‘จักรทิพย์’สั่งทุกหน่วยในสตช. ลุยช่วยเกี่ยวข้าว-รับซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244278

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 17.49 น.

11 พ.ย. 59 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษก ตร.กล่าวเปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีและนโยบายของรัฐบาล เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 59 และวันที่ 1 พ.ย. 59 ซึ่งได้กำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาราคาข้าวหอมมะลิตกต่ำแก่พี่น้องเกษตรกรชาวนา โดยรัฐบาลขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อดำเนินการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาดังกล่าว นั้น

พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรชาวนา และเพื่อเป็นการสนองตอบต่อมติคณะรัฐมนตรีรวมทั้งนโยบายรัฐบาล จึงได้มีวิทยุสั่งการไปยังทุกหน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้การสนับสนุนมาตรการความช่วยเหลือและบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้

1. หน่วยที่มีหลักสูตรประจำ หรือมีโครงการฝึกอบรม เช่น โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ศูนย์ฝึกอบรมของกองบัญชาการต่าง ๆ และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาคต่าง ๆ  ให้พิจารณาจัดซื้อข้าวสารจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำอยู่ในปัจจุบัน เพื่อนำไปใช้บริโภคสำหรับผู้เข้ารับการศึกษาหรือฝึกอบรม โดยอาจซื้อโดยตรงจากเกษตรกร ชาวนา หรือซื้อผ่านสหกรณ์ ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม

2. หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ซึ่งมีเกษตรกรได้รับผลกระทบ และยังมีแปลงข้าวในนาที่รอการเก็บเกี่ยว ให้พิจารณาจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ติดภารกิจเวรยามหรือผู้ที่มีจิตอาสาเข้าช่วยเหลือเก็บเกี่ยว และขนย้ายตามความพร้อมของกำลังพล และอุปกรณ์ที่มีอยู่ในพื้นที่

3. หน่วยงานซึ่งมีที่ทำการสหกรณ์ตั้งอยู่ ให้อนุเคราะห์โดยการจัดพื้นที่ให้เกษตรกร หรือชาวนา สามารถนำข้าวเปลือกและข้าวสารมาวางจำหน่ายได้ โดยไม่คิดมูลค่าหรือไม่หวังผลกำไร

4. หน่วยที่มีสถานีวิทยุกระจายเสียงในเครือข่าย ตร. ต้องช่วยประชาสัมพันธ์ราคา สถานที่ และช่องทางการจำหน่ายข้าวสารให้แก่เกษตรกร แล้วแจ้ง สวพ.91 ทราบ เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์อีกส่วนหนึ่งด้วยและให้ทุกหน่วยพิจารณาหาแนวทางอื่น ๆ เพิ่มเติมในการเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา หรือสนับสนุนการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายได้อย่างเหมาะสม

‘สมเด็จพระเทพฯ’เสด็จฯทรงวางศิลาฤกษ์ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244268

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.58 น.

11 พ.ย.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครนายก ต.หนองแสง อ.ปากพลี จ.นครนายก และพระราชทานแผ่นศิลาฤกษ์ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวบึงกาฬ บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ ซึ่งทั้ง 5 ศูนย์ มีกำหนดสร้างแล้วเสร็จในปลายปี 2560 จะสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ตอบสนองเกษตรกรได้มากถึง 20,000 ตัน เกิดความพอเพียงทั่วถึง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสืบไป

 

‘บิ๊กฉัตร’ปลูกข้าวแปลงใหญ่นำร่องเกษตรสมัยใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244191

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 12.53 น.

“รมว.เกษตรฯลงพื้นที่ปลูกข้าวแปลงใหญ่ นำร่องเกษตรสมัยใหม่ ใช้เทคโนโลยีระบบเลเซอร์ ปรับระดับดินในแปลงนา ลดใช้น้ำ พลังงานอื่นๆ ยังลดปัญหาวัชพืช ใช้เครื่องโรยเมล็ดพันธุ์ข้าวงอก ทำต้นทุนปลูกข้าวลดลงร้อยละ 12.5 เหลือ3,130 บาทจาก 4,500 บาทต่อไร่ เพิ่มผลผลิตข้าวจาก800 กก. เพิ่มขึ้น900กก.ต่อไร่ เตรียมเสนอครม.ขยายสินเชื่อเเปลงใหญ่วงเงิน 10 ล้าน ผ่อนชำระ 5 ปี ขั้นต่ำ 3 ปี ดอกเบี้ย 0.01 จากเดิม 5 ล้านบ.ชำระคืน 1 ปีอังคารนี้”

11 พ.ย. 59 พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามนโยบายส่งเสริมการเกษตรโครงการส่งเสริมแปลงใหญ่ประชารัฐ(ข้าว) โดยผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) ต.เดิมบาง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า ตนกำชับทุกพื้นที่เร่งขับเคลื่อนส่งเสริมเกษตรกร ร่วมกลุ่มกันทำแปลงใหญ่เกษตรสมัยใหม่ ให้นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับพัฒนาให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและลดต้นทุนการผลิตให้ได้ผลจริง ซึ่งพื้นที่นี้เป็นแปลงใหญ่ด้านข้าวโดยได้นำเทคโนโลยีปรับระดับดินในแปลงนาด้วยเลเซอร์มาทดลองใช้ สามารถลดการใช้น้ำ พลังงานอื่นๆและลดปัญหาวัชพืช พร้อมกับใช้เครื่องโรยเมล็ดพันธุ์ข้าวงอกเพื่อลดการใช้เมล็ดพันธุ์และแรงงานคน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยลดลงร้อยละ 26.4 จาก 4,500 บาทต่อไร่ เหลือ 3,310 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.5 จาก 800 กิโลกรัมต่อไร่ เป็น 900 กิโลกรัมต่อไร่ สามารถเชื่อมโยงด้านการตลาด โดยทำข้อตกลงความร่วมมือการซื้อ–ขาย ข้าวกับภาคเอกชน รับซื้อข้าวจากเกษตรกรแปลงใหญ่ทั้งหมดในราคาสูงกว่าท้องตลาด 300 บาทต่อตัน ทำให้เกษตรกรมีตลาดรับซื้อที่แน่นอน ผลผลิตตรงกับความต้องการของตลาด และขายข้าวได้ราคาสูงกว่าเกษตรกรทั่วไป นอกจากนี้ยังได้มีการบริหารจัดการการผลิต เกษตรผสมผสาน  ตามแนวพระราชทานเกษตรทษฎีใหม่ของในหลวง มาปฎิบัติในชีวิตประจำวันทำให้มีรายได้เสริมจากกิจกรรมเสริมพอเลี้ยงครัวเรือนอีกทางด้วยเป็นภูมิคุ้มกันทางรอดของเกษตรกรไทย

“เกษตรกรที่เข้าร่วมปลูกข้าวแปลงใหญ่จะมีตลาดรองรับ มีความมั่นคงในอาชีพโดยมีการเจรจาเชื่อมโยงการตลาดกับเอกชน ทำให้รู้ปริมาณที่ตลาดต้องการและคุณภาพสินค้าที่มีมาตรฐาน ทำให้ขายได้สูงกว่าตลาดทั่วไป สิ่งสำคัญเมื่อเกษตรกรร่วมกลุ่มกันได้ เกิดอำนาจต่อรองมากขึ้น จะพึ่งตนเองได้มากขึ้น เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานรากของประเทศที่มีความมั่นคงยั่งยืน ที่ผ่านมาในการปฎิรูปภาคเกษตรผมได้ขับเคลื่อนแปลงใหญ่ให้เกิดขึ้นแล้ว 655 แปลง และในปี59/60ตั้งเป้าให้มีเกษตรแปลงใหญ่ทุกด้าน 1,000 แปลงทั่วประเทศ  “รมว.เกษตรฯ กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า พร้อมเสนอครม.พิจารณาการปรับเงื่อนไขโครงการนาแปลงใหญ่จากเดิมที่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการสามารถขอสินเชื่อได้วงเงิน 5 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ร้อยละ 0.01 โดยขยายวงเงินเป็น 10 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยคงเดิมที่ร้อยละ 0.01% หรือ อาจจะเป็นการขยายระยะเวลาการผ่อนชำระจาก3 ปี เป็น 5 ปี หรือขยายทั้งในส่วนของวงเงินและระยะเวลาการผ่อนชำระ  เพื่อให้เกษตรกรนำเงินที่ได้มาซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยีมาพัฒนาพื้นที่ และนำมาใช้ในการลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยคาดว่าจะนำเสนอได้ในวันอังคารนี้

 

เลาะรั้วเกษตร : เรื่องข้าวอีกสักครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244102

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

281225166

ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนยอมรับ ผลผลิตทางการเกษตรของไทยส่วนใหญ่นอกจากจะเลี้ยงดูผู้คนในประเทศแล้ว ยังมีเหลือส่งออกไปเลี้ยงดูประชากรโลกด้วย ดูๆ ไปแล้วก็ไม่น่าจะเป็นประเทศที่มีปัญหาอะไร แต่กลับตรงกันข้าม ผลผลิตทางการเกษตรของไทย โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักๆ ที่ทำรายได้ให้กับประเทศในระดับต้นๆ มักจะประสบปัญหาแทบทุกปี เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด และ ผลไม้ ไม่ปัญหาราคาตกต่ำ ก็ปัญหาภัยพิบัติในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่อาจคาดเดาได้ ทั้งน้ำท่วม ฝนแล้ง ศัตรูพืชระบาด

ในบรรดาพืชเศรษฐกิจที่เอ่ยมานั้น ข้าวดูจะเป็นพืชที่มีปัญหาทุกปี ปัญหาก็ซ้ำซาก คือราคาตกต่ำ ไม่ว่ารัฐบาล หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีมาตรการใดๆ ออกมาเพื่อป้องกันปัญหา แต่ก็ไม่ได้ผลไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนการผลิต การลดพื้นที่ปลูกข้าว การขอร้องให้ชาวนางดทำนาปรัง ด้วยคาดหมายว่าจะช่วยบรรเทาปัญหาราคาตกต่ำได้ แต่พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวมาถึง ปัญหาเดิมก็กลับมาอีกคือ ราคาตกต่ำ ดูจะเป็นวงจรที่ไม่รู้จักจบสิ้นที่ทุกรัฐบาลจะต้องเผชิญ

คิดถึงคำพูดของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ว่า ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา หรือแม้แต่รัฐบาลปัจจุบันนี้ก็ตาม แก้ปัญหาที่ปลายทางจนเป็นความคุ้นเคย คือแก้ปัญหาเมื่อข้าวออกสู่ตลาดแล้ว รัฐบาลนี้พยายามจะแก้ปัญหาที่ต้นทาง ได้แก่ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่เหมาะสมไปปลูกพืชอื่นแทน ลดพื้นที่ปลูกข้าวลง และลดต้นทุนการผลิต ดังที่กล่าวมาแล้ว ถึงกระนั้นเกษตรกรก็ไม่ค่อยจะสนใจ ประชาชนก็ไม่สนใจว่ารัฐบาลพยายามจะแก้ปัญหาที่ต้นทาง แต่จะสนใจเหตุเกิดที่ปลายทาง คือ ราคาข้าว ซึ่งที่ผ่านมาทุกปีก็ไม่ค่อยจะปรากฏว่าราคาข้าวสูงเป็นที่น่าพอใจของเกษตรกร ยกเว้นการรับจำนำข้าวสมัยรัฐบาลของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งข้าวที่รับจำนำยังคาโกดังข้าวอยู่เป็นจำนวนมหาศาล บางส่วนก็เสื่อมสภาพไปแล้ว อีกหลายส่วนก็ไม่มีใครซื้อ

เรื่องของข้าว สำหรับคนไทยมิใช่เป็นเพียงพืชอาหารที่คนไทยทุกคนต้องบริโภค แต่ข้าวยังเป็นวิถีชีวิต เป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับชาติไทยมาช้านาน แม้พระมหากษัตริย์ก็เกี่ยวข้องกับข้าว สิ่งที่ยืนยันได้ คือ พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรก
นาขวัญ ที่พระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยทรงกำหนดให้เป็นพระราชพิธี และมารื้อฟื้นอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 และฟื้นฟูให้เหมาะสมกับยุคสมัยอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานทุกปี มาช่วงหลังที่ทรงพระประชวร ก็ยังโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ โดยหวังให้พระราชพิธีนี้เป็นขวัญกำลังใจแก่ชาวนาผู้ปลูกข้าว

วงการข้าว มิได้มีแต่ชาวนาผู้ปลูกข้าว กับประชาชนทั่วไปที่บริโภคข้าวเท่านั้น แต่วงการข้าวยังมีธุรกิจโรงสีข้าว และธุรกิจค้าข้าว ทั้งภายในประเทศและส่งออกข้าวไปต่างประเทศ และอาจจะมีแถมนักการเมืองที่เอาเรื่องข้าว และชาวนามาเป็นประเด็นต่อรองทางการเมืองอีกต่างหาก ทุกองค์ประกอบมีส่วนทำให้เกิดปัญหา ส่วนปัญหาจะอยู่ที่องค์ประกอบใดมากกว่ากันนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าจะได้ทำการศึกษาวิจัยดู

อีกทางหนึ่ง กระทรวงเกษตรฯ น่าจะจัดประกวดโครงการแก้ปัญหาเรื่องข้าวราคาตกต่ำ โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไป เสนอแนวทางแก้ปัญหาข้าวอย่างมีเหตุมีผล และมีทางเป็นไปได้ แล้วนำโครงการที่ชนะเลิศมาเป็นแนวทางการดำเนินงาน ตั้งเงินรางวัลไว้สูงๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีคนช่วยรัฐบาลคิด ลำพังคนในรัฐบาลเอง หรือข้าราชการประจำ ก็อาจจะคุ้นเคยกับการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ และแก้ปัญหาที่ปลายทาง อย่างที่นายกรัฐมนตรีตั้งข้อสังเกตไว้

ส่วนการแก้ปัญหาที่ปลายทางที่รัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อยากให้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายทางครั้งสุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการให้ทหารไปช่วยชาวนาเกี่ยวข้าว ให้กองทัพช่วยซื้อข้าวจากกลุ่มสหกรณ์การเกษตร ให้หน่วยงานใน
กระทรวงเกษตรฯเอง ช่วยเอาข้าวจากสหกรณ์ไปขาย หรือมีคนเสนอให้เรือนจำทั่วประเทศซื้อข้าวจากชาวนา เป็นต้น วิธีการต่างๆ เหล่านี้ทำได้ก็ทำไปเพื่อบรรเทาปัญหาให้ผ่อนคลายลง ส่วนคนที่ไม่ได้ทำอะไร ก็น่าจะอยู่เฉยๆ ไม่ต้องออกมาสร้างกระแสให้สังคมสับสน….ว่าไหม…

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : พระปณิธาน‘พัฒนาน้ำและฟื้นฟูป่า’ ตามรอยพ่อ-แม่ของแผ่นดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244104

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น้ำและป่าไม้ถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญของประเทศ และมีความสัมพันธ์เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน จำเป็นจะต้องมีความสมดุล หากไม่มีน้ำไม่มีป่าพื้นดินก็จะแห้งแล้งกลายเป็นทะเลทราย ขาดความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะอนุรักษ์น้ำควบคู่กับการอนุรักษ์ป่าอย่างเหมาะสม

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “พ่อของแผ่นดิน” เป็นกษัตริย์ที่ให้ความสำคัญของน้ำและป่าไม้เป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริกว่า 3,000 โครงการ เป็นโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งน้ำกว่า 2,000 โครงการ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “แม่ของแผ่นดิน” ทรงให้ความสำคัญในเรื่องน้ำและป่าไม้ ไม่ต่างไปจาก “พ่อของแผ่นดิน” โดยเฉพาะในเรื่องของป่าไม้มีโครงการอนุรักษ์ป่ามากมาย เช่น โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ โครงการป่ารักน้ำ
เป็นต้น

ทั้ง 2 พระองค์ จะมีพระราชดำริในเรื่องน้ำและป่าอยู่หลายครั้ง

“….การปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าไม้ที่ถูกทำลายนั้น จะต้องสร้างฝายเล็กเพื่อหมุนน้ำส่งไปตามเหมืองไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูกทั้งสองด้าน ซึ่งจะให้ค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทำความชุ่มชื้นในบริเวณนั้นด้วย…” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานคำอธิบาย ในการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ป่าที่ถูกทำลาย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องป่าและน้ำเช่นกัน

“…..ป่าไม้ช่วยซึมซับน้ำฝนไว้ใต้ดิน เรียกว่า น้ำใต้ดินค่อยๆ ระบายลงมาเป็นธารน้ำ เป็นลำคลอง เป็นแม่น้ำ ให้เราได้ใช้กันตลอดมา เราจึงควรถนอมรักษาป่าไว้ให้คงอยู่เป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อว่าลูกหลานเราจะได้ไม่ลำบาก”

มีการศึกษาถึงการเก็บกักปริมาณน้ำของป่าไม้แต่ละประเภทของสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พบว่า ในผืนดินที่มีป่าไม้สามารถกักเก็บน้ำได้ในปริมาณที่แตกต่างกันไป โดยในพื้นที่ป่า 1 ตารางกิโลเมตร ป่าดิบเขา สามารถกักเก็บน้ำไว้ในผืนดินถึง 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ป่าเบญจพรรณสามารถกักเก็บน้ำในผืนดินได้ 600,000 ลบ.ม. และป่าเต็งรังสามารถกักเก็บน้ำในผืนดินได้ 300,000 ลบ.ม.

กรมชลประทาน ซึ่งมีหน้าที่หลักในการบริหารจัดการน้ำและพัฒนาแหล่งน้ำของประเทศ ถือเป็นหน่วยงานรัฐอีกหน่วยงานหนึ่ง ที่ได้ดำเนินงานสนองพระราชดำริทั้ง 2 พระองค์ ในหลายโครงการ

ในเรื่องของป่าไม้นั้น แม้งานพัฒนาแหล่งน้ำอาจจะต้องทำให้สูญเสียป่าไม้ไปบ้างก็ตาม แต่กรมชลประทานก็ได้ประกาศที่จะปลูกป่าทดแทนในส่วนที่สูญเสียไปในปริมาณที่มากกว่าถึง 2 เท่าตัว ล่าสุดกรมชลประทาน ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง เข้าไปดำเนินการปลูกป่าในพื้นที่โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อทำการฟื้นฟูป่า สร้างความอุดมสมบูรณ์และความชุ่มชื่นให้กับป่ามากกว่า 1,675 ไร่ จนถึงปัจจุบันกรมชลประทานได้ปลูกป่าไปแล้วกว่า 90,000 ไร่ทั่วประเทศ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำริเกี่ยวกับการฟื้นฟูป่าไม้ ไว้เช่นกัน ความตอนหนึ่งว่า

“….ให้พิจารณาดำเนินการสร้างฝายราคาประหยัด โดยใช้วัสดุราคาถูกและหาง่ายในท้องถิ่น เช่น แบบหินทิ้งคลุมด้วยตาข่ายปิดกั้นร่องน้ำกับลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง ต่อไปจะสามารถปลูกป่าไม้ป้องกันไฟ พันธุ์ไม้โตเร็ว และพันธุ์ไม้ไม่ทิ้งใบ เพื่อฟื้นฟูที่ต้นน้ำลำธารให้มีสภาพเขียวชอุ่มขึ้นเป็นลำดับ….”

กรมชลประทานได้น้อมน้ำแนวพระราชดำริดังกล่าว มาใช้ในการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์ที่กรมชลประทานรับผิดชอบ เพื่อเป็นตัวอย่างในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และเป็นต้นแบบขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ

ในอดีตก่อนปี 2528 พื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มีสภาพเป็นดินหินกรวด แห้งแล้ง ขาดความชุ่มชื่น ปริมาณน้ำธรรมชาติมีน้อย สภาพป่าเป็นป่าเสื่อมโทรม แต่ในปัจจุบันสภาพพื้นที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ มีความชุ่มชื่นในป่าเพิ่มขึ้น มีปริมาณฝนตกเพิ่มขึ้น การระเหยของน้ำลดลง ลำห้วยมีน้ำตลอดทั้งปี ดินมีธาตุอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ความหนาแน่นของต้นไม้ยังเพิ่มขึ้นด้วย

นอกเหนือจากการฟื้นฟูป่าแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังให้ความสำคัญ ในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กหรือขนาดกลาง บริเวณใกล้ๆ กับป่าต้นน้ำ หรือ บริเวณเชิงเขาด้วย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชดำริในการพัฒนาอ่างเก็บน้ำบริเวณเชิงเขาเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ว่า

“…ควรพิจารณาวางโครงการเก็บกักน้ำตอนบนของลำน้ำป่าสักไว้ให้มาก เพื่อใช้ด้านการเกษตรและป้องกันอุทกภัย เนื่องจากเหนือเขื่อนป่าสักมีมาก ให้พิจารณาจัดเก็บให้เหมาะสม…..”

กรมชลประทานได้นำพระราชดำริดังกล่าว มาดำเนินโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีถึง 10 แห่ง คือ อ่างฯห้วยน้ำก้อ อ่างฯห้วยน้ำชุนใหญ่ อ่างฯห้วยป่าเลา อ่างฯห้วยป่าแดง อ่างฯห้วยนา อ่างฯห้วยขอนแก่น อ่างฯห้วยใหญ่ อ่างฯคลองเฉลียงลับ อ่างฯคลองลำกง และอ่างฯห้วยเล็ง ทำให้สามารถทำให้กักเก็บน้ำได้ 180 ล้านลบ.ม.

โครงการนี้สามารถยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของราษฎรที่อยู่ในพื้นที่โครงการ และบริเวณใกล้เคียงให้ดีขึ้น เนื่องจากราษฎรที่มีอาชีพเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์จะมีน้ำต้นทุนไว้ใช้ในฤดูแล้ง และมีแหล่งเก็บน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ขณะเดียวกันเมื่อถึงฤดูฝนเวลาน้ำหลาก อ่างเก็บน้ำทั้งหมดจะช่วยบรรเทาอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นไม่ให้สร้างความเสียหายเหมือนในอดีต นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งแพร่และเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ราษฎรได้บริโภคหรือขายเป็นรายได้เสริมพื้นที่ของอ่างฯ บางแห่งยังมีการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย

ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ต้นน้ำ หรือในพื้นที่เชิงเขาเท่านั้น พื้นที่ที่ศักยภาพในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานพัฒนาแหล่งน้ำด้วยการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่หลายโครงการ อาทิ

“….โครงการที่คิดจะทำนี้ บอกได้ไม่กล้าพูดมาหลายปีแล้ว เพราะเกรงว่าจะมีการคัดค้านจากผู้เชี่ยวชาญจากผู้ที่ต่อต้านการทำโครงการ แต่โครงการนี้เป็นโครงการที่อยู่ในวิสัยที่ทำได้ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย แต่ก็ถ้าดำเนินไปเดี๋ยวนี้ อีก 5-6 ปี ข้างหน้าเราสบาย และถ้าไม่ทำในอีก 5-6 ปีข้างหน้าราคาค่าก่อสร้าง ค่าดำเนินการก็จะขึ้นไป 2 เท่า 3 เท่า ลงท้ายก็จะต้องประวิงต่อไป และเมื่อประวิงต่อไปก็จะไม่ได้ทำ เราก็ต้องอดน้ำแน่จะกลายเป็นทะเลทราย แล้วเราก็จะอพยพไปที่ไหนก็ไม่ได้ โครงการนี้คือสร้างอ่างเก็บน้ำสองแห่ง แห่งหนึ่งคือ แม่น้ำป่าสัก อีกแห่งคือแม่น้ำนครนายก สองแห่งรวมกันจะเก็บกักน้ำเหมาะสมพอเพียงสำหรับการบริโภค การใช้ในเขตกรุงเทพฯ และเขตใกล้เคียงในที่ราบลุ่มของประเทศไทยนี้……”

กรมชลประทานได้น้อมนำพระราชดำริดังกล่าวมาดำเนินการ จนก่อเกิดโครงการเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี และโครงการเขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก ในปัจจุบัน

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จังหวัดพิษณุโลก เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่อีกแห่งที่กรมชลประทานได้ดำเนินงานตามพระราชดำริ

“…อีกสายหนึ่งแควน้อยซึ่งจะต้องทำ อันนี้ก็ยังไม่ได้ทำ ซึ่งจะต้องทำ เพื่อกักเก็บน้ำที่มาจากอำเภอชาติตระการ อาจจะมีคนค้านว่า ทำไมทำเขื่อนพวกนี้แล้วมีประโยชน์อะไร ก็เห็นแล้วประโยชน์ของเขื่อนใหญ่เขื่อนนี้ ถ้าไม่มีสองเขื่อนนี้ ที่นี่น้ำท่วมยิ่งกว่า จะไม่ท่วมทั้งหมด…”

และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ที่กรมชลประทานได้ดำเนินงานตามพระราชดำริล่าสุด คือ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวถึง 6 ครั้ง หนึ่งในพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า

“…โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ตามพระราชดำริ อาทิ โครงการอ่างเก็บน้ำพระปรง อ่างเก็บน้ำห้วยสะโตน อ่างเก็บน้ำท่ากระบาก และอ่างเก็บน้ำอื่นๆ เป็นโครงการที่ดีมาก ทำให้มีปริมาณน้ำใช้เพิ่มมากขึ้น และผลที่ได้รับเพิ่มเติมก็คือทำให้ดินมีการพัฒนาตามมาด้วย…”

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อว่า “อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา” เป็นการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ ราบเชิงเขา จังหวัดปราจีนบุรี-สระแก้ว ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเก็บกักน้ำแล้ว ยังเหลือเพียงระบบไฟฟ้า ระบบป้องกันการกัดเซาะ งานถนนบนสันเขื่อน การปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม และระบบส่งน้ำ คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการในปี 2561

เมื่อแล้วเสร็จสมบูรณ์จะสามารถกักเก็บน้ำได้ 295 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะสร้างประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะจะช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลุ่มน้ำสาขา ในเขตพื้นที่อำเภอนาดี และอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี รวมทั้งยังจะสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานได้ถึง 111,300 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ผลักดันน้ำเค็มและน้ำเน่าเสียในแม่น้ำปราจีนบุรี และแม่น้ำบางปะกง

นอกจากนี้ ยังใช้เป็นแนวกันชน หรือแนวป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานและอุทยาน
แห่งชาติปางสีดา รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้อีกด้วย

วันนี้ “พ่อของแผ่นดิน” เสด็จสู่สวรรคาลัย พระองค์ได้ทรงพักผ่อนหลังทรงงานหนักมาตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่ครองราชย์ ถึงเวลาแล้วที่เราจะทำงานสืบสานพระปณิธาน ในเรื่อง “น้ำและป่า” ตามพระราชดำริ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ

หากทุกคนร่วมใจเดินตามรอยพ่อและแม่ “น้ำและป่า” ก็จะอยู่เคียงคู่กันตลอดจนไป ดั่งพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เกี่ยวกับเรื่องน้ำและป่าไม้ ที่ว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ…พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันจะสร้างป่า”

ดันกลุ่มแม่บ้านเสริมความมั่นคงอาหาร กษ.เร่งส่งจนท.ส่งเสริมการเกษตรร่วมขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244100

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นัดรวมพลผู้รับผิดชอบงานและกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรถกปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร วางแผนพัฒนาการเกษตรให้เชื่อมโยงกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ซึ่งให้ความสำคัญเรื่องการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ปัจจุบันความมั่นคงด้านอาหาร กลายเป็นปัญหาที่หลายประเทศกำลังเผชิญ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่าความมั่นคงทางด้านอาหารครอบคลุมถึงการที่ประชาชนมีปริมาณอาหารเพื่อการบริโภคที่เพียงพอ มีความหลากหลายของประเภทอาหารที่ได้รับในคุณภาพที่เหมาะสม จากสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางด้านอาหารและความปลอดภัย ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาภาวะทุพโภชนาการและโภชนาการเกิน และในอนาคตมีแนวโน้มมากยิ่งขึ้น

ความมั่นคงด้านอาหาร เป็นวิธีการหนึ่งในการส่งเสริมด้านการเกษตรตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค โดยในการผลิตจะพิจารณาเพียงว่า ต้องผลิตอาหารเท่าไรจึงจะเพียงพอกับความต้องการบริโภค แต่ต้องคำนึงว่าอาหารที่ผลิตได้ต้องมีคุณภาพ มีคุณค่าทางสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายอย่างสมดุล และต้องเป็นอาหารที่ปลอดภัย การมีสุขภาวะที่ดี ต้องอาศัยระบบการผลิตอาหารที่ปลอดภัย หรือระบบอาหารที่ยั่งยืน

“ภารกิจการส่งเสริมความมั่นคงด้านอาหาร เป็นภารกิจส่วนหนึ่งที่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรต้องมีส่วนร่วมในการ
ขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม โดยมีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกรเป็นแกนนำหลักในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานความมั่นคงด้านอาหารในครัวเรือนและชุมชน เสริมสร้างองค์ความรู้ ความสามารถ ทักษะของเจ้าหน้าที่ในการวิเคราะห์พื้นที่และศักยภาพในการดำเนินงานความมั่นคงด้านอาหาร สามารถกำหนดแนวทางการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการขับเคลื่อนงานความมั่นคงด้านอาหารในพื้นที่ ให้สามารถวางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับนโยบายของทางภาครัฐ” นายสุดสาคร กล่าว

‘ทุ่งกุลา’รวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ ผลิตข้าวหอมมะลิเชื่อมโยงตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244099

วันศุกร์ ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมนึก จงเสริมตระกูล นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ กรมการข้าว เปิดเผยว่า กลุ่มผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้บ้านจันทร์หอม ต.หนองไผ่ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ มีการรวมกลุ่มกันทำนาในรูปแบบนาแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ มีหน้าที่เข้าไปส่งเสริมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ไม่มีสารตกค้าง สร้างความปลอดภัยทั้งตัวเกษตรกรและผู้บริโภค

สำหรับพื้นที่ดำเนินการนาแปลงใหญ่ ของกลุ่มผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้บ้านจันทร์หอม จำนวน 3,000 ไร่ สมาชิก 101 ราย แบ่งกิจกรรมทำนาออกเป็น 3 แบบ คือ แปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ คุณภาพ จำนวน 200 ไร่ แปลงผลิตข้าวปลอดภัยมาตรฐาน GAP จำนวน 2,200 ไร่ และแปลงข้าวอินทรีย์ 600 ไร่ ทั้งนี้ จากพื้นที่ที่อยู่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ มีความเหมาะสมในการปลูกข้าวหอมมะลิ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงปลูกข้าวพันธุ์ ขาวดอกมะลิ 105 กับ กข 15 ซึ่งข้อดีของข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้จะมีรสชาติอร่อยกว่าข้าวหอมมะลิทั่วไป เม็ดข้าวจะมีความงอกดีและมีกลิ่นหอมมากกว่า ทำให้สามารถจำหน่ายได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาด

ทางกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้มีการเชื่อมโยงตลาดกับทางสหกรณ์การเกษตรชุมพลบุรี โดยผลผลิตที่นำมาขายให้กับสหกรณ์ต้องเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กำหนด นอกจากนี้กลุ่มยังมีการเชื่อมโยงตลาดอีกส่วนหนึ่งที่เป็นข้าวตลาดเฉพาะคือ ข้าวหอมมะลิคุณภาพ GI ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนรับรองมาตรฐานจาก EU

ชาวนาเลยโฮ!ข้าวโดนน้ำป่าพัด เสียหายกว่า50ไร่-วอนรัฐช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244069

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 15.40 น.

10 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากเหตุน้ำป่า ที่เกิดขึ้นในคืนวันที่ 9 พ.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 03.00 น. ได้มีน้ำป่าไหลหลากที่บ้านโดนสวรรค์ หมู่ที่ 8 ต.ห้วยพิชัย อ.ปากชม จ.เลย และพื้นที่อื่นๆ รวม 6 หมู่บ้าน ใน อ.ปากชม จ.เลย ทำให้บ้านเรือนประชาชน และพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง

นายประมวล ทองยา บ้านเลขที่ 229 หมู่ 8 บ้านโนสวรรค์ ต.ห้วยพิชัย อ.ปากชม จ.เลย กล่าวว่า ในปีนี้น้ำป่าฝนตกหนักมากไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 30 ปี ข้าวที่รอเก็บจำนวนมากเสียหาย เพื่อนเกษตรกร 20 รายตกอยู่ในความลำบาก เนื่องจากข้าวที่พวกเขาตากเตรียมเก็บได้ถูกน้ำป่า จากภูฮัง ห้วยกองก่อย ภูบักนัด ภูเปาะ ไหลมารวมกันที่บริเวณห้วยเพชร และท่วมพื้นที่นาข้าวและกวาดข้าวเกี่ยวตากไว้ เสียหายหมด

และในเช้าวันนี้ ตนและเพื่อนๆ ต้องมาเก็บข้าวที่เสียหาย เพื่อนำมาตากอย่างทุกลักทุเล โดยมีการล้างน้ำเพื่อนำโคลนที่มีดินติดรวงข้าวด้วยน้ำตาคลอ เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับข้าวที่เสียหายกว่า 4 ไร่ และรวมๆ กันทั้งกลุ่มประมาณ 50-70 ไร่ ซึ่งหากมีฝนหรือมีแดดออก ในช่วง 1-2 วันนี้ ข้าวที่นำออกมาจากนำก็อาจจะต้องเสียหมด จนไม่มีข้าวกินในปีนี้ และต้องซื้อข้าวกิน ตอนนี้ทำได้เพียงถ่ายภาพและนำไปส่งทางราชการเพื่อขอความช่วยเหลือ

 

‘โลตัส’เสริมรายได้ช่วยสวนยางสงขลา ส่งเสริมปลูก-รับซื้อผัก‘ขึ้นฉ่าย’ไฮโดรโพนิกส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243963

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส เปิดเผยว่า ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ลูกค้ายังมีความต้องการผักสดคุณภาพสูงอีกมาก จึงได้ร่วมมือกับทางจังหวัดสงขลา โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ในการสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลูกผักประเภทขึ้นฉ่ายไฮโดรโพนิกส์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมในการรับมือกับฝนที่ตกชุกในภาคใต้ ทำให้การปลูกขึ้นฉ่ายไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์แบบกางมุ้งสามารถทำได้ โดยนอกจากสามารถเพิ่มผลผลิตคุณภาพให้ผู้บริโภคแล้ว ยังได้เพิ่มรายได้ในคนในชุมชนอีกด้วย จากโมเดล “ยัง สมาร์ท ฟาร์เมอร์” (Young Smart Farmer) นายพิโชติ ผุดผ่อง เป็นต้นแบบในการเรียนรู้และขยายองค์ความรู้สู่ชาวสวนยาง ให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพนอกเหนือไปจากกรีดยาง เพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนในยามราคายางตกต่ำ

“เทสโก้ โลตัส มีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนนโยบายประชารัฐอย่างเต็มที่เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านการรับซื้อผลผลิตตรงจากเกษตรกรซึ่งเราดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ ตามพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยโครงการรับซื้อขึ้นฉ่ายกางมุ้งจากกลุ่มเกษตรกรบ้านคลองหอยโข่ง เป็นหนึ่งใน 22 โครงการ “เทสโก้ โลตัส ประชารัฐร่วมใจ” ที่เกิดจากการร่วมมือกันของภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน จากโครงการสร้างเครือข่ายปลูกผักขึ้นฉ่าย ปัจจุบันกลุ่มเกษตรกร นำโดย คุณพิโชติ ผุดผ่อง สามารถส่งผักขายเทสโก้ โลตัส ได้ถึง 500-1,000 กิโลกรัมต่อสัปดาห์”

นายพิโชติ ผุดผ่อง เกษตรกรผู้นำเครือข่ายปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ คลองหอยโข่งกล่าวว่า ปัญหาของชาวสวนยางคือเมื่อราคายางตกต่ำ ก็จะมีรายได้น้อยลง ผมเองจบด้านเกษตรมา เคยทำงานในบริษัทเกี่ยวกับการเกษตรในอำเภอหาดใหญ่4-5 ปี แล้วก็หันมาสนใจทำผักไฮโดรโพนิกส์เริ่มแรกมีเพียงไม่กี่โต๊ะ เงินทุนประมาณหลักแสน เดิมผักไฮโดรโพนิกส์ที่ปลูกจะเป็นพวกผักสลัด แต่พอได้พูดคุยกับเทสโก้ โลตัสได้ทราบว่ามีความต้องการผักประเภทขึ้นฉ่าย เนื่องจากสภาพฝนในภาคใต้ทำให้ปริมาณขึ้นฉ่ายที่ปลูกไม่สม่ำเสมอ ผมจึงริเริ่มทดลองปลูกในแบบไฮโดรโพนิกส์กางมุ้งดู ปรากฏว่าได้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจมาก จึงขยายกำลังการผลิตมาเรื่อยๆปัจจุบันมี 70 โต๊ะ นอกจากนี้ผมยังเป็นศูนย์ถ่ายทอด ความรู้การปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ ให้ชาวบ้านกับทางจังหวัด โดยจังหวัดจะส่งเกษตรกรชาวสวนยางที่ผ่านการคัดเลือกแล้วว่ามีรายได้น้อยคือมีพื้นที่สวนไม่เกิน 5 ไร่ เป็นลูกจ้างกรีดยาง และต้องขยัน รับผิดชอบ สามารถทำงานกลุ่มได้ มาเรียนรู้กับผม ทุกวันนี้ทุกคนสามารถปลูกผักเพื่อส่งให้กับเทสโก้โลตัส ทำให้มีรายได้เสริมจากการทำสวนยางสภาพคล่องในครอบครัวก็ดีขึ้น ไม่เป็นหนี้นอกระบบ

เปิดผลศึกษาข้าวอินทรีย์ศรีสะเกษ สศท.11ชี้พื้นที่ปลูกห่างแหล่งน้ำ-แนะพัฒนาการจัดการดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243962

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี (สศท.11) ได้ศึกษาแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษาข้าวนาปี จ.ศรีสะเกษ ปี 2558 พบว่า มีพื้นที่สำหรับปลูกข้าวนาปีอินทรีย์ จำนวน 8,360 ไร่ ผลผลิตรวม 1.36 ล้านตันข้าวเปลือก สำหรับต้นทุนและผลตอบแทน พบว่า เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตข้าวนาปีอินทรีย์ รวม 2,523.18 บาท/ไร่ จำแนกเป็นต้นทุนผันแปร 1,519.13 บาท/ไร่ เป็นต้นทุนคงที่ 1,004.05 บาท/ไร่ โดยค่าเช่าที่ดิน ค่าเก็บเกี่ยว ค่าเตรียมดิน และค่าปุ๋ยมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง คิดเป็นร้อยละ 97 ของต้นทุนทั้งหมด แยกเป็นค่าเช่าร้อยละ 40 เก็บเกี่ยวร้อยละ 20 เตรียมดินร้อยละ 20 และปุ๋ยร้อยละ 17

ปริมาณผลผลิตที่เกษตรกรผลิตได้เฉลี่ย 389.78 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้เฉลี่ย 16.61 บาท/กิโลกรัม ทำให้เกษตรกรมีรายได้หรือผลตอบแทน จากการผลิต 6,474.25 บาท/ไร่ และเมื่อหักต้นทุนการผลิตแล้วได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2,523.18 บาท/ไร่ พื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ส่วนใหญ่เป็นที่สูงที่ดอน อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ส่งผลให้ทำนาได้1 ครั้ง/ปี ดังนั้นแนวทางพัฒนาควรบริหารจัดการปรับปรุงบำรุงดินเพิ่มสารอินทรีย์วัตถุใส่ปุ๋ยตามผลการวิเคราะห์ดิน วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสม และลดต้นทุนโดยวางแผนการผลิตให้เหมาะสมกับการปลูกข้าวนาปีเกษตรอินทรีย์

นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรเน้นการปรับเปลี่ยนทัศนคติ วิธีคิด วิธีทำใหม่ สร้างแปลงต้นแบบแปลงตัวอย่าง แปลงเรียนรู้ เน้นการพัฒนา ปรับปรุง บำรุงดินด้วยการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วยการไถกลบตอซังการใช้ปุ๋ยชีวภาพ ปุ๋ยพืชสด (ปอเทือง ถั่วพร้า) และปุ๋ยอื่นๆ จำพวกปุ๋ยคอกและฮอร์โมนให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นอินทรียวัตถุที่ช่วยปรับโครงสร้างดินให้มีความร่วนซุย มีธาตุอาหารจำเป็นที่พืชต้องการ และราคาต่ำกว่าปุ๋ยเคมี