5 ความเชื่อผิดๆ เรื่องครีมกันแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย สุดสัปดาห์ 30 พ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/622401

 

แม้ว่าสาว ๆ จะเคยชินกันการทาครีมกันแดดอยู่แล้ว แต่หลายคนก็ยังมีความเชื่อเรื่องการใช้แบบผิด ๆ จนทำให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร รู้อย่างนี้แล้วรีบแก้ไขกันโดยด่วน!

1. จะออกจากบ้านค่อยทา

ก่อนอื่นควรอ่านฉลากให้ละเอียดว่าควรใช้อย่างไร เพราะครีมกันแดดมีอยู่ 2 ประเภท คือ Chemical Sunscreen จะต้องทาก่อนออกแดดอย่างน้อย 15 – 20 นาที เพื่อรอให้เนื้อครีมซึมลงสู่ผิวก่อนออกแดดแต่ถ้าเป็น Physical Sunscreen สารกันแดดจะเคลือบบนผิว สามารถทาแล้วออกแดดได้ทันที

2. ทาบางๆ ผิวจะได้ไม่มัน

การป้องกันรังสียูวีให้ได้ผลที่สุดควรจะทาให้เนื้อครีมครอบคลุมทั่วบริเวณที่ต้องการในปริมาณหนาพอสมควร แต่ถ้าใครกลัวว่าหน้าจะมันเดี๋ยวนี้ครีมกันแดดเนื้อบางเบาและดีไซน์มาเพื่อผิวมันก็เริดไม่แพ้กัน

3. ทาเฉพาะวันที่มีแดด

ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร รังสียูวีก็ยังส่องผ่านมาทำร้ายผิวได้อยู่ดี ทางที่ดีทากันแดดทุกวันจะดีกว่า สาว ๆ อาจเลือกกันแดดชนิดมีสีหรือเป็นเบสเพื่อเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าก็ดีงามอยู่นะยูว์

4. ใช้กันแดดผิดประเภท

กันแดดสำหรับผิวหน้านำมาทาตัวได้ (ถ้าไม่กลัวเปลือง) แต่กันแดดผิวตัวนำมาทาหน้าคงไม่ดี เพราะผิวหน้าบอบบางและระคายเคืองง่ายกว่า

5. กันเหงื่อ VS กันน้ำ

ผลิตภัณฑ์กันแดดทั่วไปจะเหมาะกับวันที่ไม่มีเหงื่อหรือเหงื่อออกแค่ซึม ๆ เท่านั้น แต่หากต้องทำกิจกรรมทางน้ำหรือมีเหงื่อออกมากควรเลือกชนิดกันน้ำ (Water Resistant) ไม่เช่นนั้นครีมกันแดดไหลตามเหงื่อไปหมดเป็นแน่

ที่มา – สุดสัปดาห์
www.sudsapda.com

 

รู้จัก “คุชชั่น” รองพื้นขั้นเทพก่อนใช้ผิดวิธี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย Vogue Thailand 29 พ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/622316

 

Cushion: บิวตี้ไอเท็มสัญชาติเกาหลีที่ครองใจสาวๆ ทั่วโลกจนแบรนด์เมกอัพชั้นนำต่างแข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์ มาทำความรู้จักจุดเริ่มต้นการผลิต พร้อมแนะนำคุชชั่นรุ่นใหม่ ที่ออกแบบให้ตรงความต้องการของสาวเอเชียมากยิ่งขึ้น

The Creator

Kyungho Choi นักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องสำอางจากบริษัท AmorePacific ประเทศเกาหลีใต้ คือผู้อยู่เบื้องหลังการให้กำเนิดผลิตภัณฑ์คุชชั่นรุ่นแรกในปี 2000 โดยมีจุดเริ่มต้นจากการรวมเอาจุดเด่นของผลิตภัณฑ์รองพื้นแต่ละประเภทอย่างบีบีครีม รองพื้นเนื้อลิควิด และแป้งผสมรองพื้นเข้าไว้ด้วยกัน จึงกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทรองพื้นแบบใหม่ที่พกพาสะดวก เหมาะสำหรับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของสาวออฟฟิศ



The Inspiration

แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์คุชชั่นมาจากตัวแสตมป์หรือ “ตราประทับ” ซึ่งทำให้เกิดการคิดค้นโฟมแบบพิเศษชื่อว่า Polyurethane ที่ภายในประกอบไปด้วยหลุมฟองอากาศขนาดเล็กจำนวนมาก ทำหน้าที่ช่วยกักเก็บโมเลกุลของเหลวไว้ไม่ให้ไหลเลอะออกมา เหมือนตลับหมึกของตราประทับสามารถกักเก็บน้ำหมึกจำนวนมากไว้ได้ และคุณลักษณะเนื้อนุ่มแน่นของโฟมชนิดนี้ยังเป็นที่มาของชื่อ Cushion ที่แปลว่าหมอนอิงด้วย



Sheer Perfection

เนื้อบีบีครีมในคุชชั่นแตกต่างจากที่บรรจุในแพ็กเกจจิ้งชนิดขวดหรือหลอดอย่างสิ้นเชิง โดยจะต้องดัดแปลงโมเลกุลในเนื้อผลิตภัณฑ์ให้มีขนาดเล็กเท่ากับหลุมฟองอากาศในเนื้อโฟมโพลิยูริเทน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุดของการพัฒนาคุชชั่นรุ่นแรกๆ และอาจจะเป็นเพราะขนาดโมเลกุลที่เล็กลงนี่เอง จึงทำให้เมื่อทาแล้วเนื้อจะดูเรียบเนียนไปกับผิว เสมือนเป็นผิวธรรมชาติจริงๆ



