ปุ๋ยเคมีภาคใต้ผ่านมาตรฐาน100% l สวพ.7ชี้ผลตรวจสอบฉลุยทั้งหมด-เกษตรกรมั่นใจได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241442

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 มีหน้าที่รับผิดชอบพัฒนาศักยภาพการผลิตพืชในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ช่วยเกษตรกรในด้านการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน ซึ่งเกษตรกรมีการใช้ปัจจัยการผลิตที่นับเป็นต้นทุนการผลิตหลายอย่าง อาทิ ต้นกล้า สารเคมี และปุ๋ยเคมี เป็นต้น โดยปุ๋ยเคมีถือเป็นต้นทุนมากกว่า 30% ในการผลิตพืช กรมวิชาการเกษตรและสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 ตระหนักถึงมาตรฐานของปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะปุ๋ยเคมีที่มีจำหน่ายในท้องตลาด จึงได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยเคมีที่มีจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้ตอนบนอย่างต่อเนื่อง โดยทำการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยเคมีแม่ปุ๋ยในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เพื่อเป็นข้อมูลในการควบคุมคุณภาพปุ๋ยเคมีในท้องตลาดอีกระดับหนึ่ง

สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 โดยนักวิชาการของกลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต ได้ดำเนินการตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยเคมีที่มีจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่ปี 2555-กันยายน 2559 สูตร 46-0-0 จำนวน 50 ตัวอย่าง สูตร 21-0-0 จำนวน 104 ตัวอย่าง สูตร 0-0-60 จำนวน 150 ตัวอย่าง และสูตร 18-46-0 จำนวน 102 ตัวอย่าง โดยนำมาวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการทดสอบปุ๋ยเคมี ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 มาตรฐานระดับสากล พบว่า ปุ๋ยเคมีทั้ง 4 สูตร ผ่านมาตรฐาน 100%

ฉะนั้นจึงถือได้ว่าปุ๋ยเคมีที่มีจำหน่ายในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน เป็นปุ๋ยเคมีที่มีมาตรฐานในระดับสูง ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่ได้ใช้ปุ๋ยที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการพืช ซึ่งปัจจุบันกรมวิชาการเกษตร ได้มีคำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยเคมีเชิงเดี่ยวกับการผลิตพืช เพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากการให้ปุ๋ยเชิงเดี่ยวตามค่าวิเคราะห์ใบ พืชจะได้ปริมาณและชนิดของธาตุอาหารเพียงพอตามความต้องพืชจริง ไม่ขาดและมากจนเกินไป จึงถือเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่า มีรายได้ที่สูงขึ้น และสามารถยกระดับเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรมืออาชีพมากขึ้น

ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถส่งตัวอย่างปุ๋ยเคมีหรือปัจจัยการผลิตทางการเกษตร มาตรวจวิเคราะห์ได้ที่ห้องปฏิบัติการของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยและการใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน

ต่อยอดห้วยหลวงตอนล่าง เล็งผันข้ามลุ่มน้ำเพิ่มความมั่นคงลุ่มน้ำชี-สงคราม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241441

วันจันทร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานมีแผนทำการศึกษาโครงการพัฒนาการใช้น้ำโขงเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจะพัฒนาต่อยอดจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ซึ่งจะสามารถนำน้ำจากแม่น้ำโขงที่มีจำนวนมหาศาลโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนไปเก็บกักไว้ในแหล่งน้ำเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ช่วงที่ขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

สำหรับการดำเนินการศึกษาโครงการพัฒนาการใช้น้ำโขงนั้น จะดำเนินต่อยอดจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างนั้นประกอบด้วย 2 โครงการ คือ 1.โครงการพัฒนาใช้น้ำโขง-ห้วยหลวง-ลุ่มน้ำสงคราม โดยการสูบทอยน้ำจากลำน้ำห้วยหลวงเอามาลงในลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขงเช่นเดียวกัน มีพื้นที่ครอบคลุม 8.13 ล้านไร่ ในเขตจังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม ซึ่งเป็นลุ่มน้ำที่ภูมิประเทศไม่เอื้ออำนวยต่อการก่อสร้างโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ทำให้ประสบปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งเป็นประจำทุกปี

2.โครงการผันน้ำหนองหานกุมภวาปี-เขื่อนลำปาว-น้ำพอง-เขื่อนอุบลรัตน์ โดยนำน้ำจากโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ที่กรมชลประทานจะทำการสูบทอยน้ำจากแม่น้ำโขงมาเก็บกักไว้ในลำน้ำห้วยหลวง โดยสูบทอยอีก 2 ครั้ง โดยครั้งแรกสูบจากปากแม่น้ำโขงเข้ามาไว้ในลำน้ำห้วยหลวง และครั้งที่ 2 สูบทอยจากที่ลำน้ำห้วยหลวง ไปยังคลองส่งน้ำที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ บริเวณสันปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำห้วยหลวงกับลุ่มน้ำชี จากนั้นก็จะปล่อยน้ำตามแรงโน้มถ่วงโลกไปเก็บไว้ที่หนองหานกุมภวาปี จ.อุดรธานี และอ่างเก็บน้ำลำปาว จ.กาฬสินธ์ อีกส่วนก็จะไปลงลำน้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำชี เพื่อไปกักเก็บไว้ที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

“หากสามารถเดินโครงการนี้ได้จะสามารถนำน้ำจากแม่น้ำโขงเติมน้ำให้แหล่งกักเก็บน้ำทั้ง 3 แห่งดังกล่าวได้ประมาณ 2,178 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เพียงพอที่จะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทาน และพื้นที่ต้นน้ำที่ประสบภัยแล้งได้ประมาณ 1.3 ล้านไร่ในฤดูฝน และ 500,000 ไร่ในฤดูแล้ง” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

‘บิ๊กฉัตร’รื้อบึงสีฟ้าจ.พิจิตรเป็นแก้มลิง เผยเขื่อนพระราม6หยุดระบายน้ำแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/241311

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.07 น.

