สมเด็จพระบรมฯ ทรงห่วงใย‘น้ำท่วม’ มีรับสั่งไม่อยากให้ซ้ำเติมความทุกข์โศกพสกนิกร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241674

วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.31 น.

25 ต.ค.59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการ (รมว.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ประชาชนคนไทยกำลังโศกเศร้า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีรับสั่งมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงความกังวลในเรื่องอุทกภัยที่ประชาชนกำลังประสบอยู่ และกำชับให้ดูแลในเรื่องของน้ำท่วมให้ดีที่สุด โดยเฉพาะใน จ.สิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา พระองค์ไม่อยากให้ปัญหาน้ำท่วมมาซ้ำเติมความทุกข์โศกของคนไทย กระทรวงเกษตรฯจึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบว่าขณะนี้กระทรวงได้ลดการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาลงแล้ว ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำจะไม่เพิ่มขึ้นอีก จึงคาดว่าภายในสัปดาห์นี้สถานการณ์น้ำและฝนน่าจะสิ้นสุดแล้ว

รักษ์เกษตร : การจัดการดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241549

วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม พื้นที่ที่ปลูกพืชไร่ ส่วนใหญ่พบว่ามีสภาพการชะล้างพังทลาย จะมีวิธีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไรได้บ้าง

บวรศักดิ์ คงทน

อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

คำตอบ ดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย หมายถึง พื้นที่ดินที่ผิวหน้าดินที่มีเนื้อดินอินทรียวัตถุหรือธาตุอาหารพืชถูกชะล้างออกไปจากพื้นที่ในปริมาณสูง โดยน้ำหรือลม พื้นที่ที่จะพบดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลาย ลักษณะพื้นที่ ส่วนใหญ่พบบนพื้นที่ดอน และที่ที่มีความลาดชันสูง จะมีทั้งดินลึกและดินตื้น ลักษณะของเนื้อดินและความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของหินต้นกำเนิด ในบริเวณนั้น มักมีเศษหินก้อน หินหรือหินพื้นโผล่กระจัดกระจายทั่วไป ส่วนใหญ่พื้นที่ที่พบ ถ้าในลักษณะเป็นที่ดอน จะเป็นพื้นที่ที่ทำการปลูกพืชไร่ต่างๆ เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง ถั่วต่างๆ และถ้าเป็นพื้นที่ที่สูงจะปกคลุมด้วยป่าไม้ประเภทต่างๆ เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง หรือป่าดิบชื้นและมีหลายแห่งที่เกษตรกรทำการตัดฟันไม้และเผาเพื่อใช้เป็นที่ทำกินในลักษณะของการทำไร่เลื่อนลอย มักพบบนพื้นที่ที่มีความลาดชันบนภูเขาสูงทั่วประเทศ และทางภาคเหนือ

ผลเสียหายจากที่ดินมีสภาพการชะล้างพังทลาย จะทำให้พื้นที่เกษตรกรรมที่ถูกชะล้างพังทลาย ผลผลิตพืชที่ปลูกลดลง เนื่องจากธาตุอาหารพืชถูกพัดพาออกไปจากพื้นที่ ทำให้การใช้ประโยชน์ที่ดินยากลำบาก จากน้ำที่กัดเซาะจะเกิดร่องขนาดเล็กและใหญ่ ยากแก่การไถพรวน ถนนอาจถูกกัดเซาะขาด ทั้งยังทำให้เกิดการทับถมของตะกอนดินในนาข้าวแม่น้ำ ลำธาร แหล่งน้ำ ทำให้แม่น้ำลำธาร อ่างเก็บน้ำลดความสามารถในการกักเก็บน้ำ ก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลันอีกด้วย

วิธีการสังเกตดินที่มีสภาพการชะล้างพังทลายนักวิชาการเกษตร ได้แนะวิธีการสังเกตไว้ดังนี้

1.ความหนาของชั้นดินบน ปกติแล้วดินใดก็ตามที่มีดินชั้นบนสีดำและหนากว่า 20 เซนติเมตร ถือว่ามีการชะล้างพังทลายน้อย หรือไม่มีเลย ถ้าหนาน้อยกว่า 10 เซนติเมตร จะเริ่มมีการชะล้างพังทลาย

2.พบร่องรอยการชะล้างพังทลายของดิน ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ดินที่มีสภาพดังกล่าว จะพบร่องของการกัดเซาะที่มีขนาดและความลึกแตกต่างกันไปอันเป็นผลเนื่องมาจากการไหลกัดเซาะของฝนไปยังผิวดิน ถ้ามีขนาดและความลึกของร่องยิ่งมาก อัตราการชะล้างพังทลายยิ่งรุนแรงขึ้น

3.สภาพภูมิประเทศ โดยปกติในพื้นที่ที่มีความลาดเทสูง การชะล้างพังทลายของดินก็จะเกิดสูง และในพื้นที่ที่มีความลาดเทต่ำจะเกิดการชะล้างพังทลายของดินเล็กน้อย หรือไม่มีเลยถ้าเป็นพื้นที่ราบ

วิธีการอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยปรับสภาพของดินให้สามารถทนทานต่อการถูกชะล้างกัดเซาะ หรือถูกพัดพาให้เคลื่อนที่โดยแรงของน้ำ ปกคลุมดินให้พ้นจากแรงกระแทกของเม็ดฝนและลม บรรเทาความรุนแรงของกระแสลมและอัตราการไหลบ่าของน้ำ หาวิธีการที่ปลอดภัยในการที่จะระบายน้ำที่ไหลบ่าไปยังแหล่งกักเก็บน้ำ โดยป้องกันมิให้มีการพังทลายของดิน

วิธีการแก้ไข จะเน้นการจัดการดินและพืช เพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ดังนี้

1.การอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยวิธีทางพืช โดยใช้ระบบปลูกพืชขวางความลาดชันของพื้นที่ตามแนวระดับร่วมกับปลูกพืชคลุมดินชนิดต่างๆ ตามความเหมาะสมของภูมิภาค ตัวอย่างภาคเหนือมีวิธีการ ดังนี้

-การใช้แถบไม้พุ่มตระกูลถั่วบำรุงดิน ปลูกไม้พุ่มตระกูลถั่ว เช่น กระถิน และถั่วมะแฮะผสมกัน อัตรา 1:1 ปลูกเป็นแถวคู่ห่างกัน 50 ซม. เป็นแถบอนุรักษ์ขวางความลาดชันของพื้นที่แต่ละแถบห่างกัน 8-10 ม.

-การใช้แถบหญ้า ปลูกหญ้าเป็นแถบขวางความลาดชันของพื้นที่ แต่ละแถบห่างกัน 8-10 ม. โดยใช้หญ้าชนิดต่างๆ เช่น รูซี่ เซททาเรีย เนเปียร์ บาเฮีย และกินนี ปลูกเป็นแถบกว้าง 1 ม. สำหรับหญ้าแฝก ปลูกเป็นแถวเดี่ยวระยะห่างระหว่างต้น 5-10 ซม.

-การจัดระบบปลูกพืชแบบผสมผสาน พื้นที่ว่างระหว่างแถบอนุรักษ์ ใช้ปลูกพืชไร่ พืชผัก ไม้ดอก และไม้ผล ตามความเหมาะสมของพื้นที่ โดยปลูกพืชผสมผสานกันหลายชนิดอย่างมีระบบ เช่น ปลูกพืชไร่ หรือพืชผักสลับหมุนเวียนกับพืชตระกูลถั่ว (ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแปยี ถั่วลาย ถั่วพร้า คาโลโปโกเนียม) เพื่อเป็นการปรับปรุงบำรุงดินให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างยั่งยืน

2. การอนุรักษ์ดินและน้ำ โดยวิธีกล ได้แก่

-การทำคันดิน ขวางความลาดชันของพื้นที่ในพื้นที่ที่ไม่สูงชัน หรือทำขั้นบันไดดินในพื้นที่มีความลาดชันสูง โดยการตัดดินด้านบนของความลาดชัน แล้วถมพื้นที่ตอนล่างติดต่อกันเป็นลักษณะขั้นบันไดกว้าง 1-3 ม.โดยใช้แรงงานคน หรือเครื่องจักรกล เหมาะสำหรับพื้นที่สูง

-การทำคูรับน้ำรอบเขา โดยการตัดดินด้านบนของความลาดชัน แล้วถมพื้นที่ตอนล่างให้เป็นคูรับน้ำรอบเขา กว้าง 1.5-2 ม. แต่ละคูห่างกัน 6-10 ม. เหมาะสำหรับพื้นที่สูง

ที่สำคัญคือ ต้องทำควบคู่กัน ได้แก่ การจัดการใช้ที่ดินตามความเหมาะสมของที่ดิน การเตรียมดินและปลูกพืชเป็นแถวตามแนวระดับของความลาดชันของพื้นที่ การใช้เศษพืชทุกชนิดเป็นวัสดุคลุมดินบำรุงดิน และการปลูกพืชแบบเตรียมดินน้อยครั้ง การปลูกพืชสลับเป็นแถบ การปลูกพืชหมุนเวียน เหล่านี้ จะช่วยลดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน และเป็นการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ

นาย รัตวิ

สวพ.7ลุยยกมาตรฐานห้องปฏิบัติการ เพิ่มโอกาสแข่งขัน-สร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตรปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241551

วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางอรพิน หนูทอง ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 (สวพ.7) กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สวพ.7 มีหน้าที่รับผิดชอบพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ซึ่งมีการปลูกพืชเศรษฐกิจหลัก คือ ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และยางพารา โดย สวพ.7 มีห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย ห้องปฏิบัติการทดสอบดิน-น้ำ ห้องปฏิบัติการทดสอบพืช ห้องปฏิบัติการทดสอบปุ๋ยเคมี ห้องปฏิบัติการทดสอบปุ๋ยอินทรีย์ ห้องปฏิบัติการทดสอบวัตถุอันตรายทางการเกษตร และห้องปฏิบัติการทดสอบสารพิษตกค้างทางการเกษตร มีหน้าที่วิจัย วิเคราะห์และบริการตรวจสอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ดิน น้ำ พืช ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ วัตถุอันตรายทางการเกษตร และสารพิษตกค้างในผลิตผลการเกษตรแก่เกษตรกรและนักวิจัย เพื่อนำผลการวิเคราะห์ไปใช้ประกอบการจัดการปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและใบ ทำให้สามารถใช้ปุ๋ยได้ถูกต้องตรงตามความต้องการของพืช เป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิต

นอกจากนี้ ยังมีการบริการตรวจสอบคุณภาพปัจจัยการผลิต ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และวัตถุอันตรายทางการเกษตร เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมคุณภาพปัจจัยการผลิตที่มีจำหน่ายในพื้นที่ บริการตรวจสอบปริมาณสารพิษตกค้างทางการเกษตรในผลผลิต ปริมาณสารพิษตกค้างในดินและน้ำ โดยผลวิเคราะห์ มีการนำไปใช้ประกอบการพิจารณาให้การรับรอง GAP และพืชอินทรีย์ เพื่อให้ผลผลิตที่ได้จากแปลงปลูกมีคุณภาพ ปลอดภัยและเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เพิ่มโอกาสในการแข่งขันทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ห้องปฏิบัติการ สวพ.7 ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ ทั้งในส่วนห้องปฏิบัติการทดสอบปุ๋ยเคมี รายการทดสอบโพแทสเซียมที่ละลายน้ำได้ ไนโตรเจนทั้งหมด และฟอสฟอรัสทั้งหมด ในปุ๋ยเคมี และห้องปฏิบัติการทดสอบวัตถุอันตรายทางการเกษตร รายการการทดสอบปริมาณสารคลอไพริฟอส ในผลิตภัณฑ์สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และยังมีแผนพัฒนาศักยภาพการวิเคราะห์และขยายขอบข่ายการขอรับรอง ในส่วนของห้องปฏิบัติการทดสอบสารพิษตกค้างทางการเกษตร ในปี 2560 ต่อไป

“ผลการวิเคราะห์ที่ได้จากห้องปฏิบัติการ เกษตรกรสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตร เช่น การใช้ปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของพืช เลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ เป็นการช่วยลดต้นทุนในการผลิต จัดการผลผลิตให้มีความปลอดภัย ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค สามารถแข่งขันในตลาดได้ สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ขับเคลื่อนปี 2559 ให้เป็นปีแห่งการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มโอกาสการแข่งขันสินค้าเกษตร” นางอรพิน กล่าว

รายงานพิเศษ : เร่งวางแนวทางเผยแพร่ประชาสัมพันธ์‘ตรวจวัดคุณภาพน้ำ-อากาศ’ จากภาคอุตสาหกรรมสู่ภาคประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241552

วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“ภาคอุตสาหกรรม” มีบทบาทอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตได้อย่างก้าวกระโดด และปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า “ภาคอุตสาหกรรม” ก็ถือเป็นแหล่งปลดปล่อยมลพิษที่สำคัญ ซึ่งมักส่งผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดความไม่พอใจของประชาชนที่อยู่รอบสถานประกอบการและระบบนิเวศน์ขาดความสมดุล ต้องใช้เวลาในการเยียวยาแก้ไข

ดังนั้น การวางแนวทางการบริหารจัดการหรือควบคุมการระบายมลพิษน้ำและอากาศ จึงต้องอาศัยกระบวนการหลายด้าน หลายมิติ นอกจากจะอาศัยข้อบังคับหรือหลักกฎหมายแล้ว การส่งเสริมให้โรงงานอุตสาหกรรมมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงเป็นกระบวนการหนึ่งในการที่จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน และสามารถอยู่ร่วมกันกับประชาชนได้อย่างมีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดี จึงได้กลายมาเป็นประเด็นสำคัญที่ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” นำมาศึกษาและจัดทำเป็นข้อเสนอแนะด้าน “การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” ให้คณะรัฐมนตรีรับไปพิจารณาดำเนินการ

นายศิระ จันทร์เฉิด ผู้อำนวยการส่วนเตือนภัยมลพิษโรงงานกรมโรงงานอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในปี 2558 ที่ผ่านมา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้จัดทำข้อเสนอแนะเรื่อง “การกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งหรือคุณภาพอากาศจากปล่องต่อสาธารณะ” มอบให้แก่รัฐบาล ซึ่งต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2558 รับทราบข้อเสนอแนะดังกล่าว พร้อมกับมอบหมายให้ “กระทรวงอุตสาหกรรม” เป็นหน่วยงานหลักไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอดังกล่าว

