ทอท. ได้รับการประเมิน ‘ดีเลิศ’ จากการกำกับดูแลกิจการ บ.จดทะเบียน ปี 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 12:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789212

 

ทอท. ได้รับการประเมินระดับ “ดีเลิศ” จากการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนประจำปี 59 ทั้งยังเป็น 1 ใน 49 บริษัทที่ได้รับการประเมินผลที่ดีที่สุด ในกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท …

วันที่ 21 พ.ย. 59 นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. กล่าวว่า ทอท. ได้เข้าร่วมโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2559 (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies 2016) ซึ่งดำเนินการโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai Institute of Directors Association : IOD) ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีการสำรวจและวัดผลการกำกับดูแลกิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปรียบเทียบกับมาตรฐานสากล และเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย และมาตรการในการพัฒนาการกำกับดูแลกิจการ รวมทั้งนำผลการศึกษาไปวิเคราะห์เปรียบเทียบให้เกิดผลการพัฒนาองค์กรให้ดีขึ้นต่อไป ซึ่งในปีนี้ มีบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการกว่า 600 บริษัท และ ทอท. ได้รับการประเมินให้เป็น 1 ใน 80 บริษัท ที่ได้รับผลคะแนนในภาพรวมอยู่ในช่วง 90–100 คะแนน หรืออยู่ในระดับ “ดีเลิศ” และเป็น 1 ใน 49 บริษัท ที่ได้รับการประเมินผลที่ดีที่สุดในกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดมากกว่า 10,000 ล้านบาท (Top Quartile)

ทั้งนี้ ทอท. ได้เข้าร่วมโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งใน ปี 2553–2556 ทอท. ได้รับการประเมินอยู่ในระดับดีเลิศ และปี 2557–2558 ทอท. ได้รับการประเมินอยู่ในระดับดีมาก

 

เช้าวันจันทร์ ราคาทองเปิดตลาดคงที่ รูปพรรณขายบาทละ 20,950

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 09:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789007

 

ทองเปิดตลาดวันที่ 21 พ.ย. 59 ราคาคงที่ ทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350 ขายออกบาทละ 20,450 รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 ขายออกบาทละ 20,950 บาท …

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 59 สมาคมค้าทองคำ รายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 เมื่อเวลา 09.21 น. ราคาคงที่ ส่งผลให้ราคาทองแท่งรับซื้อบาทละ 20,350.00 บาท ขายออกบาทละ 20,450.00 บาท รูปพรรณรับซื้อบาทละ 19,980.88 บาท ขายออกบาทละ 20,950.00 บาท

 

กลุ่มลับโผล่ ลิงค์เถื่อนผุด! ไขข้อข้องใจปมปิดโคตรฮิต ทีวีไทยชักใยเบื้องหลัง?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/787936

 

อาจุมม่าแสนใจดีกลับหนีหน้า
Besee จ๋าหายไปไหนฉันเฝ้าห่วง
มาวันนี้วิกฤตินักเจ็บทั้งทรวง
แอบลับลวงไล่ล่าหาซับไทย
เว็บแปลไวภาษาใช่ถูกจริต
แสนหายากสุดฤทธิ์พลิกเน็ตหา
สามีรักลีมินโฮเพิ่งจะมา
โอปป้าจ๋ารอ ‘โคตรฮิต’ หวนชิดเชย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์…

คอซีรีส์เกาหลีทั่วประเทศสุดเจ็บปวด หลังเว็บไซต์แปลซับไตเติลชื่อดังอย่าง “โคตรฮิต” ประกาศยุติแปลซีรีส์อย่างเป็นทางการ เหตุเพราะสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีเริ่มขยับแข้งขยับขา และส่งสัญญาณเตือนทางกฎหมายมาถึง “โคตรฮิต” เว็บไซต์ดังขวัญใจของพี่น้องคอซีรีส์

โดยในช่วงก่อนหน้านี้ มีข่าวลือข่าวหลอกออกมามากมายว่า เว็บไซต์ฉายซีรีย์เกาหลีแบบถูกกฎหมาย (VIU) ได้ทาบทามทีมแปลของโคตรฮิตให้ไปร่วมทีม ซึ่งข่าวดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ออกไปต่างๆ นานาว่า “จะรอชมผลงานของโคตรฮิตต่อไป”, “โคตรฮิตต้องทำออกมาได้ดีแน่ๆ” หรือแม้กระทั่งความคิดเห็นที่ว่า “การยุติแปลซับของโคตรฮิต เป็นเพราะทีมงานจะย้ายไปทำงานกับ VIU หรือไม่?”


อำลาโคตรฮิต

ต้นตอข่าวลือ

ไม่นานนัก ความเคลือบแคลงสงสัยต่างๆ นานา ก็ถูกคลี่คลายออกไป ภายหลังจากคอซีรีส์เกาหลีผู้หนึ่งได้ตัดสินใจส่งข้อความไปสอบถามทีมงานโคตรฮิต ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก “โคตรฮิต kodhit.com” ซึ่งคอซีรีส์เกาหลีผู้นี้ได้รับคำตอบจากแอดมินกลับมาสั้นๆ ว่า “ข่าวปลอมนะคะ”


ข่าวปลอม

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ทีมงานของเว็บไซต์โคตรฮิต เพื่อซักถามเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่สังคมกำลังให้ความสนใจ แต่ได้รับคำตอบจากทีมงานกลับมาสั้นๆ เช่นกันว่า “ต้องขอโทษด้วยนะคะ ไม่สะดวกค่ะ”

คลายข้อสงสัย ทีวีไทยอยู่เบื้องหลังเว็บดังยุติแปลหรือไม่?

ในขณะเดียวกัน ยังมีอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่คอซีรีส์เฝ้าสงสัย และแสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า “สถานีโทรทัศน์ของไทยบางช่อง (ที่ซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์เกาหลีมาฉาย) อาจเป็นผู้สะกิดเตือนไปยังเจ้าของลิขสิทธิ์ เพราะหวังให้ผู้ชมหันมาดูซีรีส์จากช่องของตัวเองเพิ่มมากขึ้น”

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ในฐานะสถานีโทรทัศน์ช่องสำคัญที่นำซีรีส์เกาหลีมาฉายแบบสดใหม่ หรือช้ากว่าเกาหลีเพียงเล็กน้อย โดย ดร.องอาจ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ข่าวลือที่ว่า สถานีโทรทัศน์อยู่เบื้องหลังการยุติแปลซับไทยนั้น ในส่วนของช่องเรา เราไม่ได้มีความเกี่ยวข้องแต่อย่างใด และโดยส่วนตัวมองว่า คนที่ประกอบอุตสาหกรรมทีวีไม่มีใครสนใจเรื่องนี้ และเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ใครเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้”


ดร.องอาจ สิงห์ลำพอง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8

เมื่อโคตรฮิตหยุดแปลซับ อาจไปช่วยกระตุ้นยอดผู้ชมให้กับทางช่องหรือไม่? ผู้สื่อข่าวถาม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8

ผู้บริหารช่อง 8 ตอบว่า “กรณีการยุติแปลซับไตเติลของเว็บฯ ดัง คาดการณ์ว่า อาจจะช่วยกระตุ้นเรตติ้งได้ไม่มาก เพราะพฤติกรรมคนที่ดูออนไลน์ เขาก็จะเสพสื่ออยู่บนออนไลน์เสียเป็นส่วนใหญ่ บางทีเขาไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมมาเสพสื่อผ่านหน้าจอทีวีเลย บางคนเขาไม่ถนัดที่จะดูทีวี เขาก็ไม่เอา เขาไม่ยอมดูอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เว็บฯ ดังปิดไป ก็ไม่ช่วยอะไรเท่าใดนัก”

ในช่วงก่อนหน้านี้ ช่อง 8 ออกอากาศซีรีส์เกาหลีทั้งในแบบที่ล่าช้ากว่าเกาหลีราว 2-3 ตอน หรือในแบบรวดเร็วชนิดว่า ซีรีส์บางเรื่องของเกาหลียังฉายไม่จบตอน แต่ช่อง 8 นำตอนที่เกาหลีกำลังฉายอยู่มาฉายในไทยแล้ว ความแตกต่างในเรื่องของระยะเวลาดังกล่าว มีผลต่อยอดผู้ชมหรือไม่? ผู้สื่อข่าวถามแทนใจคอซีรีส์

ดร.องอาจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 ตอบกลับว่า “ระยะห่างในแง่ของเวลานั้น มีผลต่อเรตติ้งระดับหนึ่ง แต่นอกจากเรื่องเรตติ้ง เรายังได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ชมว่า เราสามารถทำได้ เราสามารถนำซีรีส์เกาหลีที่เขาปิดกล้องแล้ว ตัดต่อเสร็จแล้วมาเข้ากระบวนการแปล, พากย์ และทำซับไตเติลได้ภายในระยะเพียง 2-3 วันก่อนออกอากาศ ซึ่งก่อนหน้านี้ ในประเทศไทยไม่มีใครคิดถึงเรื่องความสดใหม่นี้เลย บางเรื่องช้ากว่าเกาหลีนาน 1-2 ปีด้วยซ้ำ และในวันนี้ เมื่อเราเข้ามาจับกระแสเกาหลี เราก็ได้ค้นพบว่า ถ้าจะให้เกิดผล ต้องแบบนี้ เขาฉายปุ๊บ เราฉายปั๊บ”


“สำหรับซีรีส์บางเรื่องที่เราฉายล่าช้ากว่าเกาหลี 2-3 ตอนนั้น มาจากข้อจำกัดในเรื่องที่ว่า 1.ซีรีส์เกาหลีเขามักจะถ่ายไปออนไป 2.มีหลายเจ้าหลายชาติที่ขอซื้อลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้น ก็ต้องวนกันซื้อ 3.ช่วงเวลาในการออกอากาศของเกาหลีก็ไม่ค่อยตรงกับผังของทางช่อง” ดร.องอาจ แจกแจง

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวสะกิดถามถึงเรื่องราคาของซีรีส์เกาหลีแต่ละเรื่อง ดร.องอาจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์ช่อง 8 แย้มว่า “ไม่สามารถบอกเป็นตัวเลขได้ แต่เอาเป็นว่า ราคาต่ำกว่าผลิตละครไทย 2-3 เท่าตัว”


ขณะที่ นายพลากร สมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 กล่าวตอบข้อซักถามปมเว็บฯ ดังยุติแปลซับไตเติลว่า “ผมไม่มีความเห็นในเรื่องนี้ แต่เห็นคนพูดถึงกันอยู่ ตอนนี้อยู่ในช่วงที่จับตาดูสถานการณ์ของผู้ชมไปสักระยะก่อน”

“ซีรีส์ที่นำมาฉายในช่วงก่อนหน้านี้ อย่างเรื่องชีวิตเพื่อชาติ รักนี้เพื่อเธอ นับว่าเรตติ้งดี  ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ในเรื่องของราคาซีรีส์เกาหลีนั้น บอกได้ว่า ราคาก็จะแตกต่างกันออกไป แต่ไม่ขอเปิดเผยตัวเลข” นายพลากร กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 กล่าว


นายพลากร สมสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

เปิดกลุ่มลับ แชร์รัก แชร์ลิงค์!

แม้ว่าเว็บไซต์แปลซับไตเติลหลักอย่างโคตรฮิต หรือเว็บไซต์อื่นๆ จะเริ่มยุติการแปลไปแล้วก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวนั้น ไม่สามารถหยุดกระบวนการละเมิดลิขสิทธิ์ซีรีส์เกาหลีได้แม้แต่น้อย เนื่องจากพลังของคอซีรีส์เกาหลียังคงเสาะแสวงหาช่องทางเสพซีรีส์อื่นๆ อย่างไม่ย่อท้อ โดยผู้สื่อข่าวพบว่า คอซีรีส์หลายต่อหลายท่านมีการเปิดกลุ่มลับผ่านช่องทางโซเชียลฯ ต่างๆ เช่น (กลุ่มหรือเพจ)เฟซบุ๊ก, (กลุ่ม)ไลน์ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยกันแชร์แหล่งเสพซีรีส์เกาหลีแห่งใหม่

จากการสำรวจเบื้องต้นของผู้สื่อข่าว พบว่า คอซีรีส์เกาหลีต่างมีความกังวลว่า ลิงค์เว็บไซต์ดูซีรีส์จะถูกปิด และกลุ่มลับจะถูกปิดตามไปด้วย ดังนั้นเหล่าผู้ดูแลภายในกลุ่มต่างๆ จึงวิงวอนให้สมาชิกทำตามกติกา คือ อย่าแชร์ลิงค์ออกไปนอกกลุ่ม แต่สุดท้าย เหล่าผู้ดูแลก็ไม่สามารถห้ามปรามได้ เพราะยังมีสมาชิกจากในกลุ่มแชร์ลิงค์ออกไปอย่างต่อเนื่อง


เว็บฯ ใจดีแปลฟรีให้ดู (แต่ได้ค่าโฆษณา) โทษหนัก จำคุกนาน 4 ปี ปรับ 8 แสน

ด้วยเหตุนี้ น.ส.นุสรา กาญจนกูล ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย กรมทรัพย์สินทางปัญญา จึงกล่าวถึงกรณีเว็บไซต์ต่างๆ ที่พยายามแปลซับไตเติลซีรีส์เกาหลีเป็นภาษาไทย โดยไม่ขออนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์ว่า การกระทำเช่นนี้ ถือว่าเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558 ฉบับแก้ไขใหม่ ใน 2 ฐานความผิด คือ 1.การทำความผิดในการทำซ้ำ ดัดแปลงในการแปลภาษาเกาหลีเป็นภาษาไทย และ 2.การทำความผิดโดยการนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยไม่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์


นอกจากนี้ หากเจ้าของเว็บที่นำซีรีส์เกาหลีมาให้ชมฟรี และมีการได้รายได้จากค่าโฆษณาและทำการค้า จะมีโทษทั้งทางแพ่งและอาญา โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี หรือปรับตั้งแต่ 1 แสน ถึง 8 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากไม่ทำเพื่อการค้า มีโทษปรับตั้งแต่ 2 หมื่น ถึง 2 แสนบาท ส่วนโทษทางแพ่งถือเป็นความผิดส่วนตัว เจ้าของสิทธิ์ที่เป็นผู้เสียหายจะเป็นผู้เรียกร้อง โดยศาลจะให้ชดเชยตามความเสียหายจริงตามที่พิสูจน์ได้ และสามารถตกลงยอมความกันได้ แต่หากตกลงกันไม่ได้ กรมฯ มีบริการรับไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้



อ.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์และคอมพิวเตอร์
อ้าว! คนที่มาลงโฆษณา ผิดไปด้วยไหม?

