ส่องเกษตร : ดูแล‘หอมมะลิ’ก่อนสายเกินไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243727

วันพุธ ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

449007

ข้าวเปลือกหอมมะลิที่เกิดปัญหาราคาตกต่ำลงหนักมากๆ ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสร้อนแรงขึ้นมาและแน่นอนว่า ได้กลายเป็นประเด็นทาง “การเมือง” ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น จนทำให้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเร่งออกมาตรการรับจำนำข้าวที่ยุ้งฉางที่ตันละ 13,000 บาท ซึ่งจะช่วยลดทอนความรุนแรงของปัญหาได้สักเพียงใด ก็ต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม การที่ราคาข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นข้าวเกรดพรีเมียม คุณภาพชั้นดีของไทย เกิดปัญหาราคาตกต่ำลงมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนเช่นนี้ นับเป็นสัญญาณ “อันตราย”อย่างยิ่ง ควรที่จะต้องเร่งหาสาเหตุที่แน่ชัด เพื่อวางแนวทางให้ดี ให้รับมือได้อย่างยั่งยืน มิใช่แค่ช่วยเหลือเฉพาะหน้า เพราะมิเช่นนั้นอนาคตของข้าวหอมมะลิ อาจจะต้องมืดมนลงไปยิ่งกว่านี้อีกก็เป็นไปได้

ทั้งนี้ ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิที่เป็นข้าวเก่า ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2559 ตกอยู่ที่ตันละ 10,500 บาทเท่านั้น ถือเป็นราคาที่ต่ำสุดในรอบ 9 ปี และเมื่อเทียบกับเดือนกันยายนที่ราคาอยู่ที่ตันละ 12,000 บาท เท่ากับลดลงไปมากถึง13%

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยชี้ว่า ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิลดลงอย่างรวดเร็ว เพราะราคา ข้าวสารหอมมะลิส่งออก ที่เป็นราคาล่วงหน้าในเดือนธันวาคม 2559 ลดฮวบเหลือเพียง 548 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าราคาตลาด (spot price) ณ วันที่ 28 ตุลาคมซึ่งอยู่ 720 เหรียญอย่างมาก ส่งผลให้ราคาขายส่งข้าวสารหอมมะลิใหม่ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเดือนแรกของการเก็บเกี่ยว เหลือเฉลี่ยเพียงหาบละ1,330 บาท ลดลงไปถึง 420 บาท เมื่อเทียบกับราคาของปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่หาบละ 1,750 บาท ถือเป็นการลดลงแบบผิดปกติ

ส่วนการที่ราคาล่วงหน้าเดือนธันวาคมของข้าวสารหอมมะลิลดฮวบลงไปอย่างหนักนั้น ก็เพราะมีการคาดการณ์กันล่วงหน้าของบรรดาพ่อค้าส่วนใหญ่ว่า ผลผลิตหอมมะลิปลายปีนี้ของไทยจะสูงขึ้นมาก ขณะที่ความต้องการซื้อของตลาดมีเท่าเดิม ประกอบกับก่อนหน้านี้ช่วงกลางปีที่ไทยยังประสบปัญหาภัยแล้งจาก “เอลนินโญ” อยู่ ทำให้บรรดาพ่อค้าและโรงสีมีการเก็งกำไรกันช่วงนั้นว่า ข้าวหอมมะลิจะต้องมีราคาสูงขึ้น จึงกว้านซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิเก็บสต๊อกไว้จำนวนมาก แต่หลังจากนั้นราคากลับลดลง ทำให้มีข้าวเปลือกค้างสต๊อก ยังไม่ได้สีขายอีกมาก นอกจากนี้คู่แข่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียตนามก็มีผลผลิตข้าวหอมมะลิสูงขึ้นมากเช่นกัน และสามารถขายข้าวได้ราคาถูกกว่าไทย ด้วยมีผลผลิตต่อไร่สูงกว่าไทย ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่า

ปีนี้ ซัพพลายข้าวหอมมะลิจึงน่าจะมีสูงมากผิดปกติ ขณะที่ดีมานด์กลับยังเท่าเดิม นี่ก็เป็นเหตุผลตามกลไกตลาด ที่ทำให้ราคาตกลงอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิชาการอย่าง ดร.สมพร อิศวิลานนท์ จากสถาบันคลังสมองของชาติที่ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมได้น่าสนใจ กล่าวโดยสรุปคือ ไม่เฉพาะแต่ปัญหาเรื่อง “กลไกตลาด” เท่านั้น ที่ทำให้ข้าวหอมมะลิของไทยราคาตกต่ำลงอย่างหนัก แต่น่าจะมีเหตุผลจากเรื่องของ “คุณภาพ” ด้วย

ทั้งนี้ ข้าวหอมมะลิของไทยที่เคยมีชื่อเสียง เป็นที่ต้องการของตลาด จนขายได้ในราคาแพง ก็เพราะมีคุณภาพสูงทั้ง “นุ่ม” และมี “กลิ่นหอม” มาก แต่ระยะหลังๆ เริ่มมีการตั้งข้อสังเกตว่า แม้ข้าวหอมมะลิไทยจะยัง “นุ่ม” อยู่ แต่คุณภาพ “ความหอม” กลับลดน้อยลงไป จนทำให้ตลาดลดความต้องการลงไป จนน่าจะมีผลต่อ “ราคา” ตามไปด้วย

เรื่อง “คุณภาพ” ข้าวหอมมะลินี้ ถูกตั้งเป็นข้อสังเกตกันมาหลายปีแล้ว โดยเฉพาะช่วงรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่ใช้นโยบายจำนำข้าว “ทุกเมล็ด” ในราคาสูง จูงใจทำให้ชาวนาเร่งรัดปลูกข้าว หวังแต่ให้ได้ปริมาณมากๆ เอามาขายจำนำ โดยไม่คำนึงถึง “คุณภาพ” กระทั่งทำให้ข้าวหอมมะลิไทยต้องเสียแชมป์การเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลกให้กับข้าวหอม “ดอกมะลิ” ของกัมพูชาไป ทั้งยังทำให้การพัฒนาพันธุ์ข้าวไทยที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก ต้องหยุดชะงักไปหมดด้วย

ยิ่งปัจจุบันการทำนาปลูกข้าวปีละหลายรอบ จนต้องใส่ปุ๋ย ฉีดสารเคมีมากขึ้น แล้วยังใช้เครื่องจักรเร่งเก็บเกี่ยว ใช้การอบเพื่อเร่งลดความชื้นข้าวเปลือก ล้วนแต่เป็นสาเหตุบันทอนคุณภาพข้าวหอมมะลิไทย ให้หอมน้อยลงไปทุกที

การป้องกันข้าวหอมมะลิในอนาคต มิให้ราคาดิ่งเหวลงไปอีก จึงน่าจะต้องดูแลเรื่อง “คุณภาพ” กันอย่างจริงจังเสียตั้งแต่บัดนี้

สาโรช  บุญแสง

สั่งใช้มาตรการแก้ปัญหาราคาข้าว ‘นายกฯ’ลั่นไม่ให้ทุกอย่างถอยหลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243741

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.35 น.

