พสกนิกรทั่วทุกทิศหลั่งไหล เข้าถวายบังคมพระบรมศพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243521

พสกนิกรทั่วทุกทิศหลั่งไหล เข้าถวายบังคมพระบรมศพ

พสกนิกรทั่วทุกทิศหลั่งไหล เข้าถวายบังคมพระบรมศพ

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 10.48 น.

7 พ.ย.59 เมื่อเวลา 07.00 น. ร.อ.หม่อมเจ้า นวพรรษ์ ยุคล เป็นประธานบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย และทรงกราบหน้าพระบรมโกศพระบรมศพ หลังจากนั้นทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารเป็นพระพุทธรูปประทับยืนแบบสมภังค์ แสดงปางห้ามญาติหรืออภัยมุทราด้วยพระหัตถ์ขวาเพียงข้างเดียว ที่หน้าพระแท่นพระนพปฎลมหาเศวตฉัตร จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดอนงคารามวรวิหาร และวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมศพ โดยวงสังข์แตร วงปี่ไฉนกลองชนะ และวงปี่พาทย์นางหงส์ ประโคมย่ำยาม

ขณะที่ พสกนิกรจากทุกหมู่เหล่าเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 10 โดยตั้งแต่เวลา 05.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง อนุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ผ่านทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี ตั้งแถวรอหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เพื่อรอเข้าถวายสักการะพระบรมศพ

ด้าน นางเบญจา ทองแกมแก้ว อายุ 48 ปี กล่าวว่า ตนอยากเดินทางมาถวายพระพรพระองค์ท่านนานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสเพราะบ้านอยู่ไกล วันนี้ได้มีโอกาสมากราบถวายสักการะครั้งสุดท้ายรู้สึกดีใจมาก และรู้สึกเป็นบุญที่ได้เกิดบนแผ่นดินของพระองค์ท่าน ชีวิตนี้ไม่อาจลืมได้ พระองค์ทำประโยชน์ให้ประชาชนมากมาย สอนให้คนไทยรักกัน ไม่มีสิ่งใดที่ตนจะตอบแทนพระองค์ได้ นอกจากเป็นคนดีทำวันนี้ให้ดีที่สุด และก็จะขอน้อมนำคำสอนของพระองค์มาใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงอบรมสั่งสอนลูกให้รู้จักขยันหมั่นเพียรและพอเพียงเลี้ยงตนเองได้ไม่เป็นภาระของผู้อื่น สำหรับวันพระราชทานเพลิงพระบรมศพ ก็จะพยายามทำงานเก็บเงินเพื่อหาโอกาสเดินทางมาอีกสักครั้ง

ด้าน นางสาคร ศิริชนะ อายุ 42 ปี  ชาว อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เดินทางมากับกลุ่มศีรษะอโศก กองทัพธรรม จำนวน 30 คน กล่าวว่า รู้สึกตื้นตันใจหลังจากได้เข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ หลังจากที่ทราบว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต ก็เหมือนเราสูญเสียเสาหลักของประชาชนไป เป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ดังนั้นพวกเราจึงตั้งใจกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลให้พระองค์ท่านในรูปแบบของเรา เช่น ถือศีล 5 และถือศีล 8 สวดมนต์ทุกๆ วัน จนกว่าจะครบ 100 วัน และเนื่องจากกองทัพธรรมมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศเราจึงปรุงอาหารไปแจกจ่ายให้ตามชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ จะมีโครงการปลูกผัก-ผลไม้ปลอดสารพิษส่งเข้ามาเพื่อให้ประชาชนได้กินอาหารไร้สารเคมีด้วย

ขณะที่ เอ็ลเดอร์ วรนภาฤทธิ์ พรเนียน อายุ 22 ปี นักเผยแพร่ศาสนาคริสต์ กล่าวภายหลังเข้ากราบถวายสักการะพระบรมศพ ว่า ตนมีความเคารพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาก เนื่องจากหลักคำสอนของพระองค์ใกล้เคียงกับศาสนาคริสต์มาก คือสอนให้คนมีความพอเพียง พึ่งพาตนเองได้ และทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องการแบ่งปัน มีจิตกุศล และทรงเป็นผู้นำที่ดี ทำให้หลายประเทศทั่วโลกรู้จักประเทศไทย โชคดีที่ตนได้เกิดเป็นคนไทยในสมัยรัชกาลที่ 9

ด้านเอ็ลเดอร์ วีเฟอร์ อายุ 20 ปี กล่าวว่า ขอให้กำลังใจคนไทย ตนอาจจะไม่เข้าใจในประเพณีไทยและในเวลาที่คนไทยรู้สึกเสียใจมากนัก แต่ตนรู้สึกได้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เปรียบเหมือนหัวหน้าหรือผู้นำที่ดีที่สุดในโลก ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของทุกคน

น.ส.มณีวรรณ ไชยยศ พนักงานธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.สุราษฎร์ธานี วัย 27 ปี กล่าวว่า เดินทางมาตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายนด้วยรถยนต์ส่วนตัว มีความตั้งใจจะไปถวายสักการะพระบรมศพ ระหว่างทางได้แวะพักบ้านญาติแถวมีนบุรีประมาณ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นก็ได้เดินทางมายังสนามหลวงในเวลา 03.00 น. เพื่อเข้าแถวรอคิวท่ามกล่างประชาชนจำนวนมาก  รู้สึกภูมิใจที่ครั้งหนึ่งได้เกิดในรัชกาลที่ 9 และฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก แม้ทำอะไรไม่ได้มากแต่ขอนำแนวทางพระราชดำริมาเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะการใช้ยาสีฟันตามแบบพระองค์ท่าน ที่เคยเห็นในโทรทัศน์ว่า ท่านทรงบีบยาสีฟันจนหลอดนั้นไม่เหลือยาสีฟัน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของความประหยัดพอเพียงในการไม่ใช่จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย

ชาวพุทธหลั่งไหลร่วมงานกฐินพระราชทานครั้งสุดท้ายของในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243517

ชาวพุทธหลั่งไหลร่วมงานกฐินพระราชทานครั้งสุดท้ายของในหลวง ร.9

ชาวพุทธหลั่งไหลร่วมงานกฐินพระราชทานครั้งสุดท้ายของในหลวง ร.9

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 10.28 น.

7 พ.ย.59 ที่วัดประชุมโยธี พระอารามหลวง ต.ท้ายช้าง อ.เมืองพังงา  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐิน และเครื่องอัฐบริขารต่างๆ ให้ นายวิชัช นางดวงกมล ไตรรัตน์ นำมาถวายพระสงฆ์ที่จำพรรษาถ้วนไตรมาส ตามพระพุทธานุญาตและพระธรรมวินัย เพื่อเป็นการอุปถัมภ์พระสงฆ์ที่จำพรรษาครบถ้วนไตรมาส ให้ได้รับอานิสงส์ตามพระวินัย และเป็นทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมีนายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชนที่หลั่งไหลเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก เพราะถือว่างานกฐินครั้งนี้ เป็นกฐินพระราชทานครั้งสุดท้ายของในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยมียอดเงินทำบุญในครั้งนี้ รวม 2,112,913.25 บาท

สำหรับผ้าพระกฐินพระราชทาน คือ กฐินที่พระบาทสมเด็จพระอยู่หัว พระราชทานผ้าของหลวงแก่ผู้กราบ บังคมทูลขอพระราชทาน เพื่อนำไปถวายยังวัดหลวง เนื่องจากในปัจจุบันวัดหลวงมีจำนวนมาก จึงเปิดโอกาสให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ตลอดจนคณะบุคคล องค์กร บริษัทห้างร้านต่างๆ ที่เห็นสมควร รับพระราชทานผ้ากฐินไปถวายแทนพระองค์

คปต.ส่วนหน้าอีกความหวัง’ดับไฟใต้’ น้อมนำ’เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’เป็นหลักปฏิบัติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243511

คปต.ส่วนหน้าอีกความหวัง'ดับไฟใต้' น้อมนำ'เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา'เป็นหลักปฏิบัติ

คปต.ส่วนหน้าอีกความหวัง’ดับไฟใต้’ น้อมนำ’เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’เป็นหลักปฏิบัติ

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 09.49 น.

เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะมีแนวโน้มของสถานการณ์ความรุนแรงลดลงมาตามลำดับก็ตาม แต่ยังถือเป็นอีกหนึ่งวาระเร่งด่วนของรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่มีความตั้งใจจริงต่อการดับไฟใต้ให้มอดดับสนิท

จึงเห็นพ้องกับแนวคิดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนหน้า(คปต.สน.) ที่เป็นอดีตแม่ทัพภาค4 ทำงานความมั่นคง ในพื้นที่จำนวน 13 คนขึ้น เพื่อทำหน้าที่ประสานงาน ติดตามและเร่งรัด ทุกกระทรวง ทบวง กรม ในการแก้ปัญหาภาคใต้ และ เพื่อเป็นตัวแทน ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร ในการลงพิ้นที่อีกด้วย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ มอบให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล และ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรองหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษฯ  เนื่องด้วยที่ผ่านมา

พล.อ.สุรเชษฐ์ นั้น ได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประยุทธ์ ให้ลงพื้นที่ไปแก้ปัญหาด้วยการใช้กีฬาและการศึกษา โดยลงใต้ทุกสัปดาห์ มาอย่างต่อเนื่อง และตั้ง “ศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ( ศปบ.จชต.)” หรือ “กระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้า” (ศธ.สน.) ไว้ที่ จ. ยะลา อยู่แล้วด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.อุดมเดช ได้เรียกประชุมคณะผู้แทนพิเศษ เต็มคณะครั้งแรกไปแล้วเมื่อ 6 ต.ค.2559 ที่ผ่านมาที่กระทรวงกลาโหม เพื่อแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบแล้ว ซึ่งทำให้การทำงานมีลักษณะ คล้าย และถูกเรียกว่า “ครม.ส่วนหน้า” และให้แยกย้ายกันเริ่มงานทันที โดยในกลุ่มภารกิจงานที่ 1 งานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มี พล.อ.ปราการ ชลยุทธ์ อดีตแม่ทัพภาค4 ดูแล และติดตามงานของ กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกองอำนวยการรักษาความมั่นภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)

กลุ่มภารกิจที่ 2 งานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ มี พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ดูแลและติดตามงานของ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพัฒนาสังคมฯ และ พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ติดตามงานของ กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานอัยการสูงสุด

3. งานสร้างความเข้าใจทั้งในและต่างประเทศ เรื่องสิทธิมนุษยชน มี พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์ ติดตามงานของ กระทรวงต่างประเทศ สำนักนายกฯ และ กรมประชาสัมพันธ์

4. งานการศึกษา ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม  พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามงานของ ศธ.และ “บิ๊กเอียด” พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาคย์  อดีตแม่ทัพภาค4 ติดตามงานของ กระทรวงวัฒนธรรม และ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

5. งานพัฒนาตามศักยภาพของพื้นที่และคุณภาพชีวิตประชาชน  มี นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาฯคปต.ส่วนหน้า ติดตามงานของ กระทรวงสาธารณสุขพาณิชย์ อุตสาหกรรม  และ ศอ.บต. และนายจำนัล เหมือนดำ เป็นผู้รับมอบงานในการติดตามการดำเนินงานของ มหาดไทย และ กระทรวงเกษตรฯ

6.งานเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและงานขับเคลื่อนนโยบาย  มี พล.อ.จำลอง คุณสงค์  ดูแลและติดตามงานของ กระทรวงพลังงาน  ,สศช. ก.พ.ร. และ สำนักงาน ก.พ. และนายพรชาติ บุนนาค  ติดตามงานของ กระทรวงการคลัง และ สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)  สำนักงบประมาณ และกรมบัญชีกลาง

7. งานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี มี พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์  ติดตามงานของ กระทรวงวิทยาศาสตร์ การท่องเที่ยวฯ และ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ(สขช.) และ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ติดตามงานของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กระทรวงคมนาคม

โดยเฉพาะ พล.อ.สุรเชษฐ์ ที่ลงพื้นที่ทุกสัปดาห์ในฐานะ รมช.ศึกษาธิการ ก็จะเดินหน้างาน คปต.ส่วนหน้า ในส่วนที่รับผิดชอบ คือด้าน การศึกษา ศาสนาและศิลปวัฒนธรรม อย่างต่อเนื่อง

ด้วยการไปพบปะผู้ว่าราชการ ทั้ง 3 จังหวัด และอุตสาหกรรมจังหวัด เพื่อพูดคุยเรื่องโรดแมพในการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละจังหวัด ให้สอดคล้องกับ “แผนการสร้าง 3 เมืองเศรษฐกิจ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ของ นายกรัฐมนตรี คือที่ อ.สุไหง โก-ลก จ.นราธิวาส, อ. เบตง จ.ยะลา, อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และสอบถามข้อมูลและข้อขัดข้อง ที่จะให้ คปต.ส่วนหน้า ช่วยแก้ปัญหา และเป็นข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมใหญ่  ต้นเดือนพ.ย.2559

รวมทั้ง กลุ่มภารกิจงานที่ 4 ที่ พล.อ.สุรเชษฐ์ รับผิดชอบอยู่นั้น มีความคืบหน้ารวดเร็ว เพราะ พล.อ.สุรเชษฐ์ ลงพื้นที่ตลอด และมี กระทรวงศึกษาธืการส่วนหน้า อยู่ในพื้นที่

นี่จึงเป็นที่มาของการที่ พล.อ.สุรเชษฐ์ เสนอต่อ คปต.ส่วนหน้า ในการย้ายที่ตั้ง ของ “ศธ.ส่วนหน้า” จากเมืองยะลา มาอยู่ใน ค่ายพระสุริโยทัย พล.ร15 ปัตตานี ที่เดียวกับ ที่ตั้ง คปต.ส่วนหน้า เพื่อที่จะได้ทำงานใกล้ชิด และจัดสำนักงานและที่พักเจ้าหน้าที่ทั้ง 23 คนด้วย

ขณะที่ในส่วนของการศึกษานั้น พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า มี 7 จุดเน้น พร้อมน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นหลักในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ คือ 1.การรักษาความปลอดภัย 2.การพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3.การพัฒนาคนให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ 4.การศึกษาเพื่อความมั่นคง 5.การสร้างโอกาสทางการศึกษา 6.การสร้างการรับรู้และ 7.การบริหารจัดการ

ซึ่งจุดเน้นเหล้านี้เป็นการพัฒนาต่อเนื่องตลอด 2 ปีครึ่ง ที่ผ่านมา เราหวังผลได้ว่าจะทำให้การศึกษาชายแดนใต้มีการยกระดับการศึกษาที่สูงขึ้นจบมามีงานทำ เพราะการศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญที่สามารถช่วยสนับสนุนในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ให้เกิดสันติสุขได้  โดนจะต้องปรับแนวทางให้สอดคล้องกับ การสร้างเมืองสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ เช่น สถานศึกษา จะต้องผลิต บุคลากร ในด้านต่างๆ ออกมารองรับงาน ในด้านอุสาหกรรมการแปรรูปอาหารเกษตร และผลไม้ รวมทั้งจะเสนอการให้ทุน เยาวชนในชายแดนใต้ ในด้านการกีฬา และ ดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่น จากเดิมที่ได้ทำโครงการ “สานฝันการกีฬา” ที่ได้รับการตอบรับจากเยาวชนในพื้นที่อย่างล้นหลาม

“ตอนนี้ เรายังกำหนดกรอบเวลา ไม่ได้ว่า สถานการณ์จะดีขึ้น หรือ จะเห็นผล เมื่อใด เพราะ ต้องใช้เวลา แต่ยืนยันวา ในทุกวัน มีความคืบหน้าในทุกๆด้าน แต่เราทุกเราตั้งใจทำเต็มที่ ให้ดีที่สุด เพราะรู้ว่า ประชาชน คาดหวัง” พล.อ.สุรเชษฐ์ กล่าว

ขณะที่ พล.อ.อุดมเดช ระบุว่า คณะผู้แทนพิเศษฯ ยัง มีหน้าที่ในการประเมินการทำงานของหน่วยปฏิบัติ ด้วย  แม้รู้ว่าเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน และต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการทำงาน

“แต่เราคงให้เวลากันไม่นานนัก เพราะการแก้ปัญหา ต้องเร่งรีบ เพราะทุกคนหวังเห็นความสำเร็จ เผยจะประเมินผลการทำงาน ใน 3 เดือน  ถ้าใครหย่อนยาน ทำงานล่าช้า  ผมก็จะนำเรียนนายกรัฐมนตรีให้พิจารณา” พล.อ.อุดมเดช กล่าว

