ส่องเกษตร : พ่อหลวงจะอยู่กับเกษตรตลอดไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240727

449007

วันพุธ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

แม้ผ่านมาร่วมหนึ่งสัปดาห์แล้ว นับแต่วันที่ สำนักพระราชวังประกาศข่าวการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตรเมื่อวันที่ 13 ต.ค.2559….แต่ในความรู้สึกของผม จนถึงวันนี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดินที่ยังคง“ช็อก” อยู่ และโศกเศร้าอย่างหาที่สุดไม่ได้

นับเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงที่สุด ไม่เพียงของประเทศไทยและคนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน แต่เชื่อว่า ชาวโลกไม่ว่าจะประเทศใดที่ได้รับรู้รับทราบในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงพระราชกรณียกิจไว้มากมายในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ราษฎร และยังแนวทางพระราชดำริที่ก่อให้เกิดคุณประโยชน์มหาศาลต่อมวลมนุษยชาติ โดยเฉพาะเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง…ทุกคนก็ย่อมรู้สึกเช่นเดียวกันว่า นี่เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงของชาวโลกด้วย

สำหรับวงการเกษตรไทย ไม่ว่าตัวเกษตรกรเอง หรือผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นักวิชาการเกษตร,สื่อมวลชน ฯลฯ ย่อมตระหนักกันดีว่า ตลอด 70 ปี แห่ง “การครองแผ่นดินโดยธรรม” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญาให้กับการช่วยเหลือพัฒนาการเกษตรยิ่งใหญ่ขนาดไหนเพื่อให้เกษตรกรไทยหลุดพ้นจากความอดอยากยากจน

กว่า 4 พันโครงการพระราชดำริที่ดำเนินการอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยส่วนใหญ่ก็เป็นโครงการเพื่อพัฒนาด้านการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นโครงการพระราชดำริเกี่ยวกับป่า, เกี่ยวกับดิน, เกี่ยวกับน้ำ หรือโครงการพระราชดำริอื่นๆ

โครงการตามแนวพระราชดำริ ไม่ได้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างฉาบฉวย เหมือนการนำสิ่งของประชาสงเคราะห์มาแจกให้กันตายเฉพาะหน้า หรือเหมือนโครงการหาเสียงแบบนักการเมืองที่เอา “ประชานิยม”มาล่อหลอกเป็นขนมหวานแลกคะแนนนิยม แล้วกลายเป็นยาพิษร้ายในภายหลัง

แต่โครงการตามแนวพระราชดำริมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ให้เกษตรกรอยู่ได้ยั่งยืน เฉกเช่นที่พระองค์เคยมีพระราชดำรัสเมื่อ 4 ธ.ค. 2541 เรื่องความพอเพียงและการรู้จักพึ่งพาตนเองในตอนหนึ่งว่า “เราไม่ควรให้ปลาแก่เขา แต่ควรจะให้เบ็ดตกปลาและสอนให้รู้จักวิธีตกปลาจะดีกว่า”

ดังนั้น แต่ละโครงการของพระองค์จึงมุ่งทำเป็นแบบอย่าง ให้เกษตรกรได้เรียนรู้ แล้วนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ เช่น การทำไร่นาสวนผสมตามหลัก“การเกษตรทฤษฎีใหม่” ที่เป็นวิถีสำคัญแห่งหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น

ไม่เพียงแต่ลงมือทำโครงการต่างๆเพื่อเป็นแบบอย่างเท่านั้น พระองค์ยังทรงมีพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาทให้ฝ่ายต่างๆในหลายโอกาส กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการเกษตร เพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหา นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศชาติด้วย ดังตัวอย่างเช่น

“…กสิกรรมและเกษตรกรรมเป็นเรื่องสำคัญมาก ท่านทั้งหลายจะต้องช่วยกันค้นคว้าหาความรู้และความชำนาญให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเสมอ และพยายามส่งเสริมเผยแพร่ความรู้ที่ได้ศึกษามาแก่พี่น้องกสิกรและเกษตรกร ให้ได้ทราบถึงวิธีปฏิบัติอันถูกต้องตามหลักวิชาอีกด้วย จึงจะเกิดประโยชน์แก่สังคมในด้านนี้ และเป็นผลดีแก่ประเทศชาติสืบไป…”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ม.เกษตรศาสตร์ 19 ก.ค.2505)

“…เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญด้านต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็นสำคัญ และงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าไปได้ก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ…”

(พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ม.เกษตรศาสตร์ 9 ก.ค. 2507)

“เกษตรมีความสำคัญจริง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่า เราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่อิ่ม แต่ว่า ทำไมคนถึงนึกว่าการเกษตรเป็นสิ่งที่ต่ำต้อยที่ไม่สำคัญ ทั้งๆที่ความจริงเราต้องอาศัยการเกษตรเพื่อชีวิตของเรา ไม่ใช่เฉพาะสำหรับอาหารเท่านั้น สำหรับสิ่งอื่นทั้งหลายด้วยที่เราต้องอาศัยการเกษตร…”

(บางส่วนของพระราชดำรัสเกี่ยวกับเกษตรกรรม จาก หนังสือ“พระบิดาของแผ่นดิน” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดพิมพ์ขึ้นในงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2540)

บัดนี้แม้พระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่พระราชดำรัสและแนวทางพระราชดำริการเกษตรที่ทรงมอบไว้ให้ลูกหลานไทย จะได้รับการสืบสานคู่กับการเกษตรของไทยตลอดไป….

สาโรช บุญแสง

ไทยร่วมถกความมั่นคงอาหาร‘เอเปก’ ชูการพัฒนาความร่วมมือประชารัฐ-ให้ความสำคัญเกษตรกรรายย่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240556

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางจันทร์ธิดา มีเดช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดว่า ได้เข้าร่วมประชุมในสัปดาห์ความมั่นคงอาหารและการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปก ครั้งที่ 4 ภายใต้กรอบเอเปก ในหัวข้อการส่งเสริมตลาดอาหารของภูมิภาค (Enhancing the Regional Food Market) ณ เมืองเพียวร่า สาธารณรัฐเปรู ซึ่งเป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีของสมาชิกเอเปก เพื่อสร้างเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารระหว่างกันภายในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยจะมีการรับรองปฏิญญาเพียวร่า ว่าด้วยความมั่นคงอาหารเอเปก มีสาระสำคัญ 7 หัวข้อหลัก คือ 1.ความท้าทายและโอกาสสำหรับความมั่นคงอาหารในภูมิภาค 2.ตลาดอาหารในภูมิภาคและการค้า 3.ความยั่งยืนสำหรับระบบอาหารที่มีความยืดหยุ่นปรับตัวได้ 4.นวัตกรรมและเทคโนโลยี 5.การพัฒนาชนบทและเขตเมือง 6.โครงสร้างพื้นฐานการลงทุนและการบริการเพื่อความมั่นคงอาหาร และ 7.การเข้าสู่ระบบอาหารในปี ค.ศ.2020

สำหรับร่างปฏิญญาดังกล่าว เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินงานเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารระหว่างสมาชิกเอเปก โดยไม่มีข้อผูกพันทางกฎหมาย (non-legal binding) ซึ่งสมาชิกสามารถพิจารณาให้ความร่วมมือตามความสมัครใจ

ในโอกาสเดียวกันนี้ ไทยได้กล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ การพัฒนาชนบทและเขตเมือง (Rural-Urban Development) เพื่อแสดงแนวทางของประเทศไทยว่า การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ในชุมชนเมือง มีผลต่อความมั่นคงทางอาหาร จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้การพัฒนาที่มีความร่วมมือ และครอบคลุมทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย ซึ่งไทยได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในการวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นแนวทางที่มีความยั่งยืน คำนึงถึงชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นการจัดการความเสี่ยงให้กับเกษตรกร

นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ดำเนินโครงการร่วมกับภาคเอกชน และชุมชน ผ่านโครงการประชารัฐในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรของไทยในระยะยาว ทั้งนี้ การรับประกันความมั่นคงอาหารในระยะยาว จะต้องทำให้เกิดความยั่งยืนทั้งด้านการผลิตและการบริโภค โดยใช้กลไกการค้าแบบเปิด ยุติธรรม และอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนความรู้ และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรรายย่อย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาชนบทและเขตเมืองของเอเปกต่อไป

รักษ์เกษตร : น้ำหมักชีวภาพ คุณสมบัติ และคุณประโยชน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240554

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

คำถาม น้ำหมักชีวภาพ มีคุณสมบัติอย่างไร และมีคุณประโยชน์อะไรบ้างครับ

จุรินทร์ มุนินโท

อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี

คำตอบ คุณสมบัติของน้ำหมักชีวภาพ ประกอบด้วย ฮอร์โมนที่นำมาใช้ต่อการเติบโตของพืชหลายชนิด เช่น ออกซิน ไซโตไคนิน และจิบเบอร์เรลลินมีกรดอินทรีย์ชนิดต่างๆ เช่น กรดอะซีติกกรดแลคติก กรดอะมิโน และกรดฮิวมิกมีวิตามินบี วิตามินซี วิตามินเอ และอื่นๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุหมักและมีความเป็นกรดที่ pH ประมาณ 3-4

การใช้ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ มีมากมายนัก ไม่ใช่เพียงเฉพาะทางการเกษตร แต่มีการนำน้ำหมักชีวภาพ มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่นอีกด้วย

ด้านการเกษตร น้ำหมักชีวภาพ มีธาตุอาหารสำคัญ ทั้งไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม แคลเซียม กำมะถัน ฯลฯ จึงสามารถนำไปเป็นปุ๋ย เร่งอัตราการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มคุณภาพของผลผลิตให้ดีขึ้น และยังสามารถใช้ไล่แมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย ใช้ฉีดพ่นหรือเติมในดินหรือน้ำ ช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ในดินและน้ำ ใช้เติมในดิน ช่วยปรับสภาพโครงสร้างของดิน ทำให้ดินร่วนซุย อุ้มน้ำได้ดี และช่วยเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในดินและน้ำ ช่วยเพิ่มอัตราการย่อยสลายสารอินทรีย์ในดิน และน้ำ ใช้รดต้นพืชหรือแช่เมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์เพื่อเร่งการเกิดราก และการเจริญเติบโตของพืช เป็นสารที่ทำหน้าที่เหมือนฮอร์โมนพืช กระตุ้นการเกิดราก และการเจริญเติบโต ทำให้มีผลผลิตและคุณภาพสูงขึ้น ใช้ฉีดพ่นในแปลงเกษตร ช่วยต้านแมลงศัตรูพืช และลดจำนวนแมลงศัตรูพืช ใช้ฉีดพ่นในแปลงผัก ผลไม้ หรือผลผลิตต่างๆ เพื่อป้องกันการทำลายผลผลิตของแมลง และช่วยให้ผลผลิตคงทนเก็บรักษาไว้ได้นาน

