ส่องเกษตร : เทิดพระเกียรติ2พระบิดาข้าวไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242714

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

449007

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็น“พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย”และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เป็น“พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย”เมื่อ 28 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

นับเป็นเรื่องดีที่น่าปลาบปลื้มใจ แม้จะอยู่ในยามที่บ้านเมืองยังโศกเศร้าอาลัยต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชอยู่ก็ตาม ฉะนั้นผมขอนำเนื้อหาประกาศสำนักนายกฯดังกล่าวทั้งหมดมาลงไว้ในคอลัมน์ ดังนี้

“โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่เกษตรกรและปวงชนชาวไทย ด้วยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปฏิรูปและพัฒนาแนวทางการผลิตข้าว และการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยในห้วงแห่งรัชกาลตามลําดับ ทั้งนี้ ด้วยพระวิริยอุตสาหะอุทิศกําลังพระวรกายและกําลังพระปัญญา ทําให้ข้าวไทยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ การจัดระบบชลประทาน ที่เหมาะสม การขนส่งและการพัฒนาระบบการผลิตโดยรวม ประเทศไทยจึงมีความมั่นคงทางด้านอาหาร และส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยรวม

กล่าวคือ ๑.พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีพระมหากรุณาธิคุณต่อการปฏิรูปข้าวไทย โดยทรงริเริ่มการปฏิรูปและพัฒนาแนวทางการผลิตข้าวใหม่ที่ส่งผลดี และเอื้อประโยชน์ต่อระบบการผลิตและการค้าข้าวของประเทศไทย มาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการโดยการยกเลิกกรมนาแล้วจัดตั้งกระทรวงเกษตราธิการเพื่อสนับสนุนด้านการผลิต การยกเลิกระบบศักดินา การคัดเลือกข้าวพันธุ์ดีมีคุณภาพจากต่างประเทศมาทดลองปลูก การจัดให้มีการประกวดพันธุ์ข้าว การขยายพื้นที่ปลูกข้าวด้วยการวางรากฐานระบบชลประทานสมัยใหม่ รวมทั้งนําเครื่องจักรไถนามาทดลองใช้ในการผลิต และเป็นแบบอย่างของการทําเกษตรสมัยใหม่แก่เกษตรกร นอกจากนี้ยังทรงสนับสนุนการค้าข้าวโดยริเริ่มระบบขนส่งทางรถไฟและกิจการไปรษณีย์โทรเลข เพื่อใช้ในการเดินทางและขนส่งลําเลียงผลผลิตข้าว การวางรากฐานงานวิจัยและพัฒนาข้าวไทยโดยการจัดตั้งโรงเรียนเกษตราธิการเพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการในกรม กองต่างๆ ของกระทรวงเกษตราธิการรวมทั้งได้พระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงให้ไปศึกษาด้านการเกษตรสาขาต่าง ๆ ยังต่างประเทศ

๒.พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระมหากรุณาธิคุณต่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยโดยพระราชดําริและทรงดําเนินการเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาข้าวทรงมุ่งมั่นทุ่มเทกําลังพระวรกายในการปรับใช้ผลการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แก่เกษตรกรที่ประกอบอาชีพทํานา อาทิ การฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก่อให้เกิดขวัญกําลังใจและความภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรมทรงค้นคิดวิธีเกษตรทฤษฎีใหม่ การทํานาขั้นบันได โครงการฝนหลวงเพื่อบรรเทาปัญหาความแห้งแล้งการแก้ปัญหาดินเปรี้ยวพื้นที่ต่างๆ ที่เรียกว่า “แกล้งดิน” การกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีสู่เกษตรกรที่เรียกว่า “พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน” พระราชทานที่ดินเพื่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไร่ และธัญพืชเมืองหนาว ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์องค์กรวิจัยและพัฒนาข้าว ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้แก่มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ และพระราชทานทุนสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาข้าวให้แก่ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด

รัฐบาลสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณและน้อมรําลึกในพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อการปฏิรูปข้าวไทย และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ต่อการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยเป็นอเนกประการ รวมทั้งเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ ทั้ง ๒ พระองค์ ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีงานวิจัยข้าวไทย ในปี ๒๕๕๙ คณะรัฐมนตรีจึงได้ลงมติเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙ เห็นชอบ

๑. ให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็น “พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย”

๒. ให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย”

ประกาศ ณ วันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี

……………………

ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอร่วมน้อมเกล้าฯเฉลิมพระเกียรติ ณ ที่นี้

สาโรช บุญแสง

รายงานพิเศษ : สานต่อแนวคิดของพ่อ ส่งเสริมสหกรณ์ไทยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242717

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2517 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวทางแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงผ่านทางโครงการตามพระราชดำริต่างๆ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคนเป็นหลัก และการพัฒนาคนเป็นแนวคิด ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องเงินทองและรายได้เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงพฤติกรรมการดำเนินชีวิต โดยใช้หลักคุณธรรม เป็นตัวกำกับและยึดถือ พระองค์ได้ทรงย้ำเสมอว่า