ดังนั้น ความทุ่มเทในการทำงานอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การเดินสายประชุมหารือกับบริหารของหน่วยงานกระทรวงต่างๆ 20 กระทรวงที่รับผิดชอบงานต่างๆ ทั้ง 7 ด้าน เมื่อ 26-28 และ 31 ต.ค.2559 ที่ผ่านมา เพื่อรับทราบการทำงาน และข้อมูล ปัญหาอุปสรรคต่างๆ และเตรียมแผนปฏิบัติการ การแก้ไขปัญหาและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประจำปีงบประมาณ 2560

โดยสิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ เน้นคือ การใช้เศรษฐกิจนำในการพัฒนาพื้นที่ เพราะหากประชาชนมีงานทำ มีรายได้ดี มีงานรองรับแล้ว โอกาสที่จะเข้าไปร่วมขบวนการก่อความไม่สงบ หรือสิ่งผิดกฎหมายที่เป็นภัยแทรกซ้อนต่างๆ น้อยลง

ทั้งนี้ ตามโรดแมพของ ปัตตานี  เบื้องต้น จะเสนอให้มีการสร้าง infrastructure ถนน เส้นทางคมนาคม ศูนย์กีฬาคอมเพล็กซ์ ที่รวมสนามกีฬาทุกอย่าง ไว้ด้วยกัน ปัตตานี ยังไม่มี สระว่ายน้ำ ราชการ เลย รวมทั้งการสร้าง พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ที่ปัตตานี เพราะเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ และ ศิลปวัฒนธรรมอันเก่าแก่ และมีอัตลักษณ์ รวมถึงการสร้างท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้า ขนาดใหญ่ และการขุดลอก ปากแม่น้ำ ปัตตานี ที่ตื้นเขินและการทำ ตลาดปศุสัตว์ ชายแดนใต้  เป็นศูนย์รวม ที่เดียว ที่ปัตตานี และแผนการพัฒนา สนามบินใน 3 จังหวัด ทั้ง สนามบินบ่อทอง หนอกจิก ปัตตานี สนามบิน เบตง จ.ยะลา และสนามบิน บ้านทอน จ.นราธิวาส สามารถใช้เชิงพาณิชย์ได้

ทั้งหลายทั้งปวงคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล  จึงกลายเป็นอีกความหวัง ในการดับไฟใต้ ให้เร็วขึ้นนั่นเอง

ปชช.กราบสักการะพระบรมศพ 9วัน249,004คนถวายเงินกว่า2ล.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243504

ปชช.กราบสักการะพระบรมศพ 9วัน249,004คนถวายเงินกว่า2ล.

ปชช.กราบสักการะพระบรมศพ 9วัน249,004คนถวายเงินกว่า2ล.

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 08.37 น.

7 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ย.59 เวลา 21.00 น. สำนักพระราชวัง ปิดไม่ไห้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นกราบสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แต่ยังคงมีประชาชนเข้าแถวรอกราบสักการะพระบรมศพภายในพระบรมมหาราชวังเป็นจำนวนมาก แถวยาวถึงกองรักษาการณ์หน้าประตูวิเศษไชยศรี

กระทั่งเวลา 22.45 น. สำนักพระราชวัง ได้สรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ ในวันที่ 6 พ.ย.59 มีจำนวนทั้งสิ้น 32,050 คน รวม 9 วันมี 249,004 คน และมีประชาชนถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,219,672.50 บาท รวม 9 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 15,444,214.50 บาท

ตั้งกรรมการคุมแปรรูป ไม้จันทน์หอม ไว้สร้าง‘พระบรมโกศ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243497

ตั้งกรรมการคุมแปรรูป  ไม้จันทน์หอม  ไว้สร้าง‘พระบรมโกศ’

ตั้งกรรมการคุมแปรรูป ไม้จันทน์หอม ไว้สร้าง‘พระบรมโกศ’

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตั้งกรรมการคุมแปรรูป

ไม้จันทน์หอม

ไว้สร้าง‘พระบรมโกศ’

เร่งปรับพื้นดินทำปะรำพิธี

รัฐบาลสั่งห้ามจัดกิจกรรม

นวดตัว-ตัดผม-สกรีนเสื้อ

ไม่เกี่ยวกับการถวายอาลัย

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน เวลา 15.07 น. พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ เสด็จบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพระพิธีธรรมจากวัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร และวัดสุทัศน์เทพวราราม สวดพระอภิธรรม

ไม่หวั่นแดด-ฝนรอคิวตั้งแต่ตี4

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังเปิดให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะพระบรมศพตั้งแต่เวลา 04.30 น. ผ่านทางประตูวิเศษไชยศรี เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนตกค้างจากช่วงค่ำวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายนและพักค้างคืนนอกสนามหลวง อีกทั้ง เป็นช่วงวันหยุด ทำให้มีผู้คนจากต่างจังหวัดและกรุงเทพมหานคร (กทม.) มารอต่อแถวอย่างล้นหลามตั้งแต่ช่วงเช้ามืด เป็นระยะทางยาวรอบสนามหลวงและวกเข้าสู่ช่วงกลางสนามหลวง โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดระเบียบโดยเปิดให้เข้าทางประตูพิมานไชยศรี กระทั่งเวลา 08.30 น. ซึ่งสำนักพระราชวังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) จึงปรับให้พสกนิกรเข้าถวายสักการะทางประตูมณีนพรัตน์ ทั้งนี้ แม้สภาพอากาศจะร้อนอบอ้าว สลับกับมีฝนตก แต่ประชาชนต่างเข้าแถวรออย่างใจจดจ่อ ไม่มีใครย่อท้อ

ขณะที่การจราจรโดยรอบ เจ้าหน้าที่ปิดเส้นทางเดินรถ 27 สายที่เชื่อมต่อกับสนามหลวง ตั้งแต่เวลา 07.00-20.00 น. นอกจากนี้ ทุกหน่วยงานได้บูรณาการดูแลและอำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพื่อแสดงพลังความรักความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขณะเดียวกัน มีจิตอาสาคอยให้บริการด้านสุขภาพ แจกสิ่งของ อาหารให้ประชาชนจำนวนมาก

ลูกถวัลย์แจกพระบรมฉายาลักษณ์

ด้านหน้าถนนหน้าพระลาน นายดอยธิเบศร์ ดัชนี ลูกชายอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เดินทางมาแจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 โดยสัปดาห์นี้นำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่ถ่ายโดยช่างภาพตามเสด็จฯ 9 แบบ จำนวน 6 หมื่นภาพ มาแจกให้ประชาชนที่เดินทางมาสักการะพระบรมศพ บริเวณหน้าธนาคารคารกรุงไทย ตรงข้ามประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง

นายดอยธิเบศร์กล่าวว่า เป็นครั้งที่ 2 ที่มาแจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวง รัชกาลที่ 9 ภายใต้โครงการพ่อหลวงในดวงใจ ครั้งที่ 2 โดยครั้งนี้เลือกภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่ถ่ายโดยช่างภาพตามเสด็จฯที่หลายคนยังไม่มีโอกาสได้เห็นหรือมีเก็บไว้มาแจก ทั้งนี้ ตั้งใจนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์มาแจกทุกวันอาทิตย์ทั้งหมด 9 ครั้ง รวม 81 แบบ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วแจกภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในชุดเต็มยศ ส่วนวันอาทิตย์หน้าภาพที่นำมาแจกเป็นภาพวาดพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผลงานจากศิลปินที่มีชื่อเสียงในประเทศ

ปูแอสฟัลต์จัดระเบียบสนามหลวง

ที่กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) พล.ต.กฤษณ์ดนัย อิทธิมณฑล เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 แถลงผลประชุม กอร.รส.ว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการอำนวยความสะดวก และจัดระเบียบแถวประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และประชาชนให้ความร่วมมือปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี ขณะนี้กทม.ได้ปูแอสฟัลต์ บริเวณสนามหลวงฝั่งเหนือ ด้านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อจัดผังสถานที่ใหม่รองรับตั้งเต็นท์กองอำนวยการ จุดพักของประชาชน เต็นท์จิตอาสา บริการอาหารและเครื่องดื่มของหน่วยงานต่างๆ รวมถึงเส้นทางเดินของประชาชนเข้าสักการะพระบรมศพ ให้พร้อมจัดงานพระราชพิธีพระบรมศพให้สมพระเกียรติ และจะเริ่มตั้งเต็นท์ จัดระเบียบพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายนเป็นต้นไป

