อยู่ฝั่งคลอง..ก็ลงทะเบียนบัตรทองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306368

อยู่ฝั่งคลอง..ก็ลงทะเบียนบัตรทองได้

ลงทะเบียนเชิงรุก, ออมสิน, บัตรทอง

สปสช.ให้บริการลงทะเบียนบัตรทอง ณ เรือออมสิน แก่ประชาชนอาศัยอยู่สองฝั่งคลอง ได้ตั้งแต่เวลา 8.30 น.จนถึง 15.30 น. ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

       ใช้สิทธิง่ายขึ้น..ไม่ต้องข้ามคลอง เมื่อทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต13 กรุงเทพมหานคร ร่วมกับธนาคารออมสิน สาขาปากคลองตลาดและท่าเรือยอดพิมาน เปิดลงทะเบียนบัตรทองเชิงรุก ณ เรือออมสิน ซึ่งถือเป็นแห่งที่2 ให้บริการประชาชนที่อาศัยอยู่สองฝั่งคลอง โดยให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ได้ตั้งแต่เวลา 8.30 น.จนถึง 15.30 น.

       นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า สปสช.เขต 13 กทม. ได้ร่วมกับ ธนาคารออมสิน สาขาปากคลองตลาด และท่าเรือยอดพิมาน เปิดลงทะเบียนบัตรทองเชิงรุก  ณ เรือออมสิน เพื่อให้บริการกับประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณชายฝั่งคลองบางกอกน้อย  แม่น้ำเจ้าพระยา และประชาชนทั่วไป  พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้เข้าใจถึงสิทธิและหลักประกันสุขภาพ

“ประชาชน 99% ได้ลงทะเบียนบัตรทองเป็นที่เรียบร้อย แต่มีบางส่วนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน​และไม่เข้าใจว่าสิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะในเขตกทม.ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากที่มีสิทธิบัตรทองแต่ไม่ได้ใช้ อาจเนื่องด้วยเหตุผลหลายอย่าง  ทั้งต้องทำมาหากิน  มีการโยกย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง อาจไม่มีเวลาไปลงทะเบียนบัตรทอง หรือยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ  ดังนั้น การบริการลงทะเบียนบัตรทองเชิงรุกนอกสถานที่ ณ เรือออมสิน  เป็นการทำงานแบบเข้าถึง เข้าใจ และอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ไม่สะดวกเดินทางไปทำบัตรทอง ที่สำนักงานเขต 19 แห่งได้ เข้าถึงการใช้บริการดังกล่าว”นพ.ประจักษวิช กล่าว

อย่างไรก็ตาม จากการให้บริการเปิดลงทะเบียนบัตรทองเชิงรุกที่สถานีรถไฟหัวลำโพง มีประชาชนเข้ามาสอบถามวันละ 200-300 คน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะอย่างน้อยการเข้ามาสอบถามก็ทำให้ประชาชนเข้าใจการใช้บริการสิทธิบัตรฟรี ฉะนั้น ทางสปสช. จะขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ในกทม. อาทิ สถานีขนส่งหมอชิต เป็นต้น

​ด้าน นายชุมโชค จิระพงศ์ศักดิ์ ผู้อำนวยการภาค ธนาคารออมสิน ภาค 3 กล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนบัตรทองในครั้งนี้ เป็นการให้บริการลงทะเบียนบัตรทอง แบบเบ็ดเสร็จครบวงจร เพื่อให้บริการประชาชนบริเวณสองฝั่งคลองแม่น้ำเจ้าพระยา และประชาชันทั่วไป ได้มีโอกาสเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้มากขึ้น ซึ่งเรือออมสินจะจอดให้บริการ ได้แก่  ท่าเรือสาทร ท่าเรือวัดอรุณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ท่าเรือคลองสอน และคลองบางกอกน้อย เป็นต้น

​“ธนาคารออมสิน มีความยินดีที่มีส่วนร่วมในการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ได้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางสุขภาพได้มากขึ้น ซึ่งธนาคารออมสินพร้อมอำนวยความสะดวก และดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย ให้กับเจ้าหน้าที่ สปสช.และประชาชนที่มาใช้บริการอย่างเต็มที่” นายชุมโชค กล่าว

     ****หลักฐาน ขอลงทะเบียนบัตรทองมีดังนี้ 

  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรที่มีรูปถ่ายที่ทางราชการออกให้ ที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และมีรูปถ่ายติดอยู่
  2. สำเนาสูติบัตร ในกรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
  3. สำเนาทะเบียนบ้านที่ผู้ขอมีชื่ออยู่
  4. กรณีที่พักอาศัยไม่รงกับทะเบียนบ้าน ให้แสดงหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งที่แสดงว่าตนเองมีถิ่นที่อยู่หรือพักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆดังนี้
    • สำเนาทะเบียนบ้านของบุคคลที่ผู้ขอลงทะเบียนไปพักอาศัยอยู่ พร้อมหนังสือรับรองของเจ้าบ้าน
    • หนังสือรับรองของผู้นำชุมชน ซึ่งรับรองว่าผู้ขอลงทะเบียน พักอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ พร้อมสำเนาบัตรผู้นำชุมชนของผู้รับรอง
    • ใบเสร็จรับเงินค่าสาธารณูปโภค(ต่าน้ำหรือค่าไฟหรือค่าโทรศัพท์)หรือใบเสร็จรับเงินค่าเช่าที่พัก หรือสัญญาค่าเช่าที่พัก ที่ระบุชื่อของผู้ขอลงทะเบียน
  5. บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้าเดิม(กรณีที่ขอเปลี่ยนหน่วยบริการประจำ)
  6. หนังสือมอบอำนาจกรณีไม่สามารถยื่นคำร้องขอลงทะเบียนด้วยตนเองพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจ

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306334

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

เจษฎาพร หมัดสมัน เชฟไทย 5 เหรียญทอง, เชฟไทย 5 เหรียญทอง

“ไม่จำเป็นเลยว่าต้องเป็นคนรวย เป็นลูกคนมีฐานะ อนาคตเราถึงจะดี หากแต่อยู่ที่เราได้เริ่มต้นชีวิตที่ถูกทางถูกที สิ่งๆดีๆก็จะเข้ามาหาเราเองเพราะเราใฝ่ดี

       นักศึกษาที่เดินทางมายังประเทศอียิปต์ เพื่อมาศึกษาในมหาวิทยาลัยศาสนาอิสลามที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่าง มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร พวกเขาเหล่านี้ ไม่ได้มีความเก่งแค่เรื่องการศึกษาทางด้านศาสนาเท่านั้น หากแต่พวกเขาพกความสามารถพิเศษที่นำพาตัวเองให้มีอาชีพส่งเสียตัวเองและส่งทางบ้านได้อีกด้วย นับได้ว่าเป็นนักศึกษาตัวอย่างที่ดี ที่ไม่ทิ้งการเรียนและรู้บุญคุณตอบแทนพ่อแม่ทั้งที่ๆอยู่ในการเป็นนักศึกษา

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

       เสียงปรบมือดังกึกก้องจากการแข่งขันทำอาหารในประเทศอียิปต์ ซึ่งมีคณะกรรมการจากสมาคมเชฟอาหรับโลกร่วมเป็นกรรมการผลปรากฏว่า “เชฟหยอด”- เจษฎาพร หมัดสมัน นักศึกษาไทย ม.อัลอัซฮัร คว้า 5 เหรียญทอง เป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ในปีนั้น และเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560“เชฟหยอด” ได้มาร่วมช่วยทำขนมหวานชาววังที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต เพื่อเลี้ยงแขกในงานวันชาติกว่า 300 คน

