ทรัมป์เล็งตั้งอริเก่า“มิตต์ รอมนีย์”คุมต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 พ.ย. 2559 03:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788801

 

สำนักข่าวต่างประเทศยังคงรายงานเกาะติดสถานการณ์การจัดตั้งคณะบริหารรัฐบาลสหรัฐอเมริกาชุดต่อไป ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังก่อนหน้านี้เจ้าตัวเลือกที่จะแต่งตั้งกลุ่มอนุรักษนิยมสายเหยี่ยว ขวาจัดที่เคยมีประวัติเสียทั้งเรื่องเหยียดผิว และต่อต้านนโยบายของรัฐบาลสมัยนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนปัจจุบันอย่างหนัก เตรียมขึ้นมาเป็น รมว.กระทรวงยุติธรรม ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางหรือซีไอเอ

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 พ.ย. นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดบ้านพักสนามกอล์ฟส่วนตัว ที่เมืองเบดมินสเตอร์ ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เพื่อพบปะหารือกับนักการเมืองและบรรดานักธุรกิจกลุ่มทุน และอาจรวมถึงการทาบทามคนที่เข้าตา ให้มาร่วมทำงานในรัฐบาลชุดต่อไป โดยมีนายไมค์ เพนซ์ ว่าที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯเข้าร่วมการประชุมด้วย

สำหรับผู้ที่ถูกจับตามากที่สุดในการพบปะครั้งนี้คือนายมิตต์ รอมนีย์ อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯสังกัดพรรครีพับลิกันปี 2555 เพราะนายรอมนีย์นับเป็นไม้เบื่อไม้เมากับนายทรัมป์ในการหาเสียงตลอดปีที่ผ่านมา ทั้งยังเคยวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์อย่างรุนแรงว่าเป็นนักต้มตุ๋น และเป็นคนจอมปลอม ซึ่งผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายรอมนีย์ได้กล่าวทักทายสบายดีไหมครับท่าน ก่อนจับมือกับนายทรัมป์และเดินเข้าไปหารือภายในบ้านพักเป็นเวลา 80 นาที

หลังจากการหารือนายรอมนีย์ ระบุว่า การสนทนาเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม ส่วนใหญ่คุยเรื่องนโยบายต่างประเทศ ตนตั้งตาที่จะได้เห็นรัฐบาลของนายทรัมป์ แต่ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าได้รับเลือกเป็นหนึ่งในทีมบริหารรัฐบาลด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอบีซีนิวส์ของสหรัฐฯ รายงานอ้างการเปิดเผยของทีมเปลี่ยนถ่ายอำนาจของนายทรัมป์ว่า การหารือครั้งนี้เป็นการหาจุดร่วมให้ลงตัว และนายรอมนีย์อาจได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศในรัฐบาลนายทรัมป์

วันเดียวกัน นายบารัค โอบามา กล่าวสร้างความเชื่อมั่นแก่ชาติยุโรป ระหว่างการเดินสายเยือนยุโรปครั้งสุดท้ายในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอให้ทุกๆคนอย่าเพิ่งคิดผลสรุปในแง่ลบ รอให้รัฐบาลชุดใหม่เข้าที่เข้าทาง ออกนโยบายมาก่อนถึงจะค่อยตัดสิน จุดยืนของรัฐบาลใหม่จะตรงกับความต้องการของประชาคมโลก ที่อยากอยู่อย่างสันติและเจริญรุ่งเรืองด้วยกัน.

 

‘แมร์เคิล’ ยืนยันลงชิงตำแหน่งนายกฯ เยอรมนีสมัยที่ 4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 02:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788831

 

อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศเยอรมนี ยืนยันว่าเธอหวังจะชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4 ในการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้า…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. นาง อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศเยอรมนี กล่าวที่สำนักงานพรรคสหภาพสังคมคริสเตียน (ซีดียู) ของเธอ ยืนยันว่าเธอจะลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคซีดียูต่อ และหวังจะครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4

“ฉันคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแสนนาน การตัดสินใจลงชิงตำแหน่งสมัยที่ 4 หลังจากอยู่ในหน้าที่มา 11 ปี ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย” นางแมร์เคิลกล่าวในงานแถลงข่าวหลังจากประชุมร่วมกับสมาชิกระดับสูงของพรรคซีดียู เพื่อเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า

