‘บิ๊กฉัตร’นำขรก.ชั้นสูงถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในบรมโกศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/240060

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 13.30 น.

14 ต.ค. 59 เวลา 10.10 น. ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พล.อ.ฉัตรัชัย สาริกัลยะ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์   ได้เรียกประชุมผู้บริหารระดับสูง เพื่อแจ้งกำหนดการของรัฐบาลในงานพระราชพิธีและให้ข้าราชการไปร่วมเฝ้าส่งเสด็จระหว่างทางในการเคลื่อนพระศพ พร้อมนำกล่าวคำถวายอาลัยและส่งเสด็จพระเจ้าอยู่หัว

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ด้วยสำนึกพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในบรมโกศ  ข้าพเจ้าพร้อมด้วยข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างในสังกัด  รู้สึกโศรกเศร้าเสียใจเมื่อทราบข่าวสวรรคต ผู้ทรงเป็นดั่งพ่อของแผ่นดิน  ทรงเป็นบิดาการเกษตรและสหกรณ์ไทย ข้าพเจ้าทั้งหลายขอตั้งปฎิญานด้วยความจงรักภักดี ขอน้อมนำแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้ไปโดยความตั้งใจตั้งมั่นปฎิบัติสืบไป

ต่อจากนั้นพล.อ.ฉัตรชัย และข้าราชการได้ลงนานในสมุดไว้อาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในบรมโกศ ขอน้อมส่งเดส็จสู่สวรรคาลัยเสด็จสู่สวรรคาลัย

 

เดินหน้าสร้างความมั่นคงอาหาร อาเซียนกระชับความร่วมมือพันธมิตรบวกสามขับเคลื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239929

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนประเทศไทย เดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 38 และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีประเทศบวกสาม ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งภาพรวมของการประชุมได้มีการหารือร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการสนับสนุนและร่วมมือตามแผนงานความร่วมมือด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ ปี ค.ศ.2016-2025 ให้มีความต่อเนื่องและเป็นไปตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ รวมไปถึงยังยืนยันที่จะแสดงความมุ่งมั่นของเหล่าประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อดำเนินการความร่วมมือด้านความมั่นคงด้านอาหารและความปลอดภัยของอาหาร

นอกจากนี้ ในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีของจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี (อาเซียนบวกสาม) รัฐมนตรีอาเซียนยังได้รับการยืนยันจากรัฐมนตรีของประเทศอาบวกสามในการสนับสนุนการดำเนินงานของอาเซียนกับประเทศบวกสาม ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียนบวกสามด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงอาหารอย่างต่อเนื่องต่อไป โดยเฉพาะการปฏิบัติงานขององค์การสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารแห่งอาเซียนบวกสาม (AFSIS) ซึ่งทั้งสองหน่วยงานมีที่ตั้งสำนักเลขานุการอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคและของโลก และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตร

โอกาสนี้ ไทยได้กล่าวขอบคุณประเทศอาเซียนบวกสามที่ได้ร่วมกันสนับสนุนการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ซึ่งรวมถึงกิจกรรมภายใต้ APTERR และ AFSIS มาด้วยดีโดยตลอด โดยในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา การดำเนินกิจกรรมของ APTERR ประสบความสำเร็จอย่างมากในการให้ความช่วยเหลือด้วยการบริจาคข้าวให้แก่ประเทศฟิลิปปินส์และกัมพูชา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยธรรมชาติได้อย่างทันท่วงที โดยได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพจากการดำเนินงานของ AFSIS ซึ่งมีการปรับปรุงและพัฒนาระบบข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ผ่านแผนงานการพัฒนาบุคลากรของอาเซียนด้านข้อมูลสารสนเทศมาโดยตลอด ทำให้ทั้งสององค์กรนี้จึงเป็นกลไกที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคอาเซียนบวกสามอย่างเป็นรูปธรรม

เลาะรั้วเกษตร : ใครดีก็ชื่นชม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239927

281225166

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

วันก่อนเห็นภาพประกอบข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ แทบจำไม่ได้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ ถอดเสื้อผ้าไหม กางเกงสแล็ค แขวนไว้ที่ไหนไม่รู้ คว้าเสื้อยีนส์ กางเกงยีนส์มาสวมแทน ลงไปลุยพื้นที่ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ของท่านเลขาธิการ สมปอง อินทร์ทอง ยึดคืนมาจากนายทุนกว่า 1,200 ไร่ นำมาจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อส่งมอบให้คณะกรรมการจัดการที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ต่อไป

อธิบดี อภัย สุทธิสังข์ บอกว่า พื้นที่ดังกล่าวเหมาะที่จะเลี้ยงแพะ โดยอาจจะทำเป็นสหกรณ์แพะเนื้อ และนิคมสหกรณ์แพะนม โดยจะจัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรรายละ 5 ไร่ มีพื้นที่ปลูกหญ้าสำหรับเลี้ยงแพะเป็นแปลงรวม มีพื้นที่ส่วนหนึ่งทำเป็นตลาด และพื้นที่อีกส่วนหนึ่งกันไว้เป็นพื้นที่ป่า

อาจเป็นเพราะมีประสบการณ์จากการเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหมมา 2 ปี จึงปิ๊งไอเดีย มีโครงการจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกหม่อนเพื่อเลี้ยงแพะด้วย โดยยืนยันว่า หม่อนเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหาร มีโปรตีนสูงกว่ากระถิน และหญ้าที่ใช้เลี้ยงแพะ นอกจากนี้ ยังฝันต่อไปอีกว่า หม่อนจะทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาชื่นชมความงามของต้นหม่อน ยิ่งไปกว่านั้นเกษตรกรอาจจะนำใบหม่อนที่เหลือจากการเลี้ยงแพะไปขายให้โรงงานผลิตชาใบหม่อน ซึ่งที่กาญจนบุรีมีโรงงานผลิตชาใบหม่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศตั้งอยู่

ที่สำคัญคือใบหม่อน เป็นพืชอินทรีย์ เพราะไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช และอาจจะใช้มูลแพะเป็นปุ๋ยแทนปุ๋ยเคมี ดังนั้นการเลี้ยงแพะในพื้นที่ดังกล่าวก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นแพะอินทรีย์ ทั้งเนื้อและนม สร้างมูลค่าเพิ่มได้อีก

ต้องขอบคุณผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯที่ให้ท่านอธิบดีอภัย สุทธิสังข์ ไปเป็นอธิบดีกรมหม่อนไหม ก่อนที่จะให้กลับมาเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์ ไม่เช่นนั้น โครงการปลูกหม่อนเลี้ยงแพะอาจจะไม่เกิด

มาถึงเรื่องเดิมๆ ที่อยู่ในวังวน ข้ามไม่พ้นกันเสียที นั่นคือ เรื่องของการพบสารพิษตกค้าง ในผัก ผลไม้ ที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด ทั้งๆ ที่สินค้านั้นติดตราสัญลักษณ์รับรองความปลอดภัย งานนี้รองผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา ยื่นจดหมายให้อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ เป็นเอกสารแจงผลการตรวจสอบผัก ผลไม้รอบที่ 2 ของปี 2559 ที่มูลนิธิชีววิถีสุ่มตัวอย่างนำไปตรวจสอบและพบสารพิษตกค้างเกือบทุกรายการ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรรับไว้ พร้อมบอกจะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ และตรวจสอบหากพบว่าเกษตรกรรายใด หรือผู้ประกอบการรายใดที่ได้รับการรับรอง GAP หรือ เกษตรอินทรีย์ แต่มีสารพิษตกค้างจะยกเลิกการรับรองทันที

เรื่องราวของสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือวัตถุอันตรายทางการเกษตร เป็นประเด็นข่าวร้อนๆ อยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ก็เรื่องการขึ้นทะเบียนที่มีการกล่าวหากรมวิชาการเกษตรว่าทำงานล่าช้า ทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อน เพราะไม่สามารถผลิต หรือนำสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชเข้ามาจำหน่ายได้ ฝ่ายราชการถูกโจมตีอยู่ข้างเดียว องค์กรใดๆ ที่รังเกียจสารเคมีนักหนา ไม่เห็นมีใครออกมาช่วยตอบโต้ หรือต่อต้าน พอเรื่องขึ้นทะเบียนสารเคมีซาไป เรื่องสารพิษตกค้างในผลผลิตก็มาแทนอย่างได้จังหวะ น่าเห็นใจจริงๆ แต่งานนี้ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ของเลขาธิการ ดุจเดือน ศศะนาวิน ดูจะเงียบไปรึเปล่า…….

อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิชีววิถี และเป็นเรื่องที่ต้องขอบคุณ ที่มูลนิธิฯ โดยเฉพาะ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ได้เผยแพร่ข่าวการถึงแก่กรรมของ คุณสุนทร สีหะเนิน อดีตข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ค้นพบข้าวหอมมะลิ เมื่อประมาณ 70 ปีมาแล้ว ผ่านทางโซเชียลมีเดีย พร้อมชีวประวัติ และผลงานของท่านให้คนรุ่นหลังได้ทราบและระลึกถึงคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างไว้ในวงการเกษตรในขณะที่ส่วนราชการที่ท่านเคยสังกัดอยู่คงจะลืมท่านไปแล้ว แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย แต่หน่วยงานสุดท้ายที่ท่านสังกัดอยู่เมื่อเกษียณอายุราชการคือ กรมส่งเสริมการเกษตร และผลงานที่มีคุณค่าของท่านคือข้าวหอมมะลิ หรือภายหลังจากที่ท่านได้คัดเลือกพันธุ์แล้ว มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ข้าวขาวดอกมะลิ 105 ที่มีชื่อเสียงของไทย อันเป็นต้นกำเนิดของข้าวหอมอีกหลายพันธุ์ในเวลาต่อมา

คุณสุนทร สีหะเนิน ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ด้วยวัย 94 ปี และมีพิธีพระราชทานเพลิงศพไปแล้วเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร บางเขน มีคนรู้จักบอกว่า ท่านเป็นเพื่อนสนิทต่างวัยของท่าน ยุกติ สาริกะภูติ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เพิ่งจะถึงแก่กรรม ไปก่อนหน้าเพียงไม่กี่วัน

“…..นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา….”

ความจริง….ตามนั้น

แว่นขยาย

ไทยรุกเจรจาพม่าร่วมทุนทำประมง ส่งออกเฮ!โสมขาวยันพร้อมนำเข้าไก่สดภายในสิ้นปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239930

วันศุกร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเดินทางเข้าร่วมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีประเทศจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี หรือ อาเซียนบวกสามครั้งที่ 16 ที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้กล่าวขอบคุณทุกประเทศที่ได้ร่วมกันสนับสนุนการดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมืออาเซียนบวกสาม ด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้ ซึ่งรวมถึงกิจกรรมภายใต้องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (APTERR) และระบบข้อมูลสารสนเทศความมั่นคงอาหารแห่งอาเซียนบวกสาม AFSIS ซึ่งทั้งสองหน่วยงานมีที่ตั้งสำนักเลขานุการอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเทศไทยหวังว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนบวกสามจะร่วมกันพิจารณาจัดทำกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันของสินค้าอาหาร การเกษตร และป่าไม้ ในตลาดโลก เสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาบุคลากรในทุกระดับ เพิ่มความมั่นคงด้านอาหารของภูมิภาคและของโลก และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตร

นอกจากนี้ ไทยยังได้เชิญชวนให้ประเทศสมาชิกพิจารณาใช้ประโยชน์ จาก APTERR อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะประเทศที่ประสบภัยพิบัติ นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ประเทศอาเซียนบวกสามควรร่วมกันสนับสนุนให้ AFSIS มีกลไกการดำเนินงานที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ และเชื่อมั่นว่าประเทศอาเซียนบวกสามจะมุ่งหน้า ไปด้วยกันสู่อาเซียน 2025

พลเอกฉัตรชัยกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากการประชุมกรอบความร่วมมือรัฐมนตรีเกษตรอาเซียนข้างต้นแล้ว ยังได้หารือทวิภาคีกับสองประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ได้แก่ การหารือร่วมกับ นาย ออง ตู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และชลประทาน สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ซึ่งทั้งสองประเทศเห็นพ้องกันที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านการประมง ทั้งในเรื่องการต่อต้านการทำประมง IUU และการควบคุมและบริหารจัดการการทำประมงในเขตทะเลติดต่อไทย-เมียนมา ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำร่างเอ็มโอยูฯ ซึ่งจะได้มีการลงนามโดยเร็วต่อไป ขณะเดียวกัน ไทยและเมียนมายังเห็นชอบการทำการประมงร่วมกันในลักษณะร่วมทุนหรือ Joint Venture ซึ่งฝ่ายไทยได้ยืนยันในการดำเนินการปฏิรูปการประมงของไทยใหม่ โดยเฉพาะการต่อต้านและแก้ไขประมง IUU และมีความพร้อมที่จะอนุญาตและสามารถควบคุมเรือประมงนอกน่านน้ำไม่ให้ทำการประมง IUU ได้ เนื่องจากในปัจจุบันเมียนมายังไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้าไปทำประมงในรูปแบบสิทธิการทำประมง แต่สามารถดำเนินการในรูปแบบของการร่วมทุนประมง ซึ่งปัจจุบันนี้มีเรือประมงที่ถอนทะเบียนเรือไทย จำนวน 5 ลำ เข้าร่วมบริษัทร่วมทุนทำการประมงในน่านน้ำเมียนมา

สำหรับมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-เมียนมา ในปี 2559 (ม.ค. -ส.ค) ประมาณ 31,208.7 ล้านบาท ส่งออกไปยังเมียนมา 25,753.1 ล้านบาท นำเข้าจากเมียนมา 5,455.6 ล้านบาท ไทยได้เปรียบดุลการค้า 20,297.5 ล้านบาท

ด้านผลการหารือกับ นายโอ คย็อง แท รองปลัดกระทรวงเกษตร อาหาร และกิจการชนบทสาธารณรัฐเกาหลีก็ยินดีที่จะเร่งรัดกระบวนการรับรองเพื่อเปิดตลาดสินค้าไก่สดแช่เย็น/ แช่แข็ง และมะม่วงพันธุ์มหาชนกให้ไทยในเร็วๆ นี้ รวมถึงการลงนามเอ็มโอยูด้านการเกษตรระหว่างกัน และจัดการประชุมคณะทำงานด้านประมงที่ทั้งสองประเทศได้ลงนามความร่วมมือกันแล้วให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

แตกใบอ่อน : ‘กระเบน’ตายฟรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239813

807934531

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

นับได้ถึงวันนี้ก็น่าจะล่วงเลยมาเกือบ 2 สัปดาห์เต็มๆ แล้วสำหรับเหตุการณ์เสียชีวิตของ “กระเบนราหู” ซึ่งอาศัยอยู่ในลำน้ำแม่กลอง พื้นที่ อ.อัมพวา อ.บางคนที และอ.เมืองจ.สมุทรสงคราม ลอยขึ้นมาตายเป็นเบือ โดยถ้านับตัวเลขอย่างเป็นทางการที่ “สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม” รวบรวมมาตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน จนถึงวันที่ 10 กันยายน นับรวมเบ็ดเสร็จได้ 45 ตัว

ถามว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ ก็ต้องบอกว่าใหญ่โคตรๆ

เพราะถ้าเทียบไปแล้ว การเสียชีวิตในช่วงเวลาเดียวกันของ “กระเบนราหู” ในน้ำแม่กลอง ก็แทบไม่มีความต่างไปจากการเห็น“ช้างป่า” เขาอ่างฤาไน หรือ “เสือโคร่ง” ที่ห้วยขาแข้งมานอน “ตายหมู่” พร้อมๆ กันนับสิบตัว เนื่องจากกระเบนราหูไม่ได้เป็นเพียงแค่กระเบนน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่มีสถานะที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เท่านั้น แต่กระเบนราหูยังถูกยกย่องให้เป็นศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพราะถูกค้นพบครั้งแรกในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จนทำให้ได้ชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ฮิมาทูราเจ้าพระยา” (Himantura Chaophraya)และปัจจุบันก็พบได้เฉพาะในประเทศไทย และไม่กี่แห่งในโลก เช่น ลุ่มน้ำโขงเกาะบอร์เนียวตะวันออก ตอนเหนือของออสเตรเลีย เกาะนิวกินี