ด้านปศุสัตว์  สามารถช่วยกำจัดกลิ่นเหม็น น้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ ช่วยป้องกันโรคระบาดต่างๆ ในสัตว์ แทนการให้ยาปฏิชีวนะ ทำให้สัตว์แข็งแรงมีความต้านทานโรค และช่วยกำจัดแมลงวัน เป็นต้น โดยใช้ฉีดพ่นตามพื้นดินในฟาร์ม เพื่อลดกลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ ซากพืช ซากสัตว์ในฟาร์ม ใช้เติมในน้ำเสีย เพื่อกำจัดน้ำเสีย ด้วยการเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในการย่อยสารอินทรีย์ในน้ำเสีย ใช้ฉีดพ่นตามพื้นหรือตัวสัตว์ เพื่อป้องกัน และลดจำนวนของจุลินทรีย์ก่อโทษ และเชื้อโรคต่างๆ ช่วยป้องกันแมลงวัน และการเจริญเติบโตของหนอนแมลงต่างๆ ใช้ผสมอาหารสัตว์จำพวกหญ้า เพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ในกระเพาะอาหารของสัตว์เคี้ยวเอื้อง และใช้หมักหญ้า ฟางข้าว หรือหญ้าอาหารสัตว์ เพื่อให้เกิดการย่อยง่าย

ด้านการประมง นำมาใช้ในด้านการประมง ใช้เติมในบ่อเลี้ยงปลาเพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ปรับความเป็นกรด-ด่างของน้ำ เพิ่มจำนวนจุลินทรีย์สำหรับการย่อยสลายสิ่งสกปรกในบ่อปลา ช่วยต้านและลดจำนวนเชื้อโรคที่ก่อโทษในสัตว์น้ำ ช่วยแก้ปัญหาโรคพยาธิในน้ำ  ช่วยรักษาโรคแผลต่างๆ ของสัตว์น้ำ ปลา กบ ช่วยลดปริมาณขี้เลนในบ่อ ด้วยการช่วยย่อยสลายสิ่งเน่าเสียด้านล่างบ่อ ช่วยให้เลนไม่เน่าเหม็น สามารถนำไปผสมเป็นปุ๋ยหมักใช้กับพืชต่างๆ ได้ดี

ด้านสิ่งแวดล้อม ใช้เติมในบ่อบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียจากการเกษตร ปศุสัตว์ การประมง โรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และสถานประกอบการทั่วไป ใช้เติมในบ่อขยะ ช่วยกำจัดกลิ่นเหม็นจากกองขยะ การเลี้ยงสัตว์ โรงงานอุตสาหกรรม และชุมชนต่างๆ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสภาพอากาศที่เสียให้สดชื่น และมีสภาพดีขึ้น

ประโยชน์ในครัวเรือน สามารถนำน้ำหมักชีวภาพ มาใช้ปรับสภาพของเสียจากครัวเรือน ใช้ฉีดพ่นปรับอากาศในครัวเรือน ใช้ในการซักล้างทำความสะอาด แทนสบู่ ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน รวมทั้งใช้ดับกลิ่นในห้องน้ำ โถส้วม ท่อระบายน้ำ ฯลฯ ใส่ห้องน้ำ โดยใส่ในโถส้วมทุกวันได้ด้วย

ปัจจุบันน้ำหมักชีวภาพได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นจุลินทรีย์ที่ไม่มีพิษภัย เป็นวัสดุประเภทจุลินทรีย์ที่ปลอดภัย และได้ผลจริง มีแต่ประโยชน์ ถ้าสามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กับพืชทุกชนิด ใช้กับการปศุสัตว์ ใช้กับการประมง และใช้กับสิ่งแวดล้อม อย่างปลอดภัยนะครับ

‘นาย รัตวิ’

คูโบต้าออก3แทรกเตอร์ใหม่ ยัน‘ตอบโจทย์’ทุกการใช้งาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240555

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายสมบูรณ์ จินตนาผล ผู้ช่วยกรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรหลายพื้นที่นิยมทำนาข้าวผสมกับพืชไร่ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศไทย อาทิ ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาแทรกเตอร์คูโบต้าได้รับการออกแบบให้เหมาะสมสำหรับการทำนาข้าวเป็นหลัก แต่หลังจากที่พืชไร่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และมีความต้องการใช้งานมากขึ้น บริษัท จึงได้วิจัยและพัฒนาแทรกเตอร์รุ่นใหม่ที่รองรับการใช้งานทั้งนาข้าวและพืชไร่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยล่าสุดได้เปิดตัวสินค้าใหม่ แทรกเตอร์ รุ่น L4018 ขนาด 40 แรงม้า และรุ่น L3218 ขนาด 32 แรงม้า ที่มีจุดเด่นในเรื่องของเครื่องยนต์ใหม่ ไดเรคอินเจคชั่น ไฟส่องสว่างแบบ LED ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนและสามารถทำงานในช่วงกลางคืนได้ง่ายยิ่งขึ้น สำหรับแทรกเตอร์ L4018 รุ่นปรับฐานล้อได้ยังสามารถปรับฐานได้ถึง 3 ระยะ เพื่อรองรับการทำเกษตรในแต่ละพืชได้อย่างครอบคลุม สามารถขับคร่อมร่องข้าวโพดและมันสำปะหลังได้ทำให้การปลูกหรือบำรุงรักษาได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และ แทรกเตอร์ รุ่น MU5501 มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 55 แรงม้า ที่ให้พลังแรงม้าเต็มประสิทธิภาพสูงสุด ออกแบบให้ตอบโจทย์การทำงานในไร่ และงานนาแห้งอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทยังได้คิดค้นอุปกรณ์ต่อพ่วงที่จะเป็นตัวเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของแทรกเตอร์ทั้ง 3 รุ่น ให้สามารถทำงานที่หลากหลายทั้งนาข้าวและพืชไร่ ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดิน การเพาะปลูก การบำรุงจนกระทั่งการเก็บเกี่ยวอีกด้วย

