ดันแปลงใหญ่ประชารัฐเกษตรสมัยใหม่ หนุนชาวนารวมกลุ่มประกอบอาชีพอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244651

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลพยายามวางรากฐานการแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยปี 2559 ได้กำหนดนโยบายการลดต้นทุนการผลิตเพิ่มโอกาสการแข่งขัน โดยหนึ่งในนโยบายดังกล่าว คือ การส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยมีการรวมกันผลิตสินค้าการเกษตร มีการบริหารจัดการร่วมกัน ตั้งแต่การเพาะปลูก การจัดหาปัจจัยการผลิต และการจำหน่าย มีเป้าหมายพัฒนาให้แต่ละแปลงลดต้นทุนอย่างน้อยร้อยละ 20 และเพิ่มผลผลิตอย่างน้อยร้อยละ 20 ซึ่งในปี 2559 มีแปลงใหญ่สินค้าเกษตรทั้งหมด 600 แปลง พื้นที่ 1.5 ล้านไร่ เกษตรกร 96,544 ราย เป็นแปลงใหญ่ต้นแบบ 76 แปลง แปลงใหญ่ทั่วไป 524 แปลง แบ่งเป็น 9 กลุ่มสินค้า ได้แก่ ข้าว 381 แปลง พืชไร่ 81 แปลง ไม้ยืนต้น 20 แปลง ผัก/สมุนไพร 19 แปลง ไม้ผล 52 แปลง หม่อนไหม 3 แปลง กล้วยไม้ 1 แปลง ปศุสัตว์ 25 แปลง และประมง 18 แปลง รวม 33 ชนิดสินค้า โดยแปลงใหญ่ทั้งหมด 600 แปลง มีแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ 58 แปลง โดยเป็นแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ ประเภทข้าว 11 แปลง

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับจากการเข้าร่วมการดำเนินงานในแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) คือ 1.จะได้รับการพัฒนาในด้านการบริหารจัดการในการผลิต ทั้งในประเด็นของเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตให้มีความเหมาะสม และทันสมัย ที่จะนำไปสู่การผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตรฐาน ต้นทุนการผลิตลดลง สามารถแข่งขันในตลาดได้ 2.เกษตรกรที่เข้าร่วมการดำเนินงานในแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ (ข้าว) จะมีความมั่นคงในด้านการตลาดกว่าเกษตรกรทั่วไป เพราะจะมีการเจรจาเชื่อมโยงการตลาดกับเอกชน ตั้งแต่การวางแผนการผลิต ทำให้ทราบปริมาณและคุณภาพผลผลิตที่ตลาดต้องการ ซึ่งจะจะนำมาสู่การวางแผนการผลิต ที่มีประสิทธิภาพ และมีการจัดซื้อผลผลิตตามคุณภาพ ซึ่งผลผลิตในแปลงใหญ่จะมีปริมาณและคุณภาพที่ดี มีความแน่นอน ทำให้ราคาที่เกษตรกรขายได้สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป และ 3.เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกัน ร่วมในการบริหารจัดการด้วยกัน นำไปสู่การพัฒนาเกษตรกรที่มีพลังอำนาจในการต่อรองมากขึ้น และเป็นกลุ่มองค์กรที่มีความเข้มแข็ง สามารถพึ่งตนเองได้มากขึ้น นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

‘เบทาโกร’ยกระดับความเชื่อมั่น ผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง‘เพ็ท โฟกัส’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244648

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์ชัยวุฒิ อุโฆษกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจสัตว์เลี้ยง เปิดเผยว่า เครือเบทาโกร ในฐานะผู้นำในธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) และด้านคุณภาพ (Food Quality) อย่างเคร่งครัดในทุกกระบวนการผลิต ไม่เพียงเฉพาะสินค้ากลุ่มธุรกิจอาหาร ซึ่งเคยได้รับตราสัญลักษณ์ TTM (Thailand Trust Mark) จากระทรวงพาณิชย์ มาแล้วเท่านั้น แต่ในส่วนของสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงก็ให้ความสำคัญมากด้วยเช่นเดียวกัน

