ทหารลุยซื้อข้าวจากชาวนา เพื่อช่วยเหลือในช่วงราคาตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243551

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 14.57 น.

7 พ.ย.59 ร.ท.ภาสกร ศรน้อย ผบ. ร้อย รส.ที่ 2 ร 29 พัน 3 จ่าสิบเอก ไพฑูลย์ ศรีราชา รอง ผบ. ร้อย รส.ที่ 2 ร 29 พัน 3 ค่ายสุรสีห์ กาญจนบุรีและเจ้าหน้าที่ทหารได้รับคำสั่งการจาก พลตรี วุฒิชัย นาควานิช ผบ.บก. ควบคุม พล.ร.9 ว่า ให้สำรวจและเข้าช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนราคาข้าวเปลือกตกต่ำ ในพื้นที่รับผิดชอบตามนโยบายของ รัฐบาล

โดยจากการสำรวจพบว่า ในพื้นที่ ม.9 บ้านบัวล้มช้าง ต.หินมูล อ.บางเลน จ.นครปฐม มีเกษตรกรเดือดร้อน และในวันนี้เจ้าหน้าที่ทหารราบที่ 9 ได้เดินทางมาซื้อข้าวเปลือกของเกษตรกร จำนวน 16 ตัน วัดความชื้นได้ 14.9 ถ้าเกษตรกรนำไปขายให้โรงสีจะได้ราคาที่ 7,000 ถึง 7,200 บาทต่อตัน แต่วันนี้เจ้าหน้าที่ทหารรับซื้อในราคาตันละ 8,000 บาท เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรในเบื้องต้น

ทั้งนี้ ข้าวเปลือกที่ได้รับซื้อจะนำไปผ่านกระบวนการสีข้าวของโรงสีภายในค่าย เพื่อจำหน่ายให้กับกำลังพลและประชาชนบริเวณรอบค่ายสุรสีห์ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดเพื่อบริโภคต่อไป

นายไพรรัตน์ เส็งเจริญ ตัวแทนเกษตรกรบ้านบัวล้มช้าง กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้ามาช่วยเหลือ เพราะที่ผ่านมาเดือดร้อนมาก จากราคาข้าวเปลือกตกต่ำอย่างหนัก โดยขายให้กับโรงสีได้ราคาถูกมาก ขาดทุนมาโดยตลอด

ด้าน ร.ท.ภาสกร ศรน้อย กล่าวว่า ต่อจากนี้เจ้าหน้าที่ทหารก็จะทำตามนโยบาย คือช่วยเหลือเกษตรกรในเบื้องต้น โดยการลงสำรวจ ว่ารายใดต้องการความช่วยเหลือก็จะเข้าไปรับซื้อในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนาในช่วงนี้

 

‘เกษตรฯ’เปิดจุดขายข้าวช่วยชาวนา ปชช.แห่ซื้อไปบริโภค-แจกจ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243545

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 14.15 น.

7 พ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงาน ความคืบหน้าโครงการขายข้าวสารราคาถูกช่วยชาวนา ล่าสุด ยังได้รับความสนใจจากประชาชนที่จอดรถซื้อข้าวที่ทางหน่วยงานราชการ ของกระทรวงเกษตรฯ เปิดเป็นจุดจำหน่าย ทั้งหน้ากรมชลประทาน กรมปศุสัตว์หน้า กระทรวงเกษตรฯ และ หน่วยหน่วยงานต่างๆ ยังคงมีประชาชนสนใจซื้อข้าวสารราคาถูกจากสหกรณ์ที่นำมาจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง

โดยจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ ที่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรฯ ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา จำหน่ายข้าวสารที่บรรจุถุง ซึ่งเป็นข้าวหอมมะลิ 100% มีทั้งข้าวใหม่ และข้าวเก่าในฤดูการผลิตในปีที่ผ่านมา และข้าวใหม่ที่เพิ่งเก็บเกี่ยว จำหน่ายไปแล้วกว่า 3 ตันหรือกว่า 300 ถุง ซึ่งส่วนใหญ่จะสนใจบริโภคข้าวใหม่ และก็มีบางส่วนที่ขอข้าวเก่าเพราะหุงง่ายกว่า  เนื่องจากข้าวใหม่ต้องใช้น้ำในการหุงน้อย หากหุงไม่เป็นจะแฉะ

โดยจากการสอบถาม น.ส.พิชญา รุจิรดำรงค์ชัย ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดกาญนบุรี มาซื้อข้าวหน้าจุดรับซื้อที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ บอกว่า ที่บ้านเปิดกิจการเป็นร้านทองในจังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่จะซื้อสินค้า ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าให้กับผู้ค้าของร้าน ซึ่งปีนี้ได้ข่าวว่ากระทรวงเกษตรฯ มีการจำหน่ายข้าวสารเพื่อช่วยชาวนาที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตนจึงคิดว่าน่าจะเปลี่ยนจากการซื้อเครื่องไฟฟ้ามาเป็นข้าว เพราะนอกจากจะได้ทำบุญแล้ว ผู้ที่ได้รับยังได้บริโภคข้าวที่มีคุณภาพ จากแหล่งผลิตโดยตรง โดยในวันนี้ตนได้ซื้อข้าว จำนวน 30 ถุง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ในหลายจุดว่าตั้งแต่มีการเปิดการจำหน่ายข้าวสาร มีผู้บริหารรายใดของกระทรวงเกษตรฯ แสดงเจตจำนงค์ ในการซื้อข้าวเพื่อแจกเป็นของขวัญปีใหม่หรือไม่ หรือมีผู้บริหารคนใดซื้อข้าวจากโครงการหรือไม่ ได้รับการยืนยัน ว่า ยังไม่มีผู้บริหารกระทรวงเกษตรแม้แต่รายเดียวที่ซื้อข้าวจากโครงการขายข้าวสารช่วยชาวนา ส่วนใหญ่มีแต่ข้าราชการระดับล่าง ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อไปเพื่อบริโภค และต้องการช่วยชาวนา

 

นบข.เห็นชอบสินเชื่อชะลอขายข้าวปีการผลิต59/60 เตรียมเสนอเข้าครม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243532

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 13.15 น.

7 พ.ย. 59 เวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ว่า ที่ประชุมนบข. เตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติโครงการสินเชื่อเพื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 59/60 โดยข้าวเปลือกเจ้า ซึ่งเกษตรกรจะได้รับเงินทั้งหมด 10,500 บาท แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อ 7,000 บาทต่อตัน ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาทต่อตัน  และค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉาง 1,500 บาทต่อตัน ขณะที่ข้าวปทุมธานี เกษตรกรจะได้รับเงินทั้งสิ้น 11,300 บาทต่อตัน แบ่งเป็นวงเงินสินเชื่อ 7,800 บาทต่อตัน ค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 2,000 บาทต่อตัน และค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกในยุ้งฉาง 1,500 บาทต่อตัน โดยกำหนดรายละไม่เกิน 15 ไร่ ซึ่งจะใช้วงเงินในการดำเนินการทั้งสิ้น 18,000 ล้านบาท แบ่งเป็น วงเงินสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 9,000 ล้านบาท และในส่วนของวงเงินค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 9,000 ล้านบาท

นางอภิรดี กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการโครงการดังกล่าว คาดว่าจะมีเกษตรกรในพื้นที่ภาคกลางได้รับประโยชน์มากกว่า 700,000 ครัวเรือน จึงขอให้เกษตรกรได้ไปขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรกร ซึ่งคาดการณ์ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกเจ้าที่สีเป็นข้าวสารจะมีประมาณ 9 ล้านตัน และปริมาณข้าวปทุมธานีที่สีเป็นข้าวสารอีกประมาณ 4 ล้านตัน รวมกว่า 13 ล้านตัน  ทั้งนี้ ในส่วนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว จะมีการขยายตลาดเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ โดยในต่างประเทศจะมีการเชิญผู้ซื้อข้าวจากทั่วโลกกว่า 100 ราย มาเจรจาซื้อขายข้าวจากไทยในวันที่ 13-16 พ.ย.นี้ ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตด้วยการรวมตัวทำโครงการนาแปลงใหญ่ ขณะนี้มีแล้วกว่า 1 ล้านไร่

สั่งสหกรณ์รับซื้อข้าว‘ชาวนา’ ปูพรมเปิดจุดจำหน่ายข้าวทั่วกรุงกู้วิกฤติราคาร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243405

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในภาวะวิกฤติราคาข้าวตกต่ำขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯเห็นว่าระบบสหกรณ์เป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะช่วยเหลือชาวนา ทั้งในด้านการเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกเพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสาร รวมถึงการกระจายข้าวสารบรรจุถุงออกสู่ตลาด โดยศักยภาพของสหกรณ์การเกษตรที่มีโรงสีข้าวจำนวน 133 แห่ง กำลังการผลิตข้าวสารรวมวันละ 5,464 ตัน และมีสหกรณ์ที่มีโรงสีพร้อมอุปกรณ์แพ็กข้าวสารบรรจุถุงจำนวน 47 แห่ง ใน จ.อุบลราชธานี สุรินทร์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ และศรีสะเกษ โดยสามารถแปรรูปผลิตข้าวสารบรรจุถุงพร้อมจำหน่ายได้ประมาณวันละ 2,170 ตัน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ประสานกับสหกรณ์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือบางส่วนเพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตข้าวเปลือกมาขายให้กับจุดรับซื้อของสหกรณ์ และร่วมมือกันภายใต้โครงการข้าวสารสหกรณ์ช่วยชาวนา เพื่อกระจายผลผลิตข้าวสารไปสู่ผู้บริโภค

ส่วนแผนการเปิดจุดจำหน่ายของกระทรวงเกษตรฯแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ จำหน่ายที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และนอกกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเบื้องต้นได้เปิดจำหน่ายในวันที่ 4 พฤศจิกายน 3 จุด คือ ที่กระทรวงเกษตรฯ 2 ตัน กรมปศุสัตว์จำนวน 9 ตัน กรมชลประทาน สามเสน 3 ตันวันที่ 5-24 พฤศจิกายน ที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และวันที่ 7 พฤศจิกายน ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมประมง กรมหม่อนไหม กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งแต่ละจุดมีการจำหน่ายข้าวสารประมาณ 10 ตัน

ส่วนหน่วยงานภายนอกนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ประสานกับ 10 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (ถนนวิภาวดีรังสิต) สถานทีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย บางกรวย บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (สำนักงานใหญ่ พระราม 3)และธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ถนนพหลโยธิน โดยปริมาณข้าวสารที่จะจำหน่ายจุดละประมาณ 3 ตัน เป็นอย่างต่ำ และเน้นเป็นข้าวหอมมะลิคุณภาพดี 100%

เกษตรบูรณาการ : แก้ปัญหาเกษตรต้องเดินเกมไว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243403

251598

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เกษตรบูรณาการสัปดาห์นี้ต้องขอบคุณแทนเกษตรกร ที่เป็นชาวนา ที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ  จริงๆ ที่กระทรวงเกษตรฯ ขยับตัวที่จะช่วยชาวนาจริง โดยใช้กระบวนการสหกรณ์ เข้าแก้ปัญหา ด้วยการไปรับซื้อข้าวจากชาวนา ทั้งในพื้นที่ อ.เกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด โดยใช้สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด ที่เป็นแหล่งข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาอันลือชื่อและสหกรณ์การเกษตรพิมาย จำกัด เข้าไปดำเนินการรับซื้อข้าวนำมาปรับปรุงคุณภาพก่อนที่จะสีแปรรูป เป็นข้าวสาร มาจำหน่ายให้กับประชาชน ได้บริโภคข้าวที่มีคุณภาพ โดยไม่ผ่านพ่อค้าหน้าเลือดที่เอาเปรียบทั้งชาวนาและผู้บริโภค โดยกดราคาข้าวจากชาวนา

ถึงวันนี้ ต้องบอกว่า เป็นการเดินเกมไวไม่น้อย ในการรับลูก จากรัฐมนตรี “ฉัตรชัย สาริกัลยะ” ของท่านพี่ “วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับการแก้ปัญหาราคาข้าวให้กับชาวนา โดยใช้ขบวนการสหกรณ์ที่ทำอยู่แล้ว เข้าไปรับซื้อข้าวเปลือกที่ราคาตกต่ำเพิ่มขึ้น และแปรูปเป็นข้าวสาร กระจายข้าว จำหน่ายข้าวให้กับชาวบ้านโดยตรง  งานนี้ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” สั่งการเป็นพิเศษ ให้ทุกหน่วยงานราชการของกระทรวงเกษตรฯ เปิดเป็นจุดขายข้าวถุงคุณภาพราคาถูก และประเดิม ที่หน้ากระทรวงเกษตรฯ เป็นแห่งแรกในวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา  โดยขายในราคาถูกซึ่งข้าวหอมมะลิ 100% จากแหล่งข้าวหอมทุ่งกุลาโดยตรง ในราคาที่ 160 บาท ในส่วนข้าวถุง 5 กิโลกรัม ซึ่งถูกแสนถูก อ้าว ใครสนใจมาซื้อได้ ที่บริเวณหน้ากระทรวงเกษตรฯ ถนนราชดำเนิน ได้ทุกวัน และยังซื้อได้ในหน่วยงานราชการทุกแห่ง ด้วยอ้าวช่วยกันครับพี่น้อง

ผ่านเรื่องดีๆ ไปแล้ว มาอีกเรื่องที่ฟังแล้วอึ้งไม่น้อย ในเรื่องของเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่ท่านรัฐมนตรี  “ฉัตรชัย” ต้องการที่จะให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนให้จบ 70,000 แห่ง ให้เกิดให้ได้ในปี 2560 ซึ่งหากทำได้ ถือเป็นเรื่องที่ดี และจะดีมากๆ ต่อเกษตรกรและประชาชน ที่จะสามารถเพิ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

มาทำความเข้าใจนะครับ  “การเกษตรทฤษฎีใหม่” เป็นพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเป็นจุดเริ่มต้นของหลักเศรษฐกิจพอเพียง (ความพอดี) นั้น โดยเน้นการจัดการเรื่องดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็ก นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สรุปแนวพระราชดำริได้ ดังนี้ คือ  ที่ดินเกษตรกรส่วนใหญ่ถือครองมีขนาดเล็ก เฉลี่ยครอบครัวละ 15 ไร่ ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน เพื่อใช้ทำกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า ดังนี้ (1) ทำเป็นสระน้ำ ร้อยละ 30 (2) ใช้เลี้ยงปลาและเก็บกักน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค และเพาะปลูก พื้นที่ปลูกพืชไร่ พืชสวน ร้อยละ 30 เช่น ปลูกผักสวนครัว กล้วย มะละกอ ฯลฯ (3) พื้นที่ทำนาข้าว ร้อยละ 30 (4) ที่อยู่อาศัย ร้อยละ 10 ใช้ปลูกบ้าน ลานอเนกประสงค์ เลี้ยงสัตว์บกเป็ด ไก่ ฯลฯ

ผลดีของ “การเกษตรทฤษฎีใหม่” คือ (1) ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น มีงานทำตลอดปี มีแหล่งน้ำไว้ใช้ แก้ปัญหาภัยแห้ง มีผลผลิตบริโภคภายในครอบครัวอย่างเพียงพอ เช่น ข้าว ผัก ผลไม้ ปลา ไข่ไก่ ฯลฯ และสามารถนำไปจำหน่ายในตลาดได้ทุกวัน (2) ที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า เป็นแนวทางการพัฒนาการเกษตรแบบพึ่งตนเอง โดยผสมผสานการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ และประมงไว้ด้วยกัน ช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเน้นความพออยู่พอกิน ไม่เป็นหนี้สินและย้ำว่าทั้งหมด สามารถปรับได้ตามความเหมาะสม ให้เน้นความพอดี เป็นหลัก

ราชดำเนิน

รายงานพิเศษ : ศูนย์ข้าวชุมชนบ้านคลองกล้วย จ.อุตรดิตถ์ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ปลูกเอง แปรรูปเอง สร้างความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243406

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

บรรเจิด นาคย่านยาว

ปัจจัยแรกเริ่มที่สำคัญของการผลิตข้าวให้ออกมามีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด ย่อมต้องมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ซึ่งปัญหาส่วนใหญ่ของชาวนาไทยในระยะหลายปีที่ผ่านมานี้คือขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดีมีคุณภาพ กรมการข้าวจึงได้มีนโยบายการจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพใช้เองในกลุ่มและจำหน่ายให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง

นายนคร สอนอุ่น เจ้าพนักงานเกษตรชำนาญงาน ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ กรมการข้าว กล่าวว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ดูแลรับผิดชอบโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ปี 2559 ในการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวและการลดต้นทุนการผลิต การส่งเสริมตามระบบการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ของจังหวัดอุตรดิตถ์ จำนวน 2 จุด ได้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชน หมู่ 2และหมู่ 8 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีสมาชิกรวม 148 ราย พื้นที่ 3,311 ไร่ โดยส่วนของศูนย์ข้าวชุมชนหมู่ 2 เป็นกลุ่มผลิตข้าวคุณภาพดี ส่วนหมู่ 8 จะเน้นเรื่องการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเป็นหลัก เนื่องจากจุดนี้ได้รับการคัดเลือกจากกรมการข้าวจัดตั้งเป็นหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านคลองกล้วย เมื่อปี 2557 โดยพัฒนามาจากศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุโขทัย ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ และส่งให้กับสหกรณ์และบริษัทเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นเรื่องศักยภาพการผลิตจึงมีสูงมาก เมื่อมีโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ทางศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่จึงได้คัดเลือกพื้นที่หมู่ 8 เข้ามาดำเนินการต่อยอดทันที

ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ได้เข้ามาสนับสนุนกิจกรรมนาแปลงใหญ่ของศูนย์ข้าวชุมชน หมู่ 2 และหมู่ 8 โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 1.การบริหารจัดการชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน มีการจัดเวทีชุมชนร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ตั้งแต่ชี้แจงสร้างความเข้าใจของจุดประสงค์โครงการให้กับสมาชิกรับทราบจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อวางแผนการผลิต จัดการปัจจัยการผลิตและการตลาด โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและสมาชิก 2.กิจกรรมลดต้นทุนการผลิต ด้วยการส่งเสริมการจัดทำแปลงผลิตและใช้เมล็ดพันธุ์ดี โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีให้กับทางกลุ่ม ส่งเสริมกลุ่มชาวนาผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพร่วมกับสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ ส่งเสริมกลุ่มบริหารจัดการศัตรูข้าวร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ ส่งเสริมกลุ่มชาวนาผู้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตร โดยสนับสนุนเครื่องโรยข้าวงอก เป็นต้น 3.กิจกรรมเพิ่มผลผลิตโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยี มีการจัดทำแปลงเรียนรู้เพื่อสาธิตถ่ายทอดความรู้การลดต้นทุน ทดสอบชุดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ ควบคู่กับจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การผลิตข้าวคุณภาพ

นายบรรเจิด นาคย่านยาว เลขานุการศูนย์ข้าวชุมชนบ้านคลองกล้วย เล่าว่า จากจุดเริ่มต้นที่ชาวนาบ้านคลองกล้วย ทำนาโดยซื้อเมล็ดพันธุ์จากพ่อค้าทั่วไป มีคุณภาพบ้างไม่มีบ้าง ส่งผลให้เกิดปัญหาข้าววัชพืช ข้าวดีด ข้าวเด้ง จากที่ควรจะได้ผลผลิตไร่ละ 1 ตัน ก็เหลือ 500-600 กก. อีกทั้งระบบทำนาของชาวนาที่นี่จะเน้นทำนาหว่าน ทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาทั้งโรคระบาด ข้าววัชพืชที่แก้ค่อนข้างยาก พอกรมการข้าวโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่เข้ามาจัดตั้งให้เป็นศูนย์ข้าวชุมชน สนับสนุนเมล็ดพันธุ์คุณภาพให้เป็นทุนเริ่มต้น ทางกลุ่มก็มีเมล็ดพันธุ์คุณภาพไว้ใช้และเปลี่ยนวิธีมาทำนาดำทั้งหมด ปัญหาต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลงไป จนกระทั่งกลุ่มมีความสามารถในการผลิตเมล็ดพันธุ์ดี ส่งขายให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุโขทัย ต่อมาก็ได้พัฒนาเป็นหมู่บ้านเมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์ส่งเสริมผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนบ้านคลองกล้วยตามลำดับ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพไว้ใช้เองในกลุ่มสมาชิก รวมทั้งขายในจังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม จากการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาหว่านมาเป็นนาดำ และเลิกใช้สารเคมีหันมาควบคุมและกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวด้วยสารชีวภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นเอง เช่น บิวเวอร์เรีย ไตรโครเดอร์มาสารสกัดสะเดา ฮอร์โมนไข่และปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น ช่วยลดต้นทุนการทำนาได้อย่างมาก อีกทั้งลดปัญหาการระบาดของศัตรูข้าวโดยเฉพาะเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังมีโรงสีข้าวชุมชน ที่รับสีข้าวให้กับชาวนาฟรี เพราะสิ่งที่โรงสีได้คือของเหลืออย่าง รำ แกลบ สามารถขายได้ทั้งหมด นำมาเป็นค่าไฟฟ้า ค่าแรงงานได้ และยังเหลือกำไรไม่ต่ำกว่าวันละ 1,000 กว่าบาท

สำหรับกิจกรรมนาแปลงใหญ่ที่ได้เข้าร่วมนี้ ก็นำสมาชิกจากศูนย์ข้าวชุมชนมาเข้าร่วมโครงการ แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีแรกที่เข้าร่วม สมาชิกอาจจะยังไม่เข้าใจในรายละเอียดและวิธีดำเนินงานมากนัก แต่ก็จะพยายามปรับและเรียนรู้กันต่อไป แต่สิ่งสำคัญที่กลุ่มยึดถือคือการผลิตข้าวคุณภาพ ซึ่งต้องสร้างความเข้าใจสมาชิกว่า การทำนาข้าวคุณภาพแล้วขายข้าวให้กับโรงสีทั่วไปโดยไม่ได้มูลค่าเพิ่มชาวนาก็จะเสียโอกาส ดังนั้นเราต้องหาตลาดที่ต้องการข้าวคุณภาพราคาจะได้สูงขึ้น ต้องวางแผนการผลิตล่วงหน้าตามความต้องการของตลาด และต้องรวมกันเป็นกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคงและยั่งยืนตามเป้าหมายของโครงการนาแปลงใหญ่ ทั้งนี้คาดว่าการดำเนินงานในปีต่อไปของชาวนาบ้านคลองกล้วยจะสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นจากที่เป็นอยู่ยิ่งขึ้นไปอีก

สศก.ร่วมถกเวทีโต๊ะกลม20ชาติ เกาะติดสถานการณ์ตลาด-ราคาสินค้าเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243404

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สศก. ได้เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี เรื่องตลาดและราคาสินค้าเกษตร ครั้งที่ 4 ภายใต้หัวข้อ “Long-term Commo dity Price Trends and Sustainable Agricultural Development” ที่สำนักงานใหญ่ FAO กรุงโรม อิตาลี เมื่อวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยจากประเทศต่างๆ ประมาณ 20 ประเทศ ผู้แทนสมาชิกองค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรภาคเอกชน เพื่อรับทราบสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรโลก การจัดทำระบบข้อมูลข่าวสารการตลาดสินค้าเกษตร ความคืบหน้าของการเจรจาสินค้าเกษตรของ WTO สต๊อกอาหารและความผันผวนของราคา ข้อคิดเห็นของแต่ละประเทศ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นและนโยบายของไทยในประเด็นต่างๆ

การประชุมดำเนินการในรูปแบบการประชุมโต๊ะกลมแบ่งออกเป็น 4 การประชุมย่อย คือ การพึ่งพิงสินค้าเกษตร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายการค้า และความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ โดยที่ประชุมมีความเห็นพ้องว่า การค้าสามารถเป็นเครื่องมือในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นกลไกสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในกรอบสหประชาชาติ

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นว่า การค้าสามารถเป็นได้ทั้งโอกาสและภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้นรัฐบาลแต่ละประเทศควรวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการค้าและความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการก่อนกำหนดนโยบาย นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การวิจัยและพัฒนารวมทั้งสนับสนุนการพัฒนากลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ให้สามารถเข้าถึงภาคธุรกิจและการตลาด

สำหรับประเทศไทย ความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสินค้าอาหารเป็นปัญหาที่สำคัญ ซึ่งการดำเนินนโยบายของรัฐบาลเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควรพิจารณาจากปัจจัยที่ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานในตลาดของสินค้าเกษตรแต่ละชนิด โดยการได้มาของข้อมูลที่จะทำให้เกิดสมดุลนั้น จะต้องมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใสทันเวลา และครอบคลุมในทุกมิติด้วย

เกษตรฯหนุนชาวนา ปลูกข้าวโพด2ล้านไร่ ชี้ลดผลผลิตส่วนเกิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243402

วันจันทร์ ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร วางแนวทางระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ 6 มิติ ได้แก่ 1.การพัฒนาและสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานโดยการจัดหาแหล่งน้ำส่งถึงระดับไร่นา 2.พัฒนาการผลิตโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับพื้นที่ 3.ส่งเสริมการบริหารจัดการองค์กรแต่ละแปลงให้มีความเข้มแข็ง 4.บริหารจัดการโครงการเพื่อสร้างความเข้มแข็ง โดยจะให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตร 1 คน ดูแลเกษตรกร 2 แปลง 5.ยกระดับคุณภาพผลผลิตข้าวให้ได้มาตรฐาน GAP จำนวน 380 กลุ่ม เกษตรกร 15,000 ราย ใน 6 จังหวัด คือ ยโสธร บุรีรัมย์ สุรินทร์ นครพนม สกลนคร อำนาจเจริญ และข้าวหอมกระดังงาจังหวัดนราธิวาส และ 6.ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน รวมถึงการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีก 2 ล้านไร่ เพื่อลดปริมาณข้าวส่วนเกินของประเทศ ทำให้ชาวนามีรายได้จากการผลิตพืชอื่นๆ และทำการเกษตรที่ยั่งยืน

กรมการข้าวชง’บิ๊กฉัตร’แก้ปัญหาข้าวทั้งระบบ เร่งสำรวจปริมาณผลผลิตทั้งประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243459

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 17.41 น.

6 พ.ย.59 นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้รับการสั่งการจาก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เร่งสำรวจปริมาณข้าวนาปีที่กำลังจะออกมา ช่วงวันที่ 10 พ.ย.ไปแล้ว เพื่อมาจัดทำข้อมูลการปลูกข้าวทั้งประเทศ และนำเสนอในการจัดทำแผนแก้ปัญหาข้าวทั้งระบบ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการข้าว เป็นคณะกรรมการวางแผนข้าวครบวงจรด้วย ซึ่งกรมการข้าวพร้อมให้ข้อมูลภายในสัปดาห์นี้ เตรียมพร้อมข้อมูลแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยขณะนี้ได้เร่งเจ้าหน้าลงไปสำรวจปริมาณตัวเลขผลผลิตข้าวนาปีล่าสุดแล้ว

ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมชลประทานโลกครั้งที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/243435

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.16 น.

6 พ.ย.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดการประชุมชลประทานโลก ครั้งที่ 2 และการประชุมมนตรีฝ่ายบริหารระหว่างประเทศ ครั้งที่ 67 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 12 พ.ย.59 ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่ ว่า การจัดการประชุมชลประทานโลกและการประชุมมนตรีฝ่ายบริหารระหว่างประเทศครั้งนี้ เป็นการจัดประชุมภายใต้หัวข้อ “การบริหารจัดการน้ำภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก : บทบาทการชลประทานต่อความยั่งยืนด้านอาหาร” มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งระดับรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้บริหารจากสถาบันการศึกษา นักวิชาการด้านน้ำและชลประทาน ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตอบรับเข้าร่วมประชุม 40 ประเทศ ประมาณ 1,200 คน

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 หัวข้อ คือ การแสวงหาแนวทางการบริหารจัดการเพื่อสร้างความสมดุลระหว่าง น้ำ อาหาร พลังงานและระบบนิเวศ การร่วมกำหนดวิธีการรับมือที่เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศที่มีผลต่อปริมาณน้ำ ทั้งอุทกภัย และภัยแล้ง และเป็นการใช้ระบบชลประทานและการระบายน้ำเพื่อลดความยากจนและความหิวโหย โดยร่วมวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยพื้นฐานให้เพียงพอที่จะสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยใช้ทำการเกษตร

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้ยังเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพด้านการบริหารจัดการน้ำของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมทั้งจัดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมและประชาชนได้ถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามเพื่อแสดงความอาลัย อีกทั้งยังได้มีการจัดทำแบบจำลองศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 ศูนย์ มาแสดงในบริเวณงานอีกด้วย อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร และศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น

สำหรับนิทรรศการที่เป็นโซนเฉลิมพระเกียรติจะนำเสนอผลงานด้านบริหารจัดการน้ำ ภายใต้พระมหากรุณาธิคุณมาจัดแสดงร่วมกับนิทรรศการที่แสดงให้เห็นถึงพระอัจฉริยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งจะมีคำบรรยายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษรวม 13 เรื่อง ได้แก่ นิทรรศการฝนหลวงแก้ปัญหาแล้ง นิทรรศการป่าต้นน้ำ/ระบบป่าเปียก นิทรรศการฝายต้นน้ำลำธาร หรือ Check dam นิทรรศการหญ้าแฝก อ่างเก็บน้ำ/เขื่อน นิทรรศการฝายทดน้ำ/อาคารบังคับน้ำ/ประตูระบายน้ำ  นิทรรศการเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง) นิทรรศการทฤษฎีใหม่ นิทรรศการแก้มลิง นิทรรศการระบบระบายน้ำ นิทรรศการระบบป้องกันน้ำเค็ม นิทรรศการเครื่องกลเติมอากาศ และนิทรรศการการบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีทางธรรมชาติ

ด้าน นายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน และประธานคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาระบบชลประทานเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรของต่างประเทศ โดยในส่วนของประเทศไทยคัดเลือก Smart Farmer หรือเกษตรกรปราดเปรื่อง 8 คน เข้าร่วมประชุมและร่วมพบปะหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านต่างๆ กับ Smart Farmers จาก 5 ประเทศ ได้แก่ ซูดาน อินเดีย อิหร่าน อิรัก และเกาหลีใต้ รวม 16 คน ซึ่งถือเป็นการพัฒนาต่อยอดความรู้ ความสามารถ ความเข้มแข็ง ทักษะ ประสบการณ์ใหม่ๆ และเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมของเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการเกษตรในอนาคตอย่างมั่นคง ยั่งยืน เพื่อผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารของโลกตามนโยบายของรัฐบาล