เตือนเกษตรกรสวนผักกวางตุ้ง ระวังด้วงหมัดผักทำลายแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241876

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกผักกวางตุ้ง ในช่วงฝนตกและมีความชื้นในอากาศสูง ให้เฝ้าระวังการเข้าทำลายของด้วงหมัดผักในทุกระยะการเจริญเติบโต โดยจะพบตัวอ่อนด้วงหมัดผักเจาะชอนไชเข้าไปกัดกินอยู่บริเวณโคนต้นหรือรากของผักกวางตุ้ง ทำให้ต้นผักเหี่ยวเฉา ไม่เจริญเติบโต หากรากถูกทำลายมาก จะทำให้ต้นผักตายได้ ตัวเต็มวัยของด้วงจะชอบกัดกินผิวใบด้านล่าง ทำให้ใบเป็นรูพรุน อาจกัดกินผิวลำต้นและกลีบดอกด้วย

สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไข หากพบการระบาดที่ไม่รุนแรงของด้วงหมัดผักในแหล่งปลูกผักใหม่
ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร จะให้ผลในการกำจัดด้วงหมัดผักได้ดี ส่วนในแหล่งที่ปลูกผักเป็นประจำ เกษตรกรควรใช้สารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซีทามิพริด 20% เอสพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโทลเฟนไพแร็ด 16% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร จะให้ผลที่ดีกว่า

นอกจากนี้ ให้เกษตรกรใช้วิธีเขตกรรมในการป้องกันและลดการระบาด โดยใช้การไถตากหน้าดิน เพื่อทำลายตัวอ่อนและดักแด้ที่อาศัยอยู่ในดิน และควรเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ด้วงหมัดผักไม่ชอบ รวมถึงให้พ่นหรือราดด้วยไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา 4 ล้านตัวต่อพื้นที่ 20 ตารางเมตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 วัน เพื่อฆ่าตัวอ่อนด้วงหมัดผักในดิน

ปศุสัตว์เคลื่อนประชารัฐ สร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรอาชีพเลี้ยงสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241877

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ คือ ปศุสัตว์อินทรีย์ ตามนโยบายของพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันสามารถตรวจรับรองปศุสัตว์อินทรีย์ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 60 ราย โดยกรมปศุสัตว์ ยังได้ร่วมมือกับเทสโก้ โลตัส จัด “โครงการประชารัฐร่วมใจ ไข่ออร์แกนิกปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ” เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตของเกษตรกร ในการเพิ่มคุณภาพผลผลิต “ไข่ไก่ออร์แกนิก ปลอดภัย” เพิ่มรายได้ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร พร้อมกับให้ประชาชนได้บริโภคสินค้าที่มีคุณภาพมีความปลอดภัย พร้อมกับมีการเสริมสร้างกระบวนการรวมกลุ่มให้เข้มแข็ง การเชื่อมโยงเครือข่าย การพัฒนาระบบการผลิต การแปรรูปและการตลาด รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาสร้างองค์ความรู้นวัตกรรมถ่ายทอดสู่ชุมชนขยายฐานการผลิตและมีการพัฒนาศักยภาพการรับรองและมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์อินทรีย์ ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและสากลไปพร้อมๆ กับการพัฒนาการผลิต โดยผลผลิตไข่ไก่ออร์แกนิก ปลอดภัย จะนำไปวางจำหน่ายที่เทสโก้ โลตัส

ส่วนการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ตามแนวนโยบายประชารัฐ กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ แก่เกษตรกรเพื่อนำไปสู่การเป็น Smart Farmer ด้านปศุสัตว์ คือ รู้จักการผลิตตามความต้องการของตลาด ซึ่งจุดดีของสินค้าปศุสัตว์ไม่มีล้นตลาด เหมือนเช่นสินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าว ผลไม้ เพราะการเลี้ยงสัตว์สามารถทำได้ทุกที่ ใช้พื้นที่ไม่มาก และราคาสินค้าปศุสัตว์ไม่มีความผันแปร เช่น การส่งเสริมให้ความรู้การทำปศุสัตว์แก่เกษตรกรพื้นที่ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่ได้รับการจัดสรรที่ดิน จาก ส.ป.ก. ที่ได้ดำเนินการยึดคืนตามมาตรา 44 เนื้อที่ 1,263ไร่ พร้อมแนะนำการบริหารจัดการ การตลาด พัฒนาสู่การเกษตรแปลงใหญ่ทำปศุสัตว์

