กองทุนฟื้นฟูฯเผยแผนใช้งบปี’60ซื้อหนี้เกษตรกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242392

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 17.15 น.

กองทุนฟื้นฟูฯ จัดทำแผนปฏิบัติงานจัดการหนี้ปี 60 ยันใช้งบ 571 ล้านซื้อหนี้เกษตรกร 2,400 รายพร้อมแผนฟื้นฟูอาชีพ

30 ต.ค. 59 นายละม้าย ขวัญเสนแก้ว ประธานคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร  กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า คณะกรรมการจัดการหนี้ ได้จัดสัมมนาเจ้าหน้าที่สำนักจัดการหนี้เพื่อ สรุปผลการดำเนินงานใน ปี 2559 และร่วมระดมความเห็น วางแนวทางการจัดการหนี้ในปี 2560 ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล ข้อท้วงติงของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และนโยบายของคณะกรรมการจัดการหนี้ โดยผู้อำนวยการแต่ละภาคได้สะท้อนข้อเท็จจริงในการทำงานแต่ละพื้นที่รวมถึงมีข้อเสนอแนะเพื่อสามารถนำไปสู่ทำแผนปฏิบัติจริง

ประธานคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร กล่าวว่า ในปี 2560 กองทุนฟื้นฟูฯมีงบประมาณซื้อหนี้  571 ล้านบาท เพื่อซื้อหนี้ของเกษตรกร 2,400 ราย โดยได้รับจัดสรรจากงบประมาณ 271 ล้านบาท รวมกับเงินที่เกษตรกรชำระหนี้คืนอีก 300 ล้าน ซึ่งคณะกรรมการจัดการหนี้จะเน้นจัดการหนี้ตามประกาศคณะกรรมการจัดการหนี้ปี 2559 คือเป็นหนี้ภาคเกษตร มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน มูลค่าหนี้ไม่เกิน 2.5 ล้านบาท และในการซื้อหนี้จะต้องทำไปพร้อมกับการมีแผนฟื้นฟูอาชีพ

“หลายคนพูดว่า กองทุนฟื้นฟูฯ เป็น เหมือนโรงพยาบาล รักษาทุกโรค แต่จริงๆ เราเป็นโรงพยาบาลรักษาเฉพาะทาง  ซึ่งเรื่องนี้เราก็จำเป็นต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจ  ขณะเดียวกันเป้าหมายในปี 2560 ก็ต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นจุดเปลี่ยน เกิดภาพลักษณ์ที่ดีและเกิดความเชื่อมั่นต่อกองทุนฟื้นฟูฯ  เพื่อยืนยันต่อรัฐบาลได้ว่า ให้การจัดการหนี้ในปีต่อๆ ไป รัฐบาลจะต้องดำเนินการ” ประธานคณะกรรมการจัดการหนี้ของเกษตรกร กล่าว

กรมชลฯเตือนชาวเพรชฯรับฝนตกหนัก ‘บิ๊กฉัตร’สั่งระดมเครื่องสูบน้ำช่วยเหลือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242342

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 14.21 น.

30 ต.ค. 59 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ฝนตกในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ในช่วงวันที่ 26 – 28 ต.ค. 59 ทำให้มีน้ำไหลลงแม่น้ำเพชรบุรีมาก ทำให้เขื่อนเพชร อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำต้องระบายน้ำเพิ่มขึ้นจาก 80 ลบ.ม./วินาที เป็น 130 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่เช้าวันที่ 29 ต.ค. 59 ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเพิ่มขึ้นตั้งแต่ อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม โดยพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดน้ำท่วม คือ พื้นที่ลุ่มต่ำอ.บ้านแหลม

ทั้งนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้สั่งการให้เตรียมการแก้ไขปัญหา ซึ่งชลประทานในพื้นที่ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว และ 10 นิ้ว รวม 30 เครื่อง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในทันที อย่างไรก็ตามร่องความกดอากาศต่ำยังพาดผ่านภาคตะวันตกต่อไปอีกในระยะนี้และจะยังคงทำให้เกิด ฝนตกอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน ได้ประสานไปยังจังหวัดเพชรบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เฝ้าระวังและติดตาม สถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดแล้วในแม่น้ำเพชรบุรีต้ังแต่ด้านท้ายเขื่อนเพชรลงไปจนถึงชายทะเลจะไหลผ่านพื้นที่4อำเภอ ได้แก่ อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม

รวมถึงในวันที่ 30 ต.ค. 59 กรมชลประทาน ได้ออกประกาศว่ามีฝนตกหนักใน จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 59 ทำให้มีน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วง อ.เมือง ถึง อ.บ้านแหลม ระดับน้ำอาจจะใกล้เคียงระดับตลิ่ง พื้นที่ลุ่มต่ำ อ.บ้านแหลม น้ำจะท่วมได้ ได้เตรียมเครื่องสูบน้ำ พร้อมให้การช่วยได้ทันเหตุการณ์

สำหรับสถานการณ์น้ำโดยภาพรวมแม่น้ำเจ้าพระยามีน้ำเพิ่มขึ้นจากฝนที่ตกในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร ทำให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น 50 – 100 ลบ.ม./วินาทีซึ่งยังพื้นที่นอกคันกั้นน้ำส่วนใหญ่ยังไม่กลับมาล้นตลิ่ง

แต่มีพื้นที่ต่ำนอกคันกั้นน้ำ 2 จุดที่บ้านบางหลวงโดด จ.พระนครศรีอยุธยา ล้นตลิ่ง 0.04 ม. และบ้านบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ต่ำกว่าตลิ่ง 0.55 ม. แต่มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น

