‘ส.โรงสีข้าวไทย’ประกาศยุติบทบาท น้อยใจถูกสังคมมองในแง่ลบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242970

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 12.10 น.

3 พ.ย. 59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารสมาคมโรงสีข้าวไทย ได้มีแถลงการณ์ขอยุติบทบาทตัวเอง เนื่องจากกระแสสังคมมีทรรศนะในเชิงลบต่อโรงสีข้าว โดยเข้าใจผิดคิดว่าโรงสีเป็นพ่อค้าคนกลาง ที่สามารถกำหนดราคาข้าวเปลือกได้ตามใจชอบ ทั้งที่ในความเป็นจริงโรงสีข้าวไม่สามารถกำหนดราคาข้าวสารเองได้ แต่เป็นพ่อค้าที่เป็นผู้กำหนดราคาซื้อข้าวสาร

ทั้งนี้ สมาคมโรงสีข้าว ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2521 ถึงปัจจุบัน มีสมาชิกทั่วประเทศราว 1 พันรายในกว่า 50 จังหวัด โดยมีจุดประสงค์คือแก้ไขภาพลักษณ์เกี่ยวกับการกำหนดราคาข้าวที่ถูกเข้าใจผิด โดยสมาคมฯ ยืนบน 2 หลักการคือ 1 สมาคมโรงสีข้าวไทยต้องดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล หลักการที่ 2 ชาวนาต้องมาก่อน ดังนั้น จึงขอปฏิเสธกระแสข่าวที่ออกมาว่า โรงสีบางแห่งกดราคารับซื้อข้าวเปลือก หรือโรงสีร่วมมือกับฝ่ายการเมืองเพื่อกดราคาเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่กระแสข่าวที่ออกมาสะท้อนภาพลักษณ์ของผู้ประกอบการโรงสีในเชิงลบ แม้จะมีความพยายามให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ให้ความซื่อสัตย์ ยุติธรรม แก่ชาวนา แต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น คณะกรรมการบริหารฯ จึงขอยุติบทบาทในคณะกรรมการต่างๆ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

เอาจริง!เดินหน้าจับ’เรือประมงผิดกฎหมาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242961

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 09.57 น.

3 พ.ย.59 นางอุมาพร พิมลบุตร รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า หลังมีการแจ้งเจ้าของเรือประมงพาณิชย์ ขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป และเรือประมงพาณิชย์ ขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป ที่ใช้เครื่องมือทำการประมงประเภทอวนลาก อวนล้อม และอวนครอบปลากะตัก ที่มีคนต่างด้าวทำงานในเรือประมง ต้องมายื่นคำขอรับหนังสือคนประจำเรือสำหรับแรงงานต่างด้าว (Seabook) ที่ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้าออกเรือประมง (PIPO) ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. – 15 ต.ค.เพื่อให้เป็นไปตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ก่อนที่จะมีการตรวจเข้มเพื่อไม่ให้มีการทำประมงที่ผิดกฎหมาย

ล่าสุด ทางเจ้าหน้าที่ปะมงที่ปฏิบัติการในพื้นที่ได้ทำการตรวจสอบเข้มกับเรื่อประมง พบว่ามีการประทำผิดหลายลำ ซึ่งมีทั้งเรือของต่างชาติและเรือประมงของไทย โดยในส่วนเรือประมงต่างชาติ พบว่ามีเรือของเวียดนาม มีการละเมิดน่านน้ำไทย และทำผิดกฎหมายประมงไทย เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการจับกุม และส่งดำเนินคิดแล้ว

ซึ่งการตรวจและจับกุมเรือประมงผิดกฎหมายครั้งนี้ ทางกรมประมงได้ใช้เทคโนโลยีการตรวจจับเรือประมง โดยใช้ระบบ vms และกองเรือตรวจการณ์ประมงทะเลชี้เป้าด้วยดาวเทียมและข้อมูลทางไกล ผสมการ plot จุดเป้าหมายเรือประมงที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อทำการประมงผิดกฎหมาย และมีรายงานเบื้องต้นว่า หน่วยป้องกันและปราบปราบฯ ปากพนัง หน่วยป้องกันและปราบปรามฯ เกาะถ้ำ และศูนย์ป้องกันและปราบปรามฯ เขต 2 สงขลา นำโดย นายนุรัตน์ ขาวสอาด ออกปฏิบัติงานตรวจปราบปรามผู้กระทำความผิด ตาม พ.ร.ก.2558 พบผู้กระทำความผิดร่วมกันลักลอบใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 ซม.ชื่อเรือ ท.ทับทิมทอง 9 ผู้ต้องหา 20 คน ส่ง สภ.ขนอม

ขณะที่หน่วยป้องกันและปราบปราบฯปากพนัง หน่วยป้องกันและปราบปรามฯ เกาะถ้ำ และศูนย์ป้องกันและปราบปรามฯ เขต 2 สงขลา อีกชุด ที่นำโดย นายจิรวิช จุลบุษปะ ออกปฏิบัติงานตรวจปราบปรามผู้กระทำความผิด ตาม พ.ร.ก.2558 พบผู้กระทำความผิดร่วมกันลักลอบใช้เครื่องมืออวนล้อมจับที่มีช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 ซม.และจำนวนบุคคลบนเรือไม่ตรงกับจำนวนแจ้งออก ต่อศูนย์ควบคุมแจ้งเข้า – ออก ชื่อเรือ ฮ.โชคสมคิด ผู้ต้องหา 23 คน ส่ง สภ.ขนอม

อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นทางกรมประมงจะเร่งดำเนินการตรวจสอบเรือประมงผิดกฎหมายอย่างเข้มข้น โดยจะมีการสรุปตัวเลขผลการดำเนินการอีกครั้งหนึ่งในเร็วๆ นี้ ยืนยันว่า ทางกรมประมงเอาจริง และขอให้เรือประมงที่ทำผิดกฎหมายยกเลิกการประทำดังกล่าว เพราะไม่คุ้มกับการทำประมงอย่างแน่นอน เนื่องจากโทษปรับค่อนข้างสูง และหากยังไม่เลิก อาจต้องถูกคำสั่งทางการปกครองตามอำนาจ กรมประมงให้ยกเลิกถอนใบอนุญาตทำการประมงโดยเด็ดขาดด้วย

‘พาณิชย์ จ.ศรีสะเกษ’การันตี มาตรการอุ้มข้าว1.3หมื่น ไร้สวมสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242960

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 09.51 น.

