทศชาติอย่างเต็มที่ไปพร้อมกันได้ แต่ไม่ระบุเจาะจงว่าจะทำอย่างไร แต่เผยว่าอยู่ระหว่างกระบวนการถ่ายโอนธุรกิจให้ลูกๆ เขาเผยด้วยว่ายังเปิดใจกว้างที่จะถอนตัวจาก “ข้อตกลงปารีส” ว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงตามคำขู่หรือไม่ แต่ยอมรับว่า “มีความเชื่อมโยงบางอย่าง” ระหว่างการกระทำของมนุษย์กับภาวะโลกร้อน หลังเคยชี้ว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าโลกร้อนขึ้นเพราะน้ำมือมนุษย์นั้นเป็นเรื่องหลอกลวงที่ถูกกุขึ้นโดย “จีน” เพื่อลดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ

ทรัมป์ยังประณามและบอกปัดว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่ม “อัลท์ไรท์” กลุ่มขวาสุดโต่งที่เหยียดผิว เหยียดสตรี เกลียดชังคนต่างชาติและต่อต้านฝ่ายอนุรักษนิยมกระแสหลัก หลังกลุ่มนี้ชุมนุมสดุดีชัยชนะของทรัมป์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อ 26 พ.ย. และชูเครื่องหมายนาซีด้วย ส่วนเรื่องอื่นๆนั้น ทรัมป์เผยว่า นายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของตนซึ่งไม่มีประสบการณ์ทางการทูต จะสามารถช่วยสร้างสันติภาพระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ สหรัฐฯ ไม่ควรเป็น “ผู้สร้างชาติ” ในโลก นายพอล ไรอัน และนายมิทช์ แม็คคอนเนลล์ ผู้นำพรรครีพับลิกันในรัฐสภาหวนกลับมารักตนอีกครั้งหลังเคยขัดแย้งกัน

ด้านองค์ดาไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณพลัดถิ่นของทิเบต ตรัสที่มองโกเลียว่า พระองค์ไม่หวั่นวิตกที่ทรัมป์จะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คาดหวังว่านโยบายในอนาคตของทรัมป์จะสอดคล้องกับความเป็นจริงของโลก ยังเห็นว่าสหรัฐฯเป็นชาติผู้นำโลกเสรี และพระองค์จะเสด็จไปพบทรัมป์ แม้อาจมีปัญหาบางอย่าง ส่วนนายหวัง หยาง รองนายกฯ จีนแถลงว่า แม้นโยบายของทรัมป์เกี่ยวกับจีนอาจไม่แน่นอน แต่ตนยังมองในแง่ดี เพราะวงการธุรกิจสหรัฐฯ กระตือรือร้นที่จะเห็นจีน-สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ทางการค้าที่ดี.

 

เตือนภัยของเล่นอันตราย ก่อนช่วงคริสต์มาส-ปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 02:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791956

 

เมื่อ 23 พ.ย. คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของสหรัฐฯ สั่งเรียกคืนของเล่นเด็กอันตรายกว่า 12 รายการ ป้องกันเหตุร้ายในช่วงเทศกาลซื้อมอบของขวัญเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ เพราะของเล่นหลายรายการอาจก่ออันตราย อาทิ ไฟลุกไหม้ เด็กเผอเรอกลืนกินได้ง่าย หรือมีส่วนผสมวัสดุมีพิษ

รายงานเรื่อง “ของเล่นตัวปัญหา” ระบุช่วงปี 2557 มีเด็กเสียชีวิตจากของเล่นทั่วประเทศ 11 ราย บาดเจ็บกว่า 250,000 ราย ทำให้ทางการเพิ่มการเฝ้าระวังตรวจสอบของเล่นที่ผลิตตั้งแต่เดือนม.ค.2558 ถึงเดือน ต.ค.ปีนี้ โดยพบของเล่นเสี่ยงอันตราย อาทิ อากาศยานบังคับแอโร สปิน และ แอโรครูซ ซึ่งถูกเรียกคืนกว่า 300,000 ชิ้น เพราะอาจเกิดไฟลุกไหม้ระหว่างชาร์จพลังงาน

ส่วนของเล่นติดแม่เหล็กอาจถูกเด็กกลืนกินและส่งผลร้ายภายในช่องท้อง กับของเล่นอีกหลายชนิดที่ใช้สีผสมสารตะกั่วและวัตถุมีพิษ ทางการสหรัฐฯ ยังประกาศเตือนผู้ปกครองให้พิจารณาตรวจสอบของเล่นสำหรับบุตรหลานอย่างละเอียดรอบคอบด้วย.