โดยมีปริมาณน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เพิ่มขึ้นที่จ.นครสวรรค์ วัดที่ค่ายจิรประวัติ 1,578 ลบ.ม./วินาที  และเขื่อนเจ้าพระยา 1,167 ลบ.ม./วินาที  ส่วนการระบายน้ำเขื่อนป่าสัก 24 ลบ.ม./วินาที อัตราคงเดิม แต่น้ำอ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา 1,293 ลบ.ม./วินาที มีระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่าการปฎิบัติการฝนหลวงทำต่อเนื่องในเขื่อนภาคอีสาน และภาคใต้ ที่ยังมีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าปี58  โดยเมื่อวันที่ 29 ต.ค.ทำฝนเติมน้ำเขื่อนลำนางรอง 1.8 แสนลบ.ม มีฝนตกจ.นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ส่วนภาคใต้ เติมน้ำเขื่อนปราณบุรี ได้ 4.66 ล้านลบ.ม. มีฝนตกจ.ประจวบคีรีขันธุ์

ภาพรวมการปฎิบัติการตั้งแต่1 ก.ย.ถึง 29 ต.ค.มีฝนตก26 จ.ได้น้ำเข้าเขื่อน รวม  650 ล้านลบ.ม. อาทิเขื่อนห้วยหลวง 0.87 ล้านลบ.ม. เขื่อนอุบลรัตน์ 450.6 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำตะคอง 13.54 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำพระเพลิง 24.16 ล้านลบ.ม. เขื่อนมูลบน 21.47 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำแซะ 23.69 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำนางรอง 2.77 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำปลายมาศ 2.478 ล้านลบ.ม. เขื่อนแก่งกระจาน 69.22 ล้านลบ.ม. เขื่อนปราณบรี 16.96 ล้านลบ.ม. เขื่อนบางลาง 14.81 ล้านลบ.ม.

ไม่ทอดทิ้งชาวนา รัฐบาลถกบอร์ดข้าววันจันทร์ บริหารจัดการปัญหาราคาตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242315

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ไม่ทอดทิ้งชาวนา รัฐบาลถกบอร์ดข้าววันจันทร์ บริหารจัดการปัญหาราคาตก เมินทำตามคำร้อง“ยิ่งลักษณ์”

ประเด็นดังกล่าว ได้รับการเปิดเผยจาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่คณะรัฐมนตรีและข้าราชการทุกคนต้องทำงานอย่างเต็มที่เป็นสองเท่า ทั้งเพื่ออำนวยการดูแลพี่น้องประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพต่อหน้าพระบรมโกศ และขับเคลื่อนประเทศตามแนวนโยบายของรัฐบาลในท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังคงผันผวน

“รัฐบาลขอให้คำมั่นว่าจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนใด ทั้งนี้นายกฯ รู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่ได้รับทราบข่าวพี่น้องประชาชนเดือดร้อนหรือได้รับความลำบาก แต่รู้สึกไม่สบายใจยิ่งขึ้น เมื่อเห็นนักการเมือง รวมทั้งสื่อมวลชนบางกลุ่ม พยายามใช้ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาสร้างกระแสความเข้าใจผิด สร้างข้อมูลเท็จ โดยไม่มีการตรวจสอบ ถือเป็นการทำร้าย ซ้ำเติมสังคมในช่วงเวลาที่ทุกคนที่มีความทุกข์ใจอยู่แล้ว เช่น การโหมข้อมูลว่า มีชาวนาจำนวนมากประกาศขายที่นา เพราะราคาข้าวไม่ดี ทั้งที่เมื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง จะพบว่า คนที่ประกาศขายเป็นคนให้เช่าที่นา ซึ่งไม่ประสงค์จะให้เช่าแล้ว จึงอยากขายเพื่อถือเงินสดเป็นก้อน บางคนไม่มีแรงงานลูกหลานทำนา จึงประกาศขาย อยากให้สื่อมวลชนได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างชัดเจน อย่าคิดมโนเอาเอง หรือเสนอความจริงเพียงครึ่งเดียว ให้สังคมเข้าใจผิดๆ”

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า นายกฝากชื่นชมพี่น้องเกษตรกร รวมถึงพี่น้องชาวนาที่มีการปรับตัว ทั้งปรับเปลี่ยนการปลูกพืช การรวมตัวเป็นกลุ่มสหกรณ์สีข้าวในชุมชน ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีมาตรการหลายอย่างเพื่อสนับสนุนพี่น้องชาวนา และในวันจันทร์นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว เชื่อว่าจะมีมาตรการดูแลพี่น้องเกษตรกรเพิ่มเติมออกมาอีก ขอให้รอฟังผลการพิจารณาอย่างเป็นทางการต่อไป

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ภายหลังราคาข้าวเปลือกตกต่ำสุดขีดอยู่ที่กิโลกรัมละ 5-6 บาท โรงสีจะรับซื้อข้าวเปลือกความชื้นไม่เกินร้อยละ 30 เฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 6,000 กว่าบาท ส่วนข้าวเปลือกที่เปียกน้ำหรือปลอมปน ราคาจะอยู่ที่ตันละ 5,000 กว่าบาท ทำให้ชาวนาหลายคนจำเป็นต้องนำออกไปขาย เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ครัวเรือน สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวนาเป็นจำนวนมาก ก่อนมีคนนำไปล้อเลียนในโลกออนไลน์ทำนองว่า เรามาถึงจุดที่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีราคาแพงกว่าข้าวแล้ว

ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้นายเมธา ขอชัย ปลัด อบต.สะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ได้เร่งระดมความคิดเห็นจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และคนหนุ่ม คนสาว ในพื้นที่ เพื่อหาทางออก ทางเลือก และทางรอด ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ได้ข้อสรุปว่า งดขายข้าวเปลือกให้กับโรงสีหรือพ่อค้าคนกลาง หันมาลงหุ้นรวมกลุ่มกันสีข้าวจากโรงสีชุมชนขนาดกลาง และนำไปขายกันเอง เป็นข้าวถุงขนาด 5 ก.ก. และขนาด 48 ก.ก. ใช้ชื่อว่า “สะกาด ขวัญข้าว” สนับสนุนชาวนาโดยองค์การบริหารส่วนตำบลสะกาด อ.สังขะ จ.สุรินทร์ สั่งซื้อ ติดต่อ นายเมธา ขอชัย ปลัด อบต.สะกาด 098-121-8398 หรือ คุณน้อง 093-4545-979,096-416-9165

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ ชาวนาใน พื้นที่ จ.ชัยนาทมีการปักป้ายขายที่นาเพื่อนำเงินมาใช้หนี้สถาบันการเงิน ล่าสุดทีมข่าวได้มีโอกาสได้พูดคุยสอบถามความรู้สึกกับชาวนารายหนึ่งที่จำเป็นต้องบอกขายที่เพราะทนแบกภาระหนี้สินไม่ไหว

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เข้าพูดคุยกับนายภิรมย์ นวลน้อย ชาวนาใน ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาทซึ่ง ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า ตนเองปกติทำนาประมาณ100ไร่ แต่ด้วยสภาพภัยแล้งที่ผ่านมาจำเป็นต้องงดการทำนา ในฤดูนาปรังทำให้ขาดรายได้ไปมาก พอถึงฤดูนาปีก็จำเป็นต้องลดการทำนาลงเหลือเพียง60ไร่เพราะไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะทำนาได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องมาทุกข์ซ้ำเมื่อถึงเวลาที่กำลังจะเก็บเกี่ยวราคาข้าวก็ตกต่ำ เหลือเพียงตันละ6,000บาทเศษ ซึ่งคงต้องประสบภาวะขาดทุนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทำให้จำเป็นต้องปักป้ายขายที่นา เพื่อนำเงินไปใช้หนี้สถาบันการเงินที่กูยืมมากว่า1ล้านบาท ไม่เช่นนั้นที่นาคงจะถูกฟ้องยึด แต่ก็ยังไม่มีความหวังมากนักเพราะแม้จะขายในราคาที่ต่ำกว่าปกติคือไร่ละ99,000บาทแต่ก็ยังไม่มีคนสนใจซื้อเพราะเหตุที่ราคาข้าวตกต่ำไม่มีใครอยากลงทุนกับการทำนา

ต่อมาผู้สื่อข่าวติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ที่ประกาศไว้ในป้ายขายที่นา(096-543-5884) เพื่อสอบถามสาเหตุที่ต้องการขายที่นาบริเวณ4แยกคุ้งสำเภาได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ต้องการขายที่นาจำนวน13ไร่เศษนั้น เป็นเพราะเดิมที่นาดังกล่าวได้ปล่อยให้ชาวนาเช่าทำนามาหลายปีโดยที่เจ้าของที่ไม่ได้ทำนาเอง จนมาปัจจุบันทางครอบครัวต้องการนำเงินทุนไปทำธุรกิจอย่างอื่นจึงตัดสินใจประกาศขายในราคาไร่ละ 2.9ล้านบาท ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องปัญหาราคาข้าวตกต่ำแต่อย่างใด

เมื่อเวลา 17.00 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือขอให้พิจารณาเพิงถอนคำสั่งทางปกครองให้ชดใช้ค่าเสียโครงการรับจำนำข้าวโดยอ้างว่าเป็นการออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายว่า ผู้ถูกออกคำสั่งทางปกครองสามารถโต้แย้งคำสั่งได้ 3 กรณี คือการอุทธรณ์คำสั่ง การขอทุเลาคำสั่ง และการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งกรณีนี้ไม่สามารถขออุทธรณ์คำสั่งได้ เนื่องจากกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนว่า เมื่อคำสั่งออกโดยรัฐมนตรีถ้าให้รัฐมนตรีพิจารณาอุทธรณ์ไม่สามารถทำได้ เพราะเป็นคนๆ เดียวกัน กรณีนี้จึงเหลือช่องทางการขอทุเลาคำสั่ง ซึ่งรัฐบาลจะให้หรือไม่ก็ได้ และการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งสามารถขอให้ ศาลออกคำสั่งทุเลาในคราวเดียวกันได้ แต่การขอให้พิจารณาใหม่ ไม่ถือว่าเข้าเงื่อนไขการโต้แย้งคำสั่ง และไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะดำเนินการตามนั้น เพราะเราได้ตั้งกรรมการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวแล้ว และมั่นใจว่าการดำเนินการถูกต้องแล้ว

 

‘นาแปลงใหญ่’ลดพึ่งพาโรงสี ลุยขายข้าวเองดันรายได้มั่นคง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241971

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายกริชชา จึงเจริญ นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี กรมการข้าว เปิดเผยว่า ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี มีหน้าที่รับผิดชอบส่งเสริมการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่พื้นที่ จ.ราชบุรีและ จ.เพชรบุรี โดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยการใช้เครื่องหยอดข้าว ที่จะช่วยลดอัตราเมล็ดพันธุ์ข้าวจากเดิมที่วิธีเกษตรกรจะใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ประมาณ 15-20 กก.ต่อไร่ ให้เหลือเพียง 10 กก.ต่อไร่ สามารถลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ อีกทั้งยังช่วยให้การดูแลรักษาแปลงนาทำได้สะดวก ลดปัญหาแมลงศัตรูข้าว ที่สำคัญคือจะได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น