“บิ๊กฉัตร น้อมนำแนวพระราชดำริ รื้อฟื้น”บึงสีไฟ “จ.พิจิตร เป็นแก้มลิง รับน้ำหลาก จากลุ่มน้ำน่าน ช่วยบรรเทาอุทกภัได้ปีนี้ ชี้พื้นที่ท่วมนอกคันกั้นน้ำจะกลับสู่ภาวะปกติในสิ้นเดือนนี้ เขื่อนพระรามหก หยุดระบายน้ำแล้ว”

22 ต.ค. 59 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตนได้รื้อฟื้นพัฒนา บึงสีไฟ จ.พิจิตร  ซึ่งเป็นพื้นที่แก้มลิงขนาด 5,390 ไร่ ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศ ให้สามารถกักเก็บน้ำบรรเทาปัญหาอุทกภัยได้ในปีนี้ ซึ่งก่อนนี้ การจัดทำโครงการต่างๆ ขาดการมองในภาพรวม กองทัพบกจึงได้จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเติมในจุดที่ว่าง เมื่อ คสช. เข้ามาได้มองในภาพรวม ทำงานบูรณาการกัน จึงสำเร็จเกิดประโยชน์ในภาพรวม

รมว.เกษตรฯกล่าวว่า บึงสีไฟ อยู่ห่างแม่น้ำน่านไม่มาก ใช้รับน้ำหลากจากพื้นที่ ที่ผ่านมามีความเจริญที่เกิดขึ้น ทำให้มีการก่อสร้างบ้านเรือน ถนน โดยรอบบึง ปิดกั้นทางน้ำเข้า ทำให้ไม่มีน้ำเข้าบึงสีไฟติดต่อกันหลายปี เป็นบึงที่แห้งแล้ง จนบางปีลอยกระทงไม่ได้ ซึ่งเมื่อปี 2557 ทางกองทัพบก ได้จัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยมอบให้ตนในขณะนั้นเป็นผช.ผบ.ทบ. กำกับดูแลในภาพรวม ซึ่งโครงการหนึ่ง คือ การพัฒนาบึงสีไฟ เป็นการดำเนินการร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ  โดยนำแนวพระราชดำริมาแก้ปัญหา ได้ใช้การมีส่วนร่วมของชุมชน หาทางนำน้ำเข้าบึง จึงได้ขุดลอกขยายคลองรับน้ำให้กว้างขึ้น โดยตนได้เห็นสภาพปัญหา จึงน้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้จริงจังจะทำปัญหาทุกอย่างจะแก้ไขได้หมดและตนในฐานะเป็นประคณะกรรมการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ คสช. ได้ให้จัดทำโครงการต่อเนื่องเพื่อพัฒนาบึงสีไฟ ขุดคลองส่งน้ำภายในบึงสีไฟ เพื่อกระจายน้ำให้ทั่วทั้งบึง เพิ่มความชุ่มชื้น

“ในระหว่างเกิดสถานการณ์อุทกภัยในลุ่มน้ำน่าน ผมได้สั่งการกรมชลประทาน  ให้ผันน้ำจากระบบชลประทานเติมให้บึงสีไฟ และ จัดทำระบบสูบน้ำจากแม่น้ำน่านโดยท้องถิ่นรับผิดชอบค่ากระแสไฟฟ้า เติมน้ำให้บึงสีไฟในช่วงฤดูแล้ง ให้กรมชลฯปรับงบประมาณทำทันที ซึ่งขณะนี้ได้จัดทำระบบสูบน้ำได้ ร้อยละ 96 ขาดงานถมดินท่อน้ำ เนื่องจากดินอ่อนจากฝนตกต่อเนื่อง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ รวมทั้งกรมชลฯได้ผันน้ำผ่านระบบชลปนะทาน ตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. 59 รวม 8.50 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ขณะนี้ บึงสีไฟมีน้ำ 8.00 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 80 ของความจุ” รมว.เกษตรฯ กล่าว

สำหรับปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ในทุกพื้นที่จะกลับสู่ภาวะปกติในสิ้นเดือนนี้ และบางพื้นที่ไม่เกินต้นเดือนหน้าโดยขณะนี้ปริมาณน้ำลดลงทุกจุด ที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท มีระดับน้ำไหลผ่าน 1,732 ลบ.ม./วินาที  เขื่อนป่าสัก 2 ลบ.ม./วินาที  เขื่อนพระรามหก ไม่มีการระบายโดยมาถึง อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนเข้ากทม. เฉลี่ย 1,672 ลบ.ม./วินาที

ล่าสุดจากที่ตรวจสอบพื้นที่ต่ำนอกคันกั้นน้ำ ระดับน้ำลดลงจากวันที่ 13 ต.ค. ดังนี้ บ้านป้อม จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลง 0.53 ม. (จากล้นตลิ่ง 0.30 ม. ลงมาต่ำกว่าตลิ่ง 0.23 ม.) บ้านบางหลวงโดด จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลง 0.51 ม. (จากล้นตลิ่ง 1.79 ม. ลงมาล้นตลิ่ง 1.28 ม.) บ้านบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลง 0.46 ม. (จากล้นตลิ่ง 1.07 ม. ลงมาล้นตลิ่ง 0.61 ม.) ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ลดลง 3.33 ม. (จากต่ำกว่าตลิ่ง 1.79 ม. ลงมาต่ำกว่าตลิ่ง 5.12 ม.)