สำหรับพื้นที่ดังกล่าว ตามแผนที่ Agri Map ที่ดินไม่เหมาะสมกับการปลูกพืช จึงมีการส่งเสริมเกษตรกรเลี้ยงแพะแทน ในรูปแบบ “แพะแปลงใหญ่” เพื่อส่งออกต่างประเทศ เพราะปัจจุบันแพะเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก โดยที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับประเทศเวียดนาม เพื่อซื้อขายแพะ เดือนละ 8,000 ตัว แต่เกษตรกรมีกำลังการผลิตเพียง 2,000 ตัว ฉะนั้น การส่งเสริมทำแพะแปลงใหญ่ จึงมีตลาดรองรับที่แน่นอน พร้อมส่งเสริมสร้างเครือข่ายร่วมกัน ทั้งด้านอาหารสัตว์ การควบคุมโรค

 

สานแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ สวพ.7ดันศูนย์เรียนรู้สร้างต้นแบบให้เกษตรกรภาคใต้ตอนบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241880

วันพฤหัสบดี ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 (สวพ.7) กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า
จากนโยบายของกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่ปี 2552 ที่มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8 จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่และเผยแพร่ เทคโนโลยีการผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตรสู่เกษตรกรและผู้สนใจ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จึงได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ ในเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบน จำนวน 2 ศูนย์เรียนรู้ คือ ศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ จังหวัดระนอง ซึ่งในปีนี้ศูนย์เรียนรู้ ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 ได้รับการคัดเลือกจากกรมวิชาการเกษตรให้เป็นโครงการพิเศษระดับดีโดยทั้ง 2 ศูนย์เรียนรู้ เป็นต้นแบบในการนำหลักการเกษตรทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สภาพภูมิอากาศและวิถีชีวิตในการทำการเกษตรของพื้นที่ภาคใต้ตอนบน โดยเลือกระบบปลูกพืชที่เหมาะสม และเทคโนโลยีการผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตร ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมและมีความยั่งยืน ซึ่งศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะเป็นต้นแบบให้กับพื้นที่ฝั่งอ่าวไทย ส่วนศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ จังหวัดระนอง เป็นต้นแบบให้กับพื้นที่ฝั่งอันดามัน แต่ละศูนย์ก็จะมีความแตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่และวิถีชีวิตของเกษตรกร แต่ทุกศูนย์เรียนรู้ฯ ก็จะยึดหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรเข้าไปด้วย มีการจัดการพื้นที่ตามระบบทฤษฎีใหม่ คือ มีพืชให้รายได้หลัก ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน พืชผสมผสาน ได้แก่ มะพร้าวน้ำหอม มะนาวในวงบ่อซีเมนต์ กล้วย ไม้ผล พืชผักสวนครัว แหล่งน้ำ และที่อยู่อาศัย โดยสัดส่วนแหล่งน้ำของพื้นที่ภาคใต้ตอนบนอาจจะลดลงจากพื้นที่ภาคอื่น เนื่องจากปริมาณค่าเฉลี่ยน้ำฝนสูง เฉลี่ย 2,000 มิลลิเมตรต่อปี และมีการกระจายตัวดีพอสมควร จึงมีการปรับสัดส่วนลงเพื่อนำพื้นที่ไปทำกิจกรรมอื่นได้ตามความเหมาะสม

ผลการดำเนินงานศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ ของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 มาตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบัน มีเกษตรกรและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานและได้น้อมนำแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ ไปปรับใช้ ตลอดจนให้การยอมรับในเทคโนโลยีการผลิตพืชของกรมวิชาการเกษตรไปใช้มากขึ้นด้วย ทั้งนี้ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 จะขยายผลศูนย์เรียนรู้ฯ สู่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่ ภาคใต้ตอนบนอย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อมั่นว่าแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ จะทำให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับเกษตรกรหรือผู้สนใจ สามารถเข้ามาศึกษาดูงานศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ได้ โดยศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตั้งอยู่ภายในสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 126 ม.4 อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 0-7725-9446 และศูนย์เรียนรู้การผลิตพืชตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ จังหวัดระนอง ตั้งอยู่ภายในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรระนอง อ.กระบุรี จ.ระนอง โทรศัพท์ 0-7781-0862 ได้ทุกวัน

กษ.เตรียมจัดกิจกรรมตลอดปี60 น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241836

วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.42 น.