นอกจากการส่งเสริมการทำเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพแล้ว ยังได้ส่งเสริมการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐานผ่านการรับรองแปลง GAP โดยมีการวางแผนการผลิตข้าวของกลุ่มนาแปลงใหญ่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งในปีนี้วางแผนการผลิตข้าวบนพื้นที่ 1,000 ไร่ จะได้ผลผลิตประมาณ 800 ตัน เพื่อส่งจำหน่ายให้โรงสีที่มีการทำสัญญาซื้อข้าวของเกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่ผ่านการรับรอง GAPในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดเฉลี่ย 300-500 บาทต่อตัน นับเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่ตื่นตัวและให้ความร่วมมือในการผลิตข้าวคุณภาพมาตรฐานด้วยความเต็มใจทุกราย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กลุ่มนาแปลงใหญ่จังหวัดเพชรบุรี ได้พัฒนารูปแบบการจำหน่ายข้าวนอกจากจำหน่ายข้าวเปลือกให้กับโรงสีแล้ว ยังได้ทดลองนำข้าวมาสีเป็นข้าวสารบรรจุถุงละ 1 กก. ขายเองในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งได้รับผลตอบรับดีพอสมควร เนื่องจากกลุ่มตระหนักดีว่าถ้าผลิตแต่ข้าวเปลือกขายให้กับโรงสีจะได้ราคาถูกหรือราคาผันผวน หากมีโรงสีเองผลิตข้าวขายเองได้ โดยเฉพาะเป็นข้าวคุณภาพ ก็จะสามารถเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้อย่างมั่นคง

เลาะรั้วเกษตร : การเกษตรของพระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241970

281225166

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีผู้ถวายสมัญญานามว่า “กษัตริย์เกษตร” ด้วยทรงมีพระปรีชาสามารถ รอบรู้เกี่ยวกับการเกษตรแทบจะทุกด้าน และทรงตระหนักดีว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ประชาชนชาวไทยกว่าค่อนประเทศเป็นเกษตรกร ทรงพยายามพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรตลอดพระชนม์ชีพ ด้วยโครงการพระราชดำริต่างๆ กว่า 4,300 โครงการ แม้ทรงพระอาการประชวรก็ยังทรงงาน และเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน และเกษตรกรอยู่เสมอ จวบจนพระวรกายไม่เอื้ออำนวย และเสด็จสวรรคตในที่สุด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมายังความอาดูรให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง

หากไล่เลียงพระราชดำริต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ทั้งที่เป็นโครงการ และไม่ใช่โครงการแต่เป็นพระราชดำริที่พสกนิกรนำไปใช้ประโยชน์ เป็นอาชีพ สร้างรายได้ ส่งผลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ต้องบอกว่ามีมากมายนับไม่ถ้วน เริ่มจากพระราชดำริในการแก้ปัญหายาเสพติด โดยการส่งเสริมให้ชาวไทยภูเขาในภาคเหนือปลูกพืชเมืองหนาวที่เหมาะสมบนพื้นที่สูงแทนการปลูกฝิ่น ไม่ว่าจะเป็นพืชผัก ไม้ดอก ไม้ผล เมืองหนาว รวมทั้งกาแฟอาราบิก้าและไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้ปลูก ยังทรงส่งเสริมด้านการตลาดด้วย เราจึงได้รู้จัก ผลิตภัณฑ์ดอยคำผลิตภัณฑ์โครงการหลวง ที่มีคุณภาพและหลากหลายได้เห็นไม้ผลสดๆ ทั้งสตรอเบอร์รี่ ท้อ พลับ อะโวคาโด มะคาเดเมีย แพสชั่นฟรุต มะเดื่อฝรั่ง กีวี

คนไทยทางใต้ โดยเฉพาะที่จังหวัดนราธิวาสประสบปัญหาดินพรุ คือพื้นที่ฉ่ำน้ำ เป็นกรดกำมะถัน และเป็นดินเปรี้ยวจัดไม่สามารถจะปลูกพืชได้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชก็ทรงหาทางแก้ปัญหาโดยการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริพิกุลทอง ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อหาทางศึกษาวิจัยแก้ไขปรับปรุงดินพรุ ให้สามารถปลูกพืชได้ รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับยางพารา และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจในท้องถิ่นด้วย

เมื่อทรงครองราชย์ใหม่ๆ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัด มีราษฎรกราบบังคมทูลถึงความแห้งแล้ง ไม่มีน้ำเพาะปลูก จึงเป็นแรงบันดาลพระราชหฤทัยในการทรงคิดค้นวิธีการทำฝนเทียม และทรงประสบความสำเร็จ จนปัจจุบันหน่วยงานทำฝนเทียมได้รับการสถาปนาเป็นกรมฝนหลวงและการบินเกษตร หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน้าที่ทำฝนบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรที่ประสบความแห้งแล้ง

ปลานิล เป็นปลาที่ใช้เป็นอาหารที่คนไทยรู้จักดีมานานหลายสิบปี แต่ถ้าย้อนกลับไปในอดีตจะทราบว่า ปลานิลเป็นปลาพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยในปี 2494 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมงนำพันธุ์ปลาหมอเทศจากผู้เชี่ยวชาญด้านการประมงจาก FAO มาเลี้ยงในสระน้ำพระที่นั่งอัมพรสถาน เนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นปลาน้ำจืด เลี้ยงง่ายและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว และต่อมาในปี 2496 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพันธุ์ปลาหมอเทศนี้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ นำไปเลี้ยงขยายพันธุ์แก่ชาวบ้านในหมู่บ้านของตน เพื่อจะได้มีอาหารโปรตีนเพิ่มขึ้นและมีสุขภาพอนามัยที่ดี นับแต่นั้นมาปลาหมอเทศได้กลายเป็นปลาที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักคุ้นเคย

ในปี 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต(ในขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎ ราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น)ได้ทูลเกล้าฯ ถวายลูกปลาตระกูลเดียวกับปลาหมอเทศ จำนวน 50 ตัวแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลี้ยงไว้ที่บ่อปลาสวนจิตรลดา ปรากฏว่าปลาชนิดนี้เลี้ยงง่ายและขยายพันธุ์รวดเร็วมากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า“ปลานิล” พร้อมกับได้พระราชทานให้กรมประมงนำไปขยายพันธุ์กระจายสู่ราษฎรทั่วประเทศปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตปลานิลได้ปีละกว่า 2 แสนตันสร้างรายได้ให้ราษฎรนับล้านครอบครัว และทำให้คนทุกระดับมีอาหารโปรตีนบริโภค