ดังนั้นการสูญเสีย “กระเบนราหู” ไปพร้อมๆ กันทีเดียวถึงเกือบ 50 ตัว จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่จะปล่อยให้ผ่านแล้วผ่านเลยไปกันง่ายๆ

ยิ่งได้ยินผู้เชี่ยวชาญอย่างอาจารย์ “นันทริกา ชันซื่อ” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเดินทางลงไปตรวจสอบด้วยตัวเอง ระบุผลการตรวจเลือดพบว่า สาเหตุที่ทำให้ปลากระเบนเสียชีวิตเกิดจากได้รับ “สารเคมี” ที่เป็นพิษต่อระบบไตและระบบเหงือก ทำให้ความสามารถการควบคุมความสมดุลในร่างกายเสียไป แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเกิดจากสารพิษชนิดใด ซึ่งต้องสำรวจในพื้นที่ว่ามีการปล่อยสารอะไรออกมาบ้าง แต่ไม่น่าจะใช่ยาฆ่าแมลง เพราะยาฆ่าแมลงมีผลต่อตับ แต่ตับปลากระเบนไม่เปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งสารที่พบเป็นสารที่ออกฤทธิ์เฉียบพลัน ไม่ได้ออกฤทธิ์สะสม จึงไม่ใช่โลหะหนัก

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้สันนิษฐานได้ว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้มาจากการลักลอบปล่อยสารพิษลงในน้ำแม่กลอง ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของชาวบ้านที่อ้างถึงการพบเห็นโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่บริเวณเหนือน้ำในพื้นที่ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ปล่อยสารเคมีต้องสงสัยลงสู่น้ำแม่กลองในช่วงก่อนหน้านี้ได้อย่างบังเอิญสอดคล้องกันแบบพอดิบพอดี

ทั้งนี้หากย้อนดูประวัติศาสตร์การเกิดเหตุลักษณะดังกล่าวในประเทศไทย ก็ต้องถือว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ลักลอบปล่อยมลพิษจากอุตสาหกรรมมาสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะถ้านับเหตุการณ์เล็กเหตุการณ์น้อย เช่น ปลาในกระชังลอยขึ้นมาตายการลักลอบทิ้งสารเคมีในที่ดินสาธารณะ การปล่อยควันพิษ ก็ยิ่งจะเห็นว่า ในรอบหลายปีที่ผ่านมาได้เกิดเหตุแบบนี้มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

แต่ที่น่าเสียใจและน่าเสียดายมากที่สุด ก็ต้องบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดบทเรียนขึ้นมากี่ครั้งหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบและรัฐบาลกลับไม่เคยวางมาตรการป้องกันที่ดีมารับมือได้เลย

ไม่ต้องดูจากที่ไหนมาก แค่เหตุเกิดกับ “กระเบนราหู” รอบนี้ กว่าจะมีหน่วยงานไหนกระดิกกระเดี้ยทำอะไรได้ก็ต้องกินเวลาไปหลายต่อหลายวัน ขณะที่ระดับนโยบายทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และรัฐบาล ก็แทบไม่หือไม่อืออะไรสักอย่าง

ผมเห็นแค่นายกฯให้สัมภาษณ์ 5 บรรทัดให้เร่งหาสาเหตุ ส่วนรัฐมนตรีที่รับผิดชอบโดยตรงอย่าง “บิ๊กเต่า” พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ก็แทบไม่ได้ขยับหรือส่งสัญญาณใดๆ ออกมา ทั้งที่น่าจะรู้ว่ากรณีนี้มีความสำคัญอย่างไร

นี่จึงสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีถึงการมองปัญหาสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ดังนั้นจึงแทบไม่ต้องไปพูดถึงการติดตามหาคนรับผิดชอบกรณีที่เกิดขึ้นครั้งนี้

เห็นแล้วก็น่าเศร้าใจแทนปลากระเบน เพราะคงไม่แคล้วว่าต้องตายฟรี

มะลิลา

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือม.ขอนแก่นจัดสรรโควตาให้ทายาทสหกรณ์ หนุนส่งเสริมการศึกษาหลักสูตรการเลี้ยงโค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239814