ทั้งนี้จากผลการประชุมปรึกษาหารือร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2558 ที่ประชุมมีมติเห็นด้วยในหลักการ ในการกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งหรือคุณภาพอากาศจากปล่องต่อสาธารณะ พร้อมกับวางแนวทางในการดำเนินการติดตั้งระบบรายงานผลเป็น 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ให้หน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลการระบายมลพิษ เป็นผู้ติดตั้งระบบรายงานแสดงผลในพื้นที่ชุมชนหรือพื้นที่เหมาะสม 2.ให้ผู้ประกอบกิจการโรงงานที่ระบายมลพิษ เป็นผู้ติดตั้งระบบรายงานแสดงผลในบริเวณหน้าโรงงานหรือพื้นที่แหล่งชุมชนที่ใกล้โรงงาน

นอกจากนี้ ยังเห็นควรจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้แทนชุมชนในพื้นที่โรงงานหนาแน่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการโรงงาน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้การพัฒนาที่ยั่งยืน

นายศิระ กล่าวต่อว่า จากนั้นกระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมอุตสาหกรรม จึงได้จัดการประชุมหารือกับผู้มีส่วนได้เสียในภาคอุตสาหกรรม เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2558 ซึ่งมติที่ประชุมได้แสดงความเห็นด้วยในหลักการให้มีการดำเนินการติดตั้งระบบรายงานแสดงผลดังกล่าว และเห็นควรให้หน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานกำกับดูแลการระบายมลพิษ เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบให้สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง และมีความสม่ำเสมอในการแสดงค่าการระบายมลพิษจากโรงงาน

ขณะที่ในส่วนของภาคประชาชน กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัดซึ่งมีที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมอยู่เป็นจำนวนมาก ประกอบด้วยจังหวัดระยอง จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในระหว่างวันที่20-22 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา โดยมีผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ตั้งโรงงานอุตสาหกรรมมาร่วมประชุมหารือทั้งสิ้น 334 คน ซึ่งในการประชุม ได้มีการบรรยายนำเสนอความเป็นมาโครงการ ขั้นตอนการดำเนินงานและสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งผลจากการรับฟังความคิดเห็นและตอบแบบสอบถามในที่ประชุม พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 93 เห็นด้วยที่จะให้หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลด้านการระบายมลพิษ เป็นผู้ดำเนินการติดตั้งระบบรายงานผลเพื่อให้เกิดความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูล

โดยหลังจากนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะดำเนินการสรุปรวบรวมความคิดเห็นทั้งหมด เพื่อนำเสนอกลับไปยังกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีให้ความคิดเห็นและพิจารณาสั่งการ ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมเชื่อมั่นว่าการกำหนดให้โรงงานติดตั้งระบบรายงานผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งหรือคุณภาพอากาศจากปล่องต่อสาธารณะดังกล่าวนี้ นอกจากเป็นช่องทางหนึ่งในการเปิดเผยค่าการระบายมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อมต่อประชาชน ชุมชน และสาธารณชนแล้ว ยังจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งด้านการกำกับดูแล ด้านการสร้างความเชื่อถือต่อภาคส่วนทั้งสามภาคส่วน คือ ผู้ประกอบการโรงงาน ประชาชน และหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนสามารถลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนและโรงงานให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป

นาแปลงใหญ่บ้านท่าช้างเห็นผล ชี้ต้นทุนลด-ขายผลผลิตได้ราคาดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241550

วันอังคาร ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายธนันท์ หาญเกริกไกร นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่ติดตามผลการทำนารูปแบบแปลงใหญ่ของศูนย์ข้าวชุมชนบ้านท่าช้าง ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก พบว่า มีการนำเทคโนโลยีการผลิตข้าวเพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตตามที่กรมการข้าวได้แนะนำ โดยเฉพาะการใช้เครื่องโรยข้าวงอก เพื่อช่วยลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ช่วยดูแลรักษาแปลงนาได้สะดวด ลดปัญหาโรคและแมลง ค่าจ้างแรงงาน นำไปสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำแปลงเรียนรู้โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตปี 2559 เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิตข้าว เพื่อเป็นจุดเรียนรู้ให้กับเกษตรกรสมาชิกนาแปลงใหญ่ได้นำไปดำเนินการขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่นาแปลงใหญ่กว่า 2,000 ไร่

นายณรงค์ พุ่มไม้ รองประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลท่าไม้ กล่าวว่า กลุ่มมีสมาชิก 197 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ ปลูกพันธุ์พิษณุโลก 2 จำนวน 25 ราย พื้นที่ 450 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 300 ตันต่อฤดู ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพิษณุโลกและสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม อีกกลุ่มจะผลิตข้าวคุณภาพ พันธุ์พิษณุโลก 2 และขาวดอกมะลิ 105 จำนวน 127 ราย พื้นที่ 2,564 ไร่กำลังการผลิตประมาณ 2,200 ตันต่อฤดูซึ่งกลุ่มนาแปลงใหญ่จะผลิตตามมาตรฐานและได้รับการรับรองแปลง GAP เมื่อจำหน่ายผลผลิตให้โรงสีหรือผู้ประกอบการที่มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายผลผลิตข้าวแปลงใหญ่ จะได้ราคาที่สูงกว่าราคาตลาดประมาณตันละ 200-500 บาท ส่งผลให้สมาชิกนาแปลงใหญ่มีแรงกระตุ้นในการผลิตข้าวที่มีคุณภาพมากขึ้นตามลำดับ

‘บิ๊กฉัตร’ระบุอีก2วันเจ้าพระยาเข้าสู่ปกติ เกษตรกรแนะผันน้ำเก็บแก้มลิงใช้หน้าแล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241556

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 19.21 น.