อนึ่ง ตามระบบการเมืองของเยอรมนี สภาบุนเดสตาก หรือ สภาผู้แทนราษฎร ของเยอรมนีจะเป็นผู้เลือกนายกรัฐมนตรี ตามการเสนอชื่อของประธานาธิบดี และไม่มีขีดจำกัดว่าบุคคลเดิมจะครองตำแหน่งสูงสุดนี้ได้กี่สมัยติดต่อกัน ซึ่งหากนางแมร์เคิลได้รับเลือกอีกครั้ง เธอจะทำสถิติครองเก้าอี้ผู้นำเยอรมนี 4 สมัยเทียบเท่ากับ เฮลมุต โคห์ล ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีเมืองเบียร์ตั้งแต่ปี 1982-1998

ทั้งนี้ พรรคซีดียูของนางแมร์เคิลเพิ่งประสบความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นหลายรัฐ โดยมีคู่แข่งรายใหม่ที่ก้าวขึ้นมาท้าทายคือพรรค เอเอฟดี ฝ่ายขวาซึ่งต่อต้านนโยบายอ้าแขนรับผู้ประท้วง โดยงนางแมร์เคิลยอมรับเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับความพ่ายแพ้ดังกล่าว เธอยังยอมรับว่านโยบายรับผู้ประท้วงของเธอเป็นสาเหตุของความพ่ายแพ้

อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจความคิดเห็นล่าสุดของ เอมนิด โพล เมื่อวันอาทิตย์ชี้ว่า ชาวเยอรมัน 55% ต้องการให้นางแมร์เคิลดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 4 ส่วน 39% คัดค้าน

 

ระเบิดแสวงเครื่อง 3 ลูกบึมห้างฯในย่างกุ้ง โชคดีไม่มีคนเจ็บ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ย. 2559 23:55

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788736

 

เกิดเหตุระเบิด 3 ครั้งในห้างสรรพสินค้าในนครย่างกุ้ง ของเมียนมา แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่เชื่อว่าระเบิดดังกล่าวเป็นระเบิดแสงเครื่อง…

เมื่อ 20พ.ย.สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ของประเทศเมียนมา ว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. เกิดเหตุระเบิด 3 ครั้งภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ย่านธาเกตา ในนครย่างกุ้ง  เคราะห์ดีไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ โดยเจ้าหน้าที่ยังไม่พบผู้ต้องสงสัย

เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 17:30น. ทำให้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงต้องสั่งปิดล้อมบริเวณห้างสรรพสินค้า โดยรัฐมนตรีกระทรวงพัฒนาสังคมส่วนภูมิภาคของเมียนมาร์ เปิดเผยต่อสำนักข่าว เอเอฟพี จากที่เกิดเหตุว่า ไม่มีผู้บาดเจ็บในเหตุระเบิดเล็กๆ 3 ครั้งที่เกิดขึ้น และตามการสืบสวนเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ระเบิดที่ใช้ก่อเหตุเป็นระเบิดแสวงเครื่อง โดยตอนนี้ทหารกับตำรวจกำลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ทั้งนี้ เมียนมากลับเข้าสู่สถานการณ์รุนแรงอีกครั้งจากการปะทะกันครั้งใหม่ระหว่างกองทัพรัฐบาลเมียนมา กับกลุ่มติดอาวุธชนกลุ่มน้อย 4 กลุ่มรวมทั้งกองทัพคะฉิ่นอิสระ (เคไอเอ) บริเวณชายแดนทางเหนือของเมียนมาที่เชื่อมต่อกับประเทศจีน โดยการปะทะกันครั้งล่าสุดในวันอาทิตย์ให้มีพลเรือนเสียชีวิต 2 ราย

อย่างไรก็ตาม กองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDA) หนึ่งในกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่ต่อสู้กับรัฐบาล ออกมาปฏิบัติความเกี่ยวข้องกับการระเบิดในห้างฯ นครย่างกุ้ง “เราเป็นลูกผู้ชาย เราต่อสู้อย่างเปิดเผย” โฆษกของกลุ่มกล่าว