The Facts

1. คุชชั่นหมาะกับสภาพอากาศร้อนชื้นและทำให้ใบหน้ามันเยิ้มหรือไม่ คุชชั่นรุ่นใหม่ๆ ปรับเปลี่ยนจาก Oil- Based (น้ำมันเป็นตัวกลาง) มาเป็น Water-Based (น้ำแร่เป็นตัวกลาง) เพื่อลดความมันบนผิวหน้า และอีกหลายแบรนด์ใส่ส่วนผสมจากธรรมชาติที่ช่วยปลอบประโลมผิวอย่างสาหร่ายทะเลจึงทำให้รู้สึกเย็นสบายผิว

2. คุชชั่นเหมาะสำหรับใช้กับคนที่ผิวดีอยู่แล้วหรือไม่ผลิตภัณฑ์คุชชั่นรุ่นใหม่ๆ พัฒนามาจากรองพื้นรุ่นขายดีให้มาอยู่ในรูปแบบคุชชั่น โดยผสานเทคโนโลยีเม็ดสีที่ช่วยกระจายแสงจึงสามารถลดเลือนริ้วรอยหรือจุดด่างดำได้เสมือนใช้รองพื้นที่มีระดับการปกปิดสูง



3. พัฟฟ์ที่ใช้ซ้ำบ่อยๆ จะกลายเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรียได้หรือไม่โฟมโพลิยูริเทนที่ใช้ผลิตคุชชั่นทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเติบโตได้ แต่แนะนำให้ทำความสะอาดพัฟฟ์ประมาณอาทิตย์ละครั้ง โดยใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางประเภทออยล์ที่จะช่วยดึงเอาออยล์ที่ตกค้างอยู่ในพัฟฟ์ออกมาได้ดีกว่า

ที่มา – Vogue Thailand
www.vogue.co.th
www.facebook.com/VogueThailandOfficial

 

แกะกล้าแดนซามูไร อิซเซ่ มิยาเกะ ผู้พลิกโฉมนวัตกรรม แฟชั่นโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 พ.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/627256

 

ถือเป็นหนึ่งในตำนานของนักคิดนักสร้างสรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ของแฟชั่นโลกอย่างแท้จริง สำหรับ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ผู้ทิ้งมรดกมากมายไว้ให้คนรุ่นหลัง จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมการแต่งกาย ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาอุทิศชีวิตให้กับ การค้นคว้าวิจัยเรื่องของเส้นใยอันล้ำสมัย ขณะเดียวกัน ก็เปิดพรมแดน ใหม่ให้วัสดุไฮเทคอย่างโพลีเอสเตอร์ ทำให้เกิดผลงานการออกแบบเสื้อผ้าที่ใกล้ชิดกับร่างกายมนุษย์มากที่สุด โดยเป้าหมายสำคัญสูงสุดของเขาก็คือ ทำให้เกิดความงดงามอย่างทะลุมิติ


การกะเทาะเปลือกเพื่อเข้าถึงแก่นแท้ของเจ้าพ่อแห่งโลกดีไซน์นาม “อิซเซ่ มิยาเกะ” จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในประวัติศาสตร์อันยาวนาน และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องงานฝีมือ และจิตวิญญาณแท้จริงของการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆในแบบเซนของชาวอาทิตย์อุทัย นับเป็นปรากฏการณ์น่าทึ่งอย่างยิ่งที่ผลงานสร้างสรรค์ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบันของ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ได้ถูกรวบรวมนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก ภายใต้นิทรรศการ “The Work of Miyake Issey” ณ ศูนย์แสดงศิลปะแห่งชาติ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 16 มี.ค.-13 มิ.ย.นี้ (ปิดทุกวันอังคาร) เพื่อเชิดชูยกย่องความยิ่งใหญ่ในการสร้างสรรค์ของ “แกะกล้าแห่งวงการแฟชั่นโลก” โดยจะนำเสนอชีวิตการทำงานทั้งหมดของ “มิยาเกะ” ตั้งแต่ปี 1970 จนถึงปัจจุบัน ผ่านผลงานออกแบบเสื้อผ้าล้ำจินตนาการมากกว่า 100 ชิ้น ซึ่งได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดีให้เข้ากับธีมต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงแนวคิดสำคัญที่อยู่เบื้องหลังแนวทางการทำงานของ “อิซเซ่ มิยาเกะ” ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา


สำหรับประวัติชีวิตของ “อิซเซ่ มิยาเกะ” เกิดวันที่ 22 เม.ย.1938 ที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ตอนเขาอายุ 7 ขวบ เคยผ่านเหตุการณ์ใหญ่ และรอดชีวิตมาได้หวุดหวิดจากการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา เมื่อวันที่ 6 ส.ค.1945 เขาร่ำเรียนจบด้านการออกแบบกราฟฟิกจากมหาวิทยาลัยทามะ อาร์ต ยูนิเวอร์ซิตี้ กรุงโตเกียว ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อ “บทโคลงกลอนแห่งวัตถุและก้อนหิน” ซึ่งถือเป็นคอลเลกชั่นแรกในชีวิตก็ว่าได้