เมื่อพูดถึงรายได้ของเว็บฯ เถื่อน ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า แหล่งเงินทุนหลักมาจากผู้ลงโฆษณา เพราะฉะนั้นคำถามที่ตามมาก็คือ ผู้ที่ลงโฆษณามีความผิดไปด้วยหรือไม่? อ.ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์และคอมพิวเตอร์ กล่าวตามข้อกฎหมายว่า “ผู้ลงโฆษณา มีโทษเช่นกัน”

“มีความผิดครับ เพราะถือว่าเป็นการสนับสนุนการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่สิ่งที่น่ากังวลอย่างมากก็คือ ไม่มีใครเอาเรื่องกับบริษัทเหล่านี้เลย บวกกับผู้บังคับใช้กฎหมายไม่มีการติดตาม ทั้งๆ ที่ผู้ลงโฆษณาคือ ท่อน้ำเลี้ยงหลักของเว็บฯ ละเมิดลิขสิทธิ์ หากบีบท่อน้ำเลี้ยงได้ เว็บฯ ละเมิดลิขสิทธิ์ก็อยู่ไม่ได้” อ.ไพบูลย์ กล่าวถึงสภาพปัญหา

อย่างไรก็ตาม การกระทำของผู้ลงโฆษณานั้น เสมือนเป็นการสนับสนุนให้เว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะฉะนั้นผู้สนับสนุนจะได้รับโทษหนึ่งในสามของความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไป ซึ่งความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วไปจะมีตั้งแต่ปรับ 80,000 บาท 100,000 บาท 300,000 บาท หรือจำคุก


อ้าว! คนดู ผิดไปด้วยไหมเนี่ย?

โดนหางเลขมาถึงสปอนเซอร์ลงโฆษณา แล้วผู้ชมตาดำๆ จะผิดไหม? อ.ไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายลิขสิทธิ์และคอมพิวเตอร์ ไขข้อข้องใจในเรื่องดังกล่าวว่า ผู้ที่เข้าไปชมภาพยนตร์ หรือชมซีรีส์เกาหลีในเว็บไซต์แปลซับไตเติลนั้น ไม่ถือว่าเป็นความผิด เนื่องจากผู้ชมไม่ได้นำมาทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน จึงเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2558

“แม้ว่าโคตรฮิตจะออกมาแถลงเช่นนี้ ก็ไม่ถือว่าจะช่วยอะไรเขาได้ เนื่องจากซีรีส์เก่าๆ ที่ทีมงานเคยแปล ยังถูกเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งอันที่จริงแล้ว เขาควรจะลบออก เพราะตราบใดที่ซีรีส์ยังเผยแพร่อยู่ หรือกดคลิกดูได้ ก็นับว่าผิดกฎหมายอยู่ดี” อ.ไพบูลย์ แสดงความเป็นห่วง.

สุดท้าย
“ผิด” กับ “รัก”
คุณเท่านั้นที่จะต้อง
“แยกแยะ” และ “เข้าใจ”…


กระหน่ำลดราคาสินค้าทั่วประเทศ ตรึงค่าครองชีพกระตุ้นเศรษฐกิจ!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788772

 

“พาณิชย์” เตรียมจับมือห้าง ร้านค้าส่งค้าปลีกกว่า 1.35 หมื่นสาขาทั่วประเทศ ลดราคาขายสินค้าพร้อมกันทั้งประเทศช่วงปลายปีนี้ 20–80% หวังลดค่าครองชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี พร้อมดึงโชห่วยร่วมลดราคาให้ชาวบ้านด้วย

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในหารือร่วมกับผู้ประกอบการสินค้า ห้างค้าปลีกสมัยใหม่ ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าส่งค้าปลีก เพื่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและลดราคาสินค้าพร้อมกันทั่วประเทศ โดยเป้าหมายจะลดราคาตั้งแต่ 20-80% คาดว่าจะมีจำนวนสาขาของห้างและร้านค้าต่างๆ เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 13,500 สาขาทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยและนักท่องเที่ยวได้จับจ่ายซื้อหาสินค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าครองชีพแล้ว ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสุดท้ายของปีนี้ต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้า

“กระทรวงได้ร่วมมือกับห้าง ร้านค้าต่างๆ จัดกิจกรรมลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยได้เริ่มจัดตั้งแต่ช่วงปลายปี 58 มาจัดอีกครั้งช่วงเปิดเทอมเดือน เม.ย.-พ.ค. ต่อด้วยไทยแลนด์ ช็อปปิ้ง เฟสติวัล เดือน ส.ค.-ก.ย. รวมถึงช่วงวันเกิดกระทรวงพาณิชย์ เดือน ส.ค. นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะจัดอีกครั้งในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ น่าจะเป็นการจัดงานลดราคาที่ลดพิเศษสุดๆ ส่งท้ายปี” นางอภิรดีกล่าว

สำหรับการลดราคาสินค้าจะไม่ใช่นำสินค้าเก่า หรือสินค้าที่ขายไม่ออก มาลดราคาล้างสต๊อก แต่จะเป็นสินค้าปกติ และสินค้าใหม่ที่ผู้ประกอบการได้จัดเตรียมไว้สำหรับการขายเพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่ ได้แก่ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปหารือร่วมกับร้านค้าส่งค้าปลีกที่อยู่ในการส่งเสริม เพื่อให้เข้ามาร่วมจัดกิจกรรมลดราคาสินค้าครั้งนี้ด้วย เพราะตามปกติจะร่วมมือกันจัดงาน “ค้าส่งรวมใจ โชห่วยไทยคู่สังคม” อยู่แล้ว โดยขอให้ในช่วงเดือน ธ.ค.นี้ จัดเป็นพิเศษให้มากกว่าทุกครั้ง เพื่อลดราคาสินค้าให้กับลูกค้าที่อยู่ในชุมชน และให้เน้นการลดราคาสินค้าที่ชาวบ้านจำเป็นต้องใช้ เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน น้ำยาปรับผ้านุ่ม ยาสีฟัน ยาสระผม เป็นต้น

พร้อมกันนั้นยังได้ขอความร่วมมือให้ห้างและร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ จัดกิจกรรมพิเศษและกิจกรรมส่งเสริมการขายกระตุ้นให้มีการซื้อข้าวเพิ่มขึ้น ทั้งการให้ส่วนลดในการซื้อข้าว การใช้ข้าวเป็นของขวัญ ของชำร่วย สำหรับเทศกาลปีใหม่ เพื่อกระตุ้นให้มีการซื้อข้าวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยเหลือชาวนาได้อีกทางหนึ่ง

“การจัดกิจกรรมลดราคาสินค้าเป็นการช่วยเหลือคนไทยในด้านการลดค่าครองชีพและจะได้มีสินค้าไปมอบเป็นของขวัญปีใหม่ แต่กระทรวงก็อยากกระตุ้น ให้คนไทยรู้จักฉลาดซื้อประหยัดใช้ โดยเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ และซื้อสินค้าในช่วงจังหวะที่มีการจัดลดราคา ก็จะได้สินค้าในราคาถูกกว่าปกติ เหมือนที่กระทรวงกำลังร่วมมือกับห้าง ร้านค้าส่งค้าปลีกจัดในเร็วๆนี้” นางอภิรดีกล่าว

ส่วนการจัดงานลดราคาสินค้าในช่วงปลายปี 58 มีจำนวนสาขาของห้างและร้านค้าต่างๆเข้าร่วมประมาณ 13,000 สาขามีเงินสะพัดประมาณ 50,000 ล้านบาท และการจัดงานปีนี้มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น คาดว่าจะมีเงินสะพัดเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วย.