ในพระราชวังสวนจิตรลดา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังได้ทรงทำการเกษตรที่หลากหลาย มีทั้งแปลงนาข้าว ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมการข้าวเข้าไปปลูกข้าวพันธุ์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นพันธุ์ข้าวที่จะใช้ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ นอกจากนี้ยังมีแปลงปลูกพืชไร่ทั้งข้าวโพด ถั่วชนิดต่าง ๆ พืชผัก มีโรงสีข้าวขนาดเล็ก มีโรงเลี้ยงโคนม และโรงงานผลิตนมพร้อมดื่ม นมผง และนมอัดเม็ด มีโรงงานผลิตไบโอดีเซล โรงเพาะเห็ดหลินจือ โรงทำกระดาษสา ซึ่งล้วนแต่เป็นกิจกรรมทางการเกษตรทั้งสิ้น

และนี่เป็นเพียงส่วนน้อยนิด ที่ได้กล่าวถึงการเกษตรอันเป็นพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มิใช่แต่เพียงพระราชดำริเท่านั้น พระองค์ท่านยังทรงปฏิบัติด้วยพระองค์เองด้วย

ยังมีการเกษตรที่ทรงริเริ่มไว้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงโคนม การปลูกหญ้าแฝก การแกล้งดิน แก้มลิง ไบโอดีเซล ธนาคารโคกระบือ ธนาคารข้าว การสหกรณ์ เขื่อนต่าง ๆ ที่เป็นเขื่อนเก็บกักน้ำเพื่อการชลประทาน เกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ น่าจะได้รวบรวมโครงการพระราชดำริ และการเกษตรซึ่งเป็นพระราชดำริต่างๆ นี้ไว้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์เพื่อเยาวชนรุ่นหลังจะได้ศึกษาหาความรู้ และรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และหาคำตอบว่าทำไมพระองค์ท่านจึงได้รับการถวายสมัญญานามว่า “กษัตริย์เกษตร”

แว่นขยาย

รายงานพิเศษ : ‘อรอนงค์ เสียงหวาน’เกษตรตำบลดีเด่นปี’59 กับแนวคิด‘คนคือหัวใจในการทำงาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241975

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางอรอนงค์ เสียงหวาน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานีใช้หลักการทำงานตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช คือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ภายใต้การมีแนวคิดในการทำงาน “คนคือหัวใจในการทำงาน”ต้องพัฒนาตนเอง เพื่อให้พร้อมในการทำงาน” ส่งผลให้การทำงานในฐานะข้าราชคนนี้ที่มีหัวใจเล็กๆ ดวงหนึ่งแต่เปี่ยมไปด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่ ที่ต้องการช่วยเหลือส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งผลจากการทำงานที่ทุ่มเท ทำให้วันนี้เธอได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ นักส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลดีเด่น ปี 2559 กรมส่งเสริมการเกษตรนางอรอนงค์ เสียงหวาน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า สำหรับรางวัลนักส่งเสริมการเกษตรประจำตำบลดีเด่น ปี 2559 กรมส่งเสริมการเกษตร นับเป็นเกียรติและสร้างความภาคภูมิใจให้กับตนและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าการทำงานในฐานะข้าราชการตัวเล็กๆ คนนี้จะไม่มีเป้าหมายเป็นรางวัลใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมีเพียงปณิธานที่ตั้งมั่นในการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรเท่านั้น แต่เมื่อการทำงานตรงนี้ได้รับการยอมรับและตอบแทนด้วยรางวัลอันมีเกียรติ ก็จะยึดเอารางวัลนี้เป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติของตนเองให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือพ่อหลวงของคนไทยทุกคนมาปฏิบัติถือเป็นหลักการทำงานสูงสุดที่ตนยึดปฏิบัติตลอดมา เริ่มจากการพัฒนาตนเอง พัฒนาสิ่งรอบข้าง รวมไปถึงการส่งเสริมพัฒนาเกษตรกรให้สามารถยืน ได้ด้วยลำแข้งของตนเอง สามารถประกอบอาชีพใดๆ ทุกด้านด้วยเน้นการพึ่งพาตนเองเป็นหลัก ซึ่งจากการฝึกอบรมเกษตรกรด้านการเกษตรต่างๆ ที่ผ่านมานั้น ตนจะคอยบอกกับเกษตรกรอยู่เสมอว่าเราจะต้องทำตัวให้พร้อมพัฒนา พร้อมรับสิ่งใหม่เข้ามาปรับปรุงการประกอบอาชีพอยู่ตลอดเวลา

นางอรอนงค์ กล่าวอีกว่า การทำงานด้านการส่งเสริม ไม่ใช่เพียงแค่การเรียกประชุมเกษตรกรและอธิบายถึงสิ่งที่ต้องการให้เขารู้เพียงเท่านั้น แต่การส่งเสริมที่ดีจะต้องเข้าใจ เข้าถึง และนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดด้วย โดยในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบอำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการปลูกข้าว จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพการทำนา ซึ่งปัจจุบันเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง สามารถผลิตข้าวคุณภาพ เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากตลาด ทำให้ที่ผ่านมามีการเซ็น MOU ร่วมกับโรงสีกว่า 10 โรง ในการรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด พร้อมกับมีการทำ GAP เป็นรายแปลง โดยมีเป้าหมายสูงสุดในอนาคตที่จะปรับเปลี่ยนไปสู่การทำเกษตรอินทรีย์ต่อไป