 

อัยการโสมใต้เชื่อ ปธน.ปาร์ก สมรู้ร่วมคิดช่วยเพื่อนสนิทคอร์รัปชั่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ย. 2559 23:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788726

 

อัยการเกาหลีใต้เชื่อว่า ประธานาธิบดี ปาร์ก กึน-เฮ ช่วยเหลือนาง ชเว ซุน-ซิล เพื่อนสนิทของเธอในการกระทำผิดต่างๆ ทั้งแทรกแซงกิจการรัฐและบีบบริษัทต่างๆ ให้บริจาคเงินก้อนโตให้กองทัพของนางชเว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. อัยการของประเทศเกาหลีใต้ออกมาระบุว่า พวกเขาเชื่อว่า ประธานาธิบดี ปาร์ก กึน-เฮ เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการก่ออาชญากรรมของนาง ชเว ซุน-ซิล เพื่อนสนิทของเธอ ผู้ถูกกล่าวหาว่าแทรกแซงกิจการรัฐ และใช้ความสัมพันธ์ของเธอกับประธานาธิบดีในการหาผลประโยชน์ และเพิ่งถูกตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการพร้อมกับผู้ช่วยอีก 2 คนในวันเดียวกันนี้

นาย อี ยอง-รยอล อัยการสูงสุดแห่งสำนักงานอัยการกลางกรุงโซลกล่าวในงานแถลงข่าวซึ่งได้รับการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ว่า ตามหลักฐานที่พวกเขามี ประธานาธิบดีปาร์กมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้สมรู้ร่วมคิดในส่วนสำคัญของการก่ออาชญากรรมโดยผู้ต้องสงสัย ชเว ซุน-ซิล, อัน จอง-บอม และ จุง โฮ-ซุง อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีมีสิทธิคุ้มครองจากการดำเนินคดีตามมาตร 84 ในรัฐธรรมนูญ ทำให้พวกเขาไม่สามารถตั้งข้อหาเธอได้ แต่สำนักงานทีมสืบสวนพิเศษจะผลักดันเพื่อสอบสวนประธานาธิบดีปาร์กต่อไป


อี ยอง-รยอล อัยการสูงสุดแห่งสำนักงานอัยการกลางกรุงโซล

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีปาร์กกำลังเผชิญเสียงเรียกร้องอย่างหนักให้ลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งการประท้วงใหญ่หลายต่อหลายครั้งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมทั้งเมื่อวันเสาร์ที่มีผู้คนออกมาชุมนุมในกรุงโซลถึง 170,000 คน ขณะที่คะแนนความนิยมของเธอร่วงเหลือเพียง 5%

ก่อนหน้านี้น.ส.ปาร์กออกมาขอโทษประชาชนต่อกรณีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเธอ และกล่าวว่าพร้อมให้ความร่วมมือในการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ นาย ยู ยอง-ฮา ทนายความของน.ส.ปาร์กออกมาระบุว่า ประธานาธิบดีจะไม่เข้าพบอัยการ และจะทำงานร่วมกับทีมสืบสวนอิสระที่อีกไม่นานจะเข้ามาทำหน้าที่แทนเท่านั้น


ประชาชนกว่า 170,000 คน ออกมาเคลื่อนขบวนประท้วงไปยังทำเนียบประธานาธิบดี เมื่อวันเสาร์ที่ 19 พ.ย.

ด้านนาย จุง ยอง-กุ๊ก โฆษกของประธานาธิบดีปาร์ก ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาของอัยการกรุงโซล โดยระบุว่า เป็นการโจมตีทางการเมืองอย่างไม่ยุติธรรม และเป็นเพียงข้อกล่าวหาที่สร้างขึ้นจากจินตนาการและข้อสันนิธฐานที่เพิกเฉยต่อหลักฐานที่เป็นรูปธรรมอย่างสิ้นเชิง

 

นายกสมาคมไทยบอสตัน เตรียมเทิดพระเกียรติ Sound of the King สุดยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/788592