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

       “เจษฎาพร หมัดสมัน (ซาฟีอี) จากกรุงเทพมหานคร เป็นลูกของ นายมาลีกี และนางซารีฟะห์ หมัดสมัน อาชีพขับรถแท็กซี่ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน “ซาฟีอี” เป็นคนโต ทุกคนเรียนมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ซาฟีอี จบประถมที่โรงเรียนศิริวังวิทยาคาร แขวงลำผักชี เขตหนองจอก และศึกษา กศน. 1-3 ที่โรงเรียนสุเหร่าเขียว ม.4-6 กศน. กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

      เริ่มเรียนอัลกุรอ่านและฟัรดูอัยน์ ที่โรงเรียนริดวานุ้ลอิสลาม คลองจั่น ต่อมาได้ย้ายมาเรียนที่บ้านโดยมีน้าชายคือ อาจารย์ริดวาน ยะรังวง เป็นผู้สอน หลังจากนั้นเข้าสู่ปอเนาะในโรงเรียนนูรุ้ลอิสลาม สุเหร่าเขียว (อัรมัรฮูม อ อับดุลซูโก็ต เจริญสุข) ซึ่งเป็นบอบอใหญ่ใหญ่ และย้ำเสมอว่า “จะเป็นอะไรไม่ว่า อย่าทิ้งการเรียน” หลังจากนั้นได้รับทุนการศึกษาเรียนต่อที่มหาลัยอัลอัซอัร

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

        เขาเดินทางมายังอียิปต์เมื่อปี 2001 เข้าเรียนคณะนิติศาสตร์อิสลาม ปัจจุบันศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 4 “ซาฟีอี” เล่าว่าสมัยเรียนที่เมืองไทย เป็นนักกิจกรรมครองเวทีจนโดนห้ามแข่ง รางวัลที่ได้รับคือ เยาวชนดีเด่นแห่งชาติปี 2536 -2537 รางวัลชนะเลิศการแปล โคลงสี่สุภาพ กาพย์ กลอน ระดับเขตการศึกษาปี 2537และการปาถกฐาในหัวข้อเรื่องเยาวชนกับยาเสพติดในงานเมาลิดกลางประเทศไทยปี 1999 โดยได้รับรางวัลจากนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

       ชีวิตจริงเกิดขึ้นเมื่อมาถึงอียิปต์ สังคมและเหตุการณ์ทำให้เราต้องสู้ ต้องคิดอยู่ตลอดเวลา ที่นี่ไม่มีการแข่งขันในด้านการเรียน ไม่มีใครเหนือกว่าใครทุกคนต้องกฎเดียวกันคือสอบให้ผ่าน จากที่เคยเป็นที่หนึ่งต้องมาตกและซ้ำชั้น จนจิตใจเข้มแข็งและทำให้พบเส้นทางใหม่ที่ทำให้มีกำลังใจที่จะศึกษาเพิ่มเติม เพื่อมาเติมเต็มให้กับชีวิตที่ต้องจับแต่หนังสือ

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

       คือ การเข้าสู่เส้นทางเป็นเชฟในอียิปต์ จากเริ่มต้นเป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว ทั้งอาหารคาวหวาน และการได้เข้าร่วมช่วยงานของชมรม และสมาคมอยู่บ่อยๆ สร้างประสบการณ์และความกล้าตลอดจนการได้รับความเมตตาจากพี่ๆคนไทยเป็นโอกาสในการเข้าสู่เชฟมืออาชีพหลังจากการคว้า 5 เหรียญทองหลายเวที เช่นการแข่งขันการทำอาหารประจำปี 2009 -2012 อียิปต์ สาขาอาหารเอเชีย จีน ไทย อินเดีย ญี่ปุ่น โดยมีผู้เข้าแข่งขันจากเชฟระดับโรงแรม 5 ดาวกว่า 50 แห่งทั่วอียิปต์

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

      หลังจากนั้นก็มีงานโรงแรมต่างๆติดต่อเข้ามาอยู่ตลอดเวลาและได้เข้าร่วมงานเป็นวิทยากรผู้สอนทำอาหารไทยให้กับเชฟอียิปต์ โดยการจัดของสถานทูตไทยในอียิปต์ และที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งเคยได้ทำขนมหวานขึ้นโต๊ะเสวยของพระพี่นางเธอและได้รับคำชมพร้อมของที่ระลึกจากพระองค์ท่าน ถือว่าสูงสุดในชีวิตนี้แล้ว

       ปัจจุบันซาฟีอี ทำงานเป็นเชฟใหญ่อยู่ที่ โรงแรม Savoy Hotel Soho Square เมืองชาร์มเอลเชค แต่ก็ไม่เคยทิ้งการเรียน และปีนี้คาดว่าจะทำให้เต็มที่จะเอาประกาศนียบัตรไปให้พ่อแม่ชม ซึ่งเป็นความฝันชิ้นสุดท้ายหลังจากที่เคยทำทุกอย่างร่วมกับน้องๆอีกสามคนที่ทำงานอาชีพเดียวกันในอียิปต์ ส่งเงินกลับไปให้พ่อแม่และซื้อรถเป็นของขวัญให้พ่อกับแม่ ให้รู้ว่าการที่ลูกจบช้าไม่ใช่เพราะลูกเป็นผู้กำหนดหากแต่พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น แต่พระเจ้าให้ความคิดกับเรามา ลูกจึงคิดว่าอยากสร้างค่าชีวิตเพื่อตอบแทนพ่อแม่ก่อนที่จะจบการศึกษา จึงเลือกเส้นทางนี้ไปพร้อมๆกับการศึกษา และเป็นที่มาของวันดีๆวันนี้

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้

      อยากให้น้องๆตั้งใจเรียนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และเช่นกันอย่าเก็บความสามารถที่เรามีไว้จนขึ้นสนิมช้าเกินที่จะนำไปใช้ในชีวิตจริงหากมีโอกาสก็จงรับโอกาสนั้นและต้องทำให้ดีที่สุดทั้งการเรียนและการงานหากไม่สามรถรั้งตัวเองได้ก็จงเลือกที่จะศึกษาก่อนเป็นดีที่สุด

ชีวิตที่เลือกเดินกับรางวัลที่เลือกได้


6 หนุ่มเด็กดนตรี ม.รังสิต เรียนดี กิจกรรมเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306356

6 หนุ่มเด็กดนตรี ม.รังสิต เรียนดี กิจกรรมเด่น

ดนตรี ม.รังสิต

กว่าจะเรียนจบออกไปเป็นนักดนตรีได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยโดยเฉพาะที่วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต จริงจังแค่ไหน?ไปแชร์ประสบการณ์กับ6 หนุ่มเด็กดนตรี ม.รังสิต

 

ใครหลายคนอาจคิดว่าเลือกเรียนดนตรี สบายจะตาย วันๆ เล่นแต่ดนตรี ร้อง เล่น เต้น กันไปตามประสาจะเอาอะไรไปสู่เด็กสายอื่นๆเขาได้…มันไม่จริงเลย!!