งดกิจกรรมตัดผม-นวด-สกรีนเสื้อ

พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (รองผู้ว่าฯกทม.) แถลงเพิ่มเติมว่า กอร.รส. จะไม่อนุญาตให้กิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกประชาชนในการเข้าถวายสักการะ เบื้องหน้าพระโกศพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใช้พื้นที่รอบสนามหลวง เช่น บริการตัดผม นวด วาดภาพ หรือสกรีนเสื้อ ส่วนบริการจัดแต่งทรงผมผู้หญิงให้สุภาพเรียบร้อยก่อนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ทางกอร.รส.เห็นว่าเกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกประชาชนจึงอนุญาต เนื่องจาก กทม.กำลังปรับเตรียมพื้นที่สำหรับจัดงานพระราชพิธี ซึ่งจะเหลือพื้นที่ 1 ใน 3 ของสนามหลวง จึงขอให้ปรับรูปแบบการให้บริการ โดยเน้นเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้เดินทางมากราบสักการะพระบรมศพเท่านั้น

5พย.กราบพระบรมศพ3หมื่นคน

สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยนั้น มีการติดกล้องวงจรปิดรอบสนามหลวง รวมถึงกระจายกำลังเจ้าหน้าที่เต็มพื้นที่ ที่สำคัญมีประชาชนคอยเป็นหูเป็นตา แต่อาจมีเรื่องของหายบ้าง อาจถูกล้วงก็เป็นไปได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาเมื่อมีคนอยู่ในพื้นที่เยอะ แต่ยืนยันว่าคดีสำคัญยังไม่เกิด เช่นเดียวกับ มาตรการรักษาความสะอาดที่ทุกอย่างเข้าระบบ เพราะแจกอาหารเป็นเวลา ทำให้บริหารจัดการได้ง่ายขึ้น

ส่วนวันที่ 5 พฤศจิกายน มีประชาชนมาถวายสักการะพระบรมศพทั้งสิ้น 155,802 คน ได้เข้ากราบสักการะพระบรมศพ 30,998 คน ในส่วนผู้ที่ยังไม่ได้เข้ากราบสักการะ กทม. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)ตลอดจนภาคเอกชนเปิดจุดบริการพักค้างรองรับประชาชนเพิ่มเติม อาทิ วัดสวนแก้ว และสนามม้านางเลิ้ง โดยสำนักพระราชวัง ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดการเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ขอให้ประชาชนทยอยเดินทางมา เพื่อไม่ให้เกิดความแออัดบริเวณสนามหลวง

ถกชลประทานโลกสดุดีในหลวง

วันเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เเป็นเจ้าภาพจัดประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 2 และการประชุมมนตรีระหว่างประเทศครั้งที่ 67 ระหว่างวันที่ 6 -12 พฤศจิกายนที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งสำคัญเพื่อแก้ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำ และเป็นเวทีระดับนานาชาติในการเผยแพร่ความรู้และนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการชลประทานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะความมั่นคงด้านอาหาร รวมถึงความสำคัญในการค้นหาแนวทางการแก้ปัญหาสำคัญระดับโลกด้านชลประทานและการระบายน้ำ โดยมีรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี และนักวิชาการด้านชลประทานจาก 60 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมประชุมประมาณ 1,200 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนประชุม นายSaeed Nairizi ประธานคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการชลประทานและการระบายน้ำ (ICID) ได้กล่าวถวายราชสดุดี และเชิญผู้เข้าร่วมประชุมชลประทานโลก ครั้งที่ 2 ยืนแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นเวลา 89วินาที เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการน้ำ

โดยนายSaeedกล่าวถวายราชสดุดีว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรทรมหาภูมิพลอดุยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทุ่มเทเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำการชลประทานอย่างเข้าใจปัญหาที่แท้จริงโดยเข้าถึงพื้นที่ปัญหาและการเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่หลายประเทศจะได้นำไปปรับใช้

โหรคมช.นำลูกศิษย์ถวายอาลัย

ขณะที่อาจารย์วารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรล้านนาชื่อดัง หรือโหร คมช. พร้อมลูกศิษย์ลูกหาจากทั่วประเทศร่วมทำบุญทอดกฐินให้แก่วัด 22 แห่ง ในจ.เชียงใหม่ รวมถึงไถ่ชีวิตโคกระบือ ที่วิหารสุขิโต จ.เชียงใหม่ โดยมี พล.อ.เทพพงศ์ ทิพย์จันทร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้ง ยังมีการยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยเป็นเวลา 89 วินาที โดยอาจารย์วารินทร์กล่าวว่า ถือเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 70 ปี ของคนไทย เห็นได้จากทุกผู้คนต่างร่วมแสดงความอาลัยและเมื่อความสูญเสียผ่านพ้นไป รัชกาลใหม่ที่จะปรากฏตามคำทำนายที่ว่า จะเป็นยุคของเมืองศิวิไลซ์ ความสุขความเจริญของบ้านเมืองก็จะปรากฏขึ้นในรัชกาลต่อไป

เร่งปรับพื้นที่บวงสรวงไม้จันทร์หอม

ความคืบหน้าการเตรียมพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกาญจนพันธ์ คำแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เร่งปรับพื้นที่บริเวณต้นไม้จันทน์หอมลำดับต้นที่ 10 ,11,14 และต้นที่ 15 รวม 4 ต้นภายในบริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติหลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี หลังนายจำลอง ยิ่งนึก ผู้อำนวยการกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง และนายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ ได้คัดเลือกต้นไม้จันทน์หอมจาก 19 ต้นภายในอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เหลือ 4 ต้น เพื่อใช้จัดสร้างพระบรมโกศ ตกแต่งพระเมรุมาศ และทำดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้เลือกพื้นที่บริเวณต้นไม้จันทน์หอมลำดับต้นที่ 15 เป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวงตัดต้นไม้จันทน์หอมทั้ง 4 ต้นวันที่ 14 พฤศจิกายน โดยใช้ฤกษ์เวลา 14.09-14.39 น. โดยมีนายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการเดินทางมาประกอบพิธีในวันดังกล่าว ซึ่งจะมีการหลั่งน้ำเทพมนต์ เจิมบริเวณต้นไม้จันทน์หอม และลงขวานทองที่ต้นไม้จันทน์หอมต้นที่ 15 เป็นปฐมฤกษ์ พร้อมโปรยข้าวตอกดอกไม้รอบต้นจันทน์หอม และจึงตัดต้นไม้จันทน์หอมที่เหลืออีก 3 ต้นพร้อมกัน

คาดว่าสัปดาห์หน้านี้การปรับพื้นที่ทั้งหมดจะแล้วเสร็จทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ต่างพร้อมใจดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่การตัด แปรรูป การลำเลียงขึ้นรถไปส่งมอบจน ลุล่วงเพื่อถวายความอาลัย และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติกุยบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สำรวจพบไม้จันทน์หอมยืนต้นตายตามธรรมชาติ บริเวณป่าดิบแล้งเส้นทางศึกษาธรรมชาติหลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี หมู่ 9 ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไว้ 4 ต้นจาก 19 ต้นโดยต้นที่ 14 มีขนาดความโต 203 เซนติเมตร สูง 15 เมตร ปริมาตร 4.92 ลูกบาศก์เมตร ต้นที่ 11 มีขนาดความโต 178 เซนติเมตร สูง 11 เมตร ปริมาตร 2.77 ลูกบาศก์เมตร ต้นที่ 10 มีขนาดความโต 175 เซนติเมตร สูง 14 เมตร ปริมาตร 3.41 ลูกบาศก์เมตร และต้นที่ 15 มีขนาดความโต 142 เซนติเมตร สูง 15 เมตร ปริมาตร 2.09 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งทั้ง 4 ต้นเนื้อไม้มีกลิ่นหอมปานกลาง และมีลักษณะไม้เปลาตรงกลม