26 ต.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ตนได้สั่งหารให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดทั้งปี จนถึงเดือน ต.ค.60 นอกจากนี้ ในวันที่ 13 ของทุกเดือน จะมีการจัดพิธีทำบุญเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย.นี้ เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 13 ต.ค.60

สำหรับกิจกรรมเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่จะจัดขึ้นนั้น กระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบกิจกรรมต่างๆ ซึ่งมีทั้งหมด 16 กิจกรรม ได้แก่ 1.กิจกรรมการสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร จำนวน 6 กิจกรรม โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และกรมหม่อนไหม เป็นผู้ดูแล 2.กิจกรรมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ จำนวน 3 กิจกรรม โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน และกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นผู้ดูแล 3.กิจกรรมการพัฒนาที่ดินและการปฏิรูปที่ดิน จำนวน 2 กิจกรรม โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดิน และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นผู้ดูแล 4.กิจกรรมการพัฒนาอาชีพด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง จำนวน 5 กิจกรรม โดยมอบหมายให้กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร และองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดูแล รวมทั้งสิ้น 16 กิจกรรม

นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการส่งเสริมเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง โดยมีเป้าหมาย 70,000 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 60 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อีกทั้งพระองค์ได้ทรงพระราชทานเป็นแนวทางให้ไว้ จึงต้องขยายงานดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้มากที่สุด โดยคณะทำงานได้มีแผนการดำเนินงานแล้ว และจะเร่งดำเนินการทันที สำหรับพื้นที่ที่มีการดำเนินการจัดทำเกษตรทฤษฎีใหม่อยู่แล้ว ก็จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้มากขึ้นอีกด้วย

กยท.ร่วมรักษาต้นไม้ ถวายเป็นราชสักการะแด่สมเด็จย่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241705

วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานเปิดงานวันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ ปี 2559 กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า ทุกวันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี นอกจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีแล้ว รัฐบาลยังกำหนดให้เป็นวันสำคัญในการบำรุงรักษาต้นไม้ หรือ “วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงมีพระราชปณิธานที่จะฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ ซึ่ง กยท. ในฐานะหน่วยงานภายใต้ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับต้นยางพารามาอย่างใกล้ชิดและยาวนาน จึงตระหนักและให้ความสำคัญกับการปลูก บำรุง ดูแลรักษาต้นไม้ ทุกๆ ชนิด ซึ่งเป็นทรัพยากรอันมีค่ายิ่งของประเทศชาติ และมีความจำเป็นต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม กยท.จึงสนับสนุนการทำสวนยางอย่างยั่งยืนโดยใส่ใจสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ รวมถึงการจัดกิจกรรมสาธารณะที่เน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ กยท.ยังน้อมนำพระราชปณิธานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยริเริ่มจากการดูแลรักษาต้นไม้บริเวณรอบสำนักงาน ถึงจะเป็นเพียงต้นไม้เล็กๆ ไม่กี่ต้น แต่ก็มีคุณค่าต่อจิตใจ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น กิจกรรมเล็กๆ วันนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งให้พนักงานทุกคนของ กยท. ได้มีโอกาสร่วมใจบำรุงดูแลต้นไม้รอบๆภายในสำนักงานที่จะเติบโตและแผ่กิ่งก้านร่มเงาให้แก่เราทุกคนได้

“อีกประการที่สำคัญยิ่ง คือ ตลอดระยะเวลาที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ยังทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์ทรงดูแลห่วงใยต้นไม้ และสิ่งแวดล้อมด้วยพระองค์เองมาตลอดพระชนม์ชีพ อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็ทรงยึดถือพระราชปณิธานของสมเด็จย่า สานต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูผืนป่าซึ่งเป็นอีกหนึ่งพระราชกรณียกิจ ให้พสกนิกรชาวไทยได้เห็นมาโดยตลอด กยท. ในฐานะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับต้นไม้และสิ่งแวดล้อม จึงขอสานต่อพระราชปณิธาน เพื่อถวายเป็นพระราชสักการะแด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีต่อไป” นายธีธัช กล่าว

ถวาย‘พระกฐินพระราชทาน’ วัดธรรมิการามเมืองประจวบฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241703

วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมปศุสัตว์ กำหนดจะถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2559 ในวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น. ณ วัดธรรมิการามวรวิหาร ต.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ วัดธรรมิการามวรวิหาร เดิมชาวบ้านเรียกว่า วัดปากคลอง บ้าง วัดบางนางรม บ้าง เนื่องจากในอดีตยังไม่มีถนนผ่าน เหนือวัดขึ้นไปเป็นหมู่บ้านชาวประมง เรียกกันว่า บ้านปกคลอง ปัจจุบันนิยมเรียกกันทั่วไปว่า “วัดเขาช่องกระจก” เพราะบนเขาช่องกระจกมีปูชนียวัตถุสถานประดิษฐานอยู่ โดยเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2466 คณะสงฆ์อนุญาตให้วัดธรรมิการามเป็นสำนักสงฆ์ ตามพระราชบัญญัติสงฆ์ ร.ศ.121 ต่อมาในวันที่ 6 กรกฎาคม 2566 จึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา มีฐานะเป็นวัดโดยสมบูรณ์ โดยเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือ พระราชเมธาภรณ์

ทั้งนี้หากท่านผู้มีจิตศรัทธา ต้องการบริจาคทรัพย์ร่วมทำบุญถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2559 สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ กองคลัง กรมปศุสัตว์ โทร. 0-2653-4427 หรือ 0-2653-4444 ต่อ 1612 และ 1613

แอพ‘กระดานเศรษฐี’คว้าแชมป์TICTA ประเภทซอฟต์แวร์หน่วยงานรัฐบาลประจำปี2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241706

วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหัวหน้าทีมพัฒนาแอพพลิเคชั่น เปิดเผยว่าจากที่ สศก. ได้นำเทคโนโลยีการให้บริการข้อมูลที่ทันสมัย ผ่านสื่อการเรียนรู้และแอพพลิเคชั่นใหม่ ขับเคลื่อนเดินหน้านโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล โดยเปิดตัวแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้น คือ “กระดานเศรษฐี : เกษตรกรมีโอกาส” หรือ โอเออี อาร์ซีโม (OAE RCMO) ที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง ฝึกให้เกษตรกรสามารถคำนวณต้นทุนการผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง และยังสามารถทราบได้ว่า พื้นที่ของตัวเองเป็นพื้นที่เหมาะสมสำหรับปลูกพืชชนิดนั้นหรือไม่ และถ้าไม่เหมาะสมจะสามารถปลูกพืชชนิดใดแทน รวมถึงทราบแหล่งรับซื้อ ราคาที่รับซื้อผลผลิตด้วย

สศก. ได้นำแอพพลิเคชั่น “กระดานเศรษฐี: เกษตรกรมีโอกาส” ร่วมในการประกวดโครงการ Thailand ICT Awards (TICTA) 2016 หรือ โครงการประกวดผลงานด้านซอฟต์แวร์แห่งชาติ ส่งในประเภท E-Government & Services ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐบาล บริการประชาชน ผลปรากฏว่า แอพพลิเคชั่น “กระดานเศรษฐี : เกษตรกรมีโอกาส” ได้รับรางวัลชนะเลิศ (WINNER) โดยมีการประกาศผลในวันที่ 20 ตุลาคม 2559 ทาง Face book fanpage : Thailand ICT Awards ซึ่งจากนี้ ทางสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) จะสนับสนุนทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละหมวดเข้าร่วมแข่งขัน APICTA Awards 2016 หรือการประกวดผลงานซอฟต์แวร์ระดับเอเชีย ณ กรุงไทเป ไต้หวัน ในเดือนธันวาคม 2559 ต่อไป

ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่น “กระดานเศรษฐี: เกษตรกรมีโอกาส” มีการจัดทำเป็น 2 เวอร์ชั่น คือ และเวอร์ชั่นรูปแบบแอพพลิเคชั่น ที่เกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน ทั้งในระบบปฏิบัติการ IOS และ Android และ เวอร์ชั่นแมนน่วล ที่ผลิตขึ้นในรูปแบบกระดานสำหรับเขียน พร้อมเครื่องคิดเลข และสมุดฉีก โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถขอรับบริการและเรียนรู้เพิ่มเติมได้ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรทั้ง 882 ศูนย์ ซึ่งจะมีเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) คอยให้คำแนะนำ ซึ่งขณะนี้ได้นำไปติดตั้งไว้ที่ ศพก. นำร่อง 100 ศูนย์ และจะทยอยติดตั้งให้ครบทั้ง 882 ศูนย์ทั่วประเทศ