 

ไทยลุ้นหลุดใบเหลืองไอยูยู! ส่งคณะทำงานชุดเล็กบินรายงานผลอียูเป็นระยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788767

 

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้เชิญกระทรวงแรงงานมาบรรยายสรุปความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาแรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะส่งคณะทำงานชุดเล็ก ซึ่งประกอบด้วย นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เป็นหัวหน้าคณะ รวมทั้งกรมเจ้าท่า และกระทรวงแรงงานเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่สหภาพยุโรป (อียู) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม วันที่ 22 พ.ย.นี้ เพราะเรื่องแรงงานถือเป็นข้อกังวลที่อียูได้ตั้งข้อสังเกตไว้ หลังคณะกรรมาธิการประมงของรัฐสภายุโรป (PECH) มาตรวจสอบการแก้ปัญหาไอยูยูของไทย

ทั้งนี้ การส่งคณะทำงานชุดเล็กไปรายงานความคืบหน้าอย่างไม่เป็นทางการให้แก่อียูเป็นระยะๆ นับเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของรัฐบาลไทย ที่จะแสดงท่าทีในการแก้ไขปัญหาไอยูยูอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อการพิจารณาปลดใบเหลืองของอียู ที่จะมีขึ้นในเดือน ม.ค.60 “ผมได้วางยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาไอยูยูใหม่ โดยได้ตั้งคณะทำงานชุดเล็กที่มีประมาณ 5 คน ขึ้นมา เพื่อรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไอยูยูอย่างไม่เป็นทางการไปยังอียูอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากที่รัฐบาลต้องส่งเอกสารอย่างเป็นทางการไปให้อียูตรวจสอบและหารือทุกๆ 6 เดือนอยู่แล้ว คณะทำงานชุดนี้ต้องรักษาความเชื่อมโยงกับอียูอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าทำแบบเดิมต่อไปอาจทำให้อียูไม่ได้รับทราบข้อมูลและรายละเอียดจากฝั่งไทยต่อเนื่องนัก ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาไอยูยูของไทย”

ทั้งนี้ การจัดทำแผนประมงเพื่อความยั่งยืน โดยการปรับโครงสร้างกรมประมงจะแล้วเสร็จตามแผนการทำงาน หรือโรดแม็ป ภายในเดือน ธ.ค.59 หลังจากที่ภาคประมงของไทยได้รับใบเหลืองจากอียูมากกว่า 1 ปี ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขกฎระเบียบและการปฏิบัติให้ภาคประมงไทยทำประมงแบบยั่งยืนและตรวจสอบได้ รวมถึงการเขียนกฎระเบียบและกฎหมายใหม่เพื่อรองรับการขจัดปัญหาการทำประมงให้เกิดความยั่งยืน จำนวน 89 ฉบับ.

 

เศรษฐศาสตร์ “ต้นแบบ” ในรัชกาลที่9 พระอัจฉริยภาพเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788306

 

เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช 9 นักเศรษฐศาสตร์จาก “สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์” ได้นำเสนอบทความ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับเศรษฐศาสตร์”

“ทีมเศรษฐกิจ” เห็นว่าเนื้อหาที่ทั้ง 9 นักเศรษฐศาสตร์นำเสนอนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการตกผลึกแห่งพระปรีชาสามารถของในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงขอคัดลอกเนื้อหาบางส่วนของ “บทความ” ดังกล่าวเพื่อนำเสนอดังนี้…

ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับเศรษฐศาสตร์
ปิติ ดิษยทัต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถเห็นได้ทั้ง 3 องค์ประกอบ ด้านแรก การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พระองค์ท่านได้ทรงเป็นแบบอย่างในการนำความรู้และประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์เข้ากับนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การบริหารจัดการน้ำหรือเกษตรทฤษฎีใหม่

ด้านที่สอง พระองค์ทรงนิยามอรรถประโยชน์ในความหมายกว้างว่า เป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งด้านวัตถุ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลว่า การพัฒนาที่สมบูรณ์ต้องไม่เพียงมุ่งเน้นแต่การสร้างรายได้ แต่ต้องคำนึงให้ “ชีวิตของแต่ละคน มีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข”

ระบบแรงจูงใจนั้น พระองค์ทรงประยุกต์หลักปรัชญาของพระพุทธศาสนาวางกรอบการปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง เน้นความเอื้ออารี สามัคคี การมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความหมายและความสุขที่แท้จริงของผู้คนบนพื้นฐานความพอดี และรู้จักควบคุมตนเอง สร้างความเข้มแข็งของชุมชน …ดังพระราชดำรัสเมื่อปี พ.ศ.2538 ว่า “สังคมใดก็ตาม ถ้ามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน สังคมนั้นย่อมเต็มไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ มีความร่มเย็นเป็นสุข น่าอยู่”

เป็นความมหัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกและเป็นแรงบันดาลใจแก่ปวงชนชาวไทยตลอดไป

ศาสตร์พระราชากับการแก้ปัญหาความยากจน
สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ

“ศาสตร์พระราชา” คือ แนวทางการพัฒนาที่มีความลุ่มลึกรอบด้านมองการณ์ไกล และเน้นความยั่งยืนมายาวนานก่อนที่ประชาคมโลกจะมาตื่นตัว เป็นแนวทางการพัฒนาที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกหมู่เหล่า

ความโดดเด่นของศาสตร์พระราชา คือ แนวปฏิบัติที่มีกระบวนการที่มีเอกลักษณ์คำนึงถึงบริบททางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละพื้นที่ แก้ปัญหาแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการของคนในพื้นที่ ตามหลักการทรงงานข้อที่ว่าการพัฒนาต้อง “ระเบิดจากภายใน”

ตัวอย่างเรื่องเอกลักษณ์การทำงานตามแนวศาสตร์พระราชา คือ การแบ่งเป้าหมายเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ เพื่ออยู่รอด (Survival) พึ่งตนเอง (Self-reliance) และยั่งยืน (Sustainable) ดังผู้ที่ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินเล่าว่าพระองค์ท่านมักตรัสถามชาวบ้านว่า “พอมีพอกิน” หรือไม่ แสดงว่าพระองค์ท่านทรงมีลำดับขั้นการพัฒนาที่ชัดเจน และยังหมายถึงการเอาใจใส่ต่อคนจนที่สุด (Poorest of the poor) ซึ่งมักถูกละเลยโดยภาครัฐและกลไกตลาด

อีกความโดดเด่นของศาสตร์พระราชาคือ การค้นคว้าวิทยาการเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่นักพัฒนายุคหลังเห็นตรงกันว่าคือองค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กษัตริย์แห่งนวัตกรรม
โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

“…การเกษตรนี่มีความสำคัญยิ่ง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่าเราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่ลง…การเกษตรนั้นไม่ใช่เฉพาะการเอาเมล็ดผักไปหยอดในร่องแล้วมันจะขึ้นมาเป็นผลผลิตที่เหมาะสมได้ หากแต่ต้องอาศัยวิชาการอย่างอื่นทุกด้าน…”

พระบรมราโชวาทข้างต้นสะท้อนถึงการบูรณาการหลักเศรษฐศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆที่ทรงศึกษา ทรงทดลอง และทรงเข้าพระราชหฤทัย ถึงการพัฒนาการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาครัวเรือน ชุมชน สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงพลิกฟื้นพื้นที่เกษตรหลายล้านไร่ทั่วประเทศให้อุดมสมบูรณ์และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยกว่า 1 ใน 5 ให้กินดีอยู่ดี และพร้อมที่จะแข่งขันในระบบตลาดได้ ผ่านโครงการในพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการและนวัตกรรมที่จดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยกว่า 10 ชิ้น พระบรมราโชวาทและผลการศึกษาของพระองค์ท่านได้สร้างหลักคิดและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน

คงจะดีไม่น้อยหากทุกภาคส่วนน้อมนำปรัชญาและแนวปฏิบัติของพระองค์ไปทบทวนวางนโยบาย และการพัฒนาการเกษตรไทย เพื่อการพัฒนาการเกษตรและชุมชนไทยอย่างยั่งยืนสมดังพระราชปณิธาน


การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ ประจำธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อให้ประชาชนมีทักษะ สามารถพึ่งพาตนเอง และจัดการปัญหาของส่วนรวมได้ ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาการศึกษา ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกระดับทุกประเภท มีตัวอย่างมากมาย

โครงการในพระราชดำริ ยังสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดให้พสกนิกรนำไปใช้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีความจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาประเทศในระยะแรก อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่าง และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมง เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรได้นำเอาองค์ความรู้ไปปรับใช้กับสภาพปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้

ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาความเป็นอยู่ของประชาชนไทยดีขึ้นมาก ประเทศไทยได้พัฒนาจากประเทศรายได้ต่ำไปเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง เด็กเกือบทุกคนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา แต่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น การขยายโอกาสทางการศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยกระดับไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้แรงงานไทยมีศักยภาพสร้างนวัตกรรม มีทักษะใช้และรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่าง

ในหลวงกับวิสาหกิจเพื่อสังคม
ภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสะท้อนผ่านกระแสพระราชดำรัสและพระราชกรณียกิจนานัปการ ตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยการพัฒนามุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่คงทน ที่จะทำให้ประชาชนสามารถยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตนเองในระยะยาว

หน่วยธุรกิจในลักษณะวิสาหกิจเพื่อสังคมถูกนำมาใช้เป็นองค์ ประกอบสำคัญสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคนไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของวิสาหกิจเพื่อสังคมของพระองค์เพื่อนำมาใช้เป็นแบบ อย่าง อย่างบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2537 มีจุดเริ่มต้นที่เกี่ยวพันกับพระราชกรณียกิจในช่วงปี พ.ศ.2512 ที่ทรงต้องการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ จึงมีพระราชดำริส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกฝิ่น อาทิ ท้อ ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล มันฝรั่ง เป็นต้น

การดำเนินการของโครงการหลวงสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนให้หันมาปลูกพืชทดแทนได้ แต่ก็เกิดปัญหาในการจัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตดังกล่าว พระองค์จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขจนนำมาซึ่งการจัดตั้งบริษัทดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ดำเนินการด้านการตลาดให้กับผลผลิตทางการเกษตรในโครงการหลวงอย่างครบวงจร โดยมิได้มุ่งหวังผลกำไร

อาจกล่าวได้ว่าการจัดตั้งบริษัทเป็นเสมือนการเติมเต็มในสิ่งที่ขาดให้กับโครงการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลให้โครงการดังกล่าวสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืนในทุกองค์ประกอบ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับนโยบายการคลัง
อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง…เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนหลักความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ถือเป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินนโยบายการคลังได้อย่างดียิ่ง สอนให้ผู้บริหารประเทศตั้งอยู่บนความพอดี ไม่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป ใช้ความสมเหตุสมผลในการดำเนินโครงการสาธารณะ เช่น ควรมีการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility study) อย่างรอบคอบ บนความเป็นจริงและเปิดเผยให้สาธารณชนตรวจสอบได้

ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ.2540 “จะทำโครงการอะไร ก็ต้องนึกถึงขนาดที่เหมาะสมที่เรียกว่าอัตภาพ หรือกับสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นการที่จะทำโครงการอะไรจะต้องทำด้วยความรอบคอบและอย่าตาโตเกินไป”

“มีเหตุผล” คือ คิดไตร่ตรองผลกระทบอย่างรอบด้าน สำคัญยิ่งสำหรับการออกแบบมาตรการการคลังเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ชี้ว่า เราไม่ควรจะมุ่งหวังแค่เพียงผลลัพธ์ในรูปตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ควรที่จะคำนึงถึงผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ.2536 “ทฤษฎีว่าถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่าจริง ตัวเลขดี แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง”

“มีภูมิคุ้มกัน” คือ สร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งจากภายใน ลดความอ่อนไหวต่อปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ พระองค์ท่านทรงสอนให้คนไทยสร้างรากฐานการดำรงชีวิต ซึ่งต้องอาศัยภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งในบริบทการคลัง ภูมิคุ้มกันหนึ่งที่สำคัญคือการมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มากพอที่จะรองรับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน เช่น การรักษาระดับหนี้สาธารณะไว้ไม่ให้สูงเกินไป ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ.2541 “เศรษฐกิจพอเพียง สอนให้เราไม่โลภจนเป็นการผลาญตัวเอง แต่เป็นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกัน”.

ในหลวงกับแนวคิดด้านเศรษฐกิจมหภาค
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สามารถประยุกต์เอาหลักวิชาการมาปรับใช้กับสภาพแวดล้อมได้อย่างดียิ่ง ทรงแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค พระราชทานแนวความคิดเพื่อเป็นหลักการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ.2540 มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจและแนวทางการแก้ไขในหลายโอกาส พระองค์ทรงวิเคราะห์สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจผ่านเรื่องเล่าสนุกๆ 7 เรื่อง สรุปได้ว่าสาเหตุสำคัญของวิกฤติเศรษฐกิจคือ 1.ความฟุ้งเฟ้อ การใช้จ่ายเกินตัว 2.การสร้างหนี้ไปใช้ในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และไม่เกิดรายได้ 3.การลงทุนเกินขนาดที่เหมาะสม 4.การขาดการบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ของพระองค์ท่านมิได้ต่างไปจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบัน ที่มองว่าสาเหตุสำคัญของวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก

นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังได้พระราชทานแนวคิดเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีหลักคิดสำคัญคือ ‘ความพอดี ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน’ และคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยง เป็นหลักที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังพระราชดำรัสที่ว่า

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดินเปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”

ธนบัตรไทยในสมัยรัชกาลที่ ๙
พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ธนบัตรไทยได้มีวิวัฒนาการครั้งสำคัญที่ควรจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อยู่ 3 ประการ คือ

หนึ่ง การจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้ในประเทศเป็นผลสำเร็จ โดยมีพิธีเปิดโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธาน

สอง การออกบัตรธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ธปท.มีสิทธิ์แต่ผู้เดียวที่จะนำบัตรธนาคารออกใช้แทนธนบัตรของรัฐบาล

สาม เอกลักษณ์ของธนบัตรที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยได้อย่างสมบูรณ์ ทรงคุณค่าด้วยลวดลายไทยที่มีความชดช้อยอ่อนหวาน และแสดงถึงสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรมอันดีของไทย จนอาจกล่าวได้ว่า ธนบัตรไทยที่มีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพิมพ์เป็นภาพประธานด้านหน้าของธนบัตร และด้านหลังที่เป็นภาพพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ จึงไม่ได้เป็นเพียงเงินกระดาษที่แสดงมูลค่าตามชนิดราคาเท่านั้น หากแต่สะท้อนคุณค่าความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยไว้อย่างลงตัว

กษัตริย์นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่
สมประวิณ มันประเสริฐ ที่ปรึกษาและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธ.กรุงศรีอยุธยา

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักพัฒนาที่มีพระอัจฉริยภาพยิ่ง หากเรามองกลับไปในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นตอนและเกิดจากการวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์ มีโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศและเป็นตัวอย่างสำหรับก้าวเดินแรกของการพัฒนาทางเศรษฐกิจไทยในมิติต่างๆ เริ่มจากการพัฒนาภาคเกษตร เป็นเกษตรแปรรูป ต่อเนื่องไปยังการพัฒนาอุตสาหกรรม

พระองค์ยังทรงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาควบคู่กันไปในระดับล่าง ไม่ใช่แต่เพียงมุ่งไปข้างหน้าและละเลยผู้ที่อยู่ข้างหลัง โครงการหลวงหลายโครงการเกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่ช่วยแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์โดยตรงกับประชาชน การพัฒนาที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งแบบ ‘บนลงล่าง’ และ ‘ล่างขึ้นบน’ เป็นแบบคู่ขนาน (Dual Track)

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลว่า เศรษฐกิจในระยะยาวต้องเติบโตจากการพัฒนาองค์ความรู้ ตัวอย่างเช่นในภาคเกษตรกรรมมีโครงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวและการมีแปลงนาทดลอง หรือการพัฒนาสินค้าแปรรูปเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น นมอัดเม็ดที่เราต่างคุ้นเคย ดังนั้น พระองค์ท่านจึงทรงมองแบบนักเศรษฐศาสตร์ว่า เมื่อพัฒนาแล้วต้องพัฒนาต่อ นั่นคือมีการใช้ ‘นวัตกรรม’ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

* * * * * * *

ทั้งหมดคือสิ่งที่ 9 นักเศรษฐศาสตร์ร่วมกันสะท้อนพระอัจฉริยภาพอันหาค่ามิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่จะสถิตอยู่ในใจปวงชนชาวไทยไปชั่วนิจนิรันดร์.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ฝรั่งทิ้งหุ้นไทย 3 หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788762

 

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) กล่าวถึงภาวะตลาดหุ้นไทยขณะนี้ว่า ต้องติดตามแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด เนื่องจากต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยออกมาอย่างหนัก โดยได้ขายสุทธิติดต่อกัน 20 วันทำการแล้ว รวมกว่า 32,000 ล้านบาท และเมื่อรวมแรงขายตั้งแต่เดือน ต.ค.ถึงวันที่ 18 พ.ย. 59 ต่างชาติขายสุทธิรวมแล้วกว่า 43,000 ล้านบาท ซึ่งหากยังขายสุทธิต่อเนื่องอีก จะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดหุ้นไทย โดยสาเหตุหลักที่ทำให้กระแสเงินทุนไหลออกเป็นผลจากความกังวลกับนโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ และทิศทางการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

“เดือนนี้แค่วันที่ 1-18 พ.ย. ต่างชาติขายสุทธิแล้ว 25,568 ล้านบาท เป็นการขายสุทธิมากสุดในรอบปีนี้ ต้องรอดูว่าจะหยุดขายเมื่อไหร่ เพราะหากยังขายต่อเนื่อง จะเกิดความกังวลใจต่อนักลงทุน แต่กระแสเงินไหลออกนี้ ไม่ใช่เกิดเฉพาะกับไทยอย่างเดียว แต่เป็นทั้งภูมิภาคหนักสุดคือไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์”

สำหรับผลดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 3 ที่ บล.เคทีบีรวบรวมจำนวน 655 บริษัทนั้น พบว่ามีกำไรสุทธิรวม 210,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 240.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 13.51% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าที่ บล.เคทีบีประเมินไว้ที่ 239,000 ล้านบาท ส่วนงวดรวม 9 เดือน มีกำไร 670,000 ล้านบาท สาเหตุที่กำไรไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น เพราะปีที่แล้ว ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ขาดทุนถึง 46,000 ล้านบาท และเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในกลุ่มสถาบันการเงินที่สูงขึ้น ส่วนสาเหตุที่กำไรไตรมาส 3 ลดลงกว่าไตรมาส 2 เป็นผลจากผลดำเนินงานในธุรกิจสื่อสาร โดยเฉพาะโทรศัพท์ที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงในการตัดราคาขายเพื่อรักษาลูกค้า และกลุ่มพลังงานมีกำไรลดลง.

 

ขนส่ง เดินหน้า สร้างความปลอดภัยรถสาธารณะ ติด GPS ป้องกันอุบัติเหตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ย. 2559 11:56

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788242

 

กรมการขนส่งทางบก เดินหน้ามาตรการสร้างความปลอดภัยรถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก ตามโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” มีรถติดตั้ง GPS Tracking เชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ฯ GPS แล้วกว่า 9.2 หมื่นคัน มั่นใจเป็นเครื่องมือแก้ไข ป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนน

วันที่ 20 พ.ย. นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการ “มั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS” โดยกรมการขนส่งทางบกดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม ที่มีเป้าหมายให้รถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่วิ่งให้บริการบนท้องถนน มีความปลอดภัยและลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จึงกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคัน รถลากจูง และรถบรรทุกตั้งแต่สิบล้อขึ้นไป ต้องติดตั้ง GPS Tracking พร้อมเครื่องแสดงตัวผู้ขับรถตามระยะเวลาที่กำหนด เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ วันที่ 25 มกราคม 2559 จนถึงปัจจุบัน (16 พฤศจิกายน 2559) มีรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ฯ GPS แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 92,745 คัน เป็นรถโดยสารประจำทาง 4,745 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง 10,598 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง 30,778 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคล 19,980 คัน นอกนั้นเป็นรถอื่นๆ ทั้งนี้ ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด รถโดยสารสองชั้นทุกคันต้องติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS Tracking ภายในรอบปีภาษี 2559 เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น รถลากจูง และรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปที่ติดตั้ง GPS Tracking ไว้อยู่เดิม ต้องเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับศูนย์ฯ GPS ภายในรอบปีภาษี 2559 จึงขอให้ผู้ประกอบการขนส่งเร่งดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนด รถที่ฝ่าฝืนจะไม่สามารถดำเนินการต่อทะเบียนได้ ในส่วนของรถที่จดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ 25 มกราคม 2559 ที่ยังไม่ได้ติดตั้ง GPS Tracking กรมการขนส่งทางบกให้ระยะเวลาดำเนินการ โดยรถโดยสารสาธารณะและรถลากจูงต้องติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2560 ส่วนรถบรรทุกไม่ประจำทางต้องติดตั้งภายในรอบปีภาษี 2561 และรถบรรทุกส่วนบุคคลต้องติดตั้งให้แล้วเสร็จภายในรอบปีภาษี 2562

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้ GPS จะสามารถแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในระยะยาวของประเทศ จากการออกแบบระบบ ที่มีการควบคุม กำกับ ติดตามพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนน ทั้งในเรื่องความเร็ว ชั่วโมงการขับรถ การใช้ใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง โดยศูนย์ฯ GPS ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศทั้ง 76 จังหวัด เพื่อให้ทุกจังหวัดสามารถติดตามตรวจสอบรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกอย่างใกล้ชิด รวมถึงผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปบริหารจัดการติดตามการเดินรถทุกคันในเครือข่ายตนเองได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการขนส่งได้อีกด้วย ตลอดจนประชาชนยังสามารถติดตามตรวจสอบการเดินรถทุกคันผ่านแอพพลิเคชั่น DLT GPS หากพบพฤติกรรมขับรถเร็วเกินที่กำหนด ขับประมาทหวาดเสียวอันตราย บันทึกประวัติผู้ขับรถทุกราย พร้อมประสานผู้ประกอบการให้รับทราบปัญหา เพื่อการปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ หากพบกระทำความผิดกรมการขนส่งทางบกจะดำเนินการลงโทษตามกฎหมาย โดยการปรับ พักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต เพื่อไม่ให้มีการกระทำความผิด ผู้ประกอบการขนส่งและพนักงานขับรถต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อกำหนดเพื่อความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โดยต้องไม่ขับรถเร็วหรือทำงาน เกินเวลากว่าที่กฎหมายกำหนด มีใบอนุญาตขับรถที่ถูกต้อง ทั้งนี้ เพื่อให้การขับขี่ของผู้ขับรถมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าว

 

คนไม่ดีแค่หยิบมือคือตัวปัญหา ยังบ่อนทำลายชาติถ่วงปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/242295

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศได้สร้างปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทยและเลื่องลือไปทั่วโลก โดยเฉพาะการสูญเสียศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติก่อให้เกิดพลังแผ่นดินอันยิ่งใหญ่นั่นคือ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนไทยทั้งชาติทุกหมู่เหล่า ทุกสาขาอาชีพ ทุกสี ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ทุกเพศทุกวัย โดยคลื่นพสกนิกรจากทั่วสารทิศมืดฟ้ามัวดินต่างแต่งชุดดำมุ่งหน้าสู่พระบรมมหาราชวังเพื่อถวายสักการะพระบรมศพ พร้อมทั้งแสดงเจตนารมณ์จะทำดีสานพระปณิธานของพ่อหลวงของแผ่นดินโดยเฉพาะการรู้รักสามัคคีเกื้อกูลกันของคนในชาติ

ปรากฏการณ์พลังแห่งแผ่นดินที่เกิดขึ้นสะท้อนพื้นฐานของปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่ทุกหมู่เหล่าของประเทศที่แม้จะมีความเห็นที่ต่างกัน แต่ไม่แตกแยกพร้อมที่จะหันหน้าเข้าหากันเพื่อสืบสานพระปณิธานพ่อแห่งแผ่นดินในการทำความดีเพื่อชาติ ขณะเดียวกันก็เป็นการบ่งชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ใช่ต้นเหตุแห่งปัญหาความแตกแยกและการสร้างความปรองดอง

แต่ปัญหาความแตกแยกในชาติตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมาจวบจนปัจจุบันเกิดจากการที่ยังคงมีขบวนการที่ยังไม่เลิกความพยายามบ่อนทำลายชาติบ้านเมืองทั้งๆ ที่เป็นคนเพียงหยิบมือเดียวที่ทุจริตคอร์รัปชั่นโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬารและที่เลวร้ายคือยังเคลื่อนไหวบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักรหรือคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าด้วยความผิดฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูงกล่าวถึงการที่ก่อนหน้านี้ได้ส่งหนังสือไปยังเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ ประจำประเทศไทย 7 ประเทศ ซึ่งให้ที่พักพิงแก่ขบวนการหมิ่นเบื้องสูงเพื่อขอความร่วมมือในการส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยโดยย้ำว่า ขบวนการหมิ่นเบื้องสูงเหล่านี้ล้วนเป็นกลุ่มเดิมๆที่คนไทยรู้ดีว่าใครให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งการที่ขบวนการชั่วร้ายกลุ่มนี้ฉวยโอกาสอาศัยสถานการณ์ที่คนไทยทั้งประเทศกับกำลังเศร้าโศกซ้ำเติมทำร้ายจิตใจประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ดังนั้นความปรองดองในชาติอย่างแท้จริงต้องแยกแยะแยกนั่นคือ แยกประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่ตัวสร้างปัญหาความแตกแยกออกจากขบวนการคนเพียงหยิบมือเดียวที่ยังคงคิดร้ายทำลายชาติและสถาบันเบื้องสูงและเป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต้องทำให้ขบวนการชั่วร้ายพวกนี้ไม่ให้มีโอกาสเข้ามามีอำนาจในชาติบ้านเมือง

ดังกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศในพิธีเปิดงานวันลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 2512 มีใจความตอนหนึ่งว่า “ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองเป็นปกติสุขเรียบร้อย จึงไม่ใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

ทั้งนี้การสร้างความปรองดองที่แท้จริงจะต้องไม่ใช่การยื่นหมูยื่นแมวเจรจาต่อรองจากกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยใช้วิธีการรุนแรงบ่อนทำลายชาติเพื่อใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่กดดันต่อรองในทำนองว่าหากอยากให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขก็ต้องยอมรับเงื่อนไขที่ฝ่ายตัวเองเสนอ

การข่มขู่กดดันโดยใช้การสร้างความปรองดองเป็นเครื่องมือบังหน้าอาจรวมถึงข้อเสนอให้มีการนิรโทษกรรมโทษความผิดทั้งหมดในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาทั้งคดีเกี่ยวกับความมั่นคง คดีทุจริต และคดีความผิดตามมาตรา 112 อันเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ ซึ่งการข่มขู่กดดันเพื่อต่อรองหรือใช้วิธีการหักดิบด้วยเสียงข้างมากอย่างไม่ชอบธรรมแทนที่จะนำไปสู่ความปรองดองอาจกลับกลายเป็นชนวนสุมไฟให้เกิดวิกฤติความแตกแยกที่รุนแรงยิ่งขี้น ซึ่งมีบทเรียนมาแล้วในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯหุ่นเชิด ที่พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอยที่ส่อเจตนาแอบแฝงมุ่งที่จะลบล้างโทษความผิดให้กับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกคดีทุจริต เพื่อจะได้กลับบ้านแบบเท่ๆ โดยไม่ต้องรับโทษ จนนำไปสู่การออกมาแสดงพลังต่อต้านของมวลมหาประชาชนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์หลายล้านคนกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)ที่มี ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นประธานเคยศึกษาและสรุปแนวทางการสร้างความปรองดองโดยย้ำว่าการนิรโทษกรรมควรจะลบล้างโทษความผิดให้เฉพาะประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยบริสุทธิ์ใจ และต้องไม่ครอบคลุมคดีทุจริต คดีความมั่นคงและความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงเพราะเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ

ดังนั้นการสร้างความปรองดองจึงยังเป็นปัญหาท้าทายของชาติในวันข้างหน้าเพราะขบวนการอิทธิพลที่สูญเสียผลประโยชน์ซึ่งเป็นคนแค่หยิบมือเดียวยังคงเคลื่อนไหวทั้งบนดินและใต้ดินหวังบ่อนทำลายชาติและสถาบันเบื้องสูงเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งที่น่าวิตกคือขบวนการซึ่งนับวันเสื่อมใกล้เข้าตาจนเข้าไปทุกขณะพร้อมที่จะใช้วิธีการเลวร้ายทุกรูปแบบบ่อนทำลายชาติแบบพังกันไปข้างอย่างที่นายใหญ่จอมบงการขบวนการกลุ่มนี้เคยพูดว่า หากฝ่ายตัวเองอยู่ไมได้ ประเทศนี้ก็อย่าหวังจะอยู่อย่างสงบสุขอีกต่อไป

ทีมข่าวการเมือง

รัฐบาลต้องปฏิรูปวิธีคิด แก้ปัญหาชาวนาอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/242193

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 02.00 น.

ปัญหาราคาข้าวตกต่ำถือเป็นจุดบอดของรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถสร้างความสุขให้ชาวนาทั่วประเทศได้ ซ้ำล่าสุดราคาข้าวหอมมะลิในพื้นที่ภาคอีสานตกต่ำเหลือเพียงกก.ละ 5-6 บาท จากราคาเมื่อปีที่แล้วกก.ละ 9-12 บาท โดยสาเหตุเกิดจากชาวนาถูกโรงสีกดราคารับซื้อโดยอ้างว่าข้าวมีความชื้นสูง

ในด้านหนึ่งก็น่าเห็นใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ต้องรับเคราะห์แบกรับภาระของเสียเน่าเฟะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทิ้งไว้จากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งนอกจากหนี้ก้อนมหึมากว่า 5 แสนล้านบาท ที่ทิ้งไว้ให้ลูกหลานต้องชดใช้ขณะที่คนแค่หยิบมือร่ำรวยมหาศาลจากการโกงชาติปล้นแผ่นดินแล้ว ยังทิ้งข้าวล้นประเทศปริมาณถึง 21 ล้านตัน ที่ขายไม่ออกเพราะรัฐรับซื้อในราคาจำนำสูงกว่าราคาตลาดถึงเท่าตัวซึ่งผิดธรรมชาติ ซ้ำยังมีข้าวเน่าเสื่อมคุณภาพและข้าวปลอมปนจำนวนมากจากการทุจริตซึ่งนั่นหมายถึงมูลค่าความล่มจมของชาติที่เพิ่มขึ้น

ข้าวล้นประเทศปริมาณมหาศาลที่ค้างสต๊อกอยู่ในโกดังคือสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำเพราะของเก่าก็ยังขายไม่ได้ ยังมีข้าวฤดูกาลผลิตใหม่ทยอยออกมาเรื่อยๆ ยิ่งทำให้ข้าวล้นประเทศมากขึ้นซึ่งแน่นอนว่าราคาข้าวดิ่งลงแน่นอน

ส่วนปัญหาเรื่องชาวนาถูกโรงสีกดราคารับซื้อเป็นมหากาพย์ที่เกิดขึ้นซ้ำซากมานานแสนนานแล้วและจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป โดยรัฐไม่มีทางจับได้ไล่ทันเล่ห์โรงสี ตราบใดที่รัฐบาลไม่ปฏิรูปวิธีคิดการช่วยเหลือชาวนาอย่างยั่งยืนเพื่อให้มีอำนาจต่อรองและพึ่งตัวเองได้ตามแนวปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ที่ทรงแจกเบ็ดให้เกษตรกรแทนการแจกปลาอย่างที่เหล่านักการเมืองชอบทำมาตลอด

ที่ผ่านมาเหล่านักการเมืองอาศัยโครงการประชานิยมอย่างโครงการรับจำนำข้าวเพื่อเป็นช่องทางทำมาหากินโกงชาติปล้นแผ่นดินมหาศาล ขณะเดียวกันก็จับชาวนาเป็นตัวประกันซ้ำ อ้างบุญคุณโกยคะแนนคะแนนนิยมจากชาวนาอีกต่างหาก ทั้งๆ ที่โครงการรับจำนำข้าวได้รับการพิสูจน์แล้วว่าล้มเหลวทำให้ระบบข้าวของประเทศพังทั้งระบบ เพราะไม่อย่างนั้นชาวนาคงไม่เครียดหนักฆ่าตัวตายกว่า 10 คน ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์เพราะรัฐบาลถังแตกไม่มีเงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนานานข้ามปี

แม้รัฐบาลยุคปฏิรูปชุดนี้จะหลีกเลี่ยงแนวทางประชานิยมตามที่เหล่านักการเมืองชอบทำกัน แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลมัวแต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าคลายทุกข์ให้ชาวนาชั่วครั้งชั่วคราวด้วยการทุ่มงบประมาณแจกชาวนาเป็นคราวๆ ไป ซึ่งวิธีการแบบนี้ถมเท่าไหร่ก็ไม่เต็ม และแก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องทุ่มเงินแจกไปตลอด ขณะที่ชาวนาก็ตั้งหน้าตั้งตารอเงินจากรัฐซึ่งไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืน

เวลา 3 ปีหลังจากที่ คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศซึ่งน่าจะเป็นเวลามากพอที่จะแก้ปัญหาชาวนาได้สำเร็จลุล่วงและยั่งยืนมากกว่าการที่เอาแต่แก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้

แนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศที่แจกเบ็ดแทนแจกปลาให้ชาวนาซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนนั้นมุ่งหมายที่จะทำให้ชาวนาพึ่งตัวเองได้ในระยะยาว ซึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ชาวนามีอำนาจต่อรองไม่ต้องไปพึ่งพาโรงสีหรือนายทุนกลุ่มไหนก็คือ ตัวอย่างที่องค์ภัทรมหาราชผู้ประเสริฐได้เคยทำตัวอย่างให้เห็นมาแล้วในโครงการพระราชดำริหลายโครงการนั่นคือ การจัดตั้งระบบสหกรณ์ชาวนาในชุมชน โดยภาครัฐคอยให้การช่วยเหลือสนับสนุนชาวนาไม่ว่าจะเป็นการจัดหาที่ดินให้ชาวนารอยย่อยที่ไม่มีที่ดินของตัวเองรวมตัวกันเช่าในราคาถูก การให้ผู้เชี่ยวชาญมาให้องค์ความรู้แก่ชาวนา การแจกหรือขายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงแก่ชาวนาในราคาถูก การจัดหาเครื่องมือการผลิต อาทิ รถหว่านไถนาประจำสหกรณ์ในชุมชนหรือให้เช่าในราคาถูก การลดต้นทุนการผลิตของชาวนาด้วยการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ การจัดตั้งโรงสีสหกรณ์ชุมชนเพื่อให้ชาวนาแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารและบรรจุถุงเพื่อเก็บข้าวไว้ได้นาน ซึ่งจะทำให้ชาวนาไม่ต้องพึ่งโรงสีอีกต่อไปอันจะทำให้ชาวนากำหนดราคาข้าวได้เองไม่ถูกกดราคา ไปจนถึงปลายทางนั่นคือรัฐช่วยเหลือจัดหาตลาดให้ชาวนา โดยในระยะแรกรัฐต้องส่งผู้เชี่ยวชาญมาคอยให้คำแนะนำในเรื่องการบริหารจัดการจนกระทั่งสหกรณ์ชาวนาชุมชนเข้มแข็งพึ่งตัวเองได้ ซึ่งเมื่อนั้นชาวนาก็จะยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองและมีความสุขอย่างยั่งยืน

เพราะฉะนั้นยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ต้องหันมาปฏิรูปแนวทางช่วยเหลือชาวนาอย่างยั่งยืนให้เป็นจริงเสียที แทนที่จะใช้งบประมาณแจกชาวนาอันเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบไม่รู้จบ และที่สำคัญกลายเป็นจุดบอดที่ขบวนการฝ่ายตรงข้ามคสช.นำวิกฤติราคาข้าวตกต่ำไปขยายผลชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนอกวีถีทางประชาธิปไตยล้มเหลวยิ่งกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อการปฏิรูปประเทศและปูทางให้ธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมมีโอกาสกลับมาทำร้ายชาติบ้านเมืองอีกกลายเป็นวงจรอุบาทว์ซ้ำซากซึ่งผู้ที่รับเคราะห์อย่างแท้จริงคือชาติและประชาชน

ทีมข่าวการเมือง