กว่าจะเรียนจบออกไปเป็นนักดนตรีได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยโดยเฉพาะที่วิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต จริงจังแค่ไหน? พี่ๆ ทั้ง 6 คนจากครอบครัวคนดนตรี ขอแชร์ประสบการณ์จากการเรียนที่ไม่ใช่แค่เรียนๆ เล่นๆ แต่ต้องเรียนให้ดี เรียนให้ได้ และเพคเฟกด้วยกิจกรรมเพื่อการก้าวสู่การเป็น “นักดนตรี” ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

คนแรก ณภัทร กิตติวิไลลักษณ์ ชื่อเล่น มาร์ท นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาดนตรีแจ๊สศึกษา (Jazz Studies) เครื่องเอกกีต้าร์ไฟฟ้า ปัจจุบันได้เกรดเฉลี่ย 3.81 เลือกเรียนที่วิทยาลัยดนตรีเพราะว่าได้ยินชื่อเสียงของอาจารย์วิทยาลัยมาจากรุ่นพี่ และได้มีโอกาสดูการแสดงดนตรีของวิทยาลัยด้วย ทำให้มั่นใจที่จะเลือกเรียนที่นี่

เขา มี Julian Lage มือกีต้าร์แจ๊สเป็นไอดอล ทำให้อยากเป็นมือกีต้าแจ๊ส แน่นอนว่ากว่าจะไปถึงขึ้นนั้น ต้องทั้งเรียนทั้งซ้อมค่อนข้างหนัก แม้จะต้องนั่งดีดกีต้าร์อยู่ทั้งวันก็ตาม และที่นี่นักศึกษาทุกชั้นปีจะมีกิจกรรม/การแสดงตลอดให้ได้โชว์ตลอด ไม่ค่อยว่างไปเตร็ดเตร่คณะอื่นๆ ต้องจัดตารางเวลาของแต่ละวันให้ดี พลาดไม่ได้ทั้งเรียนและงานแสดง

“การมีโอกาสได้แสดงในงานต่าง สนุกและมีความสุขกับทุกโชว์ที่ได้เล่น ทุกๆงานจะมีบรรยากาศที่ต่างกัน ผู้ชมที่ต่างกัน ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับทุกๆงานที่ได้เล่น” ทุกการแสดงต้องเต็มที่จริงจัง มิฉะนั้นอาจจะไม่ผ่านตาอาจารย์ได้ครับ

          จิรณัฐ จรียะธนา หรือ น้ำ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการผลิตดนตรี (Music Production) เกรดเฉลี่ย 3.52 เลือกเรียนดนตรีเพราะเสียงดนตรีทำให้มีความสุขเลย ชอบ Eric Clapton เพราะเป็นคนดนตรีที่สามารถเล่นดนตรีและส่งมาถึงคนฟังได้อย่างดีเยี่ยม

ทั้งในด้านเทคนิคการเล่นกีตาร์ที่เรียบง่ายแต่มีคุณภาพ เนื้อร้องที่สื่อถึงคนฟังให้เข้าใจได้อย่างง่าย มีความสุขมากที่ได้เล่น ได้ทำเพลงให้คนอื่นได้ฟังผลงานของเราเอง เหมือนเป็นการแบ่งปันความสุขให้กับคนฟัง เวลาคนดูคนฟังมีความสุข สนุกกับเพลงเรามันก็ทำให้เรามีความสุขที่ได้ทำออกไปเช่นกัน

ซึ่งตรงนี้ต้องผ่านด่านการเรียนที่เข้มข้น และลึกซึ้ง ต้องตั้งใจเรียนให้เต็มที่ พยายามจดสิ่งที่ได้เรียนจากอาจารย์ไว้ทุกอย่าง เพื่อที่เวลาทบทวนเราจะได้เข้าใจและจับจุดได้

นอกเหนือจากการเรียนก็ทำกิจกรรมกับวิทยาลัย ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบสูง เพราะดนตรีคือการทำงานเป็นทีม เป็นเรื่องสำคัญมากของนักดนตรีทุกคน ทุกการแสดงต้องอาศัยความเป็นมืออาชีพ เพราะทุกกกิจกรรมจะเป็นการฝึกตัวตนของเรา

ต่อมา ปลื้ม-นนทพัทธ์ ชื่นวาริน นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการแสดงดนตรี (Music Performance) เครื่องเอกเชลโล่ เกรด 3.10 เป็นนักศึกษาทุนความสามารถ ชอบที่วิทยาลัยดนตรีที่นี่อยากเข้ามาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านดนตรีที่นี่ครับ ชอบบรรยากาศ คือช่วงที่มีงานและต้องเล่นโชว์ในงานของคณะ เป็นช่วงที่จะได้เจอหน้าเพื่อนพี่น้องครบทุกคนเพราะต้องมาช่วยกันยกของ ขนย้ายไปที่ทำการแสดง การมีกิจกรรมแบบนี้ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นแบบบอกไม่ถูก อย่างน้อยก็ได้สนิทกับเพื่อนๆมากขึ้น

และทุกครั้งที่ได้เป็นตัวแทนแสดงในงานต่างๆ รู้สึกภูมิใจตัวเองที่อาจารย์ไว้วางใจให้เราทำหน้าที่ และทุกครั้งก็จะทำอย่างเต็มที่ หลักสูตรของวิทยาลัยดนตรีจะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ ปฏิบัติและทฤษฎี จริงๆแล้วอ่อนทฤษฎีมาก จึงใช้เวลานอกห้องเรียน พักเที่ยงหรือหลังเลิกเรียน ขอความช่วยเหลือจากอาจารย์และเพื่อนๆ เพื่อทบทวน จากนั้นก็ทบทวนด้วยตัวเอง และซ้อมหลังเวลา 17.00 น. เป็นต้นไปจนกว่าจะพอใจ

        ดิว-อรุณพงศ์ ชัยวินิตย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการผลิตดนตรี (Music Production) กับเกรดเฉลี่ย 3.41 ส่วนตัวผมได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกิจกรรม Jazz Camp ที่วิทยาลัยดนตรีแล้วรู้สึกถึงความน่าอยู่ของบรรยากาศ และสังคมดนตรีที่นี่ อีกอย่างหลักสูตรของวิทยาลัยดนตรีที่น่าสนใจ อาจารย์ทุกคนมีคุณภาพมีความเป็นครอบครัวคอยดูแลกันเหมือนลูกหลาน เป็นพี่เป็นน้องกัน

สำหรับบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเป็นนักดนตรี คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงตัดสินใจมาสมัครเรียน พอได้มาเรียแล้วต้องบอกว่ามันคือความสุขจริงๆ ทำให้รู้ว่าชีวิตของเราจะมีความสุขกับอะไรได้บ้าง คือความสุขของคนร้องเพลงที่ได้ให้ความสุขกับคนดู แล้วเมื่อคนดูมีความสุขกับสิ่งที่เราทำมันมีความสุขมากยิ่งขึ้น  ทำงานด้วยเรียนไปด้วย ก็ต้องยอมรับว่าถ้าเลือกทำงานด้วยเวลาที่จะพุ่งความสนใจในการเรียนอาจจะลดลงไปบ้าง ก็ต้องหาเวลาที่จะทำการบ้านมากขึ้น

ซ้อมในส่วนที่เราอาจจะไม่ได้ซ้อมเหมือนเพื่อน อาจจะมีเวลาที่จะพักน้อยกว่าแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะทุกกิจกรรมมันก็คือประสบการณ์ ที่จะทำให้เราพัฒนาขึ้นในฐานะคนดนตรีครับเพราะฉะนั้นก่อนที่จะเลือกทำอะไรก็ต้องคิดให้ดีก่อนว่าเราทำไหวจริงๆหรือไม่ ถ้าประเมินแล้วมันสามารถไปด้วยกัน ได้ทำงานได้ร้องเพลงถึงจะหนักหน่อยแต่เพื่อเป็นคนดนตรีที่มีคุณภาพก็โอเคครับ