3 ต.ค. 59 น.ส.จุไรรัตน์ ศรีตระกูล พาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) มีมาตรการช่วยเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ผ่านโครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี 13,000 บาทต่อตันนั้น ในเรื่องนี้การที่มีการสงสัยว่า จะมีการนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสวมสิทธิ์ เข้ามาขายหรือไม่นั้น

น.ส.จุไรรัตน์ ชี้แจงว่า ขอเรียนก่อนว่าหมื่นสามนี้ เป็นโครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี จะเป็นเงินค่าข้าวเปลือก เงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและค่าปรับปรุงข้าว และค่าเก็บรักษาข้าวไว้ในยุ้งฉาง ซึ่งจะเป็นหลายๆ ส่วนรวมกันถึงจะเป็นหมื่นสาม การนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสวมสิทธิ์เข้ามาขาย ไม่น่าจะมี เนื่องจากว่าสถานการณ์ราคาข้าวในบ้านเราไม่จูงใจ เพราะราคาข้าวค่อนข้างจะต่ำ

พาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวอีกว่า ในศรีสะเกษเราเพิ่งจะมีการประชุมกันไป โดยเฉลี่ยตันหนึ่งถ้าความชื้นอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ ก็อยู่ที่ 6,500 บาท ราคานี้ไม่จูงใจในการลักลอบนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาเลย ตรงเรื่องลักลอบคงไม่มีปัญหา ทางศรีสะเกษเราทำงานเป็นทีม ทั้งฝ่ายความมั่นคง ทางฝ่ายปกครองของทางอำเภอ ตำรวจและหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ช่วยกันดูแลเกษตรกรอยู่  ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดเองก็เป็นห่วงเรื่องนี้มาก เรื่องราคาข้าว และให้กำหนดค่ารถเกี่ยว ถ้าประมาณนี้ก็ยืนยันได้ว่าการลักลอบนำข้าวเข้ามาคงไม่มี เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองก็ตั้งจุดตรวจอยู่ประจำอย่างเข้มงวด เชื่อได้ว่าการลักลอบไม่มีแน่นอน

 

แตกใบอ่อน : โอกาสสหกรณ์ โอกาสชาวนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242875

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับการรวมตัวกันออกมาขายข้าวกันเองของ “ชาวนา” ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิในหลายพื้นที่ ภายหลังจากถูก “โรงสี” กดราคารับซื้ออย่างหนัก เหลือเพียงตันละ 6,000 บาท สำหรับข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 30% ส่วนข้าวเปลือกที่ความชื้นสูงกว่านี้หรือเป็นข้าวปลอมปนราคาจะยิ่งร่วงลงไปอีกอยู่ที่ตันละประมาณ 5,000 บาทเศษๆ

หรืออีกนัยก็คือ ข้าวเปลือกหอมมะลิที่ชาวนาปลูกกันมาแทบเป็นแทบตาย โรงสีเค้ารับซื้อกันอย่างเก่งที่สุดก็กิโลกรัมละ 6 บาทกว่าๆ เท่านั้น เอาไปซื้อ “มาม่า” ได้แค่ห่อเดียว อนาถไหมล่ะครับชีวิตชาวนา

เบื้องหลังข้าวราคาร่วงครั้งนี้ แม้บางคนอาจจะรู้สึกแหม่งๆกับเหตุผลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จู่ๆ ก็ประกาศโพล่งออกมาว่า เกิดจากฝีมือการสุมหัวร่วมมือกันระหว่าง “ไอ้โม่ง” นักการเมืองในพื้นที่ร่วมกับ “โรงสี” บางแห่งในการกำหนดราคาข้าวให้ต่ำลง โดยหวังให้เกิดประเด็นต่อประชาชนเพื่อให้เกิดการต่อต้านหรือขัดแย้งกับรัฐบาล

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว

เพราะปริมาณการผลิตและความต้องการข้าวหอมมะลิในตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้นราคาจึงควรมีเสถียรภาพมากกว่านี้

นี่จึงนำมาสู่คำถามว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาแกว่งจนร่วงลงอย่างหนักดังที่เป็นอยู่ในเวลานี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะอะไร หรือมีอะไรมาทำให้เกิดการ “บิดเบือน” ราคาในตลาดหรือไม่

นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า ตามปกติผลผลิตข้าวหอมมะลิในประเทศไทยจะออกในเดือนตุลาคมเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่จะไปออกมาที่สุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน จึงเท่ากับข้อเท็จจริงเวลานี้ จะต้องมีชาวนานำข้าวไปขายให้โรงสีเพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น แต่ทำไมกลับมีการโหมกระพือข่าว “ข้าวราคาร่วง” กันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้

นั่นเป็นเพราะมีผู้จงใจ “เล่นเกม” ปลุกระดมอะไรกับชาวนาหรือไม่

งานนี้จึงต้องจับตาให้ดีว่าสุดท้ายแล้วจะมีหน่วยงานความมั่นคงไปเยี่ยมบ้านใครอีกบ้าง แว่วๆมาเบื้องต้นอย่างน้อยก็น่าจะเป็นที่ “พิจิตร” ที่หนึ่งล่ะ ที่ต้องตามดูกันให้ดี