ตั้งกก.คุมตัด-แปรรูปไม้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้นายธัญญา เนติธรรม อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้อนุมัติการตัดและแปรรูปไม้จันทน์หอมแล้ว โดยตั้งคณะกรรมการควบคุมการแปรรูปไม้ 3 ราย ประกอบด้วย นายวัฒนา พรประเสริฐ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ประธานคณะกรรมการ นายธีระ เต็มองค์หล้า นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ เป็นกรรมการ และนายพีรวัฒิ สิโรตม์พิพัฒ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการเป็นกรรมการและเลขานุการ หลังแปรรูปไม้เสร็จแล้วจะส่งมอบไม้ทั้งหมดให้สำนักพระราชวังต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์มีการตัดต้นไม้จันทน์หอมไปใช้ในงานพระราชพิธีพระบรมศพ ทั้งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก

สำหรับไม้จันทน์หอมจัดเป็นไม้หายากมีค่ามีอยู่ในภูมิภาคแถบนี้เท่านั้นทั้งในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี, อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นไม้โตช้า ลำต้นไม่ใหญ่มากนักคนโบราณจัดว่า “ไม้จันทน์หอม” จัดเป็นไม้มงคลชั้นสูงที่มีกลิ่นหอมในทุกส่วนของลำต้น ไม่ว่าจะเป็นแก่น เปลือก กระพี้ เหตุเพราะไม้จันทน์หอม มีความหอมไม่ว่าจะเป็นหรือตาย จึงเปรียบเหมือนคนเมื่อเกิดมาทำความดี ตายแล้วก็ยังมีความดีอยู่คนโบราณจึงนำไม้จันทน์หอมมาเผาศพเรียกว่า “ดอกไม้จันทน์” จนถึงปัจจุบันนี้ ไม้จันทน์หอมใช้ในงานพระราชพิธีนับแต่สมัยพุทธกาล พบประวัติการใช้ไม้จันทน์หอมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายและสมัยกรุงรัตน์โกสินทร์ โดยที่ผ่านมามีการนำมาสร้างพระโกศ และพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพตราบถึงปัจจุบันนี้

ม.แม่ฟ้าหลวงถวายอาลัย

ส่วนบรรยากาศหลายจังหวัดยังคงพร้อมใจจัดกิจกรรมแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอย่างต่อเนื่อง เช่นที่ลานเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อ.เมือง จ.เชียงราย สมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดงานคืนสู่เหย้า “ลูกแม่ฟ้ากลับหอ เด็กมฟล.ปิ๊กบ้าน” โดยมีศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้บริหารและประชาชน ร่วมใจน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยแปรอักษรสัญลักษณ์เลขเก้าอยู่ในใบโพธิ์ แทนความหมายว่า ปวงข้าพระพุทธเจ้าเป็นพสกนิกรภายใต้ร่มพระบารมี พร้อมร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และจุดเทียนถวายความอาลัย

ผวจ.นนทบุรีพาปชช.เข้าวัง

เช้าวันเดียวกัน ที่ท่าน้ำนนทบุรี นายนิสิต จันทร์สมวงศ์ ผวจ.นนทบุรี พร้อมประชาชนชาวจ.นนทบุรี 750 คน ลงเรือโดยสาร 6 ลำเดินทางเข้าถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังตามภารกิจที่ได้รับมอบจากกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด 4 รอบๆ ละ 750 คน รวม 3,000 คน โดยวันเดียวกันนี้เป็นรอบแรก ซึ่งทางจังหวัดแนะนำให้ประชาชนที่จะร่วมเดินทางเข้าถวายบังคม ให้แต่งกายสุภาพตามคำแนะนำของสำนักพระราชวัง

ชาวชัยบาดาลแปรอักษรเลข9

ด้าน นายศรีชัย ตันฑะโสภณ นายอำเภอชัยบาดาล พร้อมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี ทั้ง 17 ตำบล 136 หมู่บ้านรวม 400 คน ร่วมแปรอักษรเป็นรูปเลข 9 เพื่อแสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และยืนสงบนิ่ง 89 วินาที เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่หน้าที่ว่าการอำเภอชัยบาดาล โดย นายศรีชัย กล่าวว่า พระองค์เสด็จเยี่ยมชาว อ.ชัยบาดาล ถึง 2 ครั้ง ในปี 2514 และ 2520 นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปิติยินดีของพสกนิกรชาว อ.ชัยบาดาล อย่างหาที่สุดมิได้

เมืองกาญจน์จัดกิจกรรมรำลึก

ขณะที่นายอิทธิพัทธ์ รัตนสุวรรณาชัย นายกอบต.หลุมรัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรีเปิดเผยว่า วันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งตรงกับประเพณีลอยกระทง อบต.หลุมรังกำหนดจัดกิจกรรมจุดเทียนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีการแปรอักษรเลข 9 และผู้เข้าร่วมงานจะร่วมกันยืนสงบนิ่ง 89 วินาที ที่สนามหน้า อบต.หลุมรังตั้งแต่เวลา 15.30 น.

ชาวเมืองคอนร่วมถวายอาลัย

ที่จ.นครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงกลางดึกวันที่ 5 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร คณะนักเรียนรางวัลพระราชทาน ชมรมอาสายุวมัคคุเทศก์เมืองลิกอร์ จัดกิจกรรมจุดเทียน โดยมีพระเทพวินยาภรณ์ รองเจ้าคณะภาค 16 – 1 – 7 – 18 (ธรรมยุติ ) / เจ้าอาวาสวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นประธานสงฆ์ กล่าวนำสวดมนต์ กล่าวรำลึกในมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีผู้เข้าร่วมพิธี 2,000 คน จากนั้นได้เจริญจิตภาวนาสงบนิ่ง 9 นาที และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เวียนเทียนประทักษิณรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์ ถวายเป็นพระราชกุศล

ชมรมจักรยานตามรอยเสด็จฯ

ขณะเดียวกัน นายโอฬาร ประจักทิพย์ ประธานชมรมจักรยานนครศรีธรรมราช พร้อมกลุ่มจักรยานฯประมาณ 100 คัน อันเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำหน้าขบวนปั่นจักรยานในกิจกรรมตามรอยเสด็จประพาสอุทยานแห่งชาติเขาหลวง รวมระยะทาง 20 กิโลเมตร ก่อนเดินเท้าไปยังรอยจารึกพระปรมาภิไธย ที่หน้าผาชั้นที่ 1 หนานวังน้ำวน แล้วประกอบพิธีถวายอาลัย ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และยืนสงบนิ่ง 9 นาที เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

รายงานพิเศษ : ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยยุคใหม่ คนรวยจะเหมือนเดิม คนชั้นกลางจะลงระดับล่าง และคนชั้นล่างจะตกขอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243412

รายงานพิเศษ : ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยยุคใหม่ คนรวยจะเหมือนเดิม คนชั้นกลางจะลงระดับล่าง และคนชั้นล่างจะตกขอบ

รายงานพิเศษ : ปรับเปลี่ยนโฉมหน้าประเทศไทยยุคใหม่ คนรวยจะเหมือนเดิม คนชั้นกลางจะลงระดับล่าง และคนชั้นล่างจะตกขอบ

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันนี้หากจะมองถึงการดำเนินชีวิตภายใต้สภาวการณ์ที่เรียกกันว่า เป็นระบบทุนนิยม เราจะพบว่า ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมากระทบต่อประชากรของประเทศ จะมีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จในขณะเวลาเดียวกัน ดังนั้นจึงทำให้เกิดทฤษฎีใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้เกิดสิ่งที่ดีมากกว่าสิ่งที่เป็นปัญหา จึงได้เกิดแนวคิดแนวปฏิบัติใหม่ ที่เรียกว่า ไทยแลนด์ 4.0 อันเป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนของโลกอุตสาหกรรม

ไทยแลนด์ 4.0 คือระบบเศรษฐกิจในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่กำลังเริ่มต้นของช่วง ปี พ.ศ.นี้และจะไปเกิดเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมในอีก 10-20 ปีข้างหน้าโดยการปฏิวัติอุตสาหกรรมในครั้งนี้มีที่มาจากระบบทุนนิยมที่มีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จนั่นเอง โดยการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ จะมีทั้งแรงผลักและแรงส่งไปพร้อมๆ กัน

แรงผลักคือวิกฤตการณ์ของระบบทุนนิยมโลก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ผ่านมา การแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นและทำลายล้างในยุคโลกไร้พรมแดน วิกฤตการณ์ความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ วิกฤตการณ์ด้านประชากรสูงอายุมากขึ้นแรงงานลดลง สังคมแบ่งขั้วแบ่งชนชั้นคนรวยคนจนอย่างรุนแรง วัฒนธรรมบริโภคนิยมแบบไม่มีเหตุผล ผู้บริโภคส่วนใหญ่ล้มละลาย มีหนี้ท่วมตัว ตัวอย่างความล้มเหลวของระบบทุนนิยมโลก คือปัญหาความยากจนและความไม่เท่าเทียมรัฐบาลทุกยุคสมัยประกาศสงครามต่อสู้กับความยากจน ผลคือความยากจนเป็นฝ่ายชนะรัฐบาลเสมอมา

แรงส่ง เป็นผลพวงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุค 2-3 ที่ผ่านมา เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีอัจฉริยะ สังคม-วัฒนธรรม ที่มีการเชื่อมต่อกันตลอดเวลา ในระดับหน่วยเศรษฐกิจที่เล็กที่สุด โดยผ่านระบบเชื่อมต่อเสมือนจริง มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและอินเตอร์เนตมาใช้ในกระบวนการผลิตและกระจายสินค้าบริการ เชื่อมความต้องการของผู้บริโภคแต่ละรายเข้ากับกระบวนการผลิตสินค้าได้โดยตรง และมีหน่วยผลิตอย่างฟาร์มเกษตร-โรงงานฯแบบอัจฉริยะ (Smart farms-smart factories) ที่สามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคแต่ละรายเป็นจำนวนมากๆ ได้รวดเร็วทันเวลา ผู้ผลิต-ผู้บริโภคให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และในการเริ่มต้นของ ไทยแลนด์ 4.0 คือ การเตรียมพร้อมในการรับความเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ คือ มีพื้นที่ส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับการฟื้นงานด้านเกษตร แต่ต้องอย่าลืมที่จะป้องกันการรุกล้ำของชุมชนเมืองที่ก้าวเข้ามาอย่างไม่รู้ตัว

ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา

ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) ผู้เชี่ยวชาญด้านการกระจายอำนาจทางการคลัง ธนาคารโลก ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “นโยบายสาธารณะ กับการขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0” ให้แก่นักศึกษาโปรแกรมวิชาเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มรภ.สงขลาเมื่อเร็วๆ นี้ฟังว่า เศรษฐกิจ 4.0 ในนโยบายของรัฐบาลไทยใช้ 3 กลไกขับเคลื่อน ได้แก่ 1.Productive Growth Enginesคือการปรับเปลี่ยนประเทศไทยสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ปัญญา เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ อาทิ สร้างเครือข่ายความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ บริหารจัดการสมัยใหม่ สร้างคลัสเตอร์ทางด้านเทคโนโลยี พัฒนาขีดความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาโมเดลธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ริเริ่มการร่วมทุนรัฐและเอกชนในโครงการขนาดใหญ่ และบ่มเพาะธุรกิจด้านเทคโนโลยี2.Inclusive Growth Engines คือการ กระจายรายได้ โอกาส และความมั่งคั่ง โดยสร้างคลัสเตอร์เศรษฐกิจระดับกลุ่มจังหวัด พัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากในชุมชน ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจ ส่งเสริมและสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเข้มแข็ง และสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก สร้างงานใหม่ๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ยกระดับขีดความสามารถ การเสริมสร้างทักษะและพัฒนาศักยภาพของพลเมือง ให้ทันกับพลวัตการเปลี่ยนแปลง ชดเชยรายได้ให้แก่ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์และ 3.Green Growth Engines คือ การใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้พลังงานทดแทน คำนึงถึงประโยชน์ที่ได้จากการลดความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งระบบ มากกว่าความได้เปรียบด้านต้นทุน

ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่เศรษฐกิจ 4.0 ด้วย 5 สาขาอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ 1.Biotechnology เกษตร อาหารฐานนวัตกรรม เทคโนโลยีชีวภาพ เน้นความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเชื่อมต่อผู้ผลิตกับผู้บริโภคแบบครบวงจร 2.Bio-Medical สาธารณสุข สุขภาพ ฐานเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ 3.Robotic เครื่องมือเทคโนโลยีอุปกรณ์อัจฉริยะหุ่นยนต์ ระบบเครื่องกลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการควบคุม 4.Digital & IOT เทคโนโลยีการสื่อสาร การเชื่อมต่ออินเตอร์เนตแบบอัจฉริยะ ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ 5.Creative &Culture: อุตสาหกรรมและบริการสร้างสรรค์ เชื่อมโยงโรงงานกับผู้บริโภค สื่อเสมือนจริง การท่องเที่ยวฐานวัฒนธรรมเชื่อมโยงพื้นที่ วัฒนธรรม หน่วยให้บริการนักท่องเที่ยวแบบครบวงจร ในอนาคตบริษัทขนาดใหญ่จะถูกย่อยเป็นบริษัทขนาดเล็ก ขณะเดียวกันผู้ที่ทำธุรกิจแบบเดี่ยวๆ จะมีน้อยลงแต่จะรวมกลุ่มกันและมีการลงทะเบียนเพื่อควบคุมมาตรฐานสินค้าเพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้จะมีการนำระบบเงินตราแบบอิเล็กทรอนิกส์(เงินเครดิต-เงินเสมือนจริง) มาใช้แทนระบบเงินตราแบบดั้งเดิม ผ่านธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ ของไทยเราคือ “พร้อมเพย์”(Prompt pay) อุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ จะเปลี่ยนรูปแยกตัว-กระจายตัวออกเป็นหน่วยย่อยๆ ที่เป็นอิสระจากกันมากขึ้น และรวมหน่วยปัจจัยการผลิต-ผู้บริโภคเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ เชื่อมโยงผ่านระบบเครือข่าย ธุรกิจเน้นการพึ่งพากันและกัน มากกว่าแข่งขันแบบทำลายล้าง ธุรกิจเพื่อสังคม สหกรณ์ และองค์กรภาคประชาสังคม เข้ามามีบทบาททดแทนหน่วยงานภาครัฐมากขึ้น ขณะเดียวกันการเมืองก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ประชากรเมืองเพิ่มขึ้น คนเมืองมีมากกว่าร้อยละ 70 เมืองยุคดั้งเดิมถูกแทนที่โดยเมืองสมัยใหม่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความสำคัญมากขึ้น เปลี่ยนบทบาทจากการปกครองเป็นการบริหารเมืองสมัยใหม่ รัฐในระดับชาติทำหน้าที่ด้านการกำกับดูแลตลาด การจัดสรร และการกระจายเพื่อลดปัญหาชนชั้น ผลิต-ให้บริการ น้อยลง เปลี่ยนผู้ผลิตและผู้บริโภคให้เป็นพลเมืองที่มีความรู้ ผลิต-บริโภคอย่างมีเหตุผลและรับผิดชอบ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทย 4.0 จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเบื้องต้นต่อไปนี้คือ 1.การเกิดพลเมืองยุคใหม่ 2.การเกิดเทคโนโลยีการผลิตและเชื่อมต่อยุคใหม่ (พลังงาน วัสดุ เกษตร ไอที การจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ฯลฯ) 3.การกระจายการถือครองทรัพย์สินประเภททุน(ที่ดิน อาคารบ้านเรือน เงินลงทุน ข้อมูลและความรู้)4.การกระจายตัวของการลงทุน และการลงทุนระยะยาว5.การเกิดเมืองสมัยใหม่ และระบบโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ ให้สามารถรองรับการกระจายตัวของการลงทุนและนวัตกรรมยุคใหม่ 6.การเกิดความรู้เกี่ยวกับการจัดการองค์กรยุคใหม่-องค์กรเครือข่าย-องค์กรเสมือนจริง ธุรกิจเพื่อสังคม แทนที่ความรู้เกี่ยวกับการจัดการองค์กรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในยุคที่ 3 และ 7.การเมืองแบบประชาธิปไตยที่มีเหตุผลมากกว่าที่เคยผ่านๆ มา

ผลกระทบจากไทยแลนด์ 4.0 ต่อคนกลุ่มต่างๆ คนรวยก็จะยังคงรวยต่อไป แต่คนชั้นกลางจะเลื่อนไปเป็นคนชั้นล่าง ในขณะที่คนชายขอบส่วนหนึ่งจะตกขอบและดึงไม่ขึ้น ซึ่งอาจได้รับความช่วยเหลือในแง่เงินสงเคราะห์จากรัฐบาล ขณะนี้แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่รัฐกำลังร่างอยู่ได้พยายามนำเอาไทยแลนด์ 4.0 ไปใส่ในยุทธศาสตร์ชาติในอนาคต โดยจะครอบคลุมเรื่องทิศทางและมาตรการที่จะเดิน

กล่าวได้ว่า ไทยแลนด์ 4.0 มีความเกี่ยวข้องกับเราทุกคน เนื่องจากเราคือพลเมืองยุคใหม่ซึ่งจะใช้ชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจ 4.0 ในวันนี้และวันข้างหน้า ดังนั้นในการเตรียมตัวต้องทำตัวให้พร้อมที่จะเป็นพลเมืองที่ฉลาดและมีเหตุผล(ไม่เป็นผู้บริโภคที่ไม่มีเหตุผล) มีศักยภาพในการเป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของหน่วยธุรกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลาง หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบเชื่อมต่อระหว่างหน่วยเศรษฐกิจอื่นๆ ในสังคมท้องถิ่น สังคมไทย และสังคมโลก

สุดท้ายอยากให้ผู้บริหารประเทศได้ตระหนักถึงคำกล่าวของ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา ที่ย้ำให้ทราบว่าการเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ไม่จำเป็นต้องเน้นด้านอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว เพราะอย่างประเทศนิวซีแลนด์เดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรมแบบเกษตรก้าวหน้า ก็สามารถมีรายได้สูงได้ ไทยเองมีข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้ง และที่สำคัญที่สุดประเทศไทยเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ เหมาะกับการทำเกษตร ดังนั้น ต้องฟื้นด้านเกษตรให้ดี และป้องกันการรุกล้ำของเมืองจนถึงขั้นวิกฤติอย่างเด็ดขาด

ชนิตร ภู่กาญจน์

หนุ่มสุราษฎร์ฯเพียรปั่นจักรยาน8วัน ถึงสนามหลวงถวายอาลัยพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243465

หนุ่มสุราษฎร์ฯเพียรปั่นจักรยาน8วัน ถึงสนามหลวงถวายอาลัยพ่อหลวง

หนุ่มสุราษฎร์ฯเพียรปั่นจักรยาน8วัน ถึงสนามหลวงถวายอาลัยพ่อหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 17.58 น.

6 พ.ย.59 เมื่อเวลา 15.30 น. นายพมร เทพสุวรรณ์ ชาวสุราษฎร์ธานี ได้ปั่นจักรยานที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาถึงที่สนามหลวง พร้อมมอบเงินที่มีผู้ร่วมบริจาคระหว่างเดินทางให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อร่วมสมทบทุนให้กับโรงพยาบาลศิริราช ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดย นายพมร กล่าวว่า การปั่นจักรยานครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ความเพียรว่ามีอยู่จริง ตามรอยพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเพียรที่หนึ่ง คือการเพียรจากการสร้างจักรยานขึ้นมาให้ได้ และเพียรที่สอง คือการเพียรจากการปั่นจักรยาน จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อมาถึงกรุงเทพฯ ให้ได้ โดยตนได้ออกเดินทางปั่นจักรยาน ตั้งแต่วันที่ 30  ตุลาคม 2559 ถึงกรุงเทพฯ ในเวลา 15.30 น. วันนี้ (6พ.ย.) ตามความตั้งใจ

เจ้าหน้าที่เข้มความปลอดภัย ปชช.ต้องแสดงบัตรประจำตัวก่อนเข้าสนามหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243434

เจ้าหน้าที่เข้มความปลอดภัย ปชช.ต้องแสดงบัตรประจำตัวก่อนเข้าสนามหลวง

เจ้าหน้าที่เข้มความปลอดภัย ปชช.ต้องแสดงบัตรประจำตัวก่อนเข้าสนามหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.06 น.

6 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศบริเวณท้องสนามหลวง ประชาชนยังคงทยอยเดินมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน โดยในส่วนการรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังทั้งเจ้าหน้าที่ทางทหารและตำรวจรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่โดยทางกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง มีการตั้งจัดคัดกรอง กว่า 8 จุด โดยวันนี้มีการตรวจสอบค่อนข้างเข้ม

ทั้งนี้ ประชาชนจะต้องแสดงบัตรประชาชนทุกคนก่อนเดินทางผ่านเครื่องแสกน และเครื่องตรวจอาวุธ  ทั้งนี้ในส่วน นักท่องเที่ยวจะต้องแสดงพาสปอร์ต ให้เจ้าหน้าที่ได้เห็นชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประชาชนที่ลืมบัตรประชาชนมา จะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ลงทะเบียนแสดงตัวต่อเจ้าหน้าที่ด้วย

ส่วนบรรยากาศทั่วไป ตลอดวันยังคงมีประชาชนเดินทางเข้าแถว รอเข้าถวายสักการะพระบรมศพ อย่างต่อเนื่องตลอดวันแม้จะมีฝนตกในบางช่วงก็ตาม และยังคงมีจิตอาสาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเก็บขยะ หน่วยแพทย์พยาบาลอาสา รวทั้ง การแจกอาหาร และเครื่องดื่มให้กับประชาชน ขณะที่วินมอเตอร์ไซค์จิตอาสายังคงตั้งจุดให้บริการหลายจุด

จนท.เตรียมพื้นที่บวงสรวง ตัด’ไม้จันทน์หอม’ สร้าง’พระบรมโกศ’รัชกาลที่๙ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243401

จนท.เตรียมพื้นที่บวงสรวง ตัด'ไม้จันทน์หอม' สร้าง'พระบรมโกศ'รัชกาลที่๙ (ประมวลภาพ)

จนท.เตรียมพื้นที่บวงสรวง ตัด’ไม้จันทน์หอม’ สร้าง’พระบรมโกศ’รัชกาลที่๙ (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 15.12 น.

จนท.อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เร่งปรับพื้นที่บริเวณไม้จันทน์หอม ต้นที่ 15 ที่ทางกองพระราชพิธี และโหรพราหมณ์สำนักพระราชวัง คัดเลือกเป็นจุดบวงสรวงในพิธีตัดต้นไม้จันทน์หอม ไม้มงคลชั้นสูงเป็นปฐมฤกษ์ เพื่อใช้จัดสร้าง “พระบรมโกศ” ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวง ร.๙” โดยใช้ฤกษ์ 14.09 น. วันที่ 14 พ.ย.ที่จะถึงนี้ โดยต้นไม้จันทน์หอมทั้ง 4 ต้น ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นต้นไม้ที่ยืนต้นตายตามธรรมชาติ มีกลิ่นหอม ลักษณะต้นไม้เปลาตรง ขนาดความโตตั้งแต่ 142 ซม. ไปจนถึง 203 ซม. และมีความสูงตั้งแต่ 11-15 เมตร

6 พ.ย. 59 สืบเนื่องจากที่ นายจำลอง ยิ่งนึก ผู้อำนวยการกองพระราชพิธี สำนักพระราชวัง และนายฉัตรชัย ปิ่นเงิน หัวหน้างานโหรพราหมณ์ นายสมชาย บำรุงทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายชาตรี จันทร์วีระชัย นายอำเภอกุยบุรี และเจ้าหน้าที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ ตลอดจนหน่วยงานเกี่ยวข้องได้สำรวจ และคัดเลือกต้นไม้จันทน์หอม จาก 19 ต้น เหลือเพียง 4 ต้น เมื่อ 3 วันที่ผ่านมา เพื่อใช้จัดสร้างพระบรมโกศ ตกแต่งพระเมรุมาศ และทำดอกไม้จันทน์ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยได้เลือกพื้นที่บริเวณต้นไม้จันทน์หอม ลำดับต้นที่ 15 ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีบวงสรวงตัดต้นไม้จันทน์หอมทั้ง 4 ต้น ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2559 โดยใช้ฤกษ์เวลา 14.09-14.39 น.

ความคืบหน้าล่าสุด นายนิธิ อาจมรรถ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี พร้อมด้วย นายวัฒนา พรประเสริฐ ผู้อำนวยการส่วนอุทยานแห่งชาติ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 สาขาเพชรบุรี ได้สั่งการให้ นายกาญจนพันธ์ คำแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เร่งปรับพื้นที่บริเวณต้นไม้จันทน์หอม ลำดับต้นที่ 10, 11, 14 และต้นที่ 15 รวม 4 ต้น ภายในบริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ด้านหลังของที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ได้เร่งดำเนินการปรับพื้นที่บริเวณโดยรอบต้นไม้จันทน์หอมต้นที่ 15 เพื่อใช้เป็นมณฑลพิธีบวงสรวง และตัดต้นไม้จันทน์หอม โดยเฉพาะจุดด้านหน้าพื้นที่ราบ จะมีการตั้งโต๊ะเครื่องบวงสรวง ตลอดจนเครื่องสังเวยต่างๆ รวมทั้งทำบันไดไม้ชั่วคราวขึ้นไปยังต้นไม้จันทน์หอม ต้นที่ 15 เพื่อให้ นายวุฒิ สุมิตร รองราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการ ซึ่งจะเดินทางมาประกอบพิธีในวันดังกล่าว โดยจะมีการหลั่งน้ำเทพมนต์ เจิมบริเวณต้นไม้จันทน์หอม และลงขวานทองที่ต้นไม้จันทน์หอม ต้นที่ 15 เป็นปฐมฤกษ์ พร้อมโปรยข้าวตอกดอกไม้รอบบริเวณต้นไม้จันทน์หอม และจึงดำเนินการตัดต้นไม้จันทน์หอมที่เหลืออีก 3 ต้น พร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ยังต้องปรับพื้นที่เพื่อที่จะรองรับหน่วยงานราชการต่างๆ ตลอดจนประชาชนที่จะมาร่วมประกอบพิธีบวงสรวงตัดต้นไม้จันทน์หอมในครั้งนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน นายกาญจนพันธ์ คำแหง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี ได้เร่งให้เจ้าหน้าที่สางเถาวัลย์ และไม้เล็กบางส่วนที่ขึ้นปกคลุมบริเวณต้นไม้จันทน์หอมต้นที่ 10, 11, 14 ด้วย เนื่องจากทั้ง 3 ต้น จะต้องดำเนินการตัดต้นไม้จันทน์หอมให้เสร็จสิ้นในช่วงเวลาที่กำหนดเช่นกัน ซึ่งคาดว่าในสัปดาห์หน้านี้ การปรับพื้นที่ทั้งหมดจะดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ต่างพร้อมใจดำเนินการตามขั้นตอน ตั้งแต่การตัด การแปรรูป การลำเลียงขึ้นรถไปส่งมอบจนเสร็จสิ้นให้ลุล่วงเพื่อแสดงความอาลัย และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา อุทยานแห่งชาติกุยบุรี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการสำรวจพบไม้จันทน์หอมยืนต้นตายตามธรรมชาติ บริเวณป่าดิบแล้งเส้นทางศึกษาธรรมชาติ หลังที่ทำการอุทยานแห่งชาติกุยบุรี หมู่ 9 ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 4 ต้น จาก 19 ต้น โดยต้นที่ 10 มีขนาดความโต 175 เซนติเมตร สูง 14 เมตร ปริมาตร 3.41 ลูกบาศก์เมตร , ต้นที่ 11 มีขนาดความโต 178 เซนติเมตร สูง 11 เมตร ปริมาตร 2.77 ลูกบาศก์เมตร , ต้นที่ 14 มีขนาดความโต 203 เซนติเมตร สูง 15 เมตร ปริมาตร 4.92 ลูกบาศก์เมตร และต้นที่ 15 มีขนาดความโต 142 เซนติเมตร สูง 15 เมตร ปริมาตร 2.09 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งทั้ง 4 ต้น เนื้อไม้มีกลิ่นหอมปานกลาง และมีลักษณะไม้เปลาตรงกลม

โดยขณะนี้ นายธัญญา เนติธรรม อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้อนุมัติการตัด และแปรรูปไม้จันทน์หอมแล้ว โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุมการแปรรูปไม้ 3 ราย ประกอบด้วย นายวัฒนา พรประเสริฐ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ประธานคณะกรรมการ นายธีระ เต็มองค์หล้า นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ เป็นกรรมการ และนายพีรวัฒิ สิโรตม์พิพัฒ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ เป็นกรรมการและเลขานุการ หลังจากดำเนินการแปรรูปไม้เสร็จแล้วจะดำเนินการส่งมอบไม้จันทน์หอมทั้งหมดให้แก่สำนักพระราชวัง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

อนึ่ง ความสำคัญสำหรับอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีการตัดต้นไม้จันทน์หอมไปใช้ในงานพระราชพิธีพระบรมศพ ทั้งสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และครั้งนี้ไปใช้ในพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สำหรับไม้จันทน์หอม จัดเป็นไม้หายาก มีค่ามีอยู่ในภูมิภาคแถบนี้เท่านั้น ทั้งในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เป็นไม้โตช้า ลำต้นไม่ใหญ่มากนัก คนโบราณจัดว่า “ไม้จันทน์หอม” จัดเป็นไม้มงคลชั้นสูงที่มีกลิ่นหอมในทุกส่วนของลำต้น ไม่ว่าจะเป็นแก่น เปลือก กระพี้ เหตุเพราะไม้จันทน์หอม มีความหอมไม่ว่าจะเป็นหรือตาย จึงเปรียบเหมือนคนเมื่อเกิดมาทำความดี ตายแล้วก็ยังมีความดีอยู่ คนโบราณจึงนำไม้จันทน์หอมมาเผาศพเรียกว่า “ดอกไม้จันทน์” จนถึงปัจจุบันนี้

สำหรับไม้จันทน์หอม ซึ่งใช้ในงานพระราชพิธีนับแต่สมัยพุทธกาล และพบประวัติการใช้ไม้จันทน์หอมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยที่ผ่านมา มีการนำมาสร้างพระโกศ และพระเมรุมาศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพตราบถึงปัจจุบันนี้

พสกนิกรเนื่องแน่น! ถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243399

พสกนิกรเนื่องแน่น! ถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

พสกนิกรเนื่องแน่น! ถวายสักการะพระบรมศพ (ประมวลภาพ)

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 14.46 น.

6 พ.ย.59 ที่พระบรมมหาราชวัง มีการเปิดให้พสกนิกรชาวไทยเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ต่อเนื่องเป็นวันที่ 9 โดยตั้งแต่เวลา 05.00 น. เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง อนุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ ผ่านทางประตูวิเศษไชยศรี ประตูพิมานไชยศรี พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งมีประชาชนมารอต่อเข้าแถวเตรียมเข้าถวายบังคมเป็นจำนวนมาก

โดยในวันนี้ได้มีสมาชิก สมาคมกีฬาจักรยาน ทุกเพศทุกวัยกว่า 300 คน นำโดย นางสุดา ทวีกาญจน์ นายกสมาคมกีฬาจักรยาน จ.ราชบุรี ได้ปั่นจักรยานมาจาก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ตั้งแต่เวลา 05.00 น. ก่อนเดินทางมารวมตัว ที่บริเวณนอกกำแพง ฝั่งทิศตะวันตก ของพระบรมมหาราชวัง เพื่อร่วมถวายสักการะพระบรมศพ ทั้งนี้พสกนิกรจากราชบุรี ได้นำพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมดอกไม้สีขาว เตรียมนำมาวางไว้ที่ริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง ก่อนที่ทั้งหมดก้มลงกราบภาพพระบรมฉายาลักษณ์อย่างพร้อมเพรียง จากนั้นยังได้ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ระหว่างที่ร้องหลายคนนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ชูเหนือเกล้าแล้วหลั่งน้ำตาไปด้วยความอาลัย เสร็จแล้วทั้งหมดยังได้ยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 89 วินาที

นายกสมาคมกีฬาจักรยาน จ.ราชบุรี กล่าวว่า ครั้งหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมพสกนิกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ตลาดบ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อวันที่ 13 ก.ย.2479 พร้อมพระราชทานความช่วยเหลือเป็นเงินให้รายละ 1 แสนบาท พระมหากรุณาธิคุณครั้งยิ่งใหญ่นี้ประทับอยู่ในความทรงจำของประชาชนในตลาดบ้างโป่งมิรู้ลืม ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่เตรียมมาวันนี้ ก็เป็นภาพพระราชกรณียกิจ ในวันเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรที่ประสบภัยใน อ.บ้านโป่ง ดีใจที่ได้มารวมตัวสำนึกในพระบรมากรุณาธิคุณ เพื่อถวายสักการะพระบรมศพในวันนี้