“ปัจจุบัน ลูกค้าให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยง เสมือนสมาชิกในครอบครัว ใส่ใจในสุขภาพของสัตว์เลี้ยง มีแนวโน้มการเลือกซื้ออาหารและผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพมากขึ้น รวมทั้งปริมาณความต้องการก็มีมากขึ้นทุกปี สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เราผลิตโดย บริษัท เพ็ท โฟกัส จำกัด ซึ่งก่อตั้งมาไม่ต่ำกว่า 10 ปี และมีการพัฒนาสินค้าโดยมุ่งเน้นในเรื่องคุณภาพ เพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า ควบคุมการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ กระบวนการผลิตที่ผ่านเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ทันสมัย โรงงานมีการออกแบบพื้นที่การผลิตตามหลักการออกแบบทางวิศวกรรมอาหาร เพื่อความสะอาดและปลอดภัย (Hygienic Design) ใช้ระบบบริหารคุณภาพ มาตรฐานระดับสากล ได้แก่ มาตรฐาน BRC ซึ่งเป็นมาตรฐานของยุโรป ระบบ GMP HACCP, ISO 14000, ISO 18000 และ ISO 9100 : 2008 เป็นต้น ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับการโรงงานผลิตอาหารคน รวมทั้งยังได้รับตราสัญลักษณ์รับรอง TTM ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ มอบให้กับสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทที่มีความพร้อมด้านคุณภาพและมาตรฐานต่างๆ จึงมั่นใจและเชื่อถือได้” นายสัตวแพทย์ชัยวุฒิ กล่าว

รักษ์เกษตร : หญ้าแฝก การปลูกนอกพื้นที่เกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244647

วันอังคาร ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม พื้นที่หน้าบ้านของผมเป็นถนนที่มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน ผมอยากจะปลูกหญ้าแฝก จะทำได้ไหมครับ ขอความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ

คำตอบ หญ้าแฝก เป็นพืชตระกูลหญ้าที่ขึ้นเป็นกอหนาแน่น อยู่ตามธรรมชาติ ทั่วทุกภาคของประเทศจากที่ลุ่มจนถึงที่ดอน สามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด เจริญเติบโตโดยการแตกกอ เจริญเติบโตในแนวดิ่งมากกว่าออกทางด้านข้าง และมีจำนวนรากมาก เป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี รากจะประสานติดต่อกันหนาแน่นเสมือนม่าน หรือกำแพงใต้ดิน สามารถกักเก็บน้ำและความชื้นได้ ระบบรากจะแผ่ขยายกว้าง โดยรอบกอเท่านั้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อพืชที่ปลูกข้างเคียง ช่วยให้ดินมีความชุ่มชื้น ช่วยรักษาหน้าดิน และรักษาสภาพแวดล้อม สามารถนำไปปลูกบนพื้นที่ป่าไม้ พื้นที่ปลูกป่า ลำธาร คลอง แม่น้ำ พื้นที่สองข้างของทางชลประทาน อ่างเก็บน้ำ บ่อน้ำ ป่าไม้ ขอบตลิ่ง คอสะพาน ไหล่ถนน เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายได้

วิธีการปลูกหญ้าแฝก ให้ปลูกเป็นแถวเดี่ยว ขวางความลาดชันของพื้นที่เป็นช่วงๆ เพื่อให้แถวของหญ้าแฝกเป็นแนวรั้วคล้ายกำแพงกั้น ชะลอความเร็วของน้ำ และดักตะกอนดินไม่ให้ไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง นักวิชาการของกรมพัฒนาที่ดิน ได้แนะนำไว้ดังนี้

1) พื้นที่ภูเขาที่มีความลาดชันมากกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป การปลูกหญ้าแฝก ต้องปลูกเป็นแถวขวางความลาดชัน ระยะระหว่างแถวใช้ระยะห่างเท่ากับความแตกต่างระดับในแนวดิ่ง 50เซนติเมตร และในกรณีที่มีความลาดชันสูงมากทำให้ดินตื้น จะต้องใช้ไม้ไผ่หรือวัสดุอื่นๆ สานกั้นเป็นแถบช่วยยึดไม่ให้หญ้าแฝกหลุดก่อนที่รากจะงอกยึดจับดิน หรือปลูกหญ้าแฝกล้อมต้นไม้ยืนต้นเป็นครึ่งวงกลม ในตำแหน่งที่ห่างจากทรงพุ่ม 30 เซนติเมตร โดยหันครึ่งวงกลมรับน้ำจากที่สูง ควรใช้หญ้าแฝกดอน ซึ่งจะทนร่ม ทนแล้ง และไม่ต้องการการดูแลมากนัก

2) พื้นที่ภูเขาเป็นพื้นที่ที่มีความลาดชัน 35-45 เปอร์เซ็นต์ การปลูกหญ้าแฝก จะต้องปลูกเป็นแถวแนวขวางความลาดชัน ระยะระหว่างแถวเท่ากับความแตกต่างระดับในแนวดิ่ง 1 เมตร ถ้าตรงกับต้นไม้ ก็สามารถดัดแถวหญ้าแฝกหลบแนวต้นไม้ได้เล็กน้อย และถ้าระยะระหว่างแถวห่าง ก็สามารถปลูกหญ้าแฝกล้อมต้นไม้เป็นรูปครึ่งวงกลม

3) พื้นที่ที่มีความลาดชันต่ำกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ สามารถปลูกหญ้าแฝกได้ในรูปแบบเดียวกับในพื้นที่เกษตรทั่วไป

4) พื้นที่ แม่น้ำ คลอง ลำธาร คลองระบายน้ำ และคลองส่งน้ำ สามารถปลูกหญ้าแฝกเป็นแถว ขนานไปตามความยาวของแม่น้ำ คลอง หรือลำธารนั้น โดยปลูกห่างจากริมฝั่งเข้าไป 50 เซนติเมตร และปลูกทั้ง 2 ฝั่ง

5) อ่างเก็บน้ำ การปลูกหญ้าแฝก ควรปลูกเป็นแถวตามระดับ 3 แถว ดังนี้

– แถวที่ 1 ปลูกที่ระดับเก็บกักน้ำรอบอ่าง ยกเว้นบริเวณคัน หรือสันอ่างเก็บน้ำ

– แถวที่ 2 ปลูกที่ระดับสูงกว่าแถวที่ 1 ตามแนวดิ่ง 20 เซนติเมตร รอบอ่าง ยกเว้นบริเวณคัน หรือสันอ่างเก็บน้ำ

– แถวที่ 3 ปลูกที่ระดับต่ำกว่าแถวที่ 1 ตามแนวดิ่ง 20 เซนติเมตร รอบอ่างยกเว้นบริเวณคัน หรือสันอ่างเก็บน้ำ

6) ถนนทางลำเลียง การปลูกหญ้าแฝก จะต้องปลูกบริเวณด้านข้างของไหล่ถนน โดยเฉพาะถนนลาดยาง จะปลูกในส่วนไหล่ทางที่เป็นลูกรัง และต้องไม่บดบังวิสัยทัศน์ในการขับขี่ยานพาหนะ จำนวนแถวขึ้นกับเปอร์เซ็นต์ และความยาวของความลาดชัน ถนนปกติจะใช้ระยะ 1.5 เมตร จากขอบถนน กรณีถนนที่ตัดผ่านภูเขาสูงชัน ด้านภูเขาที่ตัดดินออก จะต้องปลูกหญ้าแฝก เป็นแถวขวางความลาดชัน โดยใช้ไม้ไผ่สานช่วยยึดดินและหญ้าแฝกไว้ ขณะที่หญ้าแฝกยังอยู่ในระหว่างตั้งตัว จำนวนแถวและระยะห่างขึ้นกับความลาดชัน ซึ่งใช้ระยะตามแนวดิ่ง 50 เซนติเมตร ส่วนด้านดินถม ให้ใช้หญ้าแฝกปลูกเป็นแนวตามความลาดชันวิธีเดียวกับด้านหน้าผา และปลูกหญ้าแฝกบริเวณทางระบายน้ำ เป็นรูปตัววีคว่ำพาดผ่านร่องน้ำ ส่วนแหลมของตัววีคว่ำ จะอยู่กลางร่องน้ำ หันหัวทวนน้ำ แขนทั้งสองข้างของตัววี จะพาดขึ้นไปถึงขอบถนนและขอบเขา ร่องน้ำที่อยู่ที่สูงชันระยะห่างแนวตัววี 1 เมตร ถ้าสูงชันน้อยระยะห่างแนวตัววี 2 เมตร และบนภูเขาสูงชันมาก

การปลูกหญ้าแฝก นอกพื้นที่เกษตร ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นที่ที่มีความลาดเทมากน้อยเพียงใด จะเป็นพื้นที่ที่ง่ายต่อการชะล้างพังทลายของดินจากน้ำฝนที่ไหลบ่า ควรร่วมมือกันการปลูกหญ้าแฝก ตามแนวระดับขวางความลาดเทของพื้นที่ เพื่อเป็นการป้องกัน และกักน้ำที่ไหลบ่าไว้ในดินให้ชุ่มชื้นอย่างยาวนาน นะครับ

นาย รัตวิ

กองทุนฟื้นฟูฯไฟเขียวซื้อหนี้เกษตรกร30ล้าน รักษาที่ดินทำกิน114ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244670

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.50 น.

14 พ.ย.59 นายละม้าย เสนขวัญแก้ว ประธานคณะกรรมการจัดการหนี้ กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ในประเด็นการ แก้ไขหนี้สินเกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ โดยจากการตรวจสอบข้อมูลกับธนาคารพบว่าเกษตรกรสมาชิก กฟก.ที่เป็นลูกหนี้ NPL ของธนาคารสมาชิกสมาคมธนาคารไทย ที่มีภาระหนี้เงินต้นไม่เกิน 2.5 ล้านบาท มีประมาณ 800 ราย รวมจำนวนเงินทั้งสิ้นประมาณ 995 ล้านบาท

โดยสมาคมธนาคารไทยได้เสนอเงื่อนไขในการให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกร ที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ และสมาคมธนาคารไทย ประเมินตัวเลขเบื้องต้นและจะให้ความช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มนี้ด้วยการลดหนี้เป็นการเพิ่มเติม ภายใต้เงื่อนไขที่เกษตรกรต้องมีภาระเงินต้นไม่เกิน 1 ล้านบาท ให้ชำระอัตรา 50% ของเงินต้น เป็นกรณีพิเศษ และกลุ่มเกษตรกรที่มีภาระหนี้เงินต้นคงค้างเกินกว่า 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 2.5 ล้านบาท จะลดหนี้โดยพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งกองทุนฟื้นฟูฯ ได้รับข้อเสนอและจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของเกษตรกรลูกหนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรต่อไป

นายละม้าย กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าในการซื้อหนี้เกษตรกรปีงบประมาณ 2560 นั้น ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการจัดการหนี้ได้เห็นชอบรายชื่อเกษตรกรสมาชิกที่มีคุณสมบัติถูกต้อง ได้สิทธิ์ในการชำระหนี้แทนหนี้ตั้งแต่ผิดนัดชำระ 3 ปี ขึ้นไป หนี้ดำเนินคดี หนี้พิพากษา หนี้บังคับคดี ขายทอดตลาด จำนวน 111 ราย 136 บัญชีมูลหนี้ 25,224,300.17 บาท โดยแยกเป็น หนี้ผิดนัดชำระ 91 ราย 114 บัญชี มูลหนี้ 21,753,996.19 บาท หนี้ปรับโครงสร้างหนี้ 11 ราย 13 บัญชี มูลหนี้ 1,378,888.00 บาท แยกเป็น หนี้ดำเนินคดี 6 ราย 6 บัญชี มูลหนี้ 1,280,823.00 บาท หนี้พิพากษา 2 ราย 2 บัญชี มูลหนี้ 462,618.73 บาท หนี้บังคับคดี 1 ราย 1 บัญชี มูลหนี้ 347,974.25 บาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติและเห็นชอบรายชื่อเกษตรกรสมาชิกที่มีคุณสมบัติถูกต้อง ได้สิทธิ์ในการชำระหนี้แทน และเป็นหนี้เร่งด่วน หนี้พิพากษา หนี้บังคับคดีขายทอดตลาดกรณีมูลหนี้เกิน 1 ล้านบาท สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์) จำนวน 3 ราย 9 บัญชี มูลหนี้ 4,945,339.41 บาทโดยแยกเป็น หนี้พิพากษา 2 ราย 7 บัญชี มูลหนี้ 3,271,902.13 บาท หนี้บังคับคดีขายทอดตลาด 1 ราย 2 บัญชี มูลหนี้ 1,673,437.28 บาท

รายงานพิเศษ : ชาวนาแปลงใหญ่อยุธยา ตอบรับเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244514

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งเสริมการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ของกรมการข้าว มีนโยบายมุ่งเน้นไปที่เรื่องการลดต้นทุนการผลิตข้าวเป็นหลักสำคัญ การลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นส่วนหนึ่งของการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้อย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรนิยมทำนาหว่านจะใช้เมล็ดพันธุ์จำนวนไม่ต่ำกว่า 25-30 กก.ต่อไร่ กรมการข้าวจึงมุ่งเน้นให้เกษตรกรหันมาใช้เครื่องโรยข้าวงอกที่จะช่วยลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ลงเหลือ 10-12 กก.ต่อไร่ เมื่อลดการใช้เมล็ดพันธุ์ลงจากค่าเฉลี่ย 2-3 ถังต่อไร่ เหลือ 1 ถังต่อไร่ ก็สามารถลดต้นทุนในส่วนนี้ลงได้ 1 ใน 3 ส่วนจากวิธีปกติของเกษตรกร

นายอาทิตย์ กุคำอู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา กรมการข้าว กล่าวว่า การใช้เครื่องโรยข้าวงอกเป็นการทำนาแบบประณีต เพราะข้าวจะขึ้นเป็นแถวเป็นแนว มีระยะห่าง ข้าวไม่หนาแน่น ทำให้สะดวกต่อการเข้าไปดูแลจัดการแปลงโดยเฉพาะการตัดพันธุ์ปนหรือข้าววัชพืช ทำให้คุณภาพผลผลิตดีขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อต้นทุนการบริหารจัดการด้านอื่นๆ ลดลงตามไปด้วย ทั้งค่าปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมถึงปัญหาโรคแมลงศัตรูข้าวก็ลดลงไปด้วยเช่นกัน พร้อมกันนี้ ยังสามารถแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลนในภาคเกษตรได้ด้วยการใช้เครื่องจักรกลการเกษตร ที่ใช้แรงงานน้อยแต่ให้ผลที่คุ้มค่า

ทั้งนี้ เครื่องโรยข้าวงอกนี้จะเหมาะสำหรับพื้นที่ชลประทานปลูกแบบนาน้ำตม โดยเฉพาะนาในเขตภาคกลาง อีกทั้งยังเหมาะกับรูปแบบการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ที่เกษตรกรรวมตัวกัน พื้นที่ 1,000-3,000 ไร่ ซึ่งกรมการข้าวสนับสนุนเครื่องให้กลุ่มละ 1 เครื่อง นำไปใช้ในการปลูกข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิต ในส่วนของนาแปลงใหญ่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระยะแรกก็พบว่าเกษตรกรยังไม่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีดังกล่าว เนื่องจากใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวค่อนข้างน้อย ข้าวขึ้นเป็นแถวเป็นแนวและมีระยะห่าง ทำให้เกษตรกรรู้สึกว่าผลผลิตจะได้มากเท่าที่ควร แต่พอข้าวระยะแตกกอ รวงข้าวก็ขึ้นมาเต็มที่เหมือนวิธีทำนาหว่าน และพอเห็นว่าต้นทุนลดลงจริง ก็ให้ความสนใจและนำเครื่องไปใช้ในแปลงนาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนเกิดการยอมรับในเทคโนโลยีลดต้นทุนของกรมการข้าวในที่สุด

นายสนธยา ตรีสุทธิผล ตัวแทนเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีการนำเครื่องโรยข้าวงอกมาใช้ เล่าว่า ทางกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ อ.บางปะหัน ได้มีการใช้เครื่องโรยข้าวงอกแทนการหว่านมาตั้งแต่ปี 2558 พบว่าสามารถลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์จากเดิมที่ 30 กก.ต่อไร่ เหลือเพียง 10 กก.ต่อไร่ ช่วยลดต้นทุนการผลิตจาก 4,500 บาท/ไร่ เหลือประมาณ 3,000 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวที่ได้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 20% นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังสามารถผลิตเครื่องโรยข้าวงอกไว้เองได้แล้ว โดยปรับปรุงรูปแบบให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น ซึ่งเครื่องนี้ใช้แรงงานคนเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยภายในครึ่งชั่วโมงสามารถปลูกข้าวได้ถึง 5 ไร่ นับว่าประหยัดทั้งเมล็ดพันธุ์และแรงงาน

“อยากฝากถึงชาวนา ที่สนใจอยากจะปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาสู่การลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการใช้เครื่องโรยข้าวงอก ในระยะแรกที่ยังไม่มั่นใจก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไปจากเคยใช้เมล็ดพันธุ์ 30 กก. ก็อาจจะลดลงมาเหลือครึ่งหนึ่งที่ 15 กก.ก็ได้ ไม่ต้องหักดิบตามหลักวิชาการก็ได้ เพียงแต่ค่อยเป็นค่อยไปแล้วดูผลที่ออกมา ที่สำคัญการทำเกษตรในยุคนี้ต้องมุ่งเน้นเรื่องการลดต้นทุนเป็นหลักสำคัญ อย่างตนเองก็ปรับจากทำนาอย่างเดียวก็หันมาทำไร่นาสวนผสม ปลูกข้าว มะละกอ กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า เลี้ยงปลา เป็ด ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นแนวทางที่จะทำให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างแน่นอน”

การยางฯเปิด2จุด‘ปันน้ำใจ’ ช่วยชาวนาขายข้าวหอมมะลิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244511

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท.เตรียมประเดิมรับซื้อข้าวหอมมะลิคุณภาพดีลอตแรกจากสหกรณ์การเกษตรพิมาย จ.นครราชสีมา จำนวน 9 ตัน เพื่อช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวหอมมะลิตกต่ำ โดยนำมาจำหน่ายให้แก่ข้าราชการ พนักงาน และประชาชน ราคาถุงละ 165 บาท ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน จำนวน 2 จุด คือ สำนักงานใหญ่ กยท. และฝ่ายวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจยาง ถ.บางขุนนนท์ กทม. และเตรียมขยายการจำหน่ายข้าวไปตามสำนักงานของ กยท.ทั้ง 45 แห่งทั่วประเทศต่อไป คาดว่าจะสามารถช่วยระบายข้าวได้ถึง 50 ตัน และเมื่อสินค้าหมดจะทยอยสั่งซื้อจากสหกรณ์การเกษตรต่างๆ เป็นระยะต่อไป

“ขอเชิญคนไทย ร่วมซื้อข้าวหอมมะลิคุณภาพดี จากเกษตรกรไทยได้ที่ การยางแห่งประเทศไทย บางขุนนนท์ กรุงเทพฯ มาร่วมแบ่งปันน้ำใจ ช่วยเหลือชาวนาไทยกับ กยท. และชาวสวนยาง ตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย. 2559 เป็นต้นไป โดยคิกออฟจุดปันน้ำใจ 2 แห่ง ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ และฝ่ายวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจยาง ถนนบางขุนนนท์ กรุงเทพฯ พร้อมจะขยายสู่ภูมิภาคตามที่ตั้งของการยางแห่งประเทศไทยทั่วประเทศต่อไป คาดว่ารวมประมาณ 50 ตัน”ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

เกษตรบูรณาการ : อย่าทำงานด้วยปาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244512

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

251598

เกษตรบูรณาการวันนี้ มาดูเรื่องของการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ ภายใต้การนำของท่านรัฐมนตรี  “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ที่มีข่าวเนืองๆ ว่า เรื่องงานของกระทรวงเกษตรฯว่า มีการสำรวจ เรื่องความพึงพอใจต่อผลงานของกระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่มีท่านผู้นำชื่อ “ฉัตรชัย” และมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ ชื่อ “ธีรภัทร ประยูรสิทธิ” แทบทุกครั้ง กระทรวงเกษตรฯมักเป็นดาวเด่นว่าผลงานรั้งท้ายมาโดยตลอดจน ท่านปลัด “ธีรภัทร” ต้องเดินสายแจงว่า ทำงานดี แต่คนถามดันถามไม่ตรงคำตอบ สิ่งที่ได้มันเลยไม่น่าพึงพอใจของ ท่านปลัดกระทรวงเกษตรฯเอาเสียเลย  ซึ่งนั่นก็คงต้องว่ากันไป เพราะการทำดี ทำเด่น ที่เห็นเป็นประจักษ์ ต้องบอกว่า อาจต้องใช้เวลาและความจริงใจ และต้องรู้จักคำว่า “ปิดทองหลังพระ” เมื่อปิดมากๆ ก็จะเห็นเอง