นอกจากนี้ในพื้นที่ดังกล่าวยังได้มีการส่งเสริมการลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้ชาวนาไทยมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง แต่ยังคงเรื่องคุณภาพและปริมาณให้มากขึ้นเริ่มจากมีการแนะนำให้เกษตรกรไถกลบตอซัง จากนั้นก็ปลูกปอเทืองและไถกลบปอเทืองอีกครั้ง เป็นการปรับปรุงบำรุงดินในเบื้องต้น พร้อมกันนั้นก็มีการทำปุ๋ยใช้เอง ทำเชื้อราไตโครเดอร์มา กำจัดโรคไหม้ในนาข้าว ทำเชื้อราบิวเวอร์เรีย กำจัดศัตรูพืช และได้จัดตั้งศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้กับเกษตรกร รวมถึงมีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อแปรรูปผลผลิตจากข้าวคุณภาพดี อาทิ ข้าวกล้อง ข้าวฮาง ข้าวเกรียบ เป็นต้น ซึ่งจะเน้นการทำตลาดในพื้นที่เป็นลำดับแรก เนื่องจากต้องการให้เกษตรกรสามารถช่วยเหลือตนเองได้ก่อน ก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นๆ เพื่อเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกการพึ่งตนเองให้เกิดขึ้นอันจะนำไปสู่การช่วยเหลือตนเองได้ในที่สุด

“ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้มีพื้นที่การเกษตร 29,000 ไร่ เป็นพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกข้าว 20,000 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมในโครงการนาแปลงใหญ่ปี 2559 จำนวน 200 ราย พื้นที่ 3,000 ไร่ซึ่งในปีหน้าคาดว่าจะมีเกษตรกรเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 100 ราย และมีพื้นที่ปลูกข้าวเพิ่มถึง 5,000 ไร่ เพราะเกษตรกรหลายคนได้เห็นข้อดีจากโครงการดังกล่าวว่าจะสามารถทำให้อาชีพชาวนามีความยั่งยืนและมั่นคงมากยิ่งขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาจะต้องประสบกับปัญหาภัยแล้ง ทำให้ไม่สามารถทำนาปรังได้ก็ตาม แต่รัฐบาลก็ได้ส่งเสริมเกษตรกรให้ปลูกพืชไร่อายุสั้นใช้น้ำน้อย หรือการทำเกษตรผสมผสานแบบประณีต เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรตลอดทั้งปีทำให้เกษตรกรให้การยอมรับและเชื่อมั่นในภาครัฐมากยิ่งขึ้น”นางอรอนงค์ กล่าว

เดินหน้าส่งเสริมปลูกข้าวโพดแทนนาปรัง กรมส่งเสริมการเกษตรฯยันมีกำไร-ให้ผลดีหลายด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241972

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริม การเกษตร เผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินงานโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทดแทนการปลูกข้าวรอบ 2 ปีการผลิต 2559/60 หรือ ข้าวนาปรัง เป้าหมาย 3 ล้านไร่ประกอบกับปัจจุบันข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของไทยกำลังขาดแคลน ทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบมาชดเชยส่วนที่ขาด ดังนั้นจึงมีการสนับสนุนชาวนาบางส่วนให้ทำการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ

1.ลดปริมาณผลผลิตข้าวที่มากเกินความต้องการ พร้อมปรับความสมดุลระหว่างปริมาณการผลิตและความต้องการของตลาดจากข้าวมาเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2.พื้นที่เป้าหมายมีความเหมาะสมกับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจากการวิเคราะห์ของ กรมพัฒนาที่ดิน พบว่า มีพื้นที่นาข้าวที่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) ทั่วประเทศกว่า 8 ล้านไร่ เป็นพื้นที่มีศักยภาพในเขตชลประทาน 31 จังหวัด 2 ล้านไร่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ทดลองส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทดแทนข้าวนาปรังในปีที่ผ่านมา ปรากฏว่า เกษตรกรสามารถผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ผลผลิตเฉลี่ย 900-1,000 กิโลกรัมต่อไร่มีกำไรจากการผลิตไร่ละ 2,000-4,000 บาท

3.เมล็ดพันธุ์ที่ใช้เป็นพันธุ์คุณภาพ เป็นพันธุ์ลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูงประมาณ 1,500-1,800 กิโลกรัมต่อไร่ ดังนั้นแม้เกษตรจะต้องซื้อเมล็ดพันธุ์เพื่อปลูกใหม่ทุกครั้งแต่ถ้าเทียบผลตอบแทนแล้วถือว่าคุ้มค่า 4.มีตลาดรับซื้อแน่นอน เกษตรกรที่ร่วมโครงการจะได้ผลตอบแทนทางตรงไร่ละ 2,000-4,000 บาท ขณะที่ปลูกข้าวขาดทุนไร่ละ 1,000 บาท และผลทางอ้อม คือ สามารถใช้ทรัพยากรน้ำในการผลิตพืชได้อย่างคุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นแก่เกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการว่า จะถูกกดราคาทำให้ขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในโครงการไม่ได้ราคา จึงได้จับมือกับภาคเอกชนผู้รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อันเป็นความตั้งใจของรัฐ ด้วยความร่วมมือของเอกชนในรูปแบบ “ประชารัฐ” เพื่อรับซื้อผลผลิตตามมาตรฐานที่กรมการค้าภายในกำหนดโดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เบอร์ 2 ความชื้น 14.5% ในราคา ไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัม ณ หน้าโรงงานกรุงเทพและปริมณฑล อีกทั้งการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาโดยปกติจะมีคุณภาพดีกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในฤดูฝนเนื่องจากเก็บเกี่ยวในช่วงปลอดฝน

หอมมะลิดิ่งเหว ราคาตกฮวบเหลือกก.ละ5บ. โรงสีกดหนักอ้างชื้นสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242042

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หอมมะลิดิ่งเหว ราคาตกฮวบเหลือกก.ละ5บ. โรงสีกดหนักอ้างชื้นสูง พาณิชย์-เกษตรฯพล่านเปิดรับซื้อตันละ1.1หมื่น

วันที่ 27 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ที่กำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตจากนาข้าว กำลังประสบกับปัญหาราคาข้าวหอมมะลิซึ่งเป็นข้าวนาปีตกต่ำ โดย นายสุริยา เพชรวิเศษ อายุ 50 ปี ชาวนาใน ต.ชีวาน อ.พิมาย เผยว่าถือว่า ปีนี้ราคาข้าวตกต่ำมากที่สุดในรอบหลายปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายต้นทุนในการปลูกข้าวกลับสูงขึ้น เกษตรกรนำข้าวไปขายให้โรงสีได้เพียงกิโลกรัมละ 6 บาท โรงสีบางแห่งรับซื้อกิโลกรัมละ 5 บาท จากปีที่ผ่านมาที่ขายได้ 9-12 บาท ถือ จึงอยากวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือเพื่อหาทางให้ราคาข้าวสูงขึ้น

เช่นเดียวกับที่ จ.ศรีสะเกษ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีชาวนาหลายพื้นที่ที่ต้องประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำอย่างหนักในหลายพื้นที่ โดย นายวีระนิต ลาคำ อายุ 48 ปี ชาวนาใน ต.สำโรงพลัน เล่าว่า ช่วงนี้ราคาข้าวตกต่ำอย่างหนัก โดยขายได้กิโลกรัมละ 6 บาทเท่านั้น หากเป็นข้าวหอมมะลิพันธุ์ กข.15 น่าจะได้ราคาดีกว่านี้

พวกตนชาวนาทุกแห่งเดือดร้อนเหมือนกันหมดเพราะการทำนาต้นทุนสูง ไหนจะค่าไถ ไร่ละ 250 บาท ไถสองรอบ ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าว ค่าปุ๋ยกระสอบละ 800 บาท ขายได้ไม่คุ้มทุน ทุกปีราคาข้าวไม่เคยตกต่ำขนาดนี้ ต่ำสุดก็ขายได้ 9-10 บาท ปีนี้พอเริ่มเกี่ยว ขายได้ราคาแค่ 6 บาทจึงขอวอนรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้ชาวนาด่วนด้วย

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า สถานการณ์ราคาข้าวตกต่ำซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงสำรวจสถานการณ์ในแหล่งปลูกข้าวแห่งต่างๆ พบว่าพื้นที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมในช่วงก่อนหน้านี้ ทำให้เกษตรกรเร่งเก็บเกี่ยวข้อง เพราะเกรงข้าวจะเน่าเสียทั้งหมด ทำให้ข้าวมีความชื่นสูงเกินกว่า 30% โรงสีจึงต้องกดราคารับซื้อเหลือเพียงตันละ 5,000-6,000 บาท เท่านั้น แต่หากข้าวเปลือกมีความชื้น 15-20% ก็จะได้รับราคาเฉลี่ยที่ตันละ 7,000-8,000 บาท

จากสถานการณ์ดังกล่าว นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ จึงต้องเรียกประชุมหารือกับสมาคมโรงสีข้าวไทย เพื่อขอความร่วมมือในการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เร่งประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยงข้องกับเรื่องข้าว เพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ซึ่งเท่าที่ได้รับรายงานเบื้องต้นทราบว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ประชุมทั้งในช่วงเช้าและช่วงบ่ายของวันเดียวกันนี้ เพื่อหามาตรการในการช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ยังจะร่วมกับกระทรวงเกษตและสหกรณ์ ดำเนินมาตรการประกาศราคารับซื้อข้าวหอมมะลิ โดยกำหนดไว้ที่ตันละ 11,000 บาท สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกปีการผลิตปัจจุบัน ส่วนมาตรการจะเป็นอย่างไร ต้องรอกระทรวงพาณิชย์ ประกาศเงื่อนไขเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการอีกครั้ง เชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์จะสามารถแก้ปัญราคาข้าวตกต่ำช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนขณะนี้ได้อย่างแน่นอน

แตกใบอ่อน : น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง…จริงหรือ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241879

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ความจริงผมได้รับบทความฉบับนี้จากคุณ “มนตรี บุญจรัส” ประธานชมรมเกษตรปลอดสารพิษ และกรรมการผู้จัดการบริษัท ไทยกรีน อะโกร จำกัด มาตั้งแต่ประมาณ 2-3 สัปดาห์ที่แล้ว เพื่อขอให้ช่วยเผยแพร่ความรู้ในการจัดการพื้นที่การเกษตรสำหรับรับมือกับ “น้ำหลาก” แต่เนื่องจากเกิดสถานการณ์เร่งด่วนหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเสด็จสวรรคตขององค์ “พ่อหลวง” ของปวงชนชาวไทย “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” อันนำมาความเศร้าโศกเสียใจให้กับคนไทยทั้งชาติ จึงทำให้ยังไม่มีโอกาสนำบทความของคุณมนตรีมาเผยแพร่ให้พี่น้องเกษตรกรได้รับทราบอย่างเท่าทันต่อสถานการณ์ ซึ่งต้องขออภัยท่านผู้อ่านไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรเชิญทัศนากันได้เลย หรือผู้อ่านท่านใดมีข้อสงสัยอยากปรึกษาหาความรู้จากชมรมเกษตรปลอดสารพิษโดยตรง ก็สอบถามได้ที่ 0-2986-1680-2 ครับ

มะลิลา

“น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้ง” คาดว่าทุกคนคงจะคุ้นหูได้ยินได้ฟังกับวลีท่อนนี้ เป็นอย่างดี โดยเฉพาะรุ่น 30 อัพขึ้นไป เพราะเป็นคำที่มาจากเพลงอมตะที่ประพันธ์โดยครูไพบูลย์ บุตรขัน และขับร้องโดยคุณศรคีรี ศรีประจวบ โด่งดังมากในยุค 40–50 ที่ผ่านมา จนทำให้คนยุคนั้นและยุคต่อๆ มาครั้นประสบพบปัญหาทั้งน้ำท่วมและฝนแล้งหลายรอบ ต้องคิดหนัก และอดคิดตามไปไม่ได้ว่าจริงๆ แล้ว “น้ำท่วมดีกว่าฝนแล้งจริงหรือ?”