หลังสำเร็จการศึกษาในปี 1964 เขาเดินทางไปกรุงปารีส เพื่อศึกษาต่อที่สถาบันออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นสูง “Chambre Syndicale dela Couture Parisience” และที่ประเทศฝรั่งเศสนี่เอง โลกใบใหญ่ได้เปิดอ้อมกอดต้อนรับชายหนุ่มมากพรสวรรค์จากแดนซามูไร โดย “มิยาเกะ” เริ่มทำงานเป็นผู้ช่วยดีไซเนอร์ที่ห้องเสื้อกีลาโรช จากนั้นจึงย้ายไปอยู่กับ Givenchy ในปี 1968 และเดินทางกลับมาโตเกียวในปี 1970


ต่อมาในปี 1971 “มิยาเกะ” เปิดตัวคอลเลกชั่นแรกของเขาในนิวยอร์ก และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงานปารีสแฟชั่นวีก ตั้งแต่ปี 1973 แนวคิดอันแปลกใหม่ไม่มีใครเหมือนของเขา แสดงให้เห็นว่าเสื้อผ้าเป็นเสมือน “A Piece of Cloth” ทำให้เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางไปทั่วโลกตั้งแต่แรกเริ่ม “มิยาเกะ”เปรียบเสมือนนักค้นคว้าผู้ไม่เคยย่อท้อ และมักจะเปิดมุมมองใหม่ๆในการสร้างสรรค์เสื้อผ้า ผ่านงานค้นคว้าวิจัย ทดลอง และพัฒนา ในขณะเดียวกันก็ศึกษาและตีความความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายมนุษย์กับเครื่องแต่งกายอย่างล้ำจินตนาการ


ด้วยความตั้งใจมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าในการก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของ “มิยาเกะ” ส่งผลให้เขานำเสนอผลงานที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์แฟชั่นโลกมากมายนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะเสื้อผ้าจับพลีตที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1989 และต่อมาได้พัฒนาเป็นแบรนด์ดัง “PLEATS PLEASE ISSEY MIYAKE” โดยดีไซเนอร์มากพรสวรรค์ได้รวบรวมประสบการณ์ทั้งหมดจากแดนไกลมาก่อตั้งสตูดิโอของตัวเอง ภายใต้ชื่อ “The Miyake Design Studio” ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 เริ่มต้นทดลองการจับพลีต ซึ่งทำให้เกิดความเคลื่อนไหวขณะสวมใส่ และง่ายต่อการดูแลรักษา ต่อมาเขาได้คิดค้นเทคนิคใหม่ที่ชื่อว่า “garment pleating” และในปี 1993 เสื้อผ้าชิ้นแรกของ “Pleats Please” ก็ถือกำเนิดขึ้นในโลกแฟชั่น โดยเขาตัดเย็บชุดด้วยเทคนิคจับพลีตแหวกแนวให้คณะแสดง “Ballett Frankfurt” ภายใต้คอนเซปต์ “the Loss of Small Detail” และมีโอกาสร่วมงานกับนักปั้นเซรามิกชาวออสเตรเลีย “ลูซี่ ไร” ผลิตกระดุมจากดินเผาเพื่อตกแต่งเสื้อผ้า นอกจากนี้ เขายังซี้ปึ้กกับ “สตีฟ จ็อบส์” ผู้ให้กำเนิด Apple โดยเป็นคนออกแบบ เสื้อสีดำคอเต่า ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวจ็อบส์



ส่วนแนวคิดและกระบวนการพื้นฐานของ “A-POC” เกิดขึ้นในปี 1997 โดยในครั้งนี้ เขาได้ร่วมงานกับ “ไดอิ ฟูจิวาระ” ซึ่งต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นดีไซน์โซลูชั่นล้ำจินตนาการ ที่เรียกว่า “A-POC INSIDE” และถูกรวมเข้ามาในคอลเลกชั่นต่างๆของอิซเซ่ มิยาเกะ กรุ๊ป


ในปี 1994 และ 1999 “มิยาเกะ” ขอวางมือจากการดีไซน์เสื้อผ้าผู้ชายและผู้หญิง โดยส่งไม้ต่อให้ “นาโอกิ ทากิซาวา” เพื่อที่เขาจะได้กลับไปมุ่งมั่นทุ่มเทเวลาให้กับงานค้นคว้าทดลองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างนวัตกรรมแปลกใหม่ให้วงการแฟชั่น กระนั้น ในปี 2007 “นาโอกิ” ลาออกมาเปิดแบรนด์ของตัวเอง ทำให้อิซเซ่ มิยาเกะ กรุ๊ป เปลี่ยนครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์ใหม่เป็น “ไดอิ ฟูจิวาระ” กระทั่งปี 2012 จึงแต่งตั้ง “โยชิยูกิ มิยาเมะ” เข้ากุมบังเหียนแทนจนถึงปัจจุบัน


ตลอดชีวิตของ “มิยาเกะ” ให้ความสำคัญในการฟูมฟักทรัพยากรมนุษย์อันหลากหลาย และเทคโนโลยีที่นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆสู่วงการแฟชั่น ตั้งแต่เมื่อเริ่มก่อตั้งแบรนด์ จิตวิญญาณในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆของเขาได้ถูกส่งต่อ มายังดีไซเนอร์เจนเนอเรชั่นใหม่รุ่นแล้วรุ่นเล่า พร้อมๆกับการเดินหน้ารับมือกับความท้าทายต่างๆที่ถาโถมเข้ามา ด้วยมุมมองและไอเดียสดใหม่ ขณะเดียวกันก็ได้ผสมผสานเทคนิคดั้งเดิมของญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างลงตัวน่าทึ่ง


ปรบมือรัวๆให้กับผู้สร้างตำนานบทสำคัญ เจ้าของแนวคิด… “งานดีไซน์ไม่ใช่ปรัชญาชั้นสูง แต่งานดีไซน์คือชีวิต!!”