นอกจากประเด็น “ไอ้โม่ง” ทุบราคาข้าวแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือปรากฏการณ์การออกมารวมตัวกันของชาวนา เพื่อสีข้าวกันเองและบรรจุขายกันเองผ่านช่องทางออนไลน์ โดย “ตัดตอน” ไม่พึ่งโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง ซึ่งได้รับกระแสตอบรับมากๆจากสังคม รวมถึงตัวของรัฐบาลที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงกับมาออกหน้าให้สัมภาษณ์สนับสนุน

ถ้าพูดกันแค่ในระยะสั้น เรื่องนี้ถือเป็นไอเดียที่ดี และดีมากๆ ทั้งในแง่ของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้กับชาวนา โดยตัดพ่อค้าคนกลางและหันมาพึ่งพาตัวเองเป็นหลัก แต่หากพูดกันในระยะยาว เรื่องนี้จะเป็น “ทางรอด” ได้จริงหรือไม่ ก็ยังเป็นคำถามที่คุยกันต่อ

เพราะในทางปฏิบัติที่แท้จริง การนำสินค้ามาขายเองไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เนื่องจากจะต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ เช่น การทำการตลาด การสร้างแบรนด์และเอกลักษณ์ให้กับสินค้า รวมทั้งการแข่งขันกับผู้ค้ารายอื่นๆ โดยเฉพาะบรรดาสินค้าแบรนด์ “ขาใหญ่” ในตลาดทั้งหลายที่มีทั้ง “ทุน” และ “สายป่าน”ที่แข็งกว่ามาก

ที่พูดไม่ได้ตั้งใจจะทำลายความหวังของชาวนา แต่ผมกำลังมองว่าการจะเดินไปให้ถึงจุดนี้จริงๆ มันทำได้ และทำได้ไม่ยาก หากภาครัฐหันมาสนับสนุนกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่สักแต่พูดหรือเขียนเป็นแค่ตัวหนังสือในเอกสารนโยบายของหน่วยงาน

เช่นกรณีนี้ ถ้าอยากทำกันให้สำเร็จจริงๆ ก็อาจต้องใช้กระบวนการ “สหกรณ์” มาร่วมขับเคลื่อน เพราะที่ผ่านมา ผมก็เห็นทั้งรัฐบาล คสช. รวมถึงตัวนายกฯ หรือแม้แต่ รมว.เกษตรฯ“พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” พูดอยู่บ่อยๆ ถึงการผลักดันบทบาทของขบวนการสหกรณ์ในประเทศไทย

ผมเคยได้ยินนโยบายการสนับสนุนให้สหกรณ์ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิตการเกษตร แปรรูป ขนส่ง จัดจำหน่าย ได้ยินนโยบายผลักดันการเชื่อมโยงธุรกิจสหกรณ์ และได้ยินคำว่ารัฐต้องการผลักดันให้สหกรณ์เป็น “ผู้ค้ารายใหญ่” ของชุมชนเพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกร

นี่ไงครับ โอกาสมาถึงแล้วที่จะได้ทำ แถมยังเป็นโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือชาวนาไทย ไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างนายทุนพ่อค้าคนกลางไปพร้อมๆ กัน

ดังนั้นเวลานี้คงเหลืออยู่อย่างเดียว คือ รอดูว่า กระทรวงเกษตรฯและกรมส่งเสริมสหกรณ์จะคว้าเอาโอกาสนี้มาคิดมาทำอะไรกันบ้างหรือไม่?

มะลิลา

สศก.เร่งเครื่องพัฒนา เทคโนโลยีระยะไกล จัดเก็บข้อมูล‘เกษตร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242877

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA จัดประชุมโครงการนวัตกรรมวิธีการจัดเก็บข้อมูลด้านสถิติการเกษตรและชนบท เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่โรงแรมริชมอนด์ จ.นทบุรี เพื่อพัฒนารูปแบบสำหรับประเมินพื้นที่ปลูกข้าวและผลผลิตต่อไร่ โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล เพื่อสนับสนุนนโยบายทางการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

ทั้งนี้ ผลการประเมินพบว่า เนื้อที่ปลูกข้าวที่ประเมินโดยข้อมูลระยะไกล(Remote Sensing) มีความแตกต่างจากค่าสถิติของพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 14 ส่วนข้อมูลผลผลิตต่อไร่ที่ได้จากการจัดเก็บข้อมูลและการสอบถามเกษตรมีความแตกต่างจากค่าสถิติของผลผลิตต่อไร่ ร้อยละ 12 และ 34 ตามลำดับ ซึ่งคาดว่าการดำเนินงานโครงการดังกล่าว จะสามารถนำมาพัฒนาและประยุกต์ใช้กับการดำเนินงานของ สศก. ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม สศก. ADB และ GISTDA นำผลการศึกษาในครั้งนี้ไปปรับปรุงระเบียบและวิธีการจัดเก็บข้อมูลให้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น และจะนำมาพัฒนาการจัดทำข้อมูลด้านสถิติการเกษตรของประเทศต่อไป

โรงสีโต้ทุบข้าว ปัดรวมหัวการเมืองป่วนตลาด ‘กองทัพ’ส่งทหารลงพื้นที่สอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242944

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โรงสีโต้ทุบข้าว ปัดรวมหัวการเมืองป่วนตลาด ‘กองทัพ’ส่งทหารลงพื้นที่สอบ คลังอัด4หมื่นล้านอุ้ม‘ชาวนา’

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน นายมานัส กิจประเสริฐ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย เปิดเผยว่าในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ สมาคมโรงสีและตัวแทนโรงสีทั่วประเทศ จะแถลงข่าวชี้แจงสถานการณ์ข้าวและปัญหาเรื่องข่าวโรงสีร่วมกับฝ่ายการเมืองกดราคารับซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อหวังผลการเมือง ที่สมาคมโรงสีข้าวไทย ตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ เบื้องต้นขอปฎิเสธและยืนยันว่า โรงสีไม่ได้กดราคารับซื้อ หรือร่วมมือกับใคร เพื่อหวังผลราคาข้าวตกต่ำ แต่รับซื้อตามกลไกตลาดและกำหนดราคารับซื้อให้สอดคล้องกับการกำหนดราคาซื้อข้าวสารจากผู้ส่งออกที่มีการแจ้งมายังโรงสีว่า ราคาแต่ละวันเป็นเท่าไหร่ รวมถึงราคาล่วงหน้า

ปธ.โรงสีพิจิตรปัดทุบราคาข้าว

ด้าน นางมิ่งขวัญ พุกเปี่ยม ประธานชมรมโรงสีข้าว จ.พิจิตร กล่าวว่า ผู้ประกอบการโรงสีพอใจกับนโยบายที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือในการรับจำนำแบบยุ้งฉางตันละ1.3หมื่นบาท กรณีมีประเด็นว่า มีนักการเมืองและโรงสีอยู่เบื้องหลังของการเคลื่อนไหวชาวนาใน จ.พิจิตร นั้น ตนในฐานะประธานชมรมโรงสีข้าวฯยืนยันว่า ไม่มีนักการเมือง หรือโรงสีอยู่เบื้องหลัง การเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นความต้องการของชาวนาเอง ส่วนราคาข้าวที่ลดต่ำลงเป็นไปตามกลไกลของตลาดที่ ไม่มีการกดราคาแต่อย่างใด

วอนกำหนดราคาขายไม่ต่ำ8พัน

ขณะที่ นางละเมียด จุ้ยโต ชาวนา ต.หนองพระ อ.วังทรายพูน จ.พิจิตร กล่าวว่า ข้าวนาปีที่ออกผลผลิตในปีนี้ มีสภาพสมบูรณ์ ออกรวงให้ผลผลิตดี แต่กับสวนทางกับราคาขายที่มีราคาตกต่ำ เหลือไม่ถึงตันละ 6พันบาท เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีราคาถึงตันละ 9พันบาท พร้อมฝากให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องราคาข้าวให้มีราคาขายไม่ต่ำกว่าตันละ 8พันบาท เพื่อให้ชาวนาได้อยู่รอดจากการลงทุนในการทำนา

‘ลพบุรี’เจอบวกค่ารถ-ค่าตาชั่ง

ส่วนที่ จ.ลพบุรี ในพื้นที่ อ.บ้านหมี่และอ.ท่าวุ้ง มีการนำนากว่า 1แสนไร่ ส่วนใหญ่จะปลูกข้าวหอมปทุมและข้าวพันธุ์ชัยนาท1 แต่ราคาที่ชาวนานำไปขายมีราคาตกต่ำมากที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยราคาข้าวเปลือกที่ไม่รวมความชื้นของข้าวอยู่ที่ตันละ5พันบาท หรือกิโลกรัมละ 5บาท แต่ชาวนายังถูกหักค่ารถเข็นข้าวไปขายอีกกิโลกรัมละ 2บาท ค่าตาชั่งข้าวอีกกิโลกรัมละ 2-3บาท ทำให้ชาวนาได้รับเงินจากการขายข้าวจริงแค่เพียงตันละ4500-4600บาท แต่ต้องจำใจขายเพราะชาวนาภาคกลางส่วนใหญ่ไม่มียุ้งฉาง รวมถึงลานตากข้าวที่จะสามารถตากข้าวให้แห้งและเก็บใส่ยุ้งฉางเหมือนในอดีต ทำให้ชาวนาเป็นหนี้เพิ่มสูงขึ้นมาอีก หลัง2ปีที่ผ่านมาประสบปัญหาภัยแล้งทำนาไม่ได้ พอทำนาได้ก็ราคาตกต่ำซ้ำมาอีก

นายกฯชาวนาพอใจมาตรการ

นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาข้าวไทย เปิดเผยถึงกรณีรัฐบาลเร่งแทรกแซงราคาข้าวหอมมะลิโดยใช้มาตรการจำนำยุ้งฉางตันละ 1.3หมื่นบาทว่า เป็นสิ่งที่ดีที่รัฐบาลไม่นิ่งดูดายความเดือดร้อนของชาวนา แต่จริงๆควรทำก่อนหน้านี้ เรื่องพยุงราคาที่ล่าช้าน่าจะมาจากหน่วยงานรัฐอาจไม่ประสานกันและปลัดกระทรวงพาณิชย์(พณ.) เพิ่งกลับจากต่างประเทศ ไม่ค่อยรู้เรื่อง อีกทั้งปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังพูดเรื่องข้าวเวียดนาม ข้าวอินเดีย มีปริมาณออกมามากทำราคาตลาดโลกต่ำ เป็นการพูดส่งเดชแบบคนไม่รู้เรื่องข้าว เพราะข้าวหอมมะลิไทยและข้าวเจ้ามีคุณภาพดีกว่ามาก

เตือนหลัง10พย.ข้าวขาวทะลัก

นายประสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ช่วงวันที่ 10พฤศจิกายนไปแล้ว ข้าวเจ้าข้าวขาวจะออกมามากกว่าข้าวหอมมะลิหลายเท่าตัว แต่ยังไม่เห็นหน่วยงานใดเรียกประชุมหาทางรับมือ ซึ่งอาจมีการรวมตัวชาวนา สมาคมข้าวไทย ตัวแทนทุกภาคมาประชุมกันเพื่อยื่นหนังสือต่อ รมว.เกษตรฯและรมว.พาณิชย์ เพื่อให้เรียกตัวแทนชาวนาเข้าร่วมประชุมด้วย เพราะชาวนาคือคนเดือดร้อน ไม่ใช่พ่อค้า หรือผู้ส่งออก

ปลัดมท.เตรียมกำชับผู้ว่าฯ3พย.

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย(มท.)กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือชาวนา ว่า นายกรัฐมนตรีได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทยและทหาร ร่วมดูแลการรับซื้อข้าวเปลือกของโรงสี โดยให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ มีการปิดป้ายราคารับซื้อและการวัดความชื้น ซึ่งต้องมีความยุติธรรมและถูกต้อง รวมถึงจะพูดคุยแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรกับผู้ประกอบการโรงสีด้วย ทั้งนี้ วันที่ 3พฤศจิกายน เวลา 14.00น. นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย จะประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์กับผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อแจ้งมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยและแนวทางบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ โดยขอความร่วมมือทุกฝ่ายให้รับซื้อข้าวจากโรงสีในราคาดีที่สุดตามความเป็นจริง

พณ.แนะให้ข้าวของขวัญปีใหม่

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์  เปิดเผยว่า  กระทรวงฯ มีแผนช่วยกระตุ้นการบริโภคข้าวให้เพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันราคาข้าวให้ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยให้ภาคเอกชนหันมาใช้ข้าวมอบเป็นของขวัญปีใหม่ หรือให้ห้างที่จะจัดกิจกรรมโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ให้ใช้ข้าวเป็นสินค้าไฮไลต์เพื่อกระตุ้นการบริโภคข้าวให้สูงขึ้นและส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้นด้วย ล่าสุด สมาคมข้าวถุงพร้อมผลิตข้าวถุงเพื่อจัดส่งให้ห้างค้าปลีกทั่วประเทศ นำไปเป็นของแถมแล้ว ขณะที่สมาคมประกันภัยวินาศภัย แจ้งของซื้อข้าวหอมมะลิ 25,000 ตัน เป็นของแจก ของขวัญให้ลูกค้า นอกจากนั้น กระทรวงฯ จะรณรงค์ให้นำข้าวชนิดอื่น ๆ เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวจีไอ ข้าวสีชนิดต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นของขวัญปีใหม่ด้วย

จัดขายออนไลน์เครือข่าย23จว.

พร้อมกันนี้ ได้ใช้โครงการประชารัฐ โดยร่วมมือกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย คัดเลือกกลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์และจ.สุรินทร์ จังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อสนับสนุนให้แปรรูปข้าว จำหน่ายข้าวสารคุณภาพดีให้ผู้บริโภค เริ่มดำเนินการวันที่ 15พ.ย.-31ธ.ค.นี้ หากมีความต้องการต่อเนื่องจะขยายโครงการไปเรื่อยๆ หลังจากก่อนหน้านี้ได้ร่วมมือกับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดพื้นที่ให้ชาวนานำข้าวเข้าไปขายในปั๊มน้ำมันที่มีอยู่ทั่วประเทศแล้ว ยังจะเข้าไปช่วยกลุ่มสหกรณ์ เครือข่ายชาวนา 23จังหวัดที่พร้อมขายข้าว ให้นำข้าวไปขายในช่องทางออนไลน์ที่กระทรวงฯดูแลอยู่ ทั้ง http://www.thaitrade.com และ http://www.thaicommercestore.com ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายข้าวให้กับเกษตรกรได้เพิ่มขึ้น

คลังปล่อยสินเชื่อหลัง20พย.

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ ธกส.ได้พิจารณาแนวทางในการปฏิบัติตามมติครม.เกี่ยวกับการดูแลราคาข้าว เชื่อว่าเกษตรกรจะได้ประโยชน์ โดยหลังจากนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จะเป็นผู้สำรวจรายชื่อเกษตรกรที่จะได้รับสิทธิ์และกำหนดการช่วยเหลือสูงสุด เบื้องต้นการให้ความช่วยเหลือสูงสุดน่าจะไม่เกิน 15ไร่ต่อราย โดย ธกส.มีความพร้อมในการให้สินเชื่อดังกล่าวอย่างเต็มที่ หลังจากผลผลิตออกสู่ตลาดครั้งแรกในวันที่ 20พฤศจิกายนนี้

คาดใช้งบช่วยชาวนากว่า4หมื่นล.

มีรายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ว่า โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี2559/2560 ของ ธกส.วงเงินรับจำนำในยุ้งฉาง 9,500 บาทต่อตันและเงินช่วยเหลือเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ให้มีค่าใช้จ่ายในการตากข้าวเปลือกและค่าแรงงานในการเตรียมข้าวเปลือก จึงให้ค่าเก็บรักษาข้าวเปลือกอีกตันละ 1,500บาท ซึ่งในส่วนนี้เป็นมาตรการที่ผ่านอนุมัติจาก ครม.มาก่อนหน้านี้แล้วมีกรอบวงเงินกว่า 2.3หมื่นล้านบาท เมื่อรวมกับเงินสนับสนุนช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ที่มีกรอบวงเงิน 1.89หมื่นล้านบาท ทำให้ภาพรวมโครงการนี้วงเงินกว่า 4.19หมื่นล้านบาท

ทบ.ส่งทหารสอบไอ้โม่งทุบราคา

พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ฝ่ายความมั่นคงลงพื้นที่ตรวจสอบโรงสีข้าวในช่วงราคาข้าวตกต่ำว่า ขณะนี้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย(กอ.รส.)แต่ละพื้นที่ได้ดำเนินการ 3เรื่อง ได้แก่ 1.ลงพื้นที่รับทราบปัญหาของชาวนาว่า เจออุปสรรคใดเพื่อนำเสนอรัฐบาลแก้ปัญหา 2.ลงไปตรวจสอบกลไกการซื้อขายข้าวของโรงสีว่า เป็นไปอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่และ 3.หน่วยทหารกองทัพบกจะช่วยรับซื้อข้าวจากชาวนาผ่านระบบสหกรณ์การเกษตรในราคาที่ชาวนาขายอยู่แล้ว เพื่อนำไปเลี้ยงกำลังพลที่มีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 1แสนนาย ส่วนปริมาณรับซื้อนั้นขึ้นอยู่กับปริมาณในแต่ละพื้นที่และความต้องการขายของชาวนา

 

ลุ่มน้ำปราจีนรอดพ้นวิกฤติท่วมซ้ำซาก ชี้อานิสงส์อ่าง‘นฤบดินทรจินดา’ยันปี’61เสร็จสมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242878

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายณรงค์ ลีนานนท์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ช่วยให้พื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำปราจีนบุรี และพื้นที่ชุมชนตลาดเก่า อ.กบินทร์บุรี ต่อเนื่องไปจนถึง อ.ศรีมหาโพธิ อ.เมือง และอ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม ทั้งๆที่มีฝนตกหนักต่อเนื่องหลายครั้ง และพื้นที่ดังกล่าวยังเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่เคยประสบปัญหาน้ำท่วมทุกปีอีกด้วย

“ถ้าไม่มีอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ปีนี้น้ำท่วม อ.กบินทร์บุรี ไปแล้วหลายรอบ เนื่องจากในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีจำนวนมาก อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาช่วยเก็บกักน้ำที่ไหลมาจากห้วยโสมง สาขาของแม่น้ำหนุมานไม่ให้ไหลลงมาสบทบ กับน้ำจากลำน้ำใสน้อยใสใหญ่ซึ่งเป็นสาขาแม่น้ำหนุมานอีกสาย ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำหนุมานที่จะไหลมาบรรจบกับแม่น้ำพระปรง เป็นแม่น้ำปราจีนบุรี ที่อ.กบินทร์บุรีมีปริมาณลดลงต่ำกว่าตลิ่ง แต่ถ้าไม่มีอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาแล้วน้ำจะล้นตลิ่งเข้าท่วมบริเวณตลาดเก่ากบินทร์บุรี ลึกมากกว่า 2 เมตร รวมทั้งยังจะส่งกระทบให้พื้นที่เศรษฐกิจในเขต อ.กบินทร์บุรี อ.ศรีมหาโพธิ์ และอำเภอเมืองปราจีนบุรี ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างแน่นอน”

นายณรงค์กล่าวต่อว่า การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา ขณะนี้คืบหน้าไปมากกว่าร้อยละ 90 คาดว่า จะแล้วเสร็จสมบูรณ์ พร้อมระบบส่งน้ำตามแผนในปี 2561 อย่างไรก็ตามแม้ขณะนี้การก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ แต่ก็สามารถเก็บกักน้ำได้แล้ว โดยปริมาณน้ำล่าสุดมีประมาณ 193 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือเท่ากับร้อยละ65.43 ของความจุอ่าง ฯ คือ 295 ล้านลบ.ม. คาดว่า หลังสิ้นฤดูฝนปีนี้ จะมีปริมาณน้ำในอ่างไม่น้อยว่า 200 ล้านลบ.ม. เพียงพอสำหรับการรักษาระบบนิเวศน์ และช่วยผลักดันน้ำเค็มที่จะรุกเข้ามาในแม่น้ำปราจีนบุรีในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึงนี้อย่างแน่นอน

“ประโยชน์สำคัญอีกประการหนึ่งที่ได้จากการสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา คือ จะประโยชน์กับมรดกโลกมาก เพราะอ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะเป็นแนวกันชน (Buffer Zone) ชั้นดีที่จะป้องกันไม่ให้มีการเข้าบุกรุกพื้นที่มรดกโลกเพราะมีน้ำกั้นไว้ และการเก็บน้ำเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ป่า ป้องกันการเกิดไฟป่า ล่าสุดมีรายงานจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่า มีการพบนกอ้ายงั่วหรือนกคองูบริเวณอ่างเก็บน้ำจำนวนหลายตัว โดยนกชนิดนี้จะปรากฏและมาอาศัยในบริเวณที่เมื่อธรรมชาติมีความสมบูรณ์เต็มที่เท่านั้น” นายณรงค์ กล่าว

 

รายงานพิเศษ : เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวผ่านระบบ‘นาแปลงใหญ่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242883

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การส่งเสริมระบบการทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวดำเนินการอยู่นี้ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนยุทธศาสตร์ข้าวไทย

นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมการข้าวมีแนวทางพัฒนาการส่งเสริมการผลิตข้าวในรูปแบบของการรวมกลุ่มอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มของศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาข้าวของชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะไปส่งเสริมให้กลุ่มทำเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้เอง เนื่องจากเป็นปัญหาหลักและเป็นปัญหาแรกของพี่น้องชาวนา ที่มักขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี เพราะแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ๆ มีอยู่ไม่กี่แห่งจึงไม่เพียงพอกับความต้องการ ถ้าสามารถทำให้เกษตรกรหรือชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองได้ ปัญหาเมล็ดพันธุ์ที่เป็นปัจจัยตั้งต้นของการผลิตข้าวก็จะหมดไป

