แตกใบอ่อน : ‘ต้นแบบ’ที่อยู่คู่คนไทยตลอดกัลปาวสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243960

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความโศกเศร้าอาดูรและการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทยในรอบ 70 ปี จากการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร หรือที่ลูกๆ ของพระองค์ท่านเรียกสั้นๆ ว่า “ในหลวง”เชื่อว่าไม่มีคนไทยคนใดที่ไม่เสียใจ ความเศร้าโศก…จะทำอย่างไรให้กลายมาเป็น “พลังความดี” “พลังแผ่นดิน” และ “พลังความสามัคคี” ให้แก่ประเทศ เพื่อให้พระองค์ท่านได้ภาคภูมิใจในลูกๆ ของพระองค์ เมื่ออยู่บนสรวงสวรรค์ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่พวกเราควรนำไปปฏิบัติ

การน้อมนำทำตามคำสอนของ “ในหลวง” ก็เปรียบดังเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อพระองค์ท่านได้อีกทางหนึ่งโดยไม่ต้องใช้ต้นทุนที่มากเกินกำลัง โดยเฉพาะการกระทำตามรอยพระยุคลบาท ซึ่งมีมากมายเหลือคณานับ พระองค์ท่านทรงวางแบบอย่างให้พวกเราชาวไทยได้ปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นโครงการส่วนพระองค์ โครงการตามพระราชประสงค์ โครงการตามพระราชดำริโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ให้พวกเราชาวไทยได้ศึกษา สืบสาน และนำไปสู่การปฏิบัติได้ไม่รู้จักหมดสิ้น

ในภาคการเกษตรพระองค์ท่านก็ได้ให้วิชาความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง ฝากไว้ให้พี่น้องเกษตรกรไทยนำไปใช้ในการต่อยอดอย่างมิมีวันจบสิ้น การน้อมนำหลักการ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข คือ พอประมาณมีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ไปพร้อมๆกับการมีความรู้ควบคู่คุณธรรม…. ความรู้ก็คือ รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง คุณธรรมก็คือ ความซื่อสัตย์สุจริต ความขยันอดทนสติปัญญา และแบ่งปัน ก็จะสามารถนำพาตนเองไปสู่เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมได้อย่างสมดุลและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

พระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ที่ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม เป็นต้นแบบให้พวกเราชาวไทยได้น้อมนำเป็นแบบอย่างได้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการวางพระองค์ให้เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะในการ “ครองตน” “ครองคน” และ “ครองงาน” คือทรงนำอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน คือมีความรักในงานที่ทำ มีความขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติงาน มีความมุ่งมั่นในการทำงานให้ประสบความสำเร็จและมีการพัฒนางานให้มีคุณภาพดียิ่งๆ ขึ้นไป ในขณะเดียวกันก็ทรงวางพระองค์ให้เป็นต้นแบบของผู้บริหารมืออาชีพที่ใช้หลักพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นในลักษณะที่เป็นกัลยาณมิตร เกิดเป็นเครือข่ายร่วมมือที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นและยั่งยืน

สำหรับท่านที่ยังเศร้าโศกเสียใจ และไม่รู้จะแสดงความจงรักภักดีในรูปแบบใด เพียงน้อมนำคำสอนและหลักปฏิบัติต่างๆไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม ก็ทำให้เทวดาที่อยู่บนสวรรค์ภาคภูมิใจกับพวกเราแล้ว เพราะพระองค์ท่านมิได้ทิ้งเราไปไหน แต่ยังคงอยู่กับเราในรูปแบบของ “ต้นแบบ” ที่รอให้เราน้อมนำทำตาม เราก็จักอยู่กับพระองค์ท่านตลอดกาลปาวสาน …

นายมนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

ประมงเชิญเกษตรกรรุ่นใหม่ถก เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243961

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่ากรมประมง ร่วมกับ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น(JICA) เตรียมจัดการประชุมเสวนาวิชาการ เรื่อง “เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสำหรับคนรุ่นใหม่” ภายใต้โครงการ Development of Aquaculture Technology for Food Security and Food Safety in the Next Generation ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2559 ณ ห้องเทพารักษ์ บอลรูม 1 โรงแรมซันธารา เวลเนส รีสอร์ท แอนด์ โฮเต็ล อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา

สำหรับการเสวนาในครั้งนี้ มีนักวิจัยระดับหัวกะทิในวงการสัตว์น้ำทั้งจากประเทศญี่ปุ่น กรมประมงและภาคการศึกษา อาทิ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เข้าร่วมเสวนาอย่างคับคั่ง โดยจะแบ่งการเสวนาออกเป็นกลุ่มย่อย จำนวน 3 กลุ่ม ดังนี้ 1.หัวข้อเทคโนโลยีกุ้ง จำนวน 60 คน ในประเด็นแนวคิดเทคโนโลยีความหลากหลายของสายพันธุ์กุ้งขาว การตรวจการป้องกันโรคกุ้ง การลดสารพิษจากแบคทีเรีย การพัฒนาวัคซีนในกุ้ง ฯลฯ 2.หัวข้อเทคโนโลยีปลาน้ำกร่อย 20 คน ในประเด็นด้านการปรับปรุงพันธุ์ปลากะพงขาว ปลาเก๋า และเทคโนโลยีการอุ้มบุญในสัตว์น้ำ 3.หัวข้อเทคโนโลยีปลาน้ำจืด จำนวน 20 คน ในประเด็นการใช้วัคซีนในปลาน้ำจืด การตรวจสารตกค้าง

การเสวนาครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวงการประมงของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร กรมประมง จึงขอเชิญชวนเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังการเสวนาดังกล่าว เพื่อจะได้นำไปเป็นความรู้และพัฒนาต่อยอดในอาชีพได้ โดยลงทะเบียนได้ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : โทรศัพท์/โทรสาร : 0-2579-4496

แจงมาตรการเยียวยาอุทกภัยปี2559 เกษตรฯย้ำดำเนินการทุกขั้นตอนรัดกุม-โปร่งใส-เป็นธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243964

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 เห็นชอบในหลักการมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 โดยใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 งบกลาง กรอบวงเงิน 2,055.72 ล้านบาท ภายใต้ 3 มาตรการ ประกอบด้วย 1.มาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 กรณีได้รับผลกระทบ2.มาตรการพักชำระหนี้และขยายเวลาการรับชำระหนี้แก่เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 และ 3.มาตรการฟื้นฟูอาชีพสนับสนุนปัจจัยการผลิตและองค์ความรู้เพื่อการปรับตัวต่อภัยพิบัติ นั้น

เบื้องต้น กรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการตามมาตรการแรก ซึ่งได้กำหนดคุณสมบัติเกษตรกรไว้ โดยต้องเป็นเกษตรกรในพื้นที่ตามประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2559-28 กุมภาพันธ์ 2560 และได้ขึ้นทะเบียนประกอบกิจกรรมเกษตรในช่วงที่ผ่านมากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยให้ได้รับการช่วยเหลือเพียง 1 ด้าน และเป็นเกษตรกรที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน/ชุมชน อัตราการช่วยเหลือเยียวยาด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ อัตราครัวเรือนละ 3,000 บาท ทั้งนี้ เกษตรกรที่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาให้เป็นไปตามทะเบียนหน่วยงานที่กำกับดูแลเกษตรกรแต่ละด้าน โดยการบริหารจัดการตามมาตรการดังกล่าวกำหนดแนวทางไว้ ดังนี้

1.คณะกรรมการตรวจสอบและรับรองข้อมูลเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย 1.1) นายอำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการระดับหมู่บ้าน/ชุมชน โดยมีกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน หรือประธานชุมชนเป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบรับรองความถูกต้องว่าเกษตรกรรายนั้นอยู่ในพื้นที่ รวมทั้งได้ขึ้นทะเบียนและประกอบกิจกรรมการเกษตรในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ 1.2) ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการระดับอำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบความซ้ำซ้อนและรับรองความถูกต้องของข้อมูล1.3) คณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์จังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูล1.4) คณะอนุกรรมการวางแผนและติดตามการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ และบูรณาการการดำเนินงานของส่วนราชการต่างๆ

2.ขั้นตอนการดำเนินการให้ความช่วยเหลือ ได้แก่ 2.1) พื้นที่เป้าหมาย สำรวจข้อมูลหมู่บ้าน และบัญชีรายชื่อเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานต้นสังกัด 2.2) แต่งตั้งคณะกรรมการระดับหมู่บ้านและระดับอำเภอ ประกาศยื่นแบบความจำนงเข้าร่วมโครงการ 2.3) ตรวจสอบความซ้ำซ้อนและรับรองความถูกต้องในแต่ละระดับ 2.4) สำนักงบประมาณอนุมัติงบประมาณ 2.5) โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ปี 2559/60 กรณีได้รับผลกระทบ กรมได้สั่งการไปยังหน่วยงานในพื้นที่ คือ สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอ ให้ปฏิบัติตามแนวทางการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด รัดกุม โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยต้องมีความถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม รวมทั้งชี้แจงสร้างความเข้าใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามกรอบแนวทางและระยะเวลาที่กำหนด

ยอดขายข้าวพุ่ง หลังเปิดจำหน่ายทั่วปท. ระบายไปแล้ว16,000ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/244010

วันพฤหัสบดี ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการช่วยเหลือชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำว่า ตามที่รัฐบาลได้มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเปลือกเหนียว เป้าหมาย 2 ล้านตัน ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกตามโครงการดังกล่าว คาดว่าจะสามารถดูดซับข้าวเปลือกออกจากระบบได้ 200,000 ตัน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2559/60 จะรับซื้อข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 15% สิ่งเจือปนไม่เกิน 2% วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 90% ของราคาตลาด ราคาอยู่ที่ 9,500 บาท (ราคาตลาด 11,000 บาท) หากสหกรณ์และเกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมโครงการจะมีค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้ง ตันละ 1,500 บาท รวม ตันละ 11,000 บาท มีเงินช่วยค่าเก็บเกี่ยว และค่าปรับปรุงคุณภาพ ตันละ 2,000 บาท (ไร่ละ 800 บาท ไม่เกิน 15 ไร่) กรณีขึ้นยุ้ง จะมีรายได้ 13,000 บาท กรณีไม่ขึ้นยุ้งจะมีรายได้ 11,500 บาท

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เป็นศูนย์กลางในการจัดจำหน่ายข้าวสารจากสหกรณ์ที่นำมาสี บรรจุถุง โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งส่วนกลางและภูมิภาคเปิดเป็นจุดจำหน่ายให้แก่ประชาชนและผู้ที่สนใจ ขณะนี้มียอดจำหน่ายไปแล้วกว่า 130 ตัน มูลค่า 4.16 ล้านบาท รวมทั้งได้ประสานขอความร่วมมือไปยังภาครัฐภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจต่างๆ เพื่อเปิดเป็นจุดจำหน่ายข้าวสารอีกหลายแห่ง ส่วนองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.) ซึ่งจัดงาน “เทศกาลข้าวไทยร่วมใจช่วยชาวนา” ระหว่างวันที่ 5-24 พฤศจิกายน ได้จำหน่ายข้าวสารไปแล้ว 40 ตัน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังได้รับการประสานจากองค์การคลังสินค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีความต้องการข้าวสารหอมมะลิจำนวน 780 ตัน ข้าวสาร ขนาดบรรจุ 100 กก./ถุง หรือ 50 กก./ถุง จากสหกรณ์ 6 แห่ง 4 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ยโสธร และขอนแก่น) เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนที่มาสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ ท้องสนามหลวง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเข้าพิจารณาในบอร์ดบริหาร และภาคเอกชนอื่นๆ ที่แจ้งความจำนงขอซื้อข้าวสารอีก 4,000 ตัน ซึ่งจะมีการเจรจาในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ หากมีการตอบรับการสั่งซื้อทั้งหมด จะมียอดการขายข้าวสารกว่า 16,000 ตัน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวว่า การที่จะให้ชาวนามีรายได้ดีขึ้นใน 5 ปี ไม่ได้หมายความว่าตนจะอยู่ทำให้ แต่หมายถึงการวางแผนให้ในระยะยาว ซึ่งน่าจะดีขึ้นภายใน 5 ปี ถ้าเราแก้ไขปัญหาทั้งต้นทาง กลางทางและปลายทาง ตนเห็นคำแนะนำมากมายในสื่อ แต่ก็ขอให้กรุณากลับไปย้อนดูว่าตนพูดอะไรไปแล้วบ้างก่อนหน้านี้ แล้วขอให้ดูสิ่งที่ตนกำลังทำ แล้วเขาทำกันหรือยัง และทำกันอยู่ตรงไหนบ้าง ทำกันไปถึงไหน ปัญหาอยู่ที่ว่าทำไมถึงดำเนินการช้า หากท่านมาทำจะรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ปัญหาอยู่ที่การสร้างความเข้าใจ ซึ่งเคยขอร้องสื่อให้ช่วยสร้างความเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ ขณะเดียวกันเป็นแบบนี้มากี่ปีทำไมเราไม่เอามาเปรียบเทียบกัน

ส่วนบรรยากาศการซื้อขายข้าวสารจากชาวนาในหลายจังหวัดก็ยังเป็นไปอย่างคึกคัก อาทิ ที่ ที่สนามหน้าศาลากลาง จ.สุรินทร์ นายอรรถพร สิงหวิชัย ผวจ.สุรินทร์ ได้ทำการเปิดตลาดนัดจำหน่ายข้าวสารหอมมะลิ จากชาวนา ส่งตรงถึงผู้บริโภค โดยมีกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร จากตำบล และอำเภอต่างๆ นำข้าวสารมาจำหน่ายในราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป

นายธวัชชัย เอี่ยมจิตร แกนนำชาวนา อ.เมืองชัยนาท เปิดเผยว่า รู้สึกขอบคุณคณะรัฐมนตรี(ครม.)ที่มีมติให้ เริ่มต้นโครงการชะลอการขายข้าวที่เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มภาคกลางปลูกขาย ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำและความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ ซึ่งเมื่อเกษตรกรมีรายได้จากการขายข้าวในราคาที่มีกำไร เศรษฐกิจในภาพรวมก็จะได้รับการกระตุ้นจากกำลังซื้อระดับรากหญ้า ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกทาง แต่อยากให้มองถึงความต่อเนื่องและยั่งยืนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องจากสภาวะที่มีฝนตกหนักในหลายจังหวัด ทำให้เกิดผลกระทบต่อชาวนาไทยหลายพื้นที่ อาทิ ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ต้นข้าวที่รอเก็บเกี่ยวล้มระเนระนาด เป็นจำนวนมาก บางแห่งในนาข้าวมีน้ำท่วมขัง ส่วนข้าวที่ได้มีการเก็บเกี่ยวก่อนหน้านี้และตากไว้ในนา ได้เปียกฝนด้วยเช่นกัน ส่งผลทำให้ข้าวมีความชื้นสูง และต้องตากให้แห้งก่อนที่จะนำไปสี

ที่ จ.นครราชสีมา ขณะนี้ยังคงมีน้ำไหลหลาก และท่วมขัง จำนวน 3 อำเภอ 18 ตำบล 24 หมู่บ้าน ซึ่งทางอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาให้น้ำลดระดับอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งสำรวจความเสียหาย เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์ต่อไป

ส่วนในพื้น อ.นากลาง อ.นาวัง และในเขต อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู รอบนอก น้ำได้ท่วมนาข้าว ของชาวบ้านที่กำลังเก็บเกี่ยวได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมทั้งพืชผลทางการเกษตรอีกหลายชนิด ซึ่งทางสำนักงานเทศบาลเมืองหนองบัวลำภู, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) จ.หนองบัวลำภู และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งออกช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว

ดีเดย์20พ.ย.คัดเลือกเกษตรทฤษฎีใหม่ ‘บิ๊กฉัตร’ย้ำโครงการเกิดขึ้นต้นปี60นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243928

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.22 น.

9 พ.ย. 59 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000  แห่งทั่วประเทศให้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ภายในปี 2560 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ขณะนี้มีเกษตรกรให้ความสนใจเข้าร่วมทั้งสิ้น 94,994 ราย แบ่งเป็น 4 กลุ่ม แบ่งเป็น 1. กลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมมาก  (มีสระน้ำ/บ่อน้ำ มีน้ำใช้เพียงพอ) จำนวน 53,259 ราย 2. กลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมปานกลาง (มีสระน้ำ/บ่อน้ำ มีน้ำใช้ไม่เพียงพอตลอดปี) จำนวน 28,315 ราย  3. กลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อมน้อย (บ่อน้ำบาล แหล่งน้ำสาธารณะ) จำนวน 7,454 ราย และ 4. กลุ่มเกษตรกรที่ไม่มีความพร้อม (ไม่มีสระน้ำ/แหล่งน้ำ) จำนวน 5,966 ราย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเกษตรกรกลุ่มที่ 1 ที่มีบ่อน้ำสมบูรณ์ยังต้องคัดเลือกเพิ่มอีก เพื่อให้ได้พื้นที่ที่มีความเหมาะสม มีบ่อน้ำตลอดทั้งปี ตามเป้าหมาย 70,000 แห่งทั่วประเทศ โดยจะคัดเลือกผู้สมัครรวมทั้งพื้นที่ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2559 นี้

ทั้งนี้ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000 แห่ง ตั้งงบประมาณไว้จำนวน 170,000,000 ล้านบาท โดยพิจารณาจัดสรรจากทุกหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องของบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งมีประมาณ 110,000,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือนั้น จะใช้แนวทางการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน ซึ่งได้มีการหารือในเบื้องต้นแล้ว ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และธุรกิจเอกชนขนาดใหญ่ โดยสัปดาห์หน้าจะมีการจัดประชุมเพื่อร่วมกันทำงานและสนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จและเป็นไปตามกรอบระยะเวลา ซึ่งมั่นใจว่าในเดือน ม.ค. 2560 จะเกิดขึ้นจริงใน 70,000 แห่งทั่วประเทศ โดยภาครัฐ เอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้ง ศพก. 882 ศูนย์ จะเข้าไปช่วยขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

กรมฝนหลวงฯนำเงินบริจาคเข้ากองทุน ซื้อไฮโดรเจน-บอลลูนตรวจสภาพอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243890

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 15.07 น.

กรมฝนหลวงฯ นำเงินบริจาคเข้ากองทุนฝนหลวง 3 แสนบาทในการซื้อแก๊สไฮโดรเจนใช้กับบอลลูนตรวจสภาพอากาศ จากเอกชน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวงร่วมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่9

9 พ.ย. 59 นายสุรสีห์  กิตติมณฑล รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยภายหลังรับมอบเงินบริจาค จำนวน 300,000 บาท (สามแสนบาทถ้วน) จากนายอรรถพล หวังพิชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูไนเต็ดอินดัสเตรียลแก๊ส จำกัด ว่ามอบให้กับกองทุนกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการนำไปซื้อแก๊สไฮโดรเจน ที่จะใช้กับบอลลูนตรวจวัดวิเคราะห์สภาพอากาศก่อนขึ้นปฎิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน ทั้งนี้เพื่อร่วมในการถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

สำหรับแก๊สไฮโดรเจนหรือแก๊สฮีเลียม เป็นแก๊สที่ใช้บรรจุภายในบอลลูนสำหรับปล่อยไปในอากาศ เพื่อตรวจลมชั้นบน ซึ่งเป็นการตรวจเพื่อให้ได้ค่าทิศทางและความเร็วลมเหนือสถานีตรวจอากาศ โดยมีชนิดของการตรวจลมชั้นบนและตรวจอากาศชั้นบน แบ่งตามวิธีการ 4 ขั้น ได้แก่ 1) การใช้วิทยุหยั่งอากาศ (RADIO SOUNDING OBSERVATION : RAOB) เป็นวิธีการที่ทำให้ทราบค่าของอุณหภูมิ ความกดอากาศ และความชื้น  2) การตรวจลมชั้นบนด้วยเครื่องเรดาห์ (RADAR WIND OBSERVATION : RAWIN) เป็นการตรวจลมชั้นบนโดยใช้เรดาห์ติดตามการเคลื่อนที่ของบอลลูน ซึ่งใช้ในกรณีที่มีเมฆมาก ข้อมูลที่ได้คือ ค่าทิศทางและความเร็วลม ในระดับต่างๆ 3) การใช้วิทยุหยั่งอากาศและเรดาห์ตรวจลมชั้นบน (RADIO AND WIND SOUNDING : RAWINSOUND) เป็นการตรวจอากาศที่ประกอบด้วยแบบ RAOB และ RAWIN ข้อมูลที่ได้คือ ทิศทาง ความเร็วลม อุณหภูมิ ความกดอากาศ และความชื้นในระดับความสูงต่างๆ และ 4) การตรวจลมชั้นบน (PILOT BALLOON OBSERVATION : PIBALL) เป็นการตรวจอากาศโดยใช้กล้อง THEODOLITE ส่องติดตามการลอยของบอลลูน โดยจะอ่านมุมภาคทิศ (Azimuth) และมุมจะตั้งฉากกับกล้อง THEODOLITE ซึ่งจะอ่านทุกๆ 1 นาที เมื่อนำมาคำนวณจะได้ค่าของทิศทางและความเร็วลมในระบบต่างๆ ซึ่งในแต่ละวิธีการตรวจอากาศดังกล่าวนั้น จะทำให้ทราบค่าทิศทาง ความเร็วลม อุณหภูมิ ความกดอากาศ และความชื้น เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวันต่อไป

 

สศก.ถกความมั่นคงอาหาร ดันทั่วโลกพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243724

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวินิต อธิสุข ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดว่า สศก. ได้ร่วมประชุมคณะกรรมการความมั่นคงอาหารของโลก หรือ CFS (Committee on Food Security) ครั้งที่ 43 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี ระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคมที่ผ่านมา เพื่อหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนเพื่อความมั่นคงอาหารและโภชนาการ รวมถึงบทบาทของภาคปศุสัตว์ ในฐานะเป็นกลไกขับเคลื่อนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในระบบอาหารทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังได้มีการรับรองข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการสร้างความเชื่อมโยงของผู้ประกอบการรายย่อยในการเข้าสู่ตลาด ตลอดจนร่วมกันพิจารณาแผนการดำเนินการของ CFS สำหรับปี 2561-2562 และการมีส่วนร่วมของ CFS ในวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030

ในการนี้ สศก. ได้นำเสนอให้ที่ประชุมรับทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงมีพระราชดำริในเรื่องแหล่งอาหารโปรตีนของคนไทยมาช้านาน โดยได้ทรงนำโคนมเข้ามาในประเทศไทยเมื่อกว่า 70 ปีที่แล้ว ตลอดจนยังได้พระราชทานส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงแหล่งอาหารโปรตีนที่หลากหลาย เช่น ปลานิล สุกร ไก่ เป็นต้น และยังทรงพระราชทานแนวทางปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน สร้างภูมิคุ้มกันและความยืดหยุ่นให้แก่เกษตรกรไทย ภายใต้การเปลี่ยนแปลงในบริบทต่างๆ ตลอดจนเพื่อให้เกษตรกรรายย่อยมีความพร้อมในการเข้าสู่กลไกตลาด นอกจากนั้น ยังได้เผยแพร่การดำเนินงานของไทยในส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น การดำเนินงานเรื่องเชื้อดื้อยาในสัตว์ การดำเนินงาน Agri-Map และการจัดงานตลาดดิจิตอลเพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรรายย่อยเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เป็นต้น

ทั้งนี้ การประชุม CFS เป็นเวทีการประชุมของ FAO สำหรับการหารือและความร่วมมือเกี่ยวกับความมั่นคงอาหารของโลก ระหว่างรัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม เอกชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ซึ่งจะมีการประชุมเป็นประจำทุกปีที่กรุงโรม เพื่อติดตามนโยบายความมั่นคงอาหาร แบ่งปันประสบการณ์และแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศสมาชิก ตลอดจนจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในเรื่องสำคัญต่างๆ ซึ่งไทยสามารถนำมาปรับใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารและยุทธศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาคได้ต่อไป

‘ภูฏาน’ดูงานภาครัฐไทย การจัดซื้อจัดจ้าง‘สีเขียว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243721

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิจารย์ สิมาฉายา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่าได้มีโอกาสต้อนรับคณะผู้แทนโครงการ Green Public Procurement in Bhutan (GPP Bhutan) จากราชอาณาจักรภูฏาน ซึ่งเดินทางมาศึกษาดูงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย เนื่องจาก กรมควบคุมมลพิษ เป็นหน่วยงานหลัก ในการส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 โดยปัจจุบันได้พิจารณาขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ 24 ประเภท ประกอบด้วย สินค้า 19 ผลิตภัณฑ์ และการบริการ 5 บริการ มีจำนวนรายการสินค้าและบริการกว่า 1,000 รายการ การศึกษาดูงานในครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมทั้งให้ความอนุเคราะห์ ในการเข้าเยี่ยมชม การดำเนินงานด้านการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนของหน่วยงานแก่คณะผู้แทนจากราชอาณาจักรภูฏาน อีกด้วย

นายวิจารย์กล่าวว่า การศึกษาดูงานด้านการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ของคณะผู้แทนจากราชอาณาจักรภูฏานในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ สามารถนำความรู้และประสบการณ์ ไปปรับใช้กับการดำเนินงานของราชอาณาจักรภูฏานได้ อีกทั้งเป็นการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับราชอาณาจักรภูฏาน ให้แน่นแฟ้นขึ้น

กยท.ได้ฤกษ์ตั้งรองผู้ว่าการ-ผู้บริหาร ยันคุณสมบัติครบเครื่อง-พร้อมเดินหน้าบริหารยางทั้งระบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243730

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสรรหาตำแหน่งผู้อำนวยการหรือเทียบเท่า (นักบริหาร 9) และรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (นักบริหาร 10) เผยว่า ขณะนี้ กยท. ได้ประกาศแต่งตั้งพนักงานเข้าดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ตามโครงสร้าง กยท. ครบทั้ง 3 ตำแหน่งแล้ว ประกอบด้วย นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการฯ ด้านบริหาร นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการฯ ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ และ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการฯ ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง ซึ่งทั้ง 3 คน ได้ผ่านการพิจารณาและกระบวนการสรรหาจากคณะกรรมการฯ ภายใต้การพิจารณาคุณสมบัติจากประวัติการทำงานและการเสนอวิสัยทัศน์ ที่เหมาะสมกับการทำงาน และการพัฒนางานในองค์กรของ กยท.

“การสรรหารองผู้ว่าการฯ ของคณะกรรมการฯ เห็นชอบให้ นายเชาว์ ทรงอาวุธ ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการฯ ด้านบริหาร และนายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการฯ ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถจากการแสดงวิสัยทัศน์และประวัติการทำงาน ในการขับเคลื่อน กยท.เป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ ในขณะที่ผู้สมัครจากภายนอกได้เข้าดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการฯ กยท. อีก 1 คน คือ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการฯ ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง ซึ่งนับว่าเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีประสบการณ์ทำงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน มีแนวความคิดทันสมัย และมีความเข้าใจในเรื่องของยางพาราเป็นอย่างดี เนื่องจากเคยทำงานในฐานะคณะกรรมการสงเคราะห์การทำสวนยางและคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับยางพารามาหลายชุด จึงมีความเหมาะสมเพียงพอที่จะเข้ามาทำงานให้กับ กยท. ได้ แต่ทั้งนี้ บุคคลภายนอกที่มาดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการฯ กยท. จะต้องผ่านการทดลองปฏิบัติงานและประเมินผลงานที่ 6 เดือน ในฐานะพนักงานของ กยท.เช่นกัน”

ดร.ธีธัชกล่าวเพิ่มเติมว่า ได้มอบอำนาจการดูแล ควบคุม กำกับ เร่งรัดและติดตามผลการปฏิบัติงาน ให้รองผู้ว่าการทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้ว่าการฯ ด้านบริหาร หัวหน้ากลุ่มภารกิจยกระดับการจัดการระบบงานภายใน ดูแลในส่วนของฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ฝ่ายการคลัง และฝ่ายทรัพยากรมนุษย์, นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการฯด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง หัวหน้ากลุ่มภารกิจยกระดับการจัดการงานวิจัยและอุตสาหกรรมยาง ดูแลในส่วนของฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง และสถาบันวิจัยยาง, นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการฯด้านธุรกิจและปฏิบัติการ หัวหน้ากลุ่มภารกิจยกระดับการบริหารงานสาขา ดูแลในส่วนของ กยท.เขต และกยท.จังหวัด ซึ่งทั้งหมดจะยกเว้นในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายพนักงานทุกระดับ โดยให้พิจารณากลั่นกรองแล้วเสนอผู้ว่าการ กยท. พิจารณา

ในส่วนของผู้อำนวยการฝ่ายหรือเทียบเท่า (นักบริหาร 9) จะบริหารฝ่ายต่างๆ ของ กยท. 13 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ฝ่ายการคลัง ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ ฝ่ายบริหารทรัพย์สิน ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง สถาบันวิจัยยาง ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต ฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ฝ่ายวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจยาง สำนักตรวจสอบภายใน สำนักผู้ว่าการ และฝ่ายกฎหมาย รวมถึง กยท.เขตทั้ง 7 เขต ทั่วประเทศ ได้มีการแต่งตั้ง ผอ. และรักษาการ ผอ. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจากนี้ไป กยท. พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการองค์กรได้ตามโครงสร้าง โดยผู้อำนวยการฝ่ายและเขตจะมีหน้าที่กลั่นกรองผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งระดับหัวหน้ากอง หัวหน้าแผนก และส่วนปฏิบัติการ โดยจะคัดกรองผู้ที่มีความเหมาะสม ทั้งคุณสมบัติและความสามารถต่อไป

สร้างนวัตกรรมพัฒนาชนบท ประกันรายได้ปลูกพืชหลังนาแบบผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243725

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เปิดเผยว่า การปลูกพืชหลังนาแบบผสมผสาน เป็นทางหนึ่งในการช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เพื่อชดเชยในภาวะที่ราคาข้าวตกต่ำและเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรของเกษตรกรอีกด้วย โดยโครงการปิดทองหลังพระฯ เตรียมเข้าไปดำเนินการกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่รอบหนองเลิงเปือยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.กาฬสินธุ์ โดยโครงการปิดทองหลังพระฯจะลงทุนค่าต้นทุนพันธุ์พืชและปุ๋ย รวมถึงค่าแรงงานให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน โดยมีเงื่อนไข คือเกษตรกรต้องศึกษาและทำเกษตรอย่างมีมาตรฐานให้ได้ผลผลิตที่ดี จากนั้นโครงการปิดทองหลังพระฯจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการขายและการตลาด เนื่องจากมีการประสานกับเอกชนผู้รับซื้อผลผลิตไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ม.ร.ว.ดิศนัดดา กล่าวต่อว่า หลังจากขายผลผลิตแล้ว หากมีกำไร หลังจากหักเงินทุนค่าพันธุ์ ปุ๋ย และค่าแรงคืนเข้ากองทุน กำไรส่วนที่เหลือจะคืนให้กับเกษตรกรเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง ในกรณีขาดทุนจากภัยพิบัติต่างๆ ปิดทองหลังพระฯ จะรับผิดชอบเองไม่ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรแต่อย่างใด ซึ่งในระยะนำร่องโครงการปรับเปลี่ยนการปลูกพืช โดยจะเริ่มดำเนินการหลังการเก็บเกี่ยวข้าวฤดูกาลนี้เป็นปีแรกจะสามารถรับสมัครเกษตรกรต้นแบบเข้าร่วมโครงการได้ไม่น้อยกว่า 300 ราย

“โครงการนี้ นอกจากมุ่งแก้ปัญหาความเสี่ยงของเกษตรกรแล้วยังเพื่อสร้างการเรียนรู้กระบวนการบริหารการเกษตร ที่จะต้องมีค่าแรง มีการผลิตสินค้าที่ดี มีตลาดรองรับ และมีการบริหารความเสี่ยงนอกจากนี้ยังมีมิติทางสังคมด้านความเอื้อเฟื้อต่อกัน คือชาวบ้านในที่ดินขาดน้ำในฤดูแล้ง สามารถขอใช้ที่ดินเพื่อนบ้านที่มีน้ำเพื่อทำการเกษตรร่วมในโครงการได้”

ม.ร.ว.ดิศนัดดากล่าวอีกว่า การทำโครงการนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีการออกแบบการจัดแบ่งพื้นที่เพาะปลูกและชนิดของพืชเป็นหลายรูปแบบโดยคำนึงถึงความต้องการของตลาดและราคา ที่สามารถคำนวณผลตอบแทนล่วงหน้าได้ เพื่อให้โครงการมีความเป็นไปได้สูงที่จะให้เกษตรมีกำไร โดยโครงการนี้คาดหวังให้เกษตรกรเกิดการเรียนรู้ และสามารถร่วมกันดำเนินงานได้เองในอนาคต จากนั้นจะนำกองทุนไปพัฒนาด้านอื่นต่อไป

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา โครงการปิดทองหลังพระฯได้ดำเนินโครงการขุดลอกแก้มลิงหนองเลิงเปือยแล้วเสร็จเมื่อปี 2557 สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในแก้มลิงเพื่อการเพาะปลูกในฤดูแล้งได้ 6.48 ล้านลูกบาศก์เมตร มีครัวเรือนได้ประโยชน์กว่า 1,300 ครัวเรือน ใน 4 ตำบล 2 อำเภอ