 

ว่าที่ผู้นำยูเอ็นเตือนกระแสชาตินิยมระบาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 01:25

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791951

 

นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส ว่าที่เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) คนใหม่ ซึ่งเตรียมรับตำแหน่งเป็นทางการในต้นปีหน้า กล่าวสุนทรพจน์ที่กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส บ้านเกิด เตือนถึง “ความพ่ายแพ้ของโลกาภิวัตน์” ในกลุ่มชาติร่ำรวยกำลังก่อกระแสชาตินิยมแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะกรณีการเลือกตั้งสหรัฐฯ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะพลิกความคาดหมาย และกรณี “เบร็กซิต” ชาวอังกฤษลงประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรป

ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นถึงกระแสชาตินิยมหรือการพยายามปกป้องตัวเองในเรื่องต่างๆมากขึ้นของผู้คนในกลุ่มชาติเหล่านั้น คาดว่าสถานการณ์ลักษณะนี้จะคล้ายไวรัสแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วและจะก่อผลกระทบต่อโลกในหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือแก้ปัญหาผู้อพยพลี้ภัยจากสงครามซีเรีย ซึ่งแต่ละประเทศจะให้ความร่วมมือแบ่งปันความรับผิดชอบเรื่องนี้น้อยลง ทำให้ความพยายามแก้ปัญหายุ่งยากซับซ้อนขึ้น ต่างจากช่วงกลางทศวรรษ 1990 หรือยุคโลกาภิวัตน์เพื่อผลประโยชน์ของคนทั้งมวล

กระแสที่เกิดขึ้นเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการปฏิวัติ ทั้งนี้ นายกูเตร์เรส เพิ่งพ้นจากตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เมื่อช่วงปีที่แล้ว ก่อนได้รับเลือกขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้นำยูเอ็นคนใหม่เมื่อเดือน ต.ค. สืบแทนนายบัน คี มูน ซึ่งจะหมดวาระใน 31 ธ.ค.นี้.

 

โฆษกปธน. โสมใต้รับ ซื้อไวอากร้านับร้อยเม็ดเข้าทำเนียบฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 พ.ย. 2559 01:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/791961

 

คำว่า “ไวอากร้า” หรือยาเสริมสมรรถภาพทางเพศกำลังเป็นคำยอดฮิตที่คนแห่เสิร์ชเข้าดูข้อมูลตามเว็บไซต์ข่าวในเกาหลีใต้ในขณะนี้ หลัง มีข่าวว่า “บลูเฮาส์” ทำเนียบประธานาธิบดีเกาหลีใต้ได้ซื้อยา 364 เม็ดช่วงเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว ซึ่งรวมทั้งยาไวอากร้าเม็ดสีน้ำเงิน 60 เม็ดไปใช้

ล่าสุดเมื่อ 23 พ.ย.โฆษกของประธานาธิบดีปาร์ก กึน-เฮ แถลงว่ายอมรับซื้อไวอากร้าจริง แต่ซื้อไว้แก้อาการเมาความสูงของผู้ช่วยและเจ้าหน้าที่ที่ร่วมคณะเยือนทวีปแอฟริกา 3 ประเทศ ของผู้นำปัก กึน-เฮ ช่วงเดือน พ.ค. ไม่ได้ซื้อให้ใครกินเสริมพลังทางเพศ

ทั้งนี้ ข่าวซื้อยาไวอากร้าเกิดขึ้นขณะผู้นำปักถูกเรียกร้องให้ลาออก ฐานปล่อยให้เพื่อนสนิทแทรกแซงกิจการรัฐและหาผลประโยชน์ใส่ตัว.

 

ทรัมป์เลือก ‘นิกกี ฮาเลย์’ ผู้ว่าฯ เซาท์ แคโรไลนา เป็นทูตประจำ UN

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 23:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/792042

 

โดนัลด์ ทรัมป์ เลือกผู้ว่าการรัฐเซาท์ แคโรไลนา ชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย ซึ่งเคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเขามาก่อน เป็นทูตสหรัฐฯ ประจำองค์การสหประชาชาติ…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีจากนิวยอร์ก และว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา เลือกนาง นิกกี ฮาเลย์ ผู้ว่าการรัฐเซาท์ แคโรไลนา เป็นทูตสหรัฐฯ ประจำองค์การสหประชาชาติ (UN) โดยยกย่องว่าเธอเป็นนักทำข้อตกลงผู้พิสูจน์ตัวเองแล้ว

นางฮาเลย์ วัย 44 ปี กลายเป็นผู้หญิงที่ไม่ใช้คนขาวคนแรกที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเธอเป็นลูกสาวของผู้ลี้ภัยชาวอินเดีย และเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์มาก่อนด้วย โดยเฉพาะนโยบายห้ามผู้อพยพมุสลิมเข้าประเทศ

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ระบุในแถลงการณ์ว่า “ผู้ว่าฯ ฮาเลย์ มีผลงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วในการนำพาผู้คนให้ร่วมมือกัน ไม่ว่าพวกเขาจะมีภูมิหลังแบบใดหรือสนับสนุนนักพรรคการเมืองใด เพื่อขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ เพื่อสิ่งที่ดีกว่าสำหรับรัฐของเธอและประเทศของเรา เธอยังเป็นนักทำข้อตกลงผู้พิสูจน์ตัวเองแล้ว และเราคาดหวังจะทำข้อตกลงมากมาย เธอจะเป็นผู้นำตัวแทนของเราในเวทีโลก”

ด้านนางฮาเลย์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เธอรู้สึกตื่นเต้นที่รับหน้าที่นี้ และจะเป็นผู้ว่าการรัฐเซาท์ แคโรไลนา ต่อไปในระหว่างที่รอความเห็นชอบเรื่องนี้จากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