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีการเลี้ยงโคและมีการทำฟาร์มโคนมเป็นจำนวนมาก โดยรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ แต่สิ่งสำคัญที่หลายสหกรณ์ยังคงขาดอยู่ นั่นคือ เรื่องขององค์ความรู้ที่จะทำให้ระบบฟาร์มมีความเข้มแข็ง

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีความตั้งใจที่จะพัฒนาสมาชิกสหกรณ์ให้มีความรู้ในเรื่องของการเลี้ยงโคไม่ว่าจะเป็น โคเนื้อ โคนม โดยการขอความร่วมมือด้านการจัดสรรโควตา จาก รศ.น.สพ.ดร.ชูชาติ กมลเลิศ คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อให้ลูกหลานของสมาชิกสหกรณ์ในพื้นที่ได้เข้ามาเรียนในคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อย่างน้อยปีละ 5-10 ทุนซึ่งที่ผ่านมาทางมหาวิยาลัยขอนแก่นได้ดำเนินการอยู่บ้างแล้ว และในอนาคตข้างหน้านี้กรม จะมีการทำ MOU กับทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับบุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ที่มีความสนใจทางด้านนี้ได้เข้ามาศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรียนจนจบการศึกษาแล้วลูกหลานของเกษตรกรเหล่านี้จะต้องเข้ามาทำงานในสหกรณ์บ้านเกิดตัวเอง เพื่อพัฒนาฟาร์มตามระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน เช่น เรียน 6 ปี ก็ต้องกลับไปทำงานในฟาร์มที่บ้านเกิดตัวเอง 6 ปี เป็นการเพิ่มบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาให้ฟาร์มอีกทางหนึ่ง หรือแม้กระทั่งหลักสูตรในการให้ประกาศนียบัตรกับเกษตรกรที่สนใจที่จะพัฒนาตนเอง มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็จะวางหลักสูตรนี้ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ จัดหลักสูตรให้เพื่อเข้ามาศึกษา โดยมีความตั้งใจที่จะพัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ให้เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ให้เขากลับไปจัดระบบการทำงานได้อย่างมีคุณภาพ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการให้การทำเกษตรจากนี้ไปเป็นเกษตรที่มีคุณภาพ เป็นการปฏิรูปเกษตรที่มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมทั้งมีความตั้งใจให้สมาชิกสหกรณ์มีความเข้มแข็งอยู่ได้ด้วยตัวเอง ซึ่งภาครัฐสามารถช่วยเกษตรกรได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ที่ผ่านมาในส่วนของการเลี้ยงโค กรมได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อบรมทายาท
สหกรณ์ทุกปี ปีละประมาณ 100 คน โดยดำเนินการมาหลายรุ่นแล้ว แต่เป็นการอบรมแค่หลักสูตรสั้นๆ เพื่อปลูกจิตสำนึกให้รักในอาชีพเลี้ยงโคนมเพราะเป็นอาชีพพระราชทาน ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสำคัญมาก เพื่อให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถที่จะอยู่ได้อย่างมั่นคงและแข็งแรง เพราะนมถือเป็นอาหารที่สำคัญในการพัฒนาเยาวชนของไทยให้มีความก้าวหน้า และในอนาคตนมก็จะมีความสำคัญกับผู้สูงอายุมากขึ้น ในการทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนยาว ดังนั้น การส่งเสริมสนับสนุนให้ทายาทสหกรณ์ได้เข้ามาเรียนรู้ในหลักสูตรที่เป็นวิชาชีพได้เลย กับทางมหาวิทยาลัยจึงเป็นโอกาสอันดีของทายาทสหกรณ์และยังจะส่งผลดีต่อประเทศของเราในทางเศรษฐกิจและสังคมอีกด้วย

เตรียมพร้อมจัด‘ชลประทานโลก’ บริหารน้ำสร้างความมั่นคงอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239811

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 6-12 พฤศจิกายน 2559 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ จ.เชียงใหม่ เนื่องจากคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการชลประทานและการระบายน้ำ หรือ ICID เล็งเห็นว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมด้านชลประทานมากที่สุดในภูมิภาค และการบริหารจัดการน้ำของไทยยังอยู่ในอันดับที่ 10 ของโลก