รายงานพิเศษ : โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง แก้ปัญหาอย่างยั่งยืนโดยประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240558

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำโขงอีกลุ่มน้ำหนึ่งที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก และปัญหาขาดแคลนน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี มีพื้นที่ประมาณ 2,160 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจ.อุดรธานีและหนองคาย ลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม แอ่งกระทะใกล้แม่น้ำโขง ไม่เหมาะที่จะสร้างแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ทั้งที่ปริมาณฝนที่ตกในแต่ละปีไม่ได้น้อยไปกว่าภาคอื่นๆ

ปัญหาน้ำท่วม เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูฝน แต่ละปีมีพื้นที่น้ำท่วมเฉลี่ยประมาณ 90,000 ไร่ต่อปี โดยเฉพาะในปี 2554 นั้นเป็นปีที่มีน้ำท่วมมากที่สุดกว่า 215,000 ไร่ สร้างความเสียหายกับพื้นที่การเกษตรและสร้างความเดือนร้อนกับประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม เช่นเดียวกับ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ก็เกิดขึ้นเป็นประจำซ้ำซากอยู่ทุกปีในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค

สำหรับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ระหว่างปี 2539-2545 กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ได้ก่อสร้างประตูระบายน้ำห้วยหลวง บริเวณบ้านดอนคง ต.จุมพล อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย แต่เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จกลับไม่สามารถเปิดใช้งานได้ไม่เต็มตามศักยภาพตามที่ได้ออกแบบไว้ เนื่องจากมีปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาการจัดซื้อที่ดิน ปัญหาขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมในกรณีต่างๆ ยังไม่ชัดเจน เป็นต้น

นอกจากนี้ การสร้างประตูระบายน้ำห้วยหลวงดังกล่าว ยังทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในที่ลุ่มต่ำ เนื่องจากไปขวางการไหลของน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ทั้งๆที่ในความเป็นจริงช่วงฤดูฝนจะยกบานของประตูระบายพ้นน้ำทุกบาน เปรียบเสมือนกับไม่มีประตูระบายน้ำ ดังนั้นสาเหตุหลักจึงน่าจะเป็นเพราะแม่น้ำโขงมีระดับน้ำที่สูงในฤดูฝน ทำให้เอ่อล้นตลิ่ง ประกอบกับการทำคันกั้นน้ำที่มีอยู่มีเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งยังไม่ได้ก่อสร้าง จึงทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมในช่วงฤดูน้ำหลากเป็นประจำทุกปี

ต่อมาในปี 2546 ได้ถ่ายโอนประตูระบายน้ำห้วยหลวงมาให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับผิดชอบ และได้ว่าจ้างสถาบันแหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดำเนินการศึกษาและจัดทำแผนบริหารจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างอย่างเต็มศักยภาพ โดยให้ความสำคัญกับประชาชนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมในการศึกษาทุกขั้นตอน ซึ่งได้ทำการศึกษาแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2558 ที่ผ่านมา

ผลการศึกษาดังกล่าว พบว่า สภาพปัญหาข้างต้นที่เกิดขึ้น จำเป็นต้องควบคุมบริหารจัดการน้ำในลำห้วยหลวงที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยการก่อสร้างประตูระบายน้ำและระบบสูบน้ำ เพื่อให้สามารถสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมได้ในช่วงฤดูฝน แก้ปัญหาน้ำท่วมในเขต จ.หนองคาย และ อุดรธานีและในฤดูแล้งยังสามารถปิดประตูระบายน้ำเพื่อเก็บกักน้ำก่อนสิ้นฤดูฝน เพื่อสนับสนุนการอุปโภคบริโภค การเกษตร การท่องเที่ยว การคมนาคม การอุตสาหกรรม รวมทั้งการรักษาระบบนิเวศน์ อีกด้วย