8 พ.ย.59 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการช่วยเหลือชาวนาที่กำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำว่า วันนี้ได้เพิ่มเติมมาตรการให้ชัดเจนมากขึ้น โดยต้องทำให้ครบทุกจังหวัด เพื่อให้การช่วยเหลือทั่วถึงทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวขาวหอมปทุม ซึ่งเดิมมี 23 จังหวัด ตรงนี้ได้แจ้งในที่ประชุม นบข.แล้ว

“มาตรการช่วยเหลือชาวนาทั้งระบบ รัฐบาลได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ชาวนามีจำนวนมาก หากกลุ่มไหนที่รวมกลุ่มแล้ว และกลุ่มไหนที่รัฐสามารถเข้าช่วยเหลือได้โดยทันที ก็จะทำให้การแก้ปัญหาเร็วขึ้น ความเดือดร้อนน้อยลง ซึ่งวันนี้ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังพิจารณาเรื่องหนี้สินชาวนาว่าจะทำอย่างไร ต้องมีเรื่องกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมถึงเสถียรภาพการเงินการคลังด้วย เพราะเราจะใช้เงินในลักษณะการแก้ปัญหาปลายเหตุ หรือบรรเทาหนี้สินที่มีจำนวนมากในคราวเดียวนั้นตนทำไม่ได้ จะทำให้อย่างอื่นวุ่นวายไปด้วย แต่ก็เห็นใจพี่น้องชาวนาทุกคน”

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้สิ่งที่น่ายินดีคือ ได้เกิดความร่วมมือมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งวันนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้รายงานว่ามีการรับซื้อข้าวขาวเพิ่มเติมมากกว่า 600 ตัน โดยบริษัทต่างๆ ได้ช่วยกัน ถือเป็นความร่วมมือแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวนา ตรงนี้หากสามารถทำได้อย่างยั่งยืนก็จะดี จะได้สอดคล้องกับเรื่องของสหกรณ์ ที่จะผลิตและสีข้าวกันเองและต้องรวมกลุ่มกันให้ได้ ซึ่งก็ได้มากพอสมควรในการสีข้าวเอง อีกส่วนก็นำไปสีที่โรงสี และอีกส่วนนำไปส่งออก ซึ่งรวมแล้วมีด้วยกัน 3 ส่วน หากจะขายข้าวกันแบบทุกวันนี้ คงไม่เพียงพอ เพราะได้ไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ เว้นแต่จะทำให้เข้มแข็งขึ้นได้ ขณะเดียวกันสหกรณ์ที่มีกว่า 3 พันแห่ง ต้องเข้มแข็งให้มากกว่านี้ ที่ผ่านมามีปัญหาต้องเข้าไปฟื้นฟู ซึ่งเราได้ตรวจสอบมาตลอด ถ้าเราสามารถสร้างความเข้มแข็งในการสีข้าวเองได้ ก็จะเป็นโรงสีของสหกรณ์การเกษตร บวกกับโรงสีภาคเอกชน นำไปสู่การบริโภคในประเทศ และส่งออกต่างประเทศ กลไกมีเยอะ รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง

นายกฯ กล่าวถึงมาตรการแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพด ว่าในที่ประชุม ครม.ได้หารือถึงแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งกำลังหามาตรการที่เหมาะสม โดยสัปดาห์หน้าจะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม.อีกครั้ง เพราะต้องพูดถึงเรื่องโควต้าต่างๆ ด้วย ยืนยันว่าไม่ได้ถึงส่วนใดส่วนหนึ่ง ซึ่งราคาข้าวโพดที่ตกต่ำมีผลต่อผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ด้วย ต้องดูให้ครบทุกมาตรการ ทุกปัจจัย ทั้งภายในและภายนอก ประเด็นสำคัญคือได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน ซึ่งในเวลานี้ตนถือว่าเป็นเวลาที่สำคัญ ฝากสื่อช่วยสร้างความเข้าใจที่ตรงกับสิ่งที่รัฐบาลพูดและทำอยู่ ตนไม่อยากให้ทุกอย่างถอยหลังไปอีก

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เกษตรแปลงใหญ่เกิดล้านกว่าไร่ ซึ่งไม่ใช่ง่ายๆ เพราะที่ผ่านมาเป็นพื้นที่ เครือข่ายโครงสร้างเดิมๆทั้งหมด เราก็จูงเขาออกมาตรงนี้ ให้เขาเข้มแข็งเป็นสหกรณ์ รัฐบาลจะได้ไปทุ่มเททรัพยากรให้ ส่วนที่เหลือหากยังไม่รวมกลุ่มต้องรวมให้ได้ รัฐบาลจะได้ไปช่วยเหลือ ถ้ารัฐบาลปูพรมไปง่ายนิดเดียว จ่ายเงินอย่างเดียว ไปซื้อรถไถแจก อย่างที่หลายคนบอก แจกทุกหมู่บ้าน มันแจกได้ไหม ใครจะดูแล ใครจะรักษา และต้องไปสร้างระบบอีก เราก็ทำให้ถ้าเป็นสหกรณ์หรือเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่เพียงพอ ทุกคนต้องการทั้งโรงสี ต่างๆ รัฐบาลก็คิดทั้งหมด แต่ถ้าไม่มีงบประมาณเพียงพอจะทำได้หรือไม่ ต้องคิดแบบนี้ถึงจะช่วยตนทำความเข้าใจและแก้ไขได้ทุกปัญหา สื่อเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ ปฏิรูปประเทศ ถ้าประชาชนไม่เข้าใจนโยบายรัฐบาลโดยเข้าใจแต่เพียงบางส่วน มันบกพร่องตรงนี้ตรงโน้นก็เดินหน้าไม่ได้ ท่านต้องชักจูงคนให้เข้ามาสู่ในระบบการรวมกลุ่ม การปรับเปลี่ยนการปลูกพืช ไม่ได้หมายความว่าจะเลิกไปเลย ตรงไหนที่ปลูกแล้วเสียหายก็อย่าไปปลูก ให้ไปปลูกอย่างอื่นแทน รัฐบาลจะได้ไปดูแลตลาดให้ได้

นายกฯ กล่าวว่า ทุกอย่างเริ่มจากปลายทาง แล้วมาดูต้นทางว่าจะผลิตแค่ไหน ถ้าผลิตมากเกินไปราคามันก็ตก ก็ต้องเกาะกันอยู่แบบนี้หรอ แล้วเมื่อไหร่จะดีขึ้น ไม่สงสารพี่น้องชาวนาชาวไร่หรือ วิธีการคือต้องช่วยให้เขาเข้มแข็งด้วยตนเอง รัฐบาลนี้ต้องการแบบนี้ พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานว่าต้องให้ไปตกปลา ดีกว่าให้ปลา วันนี้เราให้ปลาตลอด แล้วมันก็หมด ไม่แข็งแรง หาปลาไม่เป็น ดังนั้นวันนี้ให้นำมาปรับใช้ โลกเขาก็นำไปใช้แล้ว เราไม่ใช้เอง มันอยู่ที่ความเข้าใจหลายๆ เรื่อง เราก็ต้องเป็นหนี้เรื่องปลูกข้าว ลดพื้นที่ ปรับเปลี่ยนพื้นที่ การตลาด การสร้างความเข้มแข็ง สีเอง การที่เกษตรกรจะมีรายได้ประจำวัน โดยคัดข้าวส่วนหนึ่งมาสีขายเอง มีเครื่องสีเล็กๆ ประจำหมู่บ้าน อันนี้ขายเพื่อกินอยู่เป็นวันๆ ไป พอเพียง อย่างที่ตนดูตัวอย่างต่างประเทศบางประเทศเรือจับปลาขึ้นมาบนฝั่ง ไม่ได้ส่งพ่อค้าคนกลางหมด ส่วนหนึ่งเขานำไปกินที่บ้าน ส่วนสองคัดขึ้นกระบะมีคนรองรับ ปลาดีๆมาขาย ก็ได้เงินกลับบ้าน ไม่ใช่ส่งคนกลางหมด ดังนั้นต้องแก้ด้วยความร่วมมือก่อน การจะไปชำระหนี้ให้ทั้งหมดเป็นไปได้หรือไม่ มันมหาศาล หนี้ชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน หนี้เกษตรกรทั้งหมดทุกประเภท หนี้ครู ข้าราชการ มีหนี้กันทั้งนั้น ถามว่ารัฐบาลมีเงินหรือยัง ก็ต้องดูโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ไทยแลนด์ 4.0 การลงทุนต่างๆ และทั้งหมดจะนำมาสู่ต้นทางคือประชาชน รัฐบาลคิดแบบนี้มาหมด

ผู้ว่าฯเชียงใหม่เปิดงาน’สานต่องานพ่อ เติมน้ำเติมชีวิต’ กรมชลฯลุยเจาะอุโมงค์ส่งน้ำเขื่อนแม่งัด-แม่กวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243712

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 15.15 น.

8 พ.ย. 59 นายณรงค์ ลีนานนท์ รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเปิดพิธีงาน”สานต่องานพ่อ เติมน้ำเติมชีวิต” และเปิดเดินเครื่องเจาะอุโมงค์ส่งน้ำระหว่างแม่งัด-แม่กวง สัญญาที่2 ตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่

นายโสภณ ธรรมรักษา ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธาผู้ควบคุมการก่อสร้าง กล่าวว่าการเจาะอุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด – แม่กวง เป็นเทคนิกการเจาะในชั้นหินครั้งแรกของประเทศไทย โดยใช้ทั้งเทคนิคการขุดเจาะระเบิด (Drill & Blast) ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้เฉลี่ยประมาณ 4 – 6 เมตร/วัน และเทคนิคการใช้เครื่องเจาะ Tunnel Boring Machine (TBM) ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้เฉลี่ยประมาณ 12-20 เมตรต่อวัน การใช้เทคนิคผสมผสานกัน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาประสิทธิภาพความเหมาะสมทางเทคนิค ต้นทุน และความจำเป็นของสภาพแวดล้อม เช่น สภาพหิน โครงสร้างหิน น้ำใต้ดิน เพราะต้องดำเนินการเจาะอุโมงค์ ซึ่งมีความลึกจากผิวดิน ประมาณ 300 เมตร จนถึง 700 เมตร ซึ่งการเจาะอุโมงค์ในช่วงนี้จะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.20 เมตร ซี่งโครงการนี้ก่อสร้าง 2 ช่วงคือ อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่แตง – แม่งัด ระยะทางตั้งแต่ประตูระบายน้ำแม่ตะมาน ซึ่งกั้นลำน้ำแม่แตง จนถึงอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล แบ่งออกเป็น 2 สัญญา มีกำหนดแล้วเสร็จพร้อมกันทั้งสองสัญญาในปี พ.ศ.2564 ปัจจุบันอยู่ระหว่างเตรียมงานเบื้องต้น ขอหนังสือรับรองเพื่อประกอบการขออนุญาตมีและใช้วัตถุระเบิด และอุปกรณ์ และเริ่มกระบวนการออกแบบ จัดหาเครื่องเจาะ Tunnel Boring Machine อุโมงค์ส่งน้ำช่วงแม่งัด – แม่กวง ระยะทางตั้งแต่อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จนถึงอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา แบ่งออกเป็น 2 สัญญา โดยสัญญาที่ 1 มีความยาวอุโมงค์ 12.500 กิโลเมตร เริ่มดำเนินการเมื่อปี พ.ศ.2558 กำหนดแล้วเสร็จปี พ.ศ.2564 ส่วนสัญญาที่ 2 มีความยาวอุโมงค์ 10.476 กิโลเมตร ได้เริ่มขุดเจาะในวันนี้ กำหนดแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2562

อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานอาจจะล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้เล็กน้อยเนื่องจากในช่วงก่อนที่จะเริ่มดำเนินการยังคงมีปัญหาเรื่องการขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติ ประกอบกับการขุดระเบิดอุโมงค์ ผ่านหินไม่ดี (Poor Rock) ส่งผลให้การทำงานต้องมีขั้นตอนการปรับปรุงเสถียรภาพภายในอุโมงค์

นายโสภณ กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เป็นโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทานให้กรมชลประทานดำเนินก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 เพื่อประโยชน์ด้านอุปโภค บริโภค และการเกษตร ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 175,000 ไร่ และเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำปิง ประกอบด้วยลุ่มน้ำย่อย ได้แก่ ลุ่มน้ำแม่แตง ลุ่มน้ำแม่งัด ลุ่มน้ำแม่กวง เกิดประโยชน์สูงสุด จึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ซึ่งความคืบหน้า ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง โดยเฉพาะลุ่มน้ำแม่กวง ที่มีความต้องการน้ำสูงขึ้น ทั้งด้านการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และการขยายตัวของชุมชนในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน จนเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ 137 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และจะเพิ่มเป็น 173 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในอีก 20 ปีข้างหน้า จึงต้องมีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเฉลี่ยปีละประมาณ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทั้งนี้การเจาะอุโมงค์ส่งน้ำจากลำน้ำแม่แตง (ประตูระบายน้ำแม่ตะมาน) จะส่งน้ำส่วนเกินประมาณ 113 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ในฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลจากนั้น จะส่งน้ำส่วนเกินของลำน้ำแม่แตงประมาณ 113 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และน้ำส่วนเกินของอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ประมาณ 47 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี รวมเป็นปริมาณน้ำที่ส่งผ่านอุโมงค์จากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลไปยังอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ทั้งสิ้นประมาณ 160 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ในลุ่มน้ำแม่กวง ทั้งด้านการท่องเที่ยวและการเกษตรกรรมได้

ขณะเดียวกัน กรมชลประทานยังมีโครงการส่งน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลไปยังระบบส่งน้ำของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่แตง เพื่อสนับสนุนให้พื้นที่การเกษตรในลุ่มน้ำแม่แตงในฤดูแล้งประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่อยู่ทั้ง 3 ลุ่มน้ำย่อยของลุ่มน้ำปิง ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ทำให้มีความมั่นคงในเรื่องน้ำตลอดปี ทั้งน้ำเพื่อการเกษตร การอุปโภคบริโภค ลดปัญหาน้ำท่วมโดยเฉพาะในลุ่มน้ำแม่แตง รวมทั้งพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ และยังเพิ่มพื้นที่ชลประทานของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ในฤดูแล้งจาก 17,060 ไร่ เป็น 76,129 ไร่ อีกด้วย

เกษตรอีสานเปิดตลาดข้าวในกทม.-ปริมณฑล เปิดจำหน่าย10แห่งเริ่ม8พ.ย.59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243676

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 08.54 น.

8 พ.ย. 59 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขยายตลาดข้าวสารของสหกรณ์ให้เพิ่มมากขึ้น โดยให้ประสานกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภายนอก เปิดพื้นที่เพื่อเป็นจุดจำหน่ายข้าวหอมมะลิของสหกรณ์ เพื่อเพิ่มช่องทางในการระบายผลผลิตออกสู่ตลาดโดยสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์มีโรงสีข้าว จำนวน 133 แห่ง มีกำลังการผลิตข้าวสารรวมวันละ 5,464 ตันต่อวัน ซึ่งเป็นโรงสีที่ผ่านการรับรองระบบมาตรฐาน GMP แล้ว 35 แห่ง ทั้งนี้ สหกรณ์เหล่านี้ยังมีความพร้อมที่จะสามารถผลิตข้าวสารบรรจุลงถุงพร้อมจำหน่ายได้จำนวน 47 แห่ง ในพื้นที่ 22 จังหวัด มีกำลังการผลิตข้าวสารพร้อมจำหน่ายได้วันละ 2,170 ตัน  ดังนั้น สหกรณ์จึงมีศักยภาพและความพร้อมในการดำเนินธุรกิจแปรรูปและจำหน่ายข้าวสารออกสู่ตลาด ซึ่งหากมีการขยายช่องทางการจำหน่ายข้าวสารได้เพิ่มมากขึ้น  ขบวนการสหกรณ์ก็จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตข้าวสารได้เต็มที่เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของผู้บริโภค และรองรับผลผลิตจากชาวนาได้เพิ่มขึ้น

กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้วางแผนการกระจายผลผลิตข้าวสารสหกรณ์ โดยแจ้งไปยังสหกรณ์การเกษตร 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำข้าวสารมาวางจำหน่ายแก่ผู้บริโภค ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจและอื่นๆ ซึ่งข้าวสารที่นำมาจำหน่ายในครั้งนี้ เป็นข้าวหอมมะลิแท้ 100 % คุณภาพดีทุกถุง โดยทางสหกรณ์รับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนามาผ่านกระบวนการของโรงสีสหกรณ์ที่ได้มาตรฐานขณะนี้ได้มีการดำเนินการเปิดจุดจำหน่ายไปแล้ว โดยเมื่อวันที่ 4 พ.ย.59 ที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมปศุสัตว์และกรมชลประทาน สามเสน รวมถึง ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรและสหกรณ์ (อตก.) ระหว่างวันที่ 5-24 พ.ย.59 ส่วนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน  ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมหม่อนไหม กรมพัฒนาที่ดิน และกรมประมง ซี่งได้วางจำหน่ายพร้อมกันแล้วเมื่อวันที่ 7 พ.ย.59

สำหรับงานวันนี้ “ข้าวสารสหกรณ์ ช่วยชาวนา” โดยจะปล่อยคาราวานรถบรรทุกข้าวสารจาก 10 สหกรณ์ ในพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดร้อยเอ็ดจาก สหกรณ์การเกษตรเมืองร้อยเอ็ด จำกัด และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า
ธ.ก.ส.ร้อยเอ็ด จำกัด จังหวัดนครราชสีมาจากสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด และสหกรณ์การเกษตรโนนสูง จำกัด จังหวัดสุรินทร์จากสหกรณ์การเกษตรปราสาท จำกัด จังหวัดบุรีรัมย์จากสหกรณ์การเกษตรกระสัง จำกัด สหกรณ์การเกษตรนางรอง จำกัด  จังหวัดศรีสะเกษจากสหกรณ์การเกษตรเมืองศรีสะเกษ จำกัด จังหวัดมหาสารคามจากสหกรณ์การเกษตรบรบือ จำกัด และจังหวัดอุบลราชธานีจากสหกรณ์การเกษตรม่วงสามสิบ จำกัด เพื่อนำไปวางจำหน่ายพร้อมกัน

อย่างไรก็ตามในจุดที่จะจำหน่ายในวันที่ 8 พ.ย.59 จะมีจุดจำหน่ายที่กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข บริษัททิพยประกันภัย จำกัด ธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต  สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ซึ่งปริมาณข้าวสารที่จะไปวางจำหน่ายแต่ละจุดไม่น้อยกว่า 3 ตัน เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสบริโภคข้าวของสหกรณ์เพิ่มมากขึ้น หากมีกระแสตอบรับดี  ก็จะวางแผนการเปิดจำหน่ายอย่างต่อเนื่องในหน่วยงานต่าง ๆ  โดยขณะนี้ในพื้นที่กรุงเทพฯมีจุดจำหน่ายทั้งหมด21จุดขณะที่พื้นทีต่างจังหวัดจะจำหน่ายในส่วนของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯทุกแห่งโดยมีทั้งรวมทั้งสหกรณ์ต่างๆทั่วประเทศ

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวด้วยว่าในการรับซื้อข้าวจากชาวนานั้นทางกรมฯมอบหมายให้ทางสหกรณ์ผู้ผลิตเปิดจุดรับซื้ออย่างต่อเนื่องเพื่อแปรรูปเป็นข้าวถุงจำหน่ายโดยราคารับซื้อจะเป็นราคาที่ทางรัฐบาลกำหนดซึ่งมีทุนประเดิมสามารถรับซื้อได้กว่า2แสนตันและจะทยอยหมุนเวียนรับซื้ออย่างต่อเนื่องด้วย

ทั้งนี้หากหน่วยงานใดสนใจจะสั่งซื้อสินค้าหรือจะเป็นตัวแทนจำหน่ายข้าวสารสหกรณ์ สามารถติดต่อกับสหกรณ์ผู้ผลิตข้าวสารได้โดยตรง หรือที่ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ถ.งามวงศ์วาน เขตบางเขน และร้านสหกรณ์เทเวศร์ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ภายในกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อช่วยขยายโอกาสให้ข้าวสารของสหกรณ์ได้เข้าถึงผู้บริโภคในกรุงเทพฯให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และคาดหวังว่าจะส่งผลต่อการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรมได้อีกทางหนึ่งด้วย

เคาะ1.8หมื่นล. อุ้ม‘ชาวนา’ภาคกลาง นบข.ชงจ่ายตันละ1-1.1หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243667

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เคาะ1.8หมื่นล. อุ้ม‘ชาวนา’ภาคกลาง นบข.ชงจ่ายตันละ1-1.1หมื่น พยุงราคาข้าวเจ้า-หอมปทุมฯ

‘บิ๊กตู่’ยันไม่เคยทิ้งเกษตรกร

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยครั้งนี้ เป็นการประชุมเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวนาที่ปลูกข้าวเจ้า และข้าวหอมปทุมธานี เพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง

ยืนยันไม่เคยทิ้งเกษตรกร

หลังการประชุม พล.อ.ประยุทธ์ แถลงว่า รัฐบาลยืนยันว่าไม่เคยทอดทิ้งเกษตรกร ทุกอย่างที่เสนอมาได้รับฟังทุกคน ทั้งชาวนา โรงสีข้าว และผู้ประกอบการค้าข้าว ไม่ใช่ตนกำหนดเอง การแก้ปัญหาราคาข้าวทั้งหมดจะต้องมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม วันนี้เรากำลังพูดถึงแค่ปลายทางเท่านั้น และก็แก้ปัญหากันมาแบบนี้ตลอด ตนเข้าใจ เพราะประชาชนเดือดร้อน แต่จะทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ไม่ให้กลไกในตลาดเสียหาย นี่คือหลักการสำคัญ ยืนยันห่วงใยทุกคน รัฐบาลต้องคิดล่วงหน้าแบบนี้

จวกที่ผ่านมาแก้ปัญหาที่ปลายทาง

“นี่คือการแก้ปัญหาที่ปลายทางทั้งสิ้น และก็แก้กันแบบนี้มาตลอด จนกระทั่งประชาชน เกษตรกรคุ้นเคย จึงทำให้วงจรการแก้ไขปัญหาทำได้ยาก เพราะรัฐบาลนี้มุ่งย้อนไปที่ต้นทาง ปรับเรื่องการใช้น้ำ การปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสม การลดพื้นที่การปลูก ลดต้นทุนการผลิต รัฐบาลคิดทั้งหมดและทำมาโดยตลอด แต่ปัญหาคือประชาชนและสังคมสนใจแต่เรื่องการแก้ปัญหาปลายทาง จนลืมไปว่ารัฐบาลทำที่ต้นทางมีอะไรบ้าง ถ้าทุกคนไม่ช่วยกันที่ต้นทาง สนใจแต่ปลายทาง มันแก้ไม่ได้หรอก ไม่มีใครแก้ได้ และไม่มีใครสนใจจะแก้ด้วย วันหน้าก็จะเป็นอยู่แบบนี้ เพราะความเดือดร้อน แต่ทำอย่างไรถึงจะไม่เดือดร้อน ผมจึงเริ่มที่ต้นทางให้เกิดความชัดเจน ยอมรับว่าความร่วมมืออาจจะน้อยหน่อย เพราะคุ้นเคยกับตรงนี้ รอปลูกข้าว น้ำท่วม ไม่เป็นไรเดี๋ยวรัฐบาลก็ช่วย เป็นแบบนี้มาตลอด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ชี้ใครตั้งใจทำดีก็ต้องได้ดี

“ขอให้ช่วยรัฐบาล ผมจะไม่ไปโต้ตอบกับใคร ใครจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ถ้าทำดี ตั้งใจดี บริสุทธิ์มันก็เป็นกุศล ก็แค่นั้นเอง รัฐบาลไม่ได้ไปมุ่งหวังทำอะไรให้ใครเสียหายอยู่แล้ว เรื่องที่มีเหตุการณ์นี้โน้นเกิดขึ้น ขอให้พอได้แล้ว ผมจะไม่ตอบโต้อะไรทั้งสิ้น เฉยๆ สังคม ประชาชน จะดูเอง ใครทำดีก็ต้องขอบคุณ ใครทำดีได้ดี” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว และว่า วันนี้ต้นทุนการผลิตข้าวของประเทศเรากับประเทศอื่นต่างกัน บ้านเราต้นทุนสูงกว่าเขา เมื่อเขาประกาศราคาข้าวมา สู้ราคาข้าวเขาไม่ได้ ขอให้เข้าใจความตั้งใจของรัฐบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามทำกันอยู่ นอนตาไม่หลับกันมาหลายอาทิตย์แล้ว ไม่ใช่มีปัญหาและมาแก้ แต่คิดมาตลอดตั้งแต่วันแรก 22 พฤษถาคม 2557 ว่าทำอย่างไรชาวนาจะดีขึ้น

เล็งเสนอครม.ขอสินเชื่อ1.8หมื่นล.

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ แถลงว่า นบข.มีมติให้เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 8 พฤศจิกายนนี้ เพื่ออนุมัติโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 59/60 โดยข้าวเปลือกเจ้า เกษตรกรจะได้รับเงิน 10,500 บาทต่อตัน แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 7,000 บาทต่อตัน ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาทต่อตัน ค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉาง 1,500 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวปทุมธานี เกษตรกรจะได้รับเงินทั้งสิ้น 11,300 บาทต่อตัน แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 7,800 บาทต่อตัน ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาทต่อตัน และค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉาง 1,500 บาทต่อตัน กำหนดรายละไม่เกิน 15 ไร่ ใช้วงเงินทั้งสิ้น 18,000 ล้านบาท แบ่งเป็น สินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 9,000 ล้านบาท และในส่วนของวงเงินค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 9,000 ล้านบาท คาดจะมีประชาชนได้ประโยชน์ 700,000 ครัวเรือน

ต่างชาติ100รายเจรจาซื้อข้าวไทย

ในส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว จะมีการขยายตลาดเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยในต่างประเทศจะมีการเชิญผู้ซื้อข้าวจากทั่วโลกกว่า 100 ราย มาเจรจาซื้อขายข้าวจากไทยในวันที่ 13-16 พฤศจิกายนนี้ ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมตัวทำโครงการนาแปลงใหญ่ ขณะนี้มีแล้วกว่า 1 ล้านไร่

ทอ.พร้อมช่วยชาวนาเต็มที่

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง ผบ.ทอ. กล่าวว่า กองทัพอากาศ จะจัดซื้อข้าวสารจากกลุ่มสหกรณ์การเกษตร หรือชาวนาโดยตรงมาจำหน่ายให้กับกำลังพล กองทัพอากาศมีกำลังพลไม่มาก แต่ในส่วนของกองบินต่างๆ ทั่วประเทศก็พร้อมช่วยเหลือตลอดเวลา เช่น หากมีการร้องขอให้ทหารออกไปช่วยเกี่ยวข้าวก็ยินดีไปทันที โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม อย่างไรก็ เชื่อว่าหากทุกเหล่าทัพและทุกฝ่ายพร้อมใจกันช่วยเหลือชาวนาก็จะทำให้ราคาข้าวขยับดีขึ้นอย่างแน่นอน

ทบ.ช่วยซื้อข้าวแล้วกว่า300ตัน

พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช. กล่าวว่า กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กกล.รส.)ได้เข้าดำเนินการช่วยเหลือชาวนาตามแนวทางที่ คสช. โดยในระหว่างวันที่ 2-5 พฤศจิกายน ในพื้นที่ภาคเหนือ กกล.รส.ทภ.3 ได้ช่วยชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวใน 16 จังหวัด พื้นที่ 266ไร่ และรับซื้อข้าวสาร 38.4 ตัน ข้าวเปลือก 180 ตัน ในพื้นที่ภาคอีสาน กกล.รส.ทภ.2 ได้เข้าช่วยชาวนาเก็บเกี่ยวข้าวใน 17 จังหวัด พื้นที่ 280 ไร่ และรับซื้อข้าวสาร 88.71 ตัน ข้าวเปลือก 7.098 ตัน และในพื้นที่ภาคกลาง กกล.รส.ทภ1 ได้เข้าช่วยเกี่ยวข้าวใน 6 จังหวัด พื้นที่ 98 ไร่ 2 งาน และรับซื้อข้าวเปลือกจำนวน 3.5 ตัน รวมแล้ว ได้ช่วยเหลือชาวนาในการซื้อข้าวสารประมาณ 127.11 ตัน และข้าวเปลือก 190.598 ตัน

ปตท.เปิด700ปั๊มให้ขายข้าว

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดโครงการรวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา ซึ่งบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) จัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ ว่าจะเปิดให้เกษตรกรนำข้าวมาจำหน่ายที่ปั๊มสาขาของ ปตท. 700 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาราคาข้าวตกต่ำมากที่สุด ขณะเดียวกันจะนำข้าวมาวางจำหน่าวยที่ ปตท. สำนักงานใหญ่ เพราะเป็นพื้นที่ที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง ทำให้สามารถซื้อข้าวโดยตรงได้จากชาวนาไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง จะใช้ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2559-มกราคม 2560 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ PTT Contact Center 1365 และ http://www.pttplc.com

“อุเทน”จี้หยุดสร้างภาพช่วยชาวนา

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำว่า การประกาศช่วยเหลือชาวนาขายข้าวสารยอมรับว่าเป็นเจตนาที่ดีแต่เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้องตรงจุดและดีจริงหรือไม่ ตรงนี้ไม่แน่ใจ เพราะที่นำมาขายนั้นคือข้าวสารซึ่งไม่ใช่มาจากการขายตรงของชาวนาจริงๆ ข้าวสารนั้นมาจากโรงสีข้าว จากบริษัทขายข้าวใด ทำไมเราไม่ซื้อข้าวเปลือกแทนการช่วยขายข้าวสาร โดยประกาศซื้อข้าวเปลือกในราคาที่สูงกว่าที่โรงสีในแต่ละจังหวัดประกาศรับซื้อ ซึ่งอยากขอให้หยุดสร้างภาพกันเสียที

เกษตรกร31จว.ขอราคา1.3หมื่น

ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ.นายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ประธานคณะกรรมการด้านข้าวแห่งชาติ นำตัวแทนสภาเกษตรกรจังหวัดในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง 31 จังหวัด ยืนหนังสือถึง นายกรัฐมนตรี ขอให้ช่วยเหลือเรื่องราคาข้าวตกต่ำคือ ในส่วนข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมจังหวัด ให้ใช้มาตรการเดียวกันทั้งประเทศ คือตันละ 13,000 บาท ข้าวเปลือกเจ้าและข้าวปทุมธานี 1 ให้ใช้มาตรการช่วยเหลือเช่นเดียวกับข้าวหอมมะลิที่ไม่มียุ้งฉางในราคาตันละ 9,000 บาท เป็นต้น

ทหารรับซื้อข้าวชาวนาอุดรฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการช่วยเหลือชาวนาในช่วงนี้ก็มีอย่างต่อเนื่อง อาทิ ที่บริเวณโรงสีข้าวแม่บ้านหันเทา ต.ปะโค อ.กุดจับ จ.อุดรธานี พล.ต.อำนวย จุลโนนยาง ผบ.มทบ.24 นำกำลังพลไปรับซื้อข้าว ตามโครงการรับซื้อข้าวโดยตรง จากกลุ่มชาวนาในพื้นที่ โดยวันนี้ได้ซื้อข้าวหอมมะลิคัดเกรด กก.ละ 35 บาท จำนวน 2 ตัน เป็นเงิน 70,000 บาท เพื่อนำไปประกอบเลี้ยงให้กับกำลังพลภายในหน่วย มทบ.24

บุรีรัมย์สุ่มตรวจสถานการณ์ข้าว

ด้าน พล.ต.เดชอุดม นิชรัตน์ ผบ.มทบ.26 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จ.บุรีรัมย์ พร้อมด้วยนายประภาส รักษาทรัพย์ รอง ผวจ.บุรีรัมย์ นายสุทธิศักดิ์ พรหมบุตร พาณิชย์จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ธ.ก.ส. เกษตรจังหวัด และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภาวะราคาข้าว และสุ่มตรวจโรงสีข้าวในเขต อ.เมือง และ อ.สตึก เพื่อตรวจมาตรฐานเครื่องชั่งตวงวัด เครื่องชั่งน้ำหนัก รวมถึงการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อข้าว เพื่อป้องกันการเอาเปรียบชาวนาที่นำข้าวเปลือกนาปีมาขายยังโรงสี

โรงสีชุมชนช่วยรับซื้อแพง-ขายถูก

ขณะที่โรงสีชุมชนบ้านวังแดงเหนือ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ได้เร่งนำข้าวเปลือกที่รับซื้อจากชาวนา ในพื้นที่ หมู่ที่ 12 บ้านวังแดงเหนือ อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ที่รับซื้อในราคาที่แพงกว่าท้องตลาด 300-500 บาท มาทำการสีข้าวเป็นข้าวสารบรรจุลงในถุง ภายใต้ชื่อ“ข้าวสารบ้านวังแดงเหนือ” ออกจำหน่ายให้กับ ชาวนาในหมู่บ้าน และ ชาวบ้านใกล้เคียง ถุงละ 15 กก. ในราคาละ 260 บาท ซึ่งถูกกว่าท้องตลาด เกือบ 100 บาท

เช่นเดียวกับที่ ร้านเส่งฮวดการไฟฟ้า ถ.พรหมประเสิรฐ ในตัวเมืองชัยนาท ที่เปิดให้ชาวนาในพื้นที่นำข้าวสารที่ผ่านการสี บรรจุถุงมาวางจำหน่ายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน

ชาวนาเตรียมเข้าขอบคุณนายกฯ

นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ตัวแทนชาวนาจะเดินทางไปขอเข้าพบ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อแสดงความขอบคุณที่รัฐบาลดูแลเรื่องราคาข้าวให้กับชาวนา ส่วนราคาข้าวเปลือกที่กำหนดขึ้นมาถือว่าอยู่เกณฑ์รับได้ โดยต้นทุนการปลูกข้าวปัจจุบันอยู่ที่ไร่ละ 4,600-4,800 บาท ยังไม่รวมในกรณีที่เกิดภาวะภัยแล้งหรือน้ำท่วม ที่อาจทำให้ต้นทุนข้าวเพิ่มสูงได้ และอยากฝากไปถึงชาวนาทั้งประเทศว่า ต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เพราะคงรอการช่วยเหลือจากรัฐบาลทุกปีไม่ได้ และไม่อยากให้การเมืองมายุ่งเกี่ยวกับชาวนาอย่างที่ผ่านๆ มา

รักษ์เกษตร : ปลูกอะไรขายดี ขายได้ กำไรงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243562

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ผมมีพื้นที่ว่าง จะปลูกอะไรดี ขายได้กำไรงาม ขอความรู้วิธีตัดสินใจเลือกปลูกพืชด้วยครับ

สันติ อินทนิล

อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย

คำตอบ ปลูกอะไรดี ขายได้ กำไรงาม ควรจะเลือกจากตัวเรา ว่าเราชอบอะไร ต้องปลูกอะไรให้เหมาะสมกับตัวเรา จะขายผลผลิตที่ปลูกได้แล้ว ก็ยังมีความสุขอีกด้วย เพราะได้ทำในสิ่งที่เรารัก จากนั้น ก็มาเลือกพืชที่จะปลูก แต่ต้องให้เหมาะสมกับตัวเรา โดยพิจารณาดูจาก 8 ประการให้สอดคล้องกัน

1.เลือกปลูกพืชที่เราชอบ สำคัญมากที่สุด เพราะถ้าเราไม่ชอบกลิ่นเหม็นของมัน ก็ต้องทนดมกลิ่นกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ก่อนปลูกอะไรต้องเลือกที่เราอยู่ด้วยแล้วเราชอบมัน

2.จากการชอบแดด หรือไม่ชอบแดดของผู้ปลูก ถ้าไม่ชอบโดนแดด ก็ควรเลือกปลูกพืชที่ปลูกในร่มได้ ถ้าเราชอบแดด ก็สามารถปลูกพืชที่ชอบแดดได้

3.จากแหล่งพื้นที่ในการปลูก พื้นที่ที่เราจะปลูกพืชนั้น มีลักษณะอย่างไร ประเภทดิน ปริมาณน้ำ เหมาะสมกับพืชชนิดใดมากที่สุด

4.เงินทุน ถ้ามีเงินทุนมาก ทำการใหญ่ได้ มีโอกาสที่จะเติบโตได้เร็วกว่า ถ้าเงินน้อยต้องทำแบบพอเพียง

5.ความรู้ ถ้าไม่มีความรู้ในพืชชนิดนั้นมาก่อน ไม่เป็นไร ก็อาจศึกษาที่ปรึกษาผู้รู้ได้ เรียกว่า ความรู้เรียนทันกันหมด

6.แหล่งขาย ตลาด และราคา สำรวจพืชที่เราจะปลูก จะไปขายที่ไหน ตลาดอยู่ที่ไหน ตลาดรองรับหรือไม่ ตลาดมีความต้องการไหม ตลาดต้องการพืชชนิดใด ราคาเป็นอย่างไร ราคาสูงไหม มีความคุ้มค่าหรือไม่ กำไรมากน้อยเพียงใด

7.มีความเพียรพยายาม มีวิริยอุตสาหะแบบไม่ยอมล้มเลิกกลางทางโดยเด็ดขาด ถ้าทุกคนมีแค่ข้อนี้เพียงอย่างเดียวแล้ว ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จไปเกินครึ่งหนึ่งแล้ว

8.ลงมือปลูกพืชนั้น ด้วยความรัก ความตั้งใจ และมีความสุข การได้ทำอะไรที่มีความสุขถือเป็นกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง เมื่อเรามีความสุข เราจะคิดอะไร สร้างสรรค์อะไร สิ่งดีๆ และความสำเร็จก็จะเกิดขึ้นมากมาย พืชที่เราปลูกก็จะออกผลิตผลอย่างงดงาม

สำหรับพืชที่ปลูกและสัตว์ที่จะเลี้ยง ขอแนะนำให้ปลูกพืชที่ผลผลิตมีราคาสูง และเป็นที่ต้องการของตลาด และขายดี จำแนกเป็น 6 กลุ่ม ดังนี้

1.กลุ่มของพืชผักสวนครัว เพื่อใช้ในการบริโภคหลัก และใช้ประโยชน์ในครอบครัว เป็นผักเครื่องเทศ เช่น หอม สะระแหน่แมงลัก โหระพา ชะอม ผักหวาน บวบมะระ ขิง ข่า ตะไคร้

2.ไม้ดอก เช่น มะลิ ดาวเรืองทานตะวัน

3.กลุ่มสมุนไพร เพื่อใช้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น การป้องกัน และรักษาโรคต่างๆ เช่น เสลดพังพอน ดอกอัญชัน ว่านชักมดลูก

4.กลุ่มไม้ผล ที่ขาดไม่ได้ เห็นจะเป็นอาหารหลักอย่าง มะละกอ กล้วย มะพร้าว มะกรูด มะนาว ส้มโอ มะม่วง มะขาม

5.กลุ่มเห็ด นับเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่มีศักยภาพ ทั้งการผลิตขาย บริโภค ทั้งเป็นเห็ดที่อยู่ในโรงเรือน และเพาะเลียนแบบธรรมชาติได้แก่ เห็ดขอนขาว เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมเห็ดหูหนู เห็ดเผาะ และเห็ดโคน

6.เลี้ยงสัตว์ เพื่อเสริมกิจกรรม และเป็นอาหาร เช่น เป็ด ไก่ สุกร โค กระบือและปลา ทั้งยังเอื้อประโยชน์กับการปลูกพืชเพราะมูลสัตว์ต่างๆ สามารถนำมาใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน และเป็นอาหารพืชโดยตรงด้วย

ผักพื้นบ้าน หลายชนิดที่ผู้บริโภคทั่วไปให้ความนิยม เกษตรกรเองก็มีความนิยมบริโภค ควรจะปลูกไว้ประจำครัวเรือน มีพื้นที่มากก็สามารถปลูกมาก มีพื้นที่น้อยก็ปลูกน้อย หากปลูกได้มากเหลือจากการบริโภค ก็นำไปขายได้ การตลาดปัจจุบัน ยังต้องการผักหลายชนิด เอาไปขายตลาดเช้า ตลาดเย็น ถือว่าเป็นรายได้ที่ดีครับ

นาย รัตวิ

เดินหน้าต่อยอดวิจัย‘ไหมอีรี่’ ดันขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีสะอาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243561

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผศ.ดร.อุไรวรรณ นิลเพ็ชร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาการและเทคโนโลยีด้านไหม มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ลงนามความร่วมมือโครงการ “ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม : การวิจัยและพัฒนาด้านไหมอีรี่ ระยะที่ 3” ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องภายใต้โครงการพัฒนาไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรม (พ.ศ.2546-2553) โดย สกว.จะสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยเพิ่มมูลค่าสินค้าจากไหมอีรี่ เน้น 3 กิจกรรมหลักคือ กิจกรรมด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่กำลังมีผลกระทบต่อพืชอาหารและการเจริญเติบโตของไหมอีรี่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการของตลาด รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้และเผยแพร่งานวิจัยที่สามารถตอบโจทย์แก่ประเทศ

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในการวิจัยและพัฒนาด้านไหมอีรี่ระยะที่ 1 และ 2 ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้วิจัย พัฒนา และผลักดันการเลี้ยงไหมอีรี่ให้เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และยังพัฒนาผลิตภัณฑ์สีเขียวจากไหมอีรี่ตามมาตรฐานสิ่งทอสากล พร้อมทั้งประสานงานกับภาคอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อขับเคลื่อนไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ซึ่งผลงานวิจัยและเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้น ได้นำถ่ายทอดและให้บริการองค์ความรู้แก่เกษตรกร ผู้สนใจ จนทำให้เกิดไหมอีรี่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากศูนย์วิชาการและเทคโนโลยีสิ่งทอพื้นบ้าน (ฝ้ายแกมไหม) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบริษัท สปันซิลค์ เวิลด์ จำกัด

การบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการวิจัยและพัฒนาด้านไหมอีรี่ระยะที่ 3 จะเป็นการต่อยอดสร้างองค์ความรู้ด้านไหมอีรี่อย่างครบวงจร ทั้งการส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่ระบบฟาร์ม โดยใช้เทคโนโลยีสะอาด โดยจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ไหมอีรี่ที่มีคุณภาพและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และพัฒนาไหมอีรี่แบบใหม่ๆ จะเพิ่มความหลากหลายด้านประโยชน์ใช้สอย รวมทั้งสร้างแบรนด์ไหมอีรี่ของประเทศไทยให้เข้มแข็ง และขยายเครือข่ายผู้เลี้ยงไหมอีรี่ต่อไป

เตือนต้น‘ฤดูหนาว’ ระวัง2โรคอันตราย ถล่มหอม-กระเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243559

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกหอมและกระเทียม ในช่วงต้นฤดูหนาวให้เฝ้าระวัง 2 โรค คือ โรคใบไหม้ และโรคใบจุดสีม่วง โดยโรคใบไหม้ จะพบใบมีจุดแผลฉ่ำน้ำสีเหลืองอ่อนหรือน้ำตาลอ่อนแล้วขยายเป็นแผล หากมีความชื้นสูงจะลุกลามอย่างรวดเร็ว ส่วนโรคใบจุดสีม่วงมักพบแผลจุดเล็กฉ่ำน้ำ กลมหรือรี หากระบาดรุนแรงใบจะแห้งตายหมด ผลผลิตลดลง

ทั้งนี้ ก่อนการปลูกหอมและกระเทียม เกษตรกรควรปรับปรุงดินให้มีสภาพเหมาะสมกับการปลูก โดยการใส่ปูนขาว ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อปรับสภาพดิน และเลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้นควรแช่หัวพันธุ์ หรือต้นกล้าพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรไดโอน 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แช่นาน 15-20 นาที อีกทั้งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของทั้ง 2 โรค เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่สกุลหอมและกระเทียมสลับหมุนเวียน

ระดมสมอง‘Water Footprint’ ประเมินการใช้น้ำตลอดห่วงโซ่ผลิตภาคการเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243560

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการการจัดทำฐานข้อมูล Water Footprintภาคเกษตร เพื่อประเมินการใช้น้ำในการผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญตลอดห่วงโซ่การผลิต ทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงประเมินมูลค่าการใช้น้ำภาคเกษตรในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งสศก. ได้ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดทำโครงการมีระยะเวลาดำเนินงาน 9 เดือน (เมษายน – ธันวาคม 2559)

ภาคเกษตรของไทยมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณกว่าร้อยละ 80 โดยเป็นน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ เขื่อนและน้ำบาดาลซึ่งในระยะหลัง ความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเกิดขึ้นบ่อยครั้ง บางที่เกิดสภาพอากาศแห้งแล้ง ทำให้ปริมาณฝนในประเทศต่ำกว่าค่าปกติส่งผลให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอในการทำการเกษตรซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้การใช้น้ำเพื่อการเกษตร เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ดังนั้น โครงการจัดทำฐานข้อมูล Water Footprint จึงได้ทำการประเมินการใช้น้ำสำหรับผลิตสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต และประเมินมูลค่าการใช้น้ำภาคเกษตรในเชิงเศรษฐศาสตร์ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการกำหนดนโยบายและแนวทางการบริหารจัดการน้ำในภาคเกษตรให้มีทิศทางที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และยั่งยืน

การจัดสัมมนาในครั้งนี้ ได้มีทีมที่ปรึกษาถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจในกรอบแนวคิด และวิธีการประเมินปริมาณการใช้น้ำในการผลิตสินค้าเกษตร รวมถึงมูลค่าการใช้น้ำในเชิงเศรษฐศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ก่อให้เกิดการตระหนักรู้ต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยเฉพาะเมื่อมีผลกระทบต่อภาคเกษตร และผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถนำความรู้ที่ได้รับดังกล่าวไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงาน และต่อประเทศต่อไปในอนาคต อีกทั้งผู้เข้าร่วมสัมมนายังได้ร่วมกันแสดงข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ ต่อผลการศึกษาในเบื้องต้น ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากที่ทาง สศก.จะนำไปปรับปรุงรายงานผลการศึกษาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นต่อไป

รายงานพิเศษ : นาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้าง พรหมพิราม ใช้ความรู้ผสานภูมิปัญญาสร้างอาชีพมั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243565

วันอังคาร ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งเสริมการรวมกลุ่มรวมแปลงเพื่อทำการเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างอำนาจในการต่อรองทางการค้า ดีกว่าต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขายที่ทำให้ถูกกดราคามาโดยตลอด

นาแปลงใหญ่นับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการดำเนินการกระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยกรมการข้าวได้มีการขับเคลื่อนกิจกรรมผ่านการคัดเลือกศูนย์ข้าวชุมชน ที่มีรูปแบบการรวมกลุ่มรวมกันผลิตข้าวที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว มาต่อยอดให้เป็นรูปแบบของนาแปลงใหญ่มีการเพิ่มขนาดพื้นที่ดำเนินการและให้องค์ความรู้และเทคโนโลยี ตลอดจนมีการเชื่อมโยงบูรณาการทุกภาคส่วนมาร่วมบริหารจัดการทั้งด้านการผลิต และการตลาดให้ครบวงจรมากขึ้น

พัชร์ธนวัญญ์ สมานิตย์

นางสาวพัชร์ธนวัญญ์ สมานิตย์ นักวิชาการเกษตรปฏิบัติการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลก กรมการข้าว กล่าวว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลกได้รับมอบหมายจากกรมการข้าวให้ดำเนินการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกจำนวน 2 จุด ได้แก่ นาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าตะเคียน ต.จอมทอง อ.เมืองและนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้าง ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิรามซึ่งตัวอย่างของการดำเนินการนาแปลงใหญ่ของศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้างนั้นมีพื้นที่ดำเนินการประมาณ 2,700 ไร่ ครอบคลุม 6 หมู่บ้านมีสมาชิก 197 ราย แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกันคือ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ซึ่งเกษตรกรจะเรียกกันว่ากลุ่มไข่แดง พื้นที่ 450 ไร่ ส่วนพื้นที่ที่เหลือจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพ (ข้าวเปลือก) เกษตรกรจะเรียกว่ากลุ่มไข่ขาว

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ของที่นี่ กว่าจะได้เข้ามาเป็นสมาชิกได้ก็ต้องผ่านการอบรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แค่เพียงของกรมการข้าวเองก็อบรมถึง 9 ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ส่วนกลุ่มผู้ผลิตข้าวคุณภาพก็ได้รับการอบรมไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง จึงเรียกได้ว่าสมาชิกนาแปลงใหญ่ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้างมีความรู้แน่นทุกคน ที่สำคัญคือมีความตั้งใจจริง พร้อมที่จะเรียนรู้ และนำไปปฏิบัติผสมผสานกับภูมิปัญญาของตนเองเพื่อความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และวิถีชีวิตของเขาด้วย เช่น กรมการข้าวได้สนับสนุนเครื่องหยอดข้าว เพื่อให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนจากนาหว่านมาเป็นการทำนาแบบประณีต ลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ประหยัดต้นทุนการผลิต ซึ่งแต่เดิมเครื่องหยอดข้าวจะออกแบบมาสำเร็จ ทางกลุ่มได้ลองใช้แล้วพบว่าตัวเครื่องหยอดมีความยาวเกินไปทำให้ไม่สะดวกในการลงแปลงนาที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด จึงมีการดัดแปลงตัดส่วนเกินออกให้ใช้งานได้สะดวกและเหมาะสมกับพื้นที่ยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เรื่องการให้เกษตรกรลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมที่ใช้อยู่ 20-25 กก.ต่อไร่ พอมีเครื่องหยอดที่จะลดอัตราลงเหลือ 8-10 กก.ต่อไร่ ตอนแรกเกษตรกรก็ยังไม่เชื่อมีการเตรียมเมล็ดพันธุ์ไว้จำนวนมากแต่พอได้ลองใช้เครื่องหยอดข้าวก็ทราบว่าใช้อัตราเมล็ดพันธุ์น้อยมาก ครั้นพอลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวเกษตรกรเริ่มไม่แน่ใจเพราะดูข้าวขึ้นไม่หนาแน่น แต่พอมาระยะแตกกอเห็นความชัดเจนข้าวแตกกอดี ดูแลจัดการง่ายเหมือนการปักดำก็เลยให้การยอมรับในเทคโนโลยีของกรมการข้าว ไม่เพียงเท่านั้น เกษตรกรที่นี่ยังมีการเรียนรู้เพิ่มเติมจากการปฏิบัติจริง โดยเฉพาะการใช้เครื่องหยอดข้าวต้องมีการจัดการเตรียมดินและน้ำในแปลงให้พอดี เพราะถ้าน้ำมากไปเวลาหยอดเมล็ดข้าวแทนที่จะอยู่หน้าดินจะลอยไปกับน้ำแทน หรือแม้กระทั่งไม่ควรหยอดข้าวเวลาฝนตกเนื่องจากเม็ดฝนจะมากระทบข้าวที่หยอดไว้ทำให้แตกกระจาย ข้าวจะขึ้นไม่เป็นแถวไม่เป็นระเบียบ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเสียงสะท้อนจากสมาชิกนาแปลงใหญ่ที่ได้นำความรู้และเทคโนโลยีจากหน่วยงานภาครัฐแนะนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ผ่านมาศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้างก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2548 ดำเนินการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลกในเป้าหมาย 300-400ตันทุกปี ส่วนที่เหลือจำหน่ายให้กับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม ทำให้เกษตรกรที่นี่ไม่มีปัญหาด้านการตลาด แต่เมื่อมีการเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ มีการเชื่อมโยงตลาดเพิ่มเติมก็ยิ่งขยายโอกาสให้กับเกษตรกรเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงกับสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม รับซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพมาตรฐานที่กำหนดในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เช่นเดียวกับข้าวเปลือกคุณภาพมาตรฐาน ก็ได้ทำสัญญารับซื้อกับผู้ประกอบการโรงสีในจังหวัดพิษณุโลก ที่จะให้ราคาสูงกว่าท้องตลาดเฉลี่ย 200 บาทต่อตัน

“แม้ว่าราคาขายข้าวที่เพิ่มขึ้นจากราคาตลาด จะเป็นประโยชน์อย่างหนึ่งที่เกษตรกรสมาชิกโครงการนาแปลงใหญ่จะได้รับ และเป็นที่พอใจของเกษตรกรอย่างมาก เพราะเห็นเงินรายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่ความจริงแล้วแค่เกษตรกรเข้าสู่โครงการนาแปลงใหญ่และดำเนินการตามกระบวนการที่กรมการข้าวแนะนำ ก็สามารถลดต้นทุนลงไปได้ ดังนั้นจำเป็นต้องให้เกษตรกรตระหนักถึงการลดต้นทุนการผลิตเป็นสิ่งสำคัญไม้แพ้กว่าการเพิ่มกำไรในส่วนที่ขายข้าวออกไป เพราะหากลดต้นทุนได้มากส่วนต่างกำไรที่เหลือก็จะเพิ่มตามไปด้วย”