นายกสมาคมไทยบอสตัน เตรียมเทิดพระเกียรติ Sound of the King สุดยิ่งใหญ่

20 พ.ย. 2559 22:40

นายกสมาคมไทยบอสตัน เตรียมจัดงานดนตรีเทิดพระเกียรติ Sound of the King ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ในวันที่ 4 ธันวาคม 2559 ณ Berklee Performance Center รัฐแมสซาชูเซตส์ นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่รัฐแมสซาชูเซตส์ นครบอสตัน เมืองเคมบริดจ์ เมืองพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เตรียมจัดงานดนตรีเทิดพระเกียรติ Sound of the King ด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐของปวงชนชาวไทย

หลังจากที่พระองค์ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 นำมาซึ่งความเศร้าโศกเสียใจแก่พสกนิกรทั่วประเทศและทั่วโลก คนไทยในนครบอสตันได้ร่วมกันแสดงความอาลัย ณ จัตุรัสภูมิพลตั้งแต่คืนวันที่ 13 ตุลาคม จวบจนถึงปัจจุบัน ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

นายธีรเดช เวชธนากร นายกสมาคมไทยบอสตัน เปิดเผยว่า ตนเองขอเป็นตัวแทนชาวไทยในนครบอสตันเรียนเชิญ น้อมรำลึกถึงพระราชจริยวัตร ที่พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายเพื่ออำนวยประโยชน์สุขแก่ราษฎรโดยมิได้คำนึงถึงความสะดวกสบายส่วนพระองค์ ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ยาวนานถึง 70 ปี อีกทั้งพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถด้านดนตรีเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมโลก

“จึงเห็นสมควรที่จะจัดงานดนตรีเทิดพระเกียรติภายใต้ชื่องานว่า Sound of the King ในวันที่ 4 ธันวาคม 2559 เวลา 19.00 – 22.00 น. ณ Berklee Performance Center ตามกำหนดการที่แนบมานี้ โดยคณะผู้จัดงานได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ 12 เพลงมาเรียบเรียง บรรเลงและขับร้องใหม่ด้วยความเคารพ เพื่อประโยชน์แห่งการประกาศพระเกียรติคุณอย่างหนึ่ง และการบูชาพระมหากรุณาธิคุณจากใจของพสกนิกรชาวไทยในเมืองแห่งการเสด็จพระราชสมภพอีกอย่างหนึ่ง” นายธีรเดช  กล่าว

นายธีรเดช กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการแสดงถึงความอาลัยรักและจงรักภักดี สมาคมไทยบอสตันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานดนตรีครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ทุกท่านได้รวมพลังความสามัคคี ร่วมกันเทิดพระเกียรติพระองค์ท่านโดยพร้อมเพรียงกัน และสมาคมไทยบอสตันขอขอบพระคุณท่านมา ณ โอกาสนี้

“กำหนดการจัดงานดนตรีเทิดพระเกียรติจากเมืองพระราชสมภพ Sound of the King In Remembrance of His Majesty King Bhumibol Adulyadej 1927 – 2016 Dec 4, 2016 at Berklee Performance Center 136 Massachusetts Avenue, Boston, MA 02115 งานเริ่มตั้งแต่ 19.00 – 22.00 น. ขอเรียนเชิญคนไทยในอเมริกาที่สนใจเข้าร่วมงานโดยพร้อมกัน” นายธีรเดช นายกสมาคมไทยบอสตัน กล่าวทิ้งท้าย.

รถด่วนพิเศษอินเดียตกราง ดับทะลุ 95 ศพ เจ็บมากกว่า 150 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 พ.ย. 2559 16:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788537

 

รถไฟอินเดีย ตกรางซ้ำ ใกล้กับเมืองคานปุร์ เสียชีวิตอย่างน้อย 95 คน บาดเจ็บมากกว่า 150 ราย มีจำนวน 40 กว่าคนเจ็บสาหัส ด้านนายกฯ อินเดีย ทวีตแสดงความเสียใจต่อเหตุที่เกิดขึ้น…

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า เกิดเหตุขบวนรถด่วนประเทศอินเดีย วิ่งระหว่างเมืองปัฏนา-อินดอร์ ตกรางจำนวน 14 โบกี้ จาก 24 โบกี้ ใกล้บริเวณพื้นที่ทางตอนเหนือของเมืองคานปุร์ เมื่อช่วงเช้ามืดเวลาตี 3 วันอาทิตย์ จากอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 95 คน ขณะที่โฆษกรัฐมนตรีการรถไฟ ออกมาระบุตัวเลขผู้ได้รับบาดเจ็บว่ามีจำนวนมากกว่า 150 ราย ส่วนตำรวจรัฐอุตตรประเทศ บอกว่ามีมากกว่า 40 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส

สำหรับเมืองคานปุร์ตั้งอยู่ในรัฐอุตตรประเทศ อยู่ห่างทางตอนใต้ของกรุงนิวเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย 300 ไมล์ โดยเหยื่อขบวนรถไฟดังกล่าวมากกว่า 70 คนยังคงอยู่ในซากขบวนรถไฟที่มีสภาพเป็นเศษเหล็ก ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทยอยนำร่างผู้เสียชีวิตออกมา 30 กว่าศพ จากโบกี้รถไฟที่ยังคงมีผู้เสียชีวิตติดค้างอยู่ข้างใน


อย่างไรก็ตามจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ได้ทวีตแสดงความเสียใจต่อเหตุรถไฟตกรางที่มีผู้เสียชีวิตบนขบวนรถด่วนพิเศษดังกล่าว โดยขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวเหยื่อที่เกี่ยวข้อง พร้อมขอพรพระผู้เป็นเจ้าต่อผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุรถไฟตกรางที่น่าเศร้าสลด

เช่นเดียวกับ นายสุเรช ประภู รัฐมนตรีกระทรวงรถไฟอินเดีย ได้ทวิตเตอร์ว่า จะต้องมีมาตรการลงโทษอย่างหนักกับผู้รับผิดชอบในอุบัติเหตุร้ายแรงครั้งนี้ ซึ่งกำลังเริ่มต้นสอบสวนถึงสาเหตุรถไฟตกรางในครั้งนี้แล้ว และจ่ายเงินชดเชยให้กับเหยื่อผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ.

(ภาพจาก : AP)

 

เข้าแน่!! ครม.อังคารนี้ ก.แรงงาน ชง ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 69 จว.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 16:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789511

 

ปลัดแรงงาน เตรียมเสนอการปรับค่าจ้างปี 60 ขึ้นตามมติบอร์ด 5-10 บาท ใน 69 จังหวัด เข้า ครม. พรุ่งนี้ ด้าน อธิบดี กกจ. บินถก อียู แก้ปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย …

วันที่ 21 พ.ย.59 ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ย.) กระทรวงแรงงานได้เสนอวาระพิจารณาเรื่อง การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี 2560 ให้ ครม. พิจารณาเห็นชอบ โดยจะอิงตามมติคณะกรรมการ (บอร์ด) ค่าจ้างเมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ให้ปรับขึ้น 69 จังหวัด ในอัตรา 5-10 บาท มีเพียง 8 จังหวัด คือ สิงห์บุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช ตรัง ระนอง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา ที่ไม่ได้มีการปรับขึ้นค่าจ้าง เนื่องจากอัตราเดิมยังเหมาะสม

“การปรับขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ ทางนายจ้าง สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เห็นด้วยในแง่ที่ไม่ขึ้น ในอัตราเดียวกันทุกจังหวัด ส่วนองค์กรลูกจ้าง โดยส่วนใหญ่รับได้เพราะมองว่าถ้านายจ้างอยู่ได้ ลูกจ้างก็อยู่ได้ เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ผ่านมา การส่งออกค่อนข้างติดลบ ประกอบกับเงินเฟ้อ”

ม.ล.ปุณฑริก เปิดเผยด้วยว่า วันที่ 22 พ.ย. นายสิงหเดช ชูอำนาจ อธิบดีกรมการจัดหางาน จะเป็นตัวแทนกระทรวงแรงงานร่วมคณะทำงานชุดเล็ก 5 คน เดินทางไปที่สำนักงานใหญ่สหภาพยุโรป (อียู) ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เพื่อรายงานเรื่องการแก้ไขปัญหาแรงงานเกี่ยวกับการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ที่ไทยดำเนินการ รวมทั้งจะเป็นการไปแนะนำตัว ให้ข้อมูลเพิ่มเติมภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนคณะทำงานชุดใหม่ หลังจากคณะทำงานชุดเดิมบางคนเกษียณอายุราชการ ที่ผ่านมามีการรายงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ มีเพียงข้อแนะนำจากทางอียูในการเพิ่มพนักงานตรวจแรงงานให้ครอบคลุมกับจำนวนแรงงานต่างด้าว