นอกจากนี้ สศก. ได้จัดทำแอพพลิเคชั่น “ปฏิทินเกษตรร่ำรวย ช่วยเกษตรกรค้าขาย” โอเอซี โอไอซี (OAE OIC) เพื่อบริการข้อมูลด้านการผลิต การตลาด และด้านเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร โดยเกษตรกรสามารถติดตามสถานการณ์ต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นนี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ด้านราคาสินค้าเกษตร รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ปฏิทินการผลิตสินค้าเกษตร เกษตรกรจะทราบว่าช่วงเวลาใดมีผลผลิตสินค้าเกษตรชนิดใดออกมาจำหน่าย และสามารถวางแผนการผลิตได้ช่วยลดการกระจุกตัวและแก้ปัญหาราคาสินค้าตกต่ำได้ อีกทั้ง เกษตรกรยังสามารถคำนวณระยะทางจากไร่นาไปยังแหล่งรับซื้อได้ และสามารถรู้ราคาที่จุดรับซื้อต่างๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและตัดสินใจในการนำผลผลิตไปจำหน่ายต่อไป

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ในเพลย์สโตร์ หรือ กูเกิลเพลย์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทรศัพท์ 0-2561-2870 Email : prcai@oae.go.th

สวพ.เดินหน้าสานพลังประชารัฐ สนับสนุนเกษตรกรได้รับปัจจัยการผลิตมีคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241704

วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 (สวพ.7) กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายสานพลังประชารัฐเพื่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีการลงนามความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมส่งเสริมสหกรณ์ ธ.ก.ส. และสมาคมการค้าปัจจัยการผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีโอกาสได้เข้าถึงแหล่งจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ในราคายุติธรรม

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ตอนบน 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช มีบทบาทหน้าที่ในการกำกับดูแลคุณภาพและมาตรฐานของปัจจัยผลิตทางการเกษตรตามกฎหมาย ได้แก่ พระราชบัญญัติปุ๋ย พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย และพระราชบัญญัติพันธุ์พืช ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มควบคุมตามพระราชบัญญัติ ทั้งนี้ ได้กำชับสารวัตรเกษตรของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแต่ละจังหวัด ให้มีการตรวจสอบและรับรองร้านค้าจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ซึ่งร้านค้าที่ได้มาตรฐานตามที่กำหนดจะได้ใบรับรองมาตรฐาน Q shop เพื่อเป็นตราสัญลักษณ์รับประกันคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าที่วางจำหน่าย สร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร

ด้าน นางสาววิลาวัลย์ หนูกลิ่น ผู้อำนวยการกลุ่มควบคุมตามพระราชบัญญัติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อมีโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 ได้เข้าไปดูแลควบคุมการจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพอย่างเข้มข้นมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายผู้ผลิตปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพตามแนวทางประชารัฐ โดยโครงการสานพลังประชารัฐเพื่อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2559 มีร้านค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ตอนบนเข้าร่วมโครงการ จำนวน 102 ร้าน จนถึงปัจจุบันมีร้านค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วจำนวน 800 ร้านค้า ทั้งนี้ ร้านค้าที่สนใจยังสามารถเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ สามารถติดต่อสอบถามจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 โทร. 0-7724-9451 เพื่อร่วมกันสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรมีปัจจัยทางการผลิตที่มีคุณภาพ นำมาสู่ผลผลิตทางการเกษตรที่ดีมีมาตรฐาน สร้างรายได้และความมั่นคงให้กับอาชีพเกษตรต่อไป

ส่องเกษตร : สืบสานแนวทางพ่อหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241702

449007

วันพุธ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผ่านมาได้สองสัปดาห์แล้ว วาระพิธีการแสดงความไว้อาลัยยังคงดำเนินต่อไป แต่ขณะเดียวกันงานราชการแผ่นดินเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรจะชะงักล่าช้าไม่ได้ และยิ่งต้องพิจารณาทำงานให้หนักยิ่งขึ้น หากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต้องการสืบสานแนวทางของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง ดังที่ได้ประกาศกันไว้

ในช่วงเวลานี้ ว่าไปแล้วทุกลมหายใจของความอาลัยทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ได้มีการแสดงออกตลอดจนการนำเสนอไอเดียดีๆกันออกมามากมาย ในการที่จะสืบสานหรือนำเอาแนวทางพระราชดำริต่างๆ มาต่อยอด สร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก

อาทิ ภาคเอกชนก็เสนอกันในสมาคมด้านธุรกิจการท่องเที่ยวว่า สมควรที่จะมีการบรรจุโปรแกรมเกี่ยวกับการท่องเที่ยวชมโครงการพัฒนาตามพระราชดำริต่างๆที่มีอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศมากกว่า 4 พันโครงการ ซึ่งก็ล้วนอยู่ในเส้นทางของการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากจะเป็นการเผยแพร่ผลงานพระราชกรณียกิจขององค์รัชกาลที่ 9 “ในหลวงในดวงใจไทย”แล้ว ยังเป็นการเพิ่มช่องทางการท่องเที่ยวไทยอย่างสร้างสรรค์ สร้างรายได้ให้กับประเทศชาติด้วย

ยิ่งในภาครัฐบาลจากการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ประกาศอย่างแน่นหนักที่จะนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้พัฒนาประเทศไทยอย่างจริงจัง และจะต่อยอดโครงการพระราชดำริต่างๆ ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ทั้งได้ปรับรายการ “คืนความสุขให้กับประชาชน” ทุกคืนวันศุกร์ที่นายกฯจะรายงานสิ่งที่รัฐบาลและคสช.ดำเนินการให้ประชาชนได้รับทราบ เปลี่ยนชื่อเป็นรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน” ดั่งเป็นการตอกย้ำถึงการทำงานที่จะสานต่อแนวทางพระราชดำริ นำมาใช้ในการปฏิรูปประเทศทั่วทุกด้านต่อไป

ด้วยแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง”และแนวพระราชดำริต่างๆ นั้น ถือเป็น “มรดกอันล้ำค่าของประเทศไทย”ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานไว้เพื่อลูกหลานคนไทยไปชั่วกาลนาน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเจ้ากระทรวงอย่าง พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ ก็ได้ขานรับต่อการนำของท่านนายกฯ และถือเป็นเรื่องดีเลิศอย่างยิ่งที่รมว.เกษตรฯได้ประกาศความตั้งใจจริงที่จะน้อมนำแนวพระราชดำริ “การเกษตรทฤษฎีใหม่” ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผลักดันให้บังเกิดผลจริงในช่วงครบ 100 วันพระบรมศพ ด้วยการตั้งเป้าให้เกิดแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ 7 หมื่นครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมทั้งประกาศสานต่อพระราชกรณีกิจงานด้านการเกษตรมากมาย นำไปใช้ให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

“เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่ผมตั้งใจมากที่สุดในการนำแนวพระราชดำริมาสานต่อให้เกิดผลช่วยเกษตรกรได้ปฏิบัติจริง ทั้งนี้ 17 หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯจะต้องเร่งลงพื้นที่และสนับสนุนให้เกษตรกรได้ทำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันให้กับภาคเกษตรได้แท้จริง” พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวไว้

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯได้สั่งการให้ทุกหน่วยงาน ต้องทำให้การเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงได้เกิดผลเป็นรูปธรรมทั่วประเทศ โดยผ่านทางศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร (ศพก.)882 ศูนย์ใน 882 อำเภอ นอกจากนี้จะให้เกษตรกรนำเสนอโครงการตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง ซึ่งตั้งเป้าให้เกิดการทำเกษตรตามความต้องการในพื้นที่ 9,999 จุดทั่วประเทศ เพื่อถวายแด่ในหลวง โดยเกษตรกรสามารถเสนอความต้องการขึ้นมาที่ซิงเกิลคอมมานด์ในทุกจังหวัด ตามมาตรการช่วยเหลือภัยแล้งปี 2559-2560 และจะขยายผลไปถึงฤดูแล้งหน้าด้วย…

การที่ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เร่งมือในการทำความดี เร่งมือทำงานเต็มกำลังความสามารถเพื่อประโยชน์สุดของประเทศชาติโดยส่วนร่วม เร่งสืบสานและต่อยอดแนวทางพระราชดำริของพระองค์ท่าน เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ฯลฯ

ความดีงามทั้งหลายทั้งปวงนี้ จึงจะเป็นเครื่องแสดงออกที่ประเสริฐที่สุดถึงความอาลัยอย่างแท้จริง ที่มีต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์ท่าน

สาโรช บุญแสง

‘ก.เกษตร’เร่งเติมน้ำ3เขื่อนอีสาน หวั่นกระทบปลูกพืชฤดูแล้ง-ขาดน้ำใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241676

วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.42 น.

25 ต.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบให้กรมชลประทาน เป็นหน่วยสนับสนุนเรื่องน้ำ ส่วนเรื่องการวางแผนการเพาะปลูกหน่วยงานต่างๆ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมประมง และกรมปศุสัตว์ แต่ละหน่วยงานบูรณาการร่วมกันว่าต้องการจะใช้น้ำเท่าไร และจะเริ่มปลูกพืชเมื่อไร เช่น การทำนารอบสอง หน่วยงานส่งเสริมต้องประสานกับกรมชลประทานว่ามีน้ำสนับสนุนเพียงพอหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ต้องเปลี่ยนไปส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย นำมากำหนดแผน พร้อมนำเกษตรกรเข้าสู่แผนที่วางไว้ให้ได้มากที่สุด

‘สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้น่าจะทุเลาลงแล้ว และการบริหารจัดการน้ำในเขื่อน เพื่อการทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคก็ไม่มีปัญหา ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้ลงพื้นที่สำรวจสถานการณ์น้ำ พบว่า ภาคกลางไม่น่ากังวล น่าจะเป็นไปตามเป้าหมายการบริหารจัดการน้ำ แต่ที่กังวล คือ การเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง และน้ำใช้ของประชาชนในภาคอีสาน เพราะปริมาณน้ำในเขื่อนในภาคอีสานค่อนข้างมีน้อย จึงต้องเร่งปฏิบัติการเติมน้ำในเขื่อนลำตะคอง ลำพระเพลิง และลำแชะ โดยให้กรมฝนหลวงระดมสรรพกำลังมาทำฝนหลวงเพิ่มเติมน้ำใน 3 เขื่อนนี้ให้ได้มากที่สุด’ รมว.เกษตรฯ กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชในช่วงฤดูฝน ปี 2559 พบว่า พื้นที่ปลูกข้าวในฤดูฝนที่ผ่านมาในเขตชลประทานมีจำนวน 14.79 ล้านไร่ จากเป้าหมายที่จะส่งเสริมและสนับสนุนน้ำได้จำนวน 15.93 ล้านไร่ และในช่วงฤดูแล้ง ปี 2560 คาดว่าจะมีการสนับสนุนน้ำเพื่อการเพาะปลูกอีกประมาณ 4 ล้านไร่ ถือเป็นการเพาะปลูกตามแผนการเพาะปลูกข้าวรอบสอง แต่ยอมรับว่าฤดูแล้งที่จะมาถึง ปริมาณน้ำในภาคอีสานยังเป็นอุปสรรคต่อการเพาะปลูกที่กรมชลประทานต้องบริหารจัดการให้ดีเพราะปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนมีปริมาณน้อยมาก

ส่วนปริมาณน้ำในเขื่อนปราณบุรี มีปริมาณน้ำเหลือเพียง 18% เป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก จึงสั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนี้ ว่าจะมีน้ำเติมในเขื่อนหรือไม่ หากปริมาณน้ำไม่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบถึงการส่งน้ำมาใช้ในพื้นที่ อ. หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กรมชลประทานต้องเตรียมเสนอแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เช่น จะสามารถส่งน้ำจากเขื่อนแก่งกระจานมาช่วยได้หรือไม่ หรือหากไม่สามารถทำได้ ทำฝนหลวงยังทำได้หรือไม่ และเขื่อนรัชชประภา มีปริมาณน้ำเกือบเต็มความจุ หากมีฝนตกเพิ่มขึ้น อาจมีปัญหา ต้องบริหารจัดการ และหน่วยงานต่างๆ ต้องทราบปริมาณน้ำ เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนต่อเนื่องตามภารกิจของตนเอง เช่น กำหนดช่วงการปลูกพืช ช่วงการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เป็นต้น

ขณะที่สถานการณ์น้ำปัจจุบัน พบว่าปริมาณฝนสะสมปี 2559 มากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศประมาณ 9% แต่มากกว่าปี 2558 ถึง 21% และเมื่อพิจารณาตามภูมิภาคพบว่าทั่วทุกภาค ปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด ยกเว้นภาคใต้ (ฝั่งอ่าวไทย) มีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ 16% และน้อยกว่าปริมาณฝนเฉลี่ยปี 2558 อยู่ 8% สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 34 อ่างของประเทศไทย พบว่าในปี 2559 ปริมาณน้ำดีกว่าปี 2558 คือ มีน้ำใช้การได้มากถึง 51% ในขณะที่ปี 2558 มีเพียง 37%