คนที่สาม เสฏฐวุฒิ มิลตัน ชื่อเล่น พิน นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาการแสดงดนตรี (Music Performance) เครื่องเอกไวโอลิน เกรดเฉลี่ย 3.69 ผมมีตั้งใจอยากเข้ามาเรียนไวโอลินกับครูเบิร์ด “ครูเบิร์ด คือ ไอดอลในดวงใจ” พอได้เข้ามาเรียนที่นี่แล้ว สำหรับคิดว่าการซ้อมเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ลำดับต้นๆของนักดนตรีก็ว่าได้ ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการจัดการเวลาของตัวเองให้ดี แล้ววิเคราะห์ว่าในแต่ละวันจะสามารถซ้อมช่วงไหนได้บ้าง แต่ละช่วงจะซ้อมอะไรเป็นหลัก ตัวย่างเช่นจะซ้อมสเกลทุกเช้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

จากนั้นจะซ้อมแบบฝึกหัดหรือเพลงอีกครั้งหลังเลิกเรียน และทำกิจกรรมต่างๆ ประมาณ 4 ชั่วโมงตั้งแต่ 18.00-22.00 น. เป็นประจำทุกวันครับ  นอกจากการซ้อมแล้ว หากวันไหนรู้สึกว่าเรียนตามบทเรียนในห้องไม่ทันหรือไม่เข้าใจ ก็จะต้องเผื่อเวลานั่งทบทวน ฝึกซ้อม แล้วก็ทำความเข้าใจก่อนที่จะไปซ้อมต่อ หรือทำอย่างอื่น  หากเรามีเวลาซ้อมที่มากพอ บวกกับความใส่ใจบนเส้นดนตรีที่เลือกคิดว่าสามารถทำเรื่องเรียนและกิจกรรมออกมาได้ดี ดังนั้นต้องไม่ควรพลาดครับ

สุดท้าย ปฏิทัศน์ จันทนากร หรือ เฟรน นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการแสดงขับร้องละครเพลง (Vocal Performance)  เกรดเฉลี่ย 3.10 เป็นคนชอบร้องเพลง ที่มหาวิทยาลัยรังสิตเป็นที่เดียวที่มาสอบเพราะรู้จักรุ่นพี่ในคณะ เขาบอกว่าที่นี่อบอุ่น มีแต่อาจารย์เก่งๆ มี พี่ตูน Bodyslam เป็นแรงบันดาลใจ ที่จะเป็นนักร้องนักดนตรี ที่วิทยาลัยดนตรีรู้สึกได้รับโอกาส ได้ลองผิดลองถูก เป็นอะไรที่หาไม่ได้ง่ายๆ จากโลกภายนอก มีความสุขทุกครั้งที่ได้ร้องเพลงกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ และอาจารย์ การจัดตารางเรียนของเขาจะพยายามแยกวิชาเรียนกับกิจกรรมออกจากกัน จะเน้นซ้อมเยอะๆ ซึ่งตรงนี้จะจัดตารางซ้อมอย่างสม่ำเสมอ และที่ขาดไม่ได้ คือ พยายามไม่ขาดเรียนครับ

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306385

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย จัดสวดมนต์ข้ามปีทั่วประเทศ-วัดทั่วโลก สักการะพระพุทธรูป ณ วังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน 10 องค์ เสริมสิริมงคลต้อนรับปี 61

วันที่ 19 ธันวาคม 2560 ที่ห้องดำรงราชานุภาพ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมร่วมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติมอบหมายให้ทุกหน่วยงานจัดโครงการที่มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างทั่วถึงให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วเพื่อมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทยวธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย

โดยได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องในปี 2558 และ 2559 ทั้งนี้ ในปี 2560 ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) และทุกส่วนราชการและองค์การมหาชนในสังกัดได้จัดโครงการที่มีประโยชน์ต่อประชาชนเพื่อมอบให้เป็นของขวัญปีใหม่ โดย วธ.บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐและเอกชน จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2561 เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน 11 กิจกรรม

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย

ประกอบด้วย   1.สวดมนต์ข้ามปี ถวายเป็นพระราชกุศล เสริมสิริมงคลทั่วไทย ส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย ต้อนรับปีใหม่วิถีธรรม วธ.ร่วมกับวัดทั่วประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งจังหวัดที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน 16 จังหวัด    จัดกิจกรรมคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2560

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย

โดยเชิญชวนประชาชนรักษาศีล ปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา และร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์พร้อมแจกคู่มือสวดมนต์ข้ามปีและลั่นฆ้องชัยต้อนรับปีใหม่ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงเพื่อความเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่

2.ไหว้พระ10 วัด สืบสิริสวัสดิ์ 10 รัชกาล ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวราราม วัดราชโอรสาราม วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม        วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม วัดสุทัศนเทพวราราม วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก และวัดวชิรธรรมสาธิต วันที่ 31 ธันวาคม 2560 –1 มกราคม 2561 เวลา 08.00 – 16.30 น. ซึ่ง วธ. ร่วมมือกับ ขสมก.จัดรถให้บริการรับ-ส่งฟรี

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย
3.สักการะพระพุทธรูป ณ วังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน “ทศพุทธปฏิมาธิราช” อัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ 10 องค์ ได้แก่ 1.พระพุทธสิหิงค์ ปางสมาธิ 2.พระพุทธรูปทรงเครื่องแสดงวิตรรกมุทราสองพระหัตถ์ 3.พระพุทธ  รัตนมหามุนี (พระแก้วน้อย) ปางประทานพร  4.พระไภษัชยคุรุ ปางสมาธิ 5.พระพุทธรูปทรงเครื่อง ปางมารวิชัย 6.พระพุทธรูปปางประทานธรรม 7.พระพุทธรูปไสยา (ปางไสยาหรือปรินิพพาน) 8.พระพุทธรูปห้ามสมุทร 9.พระพุทธรูปทรงเครื่อง และ 10.พระล้อม (พระห้าร้อย) ให้ประชาชนได้สักการะ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพฯ วันที่ 29 ธันวาคม 2560 – 31 มกราคม 2561 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย

4.สักการะพระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทุกแห่งจะอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญมาประดิษฐานให้ประชาชนกราบสักการะ วันที่ 29 ธันวาคม 2560 – 31 มกราคม 2561

5. เปิดแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม โดยเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและอุทยานประวัติศาสตร์ทั่วประเทศ ให้ประชาชนเข้าชมฟรี พร้อมแจกโปสการ์ดเป็นของที่ระลึก วันที่ 30 ธันวาคม 2560 – 2 มกราคม 2561 6.“โขน เรื่องรามเกียรติ์ชุดพิเศษ” หน้าพระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง วันที่ 30 – 31 ธันวาคม 2560 ตั้งแต่เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป
7.รณรงค์ใช้สินค้าไทย ส่งมอบความสุขแบบไทยเป็นของขวัญปีใหม่ด้วยสินค้าและผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่พัฒนาต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตามนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมค่านิยมและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ ช่วงเดือนธันวาคม 2560 – กุมภาพันธ์ 2561 และเปิดตลาดวัฒนธรรมออนไลน์ จัดแสดงสินค้าทางวัฒนธรรมให้ประชาชนเลือกซื้อ เลือกชมได้อย่างสะดวกทาง www.culturemarket.net

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย

8.การแสดงทางวัฒนธรรม การแสดงพื้นบ้าน 4 ภาค และกิจกรรมสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 76 จังหวัดทั่วประเทศ วันที่ 31 ธันวาคม 2560
9.Night at Maya City มายาราตรีปี 2 โดยเปิดเมืองมายาช่วงกลางคืน และนำชมประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ รวมทั้งออกร้านจำหน่ายสินค้า วันที่ 26-28 ธันวาคม 2560 เวลา 17.00-21.00 น.

วธ.จัด 11 กิจกรรมมอบของขวัญปีใหม่คนไทย

นอกจากนี้มีกิจกรรมดูหนังข้ามปี วันที่ 31 ธันวาคม 2560 – 1 มกราคม 2561 ตั้งแต่เวลา 17.30 น. และทำบุญตักบาตรในวันที่ 1 มกราคม 2561 เวลา 06.45 น.   ณ หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)พุทธมณฑลสาย 5
10.การอวยพรปีใหม่ผ่านระบบออนไลน์ (ส.ค.ส.ออนไลน์) “ชุด ความเป็นไทยสู่ใจประชาชน” เป็นภาพถ่ายเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมไทยและจัดทำเป็นส.ค.ส.ส่งความสุข ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2560 – 15 มกราคม 2561 และ

11.นิทรรศการแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัย “เมืองแห่งศิลป์ กระบี่…โคราช…เชียงราย” วันที่ 14 – 29 ธันวาคม 2560 และนิทรรศการผลงานจากผู้ผลิตศูนย์ศิลปาชีพบางไทรกับนักออกแบบสมัยใหม่ วันที่ 3 – 22 มกราคม 2561 ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม โทร.1765 และ www.m-culture.go.th

ศธ.ห้ามผู้บริหารขวัญปีใหม่-จำเป็นไม่เกิน3พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306364

ศธ.ห้ามผู้บริหารขวัญปีใหม่-จำเป็นไม่เกิน3พัน

ห้ามรับของขวัญ, ผู้บริหารศธ., ของขวัญปีใหม่

รมว.ศึกษาธิการ ย้ำผู้บริหาร-ข้าราชการห้ามรับของขวัญปีใหม่ เป็นไปตามระเบียบปปช.แจงส่งคำอวยพร การ์ดเพียงพอแล้ว จำเป็นต้องรับไม่เกิน3พันบาท

        ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ  (ศธ.) เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ  กล่าวว่า ได้ย้ำข้าราชการและผู้บริหาร ศธ.ทุกคน ห้ามรับของขวัญปีใหม่อย่างเด็ดขาด โดยต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งหากจำเป็นต้องรับของขวัญ ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท

แต่หากเป็นไปได้ไม่อยากให้มีการรับของขวัญปีใหม่ใดๆทั้งสิ้น  เพราะจะสร้างความลำบากให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาหรือผู้ใกล้ชิด และการส่งมอบของขวัญในเทศกาลแห่งความสุข ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของที่มีมูลค่า เพียงส่งการ์ดอวยพร หรือ ข้อความทางโซเชียลก็เพียงพอแล้ว

“ผมได้แจ้งให้ทราบไว้ล่วงหน้าว่าจะไม่ขอรับของขวัญปีใหม่ ดังนั้นผู้ที่ตั้งใจจะทำของขวัญมาให้ขอให้เปลี่ยนเป็นคำอวยพรแทน” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  ยังได้มีคำสั่งให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมมือกับ กระทรวงศึกษาธิการ  ในส่งเสริมให้เกษตรกรได้เข้าถึงการนำศาสตร์พระราชาในด้านต่างๆ โดยเฉพาะในด้านเกษตรกรรมไปใช้

จึงได้มอบหมายให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี  วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน  สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มหาวิทยาลัยราชภัฎ ได้ช่วยกันผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

  รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่าได้แจ้งให้ที่ประชุมได้รับทราบถึงการดำเนินโครงการปรับปรุงอาคารราชวัลลภ โดยมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการได้ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2561

ส่วนที่มีการบริจาคเงินมาใช้ในการปรับปรุงอาคารนั้นได้มีการคืนเงินบริจาค เพราะทางมูลนิธิฯต้องการให้แต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะอาชีวะศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการนำนักศึกษามาช่วยปรับปรุงภูมิทัศน์ และทำความสะอาดสถานที่ของ ศธ.ก่อนมีการเปิดอาคารอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะถือเป็นการร่วมมือและฝึกประสบการณ์ของเด็กด้วย

ทั้งนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ได้ออกประกาศเรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐมาตั้งแต่ ปี 2543 ต้องรับตามหลักเกณฑ์ดังนี้ 1.รับจากญาติตามจำนวนที่เหมาะสมตามฐานานุรูป ทั้งของผู้ให้และผู้รับ 2.รับจากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ราคาหรือมูลค่าในการรับจากแต่ละบุคลไม่เกิน 3,000 บาท

3.รับจากการให้ในลักษณะให้กับบุคลทั่วไป สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงแจ้งเตือนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ให้ระมัดระวังในเรื่องดังกล่าวอย่างเคร่งครัด หากฝ่าฝืนหรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด จะเป็นความผิดและมีโทษทางอาญา

“12 ข้อ ปรับโฉมพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306337

“12 ข้อ ปรับโฉมพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่

พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ, คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา

คกก.อิสระฯ ทำงานครบ 6 เดือน ชงปรับโฉมพ.ร.บ.การศึกษาแห่งาชาติฉบับใหม่ แนะ 12 ประเด็น สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ

       คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฎิรูปการศึกษา ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 เพื่อดำเนินการปฎิรูปการศึกษาทั้งในและนอกระบบ ซึ่งถือได้ว่าเดินทางมาครบ 6 เดือน ของการทำงาน

         ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระฯ ว่าขณะนี้คณะกรรมการอิสระฯ ได้จัดทำแผนงานปฏิรูปการศึกษา ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 4 ด้าน คือ ยกระดับคุณภาพผู้เรียน ลดความเหลื่อมล้ำความเสมอ เน้นสร้างความเป็นเลิศ   สร้างธรรมาภิบาล  และได้จัดทำข้อเสนอให้ปรับปรุงพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ใน 12 ประเด็น ดังนี้ 1.จัดระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2560 2.มุ่งเน้นการศึกษาและการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบทางเลือกการศึกษาและเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิต 3.ให้การจัดการศึกษาและการเรียนรู้ มีผู้เรียน ผู้ปกครอง และสถานศึกษาเป็นศูนย์กลาง 4.แยกกลไกด้านนโยบาย งบประมาณ ด้านการปฏิบัติงานเพื่อจัดการศึกษา ด้านกำกับควบคุมและด้านการสนับสนุนการจัดการศึกษาออกจากกันให้มีความชัดเจน 5.ให้การจัดการศึกษามุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนตามความถนัด มีคุณธรรม จริยธรรม  ตลอดจนคุณลักษณะที่พึงประสงค์อื่นๆ

6.ให้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา เป็นไปเพื่อสนับสนุน การจัดการศึกษาให้บรรลุผลลัพธ์ของการศึกษาและการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนในแต่ละวัยและแต่ละระดับ 7.ให้การกำกับควบคุมให้มีเท่าที่จำเป็น ยืดหยุ่นตามบริบทของการจัดการศึกษา 8.สร้างการมีส่วนร่วมอย่างเหมาะสมของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม 9. ให้มีการประเมินผล วิจัยและพัฒนา รวมถึงพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาที่มีศักยภาพเพื่อการศึกษา 10.สนับสนุนการระดมทรัพยากรจากภาคส่วนต่างๆของสังคม รวมถึงเทคโนโลยีดิจิตอล 11.ให้มีกลไกทางนโยบายที่สามารถทบทวนและชี้นำทิศทางการจัดการศึกษา และเรียนรู้ตลอดชีวิต และ12.ให้มีกลไกบริหารและจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉม ของระบบการศึกษาและการเรียนรู้ของประเทศที่ดำเนินการอย่างรอบด้าน  โดยแผนงานปฎิรูปการศึกษาดังกล่าวจะนำเสนอเพื่อรวมกับคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 12 คณะ และคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 6 คณะ รวมถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกคนทุกฝ่ายสามารถเสนอแนะปรับเปลี่ยนได้ ไม่ได้ยุดตามความเห็นของคณะกรรมการอิสระฯ เพียงอย่างเดียว

“สิ่งที่คณะกรรมการอิสระต้องดำเนินการให้เกิดขึ้น คือ แผนงานปฎิรูปการศึกษา ที่ไม่ใช่เป็นเพียงความคิดของคณะกรรมการอิสระฯ แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน  เพื่อสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมการศึกษา ดังนั้น เราจึงต้องเร่งขับเคลื่อนแผนปฎิรูปการศึกษาให้เกิดผลสำเร็จ และแม้จะมีเวลาแค่ 2 ปีในการทำเรื่องปฎิรูปการศึกษา แต่ได้คิดวางแผนให้ลงลึกถึงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาถึง 5 ปีไม่ว่าจะเป็นลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้หมดไป และการยกระดับคุณภาพผู้เรียน”ศ.นพ.จรัส กล่าว

ของขวัญปีใหม่ “ไฮสปีดอินเตอร์เน็ต”ร.ร.เลือกเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306307

ของขวัญปีใหม่ “ไฮสปีดอินเตอร์เน็ต”ร.ร.เลือกเอง

บริการประชาชน, โรงเรียนกินนอน, ไฮสปีดเน็ต, ของขวัญปีใหม่ 61

ศธ.ให้ขวัญปีใหม่ 61นักเรียนครู อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง คัดร.ร.ประถม-มัธยมใน 3 จ.ใต้ให้เป็นร.ร.กินนอนช่วยเด็กครอบครัวยากจน บริการตรวจรถปชช.ปีใหม่

            เนื่องจากใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ปี 2561 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เตรียมดำเนินโครงการสำคัญเพื่อเป็นของขวัญมอบให้แก่นักเรียน ครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 นายพะโยม ชิณวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากปัญหาการเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ เพื่อให้เด็กเรียนรู้ รวดเร็ว ฉับไวทันสถานการณ์ต่างๆ ระบบอินเทอร์เน็ตจะมีส่วนช่วยได้มาก และควรเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ Hi-Speed Internet แต่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตของ ศธ.ที่ดำเนินการและเชื่อมต่อไปยังโรงเรียนมี MoeNet ,UniNet ก็พบว่ายังไม่เพียงพอและไม่ใช่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง

ดังนั้น รัฐบาลจัดทำโครงการ Hi-Speed Internet ให้ทุกโรงเรียน เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ปี 2561โดยนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) มอบให้สำนักงานปลัด ศธ.ดำเนินการจัดระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตใหม่ และมอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และโรงเรียนไปดำเนินการจัดหาระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งก็มีผู้ให้บริการทั้งภาครัฐ ภาครัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน

“ระบบอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ที่โรงเรียนใช้ความเร็วอยู่ที่ประมาณ 20-30 เมกกะไบต์ แต่เป้าหมายคืออยากให้โรงเรียนมีอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงถึงระดับ 100 เมกกะไบต์ ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ ให้นโยบายว่าให้แต่ละโรงเรียนเลือกผู้ให้บริการเองตามความเหมาะสมของโรงเรียนและพื้นที่ด้วย เพราะแต่ละพื้นที่ก็อาจจะใช้เครือข่ายต่างๆกัน เช่น พื้นที่ภูเขาต้องใช้ระบบดาวเทียม หรือไฟเบอร์ออฟติค เป็นต้น เพื่อโรงเรียนและนักเรียนจะได้มีระบบอินเทอร์เน็ตที่ช่วยเรื่องการสืบค้นข้อมูล ประโยชน์ต่อการพัฒนาการศึกษา”โฆษก ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ สพท. ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และศึกษาธิการภาค (ศธภ.) จะต้องรับทราบด้วยว่าในพื้นที่ที่กำกับดูแลมีผู้ให้บริการใดบ้าง และโรงเรียนสามารถใช้ของผู้ให้บริการได้บ้าง ขณะที่ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นจะอยู่ในค่าสาธารณูปโภคที่สพท.รับผิดชอบซึ่งไม่ได้มีค่าใช้จ่ายสูงมาก

นายพะโยม กล่าวต่อไปว่า สำหรับของขวัญชิ้นต่อมา 2 เป็นการดูแลนักเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย ศธ.ส่วนหน้ามีโครงการปรับปรุงโรงเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นโรงเรียนประจำ แบ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาอย่างละ 1 โรงในทุกอำเภอ เนื่องจากปัจจุบันมีโรงเรียนลักษณะกินนอนส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ซึ่งมีจังหวัดละ 1 โรงมีเพียงนราธิวาสที่มีทั้ง 2 โรง

ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่มีฐานะยากจนรายได้ครอบครัวไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี ได้กินนอนอยู่ในโรงเรียน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและได้รับอาหารที่ครบตามหลักโภชนาการ

อย่างไรก็ตามหากเด็กบ้านใกล้ต้องการเดินทางไปกลับก็สามารถทำได้ตามความสมัครใจ โดยจะสามารถเปิดรับนักเรียนเข้าพักนอนได้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไป.

โฆษก ศธ.กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ในระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.60-3 ม.ค.61 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดกิจกรรม “อาชีวะอาสา” โดยร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ตั้งจุดบริการช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ทั้งบนถนนหลายหลักและสายรองทั่วประเทศ จำนวน 189 จุดที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ  และจุดบริการของวิทยาลัยในพื้นที่นั้นๆอีก 63 จุด รวม 252 จุด โดยให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ จักรยานยนต์  เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

ขณะนี้เดียวกัน สมาคมโรงเรียนนอกระบบ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ยังจัดบริการประชาชน อาทิ นวด เสริมสวย ตัดผมฟรีในหลายพื้นที่ด้วย ซึ่งมีจุดสังเกตในการเข้าใช้บริการศูนย์ ฯ จุดบริการเป็นเต็นท์สีม่วง 2 หลัง ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก สายรอง มีป้ายแบนเนอร์ ป้ายบอกทาง เริ่มจาก 1 กม. / 500 ม./ ถึงแล้ว

มหา”ลัยทำ 4 ข้อนศ.จบแล้วไม่ตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306179

มหา”ลัยทำ 4 ข้อนศ.จบแล้วไม่ตกงาน

เรียนจบไม่ตกงาน, จุดเปลี่ยน4ข้อ, คุณภาพชีวิต

เปลี่ยนหลักสูตร อุปกรณ์การเรียนให้ทันสมัย เปลี่ยนการสอนเป็นการเรียนรู้ สร้างโอกาสและเครือข่าย จุดเปลี่ยน 4 ข้อ ทำแล้ว นศ. ไม่ตกงาน

          การจัดสรรกำลังพลตลาดงานยุคใหม่ กำลังเคลื่อนย้ายไปสู่งานอาชีพในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์  เทคโนโลยีใหม่และสื่อดิจิทัล   จึงมีหลายอาชีพในยุคนี้ที่คนรุ่นพ่อแม่อาจไม่เคยได้ยินมาก่อน  นั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่นำพาอนาคตใหม่มาให้คนรุ่นลูก  และอนาคตที่ว่าก็กำลังจู่โจมมาถึงอย่างรวดเร็ว

มหา”ลัยทำ 4 ข้อนศ.จบแล้วไม่ตกงาน

คนรุ่นใหม่ต่อจากเจนวาย คือคนที่อยู่ในวัยกำลังศึกษาหาความรู้  พวกเขาคือมวลชนที่จะเติบโตขึ้นด้วยแรงปะทะของอนาคตที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว กระบวนการเรียนรู้เพื่อเสริมศักยภาพทางปัญญาและนำไปใช้เป็นพลังและอาวุธสำหรับการดำรงชีวิตในภายภาคหน้าจำต้องเปลี่ยนไปนับแต่วันนี้

มหา”ลัยทำ 4 ข้อนศ.จบแล้วไม่ตกงาน

ทว่า เมื่อมองในภาพรวมของการศึกษาไทยภายใต้สภาพแวดล้อมใหม่ที่เปลี่ยนไปทุกวี่วัน  การบ่มเพาะบัณฑิตใหม่จากมหาวิทยาลัยกลับยังไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย

มหา”ลัยทำ 4 ข้อนศ.จบแล้วไม่ตกงาน

ธีรศักดิ์ สงวนมานะศักดิ์

ธีรศักดิ์ สงวนมานะศักดิ์  ผู้จัดการฝ่ายมหาวิทยาลัยสัมพันธ์และสรรหาว่าจ้าง ประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท เวสเทิร์นดิจิตอล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ทุกปี จะมีบัณฑิตจบใหม่ มากกว่าหลายแสนคนและกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จบออกมากลายเป็น “คนว่างงาน”  เพราะความรู้ที่เรียนมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาด สาเหตุมาจากนักศึกษาหาความต้องการของตนเองไม่พบ และบางคนก็เรียนโดยไม่มีเป้าหมายแค่ขอให้จบปริญญา

มหา”ลัยทำ 4 ข้อนศ.จบแล้วไม่ตกงาน

ในขณะที่ตลาดงานยุคปัจจุบัน  ต้องการคนที่มีความชำนาญการในสายงาน บวกกับทักษะ soft  skill มากขึ้น  เช่น  ทักษะด้านภาษา  การแก้ปัญหาเป็นระบบ  ทำงานเป็นทีม  การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์  เป็นต้น

มหา”ลัยทำ 4 ข้อนศ.จบแล้วไม่ตกงาน

อาจารย์เพชร  โอสถานุเคราะห์

ด้านอาจารย์เพชร  โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของไทยเป็นระดับการศึกษาขั้นสูงในชั้นแรกก่อนจะเริ่มต้นชีวิตการทำงาน โดยมีกรอบความคิดสองเรื่องคือ

มหา”ลัยทำ 4 ข้อนศ.จบแล้วไม่ตกงาน 

          1. ต้องสอบเอ็นทรานซ์-แอดมิชชั่น  เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยรัฐ  และ 2.ค่านิยมที่มองว่าปริญญาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เรียนอะไรก็ได้ให้จบปริญญา ยังครอบงำพ่อแม่ผู้ปกครองและส่งต่อกรอบคิดเช่นนั้นสู่คนรุ่นลูก ระบบการศึกษาของไทยจึงย่ำอยู่กับที่

“คนรุ่นใหม่ไม่จำเป็นต้องเดินตามรอยเท้าคนในอดีตในปัจจุบันมีทางเลือกให้เรียนรู้มากมายหลายรูปแบบ ถ้าปลดล็อกกรอบความคิดสองเรื่องที่กล่าวมาได้ ระบบการศึกษาไทยจะก้าวไปไกลกว่านี้”อาจารย์เพชร กล่าว

มหา”ลัยทำ 4 ข้อนศ.จบแล้วไม่ตกงาน

อาจารย์เพชร กล่าวต่อว่า การที่จะเรียนมหาวิทยาลัยให้ทันยุคสมัย มี 4 ข้อที่มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนอย่างจริงจังคือ

1.เปลี่ยนหลักสูตรให้มีความทันสมัย

2.เปลี่ยนอุปกรณ์การเรียนให้ทันสมัย เพื่อให้นักศึกษาฝึกใช้เครื่องมือต่างๆ อย่างชำนาญ  เช่น  การเรียนเพื่อเป็นนักพัฒนาแอพพลิเคชั่น  นักออกแบบเกม  คอมพิวเตอร์ที่ใช้เรียนต้องทันสมัยและมีจำนวนพอกับนักศึกษา  หรือเรียนสาขาการผลิตภาพยนตร์  ห้องเรียนของนักศึกษาก็คือโรงถ่ายสตูดิโอ  ใช้กล้องระดับมืออาชีพ  มีห้องตัดต่อดิจิทัลแลบ  เป็นต้น

3.เปลี่ยนการสอนเป็นการเรียนรู้  พูดคุยระดมความคิด  ถกเถียงกันมากกว่าให้ฝ่ายหนึ่งพูดอีกฝ่ายหนึ่งฟังไปเงียบๆ และจดจำ  เปลี่ยนให้คณาจารย์ทำหน้าที่ “โค้ช” ชี้นำนักศึกษาเรียนรู้ในสิ่งที่สนใจ สิ่งใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่จะเกิดขึ้นได้

4.สร้างโอกาสและเครือข่ายงาน โดยเน้นการเรียนผ่านการลงมือทำตั้งแต่เข้ามาเรียนปีหนึ่ง  ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องมี ecosystem ที่แข็งแกร่งมีพันธมิตรทางการศึกษาที่หลากหลายเพื่อมีส่วนสร้างเครือข่ายงาน สถานที่ฝึกและทำงานจริงให้นักศึกษา

วชช.ยึดยุทธศาสตร์ชาติ สร้างชุมชนคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306266

วชช.ยึดยุทธศาสตร์ชาติ สร้างชุมชนคุณภาพ

ชุมชนเข้มแข็ง, วชช.

วชช.เดินหน้าพัฒนาชุมชนเข้มแข็ง ตั้งเป้าปี2561 วชช.20 แห่ง ตัองดำเนินการ1วชช. 1ชุมชน เตรียมใช้โมเดลวชช.ตราด สร้างคุณภาพชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิตขยายสู่วชช.อื่นๆ

       ยังคงสานต่องานพัฒนาชุมชนอย่างต่อเนื่อง ตามบทบาทหน้าที่ของการก่อตั้ง “วิทยาลัยชุมชน (วชช.) หรือสถาบันวิทยาลัยชุมชน” ในขณะนี้ ด้วยการจัดการเรียนการสอนระดับอนุปริญญา วิจัยองค์ความรู้ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน เป็นหลัก ไม่ใช่วชช.เดินไปบอกว่าชุมชนต้องทำอะไร ..แต่เป็นชุมชนที่เข้ามาหาวชช.เพื่อต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง เกิดการทำงานจัดการศึกษาร่วมกัน

เมื่อเร็วๆนี้ สถาบันวิทยาลัยชุมชน ได้ประชุมโครงการพัฒนาการเป็นผู้บริหารของสถาบันวิทยาลัยชุมชน นายวีระชัย กวีธีระวัฒน์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันวิทยาลัยชุมชน (วชช.)กล่าวว่า ที่ประชุมได้จัดอบรมผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนที่ได้รับการสรรหาใหม่ จำนวน 8 ราย ได้แก่ ผอ.วชช.ตาก ผอ.วชช.แพร่ ผอ.วชช.น่าน ผอ.วชช.มุกดาหาร ผอ.วชช.อุทัยธานี ผอ.วชช.ระนอง ผอ.วชช.สตูล และผอ.วชช.นราธิวาส

มาเรียนรู้ระบบการทำงานของวิทยาลัยชุมชนและบทบาทสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชนแต่ละแห่งที่ประสบความสำเร็จ รวมถึงการจัดทำแผนการดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนจะต้องทำให้เชื่อมโยงและตอบโจทย์กับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาลด้วย

ทั้งนี้ ต้องมีการวางแผนขับเคลื่อนงานของวิทยาลัยชุมชนในระยะยาวและระยะสั้นด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญในการจัดทำแผนต้องทำให้ประชาชนได้เรียนรู้ตลอดชีวิตและมีพื้นฐานความรู้ในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ เพราะชุมชนจะมีความเข็มแข็งได้จากการสร้างอาชีพ ดังนั้น ผู้อำนวยการ วชช.ที่ได้รับการสรรหาใหม่ทุกคนจะต้องตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ให้ได้

“เบื้องต้นได้มีการตั้งเป้าว่าในปี 2561 วิทยาลัยชุมชนที่มี อยู่ 20 แห่ง แต่ละแห่งจะต้องเข้าไปพัฒนาและสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนอย่างน้อย 1 วชช. 1 ชุมชน ดังนั้น การมาศึกษาดูงานที่ วชช.ตราด ถือเป็นต้นแบบวิทยาลัยชุมชนที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการทั้งการสร้างอาชีพให้ชาวบ้าน มีการระดมทรัพยากรจากภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งนำศิษย์เก่าเข้ามาช่วยเสริมความเข็มแข็ง ดังนั้น ทางสถาบันวิทยาลัยชุมชนจะถอดบทเรียนจากที่นี่ไปประยุกต์ใช้ของแต่ละวิทยาลัยชุมชนอื่นๆต่อไป”นายวีระชัย กล่าว

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/306187

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

การศึกษา 3 C, การศึกษา3C, สถาบันการแพทย์, คุณภาพชีวิต

สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ เน้นนักศึกษามีความเป็นผู้นำ ดูแลผู้ป่วยเหมือนในชีวิตจริง เรียนรู้ชีวิตคนในชุมชน ผ่านการศึกษารูปแบบ 3 C เพื่อคุณภาพบัณฑิตแพทย์

           สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ โรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ โรงเรียนแพทย์ และอาคารที่พักบุคลากร เริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2555 ใช้เงินทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 319 ไร่ เพื่อรองรับผู้ป่วย ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกที่มีโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมทั้งผลิตบัณฑิตแพทย์ พยาบาล และนักกายภาพบำบัด

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

ศ.คลินิก นพ.พงษ์ศักดิ์ โค้วสถิตย์

ศ.คลินิก นพ.พงษ์ศักดิ์ โค้วสถิตย์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ เล่าว่า สถาบันการแพทย์ เน้นการศึกษามากกว่าการรักษา เพื่อต้องการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพจึงต้องมีโรงพยาบาลดำเนินงานควบคู่ เพื่อใช้เป็นสถานที่ฝึกวิชาชีพให้แก่นักศึกษา
โดยใช้การสอนแบบ 3 C ได้แก่ 1.Competencybased Curriculum คือ ผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ มีความเป็นผู้นำ เข้าใจระบบสาธารณสุขของประเทศ และมีศักยภาพสูงทางการวิจัย 2. Continuity of Care and Close Supervision คือ การพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ให้นักศึกษามีโอกาสได้ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องเหมือนในชีวิตจริง และ 3. Community Engagement การบริหารหลักสูตรโดยให้นักศึกษามีโอกาสเรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน มองเห็นปัญหาทางการแพทย์-สาธารณสุขของชุมชน และตระหนักถึงหน้าที่ในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงของสังคมให้มีสุขภาวะอันดี

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C
ศ.คลินิก นพ.พงษ์ศักดิ์ เล่าต่อว่า การดำเนินงานของสถาบันการแพทย์อยู่ในรูปแบบของโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ และสถานที่วิจัย มีเป้าหมายผลิตบัณฑิตแพทย์ปีละ 212 คน บัณฑิตพยาบาลปีละ 250 คน บัณฑิตวิทยาศาสตร์สาขาวิชาความผิดปกติของการสื่อความหมายปีละ 50 คน เพื่อให้มีความเป็นเลิศด้านการศึกษา ด้วยการออกแบบหลักสูตร 3 C และออกแบบโรงพยาบาล รวมถึงสภาพแวดล้อมและทรัพยากรให้เอื้อต่อการเรียนรู้อีกด้วย

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C
“ทางสถาบันการแพทย์ยังมีหอพัก อาคารนันทนาการ และสนามเทนนิสให้กับนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และวิทยาศาสตร์ สร้างความสะดวกแก่นักศึกษา และคุณภาพชีวิตในการเรียนเพื่อให้นักศึกษาจบไปแล้วพร้อมที่จะนำความรู้ ความสามารถ ไปดูแลคนไข้ในอนาคต” ศ.คลินิก นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าว

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

อ.นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น

อ.นพ.ไพโรจน์ บุญคงชื่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดีฯ กล่าวว่า นอกจากการศึกษาแล้วที่ทางสถาบันการแพทย์ให้ความสำคัญ ยังมีการสำรวจพบว่าในพื้นที่ภาคตะวันออกมีนิคมอุตสาหกรรมโรงงานที่ต้องทำงานกับเครื่องจักร ซึ่งมีเสียงดังจนส่งผลกระทบต่อความสามารถในการได้ยิน

จึงจัดให้มีการเรียนการสอนแก่นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาความผิดปกติของการสื่อความหมาย เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางการได้ยิน และการออกเสียงพูด พร้อมกับเน้นการรักษาด้านเวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์ฟื้นฟู อาชีวอนามัยอีกด้วย

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C
“เรามีห้องธาราบำบัด สำหรับผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อ มีปัญหาการเคลื่อนไหว ด้วยการมีหุ่นยนต์ฝึกเดิน ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ในการฝึกผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ที่สามารถฝึกเดินทางราบ หรือขึ้นลงบันไดได้ รวมถึงห้องเวชศาสตร์ฟื้นฟูต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องฝึกกลืน ห้องพาราฟิน (บ้านจำลอง) เพื่อให้ผู้ป่วยฝึกช่วยเหลือตนเองเมื่อกลับบ้าน” อ.นพ ไพโรจน์ กล่าว
พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ กล่าวว่าการระดมทุนเพื่อก่อสร้างโครงการสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์นั้น มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรเอกชน  เพื่อระดมทุนจัดซื้อครุภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ให้แก่สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์

ผลิตแพทย์ต้องใช้การศึกษา 3 C

ประชาชนคนไทยสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “ให้” และร่วม “สร้าง”  โอกาสและความหวังในการรักษาที่ดีให้กับประเทศไทยได้