ทีมข่าวหน้าสตรี

 

มัดมุก – แพรดาว พานิชสมัย สาวผู้มีสไตล์โดดเด่นไม่แพ้พี่สาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย แพรว 28 พ.ค. 2559 16:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/622282

 

“มัดมุกกับพี่มัดหมี่สนิทกันมาก มีกิจกรรมอะไรก็ทำด้วยกันตลอดอย่างพี่มัดหมี่อยากเรียนร้องเพลง เต้น วาดรูป ก็เรียนด้วยกัน พี่มัดหมี่เขาชอบด้านนี้ มีความเป็นศิลปินสูง มัดมุกเรียนได้ เพียงแต่เรื่องแพสชั่นคงไม่ใช่ มัดมุกชอบด้านธุรกิจ การบริหารมากกว่า

“จึงเลือกเรียนคณะ International Management ที่ SOASUniversity of London และเลือกทำงานตำแหน่ง Sale Executive ดูแลแบรนด์ลักชัวรี่ต่าง ๆ ในห้าง และด้านการตลาดที่สยามพิวรรธน์ เพราะคุณแม่ (เกล็ดดาว พานิชสมัย) ทำงานพาร์ตไทม์ให้สยามพารากอนตั้งแต่ห้างเปิด และมัดมุกเองก็คลุกคลีอยู่กับห้างทั้งช็อปปิ้ง กินข้าวดูหนัง จนเป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง จึงทำให้อยากเรียนรู้งานด้านนี้



“ส่วนในอนาคตก็อยากมีธุรกิจของตัวเองนะคะ เพียงแต่ยังไม่รู้ว่าเป็นแนวไหน จึงขอเก็บประสบการณ์ให้มากที่สุดก่อน มีหลายคนถามว่า ทำไมไม่ลองทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง เพราะเห็นเราชอบแต่งตัว แต่คือวาดรูปไม่เป็นค่ะและไม่ได้มีหัวด้านแฟชั่นขนาดนั้น (หัวเราะ) เราแค่สนุกกับการแต่งตัวและช็อปปิ้ง

“มัดมุกไม่ได้ตามเทรนด์แฟชั่นตลอด ต้องเลือกว่าอะไรที่เหมาะกับเรา เพราะไม่ใช่สาวรูปร่างผอมบางที่ใส่ชุดอะไรก็ได้ ส่วนเทคนิคในการเลือกไม่มีค่ะ ต้องลองเท่านั้นถึงจะรู้ (หัวเราะ) อย่างสไตล์ของมัดมุก คือชุดที่ดูทะมัดทะแมง ไม่หวาน ชอบใส่สูท เบลเซอร์กับกางเกง มีเบลเซอร์เยอะมากจนเรียกว่าสะสมก็ได้นะคะ เริ่มชอบตั้งแต่ช่วงไปเรียนที่ลอนดอน เพราะอากาศหนาว ได้ใส่เสื้อคลุมบ่อย จึงเริ่มติดใจ และซื้อมาเรื่อย ๆ พอกลับมาเมืองไทยก็ยังซื้อ



“สามารถนำเบลเซอร์มามิกซ์ได้กับทั้งเสื้อเชิ้ต เสื้อกล้าม หรือใส่ตัวเดียวก็ยังได้แมตช์กับกางเกงขาบานจะได้ลุคทำงานที่ดูน่าเชื่อถือ หรือถ้าแมตช์กับกางเกงขาสั้น ก็ลงตัวสำหรับวันสบาย ๆ แบรนด์ที่ชอบมากคือ Asava เพราะเด่นเรื่องเบลเซอร์ สูททำงานกับกางเกง ดีไซน์ได้สวย อีกแบรนด์คือ Senada ที่ดูหวานขึ้นมาอีกนิดแต่ยังคงเป็นสไตล์ของเราอยู่

“เสื้อผ้าส่วนใหญ่ของมัดมุกเป็นโทนสีเรียบ ๆ ค่ะ แล้วเพิ่มแอกเซส-เซอรี่เข้าไปให้ดูน่าสนใจขึ้น เช่น ถ้าทั้งเสื้อและกางเกงเป็นสีดำ จะเลือกรองเท้าสีแดง หรือเข็มขัดสีทอง ให้ดูไม่เรียบจนเกินไป แต่ที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ รองเท้าส้นสูง ติดมาก…ก ซึ่งเรื่องนี้เริ่มจากคุณแม่ค่ะ เพราะท่านติดรองเท้าส้นสูง ขนาดไปทะเลยังไม่ยอมลงจากส้นสูงเลยค่ะ พอมัดมุกกับพี่มัดหมี่อายุประมาณ 14 ปี ท่านก็ฝึกให้ใส่ส้นสูง เพราะช่วยให้บุคลิกดูดี เดินสง่า ขายาว จึงทำให้มัดมุกติดใส่ส้นสูงมาตลอดค่ะ