“รมว.เกษตรฯเผยอีก2 วันสถานการณ์อุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาเข้าสู่ภาวะปกติทุกพื้นที่ เขื่อนป่าสักหยุดปล่อยน้ำ  ชี้เกษตรกรให้ผันน้ำเข้าทุ่งเจ้าเจ็ด เก็บน้ำไว้แก้มลิงใช้หน้าแล้ง ย้ำกรมชลฯห้ามปล่อยท่วมนาข้าวยังไม่เก็บเกี่ยว ด้านฝนหลวง ระดมเติมน้ำเขื่อนภาคอีสาน ภาคใต้ แต่สภาพอากาศไม่เอื้อให้ทำฝนเพิ่มน้ำกินน้ำใช้ เกาะสมุย เกาะพงัน”

เมื่อวันที่ 24 ต.ค.พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยลุ่มเจ้าพระยา ว่าภายใน2 วันนี้ พื้นที่ลุ่มต่ำถูกน้ำท่วมนอกคันกั้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 11 พื้นที่ 4 จังหวัด เช่นจ.ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยวัดปริมาณน้ำจากจุดตรวจสอบน้ำทุกจุดดลง โดยที่ อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย 74 ลบ.ม./วินาที ที่จ.นครสวรรค์ มีระดับน้ำที่ ค่ายจิรประวัติ 1,771 ลบ.ม./วินาที  ที่จ.ชัยนาท เขื่อนเจ้าพระยา มีระดับน้ำ 1,382 ลบ.ม./วินาที ที่.จ.พระนครศรีอยุธยา  เขื่อนป่าสัก ไม่มีการระบายเพื่อเก็บน้ำเข้าเขื่อนและอ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนเข้ากทม. มีอัตรการไหลของน้ำ เฉลี่ย 1,625 ลบ.ม./วินาที

“โดยเขื่อนเจ้าพระยา ลดการระบายน้ำลงเรื่อย จะต่ำกว่าระดับเฝ้าระวัง คือ 1,100 ลบ.ม./วินาที ในอีก 2 วัน ระดับนี้ คือ น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่มีจุดใดล้นตลิ่ง” รมว.เกษตรฯกล่าว

ทั้งนี้จากตรวจสอบพื้นที่ต่ำนอกคันกั้นน้ำ ระดับน้ำลดลง ที่บ้านบางหลวงโดด จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลง 1.08 ม. (จากล้นตลิ่ง 1.79 ม. ลงมาล้นตลิ่ง 0.71 ม.) บ้านบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลง 0.99 ม. (จากล้นตลิ่ง 1.07 ม. ลงมาล้นตลิ่ง 0.08 ม.) บ้านบางหลวงโดด อ.บางบาล ขณะนี้ล้นตลิ่ง 0.71 ม.ส่วนบางบางบาล อ.บางบาล ขณะนี้ล้นตลิ่ง 0.08 ม. วันนี้คงลดลงต่ำกว่าตลิ่ง

รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า ในส่วนการผันน้ำเข้าทุ่งแก้มลิงโดยเมื่อวันที่ 20 ต.ค. 59 ทางอำเภอเสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ร่วมกับกรมชลประทาน ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ทำประชาคม มีควาามเห็นร่วมกันว่าจะขอให้กรมชลฯปล่อยน้ำเข้าคลองเจ้าเจ็ด – บางยี่หน ในอัตรา 40 ลบ.ม./วินาที เพื่อกระจายน้ำเข้าพื้นที่ และ รักษาระบบนิเวศน์ ทั้งนี้ไม่ใช่เข้าทุ่งเพื่อลดระดับน้ำท่วม ซึ่งให้กำนันผู้ใหญ่บ้านทำความเข้าใจประชาชน เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ชลประทาน ต้องไปตรวจติดตามน้ำทุกวัน หากมีปัญหาเกิดผลกระทบนาข้าวยังไม่เก็บเกี่ยวต้องเร่งแก้ไขทันที

นายสัญชัย  เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการผันน้ำเข้าทุ่งพื้นที่แก้มลิงว่ากรมชลประทานได้ประสาน คสช. จัดกำลังทหารที่รับผิดชอบพื้นที่เฝ้าประตูน้ำไว้ตลอด และ ตรวจพื้นที่ตลอดเวลา หากผิดปกติต้องหยุดการระบายน้ำทันทีซึ่งมีทหารเฝ้าประตูระบายน้ำ ในขณะนี้ทุ่งเจ้าเจ็ด ซึ่งมีพื้นที่ 400,000 ไร่ ปีนี้ปลูก 239,602 ไร่ ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว ประมาณ 42,000 ไร่ ประชาชนอยากได้น้ำไว้ใช้ จึงขอให้ กรมชประทาน ปล่อยน้ำเข้าคลองเจ้าเจ็ด – บางยี่หน ในอัตราที่ไม่ทำให้ล้นคลองไปท่วมนาที่ยังไม่เก็บเกี่ยว

ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากการที่รมว.เกษตรฯสั่งให้ระดมปฎิบัติการฝนหลวงเติมน้ำเขื่อนระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 23 ตุลาคม 2559 มีหน่วยปฎิบัติการฝนหลวง 7 หน่วย เช่นนครราชสีมา บุรีรัมย์ ขอนแก่น อุบลราชธานี สุราษฐ์ธานี หาดใหญ่ และหัวหิน มีการข้ึนบินปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ จานวน 53 วัน มีวันฝนตกจากการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 100 ข้ึนปฏิบัติงานจานวน 451 เที่ยวบิน (582:50 ชั่วโมงบิน) ปริมาณการใช้ สารฝนหลวง 419.70 ตัน จังหวัดที่มีรายงานฝนตกรวม 25 จังหวัด และปริมาตรน้ำไหลเข้าเขื่อนสะสม 621.43 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)

สรุปมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนห้วยหลวง 0.87 ล้านลบ.ม. เขื่อนอุบลรัตน์ 450.6 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำตะคอง 11.82 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำพระเพลิง 19.38 ล้านลบ.ม. เขื่อนมูลบน 20.68 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำแซะ 21.78 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำนางรอง 1.76 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บน้ำลำปลายมาศ 2.376 ล้านลบ.ม. รวม 529.27 ล้านลบ.ม. ในภาคใต้เขื่อนแก่งกระจาน 69.22 ล้านลบ.ม. เขื่อนปราณบุรี 8.7 ล้านลบ.ม.เขื่อนบางลาง 14.24 ล้านลบ.ม.รวม 92.16 ล้านลบ.ม.  ทั้งนี้ในวันที่ 23 ต.ค.หน่วยฝนหลวงฯ จ.สุราษฎร์ ธานี ไม่ได้บินทำฝนให้พื้นที่เกาะส มุย เกาะพงัน ที่มีปัญหาขาดแคลนน้ำดิบผลิตประปา เนื่องจาก เมฆชั้น กลางปกคลุมทั่วไป กับมีกระแสลมแรง

จ่อใช้ม.44 ยึดคืนที่ดิน’ส.ก.ป.’ตกสำรวจ แฉมีเล่นแร่แปรธาตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241553

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 19.11 น.

24 ต.ค. 59 นายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งสำรวจเกษตรกร 7 หมื่นครัวเรือน เข้าร่วมทำการเกษตรทษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงพระราชทานไว้ เพื่อถวายแด่พระองค์โดย ส.ป.ก.มีความพร้อมคัดเลือกเกษตรกรเข้าทำเกษตรทษฎีใหม่ โดยเฉพาะที่ดินได้รับพระราชทานที่ดินจากพระองค์ นับจากเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2518 ในหลวงทรงให้ความสนพระหทัยและให้การสนับสนุนการปฏิรูปที่ดินอย่างเต็มพระราชหฤทัยยิ่ง โดยใน พ.ศ. 2518 พระองค์ได้พระราชทานที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้แก่รัฐบาล จำนวน 43,902 ไร่ ผืนแรกเพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ในท้องที่ 5 จังหวัดประกอบด้วย พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 11,165 ไร่ จ.ปทุมธานี 13,768 ไร่  จ.ฉะเชิงเทรา 14,417 ไร่ จ.นครนายก 3,543 ไร่ และ จ.นครปฐม 1,009 ไร่ ซึ่งได้สร้างความปลื้มปิติ และตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรอย่างล้นพ้น ด้วยพระปรีชาญาณอันสามารถ ทรงเห็นกาลไกลในอนาคตว่านับวันที่ราษฎรชาวไร่ชาวนาจะไม่มีที่ดินทำกินมากยิ่งขึ้นด้วยความยากจนของคนเหล่านั้น พวกที่เคยมีที่ดินจะต้องสูญเสียกรรมสิทธิ์กลายเป็นผู้เช่าหรือไร้ที่ดินทำกินมากขึ้น บางคนต้องรับจ้างทำนาทำไร่ บางคนต้องเข้าบุกรุกป่าสงวนเพื่อแผ้วถางเป็นที่ทำมาหากิน บางคนอพยพเข้ามาหางานทำในเมือง สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ทรงวิตกและห่วงใย บุคคลเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง

นายสมปอง กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่ของ ส.ป.ก.มีความพร้อมดำเนินการเกษตรเกษตรทษฎีใหม่เดินตามรอยเบื้องยุคลบาทของในหลวง โดย ส.ป.ก.ได้ตั้งศูนย์เรียนรู้ตามแนวพระราชทานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในทุกจังหวัดส่งเสริมทำเกษตรผสมผสาน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เลี้ยงครัวรือน

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวอีกว่านอกจากนี้ตนเตรียมเสนอ รมว.เกษตรฯ ถึงเรื่องการขอใช้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือ มาตรา 44 เรื่อง มาตรการในการ แก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คำสั่งที่ 36/2559 เพื่อเรียกคืนที่ดิน ส.ป.ก.รายใหญ่ไม่ต่ำกว่า 500 ไร่ รอบสองเพิ่มเติมอีก 2 แสนไร่ ซี่งตนเห็นว่ามีปัญหาตกสำรวจจากรอบแรก หรืออาจมีการแบ่งแปลงย่อยขนาดลงเพื่อให้หลุดจากมาตรา 44 ในจังหวัดใหญ่ๆ อาทิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ เชียงราย อุดรธานี จากก่อนหน้านี้ที่เรียกคืน 4.3 แสนไร่ และมีการตรวจสอบเอกสารการถือครองที่ดิน ทำให้ได้คืนมาแล้ว 1.5 แสนไร่ จากนายทุนรายใหญ่ ผู้มีอิทธิพลที่ถือครองที่ดินมือเปล่าทำให้เกิดปัญหาบุกรุกพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

กยท.เตือน‘คนกรีดยาง’ทั่วปท. ยื่นใบสมัครขึ้นทะเบียนถึง1พย.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241440

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรรมการนโยบายยางธรรมชาติ มีนโยบายให้มีการปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ โดยเพิ่มผู้แทนคนกรีดยาง 1 คนร่วมเป็นกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 ขณะนี้การยางแห่งประเทศไทย ได้เปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ในฐานะคนกรีดยาง พร้อมที่จะอุทิศตนเองและเสียสละเวลาเพื่อร่วมกันพัฒนาอาชีพการทำสวนยาง สามารถขอรับใบสมัครได้ ณ การยางแห่งประเทศไทยทุกสาขา หรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์การยางแห่งประเทศไทย http://www.raot.co.th หรือ http://www.rubber.co.th และยื่นใบสมัครด้วยตนเองได้ที่การยางแห่งประเทศไทยพื้นที่ที่ตนเองขึ้นทะเบียนไว้ ได้ตั้งแต่บัดนี้ ถึง 1 พฤศจิกายน 2559 ในวันและเวลาราชการ พร้อมทั้งสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2433-2222 ต่อ 245 หรือ ที่ทำการ กยท.ใกล้บ้านท่าน

“คุณสมบัติเฉพาะของผู้รับสมัครผู้แทนคนกรีดยาง ต้องเป็นคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. ตาม พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 และเป็นผู้กรีดยางที่มีสิทธิได้รับผลผลิตจากต้นยางในสวนยางแล้วเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้แทนคนกรีดยาง จะต้องแสดงประวัติโดยย่อให้เห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ในการประกอบอาชีพการทำสวนยาง” นายธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

สศก.แจงดัชนีรายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้น สวนทางราคาลด-ชี้สาเหตุจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตสินค้าสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241443

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สศก.แจงภาพรวมดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกันยายน ลดลงร้อยละ 8.87 เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม เนื่องจากราคาสินค้าหลายชนิดปรับตัวลดลง หลังผลผลิตออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังสวนทางกับดัชนีรายได้ของเกษตรกรที่พุ่งสูงขึ้นร้อยละ 7.87 เมื่อเทียบกับเดือนที่แล้ว เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรดโรงงาน

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกันยายน 2559 พบว่า ลดลงร้อยละ 8.87 เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สินค้าที่มีราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา สับปะรดโรงงาน สุกร โดยข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา และฝนตกทำให้คุณภาพไม่ค่อยดี ยางพารา ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา และราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง สับปะรดโรงงาน และปาล์มน้ำมัน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา สุกร ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับความต้องการของผู้บริโภคลดลง

นางสาวจริยา กล่าวต่อว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรเมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปี 2558 ภาพรวมราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้นร้อยละ 8.01 สินค้าที่มีราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ยางพารา และปาล์มน้ำมัน โดยข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคาสูงขึ้นเนื่องจากผลผลิตลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากภาวะภัยแล้ง ส่วนยางพารา และปาล์มน้ำมัน ราคาสูงขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สินค้าที่มีราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบกับมีการนำเข้าข้าวสาลี มาทดแทนมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ โดยเดือนตุลาคม 2559 คาดว่า ดัชนีราคาสินค้าเกษตรจะลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนที่ผ่านมา เนื่องข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก

ด้าน นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า สำหรับดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกันยายน 2559 เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.37 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา สับปะรดโรงงาน และปาล์มน้ำมัน สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ทุเรียน ซึ่งหากเทียบกับเดือนกันยายน ปี 2558 พบว่า ภาพรวมผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.03 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สำหรับสินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า สับปะรดโรงงาน และปาล์มน้ำมัน โดยเดือนตุลาคม 2559 คาดว่า ดัชนีผลผลิตจะเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกันยายน 2559 สินค้าสำคัญที่ออกสู่ตลาดมากในเดือนตุลาคม2559 ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และลองกอง

ทั้งนี้ ในส่วนของดัชนีรายได้เกษตรกรเมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปีที่แล้วปี 2558 ภาพรวมรายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.36 จากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าสำคัญ ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และกุ้งขาวแวนนาไม และเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2559 ดัชนีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.87 จากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตสินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และสับปะรดโรงงาน

 

เกษตรบูรณาการ : ส่งเสริมการเกษตรไทยไม่ใช่แค่ปลูก‘ผักชี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241444

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

251598

เกษตรบูรณาการวันนี้ ว่าด้วยเรื่องของ “ผักชี” ที่ถือเป็นพืชหลักที่ท่านผู้นำกระทรวงเกษตรฯ อย่าง ท่าน ปลัดกระทรวงเกษตรฯที่เป็นผู้นำในภาคราชการ คิดว่าสังคมชอบจึงคิดส่งเสริมกันใหญ่ เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อถูกซักถามและติดตามการทำงานอย่างหนักหน่วงในเรื่องของงานของกระทรวงเกษตรฯตามภาระหน้าที่ ว่าที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ กระทรวงเกษตรฯมีการแก้ปัญหาภาคการเกษตรอย่างไร ถึงไม่มีอะไรคืบหน้าเท่าที่ควรจะเป็น จากกระจอกข่าวประจำกระทรวงฯ จากระดับนโยบายและผู้บริหาร อย่างปลัดกระทรวงเกษตรฯ  “ธีรภัทร  ประยูรสิทธิ” เพราะวันนี้งานเหมือนว่าซอยเท้าอยู่กับที่ เพราะถามทุกที่ มีคำตอบว่ากำลังทำ…และกำลังเดินหน้าทำ

เมื่อถูกจี้ถามกันตรงๆ แทบทุกเรื่องจะมีคำตอบที่ให้กับกระจอกข่าวที่ต้องไปเล่าต่อให้สังคมฟังจากท่านผู้นำกระทรวงเกษตรฯ “ธีรภัทร” ว่า ผมเพิ่งมาทำงาน และกำลังจะเริ่มทำ กำลังทำ แต่สิ่งที่ได้เห็น ดูเหมือนว่า สิ่งที่ทำมันเป็นเพียงแค่ แก้หน้าไปวันๆ จนเป็น “วลี” เด็ดประจำว่าวันนี้ กระทรวงเกษตรฯ ทำไม ส่งเสริมแต่ปลูกผักชี เพราะมันไม่ตรงจุด แต่เรื่องนี้ ท่านปลัดกระเกษตรฯอย่าง “ธีรภัทร” กลับไม่ฉุกคิด และกลับดันสวนกลับ ว่าก็ชอบกันไม่ใช่รึปลูกผักชี วันนี้จึงชัดเจนว่า มิน่าล่ะ….ขอรับท่านมันเป็นอย่างนี้นี่เอง งานจึงแทบไม่เดินหน้า เพราะท่านมัวแต่คิดว่า การพัฒนาการเกษตรคือการต้องส่งเสริมปลูกผักชีอย่างนี้นี่เอง

มาอีกเรื่องที่ถูกซักถาม เมื่อจู่ๆ หลังการหัวหน้าส่วนราชการ ที่ต้องมีการแถลงข่าวประจำสัปดาห์ ในวันพุธที่ 19  ตุลาคม ที่ผ่านมา จู่ๆท่านรัฐมนตรีก็ผุดไอเดีย ว่า จะเดินหน้าเสกให้เกิดแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ 7 หมื่นครัวเรือนทั่วประเทศให้ ได้ภายใน 100 วัน ที่ท่านรัฐมนตรี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ บอกตรงว่าจะทำทุกวิถีทาง และบอกว่า ตั้งใจมากที่สุดเพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริ ให้เกิดผลจริงครบ 100 วันพระบรมศพ ตั้งเป้าให้พร้อมสานต่องานด้านเกษตรอย่างมากมายนำไปให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่านศูนย์เรียนรู้ฯ 882 อำเภอ วางโครงการให้เกษตรกรเสนอตามความต้องการต่อเนื่องจากฤดูแล้งปี’59-60 เพื่อช่วยเหลือปัจจัยการผลิตพืช ปศุสัตว์ ประมง ถึงฤดูแล้งหน้า 9,999 โครงการ ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกว่าหากทำได้จริง และตั้งใจจริง ถือว่า
เป็นสิ่งที่ดีที่จากนี้ไป อย่างน้อยท่านผู้นำกระทรวงเกษตรฯ ถือว่าคิดได้ และคิดจะน้อมนำแนวทางพระราชดำริ เกษตรทฤษฎีใหม่ แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ไปส่งเสริมอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชน ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ของพระองค์ท่าน ได้มีอยู่มีกิน ตามแนวทางที่พ่อหลวงของแผ่นดินวางแนวทางให้ลูกๆ ของพระองค์ท่าน

ราชดำเนิน