 

หอการค้าไทย-จีน ปิดถนนเยาวราช 26 พ.ย. จัดกิจกรรม รำลึกในหลวง ร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 16:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789486

 

หอการค้าไทย-จีน ร่วมสมาคมตระกูลแซ่-แต้จิ๋ว ปิดถนนเยาวราช 26 พ.ย. จัดงานแสดงความอาลัย “ในหลวงในดวงใจชาวไทยจีน” พร้อมเชิญ “บิ๊กตู่” เป็นประธาน เจ้าคุณธงชัย ร่วมแจกผ้ายันต์หมื่นผืน…

วันที่ 21 พ.ย. 59 นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี ประธานหอการค้าไทย-จีน พร้อมด้วย นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ ประธานประชาคมนักธุรกิจย่านเยาวราช น.ส.ภัคพร สงวนศักดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตสัมพันธวงศ์ และ พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย ผบก.น.6 ร่วมแถลงข่าว สมาคมหอการค้าไทย-จีน ร่วมกับสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย และสมาคมตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จะจัดกิจกรรมในหลวงในดวงใจชาวไทยจีน เพื่อเทิดพระเกียรติ แสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 26 พ.ย. เวลา 16.00-20.00 น. โดยจะปิดถนนเยาวราช ตั้งแต่วงเวียนโอเดียน ถึงแยกลำพูนชัย ระยะทางประมาณ 200 เมตร เพื่อจัดกิจกรรม

ภายในงานจะมีพิธีสดับปกรณ์ และพิธีสงฆ์สวดพระอภิธรรม นำโดย พระพรหมมังคลาจารย์ (เจ้าคุณธงชัย) วัดไตรมิตรวิทยาราม และพระสงฆ์ 99 รูป มีการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ โดยวงดุริยางค์ราชนาวี แปรอักษรหมายเลข 9 จุดเทียน ยืนแสดงความอาลัย 89 วินาที และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี คาดว่าจะมีประชาชนกว่า 1 แสนคน ร่วมงานเต็มถนนเยาวราช

หลังเสร็จพิธี มีบริการอาหารและเครื่องดื่มฟรี จากร้านค้าริมถนนเยาวราช ถึงสี่แยกราชวงศ์ กว่า 1.1 แสนชุด และเตรียมผ้ายันต์เจ้าคุณธงชัยเพื่อแจกให้ผู้มาร่วมงาน จำนวนนับหมื่นผืน

“ชาวไทย-จีน ร่วมกันจัดงานนี้ให้ยิ่งใหญ่ เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เบื้องต้นได้เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แต่หากมีงานด่วนจะมอบหมายให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร มาแทน ขอให้คนร่วมงานสวมเสื้อดำร่วมแสดงความอาลัย ซึ่งคาดว่าจะมีคนมามาก การปิดถนนอาจมีปัญหาการจราจรบ้าง แต่ตำรวจดูแลเต็มที่ หลังพิธีจบเวลา 19.00 น. จะเปิดให้รับประทานอาหารฟรีจากร้านค้ากว่า 160 ร้าน ที่ออกมาตั้งร้านบริการตลอดแนวถนนเยาวราช ส่วนผ้ายันต์เจ้าคุณธงชัยจะนำมาแจกเป็นหมื่นผืน แต่ถ้าคนมากต้องดูอีกทีว่าจะแจกอย่างไรให้เพียงพอ” นายจิตติ กล่าว

 

ดีเดย์ ม.ค.ปีหน้า เรือเฟอร์รี่ พัทยา-หัวหิน ใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 14:46

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789306

 

กรมเจ้าท่า ไฟเขียวเอกชน เดินเรือเฟอร์รี่ พัทยา-หัวหิน เริ่ม ม.ค.60 วันละ 2 เที่ยว ใช้เวลาเดินทาง 1 ชม. 40 นาที เที่ยวไปจากหัวหิน 08.30 น. ขากลับออกจากพัทยา 15.30 น. ก่อนจะเพิ่มจำนวนเที่ยวมากขึ้นเดือนต่อๆ ไป รวมถึงให้บริการกับรถยนต์…

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายศรศักดิ์ แสนสมบัติ อธิบดีกรมเจ้าท่า เปิดเผยว่า กรมเจ้าท่าได้พิจารณาข้อเสนอบริษัท รอยัล พาสเสนเจอร์ ไลเนอร์ ซึ่งผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงเห็นชอบเป็นผู้ได้รับอนุญาตเรือกลเดินประจำทางโดยสารเส้นทางระหว่างอ่าวไทยฝั่งตะวันออก (แหลมบาลีฮาย พัทยา จ.ชลบุรี) และฝั่งตะวันตก (ท่าเรือองค์การสะพานปลา อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์) โดยบริษัทต้องเร่งรัดยื่นขออนุญาตใช้เรือเพื่อประกอบการออกใบอนุญาตและกำหนดอัตราค่าโดยสารต่อไป

ทั้งนี้ การให้บริการ บริษัทเสนอแผนธุรกิจโดยเริ่มเดินเรือให้บริการตั้งแต่ ม.ค.60 เป็นต้นไป โดยระยะที่ 1 เดินเรือโดยสาร พัทยา-หัวหิน เสนอแผนให้เรือโดยสาร Catamaran Ferry จำนวน 2 ลำ ขนาดบรรทุกผู้โดยสารได้ 150 คน และ 262 คน โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชม. 40 นาที/เที่ยว ซึ่งเดือน ม.ค.60 เป็นช่วงเริ่มต้นทำตลาดจะเดินเรือวันละ 2 เที่ยว เริ่มจากหัวหิน-พัทยา เรือออกเวลา 08.30-9.40 น.และ พัทยา-หัวหิน เรือออกเวลา 15.30-16.40 น.โดยจะเพิ่มจำนวนเที่ยวมากขึ้นในเดือนต่อๆ ไป

ส่วนระยะที่ 2 จะเปิดให้บริการกับรถยนต์ ซึ่งทางบริษัทอยู่ระหว่างการนำเสนอท่าเรือหรือจุด ขึ้น-ลงที่เหมาะสมสำหรับ Ferry ที่บรรทุกทั้งผู้โดยสารและรถยนต์ให้กรมเจ้าท่าพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

สำหรับความก้าวหน้าโครงการ ทางบริษัท ได้นำเรือเข้ามาซ่อมทำในประเทศไทย จำนวน 1 ลำ คาดจะเสร็จในเดือน ก.พ.60 ส่วนอีก 1 ลำซ่อมทำแล้วเสร็จที่ประเทศจีน พร้อมขนส่งมาประเทศไทยในปลายเดือน พ.ย.59 เพื่อให้กรมเจ้าท่าตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยและออกใบอนุญาตการใช้เรือ พร้อมทดสอบการเดินเรือได้ในเดือน ธ.ค.59 ซึ่งเป็นไปตามแผนธุรกิจที่ทางบริษัทเสนอ โดยมั่นใจจะสามารถให้บริการได้เดือน ม.ค.60 ตามแผน.

 

สภาพัฒน์ คาด GDP ปี 60 โต 3-4% อานิสงส์ส่งออกขยับ-ลงทุนภาครัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 14:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789332

 

สภาพัฒน์ คาด จีดีพีปี 60 เติบโตราว 3-4% รับปัจจัยจากภาคส่งออกขยายตัวช้าๆ รายจ่ายการลงทุนภาครัฐด้านคมนาคมมีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น ประกอบกับภาคท่องเที่ยวอยู่ในเกณฑ์ดี ยังห่วงความไม่แน่นอน ศก.โลก …

เมื่อวันที่ 21 พ.ย. นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 60 จะเติบโตราว 3.0-4.0% จากในปี 59 ที่น่าจะเติบโตราว 3.2% จากเดิมคาดเติบโตในช่วง 3.0-3.5% หรือเฉลี่ยที่ 3.3% จากปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้จนถึงปี 60 คือ 1. แนวโน้มการกลับมาขยายตัวอย่างช้าๆ ของภาคการส่งออก ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้ดีขึ้น 2. แนวโน้มการฟื้นตัวและการขยายตัวเร่งขึ้นของการผลิตในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน 3. การลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่อง และ 4. แรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนที่มาจากรายจ่ายการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้น โดยโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 20 โครงการ วงเงิน 1.41 ล้านล้านบาท เริ่มก่อสร้างสร้าง 4 โครงการ วงเงิน 45 พันล้านบาท กำลังประกวดราคา 9 โครงการ วงเงิน 487 พันล้านบาท คืบหน้าชัดเจนในปี 2559 ซึ่งการดำเนินการและเบิกจ่ายจะเร่งตัวขึ้นในปี 2560 ขณะเดียวกัน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) เห็นชอบร่างแผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) พ.ศ.2560-2564 วงเงิน 7.13 แสนล้านบาท (เป็นโครงการเร่งด่วนในปี 2560 รวมท 48 โครงการ วงเงิน 6,992.7 ล้านบาท)

รวมทั้งมีแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งแม้จะคาดว่าไตรมาส 4/59 การท่องเที่ยวอาจจะชะลอตัวในระยะสั้น เนื่องจากนักท่องเที่ยงกังวลเรื่องการปฏิบัติตน และกิจกรรมช่วงไว้ทุกข์ และผู้ประกอบการกังวลเรื่องปัญหาทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่ทั้งนี้คาดว่าการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวและขยายตัวในเกณฑ์ดีในปี 2560 โดยประเมินว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยว 35.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 8% ชะลอลงจากฐานที่สูงในปี 2559 โดยในแง่ของรายได้การท่องเที่ยวคาดว่าในปี 2560 จะอยู่ที่ 1.95 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 1.76 ล้านล้านบาท

ส่วนข้อจำกัดปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความเสี่ยงด้านความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก สถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป ซึ่งต้องติดตามทิศทางและแนวนโยบายของสหรัฐฯ ในช่วงหลังการเลือกตั้ง ตลอดจนผลการลงประชามติรัฐธรรมนูญในอิตาลี การเลือกตั้งในฝรั่งเศส และเยอรมนี, การใช้อำนาจมาตรา 50 ของสหราชอาณาจักรในเดือน มี.ค.60 ภายหลังจากการลงประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) และแนวโน้มผลการเจรจา รวมทั้งปัญหาความอ่อนแอของสถาบันการเงินในยุโรป และปัญหาภาคการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีน

สำหรับการบริหารเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี 2559 และ 2560 ควรให้ความสำคัญกับ 5 ด้านที่สำคัญ คือ 1. การเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2. การรักษาแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว โดยดำเนินตามยุทธศาสตร์แผนการตลาดท่องเที่ยวปี 2560 การชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการทัวร์ศูนย์เหรียญ และการประชาสัมพันธ์กิจกรรมท่องเที่ยว

3. การสนับสนุนและเร่งรัดการส่งออกให้สามารถกลับมาขยายตัว โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการส่งออกของไทยปี 2560 4. การฟื้นฟูเกษตรกรและการเตรียมมาตรการรองรับการขยายตัวของการผลิตทางการเกษตร โดยให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิต และ 5. การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชน

ส่วนสาเหตุที่ปีนี้มอง GDP จะขยายตัว 3.2% ซึ่งลดลงมาเล็กน้อยจากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.3% เนื่องจากมองว่าในไตรมาส 4/59 เศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงเล็กน้อย เนื่องจากยังไม่แน่ใจสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะต้องรอประเมินผลกระทบให้ชัดเจนก่อน ประกอบกับฐานในปีก่อนเร่งตัวค่อนข้างดี สำหรับปี 60 ยังมีความจำเป็นจะต้องรักษานโยบายด้านการเงินการคลังให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งในปัจจุบันมองว่ายังไม่มีความผิดปกติของเศรษฐกิจโลกที่จะมากระทบกับไทยเป็นพิเศษ จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องออกมาตรการพิเศษเพิ่มเติม.