Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Tag Archives: 2560(2017)

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

รายงานพิเศษ : ขอนแก่นรวมใจ ร่วมรักษ์น้ำ The Journey ตั้งต้นสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293657

รายงานพิเศษ : ขอนแก่นรวมใจ ร่วมรักษ์น้ำ The Journey ตั้งต้นสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ขอนแก่นรวมใจ ร่วมรักษ์น้ำ The Journey ตั้งต้นสู่การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เอสซีจีผสานพลังชุมชนคนขอนแก่นร่วมกิจกรรม “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” ที่ขอนแก่น ส่งมอบองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำและการสร้างฝายชะลอน้ำให้กับชุมชน เพื่อขยายผลในพื้นที่อย่างเหมาะสม สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

กิจกรรม “รักษ์น้ำ The Journey สานต่อที่พ่อทำ สร้างฝายทั่วไทย” เป็นการสืบสานพระราชปณิธานการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังจากนำตัวแทนชุมชนและเยาวชนของ จ.ขอนแก่น กาญจนบุรี และนครศรีธรรมราช ไปศึกษาเรียนรู้ การสร้างฝายชะลอน้ำที่ จ.ลำปาง และแนวทางการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ จากศูนย์การศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อนำความรู้มาดำเนินการต่อในพื้นที่บ้านเกิด

โดยชาวบ้านใน ต.ม่วงหวาน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น จะอาศัยน้ำตามฤดูกาลประกอบอาชีพการเกษตร ในช่วงฤดูแล้งซึ่งมีน้ำไม่เพียงพอที่จะทำการเกษตร ชาวบ้านต้องอพยพออกไปขายแรงงานยังต่างถิ่น เอสซีจีจึงเห็นว่าการสร้างฝายชะลอน้ำ เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นที่ราบสูง เนื่องจากฝายชะลอน้ำจะช่วยทำให้พื้นดินชุ่มชื้น และกักเก็บน้ำให้อยู่ในพื้นที่ได้นานที่สุด เมื่อมีน้ำชาวบ้านก็สามารถที่จะทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยที่ไม่ต้องอพยพไปขายแรงงานยังต่างถิ่น นอกจากนี้สมาชิกในชุมชนยังมีแผนที่จะทำแก้มลิง และเชื่อมต่อระบบจ่ายน้ำจากพื้นที่ใกล้เคียง ส่งน้ำมาเก็บกักไว้ในแก้มลิง เพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำอุปโภค บริโภครวมทั้งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเพียงพอ

นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี แพคเกจจิ้ง กล่าวถึงแนวคิดการสร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริ ว่า นับเป็นจุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการน้ำของชุมชนในหลายๆ พื้นที่ เพราะฝายชะลอน้ำทำให้พื้นดินชุ่มชื้นและกักเก็บน้ำให้อยู่ในพื้นที่ได้นานที่สุด เมื่อมีน้ำและสามารถเก็บน้ำไว้ได้ ก็ทำให้การเพาะปลูกได้ผลผลิตดีมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาเหมือนอย่างชุมชนต้นแบบในจังหวัดลำปางที่เอสซีจีได้พาไปเรียนรู้

สำหรับกิจกรรมที่ ต.ม่วงหวาน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมพลังสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อฟื้นคืนความชุ่มชื้นให้ป่าต้นน้ำของชุมชน ซึ่งจากนี้ทางชุมชนก็ได้ร่วมกันวางแผนจัดทำแก้มลิง และเชื่อมต่อระบบน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้ทำการเกษตรอย่างพอเพียงในอนาคต ซึ่งตรงตามแนวทางพระราชดำริ “หาน้ำให้ได้” “เก็บน้ำไว้ใช้” และ “ใช้น้ำให้เป็น”

ด้าน นายพิชาญ ทิพวงษ์ ผู้ประสานงานลุ่มน้ำชี คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำชุมชนป่า ภูถ้ำ ภูกระแต มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า พื้นที่อีสานส่วนใหญ่มีปัญหาน้ำแล้ง และปัญหาน้ำหลาก ต้องวางแผนการบริหารจัดการน้ำเป็นภาพรวม ต้องศึกษาภูมิประเทศ เข้าใจปัญหา โดยพื้นที่ ต.หวาน ควรเริ่มต้นจากทำฝายชะลอน้ำ หรือฝายชะลอความชุ่มชื้น สู่การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อย่างยั่งยืน

สิ่งที่สำคัญต้องทำให้ชุมชนเห็นภาพรวม ให้ความรู้ความเข้าใจเขา เชื่อว่าองค์ความรู้และประสบการณ์จากมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในการทำผังน้ำ การสำรวจเส้นทางน้ำ และวิเคราะห์ตัวเลขการใช้น้ำ จะช่วยเหลือให้ต่อยอดไปสู่การพัฒนาการบริหารจัดการน้ำได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

การเดินทางของ “รักษ์น้ำ The Journey” ยังไม่จบเพียงเท่านี้ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เอสซีจีสนับสนุนจุดประกายชุมชนต่างๆ ในประเทศไทย ส่งเสริมสร้างความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน เสริมความเข้มแข็ง สู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

สาวเมืองช้างโพสต์คลิปสุดฮา ฝนตกน้ำท่วมพายเรือซิรออะไร!

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293692

สาวเมืองช้างโพสต์คลิปสุดฮา ฝนตกน้ำท่วมพายเรือซิรออะไร!

สาวเมืองช้างโพสต์คลิปสุดฮา ฝนตกน้ำท่วมพายเรือซิรออะไร!

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 19.44 น.

22 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ Onpilai Rampaneenin หรือ นางสาวอรพิไล รัมพณีนิล อายุ 36 อยู่บ้านเลขที่ 8/1 บ้านยาง ม.1 ต.ยาง  อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ ได้ออกมาโพสข้ต์ ภาพนิ่ง 11 ภาพ คลิปวีดีโอ 2 คลิป  และข้อความว่า ชาวบ้านร้องทุกข์ ^*^ ขณะนี้ ได้ท่วมแล้ว พร้อมกับแสดงไอคอน แสดงความรู้สึก คิดหนัก

ซึ่งภาพที่ปรากฏ เป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก กลางหมู่บ้านยาง ม.1 ต.ยาง  อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ แม้ว่าทาง อบต.ยาง จะมีการทำท่อระบายน้ำ แต่เวลาฝนตกมาก ก็จะพาน้ำท่วมแบบง่าย เพราะรอการระบาย และในวันนี้ทางนางสาวอรพิไล รัมพณีนิล พบวิธีแก้เครียด ด้วยการให้ลุงคนงานก่อสร้าง ทำกำแพงรั้วบ้าน มาพายกะละมัง แล้วถ่ายคลิป พร้อมบรรยาย ตามประสา แบบสนุกสุดๆ สุดฮา หัวเราะท้องแข็ง ตามคลิปที่ปรากฏในสังคมโซเซียลมีเดียอยู่ในขณะนี้

นางสาวอรพิไล รัมพณีนิล กล่าวว่า เวลาฝนตกทีไร ท่วมแบบ ไม่มีชิ้นดี ท่วมอ่วมตลอดซอย จึงได้ถ่ายคลิปวีดีโอ ภาพนิ่ง และโพสต์ข้อความ ลงในเฟสบุ๊ค ส่วนตัว ไม่ได้มีเจตนาประชด ประชดใคร เพียงแต่ เป็นการมองโลก มุมบวก ประกอบกับทางบ้านกำลัง ซ่อมแซ่มต่อเติม พอฝนตกหนักไม่ถึงชั่วโมง น้ำก็เกิดท่วมขัง เป็นแบบนี้เสมอ วันนี้ เลยให้ คนงานก่อสร้าง นำเอากะละมังสีดำ ที่ใช้สำหรับผสมปูน มาใช้แทนเรือดู พบว่า สามารถลอยและพายใช้มือพายให้กะละมังลอย บนถนนเส้นนี้ได้ อย่างง่ายดาย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ส่องพิกัด‘ปู’หนี ฤา…นารีจะขี่ม้า ข้ามสะพาน‘บ้านโคกสะแบง’

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293685

ส่องพิกัด‘ปู’หนี ฤา...นารีจะขี่ม้า ข้ามสะพาน‘บ้านโคกสะแบง’

ส่องพิกัด‘ปู’หนี ฤา…นารีจะขี่ม้า ข้ามสะพาน‘บ้านโคกสะแบง’

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 19.11 น.

“…ยังไม่ทราบพิกัดที่แน่นอนว่าออกไปยังจุดใด คาดว่าเป็นช่องทางธรรมชาติ ที่นักเล่นการพนันมักใช้ข้ามเป็นประจำ และมีรถมารับช่วงต่อไป…”

ข้างต้นเป็นคำกล่าวของ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ระบุถึงข้อมูล “เส้นทาง” หลบหนีออกนอกประเทศของ “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี

เป็นข้อมูลที่ “บิ๊กป้อม” ได้รับรายงานเบื้องต้นจาก “บิ๊กปู” พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) ที่นำกำลังเข้าเชิญตัว พร้อม “เค้นสอบ”นายตำรวจยศ “พ.ต.อ.” ตำแหน่งรองผู้บังคับการ(รอง ผบก.) นายหนึ่ง

รวมถึงนายตำรวจยศ “พ.ต.ท.” และ “ด.ต.” สังกัดตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม พร้อมรถยนต์โตโยต้า แคมรี่ สีบรอนซ์ ทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถต้องสงสัยขับพา “อดีตนายกฯปู” หลบหนีไปเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา

ข้อมูลจากการเค้นสอบ “นายตำรวจ” ที่ถูกระบุว่าอาจรับหน้าที่ “โชเฟอร์” ขับพาอดีตนายกฯหญิง หลบหนี ยังระบุว่าเบื้องต้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมคณะ นั่งรถจากบ้านพักซอยโยธินพัฒนา 3 ไปเปลี่ยนรถที่ย่านมีนบุรี จากนั้นมีการ “เปลี่ยน” ใช้รถยนต์อีก 1 คัน ซึ่งมีรูปทรงและสีคล้ายคันที่ยึดได้ เพื่อ “อำพราง” การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่

แล้วใช้เส้นทาง “ถนนสุวินทวงศ์” มุ่งหน้าสู่ “เมืองแปดริ้ว” จ.ฉะเชิงเทรา ก่อนออกนอกประเทศทางชายแดน “อรัญประเทศ” จ.สระแก้ว ในช่วงเวลาหลัง “ด่านปิด”

นั่นทำให้ “เส้นทางหลบหนี” ของอดีตนายกฯหญิงที่เคยถูกยกให้เป็น “นารีขี่ม้าขาว” ชัดเจนมากขึ้น และยิ่งชัดเจนมากขึ้นกว่านั้นว่า “ยิ่งลักษณ์” ไม่ได้ใช้ช่องทาง “ด่านปกติ” ในการหลบหนี เพราะข้อมูลจากหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ อ.อรัญประเทศ รวมถึงเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง(ตม.)“ปอยเปต” ย้ำหนักแน่นว่า…

เมื่อด่านปิด “ประตู” ก็ยากจะเปิด!!!

เพราะเมื่อด่านพรมแดนอรัญประเทศ ปิดในเวลา 22.00 น. บริเวณริม “สะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา” ฝั่งไทย จะมีประตูเหล็กสูง 2 เมตรเศษ ก็จะ “ปิดตาย” ใส่กุญแจอย่างแน่นหนา

ที่สำคัญ คือ “ลูกกุญแจ” เปิดประตูเหล็กก็ไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่ ตม. โดยลูกกุญแจมี 2 ดอก ต้องไขพร้อมกัน อยู่ที่เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรอรัญประเทศ 1 ดอก และอยู่ที่เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 1201 อีก 1 ดอก หากจะเปิดประตูด่านได้ต้องมี 2 หน่วยงานนี้เป็นผู้เปิดพร้อมกัน

อีกทั้ง แม้ฝั่งไทยจะเปิดประตูได้แล้ว ก็ต้องได้รับความยินยอมจาก “ฝั่งกัมพูชา” ด้วย เพราะริมสะพานมิตรภาพไทย-กัมพูชา ฝั่งกัมพูชา ก็มีประตูเหล็กล็อกกุญแจอย่างแน่นหนาเช่นกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่อดีตนายกฯจะขึ้นรถเก๋งแล้วหลบหนีออกไปทางด่านพรมแดนอรัญประเทศ หลังปิดด่านไปแล้ว

เมื่อประกอบกับคำกล่าวของ “บิ๊กเจี๊ยบ” พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ที่ระบุว่า…

“สำหรับช่องทางธรรมชาติบริเวณ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีคลองลึกที่มีความกว้างประมาณ 1 เมตร 50 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าสามารถใช้ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านได้ทุกจุด แต่เป็นไปได้หรือไม่ที่อดีตนายกฯ จะลงจากรถแล้วเดินข้ามคลองไป ผมไม่ทราบ”

ที่สุดแล้วจึงค่อนข้างแน่ชัดว่า “ยิ่งลักษณ์” น่าจะใช้ “ช่องทางธรรมชาติ” เป็นเส้นทางหลบหนี

ว่าแต่เป็นช่องทางใด!?!?!?

หาก “ล็อกพิกัด” ไปที่พื้นที่ “อรัญประเทศ” ตามที่ “ขบวนการนำพา” เปิดปากสารภาพ พบว่า ตลอดเส้นทาง “ถนนศรีเพ็ญ” ซึ่งเป็นถนนเลียบแนวชายแดนพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว จะพบ “ช่องทางธรรมชาติ” ข้ามสู่กัมพูชา หลายจุดในหลายพื้นที่ เช่น บ้านท่าข้าม บ้านโนนสาวเอ้ บ้านแสนสุข บ้านหนองเอี่ยน บ้านหนองปรือ…

ทว่า…ช่องทางหลบหนีของ “ยิ่งลักษณ์” ที่หน่วยความมั่นคงมองว่ามีความ “ใกล้เคียง” มากที่สุด น่าจะเป็นที่…

บ้านโคกสะแบง!!!

แหล่งข่าวจากหน่วยความมั่นคงในพื้นที่ ระบุว่า พื้นที่ “บ้านโคกสะแบง” สามารถข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาได้ไม่ยาก เนื่องจากเป็นเขตชายแดนอยู่ตรงข้าม “ปอยเปต” อ.อูร์ชเรา จ.บันทายมีชัย ประเทศกัมพูชา มีเพียง “คลองห้วยพรหมโหด” เป็นคลองกั้นแนวชายแดนเท่านั้น

ที่สำคัญมี “สะพานไม้ชั่วคราว” ที่ใช้ข้ามคลองห้วยพรหมโหด ข้ามไปยังฝั่งกัมพูชาได้ไม่ยาก เส้นทางนี้บรรดา “ผีพนัน” มักใช้เดินทาง “หลบ” ข้ามไปมาจากฝั่งไทยเข้าไปยัง “บ่อนกาสิโน” ในช่วงที่ด่านปิด

ขณะที่ “ผีพนัน” รายหนึ่ง บอกว่า เคยใช้เส้นทางนี้เดินทางข้ามไป “เสี่ยงโชค” ในบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปต เนื่องจากด่านปกติปิดแล้ว ถามว่า “ง่าย” หรือไม่กับการใช้เส้นทางนี้ จะบอกว่าง่ายก็ได้ เพราะเส้นทางมายัง “สะพานไม้” นั้น แทบจะไม่มี “ด่าน” หรือการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ เพียงแต่การจะข้ามผ่าน “ด่านเถื่อน” นี้ ต้องใช้ “เงิน” เป็นใบเบิกทาง สนนราคาอยู่ในหลัก 1,000-3,000 บาทต่อคน

เมื่อข้ามไปแล้ว จะมีคนที่ประสานกันไว้แต่แรกนำ “รถ” มารอรับ เข้าไปยังบ่อนกาสิโน

เพียงเท่านี้ก็เข้าไป “เสี่ยงโชค” ได้อย่างสบาย ซึ่งไม่เพียงแต่ “ผีพนัน” เท่านั้น ที่ผ่านมาก็มีบรรดา “นักโทษ” หนีคดี ที่ใช้เส้นทางนี้…

“เล็ดรอด” พ้นเงื้อมมือของกฎหมายเช่นกัน!!!

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ซวยกว่านี้ไม่มีแล้ว! 24คนที่มีวันแสนโชคร้ายยากจะลืมเลือน

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293647

ซวยกว่านี้ไม่มีแล้ว! 24คนที่มีวันแสนโชคร้ายยากจะลืมเลือน

ซวยกว่านี้ไม่มีแล้ว! 24คนที่มีวันแสนโชคร้ายยากจะลืมเลือน

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 17.41 น.

คุณอาจเคยเผชิญความล้มเหลวหรือเรื่องผิดพลาด หรือเคยมีวันแย่ๆ จนทำใจลำบาก แต่ก่อนที่คุณจะเศร้ามากเกินไป ลองมาดูเรื่องราวของใครอีกหลายคนที่เราเชื่อว่าเผชิญเรื่องโชคร้ายมากกว่าคุณหลายเท่า Like สาระ ตอนนี้เรารวบรวมเรารูปภาพของผู้คน 24 คนที่เราเชื่อว่าเผชิญกับวันอันยากลำบากที่ยากที่จะลืมเลือนในเวลาอันสั้นอย่างแน่นอน

พิซซาแช่แข็งกระจายเต็มถนน

เครื่องซักผ้าที่เต็มไปด้วย แต่ไฟลุกไหม้เนี่ยนะ?

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนสีเบาะหลังใหม่

คิดไม่ออกเลยว่า นี่มันเกิดขึ้นได้ยังไง

เป็นตอนที่ฉันได้รู้ว่า นี่แหละที่เรียกว่าวันแย่ๆ

การตรวจเช็ตสภาพรถที่ยอดเยี่ยมที่สุด

พ่อ : เกาะแน่นๆ นะลูก ลูกสาว : ค่ะพ่อ

ว่ายน้ำกันหน่อยดีมั้ย?

เป็นมื้อเย็นที่ยอดเยี่ยม

อุ้ย…ตก!

ไม่น่าบอกเจ้าลูกชายตัวแสบให้ช่วยล้างรถเลย

เฉียดไปนิดเดียวเท่านั้นเอง

ไม่ต้องกินกันพอดี

ฉันไม่ได้อยากเพิ่มโลโก้ใหม่ จริงๆ นะ

ทำไมแค่จะกินไอศกรีม ถึงได้ลำบากยากเย็นขนาดนี้

เสียดายนะ เก็บเอาไปล้างน้ำได้มั้ย

ช่วงเวลาอันดำมืดในแผนกถ่ายเอกสาร

ผลที่เกิดขึ้นหลังจากของีบบนโซฟา ตอนกำลังอบพิซซ่าที่ใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงครึ่ง

ดูเหมือนคนขับรถอูเบอร์ของฉันจะเจอปัญหาเข้าซะแล้ว….

วินาทีต่อมา

เมื่อบอกคนทำเค้กว่า ไม่ต้องเขียนข้อความอะไร (Nothing) บนหน้าเค้ก

เป็นความเจ็บปวด ที่เห็นแล้วทุกคนจะเข้าใจ

แค่อยากจะถ่ายรูปเท่ห์ๆ ลงอินสตาแกรม เจ้านกบ้า!

แค่อีกหนึ่งวันอันแสนน่าเบื่อที่โรงเรียน

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

13กิจวัตรประจำวันที่ทำร้าย’สมอง’อย่างไม่น่าเชื่อ

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293640

13กิจวัตรประจำวันที่ทำร้าย'สมอง'อย่างไม่น่าเชื่อ

13กิจวัตรประจำวันที่ทำร้าย’สมอง’อย่างไม่น่าเชื่อ

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 17.13 น.

1.ขาดการพูดคุยสื่อสารกับคนอื่น – ผลการศึกษาของนักวิจัยมหาวิทยาลัยมิชิแกนในสหรัฐพบว่าการพูดคุยกับคนรอบข้างเพียงวันละ 10 นาที สามารถพัฒนาทักษะทางอารมณ์และสมองได้อย่างมากคุณไม่จำเป็นต้องออกไปนอกบ้านและพูดคุยกับคนแรกที่คุณเจอบนท้องถนนแค่คุยโทรศัพท์กับเพื่อนหรือญาติก็ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองได้แล้ว

2.บริโภคน้ำตาลมากเกินไป – ผลการวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าการบริโภคอาหารที่หวานหรือมีน้ำตาลมากเกินไปจะส่งผลกระทบในแง่ลบต่อปัจจัยที่ช่วยการเจริญเติบโตของสมอง หรือ BDNF ซึ่งมีส่วนในการผลิตเซลสมอง หรือนิวรอน ที่สำคัญ ปัจจัยที่ช่วยการเจริญเติบโตของสมองหรือ BDNF ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความทรงจำและการเรียนรู้ในระยะยาว

3.ฝีกใช้สมองน้อย – จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สมองจะสามารถใช้งานได้ถึงจุดสูงสุดในช่วงอายุระหว่าง 16-25 ปี แล้วหลังจากนั้นจะค่อยๆ เสื่อมลง อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาเพิ่มเติมจากหลายสำนักพบว่าการฝึกใช้สมองอย่างสม่ำเสมอ เช่น การอ่านหนังสือ หรือแก้ปริศนาคำทายต่างๆสามารถช่วยพัฒนาการทำงานของสมองได้เป็นอย่างดี แม้แต่ผู้ที่เริ่มมีอาการของโรคความจำเสื่อมระยะเริ่มต้น

4.ไม่กินมื้อเช้า – ใครๆ ก็รู้ว่าอาหารมื้อเช้านั้นสำคัญผลการศึกษาพบว่านักเรียนที่กินอาหารเช้าจะมีผลการเรียนมในห้องเรียนดีกว่าเด็กที่ไม่ยอมกินมื้อเช้าเพราะการไม่กินมื้อเช้าส่งผลให้ระดับกลูโคสในเลือดลดลง ซึ่งลดการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพน้อยลง

5.บริโภคอาหารขยะ – การกินอาหารขยะบ่อยๆ และกินมากเกินไปส่งผลกระทบในแง่ลบต่อการเชื่อมต่อระหว่างเซลสมองซึ่งจะกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการฝึกฝนและสร้างความทรงจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้การกินอาหารขยะมากเกินไปยังอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้อีกด้วย

6.หม่ำไอศกรีม – จำไว้ว่าอาหารที่มีความเย็นทุกอย่าง รวมถึงไอศกรีมแสนอร่อยที่เราทุกคนต่างชื่นชอบทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเฉียบพลันได้ เชื่อว่าเป็นเพราะอาหารที่มีความเย็นทำให้เส้นเลือดหดตัวลงร่างกายซึ่งพยายามป้องกันภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติ (Hypothermia)ก็จะสูบฉีดเลือดที่มีความอุ่นไปที่สมอง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวซึ่งผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้ เป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน

7.ติดมือถือ – การศึกษาในหนูของนักวิทยาศาสตร์พบความเชื่อมโยงชัดเจนระหว่างโรคมะเร็งสมองกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือ แต่คุณไม่ต้องตกใจถึงขนาดเขวี้ยงสมาร์ทโฟนในมือทิ้งไปในตอนนี้แต่นักวิทยาศาสตร์แนะนำให้คุณใช้หูฟังหรือเปืดลำโพงขณะใช้งานมือถือและหลีกเลี่ยงการวางมือถือใกล้หมอนขณะที่คุณนอนหลับ

8.ดึงผ้าห่มปิดหน้าขณะนอนหลับ – เวลาเราดึงผ้าห่มขึ้นมปิดหน้าขณะนอนหลับ เรากำลังลดปริมาณก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะในกรณีนี้ เรากำลังหายใจเอาอาอากาศ‘ใช้แล้ว’ ที่เราเพิ่งหายใจทิ้งออกมาในผ้าห่มเข้าไปอีกครั้ง ซึ่งมีแต่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เต็มไปหมดส่งผลให้สมองขาดออกซิเจนได้

9.อาการขาดน้ำ – อย่างที่คุณทราบดี ร้อยละ 70-80 ของสมองประกอบด้วยน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำยังมีส่วนช่วยลำเลียงสารที่เป็นประโยชน์สู่สมอง และสมองจะทำงานได้ดีเต็มประสิทธิภาพเมื่อร่างกายไม่เกิดอาการขาดน้ำ

10.ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ – ผลการศึกษาจากวิจัยหลายสำนักได้ข้อสรุปเป็นเสียงเดียวกันว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำลายการติดต่อเชื่อมโยงของเซลสมอง อย่างไรก็ตาม ยังพอมีข่าวดีถ้าหากกลับตัวกลับใจเลิกดื่มแอลกอฮอล์ ก็มีโอกาสที่สมองจะกลับมาทำงานปกติได้อีกครั้ง

11.สูบบุหรี่ – ผลวิจัยพบว่า การสูบบุหรี่ไม่เพียงแต่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง 108 ชนิดเท่านั้นแต่ยังเป็นสาเหตุทำให้ส่วนเปลือกสมอง (cerebral cortex) บางลง ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสามารถทางความคิดและทางอารมณ์เพราะส่วนของเปลือกสมองดังกล่าวที่ได้รับความเสียหายเป็นส่วนสำคัญในการคิดนั่นเอง

12.ไม่ค่อยออกกำลังกาย – สมองต้องการการออกกำลังเหมือนกับร่างกายและอวัยวะอื่นๆ งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าการออกกำลังกายจะส่งผลดีต่อการสังเคราะห์ปัจจัยที่ช่วยการเจริญเติบโตของสมอง หรือ BDNF ซึ่งจะส่งผลดีต่อการสร้างความทรงจำในระยะยาวด้วย

13.จำกัดปริมาณอาหารอย่างเข้มงวด – ไม่เพียงแต่การจำกัดปริมาณอาหารที่บริโภคในแต่ละวันอย่างเข้มงวดจะส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงเท่านั้น แต่ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งยังพบความจริงที่น่าตกใจว่า

การจำกัดปริมาณอาหารซึ่งทำให้ร่างกายขาดสารอาหารจำเป็นนั้นยังจะทำให้สมองต้องกัดกินตัวเองในท้ายที่สุดด้วยเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างคลาสสิกให้ตัวเรารับผิดชอบการกินอาหารอย่างถูกต้อง อย่าอดอาหารเพื่อหวังลดน้ำหนักแต่กินอาหารให้ถูกตามหลักจะดีกว่า

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เพาะเห็ดแครงอินทรีย์ ทานได้ตลอดทั้งปี มุ่งเป้าตลาดจีนเจาะกลุ่มคนรักษ์สุขภาพ

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293600

เพาะเห็ดแครงอินทรีย์ ทานได้ตลอดทั้งปี มุ่งเป้าตลาดจีนเจาะกลุ่มคนรักษ์สุขภาพ

เพาะเห็ดแครงอินทรีย์ ทานได้ตลอดทั้งปี มุ่งเป้าตลาดจีนเจาะกลุ่มคนรักษ์สุขภาพ

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 14.20 น.

เห็ดแครง ส่วนใหญ่ขึ้นตามธรรมชาติในช่วงที่แล้งจัดจากนั้นมีฝนตกในความชื่นที่เหมาะสม ทำให้ชาวบ้านมักจะเข้าไปหาในป่ามาทำกินและขาย ซึ่งใน 1 ปี จะหาทานได้เท่านั้น แต่มาวันนี้กลุ่มเพาะเห็ดแครงอินทรีย์ ตั้งอยู่เลขที่ 177 ม.3 บ้านบ่อหิน ต.เขาขาว อ.ละงู จ.สตูล ภายใต้โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน หวังเพาะเห็ดเพื่อตอบโจทย์คนชอบกินเห็ดแครงชนิดนี้ให้กินตลอดทั้งปี

วิธีเพาะเห็ดแครงอินทรีย์ เริ่มจากการทำก้อนเชื้อเห็ดแครง ประกอบด้วยขี้เลื่อย 100 กก. รำข้าวละเอียด 50 กก. ภูไมท์ 2 กก. ดีเกลือ และปรับความชื้นด้วยน้ำ 50-60% หลังจากนั้นได้ส่วนผสมแล้วบรรจุใส่ถุงพลาสติกขนาด 6.5 X 10 นิ้ว ประมาณ 3 ใน 4 ของถุง หรือน้ำหนัก 600 กรัมต่อถุง แล้วนำไปนึ่งในหม้อนึ่ง อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3-4 ชม. นับจากน้ำเดือดเมื่อครบกำหนดเวลา พักไว้ให้เย็นแล้ว ลำเลียงไปไว้เขี่ยเชื้อ แล้วรีบใส่เชื้อ อย่าให้เกิน 24 ชม. จะทำให้การปนเปื้อนของเชื้อสูง เห็ดแครงจะใช้เวลาบ่มก้อนเชื้อ 15-20 วัน เชื้อก็จะเดินเต็มก้อน พร้อมที่จะนำไปเปิดดอก

วิธีการเปิดดอกเห็ดแครง โดยจะทำการเปิดดอกในโรงเรือน 4 X 8 เมตร การเปิดดอก เริ่มจากนำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือน ดึงจุกพลาสติกที่ปิดก้อนเชื้อออกแล้วใช้ยางรัดปากถุงแทน จากนั้นกรีดถุงก้อนเชื้อเป็นแนวยาว 6-7 แนว เป็นเส้นแยงมุม 3 วันแรก รดน้ำที่พื้นและผนังโรงเรือนเพื่อเพิ่มความชื้นในโรงเรือนเพราะในระยะแรกตรงบริเวณรอยกรีดเส้นใยจะขาด ต้องรอให้เส้นใยเจริญประสานกันก่อน ถ้ารดน้ำไปถูกก้อนเชื้อ อาจจะทำให้น้ำเข้าไปบริเวณรอยกรีด ก้อนเชื้อเห็ดอาจจะเน่าเสียหายได้ เห็ดแครงจะออกได้ดีในอุณหภูมิ 30-35 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 80% ซึ่งก็หมายความว่า เห็ดแครงจะออกดอกได้ตลอดได้ดีนั่นเอง หลังจากรดน้ำ 3 วันแล้ว เปลี่ยนมาเป็นการให้น้ำแบบพ่นฝอยหรือสเปรย์น้ำแทน ถ้าไม่มีระบบน้ำต้องใช้ถังพ่น น้ำเปล่า ทำเช่นนี้ทุกวันไม่เกิน 8 วัน นับจากวันเปิดดอก

การเก็บดอกเห็ดแครง จะเก็บได้ 2-3 ครั้ง นับจากวันที่ทำการเปิดออก 7-8 วัน ให้ตัดเชื้อออกทั้งหมด จากนั้นก็กระตุ้นดอกต่อ โดยให้น้ำที่ก้อนเห็ดทุกวันติดต่อกัน 7 วัน ออกเห็นแครงก็จะออกมาพร้อมจะเก็บได้อีกครั้งและจะเก็บดอกเห็ดแครงได้เหมือนเดิมแต่อาจจะมีขนาดเล็กลง คุณภาพลดลง จึงควรเก็บดอกเพียง 2 รุ่น แล้วรื้อก้อนเห็ดทิ้งเลย นำก้อนเห็ดชุดใหม่เข้าแทน โดยปริมาณดอกเห็ดต่อก้อนอยู่ที่ 1 – 1.5 ขีด

นางวิไลภรณ์ ชำนาญเพาะ อายุ 43 ปี บ้านเลขที่ 294 ม.3 ต.เขาขาว อ.ละงู จ.สตูล เล่าว่า หลังเสร็จภารกิจงานภายในบ้าน งานสวนปาล์มและสวนยางพารา ได้มาร่วมกลุ่มโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ โดยตนทำหน้าที่ถนัดคือใช้แรงงานในการทำก้อนเชื้อเห็ดแครง ตามสูตรผสมขี้เลื่อยและรำข้าวละเอียดและส่วนต่าง ๆ ที่เป็นส่วนผสม ส่วนใหญ่จะให้เวลากลางคืนหลังเสร็จภารกิจที่บ้าน ในช่วงเร่งทำก้อนเชื้อเห็ดแครง จะให้ลูกๆ มาช่วยทำ 200 วันติดต่อกันเคยทำมากถึง 800 ลูก ทุกคนก็มีรายได้ร่วมกัน

นายสำราญ แคยิหวา สมาชิกในกลุ่มคู่ชีวิตประธานกลุ่ม วัย 38 ปี เล่าว่า ทางกลุ่มจะใช้บ้านในการทำโรงเพาะเห็ดและโรงเรือนจะใช้เหล็กเป็นโครงสร้างเพื่อป้องกันแมลงที่จะมาทำลายเห็ดได้ วิธีการดูแลเห็ดจะเน้นความชื้นและอุณหภูมิมากกว่า ความชื้นสัมพัทธ์ที่ 80 โดยตั้งองศาที่ 30-40 นอกจากนี้มีวิธีควบคุมอุณหภูมิโดยใช้เครื่องพ่นหมอกทุก 1 ชม. จะทำงาน 10 นาที หากความชื้นไม่เหมาะสมจะมีเครื่องช่วยปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับเห็ด เพราะนั่นหมายถึงเห็ดอาจจะไม่ให้ดอกเลยก็ได้ การเก็บเห็ดในแต่ละรอบต้องมีการพักล้างโรงเรือนเพื่อทำความสะอาดด้วยน้ำส้มควันไม้ เนื่องจากว่าจะมีตัวไรที่จะทำให้เห็ดเกิดโรคได้ง่าย โดยจะเน้นคุณภาพของผู้บริโภคเป็นหลัก การให้ผลผลิตที่เร็วเพียง 7 วัน ก็ให้ผลผลิตแล้ว เราจึงเลือกที่จะเพาะเห็ดแครง เนื่องจากสามารถต่อยอดทำผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบ หากขายเห็ดสดไม่ทัน ก็สามารถตากแห้งหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบ

สำหรับเมนูเห็ด ที่ทางน้องกุลประธานกลุ่มและทางกลุ่มฯ จะปรุงให้ดูและชิมกันวันนี้คือ“ห่อหมกเห็ดแครงอินทรีย์ย่าง” เครื่องปรุงไม่มีอะไรยุ่งยาก ซึ่งก็มีอยู่ริมรั้วในครัวเรือน ประกอบด้วย พริกขี้หนูแห้ง เกลือ ตะไคร้ ขมิ้น กระเทียม โขรกเข้ากันจนแหลกพอสมควร ก่อนตักใส่ชามใบใหญ่จากนั้นใส่กะทิลงไป ตอกไข่ไก่ใส่ไปตามสัดส่วนของเห็ดที่จะปรุงให้เผ็ดมากน้อยตามใจชอบ  แต่ครั้งนี้ค่อนข้างเผ็ดปานกลาง คุกเคล้าให้เข้ากันปรุงรสชาติตามชอบแล้ว ตักใส่ใบตองที่เตรียมไว้รองด้วยใบผักที่ชื่นชอบ  โดยวันนี้ได้เตรียมใบโหรพา ใบเล็กครุฑ  และใบชะพู ที่สามารถนำมารองก่อนตักเห็ดแครงที่ผ่านการปรุงรสแล้ววางทับแล้วห่อ กลัดด้วยไม้หัวและท้ายก่อนนำไปย่างไฟเตาถ่ายอ่อน ๆ  คอยกลับไปมาระวังอย่าให้ไหม้ซะก่อน เมื่อย่างได้ที่ได้กลิ่นหอมยกลงจากเตาแกะชิมทานกับข้าวร้อน ๆ อร่อยหนึบ ๆ บางคนบอกคล้ายเนื้อหอยขาว หวานอร่อยหนึบกว่าเห็ดนางฟ้า

สำหรับเห็ดแครงนอกจากเมนูห่อหมกเห็ดแครงอินทรีย์ย่างแล้ว เมนูผัดกะเพรา แกงคั่วกะทิ กุ้ง ไก่ เนื้อตามใจชอบ ก็อร่อยตามแบบฉบับคนใต้กินกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยเจริญอาหารทีเดียวเลยค่ะ น้องกุล บอก

นางสาวนิภาพร  สุวรรณสถิตย์ น้องกุล อายุ 38 ปี ประธานกลุ่มเพาะเห็ดแครงอินทรีย์  เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทำเห็ดแครง ที่ทุกคนก็จะทราบดีว่า ใน 1 ปีจะหาทานได้ปีละครั้ง ช่วงแล้งและมาฝนตกจะมีเห็ดขึ้นตามสวนยางพาราและส่วนตัวชอบความสวยงามของเห็ดอยู่แล้ว ทั้งเห็ดนางฟ้าและเห็ดต่าง ๆ จึงคิดอยู่นานในขณะนั้นว่าจะเพาะเห็ดอะไรดี ก่อนตัดสินใจศึกษาอย่างจริงจังในการเพาะเห็ดแครง เนื่องจากเป็นคนชอบกินเห็ดแครงอยู่แล้วและไม่ชอบที่ทุกครั้งพบหนอนหรือแมลงบนเห็ด จึงเลือกที่จะศึกษาในการเพาะเห็ดในโรงเรือน เพื่อทานในหมู่บ้านและคนทั่วไป

สำหรับตลาด หากมีการทำจริงจังได้มีการติดต่อกับตลาด อตก.ที่จะรองรับหากเราส่งขายเห็ดที่มีคุณภาพและโตพอสมควร แต่ขณะนี้ทำขายให้แม่ค้าในพื้นที่และคนที่สนใจกินเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็จะอบแห้งบ้างเพื่อไว้ใช้ในการแปรรูปขั้นตอนต่อไป

ที่จุดแห่งนี้จะมีบริการอัดก้อนเชื้อขาย และมีแบกรีดดอกให้กับลูกค้าที่ต้องการดอกสดหรือแบบแห้งก็มีจำหน่าย สามารถติดต่อได้โดยส่งขายก้อนละ 10 บาท ดอกสดกิโลกรัมละ 200 -250 บาท ส่วนอบแห้งขีดละ 200 บาทกิโลกรัมละ 2,000 บาท แม้จะเพิ่งเริ่มทำไม่นานกระแสตอบรับค่อนข้างดีมาก อีกทั้งน้องๆ ลูกหลานในหมู่บ้านมาช่วยกันทำมีรายได้ว่าจ้างอัดลงถุงเพาะเชื้อ ส่วนสมาชิกมี 36 คน ก็จะได้เปอร์เซ็นต์จากการขายเห็ดแครงในครั้งนี้ด้วย อนาคตก็หวังหากมีผลผลิตมากพอจะส่งไปเปิดตลาดในประเทศจีนเนื่องจากพบว่า เป็นประเทศที่นิยมทานอาหารเพื่อสุขภาพกันเป็นจำนวนมาก และเปิดเป็นแหล่งศึกษาดูงานให้กับผู้ที่ชื่นชอบและนิยมทานเห็ด พร้อมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเห็ดเพื่อจำหน่ายให้หลากหลายมากยิ่งขึ้นและแม้จะมีงานวิจัยจากหลายสถาบันว่า มีสรรพคุณทางยาของเห็ดแครงมีมากมายแต่ทางกลุ่มก็ได้ส่งผลเพาะเห็ดให้ทางผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันที่น่าเชื่อถือยืนยันในสรรพคุณเห็ดแครงนี้อีกครั้ง

สำหรับเมนูเห็ดแครง  พบว่าทำได้หลายอย่าง แกงคั่วไก่ คั่วกุ้ง จากที่ศึกษาเมนูอาหาร สามารถทำห่อหมกเห็ดแครงปลากระป๋องหรือใส่ไข่ก็ทำได้หรือจะใช้เป็นเมนูสุขภาพ ผัดกะเพรา ผัดฉ่า ใช้เห็ดแครงแทนเนื้อไก่ได้สบาย ส่วนห่อหมกเห็ดแครงย่างก็ทำง่ายเครื่องปรุงมีอยู่รอบบ้านสามารถทำทานเองได้

ท้ายนี้ น้องกุล ได้ฝากถึงเกษตรกรที่เพาะเห็ดขายให้หมั่นพักทำความสะอาดโรงเรือนให้บ่อยครั้งป้องกันตัวไร และดูแลสุขภาพทั้งผู้เป็นเกษตรกรเองด้วยการสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดเพื่อไม่ให้ตัวไรเข้าหูหรือ ตาได้

สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ ศึกษาดูงานได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 099-318-2744 และ 081-609-6986

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ผุดไอเดียอาชีพเสริมทำ’กระปุกออมสินยักษ์’แฮนด์เมด

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293576

ผุดไอเดียอาชีพเสริมทำ'กระปุกออมสินยักษ์'แฮนด์เมด

ผุดไอเดียอาชีพเสริมทำ’กระปุกออมสินยักษ์’แฮนด์เมด

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 12.57 น.

22 ก.ย.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บ้านเลขที่ 679/5 หมู่ 10 ต.เขาคันทรง อ.ศรีราชา พบกับนายเสวย พรหมมา อายุ 48 ปี และนางชวนพรหมมา อายุ 42 ปี สองสามีภรรยาที่มีอาชีพหลักคือมีเครื่องเสียงและวงดนตรีออกตามงานเลี้ยงและงานทั่วไป ได้หันมาทำกระปุกออมสินยักษ์ขนาดใหญ่เป็นอาชีพเสริม ในช่วงที่ไม่มีงานจ้าง

นายเสวย เผยว่าได้ไปสั่งซื้อถังเปล่าที่บรรจุผงยาสีฟันน้ำหนัก 20 กิโลกรัม มาจากโรงงาน ซึ่งถังเปล่าเป็นวัสดุทำจากกระดาษอัดแข็งอย่างดีไม่ยุบ รับน้ำหนักได้ประมาณ 60 กิโลกรัม แล้วลงมือช่วยกันทำกับภรรยาสองคน ซึ่งวัสดุที่ใช้ก็คือถังเปล่า สีสเปรย์ กาวลาเท็กซ์  sticker pvc กันน้ำกันแดด เป็นลายการ์ตูนแบบต่างๆตามที่ลูกค้าจะเลือกสั่ง ซึ่งลายที่ลูกค้าสนใจสั่งทำกันมากก็คือลายโดเรม่อน ส่วนต้นทุนในการทำนั้น ถังเปล่าตกแล้วใบละ 170 บาท แต่ตนทำขายเพียงใบละ 250 บาทเท่านั้น ซึ่งในตอนนี้ออเดอร์ในการสั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ตมีจำนวนมาก และกระป๋องออมสินยักษ์ก็ใช้เวลาทำ 40 นาทีเป็นอย่างต่ำ ในแต่ละวันตนทำได้ประมาณ 10 ใบ ซึ่งในตอนนี้ตนทำแทบไม่ทันออเดอร์ เพราะลูกค้าสั่งเยอะแทบทุกวัน ซึ่งการทำกระปุกออมสินนี้ถือเป็นรายได้เสริม ทำให้ตนสามารถหารายได้มาเพิ่มให้แก่ครอบครัวได้ดีเลยทีเดียว

 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ทะเลเดดซีของจีน เปลี่ยนสีเป็นสีชมพู-แดง (ชมคลิป)

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293550

ทะเลเดดซีของจีน เปลี่ยนสีเป็นสีชมพู-แดง (ชมคลิป)

ทะเลเดดซีของจีน เปลี่ยนสีเป็นสีชมพู-แดง (ชมคลิป)

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 10.34 น.

ทะเลสาบน้ำเค็มหยุนเฉิง ซึ่งถูกเรียนขานว่าทะเลเดดซีของจีน เปลี่ยนสีเป็นสีชมพูและแดงสุดสวย สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้คน นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาชมปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม

สื่อออนไลน์ของจีนรายงานและเผยแพร่คลิปวิดีโอ แสดงให้เห็นน้ำทะเลในทะเลสาบน้ำเค็มหยุนเฉิง ในมณฑลซานซีของจีน หรือถูกเรียกขานว่า ทะเลเดดซีของจีน ฟากหนึ่งของฝั่งถนน เมื่อมองจากมุมสูง ได้แปรเปลี่ยนสีเป็นสีชมพูคล้ายกับสีของนมเย็น ไปจนถึงสีม่วง หรือสีแดง สุดสวย สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้พบเห็น กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและผู้คนแห่มาชมอย่างมาก

สำหรับปรากฏการณ์น้ำเค็มเปลี่ยนสีถือเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เกิดจากสาหร่ายดูนิลิเอลลาซึ่งอยู่ในน้ำเค็มจัด ทำปฏิกิริยาสังเคราะห์แสงกับอากาศ ประกอบกับแสงแดดที่ร้อนจัดในช่วงนี้ ได้ทำให้น้ำเค็มเปลี่ยนเป็นสีชมพูและแดงอย่างสวยงามน่าอัศจรรย์ โดยสีสันที่แตกต่างกันไป เกิดจากปริมาณความหนาแน่นของสาหร่ายและปริมาณแสงแดดที่ส่องไปถึงในแต่ละพื้นที่

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เกิดได้จริงหรือแค่ฝันค้าง? สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ

Posted on June 29, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293416

เกิดได้จริงหรือแค่ฝันค้าง? สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ

เกิดได้จริงหรือแค่ฝันค้าง? สิทธิชุมชนตามรัฐธรรมนูญ

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“..ทัศนคติและนิยามของคำว่าอนุรักษ์ ซึ่งมักให้น้ำหนักและมูลค่าแก่สถาปัตยกรรมมากกว่าชุมชน วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เพราะการอนุรักษ์อาคารไม่ใช่ทั้งหมดของการอนุรักษ์ แต่ควรไปพร้อมกัน และปรับตัวไปตามความเหมาะสม เช่น หากเราเก็บอาคารเก่าไว้ได้ ปรับสภาพอาคารได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่มีผู้คนเดิมที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอยู่ข้างใน อาคารจะมีคุณค่าเป็นเพียงภาชนะเปล่าๆ เพราะถ้าไม่มีคนเดิมอยู่ก็ไม่เกิดการสืบสานวิถีชีวิต วิธีคิด ประเพณีหรือความเชื่อใดๆ ต่อในพื้นที่นั้น..”

ตอนหนึ่งของบทความ “ตลาดน้อย – ย่านจีนถิ่นบางกอก” จากคำให้สัมภาษณ์ของ จุฤทธิ์ กังวานภูมิ ผู้แทนโครงการย่านจีนถิ่นบางกอก สำหรับรวมเล่มเป็นหนังสือ “ทนายวัฒนธรรม : ใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองมรดกวัฒนธรรมชุมชน” จัดพิมพ์เผยแพร่โดย สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ สะท้อนภาพ “วิธีคิดโดยรัฐ” เกี่ยวกับการอนุรักษ์พื้นที่ที่ถูกให้นิยามว่า “สาธารณสมบัติ – สมบัติของชาติ” อย่างชัดเจน

ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ได้กลายเป็น “ข้อพิพาท” ระหว่าง “รัฐ” หรือระบบราชการ กับ “ชาวบ้าน” หรือประชาชน ไม่ว่าจะเป็น “ในชนบท” กับกรณีผู้อยู่อาศัยทำกินทั้งในพื้นที่ป่า วันดีคืนดีป่านั้นถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติบ้าง ป่าสงวนบ้าง ตามมาด้วยการ “ไล่คนออกจากป่า” และ “ในเมือง” เช่นกรณี “ป้อมมหากาฬ” การต่อสู้ระหว่างชาวชุมชนกับ กทม. ที่ยืดเยื้อมานับสิบปี ที่ฝ่ายชาวบ้านพยายามพิสูจน์ว่า “ชุมชนอยู่มานาน” เสียก่อนจะมีกฎหมายใดๆ เกิดขึ้น

ศ.(พิเศษ) ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดประเด็นมุมมองด้าน “สิทธิชุมชน” ในประเทศไทย ในเวทีเสวนา “สิทธิชุมชนกับการคุ้มครองมรดกวัฒนธรรม ตามรัฐธรรมนูญ 6 เมษาฯ” ณ อาคารสยามสมาคมฯ ย่านอโศก – สุขุมวิท กทม. ไว้อย่างน่าสนใจว่า สิทธิชุมชนถือเป็น “เรื่องใหม่” ของสังคมไทย ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการเรียนการสอนเรื่องนี้เท่าใดนัก แม้แต่หน่วยงานที่ผลิตบุคลากรออกไปทำหน้าที่ตัดสินระงับข้อพิพาทในสังคม อย่าง “คณะนิติศาสตร์” ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ตาม

อาจารย์ธงทอง ยกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของภาครัฐได้ดี คือ “เวทีประชาพิจารณ์” ที่บ่อยครั้งสามารถมองเห็นได้ชัดว่า 1.ผู้จัดมี “ธงนำ” ล่วงหน้า ว่าอยากได้ผลมติอย่างไร จากนั้นค่อยหา “กลยุทธ์” ต่างๆ นานา มาสร้างบรรยากาศเพื่อทำให้เป็นไปในทางนั้น 2.ดูจำนวนคนมากกว่าเนื้อหาสาระ ไม่ได้เน้นที่การ “เปิดใจกว้างฟังความเห็นที่แตกต่าง” ฟังว่าสิ่งที่แต่ละคนพูดนั้นมีเหตุมีผล มีความน่าเชื่อถือหรือไม่? เพียงใด?

“น่าเสียดายที่เวทีรับฟังความคิดเห็นหลายๆ แห่งไม่ว่าประเด็นใดก็แล้วแต่ มันเป็นพิธีกรรมเพื่อให้ได้ชื่อว่าจัดแล้ว แต่ไม่ได้ใส่ใจกับเหตุผลแพ้ชนะในเนื้อแท้ของสิ่งที่พูดกัน ไปดูที่จำนวน ดูเสียงปรบมือ ดูองค์ประกอบของที่ประชุม ผมคิดว่าถ้าจะต้องมีการพัฒนากฎหมายเรื่องนี้ต่อไปวันข้างหน้า เราพูดถึงเรื่องรับฟังความคิดเห็น ประเด็นนี้ผมคิดว่าจะต้องขอฝากไว้” อาจารย์ธงทอง กล่าว

ประเด็นต่อมา “รัฐธรรมนูญเขียนไว้..แล้วจะเอาอย่างไรต่อ?” อาจารย์ธงทอง ชี้ว่า ในยามปกติหน่วยงานภาครัฐอาจ “ให้ความรู้ – สนับสนุนงบประมาณ” ในการส่งเสริมสิทธิหรือพลังของชุมชนอย่างเต็มที่ แต่เมื่อใดที่ภาครัฐต้องการทำโครงการที่กระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน คำถามคือ “จะมีหน่วยงานใดกล้าต่อสู้ร่วมกับชาวบ้าน – เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนหรือไม่?” แม้จะเป็นหน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อให้ทำภารกิจนั้นก็ตาม

“เราอาจจะนึกถึงกรมส่งเสริม กรมคุ้มครอง หรืออะไรต่างๆ ที่มีชื่อเพราะๆ ที่มีเยอะมาก รัฐอาจให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้น แต่เมื่อใดที่มีการเผชิญหน้ากัน เป็นคู่ชกกันขึ้นมาแล้ว รัฐเองจะมีความลังเลในการที่จะยืนอยู่ข้างชุมชน แล้วไปชนกับหน่วยงานอื่นของรัฐด้วยกัน” อาจารย์ธงทอง ระบุ

อีกประเด็นที่ทำให้สิทธิชุมชนในสังคมไทย “ไปไม่ถึงไหน” แม้จะมีการรับรองในรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ฉบับ 2540 อดีตปลัดสำนักนายกฯ ยกตัวอย่าง “โฉนดชุมชน” ที่รัฐบาลสมัยหนึ่งใช้วิธีออก “ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี” ขึ้นมาแก้ปัญหาประชาชนที่อาศัยอยู่ในหรืออยู่ใกล้พื้นที่ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติ หรือพื้นที่อื่นๆ ที่เป็นทรัพย์สมบัติของทางราชการ โดยให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวได้ ภายใต้เงื่อนไข 1.ห้ามขายหรือโอนให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ทายาท 2.ห้ามบุกรุกขยายพื้นที่เพิ่ม 3.ชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกัน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล

แต่เมื่อนำไปปฏิบัติจริงกลับพบว่า “หน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ” เพราะหน่วยงานต่างๆ ที่มีที่ดินในความดูแลของตน มักอ้างถึง “กฎหมายที่ตนต้องปฏิบัติ” ซึ่งเป็นกฎหมายระดับ “พระราชบัญญัติ” (พ.ร.บ.) ที่ตามลำดับชั้นแล้ว “สูงศักดิ์” กว่าระเบียบสำนักนายกฯ หากผู้มีอำนาจในหน่วยงานนั้นๆ ไปทำตามระเบียบสำนักนายกฯ ก็อาจถูกฟ้องข้อหา “ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” แล้วใครเล่าจะอยากเอา “หน้าที่การงาน” มาเสี่ยง

“ถ้าเขาให้คนมาอยู่ในที่เขา ไม่ขับไล่ วันหนึ่งจะมีใครมาตลบหลังไหม? ทำถูกระเบียบสำนักนายกแต่ผิดกฎหมายที่เขาถืออยู่ ชีวิตเขาก็ยุ่ง จะต้องไปติดคุกตะรางเพราะไปอนุญาตให้ออกโฉนดชุมชนตอนที่เป็นอธิบดีนี่แหละ ผิดถูกยังไงไม่รู้แต่ต้องไปสู้กันที่ ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ก่อนก็แล้วกัน หมดไปอีก 5 ปี เกษียณพอดี” อาจารย์ธงทอง อธิบาย

นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในมุมมองเจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงาน ที่แม้หลายเรื่องจะมีรัฐธรรมนูญเขียนรับรองไว้ แต่ไม่มี “กฎหมายลูก” ระดับ พ.ร.บ. ที่นำสิทธินั้นมาบัญญัติให้ชัดเจนว่าคืออะไร? ทำได้แค่ไหน? ด้วยวิธีการใด? แต่อีกมุมหนึ่ง “สมดุล”ระหว่าง “ผลประโยชน์ชุมชน – ผลประโยชน์ส่วนรวม” ก็ต้องมีเช่นกัน ดังนั้นหากหลังจากนี้จะมีการเขียนกฎหมายขึ้นมารองรับสิทธิชุมชน นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องทำให้ได้ข้อสรุปด้วย

“การสร้างเขื่อนที่น้ำจะต้องไปท่วมบ้านเขา ตรงนี้ต้องเสียสละถึงขนาดนั้นหรือไม่? ประโยชน์ที่เขาเคยได้มันหายไป เราจะชดใช้ในทางที่เป็นเงิน..พอหรือเปล่า? เราหาที่ใหม่ในจำนวนตารางวาเท่าเดิม..มันใช่ไหม? นี่เป็นคำถามในเวลาที่ผลประโยชน์ชุมชนกระทบกับรัฐหรือกระทบกับความเปลี่ยนแปลง” อดีตปลัดสำนักนายกฯ ฝากข้อคิด

รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 กล่าวถึงสิทธิชุมชน “โดยตรง” ไว้ในหมวด “หน้าที่ของรัฐ” (มาตรา 57) ให้รัฐมีหน้าที่อนุรักษ์ คุ้มครอง ฟื้นฟู ส่งเสริม ทั้งขนบธรรมเนียมภูมิปัญญาอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ โดยให้ประชาชนหรือชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วย เช่นเดียวกัน รวมถึงกล่าวอย่าง “โดยอ้อม” ไว้ในหมวด “แนวนโยบายแห่งรัฐ” (มาตรา 77) ว่าด้วยการออกกฎหมายใหม่ก็ดี หรือกฎหมายที่มีอยู่แล้วก็ตาม ต้องมีการ “ประเมินผลกระทบ” ของกฎหมายนั้น ด้วยการรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

แต่หากไม่มีการออกกฎหมายสร้างกลไกขึ้นมารองรับย่อมไม่มีผลเชิงรูปธรรม ดังเช่นในยุคของ รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่เขียนไว้ใน มาตรา 61 ว่าด้วยให้มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ “คุ้มครองสิทธิผู้บริโภค” และใน มาตรา 67 ให้มีองค์กรอิสระทำหน้าที่ “คุ้มครองชุมชนจากโครงการที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” แต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายของ รธน. ฉบับดังกล่าว ทั้ง 2 เรื่องก็ไม่เคยเกิดขึ้น นี่จึงเป็นบทเรียน
ครั้งสำคัญ หาไม่แล้ว

สิทธิของชุมชนในสังคมไทย…คงเป็นได้แค่

“ฝันค้าง”!!!

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

รายงานพิเศษ : ลุยคัดเกรด ศพก. ต่อยอดพัฒนาภาคเกษตรยั่งยืน

Posted on June 27, 2018 by SoClaimon
Reply

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/likesara/293468

รายงานพิเศษ : ลุยคัดเกรด ศพก. ต่อยอดพัฒนาภาคเกษตรยั่งยืน

รายงานพิเศษ : ลุยคัดเกรด ศพก. ต่อยอดพัฒนาภาคเกษตรยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรคัดเกรด ศพก. 3 ระดับ พร้อมยกเครื่องเกษตรกรต้นแบบเป็นกลไกเข้าถึงเกษตรกรโดยตรง เร่งปรับปรุงฐานเรียนรู้-แปลงต้นแบบทุกศูนย์มีงานเกษตรทฤษฎีใหม่ ขยายผลสู่แปลงใหญ่ขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยยั่งยืน

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยถึงทิศทางขับเคลื่อนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ปี 2561ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีแผนเร่งพัฒนายกระดับ ศพก. ที่มีจำนวน 882 ศูนย์ ให้เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตรของประเทศตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งให้เกษตรกรผู้นำ ศพก. เป็นแกนเชื่อมโยงนโยบายต่างๆ เข้าไปที่เกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างการรับรู้และสะท้อนปัญหาจากพื้นที่ พร้อมให้เกษตรกรเรียนรู้การวิเคราะห์ปัญหาในพื้นที่ โดยรัฐบาล/หน่วยงานรัฐจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและสนับสนุน คาดว่าจะช่วยให้เกิดการพัฒนาภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน

เบื้องต้นกรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดลักษณะและจัดระดับ ศพก. แบ่งเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย ศพก.ระดับดี หรือเกรด A มีจำนวน 470 ศูนย์ ศพก.ระดับปานกลาง (เกรด B) 401 ศูนย์ และ ศพก.ระดับปรับปรุง หรือเกรด C จำนวน 11 ศูนย์ สำหรับการพัฒนายกระดับ ศพก. เกรด A นั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจะเร่งเสริมสร้างศักยภาพให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น สามารถรองรับบริการด้านเกษตรให้ครอบคลุมกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ได้ ทั้งยังมุ่งพัฒนาศูนย์เครือข่ายและสร้างเครือข่ายการทำงาน และประสานความร่วมมือหน่วยงานวิชาการ/วิจัยด้วย

ขณะเดียวกันยังเร่งพัฒนาศักยภาพ ศพก. เกรด Bยกระดับขึ้นเป็นเกรด A เพิ่มมากขึ้น เน้นการพัฒนาเกษตรกรผู้นำและหลักสูตรการเรียนรู้ มีเป้าหมายต่อยอดพัฒนาขยายศูนย์เครือข่าย รวมถึงการให้บริการของ ศพก. และสร้างเครือข่ายการทำงาน เป็นต้น ส่วน ศพก.เกรด Cเป็นกลุ่มที่ต้องเร่งปรับปรุง โดยเน้น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ เกษตรกรต้นแบบ, ฐานเรียนรู้, แปลงเรียนรู้ และหลักสูตรการเรียนรู้ เพื่อให้มีความพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการด้านการเกษตรของชุมชน ที่สำคัญยังมุ่งให้ ศพก.ทุกศูนย์ขยายผลการเรียนรู้สู่การส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ทั่วประเทศ รวมถึงเกษตรกรภายใต้โครงการ 9101 ตามร้อยเท้าพ่อภายใต้ร่มพระบารมีเพื่อการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วย

“กรมส่งเสริมการเกษตรมีแผนดำเนินการปรับปรุงฐานเรียนรู้และแปลงต้นแบบทุก ศพก. ต้องมีงานเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เรียนรู้ เพื่อเป็นแนวทางช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังเร่งพัฒนาเกษตรกรต้นแบบให้มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ เติมเต็มองค์ความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังพัฒนาระบบติดตามและการให้บริการโดยติดตามผลการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ การสร้างกลุ่มลูกศิษย์เพื่อต่อยอดสู่แปลงใหญ่ และการเป็นศูนย์กลางการใช้บริการทางการเกษตร ตลอดจนเป็นผู้นำการพัฒนาการเกษตรของชุมชนด้วย ผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชม ศพก.ต้นแบบ ได้ ในการจัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ การเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) สู่การส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ระหว่างวันที่ 21-23 กันยายน นี้ ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน จังหวัดชลบุรี” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2560(2017), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,916,437 hits

Join 4,114 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Soft Power ของจริง! งดงามสะกดสายตา ส่องรายละเอียดชุดพิธีวิวาห์ 'ณเดชน์-ญาญ่า'
SACIT สืบสานภูมิปัญญา จัดงาน ‘อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17’
พิรุธ พรรคส้ม! พบโพสต์เฟซบุ๊กกิจกรรมช่วงสงกรานต์ พ่วงข้อความว่าจ้าง สเปกเตอร์ ซี ผลิตสื่อ
World of Coffee Bangkok 2026 อีเวนต์ระดับโลกที่ตอกย้ำศักยภาพกาแฟไทย
หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว 10 วัน ประชาชนเฮ! ทยอยกลับบ้าน หลังสู้รบเดือดกว่าหนึ่งเดือน
โอมานรับปากช่วย เจรจา‘เตหะราน’ เปิดเส้นทางเรือไทย ‘สีหศักดิ์’รับไม่ง่าย
นายกฯ ถึงนราธิวาส มทภ. 4 รอต้อนรับ หลังดรามาเดือด ก่อนมอบนโยบายที่ ศอ.บต.
แนวหน้าวาทะเด็ด
ดร.ณัฏฐ์ รับว่าคดีบัตรเลือกตั้ง แนะ สมชัย อดีต กกต.กับพวก หยุดปั่นป่วนสังคมได้แล้ว
‘S2O’ สงกรานต์ไทยกระแสตอบรับแรง นักท่องเที่ยวทั่วโลกแห่ร่วมงาน 3 วันแน่นพื้นที่

Recent Posts

  • พ่อเลี้ยงญี่ปุ่นรับสารภาพบีบคอปลิดชีพลูกเลี้ยงวัย 11 ปี ก่อนย้ายศพอำพรางคดี
  • ชั้นประหยัดก็นอนได้ แอร์นิวซีแลนด์เตรียมเปิดจอง “Skynest” ตู้นอนลอยฟ้า
  • “มิน อ่อง หล่าย” สั่งลดโทษประหารเป็นจำคุกตลอดชีวิต-ลดโทษ “ซูจี” ลง 1 ใน 6
  • รวบตัว “D4vd” นักร้องดาวรุ่ง TikTok ตกเป็นผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมเด็กสาววัย 14 ปี
  • รวบอดีต สส.ฟิลิปปินส์ในกรุงปราก พัวพันคดีทุจริตโครงการน้ำท่วม

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar
 

Loading Comments...
 

    %d