จากข้อมูลเชิงสถิติปริมาณน้ำในช่วงหน้าฝน จะมีน้ำในเขื่อนค่อนข้างมาก ทำให้ความสามารถในการกักเก็บสำรองกับปริมาณน้ำที่จะเกิดขึ้นจากพายุต่างๆ ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน จึงจำเป็นจะต้องปล่อยน้ำระบายออกมา ซึ่งก็เลี่ยงไม่ได้กับปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความตระหนกตกใจให้แก่พี่น้องที่อยู่ใต้เขื่อนเป็นอย่างยิ่ง ไล่ตั้งแต่จังหวัดกำแพงเพชร นครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา มาจนถึงกรุงเทพมหานคร

สำหรับเกษตรกรเพื่อลดการชะล้างผิวดิน ควรต้องใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก อินทรียวัตถุให้ดินมีความนุ่มชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้น้ำจากผิวดินซึมซาบลงไปสู่ดินชั้นล่างให้มากที่สุด และที่สำคัญอย่าใช้แต่ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว เพราะด้วยปริมาณน้ำฝนที่มากก็จะเกิดน้ำหลาก ดินที่แน่นแข็งเป็นดาน หน้าดินตื้นจะถูกกระแสน้ำหลากพัดพาอินทรียวัตถุความอุดมสมบูรณ์ของดินไปได้ง่ายๆ และเมื่อน้ำท่วมผ่านไปแล้วพืชไร่ไม้ผลต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วมในระยะหนึ่งจะช็อต เพราะรากขาดออกซิเจน พืชอ่อนแอ ทรุดโทรม ต้นเหลือง และหลังน้ำท่วมอย่าเพิ่งรีบเข้าไปดูแลบริหารจัดการ เพราะจะไปเหยียบย่ำรากของพืชที่กำลังอ่อนแอให้บอบช้ำ และอาจจะเกิดโรคซ้ำเติมได้ง่าย ควรปล่อยให้ผ่านไปสักระยะหนึ่งค่อยให้น้ำให้ปุ๋ยบำรุงอีกครั้ง เรื่องนี้ควรรู้เพราะถือเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เราควรเตรียมพร้อมให้มากๆ พยายามบริหารจัดการพื้นที่ให้น้ำหลาก หรือไหลผ่านไปได้โดยง่าย และหาวิธีในการกักเก็บน้ำส่วนเกินนี้ไว้ใช้ยามหน้าแล้งโดยการหาจุดที่ต่ำสุดของพื้นที่ที่น้ำไหลรวม เพื่อขุดทำสระน้ำประจำไร่นาของตนเองสำหรับกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง ซึ่งหลังจากที่สัมผัสกันแล้วทั้ง “น้ำท่วม” และ “ฝนแล้ง” ก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าแบบไหนดีกว่ากัน สำหรับยุคข้าวยาก หมากแพง ภัยแล้งซ้ำซาก น้ำท่วมจำเจแบบนี้ แต่ลึกๆ เชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรน่าจะชอบน้ำท่วมมากกว่าฝนแล้ง อย่างน้อยยังมีน้ำให้เพาะปลูกบนที่ดอน มีกุ้ง หอย ปู ปลา ให้ทำมาหาเลี้ยงชีพประทังพอไปได้

เสริมขีดความสามารถภาคการเกษตรไทย l กษ.จับมือ‘FAO-UNDP’ดันยุทธศาสตร์รับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241878

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และโครงการเพื่อการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ดำเนินโครงการ Supporting the integration of the agricultural sector into the National Adaptation Plans in Thailand: NAPs-Agri in Thailand) ปี 2558-2561 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี ผ่านหน่วยงานอาสาสมัครของเยอรมนี (GIZ) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของภาคเกษตรของไทยด้านการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ การจัดทำแนวทางเลือกในการปรับตัว การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานตามแนวทางเลือก และบูรณาการการเงินในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

คณะอนุกรรมการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมือ CPF (Country Programme Framework) ระหว่างไทย–FAO ได้แต่งตั้งคณะทำงานประสานโครงการ NAPs-Agri in Thailand โดยมีรองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นประธานคณะทำงานฯ และมีผู้แทนหน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นคณะทำงาน

ในการนี้เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม คณะทำงานประสานโครงการ NAPs-Agri in Thailand ได้จัดประชุม ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ โดยมีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ FAO UNDP และ GIZ เข้าร่วม ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นหลัก 3 ประเด็น คือ 1) Roadmap การดำเนินงานโครงการฯ 2) แนวทางการจัดทำแผนการปรับตัวภายใต้แผนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560-2564 และ 3) โครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการประเมินโครงการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเด็นโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นับเป็นประเด็นใหม่ในการดำเนินงานของภาคเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการจัดสรรงบประมาณ ในโครงการลงทุนภาคเกษตรที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรายละเอียดโครงการประกอบด้วย การทบทวนเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในการประเมินคุณค่าทางเศรษฐศาสตร์และประเมินการลงทุนที่ใช้อยู่ในประเทศและต่างประเทศ เพื่อวางแผนโครงการและจัดทำงบประมาณ รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินงานโครงการในพื้นที่ โดยโครงการจะเริ่มต้นในเดือนพฤศจิกายน 2559