Quote of the week : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273332

Quote of the week : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

Quote of the week : พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรม ทั้งในเจตนาและการกระทำ ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญหรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น

พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในพระราชพิธีกาญจนาภิเษกทรงครองราชย์ครบ 50 ปี

นาม-ปรมา ไรวา น้องเล็กรุ่นที่สอง แห่งเอสแอนด์พี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273341

นาม-ปรมา ไรวา น้องเล็กรุ่นที่สอง แห่งเอสแอนด์พี

นาม-ปรมา ไรวา น้องเล็กรุ่นที่สอง แห่งเอสแอนด์พี

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

…สำหรับนามไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อ คุณแม่คุณลุง คุณป้า และพี่ๆ ทุกคนคือ ไอดอลของนาม เพราะการจะทำให้ เอส แอนด์ พีประสบความสำเร็จและเข้มแข็งจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งนามก็หวังว่าวันหนึ่งข้างหน้านามจะเก่งและทำได้อย่างนั้นบ้าง…

ใครว่าการเป็นทายาทจะทำให้นั่งเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูงเสมอไป เช่นเดียวกับสาวสวยตาคม นาม-ปรมา ไรวา น้องเล็กของรุ่นที่ 2 แห่ง เอส แอนด์ พี เจ้าของธุรกิจร้านอาหารชื่อดังเจ้าของสโลแกน “ชื่อนี่มีแต่ของอร่อย” ที่ได้รับมอบหมายให้บริหาร “S N P Headquarter” ร้านอาหารแบรนด์น้องใหม่ภายใต้ชายคา เอส แอนด์ พี

“ตั้งแต่เรียนจบกลับมาจากต่างประเทศเกือบ 2 ปี ก่อนหน้านั้นก็ไปหาประสบการณ์กับที่อื่นพักหนึ่ง แล้วก็มาฝึกงานด้านการตลาด ประจวบกับคุณพ่อ (ประเวศวุฒิ ไรวา) เริ่มโปรเจกท์ใหม่แบรนด์ S N P โดยมี พี่จอม-วิสาขาไรวา มาวางคอนเซ็ปต์ของแบรนด์ จนทุกอย่างลงตัว S N P เปิดให้บริการที่ตึกอิตัลไทย ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่เอสแอนด์พี จึงมีสร้อยต่อท้ายเป็น S N P Headquarter คอนเซ็ปต์ของที่นี่คือ Flagship store Creative center ไม่ใช่เป็นแค่ร้านอาหาร แต่ยังเป็นสถานที่ R&D อาหารและเบเกอรี่ของแบรนด์ อย่างโซนเบเกอรี่ สามารถมองเห็นกระบวนการผลิตได้เลย มีห้องเวิร์กช็อปเล็กๆ ไว้สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับอาหาร บรรยากาศการตกแต่งจะออกแนวลอฟท์ กึ่งๆ โกดัง มีความเป็นเหล็ก ไม้ ปูน แต่ไม่แข็งกระด้าง บรรยากาศนั่งชิลล์ได้ นั่งทำงานได้ ไม่จำเป็นต้องมากินอาหารจริงจัง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ส่วนเมนูอาหารและเครื่องดื่ม เบเกอรี่ต่างๆ ก็พัฒนาขึ้นมาใหม่แตกต่างกับเอสแอนด์พีออริจินัล แต่ก็ยังคง DNA ของเอสแอนด์พีที่ว่า ชื่อนี้มีแต่ความอร่อย ไว้อย่างครบถ้วน”

แน่นอนว่าความเป็นที่เพิ่งอินเทิร์นสู่ธุรกิจร้านอาหาร ย่อมมีผู้มีอาวุโสมาให้คำแนะนำอยู่เสมอๆ ซึ่ง นาม-ปรมา บอกว่า ยินดีรับฟังคำแนะนำต่างๆ และนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสม

“ด้วยความที่เรายังเด็ก ผู้ใหญ่เขาก็ห่วง ก็มีคำแนะนำมาหลากหลาย ทำอย่างนั้นสิ ทำอย่างนี้สิ เราก็รับฟังแต่ไม่ใช่ว่าจะทำตามทั้งหมด ต้องเลือก ต้องพิจารณาว่าสิ่งที่เราได้รับการแนะนำนั้นข้อไหนมันเหมาะกับสิ่งที่เราทำอยู่ นำมาปรับใช้ได้ การที่เราอยู่ในครอบครัวใหญ่ มีตัวอย่างที่ดี นาม ถือว่าโชคดีที่เรามีครูที่ดีอยู่ใกล้ตัว เวลาเจอปัญหาอะไรเราก็มีที่ปรึกษาที่จะคอยชี้แนะ หรือสิ่งไหนที่อาจจะไม่เหมาะ ไม่ควร เราก็มีคนคอยตักเตือน สำหรับนามไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อคุณแม่ คุณลุง คุณป้า และพี่ๆ ทุกคนคือ ไอดอลของนาม เพราะการจะทำให้ เอส แอนด์ พี ประสบความสำเร็จและเข้มแข็งจนถึงทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งนามก็หวังว่าวันหนึ่งข้างหน้า นามจะเก่งและทำได้อย่างนั้นบ้างค่ะ”

ในช่วงเวลาปีกว่าๆ ที่เข้ามารับผิดชอบการบริหารร้าน S N P Headquarter นาม-ปรมา บอกว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้เธอได้เรียนรู้ทุกองค์ประกอบของการทำธุรกิจร้านอาหาร

“ก่อนหน้าที่จะมาดูร้านนี้ นามฝึกงานด้านมาร์เก็ตติ้งอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งขอบข่ายงานมันก็แค่งานด้านการตลาด แต่พอต้องมาบริหารร้าน มันไม่ใช่แค่เรื่องการตลาด แต่เราต้องดูแลทุกอณูของร้าน ทั้งในครัว วัตถุดิบ เมนู รสชาติ พนักงาน ลูกค้า ความคิดเห็นของลูกค้า มันมีรายละเอียดปลีกย่อย มีปัญหาให้เราแก้ไขได้ทุกวัน ที่ทำให้นามได้เรียนรู้อะไรใหม่มากมาย ถ้าไม่ได้มีงานข้างนอก นามจะอยู่ที่ร้านทุกวัน ไม่ได้มีโต๊ะทำงานอยู่บนสำนักงาน โต๊ะทำงานของนามก็คือ โต๊ะที่ลูกค้ามานั่งนี่แหละ ไม่ว่าจะมีลูกค้าหรือไม่ นามก็อยู่ที่ร้านตลอด เพื่อที่เราจะได้เห็นว่ามีอะไรต้องทำปรับปรุง มีปัญหาก็จะได้แก้ไขทัน ถ้าเรานั่งอยู่ในออฟฟิศ ไม่มีทางรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ถึงแม้จะถามพนักงานได้แต่เราจะได้ความจริงแค่ไหน การนั่งอยู่ตรงนี้ไม่ใช่กดดันพนักงาน แต่คือการอยู่เพื่อที่จะรับรู้ปัญหาร่วมกัน ช่วยกันแก้ไขปัญหามากว่า”

สิ่งหนึ่งที่เราสัมผัสได้จากผู้หญิงรุ่นใหม่ไฟแรงแห่ง เอส แอนด์ พี คนนี้ นั่นคือ “ความ มุ่งมั่น” เพื่อที่จะพิสูจน์ศักยภาพของตัวเอง และไม่รอช้าที่จะคว้าโอกาสที่ได้รับมา

