ดัน3มาตรการลดต้นทุน ศูนย์เมล็ดพันธุ์แพร่ช่วยชาวนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242546

วันอังคาร ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายขจร โนวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ กรมการข้าว เปิดเผยว่า สิ่งสำคัญที่กรมการข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ ให้ความเอาใจใส่เกษตรกรมากที่สุดคือการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าว สิ่งที่จะเกื้อหนุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3 ประการหลัก คือ ประการแรกเรื่องเมล็ดพันธุ์ ซึ่งกรมการข้าวมีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทั้งพันธุ์หลักและพันธุ์ขยาย เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีทำให้คุณภาพการผลิตในแปลงนาดีขึ้นทำให้คุณภาพข้าวเปลือกดีขึ้น มีความต้านทานต่อโรคและแมลง ลดต้นทุนการบริหารจัดการส่วนนี้ เกษตรกรจึงมีรายได้เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ ยังได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปฏิบัติตามแนวทาง 3 ต้องทำ 3 ต้องลดได้แก่ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพผ่านการรับรองพันธุ์จากกรมการข้าว ต้องทำนาไม่เกินปีละ 2 ครั้ง ต้องทำบัญชีฟาร์ม ส่วนต้องลดประกอบด้วย ต้องลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมใช้ 20-30 กก.ต่อไร่ เหลือเพียง 6-8 กก.ต่อไร่ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดการสารเคมี

ประการที่สอง คือ การถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตข้าว ซึ่งกรมการข้าวมีเจ้าหน้าที่คอยถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องข้าว ตั้งแต่กระบวนการผลิตในแปลงนาจนถึงการเก็บเกี่ยว ตลอดจนวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ประการสุดท้าย คือ การสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยยกระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิตข้าวของเกษตรกรออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับมาตรฐานทั่วไป (standard) คุณภาพดี(premium) และคุณภาพพิเศษหรือเฉพาะ (luxury) มีการนำมาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์เข้ามาเป็นตัวกำหนด จากการดำเนินมาตรการต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ผ่านการขับเคลื่อนในรูปแบบส่งเสริมนาแปลงใหญ่ ส่งผลให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกนาแปลงใหญ่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าว มีความปลอดภัยต่อตนเองและผู้บริโภค สร้างรายได้ที่มากขึ้นอย่างยั่งยืน

ชาวนาเมืองช้างแห่ซื้อเครื่องสีข้าว สีข้าวขายเองและกินในครัวเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242562

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 18.02 น.

31 ต.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกษตรกรชาวนา จ.สุรินทร์ ต้องประสบปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ และต้องแบกรับภาระหนี้สิน ค่าปุ๋ย ค่าจ้างรถเกี่ยวข้าว กลับเจอเคราะห์ซ้ำแทบจะทุกพื้นที่ เพราะช่วงนี้ประสบปัญหาในการตากข้าว เนื่องจากมีฝนตกบ่อยแทบทุกวัน ทำให้ข้าวเปลือกที่ตากไม่แห้ง ซึ่งหากนำไปขายก็จะได้ราคาที่ต่ำมาก

ในขณะที่ร้านตัวแทนจำหน่ายเครื่องสีข้าวในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เริ่มคึกคัก พบว่ามีเกษตรกรชาวนาแห่เข้ามาเลือกซื้อเครื่องสีข้าวแบบครัวเรือน ทั้งขนาดเล็ก และขาดกลางเป็นจำนวนมาก ซึ่งราคาเครื่องสีข้าวจะมีตั้งแต่ ราคา 16,000 – 80,000 บาท แต่ในปีนี้ทางร้านได้สั่งสินค้าเพิ่มมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เพราะมีเกษตรกรต้องการเครื่องสีข้าวไปไว้ใช้เองในครัวเรือน และเพื่อรับจ้างสีข้าว หลังข้าวเปลือกมีราคาต่ำ

นายอบ ขาวเครือ อายุ 45 ปี เกษตรกรชาวนาบ้านโชค ต.เขวาสินรินท์ จ.สุรินทร์ กล่าวว่า วันนี้ตนได้มาเลือกซื้อเครื่องสีข้าว จำนวน 2 เครื่อง คือเครื่องสีข้าวแบบครัวเรือนเพื่อไว้สีข้าวทานเอง และอีกเครื่องคือเครื่องสีข้าวขนาดกลางที่สามารถสีข้าวกล้องได้ มาซื้อไว้เพื่อสีข้าวของนาตนเองไว้ขาย และไว้รับจ้าง ซึ่งเพื่อนบ้านในหมู่บ้านก็จะมาเป็นลูกค้าของตนเพราะตอนนี้เกษตรกรในหมู่บ้านได้รวมตัวกันจะสีข้าวขายเองทั้งหมู่บ้าน

ด้าน นางทัศนีย์ จรรยาเลิศอดุล เจ้าของร้านขายโรงสี กล่าวว่า ปีนี้เครื่องสีข้าวแบบครัวเรือนเป็นที่สนใจของเกษตรกรชาวนามาก ซึ่งปัจจุบันต้องสั่งสินเข้าเข้าร้านทุกวัน และทางร้านก็จะให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการเลือกเครื่องที่เหมาะสมในการนำไปใช้งาน ซึ่งหากซื้อไปเพื่อรับจ้างจะแนะนำให้ซื้อเครื่องขนาดกลางเพื่อให้ทนต่อการผลิตข้าวสาร

‘สมเด็จพระบรมฯ’ทรงห่วงราษฎรถูกน้ำท่วม มีรับสั่งกษ.ดูแลอย่างดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242515

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 15.32 น.

31 ต.ค.59 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีฝ่ายบำรุงรักษา กรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ทำให้เขื่อนเพชรต้องเพิ่มการระบายน้ำนั้น ว่า ได้ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีมีระดับสูงขึ้นตั้งแต่ อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม ซึ่ง พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยสถานการณ์น้ำใน จ.เพชรบุรี เนื่องจากมีฝนตกต่อเนื่องจากร่องความกดอากาศต่ำที่พาดผ่าน จึงสั่งให้เตรียมเครื่องสูบน้ำ ขนาด 8 นิ้ว และ 10 นิ้ว จำนวน 30 เครื่อง เพื่อพร้อมช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มต่ำ ตั้งแต่เช้าวันที่ 29 ต.ค.59 โดยประสานทำงานร่วมกันกับหน่วยงานในพื้นที่

“มีสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่หมู่ที่ 9 , 10 , 12 , 13 ต.บ้านกุ่ม อ.เมือง ซึ่งเป็นพื้นที่แอ่งกระทะรับน้ำฝนที่ตกจากพื้นที่ข้างเคียง และไม่สามารถไหลลงแม่น้ำเพชรบุรีได้ จึงได้ใช้เครื่องสูบน้ำที่เตรียมไว้ 4 เครื่อง สูบน้ำช่วยเหลือพื้นที่ลงแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งการแก้ไขได้ทันเหตุการณ์เป็นผลของการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์ มองภาพรวมเตรียมการแก้ปัญหา ประสานทำงานร่วมกัน จึงสามารถบรรเทาปัญหาได้ในทันที ตามนโยบายของ รมว.เกษตรฯ” นายทองเปลว กล่าว

สำหรับสถารการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา มีฝนตกในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น โดยได้เพิ่มการระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยาอีก 50 – 100 ลบ.ม./วินาที ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเล็กน้อย

“ตามที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีความห่วงใยพสกนิกรที่ประสบอุทกภัย รับสั่งให้กระทรวงเกษตรฯ ดูแลให้ดีที่สุด ซึ่งเมื่อวันที่ 30 ต.ค.59 รมว.เกษตรฯ ได้สั่งให้กรมชลประทานลงพื้นที่พบปะประชาชนในพื้นที่ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง และ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีบ้านเรือนในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ทำความเข้าใจสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้น พร้อมสอบถามความเดือดร้อนต่างๆ ซึ่งประชาชนมีความเข้าใจ และดีใจที่มีเจ้าหน้าที่มาดูแลเร่งสำรวจความเสียหาย ซี่งเกษตรกรได้เงินเยียวยาเฉพาะหน้าทันทีหลังน้ำลด ครัวเรือนละ 3 พันบาท และได้รับเงินช่วยเหลือในพื้นที่ประสบภัย ตามเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ อีกด้วย” นายทองเปลว กล่าว

‘กรมฝนหลวง’ชวนชมห้องทรงงานต้นแบบ เผยมีภาพฝีพระหัตถ์ที่พระองค์ทรงถ่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242494

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.40 น.

31 ต.ค. 59 นายสุรสีห์ กิตติมณฑล รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวเชิญชวนนิสิต นักศึกษา ประชาชน ร่วมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ร่วมตามรอยเบื้องพระยุคลบาทชมหอเฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งฝนหลวง ณ บริเวณ ท่าอากาศยานหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้เมื่อปี 2545 รัฐบาลมีมติคณะรัฐมนตรีให้เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในฐานะทรงเป็นพระบิดาแห่งฝนหลวง และมีมติให้ทุกวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีเป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น (นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) เห็นพ้องและมีมติให้ศูนย์ฝนหลวงหัวหินเป็นศูนย์เฉลิมพระเกียรติและเป็นศูนย์ต้นแบบ โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ทำการพัฒนาปรับปรุงอาคารศาลาที่ประทับ ซึ่งเป็นอาคารท่าอากาศยานเดิมที่กรมการขนส่งทางอากาศมอบให้เป็นอาคารที่ทำการทั้งหลัง ประกอบด้วยห้องทรงงานและที่ทำการของศูนย์ฝนหลวงหัวหินทั้งระบบ ประกอบกับมีเอกชนบริจาคคอมพิวเตอร์พร้อมอุปกรณ์ครบชุด ทำให้สามารถพัฒนายกระดับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้มีศักยภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายของพระราชวังไกลกังวล ถวายรายงานต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โดยตรง ซึ่ง ฯพณฯ องคมนตรีอำพล เสนาณรงค์ ได้นำคณะฯ เข้าเฝ้า ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข พระราชวังไกลกังวล ทูลเกล้าฯ ถวายกุญแจห้องทรงงาน ณ ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2545

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ในระยะเริ่มแรกของโครงการฝนหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกฐ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้สนามบินบ่อฝ้าย อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นฐานปฏิบัติการหลักในการวิจัยค้นคว้าทดลองเพื่อพัฒนาขั้นตอนกรรมวิธีและเทคนิคในการปฏิบัติการฝนหลวงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชกรณียกิจดังกล่าวด้วยพระองค์เอง ทั้งระหว่างที่ทรงแปรพระราชฐานมาประทับ ณ พระราชวังไกลกังวล หรือทรงบัญชาการมาจากพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน กรมการบินพาณิชย์ได้จัดอาคารท่าอากาศยานในขณะนั้นให้เป็นสถานที่ทรงงาน จึงเรียกกันว่า “ศาลาที่ประทับ” ตั้งแต่นั้นมา เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะปฏิบัติการฝนหลวงมาปฏิบัติการในพื้นที่นี้ ทั้งปฏิบัติการฝนหลวงของกระทรวงเกษตรฯ ตามปกติและปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษตามพระราชประสงค์ โดยได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงตรวจเยี่ยมศูนย์ฝนหลวงหัวหิน และคณะปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษเคลื่อนที่เร็วติดตามพระองค์ เพื่อทรงบรรยายและสาธิตการทำฝนหลวงแก่นักเรียนไกลกังวลในรายการศึกษาทัศน์ของมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2544 และยังได้รับการบำรุงรักษาให้คงสภาพพร้อมที่ใช้เป็นศาลาที่ประทับได้ทุกขณะตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

จึงนับได้ว่าสถานที่นี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของโครงการฝนหลวง

ในห้องทรงงาน ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงคิดค้นปรากฏเป็นแผนภาพประมวลขั้นตอนกรรมวิธี การทำฝนหลวง 6 ขั้นตอน ภายในยังมีภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ที่พระองค์ทรงถ่ายภาพ ขณะพบมวลเมฆจับตัวกันจนเกิดฝนที่ทะเลหัวหิน วังไกลกังวล พระราชทานให้กับศูนย์ปฎิบัติการฝนหลวง นอกจากตำราฝนหลวงพระราชทาน และภาพถ่ายฝีพระหัตถ์จากวังไกลกังวลแล้ว ในห้องทรงงานมีดินสอ เข็มทิศ สารฝนหลวง ที่เป็นสูตรที่ทรงคิดค้น และแผนที่ประเทศไทยขนาด 1 ต่อ 2 แสน 5 หมื่น หลังด้านหลังของโต๊ะทรงงานในห้องทรงงานฝนหลวง ที่ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน สนามบินบ่อฝ้าย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

“นอกจากนี้สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ต้องกล่าวถึง นั่นคือ เครื่องบินที่เกษตรกรชาวไร่อ้อย เขต7 ได้รวบรวมเงินบริจาคซื้อถวายเพื่อเป็นเครื่องบินที่ใช้ปฏิบัติการฝนหลวงและยังเป็นเครื่องบินที่พระองค์ท่านทรงเจิมด้วยพระองค์เองที่จังหวัดกาญจนบุรี ตั้งตระหง่านเป็นสัญลักษณ์อันงามสง่าอยู่หน้าหอเฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งฝนหลวงอีกด้วย”นายสุรสีห์ กล่าวและว่าขอเชิญมาร่วมศึกษางานของพระองค์ท่านตามรอยเบื้องพระยุคลบาท เพื่อเป็นแนวทางการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต ที่จะทราบงานวิจัยพัฒนาคิดค้นวิธีการต่างๆ ในการช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ให้รอดพ้นความเดือดร้อนจากภัยแล้ง โดยการพยายาม ดัดแปรสภาพอากาศให้สามารถนำมาก่อให้เกิดประโยชน์ได้ในวงกว้างสมดังปณิธานของพระองค์ โดยสามารถติดต่อขอเข้าชมหอเฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งฝนหลวงได้ทุกวัน ภายในศูนย์ฝนหลวงหัวหิน ท่าอากาศยานหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

 

เตรียมแผนให้ลดปลูกข้าวนาปรัง หันปลูกข้าวโพดแทน2ล้านไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242490

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.36 น.

31 ต.ค. 59 นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงมาตรการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ว่า วันนี้ที่ประชุมนบข.สรุปให้กระทรวงพาณิชย์ ดูแลแก้ไขเรื่องราคา ส่วนกระทรวงเกษตรฯ เร่งทำแผนปลูกข้าวนาปรังรอบแรก จากเดิม 6 ล้านไร่ เตรียมแผนให้ปลูกลดลง โดยปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น 2.5 ล้านไร่ เพื่อลดปริมาณข้าวออกสู่ตลาด โดยกระชับเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมเกษตร เร่งลงพื้นที่ไปสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน ในการลดปลูกข้าวนาปรัง หันมาปลูกข้าวโพดแทนปลูกข้าว 2 ล้านไร่

โดยจะมีลงนามร่วมกันไปทำข้อตกลงกับชาวนา และเอกชน ที่รับซื้อผลผลิตข้าวโพด ตามที่สมัครใจมาปลูกข้าวโพด และอยากทำความเข้าใจ กรณีที่มีข่าวว่ารัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯห้ามปลูกข้าวนาปรัง ให้เข้าใจว่ามาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการขอความร่วมมือในการปรับเปลี่ยนการปลูกข้าว เป็นพืชอื่นช่วงหน้าแล้ง เพื่อไม่ให้ล้นตลาด เพราะใช้บริโภคในประเทศเพียง 10 ล้านตันข้าวสาร แต่ผลิตได้ปีละ 18 ล้านตัน จึงเกิดปัญหาจากอุปสงค์ อุปทาน ไม่ตรงกัน ซึ่งให้เจ้าหน้าที่ไปทำความเข้าใจกับชาวนา โดยเตรียมแผนปลูกพืชอื่นทดแทนการทำนาไว้ด้วย เช่นถั่ว ปอเทือง และปศุสัตว์ จะมีมาตรการจูงใจช่วยค่าปรับแปลง ทำแหล่งน้ำ ให้ด้วย

ส่วนความคืบหน้าโครงการเกษตรทษฎีใหม่ 7 หมื่นครัวเรือน ตนกำชับทุกหน่วยงานทำแผนร่วมกัน ส่งเสริมชาวบ้านยึดหลักพอเพียง ทำแปลงในพื้นที่ใหม่ เพื่อต่อยอดจากของเดิม ตอนนี้กำลังเร่งระดมให้สำเร็จภายใน 100 วัน จะครบช่วงเดือนม.ค. นำสื่อมวลชนลงไปดู จัดพิธีเปิดหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อถวายเป็นพระเกียรติแด่ในหลวงเ

รายงานข่าว เปิดเผยว่าที่ประชุมกบข.เคาะราคา พยุงข้าวหอมมะลิ ที่ 8.7 พันบาทต่อตัน โดยให้ทุกหน่วยงาน ทั้งอตก. อคส. และสหกรณ์ เข้าไปดำเนินการทันทีเข้าในโครงการรับจำนำยุ้งฉาง

เกษตรบูรณาการ : กราบขอบคุณแทนเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242374

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

251598

เกษตรบูรณาการสัปดาห์นี้ ต้องกราบขอบคุณแทนเกษตรกรไทยจริงๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย สาริกัลยะ”
ประกาศก้องชัดเจนว่า ท่านจะเดินหน้าน้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง ในการเดินหน้าพัฒนาด้านการเกษตร โดยเบื้องแรกท่านรัฐมนตรี พลเอกฉัตรชัยประกาศก้องว่าจะสร้างเกษตรกรเข้าสู่การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ขึ้นอีก 7 หมื่นครัวเรือนทั่วประเทศ ภายในปี’60 ซึ่งไม่เกี่ยวกับเกษตรกรที่เคยทำตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่ทำมาดีแล้ว แต่จะเน้นส่งเสริม และชี้แนะแนวทางให้กับเกษตรกรกลุ่มใหม่ที่อยากจะเดินตามรอยพ่อหลวง

งานนี้ท่านรัฐมนตรีย้ำว่า จะขยายจากแนวทางที่พระองค์ท่านพระราชทานไว้ให้ทำต่อไปให้มากที่สุด แถมยังยืนยันว่ามีรมว.เกษตรฯ ที่ชื่อฉัตรชัย จะไม่รู้จักคำว่า “ผักชี” จากนี้ไปให้คนกระทรวงเกษตรฯทำงานเวอร์ชั่นใหม่ ซึ่งทุกคนประกาศไว้แล้วทำให้เกิดจริงจังพร้อมใจถวายพ่อหลวง  โดยบอกชัดว่า “ก่อนหน้านี้ผมเล่าเรื่องนี้ให้ สนช.ฟัง ยังบอกว่าถ้าในหลวงรับทราบท่านคงดีใจมาก ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่าข้าราชการกระทรวงฯต้องเข้าใจตรงกันก่อนในเรื่องแนวทางทฤษฎีใหม่ ขุดบ่อไม่มีน้ำไม่ได้ ไม่ใช่สักว่าทำ ทำแล้วไม่เกิดผมไม่ต้องการ ต้องปรับใหม่เลย ที่พูดคุยกับข้าราชการในห้องประชุม ผู้บริหารระดับสูง ให้เกิดความเข้าใจ ปลัดกระทรวงฯก็ต้องเข้าใจ ว่าสุดท้ายต้องเกิดให้ได้ต้นปี’60 โดยทำแผนใหม่มาให้ผมดู ต้องเริ่มให้เข้าใจว่าไม่เอาของเดิมมาทำ” นั่นคือคำพูดของรัฐมนตรีที่ชื่อ “ฉัตรชัย” ได้ยินอย่างนี้ ชื่นใจแทนเกษตรกรไทยจริงๆ แม้ว่าวันนี้ ยังเป็นเพียงแค่คำพูดแต่ก็ได้แต่หวังว่า สักวันจะเห็นผลจริง ในอีกเร็ววันและต้องขอกราบขอบพระคุณแทนเกษตรกรไทยจริงๆ

จากนี้ไป ก็คงได้แต่หวังท่านๆ ว่าเรื่องราวและคำพูดของท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” จะถูกนำไปขับเคลื่อนได้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาก็นับเป็นเวลาหลายเดือน ที่มีผู้นำกระทรวงเกษตรฯ ที่ชื่อ “ฉัตรชัย” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และมีปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ชื่อ “ธีรภัทร” แต่งานการพัฒนาการเกษตรยังเป็นอย่างที่เห็น ตามที่ประจักษ์ชัดต่อสายตาประชาชน โดยไม่ต้องบรรยาย  เพราะวันนี้เกษตรกรไทยยังยืนไม่ได้ด้วยตนเอง ราคาพืชผลการเกษตรยังตกต่ำ  ข้าว ยางพารา และอื่นๆ ยังมีปัญหา ซึ่งทุกอย่างไม่ใช่ ท่านรัฐมนตรี “ฉัตรชัย” และปลัดประทรวงเกษตรฯ “ธีรภัทร” ไม่ขับเคลื่อน เพราะมีหลายคนเล่าให้ฟังชัดว่า ท่านรัฐมนตรีกำชับชัดเจนในที่ประชุมผู้บริหารทุกสัปดาห์ว่าต้องเดินหน้าอย่างไร  แต่ยังเหมือนเดิม แถมเพิ่มปัญหา ทำให้งานล่าช้า จนบางครั้งถูกถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับกระทรวงเกษตรฯ ยิ่งนาน ยิ่งล้าหลัง ยิ่งทำยิ่งหลงทิศทางไปไกล

ถึงวันนี้ ผ่านร้อยปีกระทรวงเกษตรฯ มาหลายปี และคงไม่อาจเอื้อมจะว่าใคร เพียงแต่อยากฝากให้ท่านๆ ผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯหันกลับไปอ่าน ภารกิจที่หน่วยงานของแต่ละกรมที่ตนเองรับผิดชอบว่า ท่านๆ ทำหน้าที่อะไร แล้วกลับไปถามตนเองว่าทำหน้าที่ของตนเอง ดีพอหรือยัง กับคำว่า “ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”หากจะคิดทำดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลจริง จงทำแต่วันนี้ ไม่ใช่แค่ปากพูดว่ารักพ่อ “จะน้อมนำทำตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง”โดยผ่านลำคอ แต่ไม่เคยกระทำจริง อย่างนี้อีกหลายร้อยปีเกษตรไทย ก็คงไม่พัฒนาตามที่พ่อหวัง ให้ลูกๆ ของพระองค์ท่าน เดินตามรอยพ่อเดินตามทางเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้ลูก มีอยู่มีกิน ไม่อดอยาก

นายดำเนิน

เคลื่อนยุทธศาสตร์5ปีตรวจบัญชีสหกรณ์ สร้างนวัตกรรม-พัฒนาองค์กรก้าวสู่ยุค‘Thailand4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242370

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางบริสุทธิ์ เปรมประพันธ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้กำหนดกรอบทิศทางการทำงานให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายการพัฒนางานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งการดำเนินการตามแผนกลยุทธ์กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พ.ศ.2560-2564 โดยกำหนดโมเดลการพัฒนาเป็น “CAD 4.0 : Value-Based Strategies” หรือ “ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยนวัตกรรม” ตั้งเป้าให้บรรลุวิสัยทัศน์ภายในปี 2564 สหกรณ์และเกษตรกรมีระบบการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ โดยในปี 2560 เป็นปีแรกที่เริ่มขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้วยการใช้โมเดลนวัตกรรมเพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่า “Innovation for Valuable Information” ให้สามารถนำข้อมูลมาใช้สนับสนุนการตัดสินใจและสนับสนุนสหกรณ์และเกษตรกรให้มีความพร้อมก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ได้อย่างเป็นรูปธรรม

โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการสอบบัญชีสหกรณ์ ระบบควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีสหกรณ์ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พัฒนาผู้สอบบัญชีให้เป็น Smart Auditor ซึ่งจะนำไปสู่ “Real AUDITOR” หรือองค์กรมืออาชีพ พัฒนามาตรฐานจริยธรรมด้านการเงินการบัญชีของผู้บริหารสหกรณ์และพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อการตัดสินใจสำหรับผู้บริหารสหกรณ์ (COOP Smart Decision) เพื่อให้เป็นผู้บริหารสหกรณ์ยุคดิจิทัล นอกจากนั้น ยังได้ริเริ่มงานใหม่ด้วยการสร้างระบบสร้างระบบเตือนภัยทางการเงินของสหกรณ์ แบบ RealTime สร้างสื่อดิจิทัลการเรียนรู้ทางบัญชี และสร้างเกษตรกรสมัยใหม่ด้วยบัญชีสู่วิถีธุรกิจแนวทางประชารัฐนำไปสู่การเป็นเกษตรกรยุค Thailand 4.0

“นอกจากปฏิบัติงานตามภารกิจหลักที่กรมรับผิดชอบแล้ว ยังต้องบูรณาการงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้หน่วยงานที่อยู่ในสังกัดบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยกันพัฒนาความเป็นอยู่ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสร้างอาชีพ ให้เกษตรกรและประชาชน มีการนำระบบบัญชีไปใช้บริหารจัดการในการดำเนินชีวิต”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

สศก.ประเมินประสิทธิภาพโลจิสติกส์ สินค้าพืชผัก‘แปลงใหญ่ประชารัฐ’กำแพงเพชร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242375

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ได้ทำการสำรวจและประเมินประสิทธิภาพการบริหารจัดการกิจกรรมโลจิสติกส์และโซ่อุปทานในพื้นที่ อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ หรือ แปลงใหญ่ประชารัฐ โดยการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบการประเมินด้าน
โลจิสติกส์สินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ครอบคลุม 9 กิจกรรมหลัก ใน 3 มิติ คือ มิติต้นทุน มิติเวลา และมิติความน่าเชื่อถือ

โดยผลการประเมินประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์พืชผักใน 3 มิติ ที่สำคัญ พบว่า 1.มิติต้นทุน การขนส่งเป็นต้นทุนที่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรรับภาระมากที่สุด โดยเกษตรกรสมาชิกมีต้นทุนขนส่งร้อยละ 0.59 ขณะที่สหกรณ์มีต้นทุนขนส่งร้อยละ 8.27 ของยอดขาย เนื่องจากเกษตรกรขนส่งไปยังที่ทำการกลุ่มซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน รวมทั้งบางรายให้กับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงบ้าน ขณะที่สหกรณ์ต้องขนส่งไปยังตลาดทั้งภายในจังหวัด จังหวัดข้างเคียง และ กทม. ต้นทุนจึงสูงกว่าเกษตรกร

2.มิติเวลา ระยะเวลาการเก็บเกี่ยว รวบรวม คัดแยกและบรรจุ ก่อนขนส่ง โดยเกษตรกรและสหกรณ์สามารถดำเนินการได้ภายใน 24 ชั่วโมง ตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ซึ่งเกษตรกรสมาชิกใช้เวลาเก็บเกี่ยวและรวบรวมผลผลิต (คละเกรด) ประมาณ 4 ชั่วโมง ขณะที่สหกรณ์ใช้เวลารวบรวม ทำความสะอาด คัดแยกเกรด และบรรจุภัณฑ์ ประมาณ 6 ชั่วโมง ส่วนระยะเวลาขนส่ง เกษตรกรใช้เวลาขนส่งผักไปยังสหกรณ์ หรือพ่อค้าในหมู่บ้าน ประมาณ 15 นาที ขณะที่สหกรณ์ใช้เวลาขนส่งผักไปยังลูกค้าไม่เกิน 2 ชั่วโมง

3.มิติความน่าเชื่อถือ อัตราความสูญเสียของผลผลิตตั้งแต่ระดับฟาร์มจนถึงปลายทาง เกษตรกรมีความสูญเสียของผลผลิตประมาณร้อยละ 4 ขณะที่สหกรณ์มีความสูญเสียร้อยละ 3 ต่อยอดขาย สาเหตุหลักมาจากที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ไม่ได้ขนาด และเสียหายบอบช้ำจากการบรรจุภัณฑ์และขนส่ง

ทั้งนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ว่า ภาครัฐควรดำเนินมาตรการต่างๆ อาทิ สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรให้พัฒนาโรงคัดแยก/บรรจุมีมาตรฐานสูงขึ้น รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตร เช่น รถไถพรวน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตลาด ควรมีแผนบริหารจัดการสินค้าเกษตร การขยายพื้นที่ปลูก การทำเกษตรพันธสัญญา ให้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกดาวเรือง ระวังโรคดอกเน่าระบาดหนัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242372

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรผู้ปลูกดอกดาวเรือง ให้เฝ้าระวังการเกิดโรคดอกเน่าที่เกิดจากเชื้อรา ในช่วงปลายฝนต้นหนาว โดยจะพบแสดงอาการเริ่มแรกที่กลีบดอกมีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจากปลายกลีบดอกไปหาโคนดอก ก่อนจะลุกลามเน่าทั่วทั้งดอก

นอกจากนี้ ในสภาพที่มีฝนตกชุกและอากาศมีความชื้นสูง ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบอาการของโรคที่ดอก ให้เกษตรกรตัดดอกที่เป็นโรคหรือตัดส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดปริมาณ
เชื้อราสาเหตุโรค อีกทั้งควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก และตัดแต่งใบแก่ออก เพื่อให้ต้นโปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ซึ่งถือเป็นการลดความชื้นในดิน และไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อราสาเหตุโรค จากนั้นหลังตัดดอกที่เป็นโรคออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกแล้ว เกษตรกรควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอโรทาโลนิล 50% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นทุก 5-7 วัน

รายงานพิเศษ : เปิดแผนปี’60 กรมการข้าวเดินหน้าส่งเสริมนาแปลงใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242376

วันจันทร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นโยบายหนึ่งที่ทางกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ขับเคลื่อน คือ การปรับโครงสร้างในการผลิตข้าว โดย
การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ในรูปแบบของนาแปลงใหญ่ซึ่งโครงการนี้มีความมุ่งหวังให้ชาวนา สามารถที่จะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวได้

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า นโยบายการขับเคลื่อนนาแปลงใหญ่หรือเกษตรแปลงใหญ่นั้น พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นที่จะให้เกิดการส่งเสริมการทำเกษตรในรูปแบบแปลงใหญ่ เพื่อให้มีพลังของตัวเกษตรกรเอง มีอำนาจในการต่อรองและมีการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตกับการตลาดให้ครบสมบูรณ์ ขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนรัฐบาลพยายามหามาตรการต่างๆ มาสนับสนุน โดยเฉพาะการอนุมัติเงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้กับกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ในวงเงินกลุ่มละ 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี (ปี 2560-2562) สำหรับเป็นกองทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานและจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการผลิต นับเป็นมาตรการที่จะสนับสนุนให้โครงการเกษตรแปลงใหญ่ดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อนันต์  สุวรรณรัตน์

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯยังได้แบ่งเกษตรแปลงใหญ่เป็นหลายรูปแบบ ทั้งเกษตรแปลงใหญ่ทั่วไป เกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐสมัยใหม่ ซึ่งทุกวันนี้หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมกันเข้ามาทำเกษตรแปลงใหญ่ตามแนวทางประชารัฐ ส่งผลให้การเข้าสู่ระบบเกษตรแปลงใหญ่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของพี่น้องเกษตรกรได้เป็นอย่างดี

ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้ดำเนินการตามนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ ในรูปของนาแปลงใหญ่โดยบูรณาการการทำงาน
กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ที่สำคัญคือเกษตรกรชาวนา ทั้งยังมีการจัดประกวดแข่งขันการทำนาแปลงใหญ่ของกลุ่มเกษตรกรจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ถ่ายทอดผ่านรายการทางโทรทัศน์ เพื่อกระตุ้นให้ชาวนาได้เห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มทำงาน เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกร สามารถนำไปเป็นต้นแบบในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตข้าวของไทยได้ในภาพรวม

สำหรับปีงบประมาณ 2560 กรมการข้าวได้กำหนดแผนการดำเนินงานนาแปลงใหญ่ที่จะนำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตไว้ดังนี้ 1.ส่งเสริมให้กลุ่มนาแปลงใหญ่มีการใช้เครื่องปลูกข้าว ในการลดอัตราเมล็ดพันธุ์เพื่อลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ต่อไร่ลง และต้นข้าวขึ้นเป็นแถวเป็นแนวดูแลรักษาง่าย ก็จะช่วยลดต้นทุนค่าดำเนินการลงได้ด้วย 2.ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มกันผลิตปัจจัยการผลิตใช้เอง ได้แก่ รวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพใช้เองทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี กลุ่มบริหารจัดการศัตรูพืชผลิตสารชีวภาพใช้ทดแทนสารเคมี และกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริหารจัดการเครื่องจักรกลที่มีในชุมชน และที่มารับจ้างในการบริการแก่สมาชิกนาแปลงใหญ่ในราคาถูกกว่าทั่วไป 3.ถ่ายทอดองค์ความรู้ เผยแพร่สื่อการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรนาแปลงใหญ่ ในการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาทดสอบจากแปลงเรียนรู้ และการฝึกปฏิบัติตามกระบวนการโรงเรียนเกษตรกร เพื่อให้มีการปลูกข้าวที่ถูกต้องและเหมาะสม มีการทำนาแบบประณีต ปลูกข้าวเป็นแถวเป็นแนวทำให้ดูแลรักษาง่ายและทั่วถึง โรคและแมลงไม่ระบาด ต้นข้าวเจริญเติบโตดีส่งผลให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น

ส่วนด้านแผนหรือแนวทางในเรื่องการเชื่อมโยงตลาดและการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่นั้น จะจัดกิจกรรมเวทีชุมชน เพื่อสร้างความเข้าใจของสมาชิก ชุมชนในการร่วมแสดงความคิดเห็นในการบริหารจัดการกลุ่มนาแปลงใหญ่ ร่วมกันวางแผนการผลิต กำหนดเทคโนโลยีและวางแผนการตลาด เชื่อมโยงการตลาดโดยจัดประชุมหรือสัมมนา เพื่อเชื่อมโยงการตลาดกับผู้ประกอบการค้าข้าว ในการหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้นำชุมชนและเครือข่ายเพื่อวางแผนการตลาดและเจรจาธุรกิจ พัฒนาสร้างเสริมความสามารถในการบริหารจัดการให้กับกลุ่มนาแปลงใหญ่ โดยจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาคณะกรรมการกลุ่มนาแปลงใหญ่ หลักสูตร การบริหารจัดการกลุ่มและการตลาด

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการเชื่อมโยงตลาดนับเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้โครงการส่งเสริมนาแปลงใหญ่ประสบผลสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ ซึ่งในปีที่ผ่านมาอาจมีปัญหาบ้างตรงที่ผู้ประกอบการหรือ
โรงสีได้เข้ามาร่วมกิจกรรมในช่วงมีการเพาะปลูกไปแล้ว ทำให้พันธุ์ข้าวอาจไม่ตรงตามความต้องการของโรงสีมากนัก ฉะนั้นในปี 2560 ทางภาคเอกชนจะเข้ามาตั้งแต่ก่อนการผลิตว่าต้องการข้าวแบบไหน ทางกลุ่มนาแปลงใหญ่จะได้วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะส่งผลให้ภาคการผลิตและภาคการตลาดสามารถเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น