“ที่ใส่ประจำคือ รองเท้าส้นตึก ใส่เหมือนกับที่คนอื่นใส่รองเท้าแตะเลยค่ะคือใส่ไปทุกที่ จะเดิน วิ่ง ได้หมด ไม่มีปัญหา อย่างล่าสุดไปเล่นสกีที่ญี่ปุ่นแล้วล้มเส้นเอ็นหัวเข่าอักเสบ คุณหมอให้ใส่เฝือกอ่อนและห้ามใส่รองเท้าส้นสูงเด็ดขาด แต่มัดมุกทนได้แค่ 2 อาทิตย์ก็ต้องขอใส่เหมือนเดิมทั้งที่ยังไม่หายดี เพราะถ้าไม่ใส่ส้นสูงจะรู้สึกไม่เป็นตัวเอง (ยิ้ม)


“มัดมุกชอบรองเท้าส้นตึกของ KurtGeiger เพราะใส่สบายมาก ส่วนรองเท้าส้นสูงชอบ Christian Louboutin ไว้ใส่เวลาไปงานต่าง ๆ เวลามัดมุกซื้อรองเท้าอย่างแรกที่ดูคือ ดีไซน์ว่าเข้ากับรูปร่างของเรา จะไม่เลือกแบบที่มีสายรัดข้อสูง ๆ เพราะจะยิ่งทำให้ขาดูตัน แต่สำคัญที่สุดคือต้องใส่สบาย จะไม่ซื้อมาแล้วต้องทนเจ็บมัดมุกใช้ของแต่ละอย่างคุ้มมาก ใส่จนพังของที่ซื้อมาแล้วต้องได้ใช้จริง ๆ ไม่ใช่ใส่ได้แค่ 2 – 3 ครั้ง แล้วไม่หยิบอีกเลย หรือบางแบบที่ใส่แล้วสบาย ก็จะซื้อแบบเดิม

แต่หลายสี อย่างรองเท้าส้นสูงของ Christian Louboutin เป็นคู่ที่เพื่อน 10 คนแชร์กันซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดอายุ 18 ปี และเป็นคู่ที่ใส่สบายมาก จากนั้นมัดมุกเลยไปซื้อทรงเดียวกันเพิ่มอีกหนึ่งสีมาเลย เพราะรู้สึกว่าคุ้มค่าและใช้ได้บ่อยจริงๆ



“ของบางอย่างแม้ราคาสูง แต่สามารถใช้ได้บ่อยไม่ตกเทรนด์ ก็ถือว่าคุ้มค่าแก่การลงทุน (ยิ้ม) อย่างที่บอกมัดมุกไม่ได้แต่งตัวตามเทรนด์มากนัก แต่เน้นการมิกซ์แอนด์แมตช์ให้เป็นสไตล์ของตัวเอง เพราะเทรนด์มาแล้วก็ไป แต่สไตล์ต่างหากที่อยู่ตลอด

“เราจึงต้องคงความเป็นตัวเองไว้ ไม่ว่าเทรนด์จะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม”

ที่มา – แพรว
www.praew.com

 

ซาร์โกซี อดีตปธน.ฝรั่งเศส ‘ขาลง’ แพ้หมดรูป ศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 16:33

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789567

 

อดีตประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซีแห่งฝรั่งเศส ‘ขาลง’ พ่ายศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรกเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแบบสุดเซอร์ไพรส์ ให้แก่ ฟรองซัวส์ ฟีญง อดีตนายกฯ ในสมัยรัฐบาลของเขาเอง ที่ได้คะแนนมาเป็นที่ 1 จนต้องออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้และวางมือทางการเมือง

เมื่อ 21 พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อดีตประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี แห่งฝรั่งเศส วัย 61 ปี แพ้หมดรูปในศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรก เพื่อเป็นตัวแทนพรรคสายกลาง-ขวา ‘รีพับลิกัน’ ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของฝรั่งเศส โดยได้ออกมาประกาศยอมรับความพ่ายแพ้ และบอกว่าเขาพร้อมสนับสนุนนายฟรองซัวส์ ฟีญง อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรก เพื่อเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในปีหน้า ขณะที่ตัวเขาเองนั้นกำลังจะวางมือทางการเมืองแล้ว


นายฟรองซัวส์ ฟีญง ยิ้มแย้มท่ามกลางสื่อมวลชน

‘คงถึงเวลาที่ผมจะนำชีวิตไปสู่การมีชีวิตส่วนตัวที่ผมรักมากขึ้น และหลงใหลในเรื่องการเมืองน้อยลง โชคดีนะฝรั่งเศส’ นายซาร์โกซี กล่าวกับบรรดาผู้สนับสนุน ยอมรับความพ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบแรกของพรรครีพับลิกัน เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. ขณะที่เขาพยายามจะหวนกลับเข้ามาบนถนนการเมืองอีกครั้ง หลังจากพ้นตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสเมื่อปี 2555  โดยผลเลือกตั้งออกมาสร้างความประหลาดใจอย่างมาก เพราะ นายฟรองซัวส์ ฟีญง วัย 62 ปี ได้คะแนน 44.1% มาเป็นอันดับ 1  ตามด้วยนายอแลง จุปเป อดีตนายกรัฐมนตรี และปัจจุบัน เป็นนายกเทศมนตรีเมืองบอร์โดซ์ คะแนนมาเป็นที่ 2 อยู่ที่ 28.6% ส่วนนายซาร์โกซี ได้คะแนนเป็นลำดับ 3 ที่ 20.6%

ข่าวแจ้งว่า นายฟีญง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสสมัยที่นายซาร์โกซี ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ระหว่างปี 2550-2555 จะต้องลงสู้ศึกเลือกตั้งรอบสองเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน แข่งกับนายจุปเป ครั้งหน้าในวันอาทิตย์ที่ 27 พ.ย. และคาดว่าผู้ชนะจะต้องไปแข่งกับ นางมารีน เลอ แปน ประธานพรรคสายขวาจัด ‘แนวร่วมแห่งชาติ’ ในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสปีหน้า.


นายอแลง จุปเป (ซ้าย) และนายฟรองซัวส์ ฟีญง ที่ต้องเข้าไปสู้กันในศึกเลือกตั้งขั้นต้นรอบหน้า ของพรรครีพับลิกัน
 

ชาวผู้ดีกว่าแสน ร่วมลงชื่อคำร้องให้ราชวงศ์จ่ายค่าซ่อมวังบักกิงแฮมเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 14:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789392

 

ชาวอังกฤษกว่าแสน ร่วมลงนามในคำร้องให้ราชวงศ์อังกฤษต้องเป็นฝ่ายจ่ายเงินในโครงการปรับปรุงซ่อมแซม พระราชวังบักกิงแฮม ราว 1.6 หมื่นล้านบาท ไม่ใช่ใช้เงินจากภาษีของประชาชน

เมื่อ 21 พ.ย. เว็บไซต์มิร์เรอร์รายงาน ประชาชนในอังกฤษกว่า 100,000 คน ร่วมลงชื่อในคำร้องขอให้ราชวงศ์อังกฤษ จ่ายเงินในโครงการปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม ในกรุงลอนดอน วงเงินนับ 369 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท) หลังจากทางการอังกฤษได้ประกาศจะเริ่มโครงการปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม ระยะเวลา 10 ปี เมื่อวันศุกร์ที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกับแจ้งว่า เงินที่จะนำมาใช้ปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม ซึ่งเป็นที่ประทับของสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 นั้น จะเป็นเงินที่ได้จากภาษีของประชาชน

คำประกาศดังกล่าวของทางการ ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไม่เห็นด้วยของชาวอังกฤษบางส่วนขึ้นมาทันที โดยชี้ว่าเงินภาษีของประชาชนควรถูกนำไปใช้ในเรื่องที่มีความจำเป็นเรื่องอื่นๆ อย่างเช่น โรงเรียน และโรงพยาบาล จนนำไปสู่การล่ารายชื่อในคำร้องให้ราชวงศ์อังกฤษต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบในโครงการปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม ไม่ใช่เป็นเงินภาษีของประชาชน


ภายในพระราชวังบักกิงแฮม

นายมาร์ค จอห์นสัน ผู้เริ่มรณรงค์ล่ารายชื่อร้องเรียนเรื่องนี้ ภายใต้ชื่อ ‘คำร้อง 38 องศา’ ชี้ว่า ขณะนี้มีวิกฤติการณ์เรื่องที่พักอาศัยในประเทศ และรัฐบาลได้ใช้ ‘มาตรการรัดเข็มขัด’ ตัดค่าใช้จ่ายในเรื่องบริการประชาชนจำนวนมาก แต่ตอนนี้ราชวงศ์อังกฤษยังคาดหวังให้เราต้อง ‘เฉือนเนื้อตัวเองมากขึ้นอีก’ เพื่อนำมาปรับปรุงพระราชวังบักกิงแฮม

ทั้งนี้ นายฟิลิป แฮมมอนด์ รมว.ต่างประเทศอังกฤษ จากพรรคอนุรักษ์นิยม เป็นหนึ่งใน 3 ของผู้จัดการทรัพย์สินราชวงศ์อังกฤษ รวมทั้งนายกรัฐมนตรีเธเรซา เมย์ และเซอร์ อลัน รีดที่ได้เสนอแนะให้นำเงินภาษีมาใช้ในการซ่อมแซมพระราชวังบักกิงแฮม กล่าวว่า พระราชวังบักกิงแฮม เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอังกฤษ เช่นเดียวกับอนุสาวรีย์อันทรงคุณค่าและเป็นสัญลักษณ์ของอังกฤษทั้งหลาย.

 

ผู้นำเอเปค รูดม่านปิดประชุมที่เปรู ยันเดินหน้าการค้าเสรี ถึงทรัมป์จะชนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 11:51

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/789182

 

ผู้นำและตัวแทนสมาชิกเอเปค 21 ชาติ ปิดการประชุมที่เปรูอย่างชื่นมื่น ยันเดินหน้าสนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรี แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่จะชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชูธงแข็งโป๊ก ไม่สนับสนุนนโยบายเปิดเสรีการค้า เพราะทำให้คนอเมริกันสูญเสียงานให้กับแรงงานจากต่างชาติที่ค่าแรงถูกกว่า

เมื่อ 21 พ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) 21 ประเทศ รูดม่านปิดการประชุม ที่กรุงลิมา เมืองหลวงของประเทศเปรูด้วยบรรยากาศชื่นมื่น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น เห็นพ้องตรงกันที่จะเดินหน้าสนับสนุนข้อตกลงการค้าเสรี แม้ว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งไม่สนับสนุนนโยบายเปิดเสรีทางการค้า จะชนะเลือกตั้ง ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ก็ตาม


บีบีซี แจ้งว่า ในระหว่างการประชุมที่ดำเนินมาเป็นเวลา 2 วัน ผู้นำและตัวแทนชาติสมาชิกเอเปค 21 ชาติ รวมทั้งประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯ ที่มาเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนหมดวาระดำรงตำแหน่งในต้นปีหน้า ได้พยายามปกป้องและเน้นย้ำให้เห็นถึง ‘คุณประโยชน์’ ของการเปิดตลาดเสรีทางการค้า เพียงแต่จำเป็นต้องมีการประชาสัมพันธ์ชี้แจงถึงผลดีของการเปิดตลาดเสรีทางการค้าให้สาธารณชนได้รับรู้มากขึ้น รวมทั้งเน้นย้ำถึงวิธีการที่การค้าเสรีสามารถส่งเสริมนวัตกรรม การจ้างงาน และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย


ปีหน้า เจอกันใหม่

นายกฯจอห์น คีย์ของนิวซีแลนด์ (ซ้าย หลังสุด) , นายเปอร์เฟคโต ยาเซย์ รมว.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ สมเด็จพระราชาธิบดี ฮัสซานัล โบลเกียห์ แห่งบรูไน ,และปธน.ปูตินของรัสเซีย ยิ้มแย้มหลังถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

ส่วนข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ซึ่งมี 12 ประเทศริมฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ประกอบด้วย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนาดา เม็กซิโก ชิลี และเปรู ร่วมลงนาม และกำลังสร้างความวิตกกังวลให้แก่ชาติสมาชิก เนื่องจากถูกทรัมป์คัดค้านอย่างหนักนั้น ประธานาธิบดีโอบามาย้ำว่า ตนสนับสนุนข้อตกลง TPP และเห็นว่า หาก TPP ไม่เดินหน้าต่อแล้ว จะเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพจุดยืนของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก


ประธานาธิบดีบารัค โอบามา มาร่วมประชุมผู้นำเอเปคครั้งนี้เป็นหนสุดท้าย

ทั้งนี้ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ คัดค้าน TPP อย่างหนักในระหว่างการหาเสียง ชี้ว่า เป็นข้อตกลงที่เลวร้าย เพราะจะทำให้ชาวอเมริกันต้องสูญเสียงานให้แก่ประเทศอื่นๆ ที่มีค่าแรงงานถูกกว่า ในขณะที่ ข้อตกลง TPP จะต้องผ่านการรับรองจากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้อยู่ภายใต้อุ้งมือพรรครีพับลิกันของทรัมป์ จึงคาดกันว่า รัฐบาลทรัมป์จะ ‘ฉีก’ ข้อตกลง TPP อย่างแน่นอน

 

ยอดเหยื่อขบวนรถด่วนอินเดียตกรางพุ่ง 119 ศพ-จนท.เร่งหาคนสูญหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 06:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788937

 

จำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุขบวนรถด่วนตกรางในภาคเหนือของประเทศอินเดียเมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ เพิ่มขึ้นเป็น 119 รายแล้ว ขณะที่ยังมีผู้สูญหายในเหตุการณ์นี้อีกหลายคน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้า เหตุขบวนรถด่วนตกรางจำนวน 14 ตู้ ที่รัฐอุตตรประเทศ ทางเหนือของอินเดีย เมื่อช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ที่ 20 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น ว่าล่าสุด จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 119 รายแล้ว และเจ้าหน้าที่เชื่อว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นอีก เพราะมีผู้บาดเจ็บอาการสาหัสและผู้สูญหายอีกหลายคน

ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ปกครองเขตคานปูร์ ในรัฐอุตตรประเทศ อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 119 ราย โดยยังมีผู้บาดเจ็บที่ต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลอีก 78 คน ในจำนวนนี้ 4 คนมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ

ขณะเดียวกัน ตำรวจอินเดียกำลังค้นหาตัวผู้ประสบเหตุอีกหลายคนที่ยังหาไม่พบ แต่การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก “เรากำลังใช้ทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือชีวิต แต่ยากมากที่จะตัดตู้โดยสารที่ทำจากเหล็ก” นายประเทป ราอี เจ้าหน้าที่การทางรถไฟอินเดียกล่าว

นอกจากนี้ ตำรวจกำลังพยายามหาสาเหตุว่า อะไรทำให้ขบวนรถด่วนซึ่ง วิ่งระหว่างเมืองปัฏนา-อินดอร์ พร้อมผู้โดยสารมากกว่า 500 คนขบวนนี้ตกราง โดยพวกเขากำลังตรวจสอบสภาพของรถไฟ แต่จำเป็นต้องสืบข้อมูลมากกว่านี้ก่อนจะมีข้อสรุปใดๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

รถด่วนพิเศษอินเดียตกราง ดับทะลุ 95 ศพ เจ็บมากกว่า 150 คน

 

‘ดูเตร์เต’ พบ ‘ปูติน’ ครั้งแรก ด่าตะวันตกเป็นจอมข่มเหง-แสแสร้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 05:00

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788896

 

ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์ ได้พบปะประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซียเป็นครั้งแรก ในการประชุมเอเชีย-แปซิฟิก ในประเทศเปรู โดยเขากล่าวโจมตีสหรัฐฯ และชาติตะวันตกว่าเป็นจอมข่มเหง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต แห่งฟิลิปปินส์เจอหน้าพบปะหารือกับประธานาธิบดีวลาดเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เป็นครั้งแรก ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันเสาร์ที่ 19 พ.ย. โดยเขาแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อชาติตะวันตกและสหรัฐฯ อย่างไม่ปิดบัง

“ในช่วงที่ผ่านมา ผมเห็นชาติตะวันตกมากมายข่มเหงรังเกประเทศขนาดเล็ก และไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังแสแสร้งมากๆ” นายดูเตร์เตกล่าว ขณะที่ประธานาธิบดีปูติน กล่าวแสดงความยินดีต่อนายดูเตร์เตที่ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อเดือนพ.ค. และระบุว่า ดูเตร์เตใช้เวลาสั้นมากๆ ในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัสเซียและฟิลิปปินส์

ดูเตร์เตตอบรับปูตินด้วยคำพูดในลักษณะคล้ายกัน ก่อนกล่ามโจมตีมหาอำนาจตะวันตกต่อ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่เขาไปแทรกแซงในเหตุความขัดแย้งต่างๆ เพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว และโน้มน้าวคนอื่นๆ ให้อยู่ข้างตัวเอง “ดูเหมือนพวกเขา (สหรัฐฯ และชาติตะวันตก) จะก่อสงคราม แต่กลัวที่จะเข้าร่วมสงคราม นี่เป็นเรื่องที่อเมริกาและอื่นๆ ทำผิด” “พวกเขาก่อสงครามในหลายพื้นที่ ทั้งในเวียดนาม, อัฟกานิสถาน และอิรัก พวกเขาย้ำว่าหากคุณเป็นมิตรกับพวกเขา พวกเขาจะตามคุณไป”

ทั้งนี้ ดูเตร์เต อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดาเวา กล่าวโจมตีสหรัฐฯ และชาติตะวันตกอย่างหนัก หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำสงครามกวาดล้างยาเสพติดในฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายพันราย เขายังแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะตีตัวออกห่างสหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรมานาน และหันหน้าเข้าหารัสเซียกับจีน ซึ่งมีปัญหาไม่ลงรอยในเรื่องดินแดนพิพาททะเลจีนใต้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูเตร์เตแย้ม อาจพาปินส์ออกจากศาลอาญาระหว่างประเทศตามรอยรัสเซีย

 

ซีเรียปัดข้อเสนอหยุดยิงในเมืองอเลปโปของสหประชาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 21 พ.ย. 2559 04:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/788856

 

วาลิด อัล-มูอัลเลม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศซีเรีย

รัฐบาลซีเรียปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงในเมืองอเลปโป ที่เสนอโดยองค์การสหประชาชาติ ขณะที่มีรายงานว่า ชาวเมืองถูกสังหารด้วยอาวุธเคมี…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลซีเรียปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงในเมืองอเลปโปขององค์การสหประชาชาติ ที่ให้กองทัพฝ่ายรัฐบาลหยุดการโจมตีอย่างหนักหน่วงในภาคตะวันออกของเมือง และให้ฝ่ายกบฏเป็นผู้ควบคุมพื้นที่แห่งนี้ต่อไป หากฝ่ายกบฏยอมถอนตัวออกจากเมือง

นายวาลิด อัล-มูอัลเลม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศซีเรีย ปฏิเสธแผนดังกล่าวระหว่างหารือกับนายสตาฟฟาน เด มิสตูรา ทูตพิเศษสหประชาชาติประจำซีเรีย ในกรุงดามัสกัส เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดย นายมูอัลเลม กล่าวว่า การฟื้นฟูการปกครองในเมืองอเลปโปต้องเกิดขึ้นทุกพื้นที่ของเมือง เพราะนี่เป็นเรื่องของอธิปไตยแห่งชาติ “มันเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เลยแม้แต่น้อยที่จะปล่อยให้คนของเราประมาณ 275,000 คนตกเป็นตัวประกันของมือปืน 6,000-7,000 คน ไม่มีรัฐบาลใดในโลกที่ยอมรับเรื่องนี้ได้”


นายสตาฟฟาน เด มิสตูรา ทูตพิเศษสหประชาชาติประจำซีเรีย

ทั้งนี้ กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนในซีเรีย (เอสโอเอชอาร์) ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 103 ราย นับตั้งแต่กองทัพรัฐบาลซีเรียเริ่มการโจมตีทางอากาศรอบใหม่ในภาคตะวันออกของเมืองอเลปโปเมื่อวันอังคาร (15 พ.ย.) หลังจากหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรม นาน 3 สัปดาห์ร่วมกับรัสเซีย ส่วนกลุ่มหมวกนิรภัยขาว หน่วยกู้ภัยในเมืองอเลปโประบุว่า เมืองอเลปโปเผชิญการโจมตีทางอากาศถึง 180 ครั้งแค่ในวันเสาร์วันเดียว

ขณะที่ นายเด มิสตูรา เดินทางเข้าประเทศซีเรียเพื่อหาทางเจรจา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับผู้อยู่อาศัยในภาคตะวันออกของเมืองอเลปโป หลังจากมีรายงานว่า มีพลเรือนเสียชีวิตในการโจมตีทางอากาศมากมาย รวมทั้งครอบครัว 6 คนในเขตอัล-ซาคอร์ ที่ต้องสงสัยว่า เสียชีวิตจากระเบิดถังที่มีส่วนผสมของแก๊สคลอรีน แต่ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