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ผลการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการศึกษาได้ผลสรุปเบื้องต้นว่า หากจะให้สามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำที่เกิดในลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์มากที่สุด รวมทั้งไม่เป็นการลงทุนแบบสูญเปล่า เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องจะดำเนินโครงการ 6 กลุ่มโครงการด้วยกันคือ โครงการสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง โครงการปรับปรุงแหล่งน้ำ-พัฒนาแก้มลิงพร้อมระบบชลประทานประตูระบายน้ำดงสระพัง โครงการประตูระบายน้ำหนองสองห้อง โครงการสถานีสูบน้ำถ่อนนาเพลินพร้อมระบบชลประทาน ของโครงการสูบน้ำพื้นที่ชลประทานห้วยหลวง-คลองดัก โครงการสถานีสูบน้ำบ้านนาคำ พร้อมระบบชลประทาน และ โครงการประตูระบายน้ำดอนกลอย-สถานีหนองบัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อนำองค์ประกอบสำคัญของ6 กลุ่มโครงการดังกล่าว มาพิจารณาดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง พบว่าจะต้องดำเนินงานสำคัญๆ 4 งานด้วยกันคือ

1.งานสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง เพื่อสูบน้ำจากลำห้วยหลวงเพื่อการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขงช่วงฤดูน้ำหลาก สามารถลดพื้นที่และระยะเวลาของการท่วมขัง ส่วนในช่วงฤดูแล้งหรือช่วงขาดแคลนน้ำจะสูบน้ำเพื่อนำน้ำโขงเข้ามายัง ลำห้วยหลวงเพื่อเสริมน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน โดยการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 15 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จำนวน 10 เครื่อง รวมอัตราสูบน้ำสูงสุด 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที 2.งานพนังกั้นน้ำช่วงที่ตลิ่งต่ำตามแนวลำห้วยหลวง ความยาวรวม 47.02 กิโลเมตร เพื่อช่วยป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำหน้าตามแนวเขตน้ำท่วม และช่วยควบคุมปริมาณน้ำและรับน้ำในช่วงน้ำหลากเพื่อเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง

3.งานอาคารบังคับน้ำตามลำน้ำห้วยหลวงและลำน้ำสาขา จำนวน 15 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และ 4.งาน
ระบบส่งน้ำชลประทานขนาดกลาง ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน 315,195 ไร่ เพื่อกระจายน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตจ.หนองคายและอุดรธานี

สำหรับงบประมาณในการลงทุนทั้งโครงการ คาดว่าจะใช้งบทั้งหมดประมาณ 21,000 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยค่าก่อสร้างทุกโครงการ อาคารประกอบอื่นๆ ค่าชดเชยที่ดิน อาคารที่ทำการสำนักงาน บ้านพัก และการปรับภูมิทัศน์ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 9 ปี ตั้งแต่ปี 2560-2568

“เมื่อการดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำห้วยหลวงตอนล่างแล้วเสร็จจะสามารถ บรรเทาปัญหาน้ำท่วมในเขตจ.หนองคายและอุดรธานี ได้ 54,390 ไร่ ทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนถึง 245.87 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถส่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ได้จำนวน 14.82 ล้านลบ.ม.ต่อปี เพื่อการอุตสาหกรรม 1.13 ล้านลบ.ม.ต่อปี ในเขต จ.หนองคายและอุดรธานี และที่สำคัญสามารถสิ่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานได้ 315,195 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่ชลประทานเดิม 15,000 ไร่ และพื้นที่ชลประทานใหม่ 300,195 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 37 ตำบล 7 อำเภอของ จ.หนองคาย และอุดรธานี 29,835 ครัวเรือน 124,618 คน ในพื้นที่ 284 หมู่บ้าน ส่วนในฤดูแล้งสามารถส่งน้ำให้กับพื้นที่ชลประทาน 250,000 ไร่

นอกจากนี้ ยังมีน้ำเพียงพอที่จะใช้รักษาระบบนิเวศน์ ตลอดจนเป็นแหล่งประมงสำหรับเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดให้ราษฎรได้บริโภคและเป็นรายได้เสริม และเป็นยังแหล่งพักผ่อนหย่อนใจส่งเสริมการท่องเที่ยวอีกด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับความคืบหน้าของโครงการนั้น ขณะนี้การออกแบบสถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง งานพนังกั้นน้ำเดิมเสร็จเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจออกแบบพนังกั้นน้ำใหม่ อาคารบังคับน้ำและระบบส่งน้ำชลประทาน ส่วนการตัดหาที่ดิน ได้จัดหาที่ิดินบริเวณที่จะก่อสร้างสถานีแดนเมืองรีบร้อยแล้วเช่นกัน ปัจจุบันอยู่ระหว่างจัดหาที่ดินบริเวณพนังกันน้ำใหม่ อาคารบังคับน้ำ และระบบส่งน้ำชลประทาน

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำห้วยหลวงตอนล่าง เป็นโครงการที่ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทุกขั้นตอน ทำให้ได้รูปแบบการแก้ไขปัญหาเป็นไปตามความต้องการของประชาชน ซึ่งกรมชลประทานจะนำไปขยายผลดำเนินงานกับโครงการอื่นๆต่อไป…

ระดับน้ำ’เจ้าพระยา-ป่าสัก’ลดลง หลังกรมชลฯทยอยการระบายน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240511

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 16.02 น.

17 ต.ค. 59 นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่า ในช่วงวันที่ 17-22 ต.ค.ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนน้อย ส่วนบริเวณภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง

สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ยังคงมีฝนตกตลอดช่วงกับมีฝนตกหนักบางแห่งนั้นในส่วนสถานการณ์น้ำปัจจุบันปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ และแม่น้ำ สะแกกรังลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในระดับ+15.70 เมตร(ระดับน้ำทะเลปานกลาง) ซึ่งเป็นระดับน้ำที่กรมชลประทานจะรักษาไว้เพื่อให้สามารถส่งน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งสองฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยาได้    ส่วนเขื่อนเจ้าพระยามีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,027 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา บริเวณอำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท อำเภออินทร์บุรี อำเภอเมือง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี อำเภอไชโย อำเภอป่าโมก คลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง และคลองบางบาล ตลาดเสนา อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ลดลงเช่นกัน

โดยในส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 864 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 90 ของความจุอ่างฯ มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 41 ล้านลูกบาศก์เมตร (สูงสุด 70 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2559

ส่วนปริมาณน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำป่าสัก จะไหลมาบรรจบกันที่บริเวณอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่จังหวัดปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 2,330 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

โดยสถานการณ์น้ำในภาพรวม ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำป่าสักบริเวณตอนบนของลุ่มน้ำมีปริมาณน้ำท่าลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมชลประทาน จะได้พิจารณาเก็บกักน้ำในเขื่อน รวมทั้งในคลองส่งน้ำและคลองระบายน้ำของชลประทาน และพื้นที่แก้มลิงต่างๆ เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงตามความเหมาะสมต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘ส้มแขก’ไม้ผลให้รสเปรี้ยวมากคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240400

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ส้มแขก เป็นพืชท้องถิ่นที่พบในภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีการนำผลมาฝานเป็นแผ่นชิ้นเล็กๆ แล้วตากให้แห้ง นำมาใช้ปรุงอาหารเพื่อให้รสเปรี้ยว เช่น แกงส้ม ต้มส้ม ต้มยำ เป็นต้น ซึ่งใช้กันแพร่หลายในจังหวัดภูเก็ต ระนอง กระบี่ สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

ว่าที่ร้อยตรีจตุรภัทร รัตนวิสาลนนท์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 7 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในผลและเปลือกของส้มแขกมีสาระสำคัญ คือ α-hydroxy citric acid (HCA) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสร้างไขมันจากการรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูงจึงเชื่อกันว่าสารสกัดส้มแขกสามารถยับยั้งกระบวนการสร้างกรดไขมันของร่างกาย และการลดน้ำหนักได้ ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต จึงได้ดำเนินการสำรวจและศึกษาเปรียบเทียบพันธุ์ส้มแขกในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ตั้งแต่ปี 2554-2558 โดยมอบหมายให้ นางสาวสโรชา ถึงสุข นักวิชาการเกษตรชำนาญการ เป็นผู้ดำเนินการวิจัย

ขณะที่ นางสาวสโรชา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการศึกษาวิจัยดังกล่าว พบว่า ส้มแขกที่พบในพื้นที่ภาคใต้มีจำนวน 2 ชนิด คือ Garcinia atroviridis และ Garcinia pedunculata โดยส้มแขกที่พบนั้นมีลักษณะต่างกันคือ Garcinia atroviridis มีลักษณะตั้งตรง สูงประมาณ 30 เมตร การแตกกิ่งจะลู่ลงตามลำต้น ใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ แผ่นใบเรียง ใบอ่อนสีน้ำตาลอมแดง ใบแคบค่อนข้างยาวขอบใบเรียบ ปลายใบแหลมมากมองเห็นได้ชัดเจน ใบยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร ก้านใบยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร ใบแห้งมีสีน้ำตาล ลักษณะผล ผลเดี่ยว ผลคล้ายฟักทองขนาดเล็ก กว้างประมาณ 6-7 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4-5 เซนติเมตร ขั้วผลยาวประมาณ 2 เซนติเมตร มีรกอยู่ตรงกลาง มีเมล็ด 11-12 เมล็ด เปลือกผลเป็นร่องตามแนวขั้วไปยังปลายผล มี 8-10 ร่อง ที่ขั้วผลมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 2 ชั้น ชั้นละ 4 กลีบ ทั้งสองชั้นเรียงสลับกัน ผลแก่มีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง เมล็ดแข็งสมบูรณ์ 2-3 เมล็ดต่อผล ภายในเมล็ดมีใบเลี้ยงอวบหนา เนื่องจากมีอาหารสะสมอยู่มาก ลักษณะนี้พบที่ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ตและพบมากในจังหวัดปัตตานี นราธิวาสและยะลา

ส่วน Garcinia pedunculata มีลักษณะลำต้นตั้งตรงและกึ่งเลื้อย ความสูงขึ้นอยู่กับอายุของต้นและลักษณะของลำต้น ซึ่งอยู่ระหว่าง 5-30 เมตร และการแตกกิ่งจะแตกขนานกับพื้นดิน ลักษณะทรงพุ่มคล้ายต้นมังคุด ใบเป็นใบเดี่ยวสีเหลืองอมเขียวถึงสีเขียว เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน รูปไข่กลับ หรือรูปใบหอกแกมขอบขนาน กว้าง 7-12 ซม. ยาว 12-28 ซม. ปลายกลมถึงแหลม ขอบเรียบ โคนสอบ แผ่นใบหนา เส้นใบเห็นชัดเจนมี 9-14 คู่ ก้านใบยาว 2-3 ซม. ลักษณะผล ผลคล้ายผลฝรั่งมีพูแต่เห็นไม่ชัดเจน ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกผลจะมีสีเหลือง ที่ขั้วผลจะมีกลีบเลี้ยงอยู่ระหว่างผลกับขั้วผลแต่เห็นไม่ชัดเจน ขนาดผลใหญ่ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดน้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม/ผล ลักษณะนี้พบที่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช, อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา อำเภอถลาง และอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต ได้รวบรวมข้อมูลและความแตกต่างของส้มแขกทั้งสองชนิดเพื่อเป็นองค์ความรู้แก่ผู้สนใจ ซึ่งสามารถติดต่อได้ที่ : ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ตเบอร์โทร.0-7662-1157, 08-6538-8029 อี-เมล์ : rpuket@doa.in.th

เกษตรบูรณาการ : ถึงเวลาหรือยังที่ต้องคิดอย่างคนปกติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240399

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

251598

ติดตามการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ มาอย่างต่อเนื่อง ต้องบอกว่า หลายอย่างยังมืดมน และหลายอย่าง เริ่มจะมีทางสว่างในตัวเอง สินค้าเกษตรหลายตัว  โดยเฉพาะยางพาราของไทย แม้วันนี้ยังคงมีขบวนการที่จะนั่งทับที่ของใครบางคนที่ทำอะไรไว้กับเรื่องของยางพาราในสต๊อกอยู่ โดยไม่ยอมขยับจากกระทรวงไป ส่วนจริงเท็จแค่ไหน ก็ไปตามกันเอง เพราะทุกอย่างล้วนแล้วแต่จิตใต้สำนึก ความรับผิดชอบชั่วดีของแต่ละคน ว่าจะยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือพวกตน จนไม่รู้จักคำว่าพอเพียง แต่ที่แน่นอนที่สุดคือวันนี้ยังมียางในสต๊อกของใครบางคนที่ทำเอาไว้ ผลาญเงินที่ทาง กยท. ปัจจุบันต้องมานั่งรับผิดชอบในการจัดเก็บ เดือนละกว่า200 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ กยท. พยายามที่จะใช้ยางพาราในสต๊อกให้เร็วที่สุด เพื่อลดภาระให้เร็วที่สุด

สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสนั่งคุยกับนักวิจัยที่ทำงานเรื่องของยางพารา ตลอดระยะเวลาในการทำงานของข้าราชการคนหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า ถึง ณ เวลานี้ บอกได้เลยว่า มีผลการวิจัยที่ชัดเจนว่า ยางพาราของเราสามารถใช้ในการทำถนนที่ดีเลิศ และมีการรับรองมาตรฐานที่ชัดเจน ขณะเดียวกันส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ก็กำลังจะเดินหน้าหาทางรับรองด้วยแล็บของตนเองเสียด้วย เพราะที่ผ่านมา การทำถนนที่มาจากยางพารา มีการคัดค้านจากกลุ่มคนบางกลุ่ม และมีขบวนการที่พยายามที่จะไม่ให้มีการนำยางพาราไปใช้ในการทำถนนเสียด้วย  โดยให้เหตุผลต่างๆ นานา ว่า ผสมลำบาก

ความจริงมันคือ ถนนที่สร้างจากยางพารา มีให้เห็นชัดเจน เป็นตัวอย่างในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สร้างมากว่า 10 ปี วันนี้ยังใช้ได้ปกติ วันนี้มีข้อมูลชัดเจนว่า การสร้างถนนจากยางพารา 1 กิโลเมตร ใช้ยางแห้ง ประมาณ 3.3 ตัน ขนาดถนนกว้าง11 เมตร นั้นคือ ถนนในชนบททั่วไปโดยถนนที่ลาดยางหนากว่า 5.5 เชนติเมตร ว่ากันอย่างนั้น วันนี้ถนนที่บางหน่วยงานรับผิดชอบเขาต้องสร้าง กว่าปีละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นกิโลเมตร ไปดูกันเองว่าใช้ยางปีละเท่าไหร่ กว่ายางที่ยังเป็นปัญหาเรื่องราคา จะยังเป็นปัญหาต่อไปหรือไม่ นั้นไม่รวมที่จะต้องแปรรูปอย่างอื่น ที่สามารถสร้างมูลค่าได้ หากคิดอย่างคนปกติ ยางพาราไทยน่าจะถึงทางรอดหากมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯคิดอย่างคนธรรมดา เพียงแต่วันนี้ ไม่ธรรมดา

ราชดำเนิน

เปิดผลศึกษา‘โซนนิ่ง’ข้าวชัยนาท สศท.7แนะ‘อ้อยโรงงาน-มันสำปะหลัง’พืชทางเลือก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240398

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 (สศท.7) จ.ชัยนาท ได้ศึกษาแนวทางบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning) ข้าว ใน อ.มโนรมย์ พบว่า มีพื้นที่ปลูก 73,465 ไร่ ส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่เหมาะสมมากและปานกลาง (S1, S2) 70,394 ไร่ และปลูกในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3, N) 3,071 ไร่

จากการศึกษาต้นทุนและผลตอบแทนสุทธิ พบว่า ในพื้นที่เหมาะสมมากและปานกลาง เกษตรกรจะทำการผลิตข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เพื่อการบริโภคมากที่สุด โดยมีผลตอบแทนสุทธิสูงสุดเฉลี่ยไร่ละ 2,183.18 บาท มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยไร่ละ 5,774.47 บาท ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 747.76 กิโลกรัม และราคาที่เกษตรขายได้เฉลี่ย 10.64 บาทต่อกิโลกรัม โดยราคาที่เกษตรกรขายได้จะสูงกว่าราคาข้าวขาวทั่วไป

รองลงมาเป็นการผลิตข้าวเพื่อจำหน่ายเป็นเมล็ดพันธุ์ พันธุ์ กข. โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไร่ละ 1,153.81 บาท มีต้นทุนเฉลี่ย 6,647.21 บาทต่อไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องจักรปักดำ การเพาะปลูกมีผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 859.33 กิโลกรัม และราคาที่เกษตรกรขายได้ 9.08 บาทต่อกิโลกรัม

ส่วนการผลิตข้าวพันธุ์ กข. เพื่อการบริโภค ให้ผลตอบแทนสุทธิน้อยที่สุด เฉลี่ยต่อไร่ 404.57 บาท มีต้นทุนการผลิต 5,004.04 บาทต่อไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 724.17 กิโลกรัมต่อไร่ และราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 7.47 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ข้าวที่ผลิตได้จะเป็นข้าวขาวที่ขายให้กับโรงสีเพื่อการแปรสภาพเท่านั้น

สำหรับการผลิตข้าวในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม เป็นการผลิตข้าวพันธุ์ กข.เพื่อบริโภค โดยผลตอบแทนสุทธิติดลบ ถึงแม้ว่าจะมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ยไร่ละ 4,969.83 บาท แต่ผลผลิตที่ได้รับเฉลี่ยต่อไร่น้อยกว่า เพียง 659.30 กิโลกรัมต่อไร่ และเกษตรกรได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 4,969.83 บาทต่อไร่ ซึ่งขาดทุนสุทธิเฉลี่ย 45.72 บาทต่อไร่

นอกจากนี้ สศท.7 ยังได้ศึกษาพืชทางเลือกให้เกษตรกรในพื้นที่ ได้แก่ อ้อยโรงงานซึ่งพบว่า มีผลตอบแทนสุทธิ 931.19 บาทต่อไร่ และมันสำปะหลัง มีผลตอบแทนสุทธิ 960.18 บาทต่อไร่ และได้ศึกษาพืชหลังนา ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลตอบแทนสุทธิ 2,713.97 บาทต่อไร่ ถั่วเขียวมีผลตอบแทนสุทธิ 2,190.19 บาทต่อไร่ ไม้ดอกดาวเรือง มีผลตอบแทนสุทธิ 14,775.94 บาทต่อไร่ และการเลี้ยงไก่ไข่ ที่นับเป็นกิจกรรมเสริมที่สร้างรายได้เป็นอย่างดี โดยเลี้ยงแบบอินทรีย์ ไก่ไข่ 100 ตัว จะได้รับกำไรเฉลี่ย 120.84 บาทต่อวัน ในระยะการเลี้ยง 1 ปี

เตือนสวนเงาะเฝ้าระวัง‘ศัตรูพืช’ หนอนคืบกินใบ-แมลงค่อมทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240397

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนในช่วงอากาศร้อน มีฝนตก และหนาวในเวลากลางคืน ขอให้ชาวสวนเงาะเฝ้าระวัง 2 แมลงศัตรูพืช คือ หนอนคืบกินใบ และแมลงค่อมทอง พบได้ในระยะแตกใบอ่อนและใบแก่ผสมกัน มักพบหนอนกัดกินใบเพสลาด ใบอ่อน และใบแก่ ส่งผลให้การปรุงอาหารของใบไม่เพียงพอ ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ หากพบหนอนคืบกินใบ ในกรณีที่โคนต้นเงาะโล่งเตียนไม่มีหญ้ารก ให้เกษตรกรเขย่ากิ่งให้ตัวหนอนทิ้งตัวลงสู่พื้นดินแล้วจับไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก และให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่วนแมลงค่อมทอง จะพบลักษณะการเข้าทำลายของแมลงค่อมทองตัวเต็มวัยกัดกินใบอ่อน ยอดอ่อน และดอก ใบที่ถูกทำลายจะมีลักษณะเว้าๆ แหว่งๆ หากระบาดรุนแรง ใบอ่อนจะถูกกัดกินจนเหลือแต่ก้านใบ บริเวณยอดพบมูลที่ถ่ายออกมาปรากฏให้เห็น แมลงค่อมทองตัวเต็มวัยเป็นระยะที่สำคัญที่สุด เพราะกัดกินส่วนต่างๆ ของพืช สีของตัวเต็มวัยจะเปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม จึงพบมีหลายสี เช่น สีเหลือง สีเทา สีดำ และสีเขียวปนเหลืองเป็นมัน ตัวเต็มวัยที่พบบนต้นพืชมักอยู่บนลำต้นเป็นคู่หรือเป็น
กลุ่มรวมกัน ตัวเต็มวัยมีอุปนิสัยชอบทิ้งตัวลงสู่พื้นดินเมื่อต้นพืชถูกกระทบกระเทือน หากพบเข้าทำลายมากให้ใช้ผ้าพลาสติกรองใต้ต้นแล้วเขย่าต้นหรือกิ่งเงาะให้ตัวเต็มวัยหล่นลงสู่พื้นดิน เพื่อเก็บตัวเต็มวัยแมลงค่อมทองรวบรวมนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก และพ่นด้วยสารฆ่าแมลงคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน20% อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ควรพ่นให้ทั่วในระยะที่ต้นเงาะแตกใบอ่อน 2-3 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 10-14 วัน