วันนี้ในเรื่องของความเดือดร้อนของคนเกษตร โดยเฉพาะเกษตรกร ต้องบอกว่า ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” ดูเหมือนจะเอาจริง ตามจี้ตามจิก ท่านอธิบดีใหม่ เป็นพิเศษ เพราะแว่วว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรี ถามในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูงว่า 100 กว่าปีกระทรวงเกษตรฯ เคยคิดกันไหมว่าทำไมเกษตรกรไทยยังจน งานนี้มีคนในที่ประชุม เล่าว่า ท่านให้ท่านๆ ข้าราชการระดับ 10 พูด…. ตอบ … และก็คิดช่วยกัน และมีใครต่อใครหลายคน โบกมือบอก โบกมือพูด  งานนี้มีแม้กระทั่งว่าข้าราชการบางคนเขาบอกที่เกษตรกรไทยไม่พัฒนาไปถึงไหน เพราะการศึกษาต่ำ เห็นบอกว่ารัฐมนตรีสวนทันทีว่าชาวบ้านเขาจบอะไร และก็อึ้งไปตามๆ
กัน เพราะส่วนใหญ่ แทบไม่เห็นว่าเขาเหล่านั้นจบสูงแม้แต่คนเดียว และที่สำคัญเขายังประสบความสำเร็จ จากการทำเกษตรได้ดี ส่วนว่าดีแค่ไหน รึขอรับ ดีจนมีอยู่มีกิน และที่มากไปกว่านั้น มีจนรวย…ที่รวยมากที่สุดคือความสุข  สุขที่ได้อยู่บนผืนแผ่นดินไทย ที่มีพ่อหลวง ทรงแนะนำทาง เรื่องดีๆ เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง  30 30 30 10 รายละเอียดเป็นอย่างไร ลองอ่านฉบับที่แล้วนะขอรับ

ส่วนดีขนาดไหน ดีจนทุกครั้งที่ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯทุกหน่วยงานคิดอะไรไม่ออก และคิดจะเอาเป็นผลงานของตนที่ดีๆ และเป็นงานโชว์ให้กับใครบางคนได้เห็นเวลาลงพื้นที่ก็เที่ยว เขียนชื่อหน่วยของตนไปแหมะ ติดว่าตนเข้าไปส่งเสริม ว่างๆ ท่านรัฐมนตรี หรือท่านปลัด ลองนั่งรถกินลมชมวิวไปดูสักที่ เผื่อจะได้เห็นอะไรดีๆ และอาจกระจ่างว่า ที่ผ่านมาที่ เขา…รายงานท่านกับความเป็นจริงมันคืออะไร อย่าลืมลองดูนะครับ อาจเห็นความหมายของคำว่าคนดีชอบแก้ไข…. คนอะไรชอบแก้ตัว….ยังไง ที่ทำได้และพัฒนาได้อย่างรวดเร็วที่สุด ผมว่า ว่างๆ ท่านรัฐมนตรี ลองเรียกท่านๆ อธิบดีที่ท่านพึ่งแต่งตั้ง มาถามและให้อ่านชัดๆ ในส่วนภาระหน้าที่ของแต่ละกรม แล้วลงมือทำตามกรอบภารกิจของงานจริงๆ แค่นี้ก็คิดว่า การเกษตรของไทยก็น่าจะพัฒนาไป
ไกลโขขอรับท่าน ลองดูนะครับ เผื่ออะไรมันจะดีขึ้น เพราะทุกเรื่องต้องลงมือทำ ไม่ใช่ทำงานด้วยปาก ….

‘ราชดำเนิน’

เล็งรื้อใหญ่โครงข่ายชลประทาน เจ้าพระยาตอนล่างฝั่งตะวันออก-ตกเพิ่มศักยภาพระบายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244513

วันจันทร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้งฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก เพื่อเพิ่มอัตราการไหลและจัดระบบการไหลของแม่น้ำเจ้าพระยาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวม 3 พื้นที่ ประกอบด้วย 1.พื้นที่ตอนบนของแม่น้ำเจ้าพระยา มีแผนจะก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร พร้อมอาคารประกอบเพื่อผันน้ำเลี่ยงตัวเมืองพระนครศรีอยุธยาให้ระบายน้ำได้ 1,200 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)/วินาที แผนปรับปรุงแม่น้ำเจ้าพระยาจากด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ถึงบริเวณปากคลองบางบาลให้ระบายน้ำ 2,500 ลบ.ม./วินาที โดยไม่ล้นตลิ่ง และแผนเพิ่มประสิทธิภาพคลองชัยนาท-ป่าสักให้ระบายน้ำได้ 1,000 ลบ.ม./วินาที

2.พื้นที่ตอนล่างฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย แผนปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานตั้งแต่ท้ายคลอง
เจ้าเจ็ด-บางยี่หนจนถึงอ่าวไทย เพื่อระบายน้ำลงสู่พื้นที่ตอนล่างออกไปทางแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา โดยใช้พื้นที่เกาะกลางถนนพุทธมณฑลสาย 5 ขุดคลองระบายในแนวเหนือ-ใต้ลงสู่คลองภาษีเจริญให้ได้ 30 ลบ.ม./วินาที พร้อมก่อสร้างอุโมงค์บางน้ำจืดรับน้ำจากเขตภาษีเจริญลงคลองมหาชัย 50 ลบ.ม./วินาที มาลงที่พื้นที่รับน้ำมหาชัย-สนามชัยในอัตราเดียวกัน รวมทั้งมีแผนปรับปรุงขุดลอกสันดอนแม่น้ำท่าจีน/คลองลัดธรรมชาติเดิม เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีนตอนล่างออกสู่ทะเลให้ได้ 500 ลบ.ม./วินาที และแผนปรับปรุงโครงข่ายคลองในแนวเหนือ-ใต้ของฝั่งตะวันตกของแม่น้ำท่าจีนให้สามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลโดยตรงได้ 150-200 ลบ.ม./วินาที

3.พื้นที่ตอนล่างฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มตั้งแต่คลองระพีพัฒน์จนถึงอ่าวไทย กรมชลประทานมีแผนงานที่สำคัญคือ แผนงานปรับปรุงระบบชลประทาน เพื่อระบายน้ำจากแม่น้ำป่าสัก ผ่านคลองระพีพัฒน์ไปทางแม่น้ำนครนายก แม่น้ำบางปะกงตอนล่าง และลงสู่อ่าวไทยให้ได้ 400 ลบ.ม./วินาที แผนการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำระยะทาง 20 กิโลเมตร เพื่อช่วยเพิ่มอัตราการระบายในพื้นที่ลุ่มต่ำของสนามบินสุวรรณภูมิ และแผนงานขุดคลองระบายน้ำหลากสายใหม่จากแม่น้ำป่าสัก-อ่าวไทย ให้ระบายน้ำได้ 600-1,000 ลบ.ม./วินาที

กษ.จ่อชงครม.ขอขยายวงเงินสินเชื่อนาเเปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244453

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 12.48 น.

13 พ.ย.59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เตรียมนำเอามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพ เช่น นาแปลงใหญ่ ในการลดต้นทุนการผลิต โดยจะเสนอที่ประชุมคณธรัฐมนตรี (ครม.) ปรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้แก่เกษตรกร ผ่านการขยายวงเงินสินเชื่อเงินสูงสุดเป็น 10 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืน 5 ปี มีอัตราดอกเบี้ยที่ร้อยละ 0.01 จากเดิมเกษตรกรสามารถขอสินเชื่อสูงสุดได้ 5 ล้านบาท ระยะเวลาชำระคืน 3 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อย 0.01 คาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มจากมาตรการเดิม 5,000 ล้านบาท รวมโครงการดังกล่าวจะใช้เงินอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถนำเข้าที่ประชุมได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อกำหนดมติที่ชัดเจนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนเสนอ ครม.

ส่วนกระแสข่าวที่ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินทางมาตรวจเยี่ยม พร้อมติดตามการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ในสัปดาห์ที่หน้านั้น ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้แจ้งอย่างเป็นทางการจากทางนายกฯ มีเพียงกระแสข่าวเท่านั้น โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมรายงานการดำเนินงานให้นายกฯ ได้รับทราบทุกเมื่อ

ทอ.เปิดสนามธูปะเตมีย์ ให้ขายผลผลิตทางการเกษตร จัดรถขนส่ง-ที่พักฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244448

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 10.47 น.

13 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพอากาศได้จัดเตรียมพื้นที่สนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) ให้แก่เกษตรกรผู้สนใจและมีความประสงค์จะนำข้าว หรือผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ มาจำหน่าย ระหว่างวันที่ 25 พ.ย. – 5 ธ.ค.59 โดยกองทัพอากาศได้จัดเตรียมรถขนส่งผลิตผลทางการเกษตรมาที่สนามกีฬากองทัพอากาศ พร้อมจัดที่พักให้แก่เกษตรกรที่มาจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ตามนโยบายของ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ที่ให้ทุกหน่วยของกองทัพอากาศให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากราคาผลผลิตตกต่ำอย่างเต็มความสามารถ

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถแจ้งความประสงค์ หรือติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองบินของกองทัพอากาศทุกแห่งทั่วประเทศ หรือกรมสวัสดิการทหารอากาศ หมายเลขโทรศัพท์ 08-7304-7447