สำหรับการประชุมในครั้งนี้จะเกิดขึ้นภายใต้หัวข้อ “การบริหารการจัดการน้ำภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก: บทบาทการชลประทานต่อความยั่งยืนด้านอาหาร” โดยกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ 3 หัวข้อ คือ 1.แสวงหาแนวทางการบริหารจัดการเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างน้ำอาหารพลังงานและระบบนิเวศ 2.ร่วมกำหนดวิธีการรับมือที่เหมาะสมกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ที่มีผลต่อปริมาณน้ำทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง และ 3.เป็นการใช้ระบบชลประทานและการระบายน้ำเพื่อลดความยากจนและความหิวโหย ซึ่งในการประชุมจะมีการร่วมวางแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานให้เพียงพอที่จะสนับสนุนเกษตรกรรายย่อยใช้ทำการเกษตร นอกจากนี้ทางกระทรวงเกษตรฯจะเสนอการจัดการชลประทานต่อความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยจะมีแนวทางการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการจัดการชลประทาน โดยในขณะนี้มีการตอบรับเข้าร่วมประชุมแล้วประมาณ 1,200 คนจาก 60 ประเทศทั่วโลก

สกัดฝรั่งแอบขึ้นทะเบียน‘ลิ้นมังกร’ เกษตรฯลั่นสู้เต็มที่-ยันสหภาพยุโรปยังไม่รับจด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/239812

วันพฤหัสบดี ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ดร.วราภรณ์ พรหมพจน์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงกรณีมีบุคคลนำ“ลิ้นมังกร” พันธุ์ Boncel ซึ่งเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปของไทย ไปจดสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกาในชื่อพันธุ์ “SAN201202” และยื่นขอรับความคุ้มครองต่อสำนักงานคุ้มครองพันธุ์พืชแห่งสหภาพยุโรป (CPVO) ซึ่งเป็นการละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ว่า กรมวิชาการเกษตรได้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าว และมอบหมายให้สำนักคุ้มครองพันธุ์พืชศึกษาและรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมจากเกษตรกรผู้ปลูก และส่งออกเพื่อนำข้อมูลมาสนับสนุนการคัดค้านอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังได้จัดประชุมหารือโดยเชิญผู้ส่งออกลิ้นมังกรเข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่า จากข้อมูลที่ได้รับและจากการตรวจสอบเพิ่มเติม สรุปได้ว่า การยื่นคัดค้านมีความเป็นไปได้ และเหตุผลที่จะใช้ประกอบการคัดค้าน คือ ลิ้นมังกรพันธุ์ “SAN201202” ที่นำไปจดทะเบียนในสหภาพยุโรปนั้น มีลักษณะประจำพันธุ์ไม่แตกต่างจากลิ้นมังกรพันธุ์ “Boncel” ซึ่งมีการปลูกแพร่หลายมาแล้วในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 จึงทำให้ลิ้นมังกรพันธุ์ “SAN201202” ขาดคุณสมบัติการมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากพันธุ์ที่ใช้ปลูกทั่วไป และคณะทำงาน มีความเห็นว่า การคัดค้านควรดำเนินการในนามของสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย เพื่อให้สามารถดำเนินการได้เองอย่างรวดเร็วทันท่วงที หากเกิดกรณีเช่นนี้อีกในพืชชนิดอื่น โดยมีกรมวิชาการเกษตรดูแลสนับสนุนและให้คำปรึกษา

“กรมวิชาการเกษตร และ สมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกันร่างหนังสือถึง CPVO และได้ส่งเอกสารข้อมูลไปให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรปซึ่งสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศได้ประสานและได้รับการยืนยันจาก CPVO ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้จดทะเบียนพันธุ์ลิ้นมังกรให้กับนาย Johannes Scheffers ซึ่งหากประเทศไทยต้องการคัดค้านไทยต้องส่งประเด็นที่จะยื่นคัดค้านส่งให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป เพื่อส่งต่อให้ CPVO ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการแปลเอกสารข้อมูลประเด็นการคัดค้าน แสดงรายละเอียดว่าลิ้นมังกรพันธุ์ SAN201202 และพันธุ์ Boncel ไม่มีความแตกต่างกัน และข้อมูลสนับสนุนเพิ่มเติมอื่นๆเช่น การออกสู่ตลาด ประวัติพันธุ์ และปริมาณการส่งออก เป็นต้น” ดร.วราภรณ์ กล่าว

สถานทูตนิวซีแลนด์ ร่วมกับ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า จัด ‘เทศกาลภาพยนตร์นิวซีแลนด์ 2016’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/238813

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย และ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ร่วมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต 60 ปี ไทย-นิวซีแลนด์ จัดงาน “เทศกาลภาพยนตร์นิวซีแลนด์ 2016 (New Zealand Film Festival 2016)” ครั้งแรกในประเทศไทย คัดสรรภาพยนตร์คุณภาพจากประเทศนิวซีแลนด์การันตีด้วยรางวัลจากหลากหลายเวที จำนวน 3 เรื่อง 3 รสชาติ อาทิ Hunt for the Wilder People, Whale Rider และ The Dark Horse มาให้คอภาพยนตร์ได้ร่วมชมฟรีถึงที่ ทุกเรื่อง ทุกรอบ ทุกที่นั่ง ตั้งแต่
วันที่ 7-9 ตุลาคม 2559 ณ โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เปิดชมฟรี! ในระบบดิจิตอลทุกเรื่อง ทุกรอบ พร้อมบทบรรยายภาษาไทย

โดยสามารถรับบัตรได้ฟรี ณ จุดประชาสัมพันธ์ “เทศกาลภาพยนตร์นิวซีแลนด์ 2016” ชั้น 7 โรงภาพยนตร์ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนหนังฉาย 30 นาที หรือสามารถจองบัตรชมภาพล่วงหน้าได้ผ่าน https://www.tickettailor.com/all-tickets/7460/fe17/ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SF Call Center 02-2688888 และ http://www.sfcinemacity.com หรือ http://www.facebook.com//Welovesf

 

‘หนุ่มกรรชัย’ ไม่หวั่นทำงานหนัก!! ยก ‘มายู’ ชูกำลังใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/238806

วันศุกร์ ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เห็น “หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” ที่เป็นทั้งผู้จัดผลิตรายการ “ปากโป้ง” ทางช่อง 8 เป็นทั้งพิธีกร หาข้อมูล สรรหาแขกมาทอล์กในรายการด้วยตัวเอง ทำงานเช้าจรดค่ำ หนึ่งวันวิ่งรอกสาม-สี่รายการก็มี แต่งานนี้เจ้าตัวบอกว่างานหนักแค่ไหนก็สู้ไม่ถอย เพราะใจรัก อีกทั้งยังมีกำลังใจสำคัญอย่างน้อง “มายู” ที่กลับบ้านทีไรก็หายเหนื่อย ซึ่ง “หนุ่ม” เล่าว่า

“ผมก็ทำงานทุกวัน วันหนึ่งวิ่งถ่ายหลายรายการก็มี ถามว่าเหนื่อยไหมมันก็ต้องมีบ้าง แต่ด้วยความที่เราเป็นคนชอบทำงานอยู่แล้ว สนุกไปกับมัน อย่างปากโป้งบางเคสผมก็หาแขกเอง ด้วยความที่เราติดตามข่าวสารบ้านเมืองตลอดเวลา ใครทำอะไร ใครกำลังเดือดร้อน เลยทำให้มีข้อมูลพอสมควร อีกอย่างมีแฟนรายการส่งเรื่องราวความช่วยเหลือเข้ามาในอินบ๊อกก็มี คือดีใจที่เรามีโอกาสในการที่ได้ช่วยเหลือคนที่ลำบากกว่า บางคนถามผมมาว่าทำไมทำงานหนักขนาดนี้ คำตอบเลยว่าดีใจที่ได้ทำงาน มีความสนุกกับงาน กลับบ้านก็เจอหน้าลูก เล่นกับลูก หายเหนื่อย แค่ได้เห็นหน้ามายูแล้วผมมีกำลังใจเต็มเปี่ยมจริงๆ ครับ”