“นาม มีหลักคิดของตัวว่า ไม่ลองไม่รู้ นามว่าถ้าคนเรามีโอกาสได้ทำอะไรสักอย่าง แล้วเราไม่รับไว้ มันจะเสียโอกาสไปโดยไม่เกิดประโยชน์ มันเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก แต่ถ้ามีโอกาสเข้ามาแล้วเรารับไว้ ลงมือทำ มันอาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยถ้าวันข้างหน้าเรามองย้อนกลับมา เราจะไม่รู้สึกเสียดายหรือเสียใจ เพราะถึงมันจะไม่สำเร็จแต่มันจะเป็นประสบการณ์ให้เราได้เรียนรู้ และนำไปปรับใช้กับเรื่องอื่นๆ ต่อไปก็ได้ สำหรับตอนนี้นามคิดอย่างนี้ เพราะนามมองว่าในช่วงอายุของตัวเองตอนนี้ คือวัยที่ต้องคว้าโอกาสในการทำสิ่งต่างๆ ให้มากที่สุด นามเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราทำให้ดีที่สุด พยายาม ขวนขวาย เราก็จะสามารถไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้อย่างแน่นอน”

เมื่อถามถึงปัจจัยสำคัญที่จะทำธุรกิจร้านอาหารให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ในฐานะผู้บริหารร้าน S N P Headquarter บอกว่า

“ทุกวันนี้ร้านอาหารทั้งที่เป็นแบรนด์และร้านอาหารทั่วไปเกิดขึ้นเยอะมาก แต่ละแบรนด์แต่ละร้านจึงต้องสร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง ไม่ใช่แค่รสชาติอาหาร แต่บรรยากาศ การตกแต่งร้าน ก็มีส่วนที่จะเรียกให้ลูกค้า ทุกวันนี้โซเชียลมีผลต่อการทำธุรกิจค่อนข้างมาก อย่างที่เห็นกันว่า ร้านไหนเด็ด ร้านไหนเก๋ ก็ได้รับการแชร์ คนก็จะตามกันไป แต่ถ้ารสชาติไม่แน่จริง ก็จะอยู่ไม่นาน ทำให้นามเรียนรู้ว่า ฟู้ดอินดัสตรี้เป็นอะไรที่เติบโตเร็วและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงต้องมีการค้นหาเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะเทรนด์มันมาไวไปไว แต่จะทำอย่างไรให้มีมาตรฐานและตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า อันนี้คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของเราอยู่ได้”

ได้ฟังอย่างนี้แล้ว นาม-ปรมา ไรวา เป็นอีกหนึ่งลูกไม้ตกใต้ต้นที่จะมาเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับ เอส แอนด์ พี ได้ไม่ต่างจากพี่ๆ ของเธอที่ทำมาแล้ว ใครอยากจะพิสูจน์ฝีมือในการบริหารร้านอาหารของเธอ เชิญที่ร้าน S N P Headquarter ตึกอิตัลไทย ถนนเพชรบุรี กันได้นะคะ

โรงเรียนวัดธรรมโชติ ผลิตอาหารเอง พัฒนาเยาวชนมีสุขโภชนาการอย่างยั่งยืน กับโครงการ ‘ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273368

โรงเรียนวัดธรรมโชติ ผลิตอาหารเอง พัฒนาเยาวชนมีสุขโภชนาการอย่างยั่งยืน  กับโครงการ ‘ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต’

โรงเรียนวัดธรรมโชติ ผลิตอาหารเอง พัฒนาเยาวชนมีสุขโภชนาการอย่างยั่งยืน กับโครงการ ‘ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต’

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

โภชนาการที่ดี เป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาวะที่ดีของเยาวชนไทย และการผลิตอาหารที่สมบูรณ์ได้ด้วยตนเอง เป็นแนวทางที่ยั่งยืนในการสร้างโภชนาการให้อนาคตของประเทศ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ดำเนินการ ภายใต้ โครงการ“ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” และเห็นเป็นผลสัมฤทธิ์ในโรงเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ วันนี้ ซีพีเอฟนำมาดูความสำเร็จของน้องเยาวชนโรงเรียนวัดธรรมโชติ ตำบลโรงเข้ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ที่สามารถสร้างอาหารมั่นคงด้วยฝีมือของน้องๆ เอง

ศักดา วาสุกรี ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดธรรมโชติกล่าวว่า โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต เป็นโครงการที่มีประโยชน์ จากเดิมที่โรงเรียนมีปัญหาเรื่องภาวะโภชนาการอยู่แล้ว และประสบปัญหาพื้นที่อยู่ในเขตน้ำเค็มสามารถช่วยให้โรงเรียนพึ่งพาตนเองในการผลิตวัตถุดิบเข้าสู่โครงการอาหารกลางวันได้ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และช่วยสร้างรายได้เข้ากองทุนโรงเรียนต่อยอดการผลิตวัตถุดิบอาหารกลางวัน และสารอาหารสำคัญๆ ของเยาวชนเพิ่มขึ้น ตลอดจนยังเป็นการสอนทักษะอาชีพให้กับเด็กนักเรียน 152 คนควบคู่ไปด้วย

โรงเรียนวัดธรรมโชติ เป็น 1 ใน 77 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ “ซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” ที่ซีพีเอฟร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ริเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2558 เพื่อต่อยอดความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมสร้างโภชนาการที่ดีในเด็กและเยาวชน โดยมีเป้าหมายปีพ.ศ.2562เด็กนักเรียนในพื้นที่รอบโรงงานและฟาร์มของบริษัทรวมกว่า 17,000 คน ในโรงเรียนมากกว่า 77 แห่งมีภาวะโภชนาการที่ดี และสามารถยกระดับโรงเรียนสู่แหล่งเรียนรู้ต้นแบบในสร้าง “อาหารมั่นคง” ของชุมชนและโรงเรียนอื่นๆ

แสงแดดจ้าที่ส่องมายังบ่อปลาดุกด้านหลังโรงเรียนไม่ได้เป็นอุปสรรคกับกลุ่มเด็กนักเรียนที่กำลังสาละวนกับการให้อาหารปลาดุกในบ่อซีเมนต์ใหญ่ ใกล้ๆ กันนั้นเอง ที่บ่อเลี้ยงกบเด็กๆ ตื่นเต้นกับลูกกบที่พวกเขาเลี้ยงไว้กำลังโตวันโตคืน กิจกรรมเหล่านี้เป็นกิจวัตรประจำวันของเด็กนักเรียน

“น้องเป้” – ด.ช.นิติพล ทองทิพย์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดธรรมโชติ เล่าว่าผมและเพื่อนๆ ช่วยคุณครูเลี้ยงปลาและจดบันทึกข้อมูล และปลาดุกที่เลี้ยงไว้ส่วนหนึ่งจะส่งเข้าโรงอาหารเพื่อประกอบอาหารกลางวัน อาทิ เมนูปลาดุกย่าง ปลาดุกผัดพริกซึ่งเป็นเมนูที่น้องเป้และเพื่อนๆชื่นชอบ ส่วนที่เหลือจากการนำไปทำอาหารกลางวันทางโรงเรียนจะจำหน่ายให้แก่แพปลาที่มหาชัย รวมทั้งชาวบ้านใกล้พื้นที่ของโรงเรียน ได้เงินมาเป็นกองทุนที่ทางโรงเรียนจะใช้ในการเลี้ยงปลาดุกในรอบ

ด้าน สมเกียรติ เจริญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำมหาชัย ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากนโยบายของซีพีเอฟที่ให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมกับชุมชนและโรงเรียนใกล้เคียง ซีพีเอฟจิตอาสาของโรงงานฯ ได้ริเริ่ม “โครงการสอนน้องเลี้ยงปลาดุก” สอนเด็กๆ ได้มีความรู้ในการผลิตอาหารกลางวันและการได้ทำกิจกรรมร่วมกันเกิดการต่อยอด อย่างเช่น เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่โรงเรียนน้ำเค็มท่วมถึง ซีพีเอฟจิตอาสาเกิดความคิดนำถังพลาสติกขนาด 200 ลิตรที่ใช้แล้วของโรงงานให้โรงเรียนใช้ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เพื่อให้มีวัตถุดิบใหม่ๆ มาปรุงเป็นอาหารเสริมโภชนาการของน้องๆ อีกด้วย

โรงเรียนวัดธรรมโชติ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของโรงเรียนใน “โครงการซีพีเอฟ อิ่ม สุข ปลูกอนาคต” ที่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายส่งเสริมเด็กและเยาวชนไทยเข้าถึงอาหารอย่างเพียงพอ และมีสุขภาวะเหมาะสม ภายใต้เสาหลักด้าน “อาหารมั่นคง” หนึ่งในสามเสาหลักสู่ความยั่งยืนของซีพีเอฟ “อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตนดินน้ำป่าคงอยู่”

เซเลบริตี้ใจบุญ สร้างพลังให้กับผู้หญิง ปันชุดสวย สร้างฝันสดใส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/273371

เซเลบริตี้ใจบุญ สร้างพลังให้กับผู้หญิง ปันชุดสวย สร้างฝันสดใส

เซเลบริตี้ใจบุญ สร้างพลังให้กับผู้หญิง ปันชุดสวย สร้างฝันสดใส

วันเสาร์ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ณัฏฐาลักขณ์ สกุลปุณยาพร ผช.กก.ผจก.อาวุโส ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ บมจ.แสนสิริ กับ ไมเคิล พรอสเซอร์ Public Diplomacy Officer ตัวแทนจากสถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย

พลังของผู้หญิงและชุดสวยตัวเก่ง สามารถสร้างฝันที่สวยงามให้กับผู้หญิงและเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือในสังคมได้ ฮาบิโตะ รีเทล มอลล์ ร่วมกับ สถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย และกลุ่มเดรส เดอะ ดรีม (Dress The Dream) กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) จัดงาน “HABITO x Dress The Dream” ชวนบรรดาสาวยุคใหม่และเหล่าแฟชั่นนิสต้าร่วมสร้างพลังให้กับผู้หญิง ผ่านพลังของเสื้อผ้า บริจาคชุดสวยหรือชุดเดรสสภาพดีที่ไม่ใช้แล้วในงาน “HABITO x Dress The Dreamปันชุดสวยสร้างฝันสดใส” ระดมทุนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Dressthedream.com โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้แก่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีในพระอุปถัมภ์ โดยมี แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2015 กับเวที Women’s Talk สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงยุคใหม่ และ โอ๋-ฟูตอง หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ สร้างสรรค์ผลงานตอกย้ำพลังแห่งผู้หญิงผ่านชุดเดรสกับงานศิลปะ ณ ฮาบิโตะ รีเทล มอลล์ ซอย อ่อนนุช 1/1

เหล่าสาวแฟชั่นนิสต้าใจบุญ นำชุดสวยๆ มาแบ่งปันส่งต่อให้สาวคนอื่นๆ ได้ประมูลซื้อ นอกจากจะได้ชุดสวยไปสวมใส่แล้วยังเป็นการร่วมทำบุญอีกต่อ รวมถึงดาราสาวและเซเลบริตี้ชั้นนำของเมืองไทยมากมายร่วมเปิดตู้เสื้อผ้าบริจาคชุดประมูลสุดเก๋และชุดสุดโปรด นำรายได้สมทบทุนสมาคมฯ อาทิ แนท-อนิพรณ์เฉลิมบูรณะวงศ์, ตุ๊ก-ชนกวนัน รักชีพ, อร-อรอนงค์ ปัญญาวงศ์ และคอลเลคชั่นไฮไลท์ D.I.Y. อย่าง โอ๋-ฟูตองหทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ ที่วาดภาพคาแร็กเตอร์ ของตัวเองลงไปบนชุดตัวโปรด,แพรี่พาย-อมตา จิตตะเสนีย์ กับชุด D.I.Y. ในฉบับเมคอัพอาร์ติสท์สุดเปรี้ยว, จูนจูน-พัชชา พูนพิริยะ กับ ชุดมินิมอลคอลเลคชั่นแรกที่หาไม่ได้แล้ว และ แต้ว-ณฐพร เตมีรักษ์ ที่ให้ชุดตัวเก่งของเธอมาเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นชุดประมูลสุดเก๋ รวมถึงชุดสวยจากฮับบาโตะ ในคอนเซ็ปต์ ‘The Affection’ By HUBBA-TOเพราะเครื่องแต่งกายสะท้อนความรู้สึกรักของผู้หญิงได้อย่างงดงาม


พลังของผู้หญิงและชุดสวยตัวเก่ง

ณัฏฐาลักขณ์ สกุลปุณยาพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้เป็นความตั้งใจของฮาบิโตะที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและให้กำลังใจกับผู้หญิงใน ยุคปัจจุบันที่มีบทบาทและความรับผิดชอบมากขึ้นหลากหลายด้าน ทั้งการทำงาน การดูแลครอบครัว” ไมเคิล พรอสเซอร์ Public Diplomacy Officer ตัวแทนจากสถานทูตอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการเดรส เดอะ ดรีม ซึ่งผ่านการชนะจากการส่งเสริมเยาวชน Young Southeast Asian Leaders Initiative (YSEALI) ที่เราสนับสนุนให้เยาวชนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ใช้ความรู้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การศึกษา และการมีส่วนร่วมของประชาสังคมในอาเซียน เราเห็นความสำคัญของพลังของผู้หญิงและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความรุนแรงของผู้หญิง และปัญหาจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ ด้วยการสร้างแผนธุรกิจออนไลน์และนำเงินที่ระดมทุนไปช่วยให้ผู้หญิงให้มีทักษะที่จะออกไปใช้ชีวิตได้ ซึ่งเป็นโครงการที่มีพลังเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยผู้หญิงในภูมิภาคอาเซียนนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” ด้านสาวสตรอง แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ กล่าวว่า “ปัจจุบัน มีเสื้อผ้ามากมายรวมถึงชุดสวยๆ ที่เราใช้ทำงานหรือออกงานกันในแต่ละวันมหาศาล บางครั้งอาจจะใช้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น จึงอยากให้ทุกคนมาร่วมกันทำความดีช่วยเหลือเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน โดยร่วมบริจาคชุดที่ไม่ใช้แล้ว นอกจากนี้ อยากให้ผู้หญิงทุกคนตระหนักในศักยภาพของตนเอง ในฐานะตัวแทนผู้หญิงที่เคยก้าวสู่ระดับเวทีโลกมาแล้ว แนทเชื่อว่าผู้หญิงทุกคนมีพลังความสามารถในตัวเอง จึงอยากเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนสนุกกับชีวิตและมั่นใจในศักยภาพและคุณค่าของเรา”และอีกหนึ่งหญิงเก่ง โอ๋-หทัยรัตน์ เจริญชัยชนะ “ผู้หญิงกับความสวยเป็นของคู่กัน ศิลปะเป็นการแสดงออกทางความคิดและจินตนาการสร้างสรรค์ที่ไม่มีกรอบจำกัดโอ๋ เชื่อว่า ผู้หญิงทุกคนมีพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ อยากเป็นกำลังใจผู้หญิงทุกคนมั่นใจในศักยภาพของตัวเอง วันนี้จึงได้นำชุดเดรสตัวเก่งของโอ๋ที่ไม่ใช้แล้วมาแต่งแต้มสีสันใหม่เพื่อสร้างคุณค่าและให้กลับมามีชีวิตชีวาใหม่อีกครั้ง โดยชุดนี้ได้นำมาประมูลเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่นพิเศษและนำรายได้บริจาคให้กับสมาคมฯ”


ร่วมกันสร้างพลังให้กับผู้หญิง


แนท-อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์ส ไทยแลนด์ 2015 ร่วมบริจาคชุดสวย


โอ๋-ฟูตอง และชุด D.I.Y ที่นำมาร่วมประมูลสมทบทุนช่วยเหลือผู้หญิง


ทีมผู้ร่วมก่อตั้ง โครงการ เดรส เดอะ ดรีม


ช่วยกันสร้างฝันที่สวยงามให้กับผู้หญิง


ชุดเดรส บริจาคโดย อร-อรอนงค์ ปัญญาวงศ์


คอลเลคชั่นชุดบริจาคจากสาวๆ ดาราและเซเลบริตี้ใจบุญ

ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส ดื่มด่ำบรรยากาศชิลๆ ชมวิวทะเล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

28 กรกฎาคม 2560 เวลา 09:34 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/nightlife/505749

ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส ดื่มด่ำบรรยากาศชิลๆ ชมวิวทะเล

ใครที่มีโอกาสได้มาเยือนภูเก็ต และกำลังมองหาสถานที่แฮงเอาต์สักแห่งซึ่งมองเห็นวิวทะเลสวยๆ เพื่อดื่มด่ำกับบรรยากาศและรสชาติของอาหาร ในจุดชมวิวสุดโรแมนติกที่เห็นพระอาทิตย์ตกทะเลอยู่ละก็ ขอแนะนำ “ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส”

โดย…อีตติง อาร์ต

เมื่อมาดินเนอร์ที่ “ทไวไลท์ สกาย” คุณจะรู้สึกชิลๆ ผ่อนคลาย และประทับใจไปกับวิวสวยๆ ของท้องทะเลยามเย็นจรดยามค่ำคืนในแบบพาโนรามา แล้วยังมีส่วนของ “ซี บาร์ พลัส”ที่พร้อมจะเสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นๆ หลากหลายเมนูให้กับคุณอีกด้วย

การออกแบบตกแต่งในส่วนของ ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส นั้นเกิดขึ้นมาพร้อมกับโรงแรมเดอะ ซิส กะตะ ภูเก็ต รีสอร์ท ซึ่งต่อยอดมาจากแนวความคิดและไลฟ์สไตล์ของสามสาวพี่น้องชาวภูเก็ต ตระกูลภัทรวรณีสู่การออกแบบอย่างพิถีพิถันให้เป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นแห่งหนึ่งในหาดกะตะ เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาใช้บริการในส่วนของโรงแรม ได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการรับประทานอาหารอย่างมีสไตล์ พร้อมเมนูอาหารที่แปลกใหม่ซึ่งผสมผสานวัตถุดิบพื้นเมืองกับวัตถุดิบนานาชาติเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

เมนูของที่นี่จะเสิร์ฟในรูปแบบของอาหารภูเก็ต ที่นำเสนอในสไตล์ฟิวชั่นฟู้ด แต่ยังคงรักษาคุณภาพของอาหารและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารภูเก็ตไว้เช่นเดิม

เมนูแนะนำ “แกงกะทิปูหมี่หุ้น” แกงกะทิรสชาติจัดจ้านใส่เนื้อปูก้อนโต รับประทานพร้อมกับเส้นหมี่หุ้นลวกเหนียวนุ่ม อร่อยอย่าบอกใคร “หอยเชลล์ญี่ปุ่นซาซิมิ” ที่เสิร์ฟมาบนก้อนเกลือหิมาลายัน เพื่อเพิ่มรสสัมผัสโดยจะรับประทานพร้อมกับน้ำช้อของภูเก็ต ซึ่งน้ำช้อนี้ทำมาจากพริกแห้งนำไปแช่น้ำโขลกให้ละเอียด ใส่เกลือ ปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก และน้ำตาล เคี่ยวให้ข้นซึ่งคนภูเก็ตในสมัยก่อนจะใช้น้ำช้อแทนน้ำจิ้มอยู่แล้ว

“ข้าวพองหมูฮ้องภูเก็ต” ข้าวพองชิ้นพอดีคำ ท็อปปิ้งด้วยหมูฮ้อง ซึ่งทำจากหมูสามชั้นหมักกำลังดี นำไปคลุกกับไฟที่อ่อนๆ ไปเรื่อยๆ จนสุกและเปื่อยกำลังดีโดยเพิ่มหมูกรอบท็อปปิ้งด้านบนสุดอีกที เป็นการเพิ่มรสสัมผัสและความอร่อยให้มากยิ่งขึ้น

มาที่ “ปลาเต้าอิ๋ว” (ปลานึ่งซีอิ๊ว) ปลากะพงขาวเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวภูเก็ตที่ทำรับประทานกันแทบทุกบ้าน โดยการปลามาทอดด้วยน้ำมันในปริมาณที่น้อยให้สุกพอดี แล้วนำไปตุ๋นกับน้ำซอสเพื่อรักษาอุณหภูมิ และทำให้เนื้อปลาซึมซับน้ำซอสได้ดียิ่งขึ้น

ต่อมา “ยำมะเขือแขกล่าง” เป็นอาหารที่มีอิทธิพลมาจากเมืองจีน นำมะเขือมาเผา ราดด้วยน้ำช้อ เสิร์ฟมาพร้อมปลาฉิ้งฉ้าง และปลาแซลมอนซาซิมิที่วางไว้เป็นชิ้นพอดีคำ บอกเลยว่ารสชาติเข้ากันได้เป็นอย่างดี

อีกเมนูคือ “ปลาแซลมอนทอดเครื่อง” ปกติเมนูนี้จะเป็นการทอดปลาและราดด้วยน้ำซอสปกติ แต่ที่ภูเก็ตจะนิยมนำปลามาคลุกกับเครื่องแกงใต้และทอดในไฟอ่อน ทำให้ได้รสสัมผัสของปลามากยิ่งขึ้น

ปิดท้ายด้วย “ขนมอาโป้ง” ขนมพื้นเมืองของ จ.ภูเก็ต เป็นแป้งที่สอดไส้ด้วยวานิลลาครีม เสิร์ฟมาพร้อมสตรอเบอร์รี่สด และ “กล้วยทอด” (ข้าวเม่า) ความแตกต่างของเมนูนี้คือ จะใช้มะพร้าวอบแห้งมาประกบหน้าเพื่อให้ได้รสชาติที่อร่อยมากยิ่งขึ้น กินคู่กับซอสลูกตาลสุก และไอศกรีมมะพร้าวก็ยิ่งอร่อย

มาที่เครื่องดื่มบ้าง ที่นี่มีทั้งค็อกเทลและม็อกเทล ที่ได้รับการคิดค้นและผสมผสานให้เข้ากันได้เป็นอย่างดีด้วยฝีมือของมิกโซโลจิสต์ประจำร้าน ขอแนะนำซิกเนเจอร์แก้วเด่นๆ ตั้งแต่ “Twilight Zone” แก้วสีฟ้าใสมีส่วนผสมของ จิน บลูคาราเซา วอดก้า น้ำสับปะรด และน้ำมะนาว ดีกรีไม่แรงมากนัก ต่อด้วย “Green Hopper” มีส่วนผสมของ รัม เหล้าหวาน น้ำมะนาว และน้ำสับปะรด
ตามด้วย “Perfect Storm” แก้วนี้ผสมม 2 ชนิด น้ำเชื่อมสตรอเบอร์รี่ และน้ำมะนาวดีกรีแรงขึ้นมาหน่อย ปิดท้ายด้วย “Remedy” มีส่วนผสมของวอดก้า น้ำผึ้ง น้ำมะนาว และซินนามอน

ทไวไลท์ สกาย & ซี บาร์ พลัส อยู่ชั้น 4โรงแรม เดอะ ซิส กะตะ ภูเก็ต รีสอร์ท เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 17.00-01.00 น. โทร. 076-609-555 หรือ FB/IG : thesiskata

 

เปลี่ยนบรรยากาศไปชิล ที่ เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

26 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531525

เปลี่ยนบรรยากาศไปชิล ที่ เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์

ขึ้นชื่อว่าสเต๊กเลิฟเวอร์ รับรองว่าไม่มีใครไม่รู้จัก เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์ (El Gaucho Argentinian Steakhouse) ร้านสเต๊กชื่อดังที่สร้างชื่อมาแล้วในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านเราอย่างเวียดนาม ล่าสุดขยายความอร่อยมาปักหมุดที่คิงเพาเวอร์ รางน้ำ โดยยังคงคอนเซ็ปต์เรียบ โก้ ออกดิบนิดๆ ด้วยการใช้ปูนเปลือยผสมผสานกับไม้และอิฐ แต่บรรยากาศยังชวนนั่งเช่นเคย

สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับของเอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์อยู่แล้ว คงไม่ต้องบรรยายเยอะ แต่สำหรับใครที่แรกรู้จัก ขอเกริ่นสั้นๆ ว่า เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์ เป็นร้านสเต๊กสัญชาติอาร์เจนตินาตามชื่อ มีไฮไลต์ที่เป็นพระเอกของร้านคือ เนื้อนำเข้าคุณภาพระดับท็อปฟอร์มที่รับรองว่ามีตเลิฟเวอร์เห็นแล้วต้องชวนน้ำลายไหล คัดสรรเฉพาะเนื้อคุณภาพดีจากรัฐวิกตอเรีย ออสเตรเลีย และฟาร์มในสหรัฐเท่านั้น มีให้เลือกสรรมากมายตามใจลูกค้า เลือกได้ตั้งแต่ชิ้นส่วนและขนาดของเนื้อที่ต้องการ ไปจนแหล่งที่มาของเนื้อ แต่ใครที่ไม่ใช่สายเนื้อไม่ต้องห่วง เพราะยังมีเมนูอื่นๆ มากมายให้เลือกสรร ทั้งแกะ ทั้งปลา มาแบบฟูลคอร์ส

ตามธรรมเนียมของทางร้าน หลังจากเลือกสรรเมนูเรียบร้อย พนักงานจะยกเมนูเรียกน้ำย่อยมาเสิร์ฟ นั่นคือ Bread Platter ขนมปังอบร้อนๆ เสิร์ฟพร้อม Garlic Butter เนยกระเทียม Garlic Confit กระเทียมย่าง และ Salsa Croilla ซัลซ่าที่มีส่วนผสมของหอมแดง พาร์สลีย์ และน้ำมันมะกอก

มาถึงเมนูจานหลัก เริ่มจาก Grilled marinated lamb chops with yogurt sauce เอาใจคนชอบเนื้อแกะ มาแล้วต้องลอง เพราะเนื้อแกะที่นี่คัดสรรพิเศษ คัดเฉพาะแกะช่วงที่ให้น้ำนม เพราะจะได้รสสัมผัสของเนื้อแกะที่ฟู นุ่มกว่าปกติ กลิ่นไม่แรง นำมาย่างตามสไตล์อาร์เจนตินา ไม่เน้นหนักเครื่องปรุง เพราะอยากนำเสนอรสชาติความสดของเนื้อแกะ

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

ต่อด้วย Homemade Burger อีกหนึ่งเมนูขึ้นชื่อ ทีเด็ดอยู่ที่รสชาติของเนื้อคุณภาพดีที่คัดสรรจากสันใน สันนอก ซี่โครง มาปั้นเป็นก้อนหนา ใช้แค่เกลือโรยบางๆ บนเนื้อ แล้วย่างเพื่อให้เราได้ลิ้มรสความหวานฉ่ำของเนื้อได้อย่างเต็มคำ ไม่มีรสสัมผัสอื่นหรือกลิ่นเครื่องเทศมาบดบังความอร่อยของเนื้อ สำหรับเมนูนี้ทางร้านขอสงวนเสิร์ฟเฉพาะเนื้อที่มีความสุกตั้งแต่ระดับมีเดียมขึ้นไปเท่านั้น เสิร์ฟมาพร้อมเฟรนช์ฟรายส์สลัดเครื่องเคียง เพิ่มรสชาติด้วยซอสมะเขือเทศและมายองเนส

ส่วนใครที่ไม่ใช่สายเนื้ออย่าเพิ่งถอดใจ แนะนำ Slow oven baked snow fish with lemon and olive oil serve with sauteed vegetables and mashedpotatoes เนื้อปลาชิ้นโต หนานุ่ม เสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งอบที่รสสัมผัสละมุน ไม่หนักจนเกินไป มาพร้อมสลัด เมนูนี้คนชอบปลาฟินสุดๆ เผลอกินหมดจานไม่รู้ตัว

เสร็จจากของคาว ถ้ายังไหวอย่าพลาดสารพัดเมนูของหวานและเครื่องดื่ม มาเต็มทั้งเค้ก ไอศกรีม และข้าวเหนียวมะม่วง ด้านเครื่องดื่มมีทั้งค็อกเทลและม็อกเทล เหมาะสำหรับเรียกความสดชื่น หรือดื่มเพื่อสังสรรค์กับเพื่อนก็เข้าที

รสชาติความสนุกครั้งใหม่ รอให้ทุกคนมาสัมผัสแล้วที่เอลการ์โชว์ อาร์เจนติเนียน สเต๊กเฮ้าส์ ร้านตั้งอยู่ชั้น 3 คิงเพาเวอร์ รางน้ำ เปิดทุกวัน 10.00-22.00 น. โทร. 06-2189-3789

 

เนเจอร์ อินสไปร์ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

25 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531524

เนเจอร์ อินสไปร์ แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ

หนาวนี้เป็นช่วงเวลาของครอบครัว คู่รัก และบรรดาเพื่อนสนิท ที่จะได้เวียนมาเฉลิมฉลองอย่างใกล้ชิดกันอีกครั้ง ยิ่งถ้าได้ร่วมรับประทานอาหารที่บ่งบอกเรื่องราวแห่งฤดูกาลด้วยแล้วละก็ ยิ่งจะทำให้เป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและน่าจดจำของปีกันทีเดียว

หนุ่มม่อน-สรกิจ กิจเจริญโรจน์หนึ่งในหุ้นส่วนร้าน คูซีน เดอ การ์เด้น บีเคเค (Cuisine de Garden BKK) ซึ่งนอกจากจะเป็นสถาปนิกออกแบบและตกแต่งร้านที่ปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาลแล้ว เขายังได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ที่ผสมผสานระหว่างวัตถุดิบพื้นบ้านของไทยเข้ากับเทคนิคการทำอาหารสมัยใหม่แบบตะวันตก เกิดเป็นเมนูเด่นประจำร้านที่เขาเรียกว่า เนเจอร์ อินสไปร์ คิวซีน

“จากจุดเริ่มต้นของการหยิบธรรมชาติมานำเสนอในเมนู เกิดขึ้นจาก เชฟแนน(ลีลาวัฒน์ มั่นคงติพันธ์) ซึ่งเปิดร้านอาหารที่ จ.เชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม จึงอยากจะถ่ายทอดธรรมชาติที่อยู่รอบตัวนั้นมาอยู่ในเมนูอาหาร ซึ่งอาหารแต่ละจานจะเหมือนกับศิลปะ แต่เป็นศิลปะที่สามารถรับประทานได้มากกว่าการได้แค่ชื่นชม เป็นศิลปะที่ได้สัมผัส ได้ดู และได้กิน ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปลิ้มลองและได้พูดคุยกับเชฟแนน ยิ่งมีความรู้สึกว่าตื่นเต้นกับทุกเมนูที่ได้เห็นและได้ลิ้มลองรสชาติ จึงได้มาร่วมกันเปิดร้านแห่งนี้ โดยใช้คอนเซ็ปต์ เนเจอร์ อินสไปร์ คิวซีน ที่ได้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจและได้เชฟแนนมาเป็นเชฟใหญ่ที่นี่ด้วยครับ”

นั่นก็เท่ากับว่าอาหารของที่นี่นอกจากจะเน้นการหยิบเอาธรรมชาติมาถ่ายทอดจนเป็นงานศิลปะที่งดงามแล้ว ที่ร้านแห่งนี้ยังเน้นเสิร์ฟอาหารเป็นคอร์สที่บ่งบอกเรื่องราวแห่งฤดูกาลผสานเข้าไปในแต่ละเมนู และในแต่ละคอร์สจะเสิร์ฟเป็นลำดับขั้นตอนกันอย่างต่อเนื่อง เหมือนการเปิดหนังสืออ่านไล่เลียงไปทีละบท เสมือนกับการได้อ่านนิทานไปทีละบททีละตอนนั่นเอง

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

สาวพีช-วงศ์ณิชา วงศ์สืบชาติหนึ่งในหุ้นส่วนบอกเล่าเรื่องราวของคอนเซ็ปต์แต่ละเมนูให้ฟังอย่างออกรสว่า “คอนเซ็ปต์การเล่ายามนี้จะเป็นการบอกเล่าถึงฤดูหนาวซึ่งนอกจากอาหารแล้ว บรรยากาศร้านก็จะถูกเนรมิตใหม่เพื่อบอกรับฤดูกาล ดังนั้นการมาเยือนที่นี่ในแต่ละฤดูกาลก็จะถูกเปลี่ยนไป และเมนูของอาหารก็จะเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับฤดูกาล อย่างฤดูกาลนี้เราจะนึกถึงข้าวซึ่งจะเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวจึงนำมาบอกเล่าอยู่ในเมนู”

ออกสตาร์ทบอกเล่าฤดูหนาวด้วยอาหารกินเล่น อย่าง Fish in The River Rice in The Field หรือในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ที่หยิบเอาข้าวมาเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งฤดูหนาวจะถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยวพอดี เริ่มที่กุ้งแม่น้ำปรุงรสด้วยซอสกุ้ง และข้าวคั่ว คาแรกเตอร์ชัดเจนของคำนี้จะได้กลิ่นหอมของข้าวคั่ว คำที่สองเป็นข้าวเกรียบข้าวหอมมะลิที่นำไปทอดจนกรอบแล้วท็อปด้วยมูสข้าวโพด และคำสุดท้ายเป็นน้ำมะลิที่ผ่านเทคนิค Sphere การคลุกกลิ้งแบบโมเดิร์น เมนูนี้สะท้อนให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของฤดูกาล

คอร์สต่อมา Soil ดินต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง เมื่อรับประทานเข้าไปจะสัมผัสได้ถึงความฉ่ำชื่น เพราะเป็นดินในหน้าหนาวที่เพิ่งผ่านฝนมา และพร้อมจะเกิดสิ่งใหม่ๆ เริ่มแตกหน่อแตกต้นออกมา เริ่มจากบีฟทาท่า โรยด้วยผงสมุนไพร ส่วนดินจะเป็นชาโคลไอศกรีม ส่วนพืชที่งอกขึ้นมาจากดินจะเป็นผักแขยง ผักพื้นบ้านที่มีกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์เสริมรสชาติกับเนื้อได้เป็นอย่างดี แล้วท็อปด้วยบีตรูททอดกรอบเสิร์ฟมาพร้อมบนขอนไม้

คอร์สที่สาม Roots จากดินสู่ของขวัญจากดิน นั่นคือหัวหรือราก โดยเลือกใช้วัตถุดิบ 3 ชนิด ได้แก่ แครอต มันฝรั่ง และแก่นตะวัน วิธีการคือนำมันฝรั่งมา Croquette หรือวิธีการห่อหุ้มไส้ด้วยปูปรุงรสแล้วนำไปชุบแป้งทอด แล้วโรยด้วยผงแครอตพาวเดอร์ เสิร์ฟมาบนดินที่ทำมาจากแก่นตะวันและธัญพืชต่างๆ และเพิ่มรสชาติด้วยซอสปู

คอร์สถัดมา Kluay หรือ กล้วย ที่หยิบหลายๆ ส่วนของกล้วยคู่ครัวไทยมาเป็นเมนูได้น่าสนใจไม่เบา ชวนให้นึกถึงเวลาที่อยู่ในป่าแล้วได้สุมกองไฟ เมนูปิ้งย่างจะต้องเรียกหาใบตองมาปิ้งย่าง ทำให้ได้กลิ่นหอมของใบตองย่างอยู่ในที เริ่มจากนำปลาฮาลีบัต ปลาทะเลของดีจากญี่ปุ่นที่ให้เนื้อปลาที่ขาวละเอียดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าปลาหิมะแต่มีไขมันน้อยกว่า นำมาหมักกับมิโซะแล้วนำไปย่างบนใบตอง เพิ่มรสเค็มจากมิโซะและได้ความหอมจากใบตอง เสิร์ฟคู่มากับกล้วยบด โดยใช้กล้วยดิบมาทำกล้วยบด และหยวกกล้วยทอดที่ให้แพตเทิร์นที่น่าสนใจเสริมความกรอบให้กับเมนูนี้ และตกแต่งด้วยดอกกล้วยหรือกล้วยอ่อนที่อยู่ในหัวปลี และเพิ่มรสชาติด้วยซอสใบตองแห้ง

มาถึงคอร์สของหวานหวาน Strawberry Field ทุ่งสตรอเบอร์รี่ที่หลายคนคิดถึ งยามที่หน้าหนาวมาเยือน วิธีการคือนำโยเกิร์ตมาทำมาร์ชเมลโล่ เสิร์ฟคู่กับคริสปี้สตรอเบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่สดพันธุ์พระราชทาน 80 ลูกเล็กออกหวาน เสิร์ฟคู่กับโฟรเซนช็อกโกแลตแอร์ ออกเบาๆ เย็นๆ

คอร์สปิดท้าย Stone ช็อกโกแลตชาโคลที่เปลือกทำมาจากถ่านฟางชาโคลซึ่งเลียนแบบก้อนหินริมลำธารที่ยัดด้วยไส้กระเจี๊ยบ และไส้มะขาม รสช็อกโกแลตที่จับคู่กับรสเปรี้ยวๆ ของผลไม้ไทยได้อย่างลงตัว และเสิร์ฟมากับก้อนหินลำธารจริงๆ ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกและได้จดจำกับเมนูนี้ว่าก้อนไหนเป็นหินจริง ก้อนไหนเป็นหินจากชาโคล

อย่างที่บอกกันไว้ว่านอกจากจะอิ่มแล้ว มื้อนี้จะเป็นมื้อที่สนุกสนาน อบอุ่น และน่าจดจำอย่างยิ่งเชียวละครับ

คูซีน เดอ การ์เดน บีเคเค ซอยเอกมัย 2 เปิดบริการ ตั้งแต่เวลา 18.00-23.00 น. (หยุดวันจันทร์) โทร. 06-1626-2816 Website facebook.com/cuisinedegardenbkk

 

นั่งชิลสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม ที่ ฮาโอมา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

24 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531523

นั่งชิลสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม ที่ ฮาโอมา

ฮาโอมา (Haoma) ร้านอาหารและสถานที่แฮงเอาต์สุดชิลแห่งใหม่ล่าสุดใจกลางย่านสุขุมวิท ที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ เป็นร้านที่เหมาะจะไปดินเนอร์หรือนั่งพูดคุยสังสรรค์ชิลๆ กับเพื่อนๆ และคนรู้ใจ

เมื่อก้าวเข้ามาในร้าน จะพบกับการตกแต่งในสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม ซึ่งเจ้าของร้านบอกว่า ที่นี่ถือเป็นร้านอาหารสไตล์เออร์บัน ฟาร์ม แห่งแรกในเอเชียเลยก็ว่าได้ ซึ่งลูกค้าจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แสนอบอุ่นของเรือนไม้สองชั้น ที่ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ ปูนเปลือย และโครงสร้างแบบโมเดิร์น ล้อมรอบด้วยกระจกใสที่สามารถเปิดรับวิวแสนสดชื่นจากสวนผักสีเขียวที่อยู่รอบบริเวณร้านได้ถนัดตา

ภายนอกตัวร้านมีที่นั่งสุดพิเศษให้นักชิมได้ใกล้ชิดกับแหล่งวัตถุดิบธรรมชาติ นั่นคือแปลงผักออร์แกนิก 31 ชนิดที่สดใหม่จากสวนของร้าน ให้ความรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังอยู่ท่ามกลางฟาร์มในเมืองเลยละเมนูของที่นี่เป็นอาหารอินเตอร์ที่ไม่ยึดติดกับสัญชาติใดเพียงชาติเดียว สร้างสรรค์โดย “เชฟดีเค” ผู้มากด้วยประสบการณ์การทำงานในโรงแรมระดับ 5 ดาว

ร้านอาหารชั้นนำ และยังเคยผ่านรายการชื่อดังอย่าง Iron Chef Thailand มาแล้ว จึงการันตีได้ในเรื่องรูปลักษณ์และรสชาติของอาหารที่ไม่ซ้ำใครได้เป็นอย่างดี

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

เริ่มจากเมนูเรียกน้ำย่อย จานแรก “Buratta & the Bubbles” ชีสบูรัตตาโฮมเมดที่ทำจากนมควายสายพันธุ์อิตาเลียน เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศ 5 สี ราดด้วยบัลซามิก ท็อปปิ้งด้วยโทเมโทโฟม เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยที่สร้างความสดชื่นได้ดี

ต่อด้วย “Butternut Squash & Croquettes” อีกหนึ่งเมนูเรียกน้ำย่อยซึ่งเป็นฟักทองย่าง เสิร์ฟพร้อมครอเกตต์ผลไม้และไอศกรีมรสสละซอร์เบต ราดด้วยซอสบัตเตอร์นัท (ทำจากเนื้อลูกน้ำเต้า) ตกแต่งด้วยกลีบดอกไม้แห้งและผงปาปริก้า ให้รสชาติมันๆ ตัดด้วยความเปรี้ยวนิดๆ จากไอศกรีม อร่อยเชียวละ

ตามด้วย “Stick to the Roots” เมนูสลัดที่มีรูปลักษณ์แสนจะครีเอท ประกอบด้วยเบบี้แครอต บีตรูทตอบแห้ง มาการงที่ทำจากแครอต และผักต่างๆ ตกแต่งด้วยบีตรูทตเจล รสชาติแปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร

มาที่จานหลัก “Hungarian Goulash” สเต๊กเนื้อย่างแบบมีเดียม แรร์ ปรุงแบบอิตาเลียนสไตล์ เสิร์ฟพร้อมซอสซาวร์ครีม ซอสมะเขือเทศ เห็ด และแตงกวาดอง ได้ความอร่อยฉ่ำจากเนื้อและรสชาติตัดกันจากซอสทั้งสองชนิด

ตบท้ายด้วยของหวาน “Eggs As We See Them” ไอศกรีมเชอร์รี่ ซอร์เบต เสิร์ฟพร้อมพันนาคอตต้า ถือเป็นอีกเมนูแปลกใหม่ที่น่าลอง ส่วนอีกเมนูคือ “Black Forest” ช็อกโกแลตมูสแบบแท่งเนื้อนุ่ม ราดด้วยซอสกุหลาบและผงโกโก้ อร่อยหวานหอม กินแล้วสดชื่น

ทางร้านไม่ได้ใส่ใจเฉพาะเรื่องอาหารเท่านั้น เครื่องดื่มก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน ยิ่งได้บาร์เทนเดอร์ฝีมือดีที่การันตีด้วยประสบการณ์จากบาร์มีชื่ออย่าง เจ.โบโรสกี้ ที่เชี่ยวชาญด้านการใช้วัตถุดิบสด ผสมผสานกับรสชาติของผักผลไม้ ทั้งยังใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อสนับสนุนปรัชญาการลดขยะจากอาหาร ด้วยการนำวัตถุดิบที่ไม่ได้ใช้ เช่น เปลือก เมล็ดของผลไม้ มาช่วยเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้กับเครื่องดื่ม


ไปดูซิกเนเจอร์ค็อกเทลของร้านกันเลย แก้วแรก “Bell Pepper” มีส่วนผสมของวิสกี้ น้ำพริกหยวกสดปั่น พริกไทยหวาน และใบมินต์ แก้วนี้ดีกรีกลางๆ

ตามด้วย “Kale” แก้วนี้มีส่วนผสมของ จิน อโวคาโด แอปเปิ้ล เซเลอรี่ และน้ำผักคะน้าคั้น จนออกมาเป็นค็อกเทลที่รูปลักษณ์ดูแปลกใหม่

อีกแก้วคือ “Strawberry” ม็อกเทลที่มีส่วนผสมของน้ำสตรอเบอร์รี่น้ำมะนาว สตรอเบอร์รี่อบแห้ง และสละอบแห้ง…ยิ่งบรรยากาศในช่วงค่ำๆ นั่งคุยกันไป ฟังเพลงบรรเลงคลอเบาๆ ไป แค่นี้ก็ฟินแล้ว

ฮาโอมา อยู่ในซอยสุขุมวิท 23 (ก่อนถึงทางเข้าโรงเรียนอนุบาลไอพีซี) ร้านเปิดบริการทุกวันอังคาร-อาทิตย์ (ปิดทุกวันจันทร์) ตั้งแต่ 17.30-24.00 น. สอบถามโทร.06-3941-0600 หรือ FB : HaomaBKK และ IG : Haomabkk

 

42 ปีบะหมี่บุญเลิศฯ รสชาติหมูย่างหมูกรอบขนานแท้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531521

42 ปีบะหมี่บุญเลิศฯ รสชาติหมูย่างหมูกรอบขนานแท้

คนชอบหมูย่างและหมูกรอบ ถ้าผ่านไปย่านตลาดนางเลิ้งเมื่อไร อย่าลืมแวะไปชิมบะหมี่บุญเลิศหมูย่างซีอิ๊ว ตั้งอยู่ปากซอยนครสวรรค์ 8 ใกล้กันเป็นสี่แยกเทวกรรม หรือเดินเลาะไปจากตลาดมหานาค สี่แยกแรกเลี้ยวซ้ายเดินเข้ามา ร้านอยู่ซ้ายมือนั้นเอง รับรองในรสชาติความอร่อยของหมูย่างและหมูกรอบขึ้นชื่อ ถ้าไม่แน่จริงไม่อยู่ยั้งยืนยงมาจนถึงทุกวันนี้เป็นปีที่ 42 แล้ว

บะหมี่บุญเลิศฯ ก่อตั้งในปี 2518 โดยคุณพ่อบุญเลิศ โชติเกียรติ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นเจ้าของสูตรที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ โดยสูตรต้นตำรับนั้นรับการถ่ายทอดมาจากเพื่อนสนิทคนหนึ่ง หากภายหลังได้นำสูตรมาดัดแปลง ทดลองผิดทดลองถูกจนถูกปากถูกลิ้น กลายเป็นบะหมี่หมูย่างหมูกรอบหนึ่งในต้นตำรับ

ก็ทำไมจะไม่อร่อยล่ะ ในเมื่อหมูย่างหมูกรอบบรรจงทำตามสูตรที่ถ่ายทอดกันมานานนับสิบๆ ปี ปัจจุบันเป็นที่น่าเสียใจว่าคุณพ่อบุญเลิศไม่อยู่แล้ว ผู้ที่ถ่ายทอดความล้ำเลิศคือลูกสาวคนสุดท้อง “สิริรัตน์ โชติเกียรติ” วัย 46 ปี หมูย่างที่นี่หมักเข้มข้นถึงรส เครื่องหมักมีซีอิ๊วดี น้ำตาล เกลือ พริกไทย เคล็ดลับคือการหมักที่ไม่หมักแช่ทิ้งไว้เฉยๆ แต่ต้องหมั่นคน เพื่อให้น้ำตาลละลายซึมเข้าเนื้อ ดั้งเดิมย่างด้วยเตาถ่านซึ่งหอมมาก ต่อมาเปลี่ยนเป็นใช้เตาอบไฟฟ้าแทน

ส่วนหมูกรอบล้างให้สะอาด ต้ม 1 ชั่วโมง จากนั้นทาเกลือพริกไทย ทอดรอบแรกไฟอ่อนพอให้หนังหมูคลายตัวดีแล้ว จึงนำขึ้นผึ่งอีก 1 ชั่วโมง ลงทอดรอบสองไฟต้องแรงจัด กรอบได้ที่ก็ยกขึ้นเลย

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

“คุณพ่อสอนเสมอว่า เราต้องใส่ใจในทุกขั้นตอน เรื่องหมูย่างหมูกรอบนี้ต้องใส่ใจทุกรายละเอียดตั้งแต่ขั้นตอนแรกกระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้าย ถ้าละความตั้งใจแม้ในขั้นตอนหนึ่งขั้นตอนใด ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าหมูย่างหมูกรอบที่ดี”

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมสิริรัตน์จึงไม่เคยไว้ใจใครให้ทำแทน หากดูแลอย่างละเอียดทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง คนกินบะหมี่บุญเลิศฯ ถ้าเดินทางมาถึงตลาดนางเลิ้งแล้วรับรองได้ว่าไม่ผิดหวัง และมั่นใจได้ในทุกคำความอร่อย รวมทั้งความสะอาด จะกินเป็นข้าวหน้าหมูกรอบหมูย่างก็ได้ หรือจะกินเป็นบะหมี่หมูกรอบบะหมี่หมูย่าง บะหมี่ปูก็มีให้เลือก เมนูกินเล่นขึ้นชื่อไม่แพ้กันคือปีกเป็ดตุ๋นกินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือจะสั่งหมูกรอบมากินเล่นเปล่าๆ น้ำจิ้มเป็นซีอิ๊วหวานเข้ามัสตาร์ด อร่อยทีเดียว

เรื่องความอร่อยของบะหมี่บุญเลิศฯ ยังไม่หมดเพียงนี้ สิริรัตน์เล่าให้ฟังว่า ในรอบระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา บะหมี่บุญเลิศฯ เคยได้รับโอกาสถวายการรับใช้ จัดพระกระยาหารขึ้นโต๊ะเสวยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ มาแล้วหลายครั้ง นำมาซึ่งความปลาบปลื้มและเกียรติสูงสุดในชีวิต

วันหนึ่งๆ ของบะหมี่บุญเลิศฯ ขายบะหมี่ไม่ต่ำกว่า 20 กิโลกรัม หมูย่าง 20 กิโลกรัม หมูกรอบ 7-8 แผ่น น้ำหนักรวม 32 กิโลกรัม (โอ้โห) สิริรัตน์กล่าวว่า ร้านบะหมี่เก่าแก่จะทำต่อไปตราบเท่าที่จะทำไม่ไหว มีความสุขที่ได้เห็นคนกินได้กินของอร่อย ภูมิใจและดีใจที่เป็นส่วนหนึ่งของบะหมี่-สูตรคุณพ่อบุญเลิศ ที่ไม่ว่าใครได้กินก็ติดใจ ร้านเปิด 16.00-22.00 น. หรือจะแวะเยี่ยมชมบะหมี่ชามเด็ดก่อนก็ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “ร้านบะหมี่บุญเลิศบะหมี่เกี๊ยวหมู” โทร.06-2624-9269

 

‘ผัดไทยโบราณ’ สูตร 100 ปี จากรุ่นคุณยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

23 ธันวาคม 2560 เวลา 10:38 น…. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/travel/restaurant/531888

'ผัดไทยโบราณ' สูตร 100 ปี จากรุ่นคุณยาย

โดย รัชนีย์ ศรีวัฒนชัย

หากใครแวะเวียนมายัง จ.นนทบุรี แล้ว ในบริเวณโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางเลน มีร้านผัดไทยโบราณร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งมีเมนูเด็ดเป็นผัดไทย ขนมเบื้องญวน และหอยทอด ที่มีสูตรตกทอดมาร่วม 100 ปี จากรุ่นยายขายตามงานวัดมาสู่รุ่นแม่และรุ่นหลาน ซึ่งปัจจุบันอายุ 60 ปีแล้ว

นิฤมล ทัดมอญ เจ้าของร้านผัดไทยโบราณ เล่าว่า ร้านผัดไทยโบราณเปิดขายมากว่า 20 ปีแล้ว โดยได้เรียนรู้สูตรจากคุณแม่อีกที

สูตรเด็ดของร้านที่มัดใจลูกค้าคือสูตรโบราณแท้ๆ มีด้วยกัน 3 เมนูเด็ด คือ ผัดไทย ขนมเบื้องญวน และหอยทอด

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1511154358428-0’); });

อย่างผัดไทยของทางร้านจะปรุงให้ลูกค้าไว้แล้ว โดยที่ไม่ต้องปรุงก็อร่อย

นอกจากนี้ ยังมีเมนูขนมเบื้องญวนเป็นของกินที่หาทานยากมาก เพราะเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครทำขาย ปัจจุบันคนรุ่นใหม่แทบไม่รู้จักด้วยซ้ำว่าเป็นอาหารประเภทอะไร

ขณะที่หอยทอดในยุคโบราณความนิยมจะไม่ทำแป้งกรอบ แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ชอบกินแป้งกรอบ ซึ่งหอยทอดของทางร้านสามารถทำได้ตามออร์เดอร์ ไม่ว่าจะต้องการแป้งหนา นุ่ม หรือกรอบบาง

ยังมีเมนูอาหารตามสั่งเพิ่มเติม เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับกลุ่มครอบครัวหรือเด็กๆ ที่วันว่างจะพามากินอาหารกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวผัด กะเพราหมู ไก่ โดยราคาเมนูอาหารโดยเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 40-50 บาท

“จุดเด่นของร้านอีกอย่างหนึ่งคือ วัตถุดิบเราคัดสดใหม่ชนิดซื้อวันต่อวัน เพราะจะสั่งวัตถุดิบพอใช้ของแต่ละวันเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นกุ้งสด ผักต่างๆ ปลอดสารพิษ เพราะหัวใจสำคัญของการทำอาหารคือ ความสดใหม่ ก่อนหน้านั้นทางร้านจะทำขนมไทยเป็นของหวานทานเล่นกัน เช่น ขนมถ้วย ขนมชั้น แต่ขณะนี้แม่ทำไม่ไหว และลูกๆ ไม่มีความถนัดขนมไทยจึงต้องเลิกไป” นิฤมล เล่าอย่างมีความสุข

สำหรับบรรยากาศของร้าน สร้างเป็นลักษณะศาลาหลังคาใบจากให้ความรู้สึกเป็นไทย และเหมือนมีมนตร์ขลังนิดๆ โดยทางร้านจะขายอาหาร 5 วัน หยุดวันอาทิตย์กับวันจันทร์ เวลา 10.00-16.00 น. แต่ส่วนใหญ่จะหมดก่อน 14.30 น. ช่วงเวลา 12.00 น. จะเริ่มมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการเยอะมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานในย่านนี้