“การตั้งอยู่ในความสัจหรือความจริงส่งผลให้ชีวิตจะไม่ตกอยู่ในความเสี่ยงการให้คุณค่าในความเป็นมนุษย์จะช่วยให้สังคมสงบสุข เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางที่ถูกที่ควร การให้ความรักความเมตตาต่อกันในมวลหมู่สมาชิกในองค์กร องค์กรก็จะร่มเย็นเป็นสุขมีความเข้มแข็งจนเป็นที่พึ่งของสมาชิกได้ การปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตด้วยเหตุผล ไม่ทำตามความรู้สึก จะสามารถตรวจสอบความถูกต้องของการทำงานและการดำเนินชีวิต ได้ทำให้สามารถป้องกันความผิดพลาดได้อีกทางหนึ่ง การมีศีลธรรมเป็นข้อปฏิบัติจะไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน การมีจริยธรรมในการประกอบอาชีพจะช่วยยับยั้งชั่งใจให้ประกอบอาชีพสุจริตตามครรลองคลองธรรมไม่มุ่งประโยชน์ส่วนตนเป็นใหญ่”

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระองค์ท่าน มีความมุ่งเน้นให้ทุกคนประกอบกรรมดีมีชีวิตที่พอเพียง ซึ่งตรงกับความหมายของ “สหกรณ์” ที่ต้องการรวมคนที่ประสบปัญหาเดียวกันมาระดมความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ความคิดเห็น เพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น การร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแก้ปัญหา ร่วมกันรับผลประโยชน์ บนพื้นฐานอุดมการณ์ “การช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

นอกจากนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยังมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสหกรณ์การเกษตรเป็นอย่างมาก เนื่องจากสหกรณ์การเกษตร มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิก ดำเนินธุรกิจร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยใช้หลักคุณธรรม จริยธรรมอันดีงาม เพื่อให้สมาชิกและส่วนรวม มีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม อย่างไม่เบียดเบียนผู้อื่น

ที่สำคัญ แนวทางการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมที่พระองค์ได้พระราชทานไว้คือ เศรษฐกิจพอเพียงที่ครอบคลุมถึงทฤษฎีใหม่ โดยทรงสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์หรือการที่ธุรกิจต่างๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อร่วมมือกันสร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการแบ่งปัน ช่วยเหลือตามกำลังและความสามารถของตน
ซึ่งจะสามารถทำให้ชุมชนนั้นๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย

ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดี ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไปหรือไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่งและต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณต่อฐานานุรูป

ความมีเหตุผล หมายถึง ทุกการตัดสินใจ การกระทำ การลงทุน ต้องเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล คำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องและผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบ

การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเผชิญผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากทั้งภายในและภายนอก

โดยมีความคาดหวังว่าถ้านำความพอประมาณ+ความมีเหตุผล+ความมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี มารวมกันแล้วจะนำไปสู่ชีวิตที่อยู่เย็นและสังคมที่เป็นสุข ซึ่งเป็นความต้องการของคนทั้งโลก

ทั้งนี้ ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ความรู้ คือ มีความรอบรู้ มีความรอบคอบ และมีความระมัดระวังในการนำความรู้ วิทยาการเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการปฏิบัติคุณธรรม คือ มีความตระหนัก มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความอดทน มีความเพียร และใช้สติปัญญา ในการดำเนินชีวิต

โดยมีความคาดหวังว่าถ้านำความรู้+คุณธรรม คนที่เก่งมีความรอบรู้จะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรม และเมื่อนำความพอประมาณ ความมีเหตุผล ความมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ความรู้ และคุณธรรม มารวมกัน จะนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง มีการดำเนินชีวิตที่ดีทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ส่งเสริมขบวนการสหกรณ์ไทย และกลุ่มเกษตรกร น้อมนำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นประยุกต์ใช้ในการดำเนินงาน สมาชิกสหกรณ์และสมาชิกกลุ่มเกษตรกรมีการดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงภายใต้ “โครงการขับเคลื่อนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร” ตั้งแต่ปี 2551 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ปี 2559 กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดทำ “โครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหน่วยงานสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์และสถาบันเกษตรกร” ขึ้น น้อมนำแนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน/การปฏิบัติงานในองค์กร การดำเนินชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพอย่างพอเพียง มีความสุขและยั่งยืน โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานในสังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค 149 แห่ง ประกอบด้วยกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 และพื้นที่ 2 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ 20 ศูนย์ นิคมสหกรณ์ 49 นิคม และศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง จัดกิจกรรมการประยุกต์ใช้แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารองค์กร

รวมทั้ง ได้คัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ร่วมโครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จำนวน 164 แห่ง มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 3,280 คน เพื่อเข้ารับการศึกษาอบรม ทัศนศึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ความรู้ ในการน้อมนำแนวคิดหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันภายใต้ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข

พร้อมกันนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดการประกวดผลงานการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อคัดเลือกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรดีเด่นในการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินงาน เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม และสร้างแรงจูงใจให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ นำแนวทางตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่มีผลการดำเนินงานที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการนำแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ ประจำปี 2559 ได้แก่ 1.สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค (มิตรภาพ) จำกัด จังหวัดสระบุรี 2.กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านพระ จังหวัดปราจีนบุรี 3.สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนบ้านน้ำทรัพย์ จำกัด จังหวัดเพชรบุรี 4.กลุ่มเกษตรกรทำสวนป่าคลอก จังหวัดภูเก็ต 5.สหกรณ์การเกษตรรัตภูมิ จำกัด จังหวัดสงขลา 6.กลุ่มเกษตรกรทำนาบึงเกลือ จังหวัดร้อยเอ็ด 7.กลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์นาดี จังหวัดอุบลราชธานี 8.สหกรณ์ผู้ใช้น้ำสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านแจนแลน จำกัด จังหวัดยโสธร 9.สหกรณ์การเกษตรท่าวังผา จำกัด จังหวัดน่าน 10.สหกรณ์การเกษตรนิคมบางระกำ จำกัด จังหวัดพิษณุโลก

ทั้งนี้ ผลงานการขับเคลื่อนโครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ตั้งแต่ปี 2551-2559 มีสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร สมัครใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1,429 แห่ง ทั่วประเทศ สมาชิกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 54,910 ราย/ครอบครัว

สำหรับในปี 2560 กรมส่งเสริมสหกรณ์ มีแผนการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายจากเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเป้าหมายดำเนินการ จำนวน 6,140 ราย

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ไทย

 

แปรรูปข้าวขายเองช่วยเพิ่มมูลค่า กลุ่มนาแปลงใหญ่เพชรบุรีพัฒนาคุณภาพผลิต-เลิกพึ่งโรงสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242715

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายบรรพต มามาก เลขานุการกลุ่มนาแปลงใหญ่ต.ไร่มะขาม อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี เปิดเผยว่าแต่เดิมเกษตรกรในพื้นที่จะปลูกข้าวเพื่อส่งโรงสีทั่วไป มีการเมล็ดพันธุ์ข้าวปริมาณมากและใช้สารเคมีกำจัดแมลงศัตรูข้าวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับชาวนาทั่วไป แต่เมื่อมีโครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ผนวกกับได้รับการอบรมจากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ทำให้เกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่มีความรู้เรื่องการลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์เปลี่ยนวิธีการทำนาหว่านมาทำนาประณีตคือนาหยอด นาดำ และลดการใช้สารเคมีโดยใช้เท่าที่จำเป็นและใช้ตามคำแนะนำทางวิชาการ ส่วนปุ๋ยเคมีก็จะปรับลดและหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตขึ้นเองในกลุ่ม

ผลจากการรวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวของสมาชิกได้จำนวนมาก ที่สำคัญ คือ เรื่องการตลาดที่มีการเชื่อมโยงกับโรงสีในพื้นที่ที่มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายผลผลิตข้าวแปลงใหญ่ที่ได้มาตรฐานในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด ทำให้เกษตรกรมีความเชื่อมั่นในการผลิตข้าวคุณภาพและมีตลาดรองรับที่แน่นอนยิ่งขึ้น

พร้อมกันนี้ ทางกลุ่มยังได้ระดมทุนจากสมาชิกจัดตั้งโรงสีข้าวของกลุ่มเอง ควบคู่กับใช้งบของ ธ.ก.ส.ในการซื้ออุปกรณ์และเป็นทุนหมุนเวียนรับซื้อข้าวคุณภาพ GAP เพื่อทดลองขับเคลื่อนแปรรูปข้าวคุณภาพจำหน่ายในจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดใกล้เคียง โดยขณะนี้สามารถแปรรูปข้าวคุณภาพมาตรฐาน แบ่งเป็น ข้าวกล้องขายส่งราคา 40 บาทต่อกก. ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ขายในราคา 60 บาทต่อกก. หักค่าบริหารจัดการแล้วจะเหลือรายได้เฉลี่ยประมาณ 30,000 บาทต่อตัน ซึ่งทางกลุ่มคิดว่าเมื่อเรามีโรงสีเป็นของเราเอง รายได้ก็จะตกเป็นของสมาชิกและชุมชนทั้งหมด คาดว่าจะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากการผลิตข้าวมากขึ้น 2-3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับการขายข้าวเปลือกให้โรงสี ที่สำคัญทางกลุ่มยังได้ร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยศิลปากร ต่อยอดนำของเหลือทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรำข้าว แกลบ ปลายข้าว มาแปรรูปเป็น น้ำมันรำข้าว ซีเรียล หรือทำเป็นอาหารจากแป้ง เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับทุกส่วนของข้าว เกษตรกรจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด

“วันนี้ต้องขอบคุณกรมการข้าวที่ส่งเสริมชาวนามาตั้งแต่ 9 ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ และขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้เกิดโครงการนาแปลงใหญ่ ทำให้วันนี้จากเกษตรกรเป็นเพียงผู้ปลูกข้าวส่งโรงสี สามารถยกฐานะขึ้นเป็นผู้ประกอบการเองได้ แต่ยังไงเกษตรกรก็ต้องเก็บข้อมูลพยายามหาทางศึกษาพัฒนาตนเองนอกจากจะรับจากหน่วยงานรัฐหรือเอกชนเท่านั้น ที่สำคัญเกษตรกรต้องยึดมั่นในอาชีพ อย่าคิดว่าปลูกข้าวมีแต่ราคาตกต่ำ เพราะถ้าเก็บทุกส่วนของข้าวมาทำประโยชน์ จะทำให้ราคาข้าวไม่ต่ำอย่างที่คิด แต่เหนือสิ่งอื่นใดเราต้องพยายามผลิตข้าวให้มีคุณภาพ เป็นข้าวปลอดภัยหรือข้าวอินทรีย์ให้ได้” นายบรรพต กล่าว

สศท.6ร่วมเคลื่อนยุทธศาสตร์ พัฒนาตลาด-ไม้ผลภาคกลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242712

วันพุธ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า โครงการตามยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง ประจำปีงบประมาณ 2560 ได้รับงบประมาณ 394,742,700 บาท โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนิน 2 โครงการ คือ โครงการส่งเสริมและพัฒนาระบบการผลิตไม้ผล งบประมาณ 10,583,600 บาท และโครงการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัยงบประมาณ 3,484,000 บาท ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) ได้ร่วมประชุมรับทราบผลการเบิกจ่ายงบประมาณรายกิจกรรม ในระบบติดตามประเมินผลโครงการตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัด เพื่อร่วมขับเคลื่อนโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีการรายงานถึงผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมและพัฒนาระบบการผลิตไม้ผลกลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนกลาง ปีงบประมาณ 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งได้ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานปลอดภัย GAP รวมทั้งสิ้น 515 ครัวเรือน เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับเกษตรกร ลดปริมาณสินค้าด้อยคุณภาพและล้นตลาด มีพื้นที่ที่เข้าระบบการผลิตสินค้าปลอดภัย ไม้ผล ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน ลำไย มะพร้าวอ่อน และมะยงชิด-มะปรางหวาน รวมทั้งสิ้น 1,917 ไร่ โดยในพื้นที่ดังกล่าวสามารถทำให้เกษตรกรมีผลผลิตตามหลักเกษตรปลอดภัย ซึ่งมีรายได้รวมทั้งสิ้น 176,257,600 บาท นอกจากนี้ยังมีแปลงส่งเสริมและพัฒนาการผลิตจำนวน 3 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สระแก้ว และสมุทรปราการ รวมทั้งมีชุดตรวจสภาพอากาศในแปลงเพาะปลูกในจังหวัดนครนายก จำนวน 3 ชุด

‘ปลัดเกษตรฯ’วางแผนรับมือ ภัยแล้งปี59/60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242754

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 19.29 น.

1 พ.ย. 59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะอนุกรรมการวางแผนและติดตามการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ในฤดูแล้งปี59/60 ว่าตามที่กรมชลประทาน ประเมินสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง รวมทั้งวางแผนจัดสรรน้ำ โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 34 เขื่อนหลัก ณ วันที่ 1 พ.ย. 59 มีปริมาณ 25,664 ล้านลบ.ม. ซึ่งมีมากกว่าปี 58 ถึง 8,062 ล้านลบ.ม. และแยกเป็นปริมาณน้ำลุ่มเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีน้ำใช้การได้ 9,703 ล้านลบ.ม. ซึ่งมีมากกว่าปี58 ถึง 5,456 ล้านลบ.ม.โดยน้อยกว่าปี 55 เพียง 372 ล้านลบ.ม.
นายธีรภัทร กล่าวว่ายังมีพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน ประมาณ 32 ล้านไร่ บางจังหวัด เกิดซ้ำน้อยกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้ง ในรอบ 10 ปีและแล้งซ้ำซาก เกิดมากกว่า6 ครั้งในรอบ10 ปีมีพื้นที่จุดเสี่ยง 2.8 ล้านไร่ โดยให้เตรียมมาตรการวางแผนรับมือภัยแล้งในพื้นที่เกษตรจะมีการกำหนดจุดให้ชัดเจน
“สถานการณ์ภัยแล้งปี59/60 ไม่วิกฤติเท่ากับสองปีที่ผ่านมา ได้เตรียมแผนรับมือผลกระทบอาจเกิดขึ้นเบื้องต้นจะมีโครงการปรับเปลี่ยนจากปลูกข้าวมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำเกษตรผสมผสาน ลดนาปรังรองสอง 2.5ล้านไร่ ส่งเสริมประสิทธิภาพใช้น้ำพื้นปลูกข้าว ปลูกข้าวเปียกสลับแห้ง ส่งเสริมเพิ่มมากขึ้น”นายธีรภัทร กล่าว
รวมทั้งมีเขื่อนที่ไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการทำนาปรังแต่ส่งให้กับปลูกอื่นใช้น้ำน้อยได้บ้าง เช่นเขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำแซะ เขื่อนมูลบน เขื่อนปราบุรี ในส่วนเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนลำนางรอง เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนบางลาง ไม่สามารถสนับสนุนน้ำทำนาปรัง ช่วงฤดูแล้ง ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ยังมีความแห้งแล้ง ไม่วิกฤติมากเท่าที่ผ่านมาต้องควบคุมในการใช้น้ำกิจกรรมต่างๆ ทั้งหมดซึ่งแผนรับมือภัยแล้งจะเสนอคณะกรรมการป้องกันแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร โดย รมว.เกษตรฯเป็นประธาน สัปดาห์หน้า

ชาวนาขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์-นายกฯเห็นใจ เพิ่มสินเชื่อชะลอขายข้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242710

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 17.29 น.

1 พ.ย.59 นายสุเทพ คงมาก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) นัดพิเศษ มีมติเพิ่มสินเชื่อโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิต 2559 ถึง 2560 รวมถึงข้าวหอมมะลิ โดยชาวนาจะได้รับเงินทั้งสิ้นตันละ 13,000 บาทนั้น หลังจากนี้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิในตลาดจะปรับเพิ่มขึ้นตามราคาที่ นบข.อนุมัติให้เพิ่มขึ้น ซึ่งราคาตลาดที่ นบข.ใช้คำนวณสินเชื่อ 90% ให้กับชาวนาที่มียุ้งฉางในราคาตันละ 1.1 หมื่นบาท สามารถใช้เป็นราคาอ้างอิงให้ชาวนาทั่วไปในการนำข้าวไปขายในท้องตลาด

นอกจากนี้ ราคาข้าวหอมมะลิถือเป็นราคาที่จะช่วยชี้นำราคาข้าวชนิดอื่นๆ หากราคาข้าวหอมมะลิปรับตัวดีขึ้นเชื่อว่าราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ปัจจุบันเฉลี่ยที่ตันละ 7,700-8,000 บาท (ความชื้น 15%) มีแนวโน้มดีขึ้น โดยราคาข้าวเปลือกเจ้าที่ชาวนาต้องการคือตันละ 8,000 บาท โดยรัฐบาลควรเข้ามาช่วยเหลือเรื่องลดต้นทุนการผลิตให้ชาวนามีกำไรเพิ่มเติมในส่วนของข้าวเจ้า

‘ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ปรับปรุงมติใหม่ทำให้แนวโน้มราคาจากนี้จะดีขึ้น แม้ชาวนาจะไม่ร่วมโครงการรับจำนำยุ้งฉาง แต่ก็จะได้ราคาข้าวที่ดีด้วย ได้รับแจ้งจาก รมว.เกษตรและสหกรณ์ ว่ารัฐบาลมีมติให้ปรับเพิ่มราคาตลาดเพื่อใช้อ้างอิงเป็นราคาในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกยุ้งฉาง ก็รู้สึกดีใจและต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เห็นใจชาวนา’ นายสุเทพ กล่าว

กรมส่งเสริมฯเสนอ’บิ๊กฉัตร’จัดซื้อบิ๊กแบ็ค เพื่อเก็บข้าวโครงการรับจำนำเข้ายุ้งฉางรบ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242662

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 15.14 น.

“กรมส่งเสริมฯเสนอ”บิ๊กฉัตร” จัดซื้อบิ๊กแบ็ค แก้ไขปัญหาชาวนา ที่ไม่มียุ้งฉางจัดเก็บข้าวในโครงการรับจำนำ แนะให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เข้าร่วมโครงการรับซื้อข้าวจากชาวนา เพื่อมาผลิตข้าวถุงจำหน่าย เพื่อช่วยผู้ปลูกข้าวอย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น พร้อมเร่งเดินหน้าลดพื้นที่ปลูกข้าวเปลี่ยนปลูกข้าวโพดทดแทน รายได้ดีกว่าทำนาปรังช่วงฤดูแล้งนี้ แถมมีประกันราคารับซื้อ 8 บาทต่อกก.”

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในการประชุมผู้บริหารกระทรวง ที่มีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานวันพรุ่งนี้(2 พ.ย.) ซึ่งทางกรมจะเสนอให้มีการจัดซื้อบิ๊กแบ็ค เพื่อจัดเก็บข้าวเปลือกในโครงการรับจำนำข้าวเข้ายุ้งฉางของรัฐบาล โดยเสนอเข้าครม.สัปดาห์หน้า เนื่องจากการตรวจสอบพบว่าในขณะนี้เกษตรกรไม่มียุ้งฉางในการเก็บข้าวจึงควรจัดซื้อบิ๊กแบ็ค จัดเก็บข้าวของเกษตรกร ก่อนจะไปจัดเก็บในโกดังที่รัฐบาลมีการเช่าไว้ เพื่อเก็บข้าวของเกษตรกรในโครงการดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีแนวคิดที่จะเสนอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ รับซื้อข้าวของเกษตรกร เพื่อจัดเก็บในโกดังของสหกรณ์ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ก่อนนำไปแปรรูปเป็นข้าวถุงเพื่อจำหน่ายต่อไป อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในการแก้ปัญหาราคาข้าว กระทรวงเกษตรฯได้ใช้ขบวนการสหกรณ์เข้าไปแก้ปัญหาแล้วค่อนข้างที่จะประสบความสำเร็จมาทั้งเรื่องการจัดซื้อเครื่องจักรกลไปใช้ในกลุ่มสมาชิก รวมทั้งเครื่องอบความชื้น ซึ่งทั้งหมดนอกจากลดต้นทุนการผลิตการเกษตร สามารถเพิ่มราคาให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกด้วย จะเป็นการแก้ปัญหาให้ด้านราคาผู้ปลูกข้าวที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น

นายสมชาย กล่าวว่า ในส่วนการแก้ปัญหาในเรื่องราคาข้าว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเข้าไปดูแลการส่งเสริมการปลูกข้าว เน้นลดต้นทุนการผลิต ให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นเพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้ ล่าสุดกระทรวงเกษตรฯโดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีแผนปรับเปลี่ยนพื้นที่การปลูกข้าว เพื่อให้มีปริมาณความเหมาะสมไม่กระทบราคาข้าว โดยให้ไปปลูกข้าวโพดแทน ซึ่งในไทยมีความต้องการนำเข้าข้าวโพดปีละ 7.2 ล้านตัน ในขณะที่ผลิตได้เพียงปีละ 4 ล้านตัน หากมีการส่งเสริมการปลูกข้าวโพด 2 ล้านไร่ จะทำให้เกษตรกรสามารถสร้างรายได้ดีกว่าทำนาปรัง เป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในช่วงฤดูแล้งนี้ โดยขณะนี้ทางกรมส่งเสริมฯได้ประกาศให้เกษตรกรที่มีความประสงค์สมัครใจเข้าร่วมโครงการมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในการปรับแปลงนา ให้เข้ามาลงทะเบียนกับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมฯในพื้นที่ได้ทันที เบื้องต้นมีการประกันราคารับซื้อไว้ที่ 8 บาทต่อกก.และกรมได้ลงนามร่วมกับเอกชนที่จะเข้าไปรับซื้อไว้แล้ว

“ในวันนี้ ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง วางแผนปฎิรูปภาคเกษตร ผ่านกระบวนการส่งเสริมการเกษตรในรูปโครงการเกษตรแปลงหญ่ โดยผ่านศูนย์การเรียรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยจะมีการขับเคลื่อนซึ่งใช้ภาคประชาชนเป็นหลัก ทั้งหมดยึดตามแนวเกษตรทษฎีใหม่ ตามปรัชญาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมา ขับเคลื่อน ในงบปี 60 มีการตั้งงบประมาณ โครงการแปลงใหญ่ 737.5 ล้านบาท ศูนย์เรียนรู้ 348 ล้านบาท งบทั้งหมด 1 พันกว่าล้านบาท ในส่วนกรมส่งเสริมฯมีโครงการจะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ให้เกิดขึ้นเพื่อถวายแด่ในหลวง โดยตั้งเป้าให้ได้ 9,999 ครัวเรือน ภายในปีหน้า ขณะเดียวกันก็จะช่วยในเรื่องการขับเคลื่อนทษฎีใหม่ 7 หมื่นกว่าแห่งด้วย ผ่านศูนย์เรียนรู้ 882 และแปลงใหญ่ จากนี้ไปทุกหน่วยงานที่มีงบมารวมจัดทำแผนร่วมกัน และให้ทุกกรมสรุปแผนงานทั้งหมดให้เสร็จสิ้นเพื่อเสนอพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯต่อไป”นายสมชาย กล่าว

รักษ์เกษตร : การจัดการระบบเกษตรแบบผสมผสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242551

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม ระบบเกษตรแบบผสมผสาน มีลักษณะอย่างไรบ้างครับ และมีความสำคัญอย่างไรบ้างครับ

สายหยุด สุวัณโณ

อ.พบพระ จ.ตาก

คำตอบ ระบบเกษตรแบบผสมผสาน แบบดั้งเดิม เป็นประเภทที่มีการผลิต เพื่อกิน เพื่อใช้เป็นหลักในครัวเรือน หรือชุมชน เช่น การ
ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา เพียงเพื่อประโยชน์สำหรับใช้ หรือบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น แบบกึ่งการค้า เป็นประเภทที่เกษตรกรผลิตสินค้าการเกษตรชนิดเดียว อาจจะเป็นข้าว หรือพืชไร่ ก็ตาม โดยผลิตเพื่อเป็นอาหารและเป็นรายได้หลัก และแบบเชิงการค้า เป็นประเภทที่เหมาะสม
กับเกษตรกรก้าวหน้า ซึ่งมีประสบการณ์และความสามารถในการผลิตเป็นแบบการค้า เช่น สามารถผลิตพืช และมีตลาดรองรับที่แน่นอน

หลักการสำคัญของการทำเกษตรแบบผสมผสาน พอสรุปเบื้องต้นได้ดังนี้

-ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความพอประมาณ ทำตามกำลังและศักยภาพแห่งตน เน้นการพึ่งตนเองในทุกๆ ด้าน สามารถอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีความพอเพียงกับตัวเอง

-เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมเงินมาลงทุน เมื่อสภาวะราคาพืชผลผันแปรเกิดหนี้สิน เกษตรกรสามารถนำเอาปัจจัยการผลิตอื่นๆ ที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายซื้อมา เมื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เกษตรกรก็สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยมีปัจจัยพื้นฐานสำหรับดำรงชีพที่ผลิตได้เอง นำไปสู่ความยั่งยืน

-เพิ่มผลผลิตหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน ช่วยเพิ่มผลผลิตต่อหน่วยการผลิต ในการใช้ที่ดิน การใช้แรงงาน และการใช้ทุน สามารถเพิ่มผลผลิต โดยมีการจัดการเรื่องทุน ที่ดินและแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลผลิตต่อหน่วยการผลิตสูง เช่น การเลี้ยงปลาในนาข้าว ทำให้ได้ทั้งพืชผลผลิตข้าว และปลา ในพื้นที่เดียวกัน

-เกษตรแบบผสมผสานลดความเสี่ยงในการผลิต ในด้านการผลิตที่อาจเสียหาย หรือความไม่แน่นอน และเสียเปรียบเรื่องราคา ตลอดจนไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ

-เกษตรกรมีงานทำตลอดปี มีการใช้แรงงานต่อเนื่องตลอดทั้งปี ในระบบเกษตรแบบผสมผสาน จะช่วยแก้ปัญหาการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเข้ามาขายแรงงานในเมือง จะช่วยแก้ปัญหาการอพยพแรงงานจากชนบทเข้าสู่เมือง ตัดปัญหาการขายแรงงาน

-ปรับปรุงคุณภาพทางโภชนาการ และคุณภาพของประชากรในท้องถิ่นให้ดีขึ้น เพราะมีอาหารครบตามต้องการทุกหมู่ ที่ได้จากผลผลิตในไร่นา

-รักษาสถานะของมาตรฐานการครองชีพ โดยการพึ่งพาตนเอง เพื่อสามารถยังชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการกู้ยืมเงิน หรือซื้อปัจจัยในการดำรงชีพด้วยเงินสดราคาแพง

-ลดการใช้พลังงานในการเกษตรลงปัจจัยการใช้พลังงานสามารถจัดหาได้จากผลพลอยได้จากผลผลิตในไร่นา เช่น ก๊าซชีวภาพ ปุ๋ยอินทรีย์ที่เกิดจากพืช ปุ๋ยหมักที่เกิดจากพืช ไม้ใช้สอยที่เกิดจากไม้โตเร็วต่างๆ และแรงงานจากสัตว์เลี้ยง วัว ควาย จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงานให้สูงขึ้น ไม่มีเศษเหลือ แม้แต่มูลสัตว์ ก็สามารถนำมาใช้ผลิตพลังงาน และปุ๋ยได้ เพราะสามารถหาได้จากผลพลอยได้ จากการผลิตในไร่นามาทดแทน

-สภาพแวดล้อมสมบูรณ์ ช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ให้กลับคืนสู่สภาพที่อุดมสมบูรณ์ได้ เพราะการปลูกไม้ยืนต้น ไม่ว่าจะเป็นไม้ผล หรือไม้ใช้สอยในระบบเกษตรแบบผสมผสาน จะช่วยให้เกิดความร่มเย็น มูลสัตว์จะเป็นปุ๋ยแก่พืช เศษพืชเป็นอาหารสัตว์ และทำปุ๋ยอินทรีย์เป็นการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในระดับไร่นาให้ดีขึ้นมีสภาพเกื้อกูลกันและกันอย่างยั่งยืน ทั้งยังช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม ให้กลับคืนสู่สภาพอุดมสมบูรณ์

-ช่วยรักษาสภาพทางนิเวศ การทำเกษตรแบบผสมผสาน เป็นการเพิ่มพูนความอุดมสมบูรณ์ให้กับคน รักษาความสมดุลให้กับสภาพแวดล้อม ซึ่งความสมดุลจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น ก๊าซไนโตรเจนในธรรมชาติ จะถูกเปลี่ยนเป็นอินทรียวัตถุ โดยจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในรากพืชตระกูลถั่วและสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน จนทำให้ไนโตรเจนที่อยู่ในรูปที่พืช จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ ส่วนธาตุอาหาร
อื่นๆ พืชสามารถสะสมพลังงานแสงแดดในรูปของเนื้อไม้ อาหาร และโปรตีน เศษซากพืชที่ร่วงหล่นบนพื้นดินจะเน่ากลายเป็นอาหารพืช

ระบบเกษตรแบบผสมผสาน ช่วยสร้างเสถียรภาพ และความยั่งยืน ทั้งทางเศรษฐกิจ และทางสภาพแวดล้อมให้เกิดขึ้นในไร่นา และครอบครัวของเกษตรกร นำไปสู่เสถียรภาพและความยั่งยืนในชุมชน นำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

นาย รัตวิ

เร่งคลอดยุทธศาสตร์เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ สศก.ระดมสมองยกร่าง-ขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่ความยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242548

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ร่วมกับศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดสัมมนาการจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ พ.ศ.2560-2564 ครั้งที่ 2 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม เพื่อร่วมกันวิเคราะห์และสังเคราะห์ในการจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ฯ หลังที่ได้ร่วมกันพิจารณาให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ความแปรปรวนด้านดินฟ้าอากาศมีแนวโน้มที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งรายงานจากธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ภาคการเกษตรเป็นภาคที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด และแม้ที่ผ่านมาทั่วโลกจะพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรอย่างต่อเนื่อง แต่การทำการเกษตรส่วนใหญ่ซึ่งต้องพึ่งพาสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติเป็นหลัก ยังคงเกิดความสูญเสียในแต่ละปีที่คิดเป็นมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้ รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2557 ระบุว่า หากภาคเกษตรไม่มีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแล้ว ภายในปี 2593 หรือประมาณอีก 30 ปีข้างหน้า ผลผลิตเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าวสาลี ข้าว และข้าวโพด ในพื้นที่เขตร้อนและอบอุ่นจะมีปริมาณผลผลิตลดลงร้อยละ 25 และส่งผลต่อความมั่งคงอาหารของโลกในอนาคต ซึ่งกระทบต่อประเทศไทยที่มีพื้นที่อยู่ในเขตร้อน เป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอาหารย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จะเห็นได้ว่า การพัฒนาการเกษตรของไทยให้มีความยั่งยืนภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ นับเป็นเรื่องที่มีความท้าทายอย่างมาก การจัดทำยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560-2564 จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยให้ภาคเกษตรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม บนพื้นฐานทรัพยากรและสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่

ดังนั้น สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร และคณะทำงานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ วิชาการ และฐานข้อมูล เชื่อมั่นว่า ยุทธศาสตร์ฉบับที่ 2 จากการระดมความคิดเห็นของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรไปสู่ความยั่งยืน ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

จีนชะลอส่งมอบยางลอต2ไม่กระทบ กยท.เดินหน้าหาตลาดใหม่-ยันเอกชนต่อสายขอซื้ออื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242550

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้จัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.2558–2565 และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร เป็นความร่วมมือด้านการค้าสินค้าเกษตร ร่วมกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่แสดงเจตจำนงในการซื้อสินค้าเกษตร ได้แก่ ข้าวและยางพาราจากประเทศไทย ทั้งนี้ ยางพารา เป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย ได้มอบให้การยางแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบซื้อขายยางกับ บริษัท ซิโนเคม อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด เป็นบริษัทผู้แทนของประเทศจีน โดยได้ทำสัญญาซื้อขายยาง จำนวน 2 แสนตัน แบ่งเป็น ยางแผ่นรมควันชั้น 3 จำนวน 1.5 แสนตัน และยางแท่ง STR 20 จำนวน 5 หมื่นตัน และจะต้องส่งมอบเดือนละ 16,667 ตัน รวม 12 งวด คิดราคาซื้อขายตามราคาเฉลี่ยของตลาดซื้อขายล่วงหน้าโตเกียว (TOCOM) และตลาดซื้อขายยางล่วงหน้าสิงคโปร์ (SICOM) ซึ่งได้ส่งมอบยางลอตแรกไปเมื่อเดือนเมษายน 2559 จำนวน 16,667 ตัน มูลค่า 26 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากนั้น บริษัท ซิโนเคม ได้ขอชะลอส่งมอบยางลอตที่ 2 จนถึงปัจจุบัน

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท. มีความพยายามในการเร่งรัดให้ซิโนเคมปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งหลังจากมีการเจรจาทางซิโนเคมแจ้งว่าจะชะลอการส่งมอบยางในลอตที่ 2 แต่ทั้งนี้การดำเนินงานดังกล่าวยังคงอยู่ในช่วงเวลาตามที่ระบุในสัญญา โดยขอฟังผลการเจรจาในเรื่องการสร้างทางรถไฟ ซึ่งตัวแทนจีนยืนยันว่ามีความเกี่ยวพันกันระหว่างสองสัญญานี้ อย่างไรก็ตาม กยท.ได้ขอความชัดเจนในเรื่องของเวลาและขอให้มีการดำเนินการจ่ายเงินในส่วนของคำสั่งซื้อเดิมให้เรียบร้อย

ทั้งนี้ ปัญหาการชะลอส่งมอบยางให้กับทางซิโนเคมไม่ส่งผลกระทบต่อ กยท. แต่อย่างใด เพราะปัจจุบันมีผู้ซื้อจากหลายบริษัทให้ความสนใจและแสดงความจำนงในการขอซื้อยาง เนื่องจากเห็นว่า กยท. มีบทบาทในการเป็นตัวกลางรวบรวมยางจากเกษตรกรและปรับคุณภาพยางให้ได้มาตรฐาน และขณะนี้กำลังเตรียมที่จะตกลงเรื่องเงื่อนไขราคา ซึ่งซิโนเคมก็เป็นผู้ซื้อรายหนึ่งเช่นกัน และทุกวันนี้สัญญายังคงเดินหน้าซื้อขายยางตามสัญญาต่อไป และที่สำคัญ การขายยางของ กยท. จะเน้นการค้าขายยางโดยมองหาตลาดใหม่ๆ พร้อมทั้งส่งเสริมเครือข่ายพันธมิตร ทั้งภาคเอกชน กลุ่มหรือสถาบันเกษตรกรในการร่วมกันพัฒนาสินค้าและตลาดยาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับ
ผู้ประกอบกิจการยางทุกฝ่าย

“ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความต้องการยางพาราโลกขึ้นอยู่กับแนวโน้มและภาพรวมเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันดิบ การพัฒนาในภาคส่วนอุตสาหกรรมยางสังเคราะห์ และการเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง จากการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยการเติบโตของปริมาณความต้องการยางพาราโลก ซึ่งค่าเฉลี่ยการเติบโตของปริมาณความต้องการยางพาราต่อปีประมาณ ร้อยละ 3.3 ดังนั้น ค่าเฉลี่ยการเติบโตของปริมาณความต้องการใช้ยางต่อปีอาจจะอยู่ในช่วง ร้อยละ 2-4 ต่อปี นอกจากนี้ ราคายางในตลาดล่วงหน้าซึ่งเป็นตลาดที่ทราบปริมาณความต้องการของผู้ซื้อและปริมาณยางที่ต้องเก็บไว้เพื่อส่งมอบ จึงสามารถกำหนดราคาได้ แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายยางปัจจุบันในประเทศไทยแล้ว พบว่าราคาสินค้าและค่าขนส่ง รวมถึงค่าภาษีทั้งในประเทศและภาษีนำเข้าในต่างประเทศที่จะเกิดขึ้นจริงแล้ว จะเห็นได้ว่าราคาซื้อขายยางในประเทศไทยมีแนวโน้มจะสูงกว่าราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่เป็นอยู่ เพราะยางที่มีการซื้อขายปัจจุบันในประเทศถือว่ามีคุณภาพสูงกว่ายางที่ถูกเก็บไว้สำหรับซื้อขายในอนาคต” ดร.ธีธัช กล่าว