เดิมทีกรมการข้าวได้วางขอบเขตของศูนย์ข้าวชุมชนกำหนดพื้นที่ดำเนินการแห่งละประมาณ 8,000 ไร่ โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้กับศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้ทางกลุ่มไปถ่ายทอดสู่สมาชิกต่ออีกที แต่เมื่อมีนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงรัฐบาลที่มุ่งเน้นส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ทางกรมการข้าว จึงได้ต่อยอดพัฒนารูปแบบให้ครบวงจรตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการเชื่อมโยงด้านตลาด เป้าหมายในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทั้งนี้ กรมการข้าวมองว่าเราต้องไปต่อยอดในศูนย์ข้าวชุมชนที่มีการพัฒนาไว้เบื้องต้นแล้ว เพียงแค่เพิ่มกิจกรรมอื่นเสริมเข้าไป เช่น มีการแบ่งกลุ่มเกษตรกรเป็น 2 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ กลุ่มผลิตข้าวคุณภาพ ซึ่งกลุ่มผลิตข้าวคุณภาพก็ต้องดูว่าจะเป็นสินค้าอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นข้าวจีเอพี ข้าวจีไอ ข้าวอินทรีย์หรือข้าวตลาดเฉพาะ ทางกรมการข้าวและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน จะไปร่วมวิเคราะห์ปัญหา ความต้องการเพื่อวางแผนให้สอดคล้องกับสภาพชุมชนและความต้องการของตลาด

อย่างไรก็ดี นโยบายนาแปลงใหญ่สอดคล้องกับแผนพัฒนาของกรมการข้าว ทำให้การดำเนินงานไปได้ค่อนข้างดี ซึ่งจากที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2557 มีการทำนำร่องเพื่อศึกษาระบบว่าควรจะเป็นแบบไหน ในพื้นที่ 500 ไร่ กับ 1,000 ไร่ พอปี 2558 ขยายพื้นที่เป็น 5,000 ไร่ เพื่อจะดูว่าถ้ากลุ่มขนาดใหญ่มากจะทำให้ได้หรือไม่โดยดำเนินการจังหวัดละ 1 แห่ง ซึ่งเบื้องต้นก็คิดว่าโมเดลนี้สามารถนำมาใช้ได้ แต่พอปี 2559 รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาข้าวไทย โดยมีงบสนับสนุนให้ดำเนินการปรับโครงสร้างการผลิตข้าวกรมการข้าวจึงได้ตั้งเป้าขยายผลเป็น 300 แห่ง และปรับขนาดแปลงให้เหลือเพียง 3,000 ไร่ เพื่อเป็นฐานขนาดกลางๆที่น่าจะพื้นที่ที่เหมาะสมและสามารถบริหารจัดการร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงเป็นที่มาของนาแปลงใหญ่ของกรมการข้าวว่าจะต้องมีพื้นที่ 3,000 ไร่ เกษตรกรประมาณ 200 ราย แต่ทั้งนี้ก็มีการปรับลดขนาดพื้นที่ได้ตามความเหมาะสมหรือความต้องการของแต่ละชุมชนด้วย อย่างเช่นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีพื้นที่นาขนาดใหญ่จะดำเนินการได้ 3,000 ไร่ แต่ภาคอื่นอย่างภาคเหนืออาจจะลดเหลือ 1,000 ไร่เศษ ก็สามารถทำได้เช่นกัน

แม้ว่าการส่งเสริมการรวมกลุ่มทำนาในรูปแบบแปลงใหญ่ จะดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและมีการขยายผลเพิ่มขึ้นเรื่อย อีกทั้งได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่กรมการข้าวจะต้องทำต่อจากนี้ คือ กลับมาทบทวนวิเคราะห์ในสิ่งที่ดำเนินการไปแล้วทั้ง 300 แปลงที่มีขนาดพื้นที่แตกต่างกันนั้นมันเป็นอย่างไร แบบไหนเป็นโมเดลที่ได้ผล แบบไหนเป็นจุดอ่อน ต้องศึกษารายละเอียดกิจกรรมที่ใส่ลงไปทั้งการรวมกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ กลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ กลุ่มผลิตสารชีวภาพ กลุ่มเครื่องจักรกลการเกษตร หรือแม้แต่การบริหารจัดการกลุ่ม ซึ่งต้องเข้าไปวิเคราะห์ให้ได้ว่ากิจกรรมใดไปได้ดีแล้วมีปัจจัยอะไรมาเกี่ยวข้องบ้าง หรือกิจกรรมใดที่ล้มเหลงมีสาเหตุมาจากอะไร

“ก่อนที่เราจะเดินหน้าโครงการในปีต่อไป จำเป็นต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เราทำไปทั้งหมด เพื่อรวบรวมข้อมูลทุกด้านมาวิเคราะห์สร้างเป็นโมเดลต้นแบบ สำหรับจะเดินหน้าโครงการต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ คืออุดจุดอ่อนขยายจุดแข็ง โดยอธิบดีกรมการข้าวได้สั่งการให้สร้างโมเดลต้นแบบให้เสร็จพร้อมใช้ในปี 2560 รองรับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งเป้าขยายผลเกษตรแปลงใหญ่เพิ่มขึ้น” นางจุลมณี กล่าว

โวยโรงสีเบี้ยวซื้อข้าวนาแปลงใหญ่ แฉพลิกลิ้นปัดข้อตกลง-ขอจ่ายตามราคาตลาด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242880

วันพฤหัสบดี ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายพงษ์เทพ รัตนา ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้เกษตรและสหกรณ์จังหวัดฉะเชิงเทราดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ อ.คลองเขื่อน ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 240 ราย พื้นที่ 5,800 ไร่

ทั้งนี้โครงการนาแปลงใหญ่ได้ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) กับโรงสีข้าว โดยตกลงราคาข้าวตันละ 8,000 บาท ตามคุณภาพที่กำหนดแต่วันนี้หลังจากเกษตรกรเกี่ยวข้าวแล้วนำไปขายให้โรงสี ปรากฏว่าโรงสีกลับประกาศจะรับซื้อข้าวในราคาปกติตามท้องตลาด โดยจะไม่ซื้อในราคาที่เคยตกลงไว้ เนื่องจากโรงสีไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐในเรื่องใดๆ จากการรับซื้อข้าวโครงการนาแปลงใหญ่

นายพงษ์เทพกล่าวต่อว่า จากการตรวจสอบของสภาเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้สำรวจราคารับซื้อข้าวความชื้น 25-27% ของลานรับซื้อข้าวกับโรงสีข้าว ปรากฏว่าที่ลานรับซื้อข้าวให้ราคาดีกว่าโรงสี และยังเปรียบเทียบระหว่างเกษตรกรที่ขายข้าวในโครงการนาแปลงใหญ่ กับเกษตรกรที่ไม่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ซึ่งต่างก็เป็นข้าวที่มีคุณภาพเหมือนกัน ปรากฏว่าเกษตรกรที่ไม่เข้าร่วมโครงการขายข้าวได้ราคาตันละ 7,000 บาท สูงกว่าเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการที่ขายได้เพียงตันละ 6,800 บาท จากข้ออ้างเรื่องความชื้น ซึ่งมีวิธีการซื้อ การปฏิบัติ มาตรฐานที่ต่างกัน ทำให้เกษตรกรเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อโครงการ ไม่อยากเข้าร่วมโครงการอีกต่อไป จนถึงมีการพูดกันว่าภาครัฐหลอกลวงเกษตรกรเพื่อให้ภาครัฐได้มาซึ่งเพียงผลงานให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ผู้บริหารโครงการได้กำหนดไว้

จากปัญหาดังกล่าว จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกร โดยขอให้จังหวัดฉะเชิงเทราหารือกับโรงสีข้าว เพื่อทำความเข้าใจในการรับซื้อข้าวให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลง และหากไม่เป็นไปตามข้อตกลง ขอให้ภาครัฐจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกร และเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ขึ้นอีก สภาเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา เสนอให้มีการจัดระบบการปลูกข้าว ตามที่ตลาดมีความต้องการมีการวางแผนในการปลูก ดูแลกันเองระหว่างปลูก และเมื่อผลผลิตออกพร้อมเก็บเกี่ยวให้เกษตรกรแจ้งมายังเจ้าหน้าที่ เพื่อไปร่วมสังเกตการณ์ในการนำข้าวไปขายยังสถานที่รับซื้อ

เดินหน้าเกษตรทฤษฎีใหม่7หมื่นแห่ง จับมือเอกชนเข็นโครงการให้ทันปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242882

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 16.26 น.

2 พ.ย. 59 พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการจัดทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ 70,000  แห่งทั่วประเทศให้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งภายในปี 2560 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ขณะนี้ได้มีการวางแผนเตรียมการเป็นลำดับ มั่นใจว่าจะสามารถดำเนินการเปิดโครงการได้ในต้นปี 2560  ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน รวมทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ที่จะเข้ามาสนับสนุนในเรื่องปัจจัยการผลิตในกิจกรรมนี้ด้วย นอกจากนี้ ในวันศุกร์ที่ 4 พ.ย. จะมีการพูดคุยหารือร่วมกัน โดยจะใช้แผนงานโครงการเดิมที่มีอยู่แล้วของกระทรวงเกษตรฯ เป็นหลัก ส่วนสภาหอการค้าฯ จะเข้ามาช่วยเสริมในส่วนที่ยังขาดอยู่

ด้าน นายสุรพงษ์ เจียสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญ และเน้นย้ำทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทำงานในเชิงบูรณาการ โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรได้ลดรายจ่ายในครัวเรือน ตลอดจนต้องการให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน ดังนั้นจึงมีการเตรียมความพร้อมในการคัดเลือกเกษตรกร โดยสำรวจพื้นที่ที่เกษตรกรมีความพร้อมและมีศักยภาพ  ซึ่งขณะนี้ได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นแล้ว โดยใช้ข้อมูลจากกรมพัฒนาที่ดินที่ไปสนับสนุนสระน้ำในไร่นาในอดีตที่ผ่านมา ประมาณ 100,000 ราย ขณะเดียวกัน กรมชลประทานได้ไปตรวจสอบพื้นที่ที่กรมชลประทานรับผิดชอบ ที่มีเกษตรกรมีความพร้อมในเรื่องแหล่งน้ำในไร่นาตัวเองประมาณ 4,000 ราย

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้สนับสนุนเรื่องแหล่งน้ำในไร่นาในพื้นที่ที่รับผิดอยู่ ซึ่งได้มีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นรายงานว่า มีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมแล้วกว่า 16,000 ราย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่เข้าร่วมจะต้องสมัครและไม่มีการบังคับ ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ข้อมูลเกษตรกรทั้งหมดภายในวันที่ 5 พ.ย. จากนั้นจะนำมาตรวจสอบความถูกต้อง แล้วส่งไปให้จังหวัดต่าง ๆ ตามยอดที่ตรวจสอบรับรองเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกันจะส่งรายชื่อดังกล่าวให้กับส่วนราชการเพื่อจัดเตรียมการสนับสนุนและดำเนินการในระยะต่อไป

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการสนับสนุนปัจจัยด้านการผลิตเบื้องต้นให้แก่เกษตรกรนั้น ประกอบด้วย พืช ประมง และปศุสัตว์ โดยจะเข้าไปดำเนินการช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. ดังนี้ 1. ด้านพืช ผลไม้ เมล็ดพันธุ์ กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร รับผิดชอบร่วมกับภาคเอกชนบางส่วน 2. ด้านประมง เตรียมพันธุ์ปลาโดยขอสนับสนุนอาหารปลา/ลูกปลา จากภาคเอกชนบางส่วน และ 3. ด้านปศุสัตว์ ได้จัดเตรียมสัตว์ปีก ไก่และเป็ด ทั้งแบบเนื้อและไข่ ซึ่งขณะนี้ กรมปศุสัตว์ได้เตรียมการไว้แล้ว พร้อมประสานกับสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่เพื่อขอรับการสนับสนุนได้แล้วบางส่วน และได้ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ติดตามรายงานเป็นระยะ รวมทั้ง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะติดตามประเมินผลตามแผนที่กำหนดไว้ต่อไป