สรุปพื้นที่เกษตร 4 ทุ่ง มีทุ่งป่าโมกในจ.อ่างทอง และทุ่งบางบาล ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด จ.พระนครศรีอยุธยา พื้นที่ 627,450 ไร่ ปลูก 261,316 ไร่ ยังไม่เก็บเกี่ยวในทุ่งเจ้าเจ็ด 42,000 ไร่โดยทั้ง 4 ทุ่ง สามารถเก็บน้ำได้ 1,150 ล้าน ลบ.ม. มีเพียงทุ่งป่าโมกที่ทำประชาคมแล้ว ปล่อยน้ำเข้าทุ่งไป 48 ล้าน ลบ.ม.ส่วนทุ่งที่เหลือรอประชาคม และ เก็บเกี่ยวหมดสิ้นเดือนนี้

แตกใบอ่อน : ต้องให้อภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240909

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

“…ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ท่านทุกๆ คน ให้มีความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา ความปรารถนาของทุกคน คงไม่แตกต่างกันนัก คือต้องการให้ตนเอง มีความสุขความเจริญ และให้บ้านเมืองมีความสงบร่มเย็น ในปีใหม่นี้ ข้าพเจ้าจึงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะเห็นคนมีความสุขถ้วนหน้ากัน ด้วยการให้ คือ ให้ความรัก ความเมตตากัน ให้น้ำใจไมตรีกัน ให้อภัยกัน…”

ยังจำกันได้หรือเปล่าครับ พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้พรกับพวกเราคนไทยทุกคนเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2554 หรือเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา

ถามว่าทำไมจู่ๆ ผมต้องนำพระราชดำรัสของพระองค์มาเขียนถึงในวันนี้ ซึ่งดูแล้วอาจไม่ถูกกาลเทศะ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงที่พระองค์ผู้เป็นที่รักของเราทุกคนเพิ่งเสด็จสวรรคตได้เพียงแค่สัปดาห์เศษ

คำตอบของผมมีแค่ข้อเดียวครับ คือ เวลานี้ผมกำลังเป็นห่วง

เป็นห่วงที่พวกเราทุกคนซึ่งกำลังอยู่ในภาวะความโศกเศร้ากับการจากไปของพระองค์ท่าน กำลังถูกอารมณ์ ความคิด ความรู้สึก เข้ามาครอบงำสติของเรา

เป็นห่วงที่พวกเราทุกคนกำลังถูกกลุ่มคนที่ไม่หวังดีที่คิดร้ายต่อสถาบัน พยายามฉวยโอกาสในช่วงระหว่างที่พวกเรา
ทุกคนกำลังไว้ทุกข์ มาปลุกปั่น ยั่วยุ ให้เกิดความวุ่นวายตามมา

ดังเช่นกรณีการก่นด่ารุมประณามคนที่ไม่ได้ใส่ “ชุดดำ” โดยไม่ได้ยั้งคิดถึงเหตุผลความจำเป็นของอีกฝ่ายหนึ่งก่อนถึงสาเหตุที่เขาไม่ได้สวมชุดดำ

หรือแม้แต่การลุกฮือกันไปล้อมกรอบ ตามล้าง ตามล่า และบางครั้งถึงขั้นรุมประชาทัณฑ์คนที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายจาบจ้วงสถาบัน จนเกิดเป็นภาพ “ล่าแม่มด” ขึ้นมากลางประเทศไทย

เรื่องการสวมเสื้อดำหรือไม่สวมเสื้อดำ ผมคงขออนุญาตไม่พูดถึง เนื่องจากถึงเวลานี้เราทุกคนน่าจะทำความเข้าใจถึงภาวะความจำเป็นของแต่ละคนได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นจึงเหลือเพียงเรื่องเดียว คือ กรณีการ “ล่าแม่มด” กลุ่มคนที่จาบจ้วงสถาบัน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงที่สุด และเปราะบางที่สุด

ผมไม่ปฏิเสธนะครับ เป็นใครก็ต้องโกรธ เป็นใครก็ต้องไม่พอใจ ถ้าหากมีใครมายืนด่าพ่อเราอยู่ที่หน้าบ้านไม่หยุดหย่อนทุกวี่ทุกวัน และนับวันก็ยิ่งมีพฤติกรรมกำเริบเสิบสานหนักข้อขึ้นทุกวัน

ผมเองก็อยากออกไปตบปากคนพวกนี้เหมือนกับที่หลายท่านอยากทำเช่นกัน

แต่ในทางกลับกันถ้าลองย้อนคิดในมุมของ “พ่อ” ผมยังเชื่อว่าแม้ท่านจะเสียใจที่คนที่ท่านรักเหมือนลูก มากล่าวหาว่าร้ายใส่ท่าน แต่ท้ายที่สุดไม่ว่าจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขไหน ผมเชื่อมั่นอย่างไม่เคยนึกสงสัยเลยว่า สุดท้ายพ่อของเราท่านก็เลือกที่จะ “ให้อภัย”ทุกคนที่มาว่าร้ายใส่ท่าน

ไม่เชื่อลองไปสอบถามที่กรมราชทัณฑ์หรือไม่ก็กระทรวงยุติธรรมดูสิครับว่า แต่ละปีมีผู้ต้องขังในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้รับพระราชทานอภัยโทษหรือลดโทษจำนวนมากแค่ไหน

นั่นไม่ใช่เพียงเพราะพระองค์ท่านมีน้ำพระทัยที่กว้างขวางเท่านั้น

แต่ท่านยังรักลูกของท่านเท่ากันทุกคน

และสิ่งสำคัญที่สุด คือ พระองค์ท่านทรงมีความปรารถนาที่จะเห็นบ้านเมืองสงบร่มเย็น ไม่อยากเห็นลูกทะเลาะเบาะแว้งกัน ท่านจึงทรงเลือกที่จะ “ให้อภัย” และสอนให้เราทุกคนรู้จักการ “ให้อภัย” เหมือนดังพระราชดำรัสพรปีใหม่ 2554 ที่อัญเชิญมาให้ทุกท่านได้อ่าน

บางทีพวกเราอาจต้องเรียนรู้ถึงการให้อภัยกันให้มากขึ้น ปล่อยเขาไป

บ้านเมืองเรายังมีกฎหมายครับ ใครทำอะไรเอาไว้ ก็ปล่อยให้กฎหมายจัดการ อย่าไปหลงขาดสติลงไม้ลงมือทำอะไรลงไปโดยเด็ดขาด

เพราะมิเช่นนั้น คนที่สมปรารถนาก็จะเป็นคนที่ต้องการยั่วยุให้เกิดความวุ่นวายนั่นแหละครับ

มะลิลา

นำร่องพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง สร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองแก้ท่วม-แล้งระยะเร่งด่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240907

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง จ.อุดรธานีและหนองคาย ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสำรวจออกแบบพร้อมจัดการที่ดินเพื่อก่อสร้างพนังกั้นน้ำ อาคารบังคับน้ำ และระบบส่งน้ำชลประทาน ซึ่งโครงการนี้ประกอบด้วยงานหลักสำคัญ คือ งานสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง งานพนังกั้นน้ำช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวง งานอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา และงานระบบส่งน้ำชลประทานขนาดกลาง ใช้งบประมาณ 21,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 9 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560-2568

ทั้งนี้ในการดำเนินโครงการ กรมชลประทานได้พิจารณาก่อสร้างสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมืองก่อน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและขาดแคลนน้ำระยะเร่งด่วน ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 4 ปี (ปี 2560-2563) โดยจะดำเนินการพร้อมๆกับการจัดหาที่ดิน และเตรียมงานเบื้องต้นสำหรับงานด้านอื่นๆ คาดว่าจะใช้งบทั้งสิ้นประมาณ 6,583 ล้านบาท ซึ่งในปีงบประมาณ 2560 ได้รับการจัดสรรงบรองรับจากคณะรัฐมนตรีแล้ว 675 ล้านบาท

ส่วนแผนงานที่เหลือก็จะดำเนินการทันทีที่มีความพร้อม ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะร่วมงานกับเกาหลีใต้ในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือ จีทูจี ประกอบด้วย งานพนังกั้นน้ำช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวง มีความยาวรวม 47.02 กิโลเมตร ซึ่งจะช่วยป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำ ตามแนวเขตน้ำท่วม และช่วยควบคุมปริมาณน้ำ-รับน้ำในช่วงน้ำหลากเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง งานอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา จะก่อสร้างทั้งหมดจำนวน 15 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และงานระบบส่งน้ำชลประทานขนาดกลาง จะดำเนินการก่อสร้างให้ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 315,195 ไร่ เพื่อกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตจ.หนองคายและอุดรธานี

ทั้งนี้โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ไม่เข้าหลักเกณฑ์ต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำให้สามารถเร่งดำเนินโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตจ.หนองคาย และอุดรธานี 54,390 ไร่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน 245.87 ล้าน ลบ.ม.เพียงพอสำหรับการส่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การอุตสาหกรรม และการเกษตร มีประชากรที่ได้รับประโยชนฺ์ 29,835 ครัวเรือน หรือ 124,618 คน ส่วนในฤดูแล้งสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 250,000 ไร่

 

ลุยฉลากโลกร้อนทุเรียน-มังคุด ชู‘จันทบุรี’มหานครแห่งผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240905

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 (สศท.6) จ.ชลบุรี ได้ร่วมประชุมแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจภาคเกษตรในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก โดยมีสาระสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.การขอรับการสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับการผลิต การแปรรูป การตลาดผลไม้ภาคตะวันออกปี 2560-2564 โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ และขอให้สนับสนุนงบประมาณจัดงาน “มหานครผลไม้” จ.จันทบุรี ปี 2560 เพื่อสร้างภาพลักษณ์ การเป็นศูนย์กลางผลไม้ของไทยต่อไป

2.เรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก โดยมี 2 โครงการ คือ โครงการผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำประแสร์-หนองค้อ-บางพระ และโครงการปรับปรุงคลองชลประทานพานทองเพื่อรองรับสะพานผันน้ำจากคลองชลประทานพานทอง ไปยังอ่างเก็บน้ำบางพระ โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปพิจารณาดำเนินการ

ด้าน นายบุญลาภ โสวัณณะ รักษาการผู้อำนวยการ สศท.6 จ.ชลบุรี กล่าวว่า สศท.6 ได้ร่วมบูรณาการงานกับสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดจันทบุรี ในโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์สินค้าเกษตร ซึ่งเป็นการต่อยอดงานวิจัยที่ดำเนินการตลอด 3 ปีที่ผ่านมา โดยจัดทำฉลากลดโลกร้อน (Carbon Footprint Reduction : CFR) ผลิตภัณฑ์ทุเรียนและมังคุดของสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชนในเมืองเกษตรสีเขียว จ.จันทบุรี มีองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นผู้รับรองการขึ้นทะเบียนฉลาก

 

รายงานพิเศษ : ‘ทุเรียนพื้นบ้าน’มรดกทรงคุณค่าของราชาผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240910

วันพฤหัสบดี ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าทุเรียนมีอยู่ 2 ประเภท คือทุเรียนพันธุ์ เช่น พันธุ์หมอนทอง ชะนี ก้านยาว เป็นต้น ประเภทนี้เป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เพราะมีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือทุเรียนพื้นเมือง หรือที่เรียกกันว่า ทุเรียนบ้าน ซึ่งจะมีผลขนาดเล็กกว่าทุเรียนพันธุ์ และส่วนใหญ่จะมีเนื้อน้อย เมล็ดโต รสชาติเข้มข้นและกลิ่นแรงกว่าทุเรียนพันธุ์

นายก้องกษิต สุวรรณวิหค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ทุเรียนพื้นเมืองที่มีลักษณะดี รสชาติไม่ด้อยกว่าทุเรียนพันธุ์มีจำนวนไม่น้อย เนื่องจากทุเรียนพื้นเมืองมีความหลากหลายสูง แต่ละต้นมีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่แต่ละต้นไม่อาจทดแทนกันได้ โดยเฉพาะภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของทุเรียนพื้นเมือง นอกจากมีสภาพพื้นที่ที่เหมาะสมแล้ว วิถีชีวิตของคนสมัยก่อนก็เป็นส่วนสำคัญให้เกิดความหลากหลายของทุเรียนพื้นเมือง เป็นมรดกทางพันธุกรรมส่งต่อสู่ลูกหลานในปัจจุบัน

เนื่องจากในสมัยโบราณการขยายพันธุ์ทุเรียนนิยมใช้ วิธีเพาะด้วยเมล็ด ต้นไหนที่ให้ผลอร่อยถูกใจก็จะเก็บเมล็ดไปปลูกใหม่ ด้วยหวังว่าจะได้ต้นที่อร่อยเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งสภาพแวดล้อมและสภาพสังคมส่งผลกระทบรุนแรงต่อทรัพยากรที่มีค่านี้ เสี่ยงต่อการสูญหายในระยะเวลาไม่นานนี้ ตัวอย่าง จังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่อำเภอบ้านตาขุน โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณริมแม่น้ำคลองแสง ในอดีตคนในชุมชนบริเวณนี้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำสวนผลไม้แบบผสมผสาน ซึ่งหนึ่งในผลไม้หลายชนิดที่ปลูกร่วมกันคือ ทุเรียนพื้นเมือง ที่มีชื่อเรียกว่า ทุเรียนคลองแสง ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีความโดดเด่นในพื้นที่ดังกล่าว เพราะมีรสชาติหวานมัน เนื้อหนา สีเหลืองทองสวยน่ารับประทาน และกลิ่นไม่ฉุนรุนแรง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ต่างจากทุเรียนพื้นเมืองทั่วไป ทำให้ทุเรียนคลองแสง เป็นทุเรียนพื้นเมืองที่มีชื่อของอำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

แต่ปัจจุบันพื้นที่ปลูกทุเรียนคลองแสง ส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ เป็นผลจากการสร้างเขื่อนรัชประภา ในปี 2525 ซึ่งสร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ส่งผลให้ขณะนี้ยังคงเหลือทุเรียนคลองแสง เพียงในพื้นที่ หมู่ 1 ต.เขาพัง ซึ่งมีจำนวนทั้งหมดไม่ถึง 20 ต้น และล้วนแต่มีอายุไม่น้อยกว่า 100 ปี ที่ยังคงหลงเหลือให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมและเศรษฐกิจก็ทำให้เกษตรกรบางรายเปลี่ยนมาปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ปาล์มน้ำมันและยางพาราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ความอยู่รอดของทุเรียนพื้นเมืองที่มีแนวโน้มจะลดน้อยถอยลงไปทุกขณะ ไม่เพียงแต่เฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานีเท่านั้น ยังรวมถึงแหล่งปลูกอื่นก็อาจมีสถานการณ์ที่เป็นอันตรายต่อความคงอยู่ของทุเรียนพื้นเมืองเช่นกัน

ดังนั้น สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี ได้มีแนวคิดและได้มอบหมายให้นางสาวสุพินยา จันทร์มี นักวิชาการเกษตรชำนาญการ ทำโครงการสำรวจและรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นเมืองจากจังหวัด
ต่างๆ ในเขตภาคใต้ตอนบน เพื่อค้นหาศักยภาพของทุเรียนพื้นเมืองที่มีอยู่ในท้องถิ่น นำมาเปรียบเทียบพันธุ์เพื่อคัดเลือกทุเรียน
พื้นเมืองพันธุ์ที่มีลักษณะดี สำหรับนำไปส่งเสริมให้เป็นเกษตรกรหรือชาวบ้านปลูกเป็นทุเรียนพื้นเมืองเชิงการค้ามากขึ้น ซึ่งขณะนี้
อยู่ระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ทั้งข้อมูลการศึกษาความหลากหลายของทุเรียนบ้าน ของอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) และการติดตามผลการประกวดทุเรียนพื้นบ้าน รวมถึงการสอบถามข้อมูลจากคนในพื้นที่ เช่น เกษตรตำบล ผู้นำชุมชน เป็นต้น เมื่อได้ข้อมูลก็จะเข้าไปสำรวจและเก็บรวบรวมพันธุ์ทุเรียนพื้นบ้านจากแหล่งปลูก มาปลูกเปรียบเทียบที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี โดยเน้นการศึกษาลักษณะประจำพันธุ์ของทุเรียนพันธุ์นั้นๆ และขยายผลด้วยงานวิจัยและพัฒนา เพื่อหาวิธีการจัดการดูแลรักษาและใช้เทคโนโลยีการปลูกทุเรียนที่มีเหมาะสมของกรมวิชาการเกษตร เมื่อได้งานวิจัยที่สิ้นสุดก็จะสามารถนำไปขยายผลสู่เกษตรกรให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาในการดำเนินการไม่ต่ำกว่า 20 ปี เนื่องจากไม้ผลโดยเฉพาะทุเรียนกว่าจะปลูกจนให้ผลผลิตก็ใช้เวลา 6-7 ปี และกว่าจะได้ผลผลิตที่นิ่งมีคุณภาพตามที่ต้องการก็ต้องศึกษาต่อไปอีก 4-5 ปี
หลังจากนั้นตามแผนที่ตั้งไว้ คือ ต้องนำทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่คัดเลือกแล้วว่า เป็นพันธุ์ที่มีคุณภาพไปปลูกทดสอบในศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่อยู่ในเครือข่ายของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 เพื่อยืนยันศักยภาพที่เกิดขึ้นของแต่ละพื้นที่ว่ามีความแตกต่างหรือมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านใดบ้าง ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อนจะ
เผยแพร่สู่เกษตรกร

“แม้ว่าการศึกษาเรื่องทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองนี้อาจจะใช้ระยะเวลายาวนานมาก แต่ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ สามารถค้นหาศักยภาพของทุเรียนพื้นเมืองที่แอบซ่อนอยู่ในถิ่นต่างๆให้ปรากฏสู่สาธารณชนมากขึ้น เนื่องจากทุเรียนพื้นเมืองบางต้นมีคุณภาพและลักษณะดี รสชาติอร่อย แต่ไม่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภค ทำให้ราคาขายไม่สูงหรือถูกขายในเกรดเดียวกับทุเรียนพื้นบ้านทั่วไป เกษตรกรจึงไม่ค่อยดูแลเอาใจใส่มากนัก ฉะนั้นหากทำให้คนรู้จักทุเรียนพื้นเมืองมากขึ้น เกษตรกรจะได้ตระหนักถึงคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ให้เป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ที่สามารถสร้างมูลค่าและยกระดับทุเรียนพื้นเมืองให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่เฉพาะถิ่น สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสาวสุพินยา กล่าว

ทั้งนี้ ในอนาคตน่าจะมีทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองที่มีศักยภาพออกมาให้ผู้บริโภคได้รู้จัก เช่นเดียวกับทุเรียนสาลิกา อัตลักษณ์ประจำถิ่นพังงา ที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ดีไม่แพ้ทุเรียนพันธุ์การค้าอื่น

ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอข้อมูล ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี ต.คันธุลี อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี เบอร์โทร. 0-7738-1860-1 อี-เมล์ : surat@doa.in.th

ดันพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง กรมชลเจรจา‘โสมขาว’ร่วมพัฒนาโครงการ2.1หมื่นล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240730

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำของเกาหลีใต้ ภายหลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามร่างบันทึกแสดงเจตจำนง (MOI) ด้านการบริหารจัดการน้ำกับกระทรวงที่ดินโครงสร้างพื้นที่ฐานและการคมนาคมของเกาหลีใต้ เพื่อร่วมกันดำเนินงานแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศ โดยนำร่องดำเนินงานที่โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ที่ประสบทั้งปัญหาน้ำท่วม และขาดแคลนน้ำ ซึ่งที่ผ่านมากรมชลประทานได้ให้สถาบันแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อมคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ ตั้งแต่ท้ายประตูระบายน้ำ (ปตร.) สามพร้า ไปถึงปากลำห้วยหลวง ที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ครอบคลุมพื้นที่ 2,160 ตารางกิโลเมตร ในเขต 6 อำเภอ ของ จ.อุดรธานี คือ อ.เมือง อ.หนองหาน อ.พิบูลย์รักษ์ อ.เพ็ญ อ.บ้านดุง อ.สร้างคอม และ 1 อำเภอ ของ จ.หนองคาย คือ อ.โพนพิสัย

ผลการศึกษาพบว่าปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขในช่วง 2-3 ปีแรก คือ การบรรเทาแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ซึ่งสาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะแม่น้ำโขงมีระดับน้ำที่สูงในฤดูฝน ทำให้เอ่อล้นตลิ่ง อีกทั้งด้วยความลาดชันของลำน้ำห้วยหลวงตอนล่างค่อนข้างต่ำ เมื่อเกิดฝนตกในพื้นที่ตอนบนน้ำจะไหลลงสู่ห้วยหลวง และไหลลงไปที่ ปตร.ห้วยหลวง ที่อยู่ตอนล่างในขณะที่การระบายน้ำทำได้จำกัด เนื่องจากมีน้ำจากแม่น้ำโขงดันเข้ามาด้วย ประกอบกับการทำคันกั้นน้ำที่มีอยู่มีเพียงครึ่งเดียว ทำให้เกิดน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากทุกปี

สำหรับแนวทางแก้ไข นอกจากสร้างคันกั้นน้ำให้เสร็จทั้งหมดแล้ว ยังจะต้องสร้างปตร.เพิ่มขึ้นในลำน้ำห้วยหลวงอีก 3 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 2 แห่ง คือ ปตร.สามพร้า และ ปตร.ห้วยหลวง เพื่อชะลอการไหลของน้ำก่อนลงสู่แม่น้ำโขง ช่วยลดปริมาณน้ำที่จะท่วม โดยทุกแห่งจะต้องติดตั้งเครื่องสูบน้ำด้วย และเมื่อถึงฤดูแล้งยังสามารถสูบน้ำจากแม่น้ำโขงย้อนเข้ามาเก็บไว้ได้อีกด้วย เมื่อแล้วเสร็จทั้งโครงการจะสามารถกักเก็บได้ไม่น้อยกว่า 150 ล้านลูกบาศก์เมตร และทำให้พื้นที่เกษตรในลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขง มีความมั่นคงในเรื่องน้ำมากขึ้นอีกประมาณ 300,000 ไร่

ดร.สมเกียรติกล่าวอีกว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง คาดว่าจะใช้งบประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับทางเกาหลีใต้ว่า สนใจจะร่วมดำเนินโครงการในลักษณะรัฐบาลกับรัฐบาลหรือไม่ คาดว่าจะได้คำตอบภายในเดือนธันวาคม 2559 นี้

รายงานพิเศษ : การเลี้ยงโคนมอาชีพพระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240732

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

น้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย…

การเลี้ยงโคนม เป็นอาชีพที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ให้กับคนไทย พระองค์ทรงทุ่มเทและทำทุกอย่างในการส่งเสริมอาชีพนี้ให้คงอยู่คู่เกษตรกรไทย ซึ่งเห็นได้จากพระราชภารกิจที่ทรงปฏิบัติมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา และส่งเสริมต่อการพัฒนาประเทศโดยรวมให้มีความเจริญก้าวหน้าและมั่นคง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงริเริ่มและส่งเสริมให้พสกนิกรได้มีอาชีพที่ยั่งยืนเลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทรงเลี้ยงวัวนมในพระราชวังสวนจิตรลดามีโรงงานผลิตนมสำเร็จรูป นมอัดเม็ด นมผง นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น ที่ควรตระหนัก โดยประวัติความเป็นมา คือ เดือนกันยายนปีพุทธศักราช 2503 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จประพาสทวีปยุโรป ในการเสด็จทรงประทับแรมอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ว่า ด้วยการร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์ก

ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี นายนิลส์ กุนน่าส์ ซอนเดอร์กอร์ด ชาวเดนมาร์ก ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสุกร ของ FAO (Food and Agricultural Organization United Nation) ผู้ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับกรมปศุสัตว์ระหว่างปี พ.ศ.2498-2502 (ค.ศ.1955-1959) ได้สังเกตว่า คนไทยไม่รู้จักโคนมและดื่มนมในปริมาณน้อยมาก หลังจากกลับไปประเทศเดนมาร์กในปี พ.ศ.2502 นายซอนเดอร์กอร์ด ได้จัดทำโครงการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย เสนอต่อ Danish Agricultural Marketing board และต่อมาเดือนมกราคม 2504 ได้มีคณะผู้เชี่ยวชาญชาวเดนมาร์กได้มาศึกษาสำรวจพื้นที่ในการจัดตั้งฟาร์มโคนมสาธิต และศูนย์ฝึกอบรม ณ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานที่เป็นหุบเขาสวยงามมีแหล่งน้ำสะอาด และไม่ไกลจากตลาดกรุงเทพฯ

วันที่ 20 ตุลาคม 2504 ได้ลงนามสัญญาการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางวิชาการการเลี้ยงโคนม ระหว่างรัฐบาลเดนมาร์กกับรัฐบาลไทย โดย Danish Agricultural Marketing board จัดสรรเงินช่วยเหลือจำนวน 4.33 ล้านโครเนอร์ (หรือประมาณ 23.5 ล้านบาท ในสมัยนั้น) สำหรับดำเนินโครงการเป็นระยะเวลา 8 ปี รัฐบาลเดนมาร์กได้ส่งผู้เชี่ยวชาญมาร่วมดำเนินการในปี พ.ศ.2509 (ค.ศ.1966) พร้อมกับสนับสนุนเงินจำนวน 2.87 ล้านโครเนอร์ สำหรับดำเนินงานในช่วง 8 ปี อันเป็นการตอบสนองพระราชปณิธานและความสนพระทัยในอาชีพการเลี้ยงโคนม หลังจากเสด็จนิวัตประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระเจ้าเฟรดเดอริคที่ 9 แห่งประเทศเดนมาร์ก ได้ทรงประกอบพิธีเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 จึงนับได้ว่า เป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)” มีสำนักงานตั้งอยู่เลขที่ 160 ถนนมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เพื่อดำเนินบทบาทในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมต่อไป และรัฐบาลไทยได้กำหนดให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปีเป็น “วันโคนมแห่งชาติ”

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวทางในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในอาชีพให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยการรวมกลุ่มกันเป็น“สหกรณ์” เพื่อพัฒนา การผลิตและการตลาด และจัดตั้งสหกรณ์โคนมแห่งแรกในประเทศไทยที่ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2514 โดยใช้ชื่อว่า “สหกรณ์โคนมราชบุรี จำกัด” ต่อมาได้รวมกิจการกับบริษัท ผลิตภัณฑ์นม จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เมื่อปี พ.ศ. 2518 จากนั้นเป็นต้นมา จึงใช้ชื่อว่า “สหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์)” จนถึงปัจจุบัน

จากจุดเริ่มต้นของสหกรณ์โคนมแห่งแรกเมื่อ 45 ปีก่อน ขยายผลจนถึงปัจจุบัน มีสหกรณ์โคนม 101 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ สามารถรวบรวมน้ำนมดิบได้ประมาณวันละ 2,087.323 ตัน คิดเป็นร้อยละ 62.64 ของปริมาณน้ำนมดิบทั้งประเทศ สหกรณ์ที่มีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมทั้งนมพาสเจอไรส์ และยูเอชที 25 สหกรณ์ มีโรงงานผลิตอาหารโค 23 สหกรณ์ ขณะเดียวกันยังส่งผลต่อการสร้างความมั่นคง ความปลอดภัยทางด้านอาหารของชาติ สามารถทดแทนการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมไม่น้อยกว่าปีละ 4,000 ล้านบาท และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจโคนมของประเทศ

นอกจากนี้ เพื่อให้สามารถอำนวยประโยชน์แก่สหกรณ์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมตามหลักการ อุดมการณ์ และวิธีการสหกรณ์ สหกรณ์โคนมจึงได้มีการรวมตัวกันจัดตั้ง “ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด” ขึ้นเพื่อเป็นองค์กรหลัก เป็นแกนนำ มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหา และแนวนโยบายต่อรัฐ รวมทั้งการปกป้องดูแลประโยชน์ด้านการผลิต และการตลาดในอาชีพการเลี้ยงโคนมของสมาชิกและเกษตรกร

กรมส่งเสริมสหกรณ์ หนึ่งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รับผิดชอบในการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการบริหารจัดการ สหกรณ์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ซึ่งได้น้อมรับกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตรเพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการพัฒนาธุรกิจให้กับสหกรณ์โคนม โดยมีเป้าหมายพัฒนาให้สหกรณ์โคนมแข็งแกร่งในด้านต่างๆ นับตั้งแต่ การขยายพันธุ์โคนมพันธุ์ดี การเลี้ยงดูอย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการ และการผลิตน้ำนมเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์นมอย่างมีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ซึ่งอาศัยพื้นฐานจากยุทธศาสตร์พัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม ปี 2555-2559 ที่คณะกรรมการ จัดทำขึ้นมาเป็นแนวทางในการดำเนินการ ประกอบด้วย การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้การเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกร การพัฒนาและเพิ่มศักยภาพการผลิตน้ำนมโคของเกษตรกร การส่งเสริมการบริโภคนมและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมเพื่อการแข่งขัน และการสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรโคนมและผลิตภัณฑ์นม แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนกำหนดแนวทางให้เกษตรกรสมาชิกสหกรณ์

อย่างไรก็ตาม สมาชิกสหกรณ์ และเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม มีความภาคภูมิใจกับอาชีพการเลี้ยงโคนมพระราชทาน รวมทั้งร่วมขับเคลื่อนการพัฒนากิจการโคนมให้มีความเจริญก้าวหน้า และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อองค์กร เพื่อสนองพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงต้องการรักษาอาชีพการเลี้ยงโคนมให้เป็นมรดกตกทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลานในอนาคตสืบไป

ปวงข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำพนักงานราชการ กรมส่งเสริมสหกรณ์ และขบวนการสหกรณ์ไทย

 

ชงแผนพัฒนาเกษตรฉบับ12เข้าครม. วาง5เป้าหมาย4ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240728

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความเห็นชอบต่อ (ร่าง) แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ภายใต้วิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรก้าวไกลด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลาดนำการผลิต ชีวิตเกษตรกรมีคุณภาพ ทรัพยากรการเกษตรมีความสมดุลและยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายสำคัญ 5 ประเด็น คือ (1) ความผาสุกของเกษตรกรเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 85 ในปี 2564 (2) เกษตรกรมีรายได้เงินสดสุทธิทางการเกษตรเพิ่มขึ้นเป็น 59,460 บาทต่อครัวเรือนในปี 2564 (3) เศรษฐกิจภาคเกษตรเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี (4) จำนวนงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตรถูกนำไปใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 5 และ (5) ทรัพยากรการเกษตรได้รับการฟื้นฟูและใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืนเพิ่มขึ้น

ส่วนการดำเนินงาน ได้กำหนด 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ยุทธศาสตร์ที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน ยุทธศาสตร์ที่ 3 เพิ่มความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม และ ยุทธศาสตร์ที่ 4 บริหารจัดการทรัพยากรการเกษตรและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งขณะนี้(ร่าง) แผนพัฒนาการเกษตร ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 อยู่ระหว่างเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี และเตรียมประกาศใช้ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาการเกษตรของประเทศไทยต่อไป