หนุนโรงเรียนจัดการศึกษาอิสระปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305471

หนุนโรงเรียนจัดการศึกษาอิสระปี61

การจัดการศึกษาในเขตการศึกษาพิเศษ

คกก.อิสระฯ เห็นชอบโรงเรียนจัดการศึกษาในเขตการศึกษาพิเศษ เน้นความคล่องตัว บริหารจัดการเอง ตอบโจทย์ปฎิรูปการศึกษา เริ่มนำร่องปี61

     เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ศ.นพ. จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ครั้งที่ 31/2560 ว่าคณะกรรมการอิสระฯ เห็นชอบในหลักการที่จะสนับสนุนการบุกเบิก การจัดการศึกษาในเขตการศึกษาพิเศษ ตามที่ นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ในฐานะภาคีเครือข่ายการศึกษาไทยเสนอการบุกเบิกทดลองให้มีรูปแบบของการจัดการศึกษาที่มีความอิสระคล่องตัว มากกว่าระดับโรงเรียนขึ้นไปหนึ่งระดับเขตพื้นที่หนึ่ง และมีแนวคิดหลัก คือ เรื่องการจัดการให้โรงเรียนมีความคล่องตัวมากขึ้น มีการบริหารจัดการที่เป็นข้อยกเว้นออกจากระบบทั้งในเรื่องการเงิน การบริหารบุคคล และการบริหารทางวิชาการ

รวมถึงต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับปฎิรูปการศึกษาในด้านต่างๆ อาทิ การจัดการเรียนการสอนที่ใช้สมรรถนะเป็นฐาน การใช้ดิจิตอล การพัฒนาครู เป็นต้น ซึ่งการจัดการศึกษาในเขตการศึกษาพิเศษ โดยจะดำเนินการนำร่อง 5 ภูมิภาค ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561

“การจัดการศึกษาในเขตการศึกษาพิเศษ จะเป็นการตอบโจทย์การปฎิรูปการศึกษา คือปฎิรูประดับล่างขึ้นบน นักเรียน ครู และโรงเรียน ซึ่งจะไม่ใช่รูปแบบเดียว แต่ต้องมีความหลากหลายในการบริหารมากขึ้น” ศ.นพ.จรัส กล่าว

นอกจากนั้น คณะกรรมการอิสระฯได้มีการประชุมเพื่อเตรียมแผนปฎิรูปการศึกษาซึ่งเป็นผลการสัมมนาระดมความคิดเห็น เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดเวลาในการดำเนินการภาย 2 ปี โดยขณะนี้ คณะกรรมการอิสระฯ ได้ดำเนินการรวบรวมพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ต่างๆ เพื่อนำไปสู่พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ อาทิ พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ…, พ.ร.บ.การปฐมวัยการศึกษา พ.ศ…, พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ….และพ.ร.บ.การบริหารจัดการโรงเรียน พ.ศ…รวมถึงจะมีกิจกรรมต่างๆ ที่นำไปสู่การปฎิรูปการศึกษา เช่น การจัดองค์กรระดับชาติ เพื่อประสานงาน สำหรับการดูแลเด็กเล็กที่มีหลายกระทรวงดำเนินการอยู่ หรือการปฎิรูปอุดมศึกษาให้เป็น 4.0 การปฎิรูปอาชีวะ 4.0 การศึกษาเพื่อสร้างคุณธรรมจริยธรรม สร้างสมรรถนะ การศึกษาที่ใช้ปฎิวัติดิจิตอลเป็นเครื่องมือในการปฎิรูป อีกทั้ง การปฎิรูปครู ทั้งกระบวนการผลิตครู การใช้ครู และการรักษาครู เป็นต้น

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรัตน์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สำหรับประเด็นการจัดการศึกษาในเขตการศึกษาพิเศษ จะมีรูปแบบที่ไม่เน้นปฎิรูปโครงสร้างโรงเรียนแต่เน้นปฎิรูปโครงสร้างวิชาการ ปรับเรื่องสื่อการเรียนการสอน และอำนาจขึ้นอยู่กับโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษา รวมถึงมีความแตกต่างกับโรงเรียนนิติบุคคล เป็นระบบการจัดการศึกษาเขตพื้นที่ มีลักษณะคล้ายการศึกษาพิเศษในปัจจุบัน

โดยจะเลือกโรงเรียนในบางแห่งของภูมิภาคต่างทั่วประเทศ คัดเลือกโรงเรียนทั่วไปขนาดกลาง ที่เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงประถมศึกษา จำนวน 1 แห่ง โดยโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกจะมีความอิสระในการบริหารจัดการศึกษา อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในโครงการต่างๆ จะเป็นรูปแบบการวิจัย ซึ่งหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระฯ จะคิดในหลักการ และมีหน่วยงานต่างๆ

5 สัญญาณเสี่ยงโรคต้อกระจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305464

5 สัญญาณเสี่ยงโรคต้อกระจก

5สัญญาณเสี่ยงต้อกระจก, ต้อกระจก

โรคต้อกระจกที่พบได้มากในกลุ่มวัยเกษียณ หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นสาเหตุของภาวะตาบอดได้จากการสำรวจพบว่ามีจำนวนถึง 42% ของผู้มีภาวะตาบอดมีสาเหตุมาจากภาะวะต้อกระจก

      พ.ต.อ.นายแพทย์ คำนูณ อธิภาส จักษุแพทย์ กล่าวว่า โรคต้อกระจก มักมาพร้อมกับอายุมากที่ขึ้น นับเป็นความเสื่อมอย่างหนึ่งเกี่ยวกับร่างกายเรา โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงของเลนส์แก้วตาที่ช่วยในการมองเห็นซึ่งจะมีลักษณะตัวเลนส์ที่นิ่มมากเมื่ออยู่ในวัยเด็ก

แต่เมื่อเริ่มมีอายุที่มากขึ้น เลนส์แก้วตาจะค่อยๆ แข็งขึ้น เกิดความไม่สม่ำเสมอ จนเกิดความขุ่นมัวในเนื้อเลนส์ และส่งผลต่อการมองเห็นมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ได้ เช่น ผลข้างเคียงจากการใช้ยา สารสเตียรอยด์ สารพิษ ประสบอุบัติเหตุ และ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาทิ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน และ ไทรอยด์

โรคต้อกระจก จะค่อยๆ เกิดขึ้น โดยใช้ระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงของเลนส์ตาจนกระทั่งตาขุ่นมัว จึงอาจทำให้คนทั่วไปไม่ทันได้ตระหนักถึงอาการเริ่มต้นของโรคต้อกระจก ซึ่งส่งผลร้ายต่อการมองเห็นได้ ดังนั้นผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอย่างผู้ที่เข้าสู่วัยเกษียณ หรือบุคคลใกล้ชิด จึงควรตรวจสอบตนเองรวมถึงบุคคลใกล้ตัวถึงอาการ 5 สัญญาณเสี่ยงโรคต้อกระจก ดังนี้

  1. ตาค่อยๆ มัวลง อย่างช้าๆ โดยไม่มีอาการเจ็บปวดใดๆ  อาจเริ่มมีอาการที่มัวลงภายในช่วงเวลาสั้นเพียง 2 – 3 เดือน หรือถึงมากกว่า 10 ปีในบางราย
  2. สายตากลับ มีอาการเปลี่ยนแปลงด้านการมองเห็นอย่างเห็นได้ชัดเจน เช่น จากเดิมสายตายาวแล้วเปลี่ยนเป็นสายตาสั้น หรือเกิดสายตาเอียงขึ้น
  3. เห็นแสงแตกกระจาย เมื่อใช้สายตามองแสงแล้วจะเห็นมีลักษณะเป็นเส้นๆ เป็นแฉกๆ หรืออาจดูมีภาพซ้อน
  4. ความสามารถในการมองเห็นในที่มืดลดน้อยลง ต้องการแสงสว่างที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะพบบ่อยๆ ในกลุ่มคนสูงวัยมากๆ
  5. ต้อกระจกบางชนิดจะมองเห็นในที่มืดชัดกว่าที่สว่าง เนื่องจากมีความขุ่นมัวเฉพาะส่วนกลางของเลนส์ตา  ซึ่งในที่สว่างนั้นรูม่านตาจะมีขนาดเล็ก เวลาใช้สายตาก็จะมองผ่าน      เฉพาะส่วนที่ขุ่นมัวนั้น แต่ในที่มืดรูม่านตาจะขยายกว้างขึ้นการมองเห็นก็จะดีขึ้น มักพบในคนที่ป่วยเป็นโรคต้อกระจกจากผลกระทบของโรคเบาหวาน ใช้ยาสเตียรอยด์ด้วยการรับประทาน หรือหยอดตามาเป็นเวลานานๆ

หากมีอาการน่าสงสัยเพียงข้อใดๆ ข้อหนึ่ง ก็ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเช็คอย่างละเอียด และรับการรักษาได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากความก้าวหน้าในทางการแพทย์ปัจจุบันที่สามารถรักษาผู้ป่วยได้อย่างหลากหลายรูปแบบ ทั้งการสวมแว่นตา การใช้ยาหยอดตาในกรณีที่ยังไม่มีอาการรุนแรงมาก

รวมไปถึงการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตา ที่ทำได้อย่างง่ายดายมากยิ่ง  ขึ้น ดังเช่น การสลายต้อกระจกด้วยระบบอัลตราซาวน์ ที่ช่วยทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กเพียง 2-3 มิลลิเมตร ผู้ป่วยจึงไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แผลสามารถสมานตัวเองได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่จะรักษาด้วยการผ่าตัดลอกต้อกระจก ทำให้มีแผลใหญ่และยาวเกือบ 1 เซนติเมตร จนส่งผลให้แผลหายได้ช้าลง หรือมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เฟมโตเซคเคินเลเซอร์ และนาโนเซคเคินเลเซอร์เข้ามาช่วยในการผ่าตัดร่วมด้วย

นอกเหนือจากการรักษาด้วยการผ่าตัดนั้น การเลือกใช้เลนส์แก้วตาเทียมสำหรับการผ่าตัดก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้ป่วยควรให้ความสำคัญและมีความรู้เบื้องต้น เนื่องจากเลนส์แก้วตาเทียมมีหลากหลายชนิด ซึ่งผู้ป่วยสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับการลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันหรือแม้แต่เหมาะกับปัญหาทางสายตาเดิมของตนเอง

เช่น หากมีสายตาสั้นมากๆ เมื่อมีการผ่าตัด ก็จะสามารถใช้โอกาสนั้นเลือกใช้เลนส์แก้วตาเทียมชนิดหลายโฟกัส  ที่คำนวณค่าให้แสงตกโฟกัสให้ตรงจอประสาทตาพอดี จึงสามารถช่วยแก้อาการสายตาสั้นให้ดียิ่งขึ้นได้ หรือสายตาเอียงมากๆ อันมาจากผิวกระจกตาไม่กลม ก็สามารถใช้โอกาสการผ่าตัดนี้ในการเลือกเลนส์แก้วตาเทียม ที่สามารถชดเชยและแก้สายตาเอียงได้อีกด้วย

“ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญต่อโรคเกี่ยวกับสายตาได้ง่าย จึงควรรับการการตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง หรืออาจเข้ารับการตรวจที่เร็วขึ้นหากว่าอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงอื่นๆ เช่น เป็นผู้ป่วยเป็นเบาหวาน และ ไทรอยด์ หรือใช้ยาสเตียรอยด์บ่อยครั้ง เป็นต้น ซึ่งหากรู้ปัญหาทางสายตาได้เร็ว รักษาได้ทันเวลา ก็จะช่วยให้ทุกคนสามารถถนอมสายตาให้อยู่คู่ไปกับเราได้อย่างยาวนานยิ่งขึ้น” พ.ต.อ.นายแพทย์ คำนูณ กล่าวเพิ่มเติม

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305357

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

ราชภัฎยะลา, มรย.

ปัญหาคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ สะท้อนจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ มรย.จึงผลิตครูระบบปิดมาแก้ปัญหานี้

      ความแตกต่างทางภาษา ศาสนา ความหลากหลายทางวัฒนธรรม “ครู” มีบทบาทสำคัญในการช่วยแก้ปัญหา “มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (มรย.) เป็น “มหาวิทยาลัยคลังปัญญาแห่งชายแดนใต้ (University of WISDOM Bank)”จึงได้มุ่งพัฒนาและยกระดับคุณภาพบัณฑิตครู โดยใช้การผลิตระบบปิด ไปติดตามกับ  0 เกศกาญจน์  บุญเพ็ญ 0 qualitylife4444@gmail.com

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

        ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดี มรย.เผยถึงเป้าหมายของการขับเคลื่อนและพัฒนา “ราชภัฏยะลา” โดยเฉพาะการน้อมนำพระราโชบายด้านการศึกษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่ทรงพระราชทานคำแนะนำผ่านองคมนตรีให้ “ราชภัฏ” ทุกแห่ง “ยกระดับการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นในท้องที่ตน” มาเป็นแนวทางและเน้นการบริหารงานเชิงรุกทั้งการพัฒนาบัณฑิตและพัฒนาท้องถิ่น..ยกระดับคุณภาพบัณฑิตครู โดยใช้การผลิตระบบปิด!!

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

      ด้วยการนำร่องและศึกษาวิจัยมาแล้ว 2-3 ปีที่ผ่านมากับนักศึกษาครูประมาณ 200 คน โดยให้นักศึกษาได้พักอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย มีการจัดสภาพแวดล้อม กิจกรรมที่จะช่วยพัฒนาทั้งด้านวิชาการ ทักษะเทคนิคการสอน การปลูกฝัง ส่งเสริมจริยธรรม จรรยาบรรณของวิชาชีพครู ซึ่งพบว่าได้ผลดี สามารถดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดและได้รับการพัฒนาต่อเนื่อง

     ปัจจุบัน มรย.มีหอพักที่ให้นักศึกษาครูมาพัก 2 หลัง และจะสร้างเพิ่มอีก 2 หลัง เพื่อรองรับนักศึกษาครูทุกชั้นปีที่มีอยู่ ราว 2,000 คน และในอนาคตการผลิตและพัฒนาในรูปแบบนี้ จะขยายผลให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของทุกคณะ/สาขา เพื่อวางรากฐานความรู้ให้เข้มข้น ฝึกฝนวินัย การตรงต่อเวลา ตอบโจทย์การสร้างความมั่นคงในพื้นที่

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

ผศ.ดร.สมบัติ โยธาทิพย์ อธิการบดี มรย.

     ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมให้นักศึกษาครู เรียนรู้ภาษายาวี โดยเปิดวิชาเลือกการเรียนการสอนทวิภาษา ให้นักศึกษาครูชั้นปีที่ 5 ที่สนใจได้เลือกเรียนเพื่อฝึกฝนเป็นความรู้ติดตัว เพราะในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้เด็กมุสลิมไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นหลัก แต่พูด อ่าน เขียนภาษายาวี

      เพราะฉะนั้น ถ้านักศึกษาครูสามารถพูด อ่าน เขียนภาษายาวีได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและคุณภาพการศึกษาของตัวเด็ก ซึ่งนักศึกษาครูที่เลือกเรียนวิชานี้ก็มีโอกาสได้ฝึกฝนการใช้จากการได้ลงช่วยสอนหนังสือในโรงเรียนสอนศาสนา หรือ โรงเรียนตาดีกา ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ด้วย

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

      “เราส่งเสริมให้นักศึกษาเรียนรู้ภาษายาวี มาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว มรย.เป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ในโครงการฝึกอบรมและพัฒนาครูตามแนวพหุภาษา-พหุวัฒนธรรม ส่งนักศึกษาครูไปสอนภาษาไทยให้แก่เด็กเล็กในจังหวัดภาคใต้รวม 16 โรงเรียน ล่าสุดเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศให้ มรย.ได้รับรางวัลชมเชยจาก Chinese National Commission for UNESSCO ด้านนวัตกรรมการพัฒนาศักยภาพครู”ผศ.ดร.สมบัติ กล่าว

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

       ขณะนี้ มรย.มีแผนจัดตั้งสถาบันพัฒนาครูและบุคลากรชายแดนใต้ มีเป้าหมายในการทำงาน 3 เรื่อง 1.พัฒนาการใช้ภาษาไทยของเด็กในพื้นที่ 2.ยกระดับคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน 3.ทำหลักสูตรระยะสั้นอบรมครูที่สอนไม่ตรงสาขาเอก ให้มีความรู้เพิ่มเติม และพัฒนาให้เป็นศูนย์การเรียนรู้อาชีพ เปิดบริการมาได้ 1 ปีรองรับเด็กในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้ามาเรียนรู้เส้นทางอาชีพต่างๆ โดยไม่ต้องเดินทางไปไกล 

     เช่น การนวดแผนไทย ศิลปะ คอมพิวเตอร์ โดยมีอาจารย์ นักศึกษาของแต่ละสาขา มาร่วมกันให้ความรู้ จัดกิจกรรมให้ได้ร่วมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็ก โดยเก็บค่าบริการคนละ 100 บาท ซึ่งได้รับการตอบอย่างดีมีผู้สนใจมาเยี่ยมชมกว่า 3,000 คน และกำลังมีแผนจะขยายศูนย์การเรียนรู้ไปสู่สถานศึกษาในเครือข่ายทั้งจังหวัดปัตตานี และนราธิวาส เพื่อรองรับการดูงานของสถานศึกษาในพื้นที่ใกล้เคียง เวลานี้มีสถานศึกษาสนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือก 20 แห่ง

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

      ไม่เพียงเท่านี้ ยังได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรประโยชน์การใช้น้ำ ซึ่งถือเป็นหลักสูตรแรกเพื่อให้เด็กในพื้นที่ห่างไกลได้เรียนรู้ประโยชน์ คุณค่าของน้ำ โดยนำไปใช้ในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 12 แห่งตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเร็วๆนี้จะนำหลักสูตรดังกล่าวขึ้นทูลเกล้าฯถวายรายงานอย่างเป็นทางการต่อไป

    นอกจากงานพัฒนาคุณภาพบัณฑิต และคุณภาพการศึกษาในพื้นที่แล้ว มรย.ยังบริการวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนปลายด้ามขวานด้วย อธิการบดี มรย.บอกว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน จะเน้น 3 เรื่อง 1.การพัฒนาศูนย์การถ่ายทอดทักษะอาชีพทางการเกษตรแนวใหม่ ซึ่งเป็นฐานการเรียนรู้เพื่อยกระดับอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อสร้างรายได้เพิ่มแก่ครอบครัว 2.พลังงานทดแทนในชุมชน เช่น การทำบ่อก๊าซชีวภาพ สอนทำปุ๋ยอัดเม็ดใช้ในพื้นที่การเกษตร

     โดยจะต่อยอดนวัตกรรมของนักศึกษาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น นวัตกรรมนำน้ำมาสร้างพลังงานไฟฟ้าขนาดจิ๋ว สำหรับหมู่บ้านพื้นที่ห่างไกลไม่มีไฟฟ้าใช้ ที่ได้เริ่มทำแล้วในจ.นราธิวาส3.พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน สร้างรายได้แก่ชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่อ.เบตง จ.ยะลา ที่เป็นพื้นที่สามเหลี่ยมเศรษฐกิจสำคัญ มรย.ร่วมพัฒนา กระตุ้นเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้ชุมชนในพื้นที่

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

ระบบปิดผลิตครูดียังไง ??

        “มรย.มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของประเทศจีนหลายแห่ง ในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 จะมีนักศึกษาจีน 40 คนเดินทางมาแลกเปลี่ยน ใช้ชีวิตที่นี่ 3 สัปดาห์ ก็จะใช้โอกาสนี้จูงใจให้นักศึกษาจีนเลือกมาเรียนต่อที่นี่ และเมื่อสนามบินสร้างเสร็จก็จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาจำนวนมาก เชื่อว่าเป็นอีกช่องทางที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกืจในพื้นที่ตอบโจทย์รัฐบาลเดินสู่เป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ไปสู่ความมั่งคน มั่งคั่ง ยั่งยืน.ได้” ผศ.ดร.สมบัติ กล่าว

      ผศ.ดร.สมบัติ เน้นย้ำว่า ราชภัฏยะลา พร้อมเป็นที่พึ่งของชุมชนและท้องถิ่น จะเดินหน้าสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา สร้างงานวิจัย บูรณการความรู้เชื่อมโยงไปสู่ชุมชนและท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ภาคใต้ให้ดีขึ้น

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305352

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี

ยกระดับการศึกษา, อ่านออกเขียนได้, คุณภาพชีวิต

ภาษาและการสื่อสารมีความสำคัญกับเด็กที่อยู่ในวัยกำลังเรียนรู้ ร.ร.บ้านสบเมย หนึ่งใน รร.ขนาดเล็ก จ.แม่ฮ่องสอน ให้ความสำคัญการใช้ภาษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเด็ก

          เมื่อวันที่ 6-8 ธันวาคมที่ผ่านมา ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน เดินทางไปลงพื้นที่และรับทราบถึงปัญหาของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมทั้งสิ้น 14 โรงเรียน ได้แก่ ร.ร.บ้านห้วยปางผาง ร.ร.บ้านแม่สวรรค์น้อย ร.ร.บ้านแม่ลิด ร.ร.บ้านแม่สะกั๊ว ร.ร.บ้านห้วยห้วยหมากหนุน ร.ร.บ้านห้วยผึ้ง ร.ร.บ้านแม่เกาะวิทยา ร.ร.บ้านแม่ทะลุ ร.ร.ชุมชนบ้านผาผ่า ร.ร.บ้านห้วยห้อม รร.บ้านแม่ก๋อน ร.ร.บ้านห้วยแห้ง ร.ร. บ้านสบเมย และ ร.ร.บ้านแม่สามแลบ

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
หนึ่งในนั้นคือ โรงเรียนบ้านสบเมย ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแม่ฮ่องสอนเขต 2 โรงเรียนบ้านสบเมย มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 247 คน เด็กนักเรียนที่นี่ทุกคนเป็นเด็กชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงปากะญอร้อยเปอร์ซ็นต์โดยมีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งหมด 16 คน โดยมีผู้ดูแลโรงเรียนอย่าง ผอ.บุญช่วย ขัติยะ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสบเมย
เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี

ผอ.บุญช่วย ขัติยะ

ผอ.บุญช่วย เล่าว่า โรงเรียนบ้านสบเมย เป็นโรงเรียนขยายโอกาสให้กับเด็กในถิ่นทุรกันดาร มีเด็กพักนอนอยู่โรงเรียน 115 คน ทางโรงเรียนดูแลตั้งแต่อาหารเช้า กลางวัน เย็น เครื่องนอน นอกนั้นเป็นเด็กบ้านใกล้ที่สามารถเดินทางไปกลับได้ โดยโรงเรียนจะให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาและการสื่อสารของเด็กเป็นหลัก

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดีเด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
การเรียนรู้สำหรับเด็กที่นี่ ต้องมาจากปัญหาที่ในตัวเด็กยังไม่ได้รับการปลูกฝัง ทางโรงเรียนจึงเน้นเรื่องภาษาและการสื่อสารเป็นหลัก แล้วค่อยสอดแทรกเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ ที่ในตัวเด็กควรมี บวกกับการใช้ชีวิตของเด็กที่ต้องมีสุขภาพร่างกาย สภาพจิตใจที่ดี

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี

ทางโรงเรียนจึงให้ความสำคัญตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ตลอดจนภาษาที่ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวัน เนื่องจากทางโรงเรียนขาดแคลนครูผู้สอน ครูบางคนยังไม่บรรจุ เป็นครูฝึกสอน ต้องเดินทางไปสอบบ้างจึงขาดความต่อเนื่อง ทำให้เด็กเรียนรู้ไม่เต็มที่ จึงไม่แปลกที่เด็กจะกลับไปใช้ภาษาและวิถิชีวิตบ้านเกิดของเขา

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
เด็กที่นี่รักภาษาของตนเอง ซึ่งภาษากะเหรี่ยงจะไม่มีตัวสะกด อาทิคำว่า “ฉันเห็น” เป็น “ฉันเห” การเรียนการสอนจึงค่อนข้างลำบาก โรงเรียนจึงเน้นทางครูผู้สอนให้หาวิธีทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งส่งเสริมให้มีชีวิตที่ดีขึ้น” ผอ.บุญช่วย กล่าว

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
ผอ.บุญช่วย  กล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้โรงเรียนยังขาดแคลนหลายๆ ปัจจัย ที่ทำให้เด็กไม่ได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ อาทิเช่น อาคารเรียน หอพักนอนนักเรียน โรงอาหาร ห้องสมุด บ้านพักครู ไฟฟ้า และรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ เนื่องจากไม่มีงบประมาณเข้ามาสนับสนุน ประกอบกับการเดินทางเข้าถึงโรงเรียนค่อนข้างลำบาก เพราะใช้เรือในการเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง รวมทั้งอาหารที่ต้องซื้อมาจากในเมือง ทำให้ของสดไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน ทางโรงเรียนจึงให้เด็กปลูกผักกินเอง แต่ก็ไม่เพียงพอ เพราะเด็กต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการเด็กรวมถึงสุขภาพร่างกาย

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี

“ครูผึ้ง” กัญจนา ปินตาคำ

“ครูผึ้ง” กัญจนา ปินตาคำ ครูผู้ช่วยโรงเรียนบ้านสบเมย  เล่าว่า การที่ทำให้เด็กใช้ภาษาสื่อสารกันอย่างถูกต้องค่อนข้างยากมาก ในช่วงแรกๆ ต้องใช้ภาพประกอบให้เขาเห็นว่ามันคืออะไร เมื่อเขาดูจากภาพแล้วรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราก็ต้องสอนให้เขาพูด เขียน จึงต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะเรียนรู้ได้ก็ประมาณชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เด็กจะเริ่มอ่านออก เขียนได้ ส่วนวิชาอื่นๆ ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะถ้าเด็กเรียนรู้ภาษาไทยได้แล้ว การเรียนวิชาอื่นก็คงจะง่ายขึ้น

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
“ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร แต่เราในฐานะที่เป็นครูจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อยกระดับการศึกษาให้เท่าเทียมกับสถานศึกษาอื่นๆ จนได้รับรางวัลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โล้รางวัลบ้านวิทยาศาสตร์น้อย แห่งประเทศไทย ประจำปีการศึกษา 2560-2562 การแข่งขันศิลปหัตถกรรมระดับเขต รางวัลระดับเหรียญทอง รางวัลเหล่านี้ถือว่าเป็นสิ่งที่การันตีถึงคุณภาพของเด็กไม่แพ้เด็กที่อยู่ในเมือง” ครูผึ้ง กล่าว

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
นอกจากกิจกรรมวิชาการแล้ว ทางโรงเรียนจะเน้นกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อให้เด็กผ่อนคลาย อาทิเช่น กิจกรรมนั่งสมาธิ สวดมนต์ เบรนยิม (BBL) ร้องเพลง เต้น เป็นต้น กิจกรรมเหล่านี้จะให้เด็กนักเรียนเป็นคนจัดขึ้นมาเอง โดยให้ตัวแทนประธานนักเรียนเป็นผู้นำ คือ “น้องมุก” เด็กหญิงมุธิตา อมรใฝ่สุรีย์

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
“น้องมุก” เด็กหญิงมุธิตา อมรใฝ่สุรีย์

ปัจจุบัน “น้องมุก” เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นเด็กชนเผ่ากะเหรี่ยงตั้งแต่กำเนิด มีพี่น้อง 2 คน น้องมุกเป็นคนที่ 2 ครอบครัวประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป คุณแม่เป็นแม่บ้านที่อนามัย ส่วนพี่สาวทำงานปั้มน้ำมัน  หน้าที่ของน้องมุกในโรงเรียนคือ เป็นผู้นำให้เพื่อนทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ วันไหว้ครู วันเด็ก หรือแม้กระทั่งตักอาหารให้กับเพื่อนๆ น้องๆ ในเวลากลางวัน

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
“น้องมุก” เล่าว่า การที่ได้มาเป็นประธานนักเรียนมันคือหน้าที่หนึ่งนอกจากการเรียนหนังสือที่จะต้องตั้งใจทำ เนื่องจากเป็นผู้นำคนอื่นให้ทำกิจกรรมต่างๆ และในกิจกรรมเราต้องพูดภาษาไทย ห้ามพูดภาษาบ้านเกิด เพื่อให้รุ่นน้องเรียนรู้ไปในตัว  “สำหรับมุกวิชาภาษาไทยไม่ได้ยาก แต่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ เพราะภาษากะเหรี่ยงกับภาษาไทยแตกต่างกันมากทั้งตัวสะกด และคำคล้องจองต่างๆ วิชาที่มุกชอบมากที่สุดคือ คณิตศาสตร์ เพราะไม่ต้องใช้ภาษาไทยเป็นตัวหลักในการจำ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ตัวเลขและสูตรต่างๆ ในการคิดคำนวณจึงทำให้เรียนรู้ได้ง่าย”
น้องมุก ยังเล่าต่ออีกว่า หลังจากที่เรียนจบชั้นป.6 แล้วจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนสบเมยวิทยาคมในสายวิทย์ คณิต เนื่องจากน้องมุกมีความฝันว่าอยากทำอาชีพหมอในอนาคต “มุกอยากทำอาชีพหมอเพราะว่าชุมชนที่มุกอยู่ไม่มีความเจริญทางด้านการแพทย์ เพื่อนส่วนใหญ่ที่โรงเรียนชอบป่วยเป็นโรคมาลาเรีย อีกทั้งยังอยากกลับมาดูแลคุณพ่อคุณแม่เวลาท่านไม่สบาย” น้องมุก เล่า

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร

ด้าน ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน กล่าวว่า หลังจากลงพื้นที่และประชุมหาข้อสรุปถึงปัญหาจำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ คุณภาพของอุปกรณ์ทางการศึกษา การเข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ต เรือนพักนอนไม่เพียงพอ

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
ซึ่งจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้โดยการผลักดันให้โรงเรียนมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จัดสรรรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ไว้สำหรับขนอาหาร จัดตั้งให้แม่สะเรียงเป็นศูนย์กลางอบรมครู เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้เด็กนักเรียน ปลูกฝังให้เด็กใช้ชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 สร้างเครื่องปั่นไฟที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากไฟฟ้าไม่เพียงพอ ต้องใช้เวลาชารจ์ประมาณ 2 ชั่วโมงจึงจะใช้ได้อีกครั้ง อีกทั้งยังจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเด็กที่ไร้สัญชาติให้มีสิทธิเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป

เด็กสบเมยอ่านออก-เขียนได้=เรียนดี
สำหรับข้อสรุปเหล่านี้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะนำไปเสนอต่อให้กับทางรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาและยกระดับการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้น อีกทั้งยังส่งเสริมให้เด็กนักเรียนในถิ่นทุรกันดารมีคุณภาพชีวิตเท่าเทียมกับเด็กในเมือง โดยเฉพาะโลกอินเตอร์เน็ตที่จะทำให้เด็กค้นหาข้อมูลได้กว้างมากขึ้นที่ห้องสมุดของโรงเรียนไม่มี เพื่อจะได้ยกระดับคะแนน O-Net ให้สูงระดับประเทศ ดร.บุญรักษ์ กล่าว

ปฎิรูปการเรียนคณิต-วิทย์ ช่วยเด็กพื้นที่ห่างไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305332

ปฎิรูปการเรียนคณิต-วิทย์ ช่วยเด็กพื้นที่ห่างไกล

การเรียนวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, ปฎิรูปการศึกษา, เด็กด้อยโอกาส, เด็กพื้นที่ห่างไกล

รมว.ศึกษาธิการ เดินหน้ายกระดับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ แก่นร.ด้อยโอกาส หารือสสวท.จัดหาครูอาสาเก่งๆ นำโปรแกรมไปเพิ่มคุณภาพ ปฎิรูปการเรียน 2 วิชา

      ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้หารือร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)และ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เกี่ยวกับการยกระดับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ให้แก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลและเด็กด้อยโอกาส เมื่อเร็วๆ นี้นั้น นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า การดำเนินการเรื่องดังกล่าวต้องมีความเป็นรูปธรรม โดยเบื้องต้นได้วางแนวทางว่า สสวท.จะช่วยสนับสนุนในการยกระดับเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง เช่น การคัดเลือกครูอาสาเก่งๆไปช่วยสอน หรือ การนำโปรแกรมการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่มีคุณภาพลงไปให้เด็กเหล่านี้เรียนรู้เพิ่มเติม เป็นต้น นอกจากนี้ หลักสูตรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ อยากให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ไทยแลนด์ 4.0 เพราะเห็นได้ว่า ในต่างประเทศมีการปฎิรูปสองวิชาเหล่านี้อย่างเต็มที่ ซึ่งอยากวางรากฐานวิชาเหล่านี้ เพื่อให้เกิดการปฎิรูปการศึกษาอย่างแท้จริงเช่นกัน

“ผมเข้าใจดีว่าขณะนี้กำลังขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นจำนวนมากซึ่งการสอบเพื่อบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ทุกครั้งที่ผ่านมาพบแล้วว่า มีผู้ที่สอบได้ในสาขานี้จำนวนน้อยมาก ดังนั้น พยายามแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูในกลุ่มสาขาเหล่านี้อยู่โดยได้มอบเป็นนโยบายไปว่าภายในระยะเวลา 2 เดือนนี้ จะให้ สพฐ.รวบรวมข้อมูลโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล และโรงเรียนที่มีเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษา ที่ขาดครูในสาขาดังกล่าวว่ามีอยู่กี่แห่ง และต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่หากจะต้องส่งครูลงไปปฎิบัติหน้าที่” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ไทยขึ้นแท่นอันดับ 1 ของโลก!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305350

ไทยขึ้นแท่นอันดับ 1 ของโลก!!!

กล้องหน้ารถ, 3 ประโยชน์, ประโยชน์, photo in car

ไทยขึ้นแท่นอันดับ 1 ของโลกคนตายบนถนนมากสุด แพทย์ ตำรวจ ประสานเสียงหนุนมาตรการ“กล้องหน้ารถ” เกิดประโยชน์ 3 เด้ง ชงออกสติกเกอร์ “photo in car”

        ในการสัมมนาวิชาการระดับชาติ เรื่อง “ความปลอดภัยทางถนนครั้งที่ 13” ภายใต้แนวคิด ลงทุนเพื่อความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน (Invest for Sustainable Road Safety)เมื่อเร็วๆนี้ จึงได้มีการจัดเสวนาย่อย เรื่อง “social media กล้องหน้ารถ สมาร์ทโฟน ใช้อย่างไรเพื่อความปลอดภัยทางถนน” โดยนพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า ปี 2559 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนราว 22,000 ราย เฉลี่ยวันละ 50-60 ราย มีผู้ที่ไปเข้ารับการรักษาที่รพ.จากกรณีรถชน ประมาณ 1 ล้านคน กลายเป็นผู้พิการราว 6 หมื่นคนต่อปี และเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 เวบไซต์เวิล์ดแอตลาส ได้เปิดเผยว่าประเทศไทยมีอัตราตายบนท้องถนนอยู่ในอันดับ 1 ของโลก จากเดิมที่อยู่ในอันดับ 2 ลองจากประเทศลิเบีย ขณะที่รายงานล่าสุดกลับไม่มีชื่อประเทศลิเบียติดใน 30 อันดับแรก เนื่องจากมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบว่าภายในประเทศมีการสู้รบ จึงมีคนตายบนถนนมาก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขับขี่รถ จึงไม่นับรวมในกรณีนี้ เมื่อประเทศลิเบียหลุด ประเทศไทยที่อยู่อันดับ 2 จึงขยับขึ้นเป็นอันดับ 1 มีอัตราการตาย 36.2 ต่อแสนประชากร แต่องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ

   “การแก้ปัญหาเพื่อสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน มาตรการต่างๆที่ไทยดำเนินการมาเป็น 20 ปี เช่น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะคนไทยรู้ข้อกฎหมายว่าแบบไหนผิด แต่ก็ยังทำผิด ด้วยความย่ามใจ และเมื่อรัฐบาลประกาศนโยบายไทยแลนด์4.0 คำตอบในการลดอุบัติเหตุบนถนน คือ การติดกล้องหน้ารถให้ได้ 70-80 %ของรถในประเทศไทย โดยจะเป็นการส่งผลทางอ้อม ทำให้ผู้ขับขี่ไม่กล้าที่จะกระทำผิดบนถนนเพราะรู้ว่ามีกล้องหน้ารถคันอื่นจับภาพอยู่ แม้จะไม่โดนเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจจับ แต่จะโดนสังคมออนไลน์ประณาม ซึ่งหนักกว่า เพราะจะมีการสืบสางประวัติถึงตระกูล ฉะนั้นหากรถในไทยมีกล้องทุกคันเชื่อว่าพฤติกรรมคนที่ทำไม่ดีบนถนนจะลดลง”นพ.แท้จริงกล่าว

นพ.แท้จริง กล่าวอีกว่า การผลักดันเรื่องการติดกล้องหน้ารถเพราะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนถนน มูลนิธิฯเคยทำหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ท่านเห็นด้วยและให้เป็นนโยบาย โดยสั่งการใน 2 เรื่อง คือ มอบกระทรวงการคลังพิจารณาระบบภาษีที่จะช่วยให้คนไทยติดกล้องหน้ารถได้ และมอบดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในการหาวิธีให้ถือเป็นนโยบายลดอุบัติเหตุ ซึ่งนายกฯสั่งการตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2559 จนถึงปัจจุบันยังไม่มีใครสนองนโยบายนายกฯเลย

ด้านพล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 กล่าวว่า เมื่อเกิดเหตุบนท้องถนน ภาพและเสียงจากกล้องหน้ารถสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ หลักฐานจากคู่กรณีและจากพยานบุคคลอื่น นอกจากนี้ การติดกล้องยังก่อให้เกิดประโยชน์ 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ปกป้องตัวเองและครอบครัว เพราะพยานหลักฐานนี้โกหกไม่ได้และเชื่อถือได้มากกว่าคน 2.ช่วยเหลือคนอื่นๆในสังคม กรณีที่เกิดอุบัติเหตุบนถนน หากผูเขับขี่ติดกล้องและบันทึกเหตุการณ์ไว้ได้ สามารถนำมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นการปกป้องคนดี ไม่ให้เป็นจำเลย โดยเฉพาะปัจจุบีนมีการชนแล้วหนีจำนวนมาก หากไม่มีหลักฐานก็เอาผิดไม่ได้ ทำให้คนชั่สลอยนวล และ3.เมื่อรถทุกคันติดกล้อง ก็จะเป็นการป้องปรามไม่ให้คนทำผิด เพราะรู้ว่าหากทำกล้องก็จะถ่ายไว้ จึงควรมีส่งเสริมให้ติดสติกเกอร์ photo in car เหมือนกับที่มี baby in car เพื่อให้คนรู้ว่ารถคันนี้มีกล้องติดไว้ ทำให้คนไม่กล้าทำผิด เป็นการกระตุ้นเตือนกระตุกความคิดผู้ที่คิดจะทำผิด

ชูหลักสูตร“ภัยยาสูบ”ป้องกันวัยรุ่นสูบบุหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305361

ชูหลักสูตร“ภัยยาสูบ”ป้องกันวัยรุ่นสูบบุหรี่

ผุดหลักสูตรภัยบุหรี่, ป้องกันนักสูบหน้าใหม่, ภัยยาสูบ

 มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เผยหากไม่เน้นย้ำให้การศึกษาถึงพิษภัยและอันตรายของยาสูบแก่นักเรียนระดับมัธยม ส่งผลให้การสูบบุหรี่ของเยาวชนไทยไม่ลดลง

     มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ติดตามผลการศึกษาประเด็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีการห้ามจำหน่ายบุหรี่แก่เด็กและเยาวชน ซึ่ง EURO Monitor Internationalมีการวิจัยและวิเคราะห์ออกมาแล้วว่า หากไม่เน้นย้ำให้การศึกษาถึงพิษภัยและอันตรายของยาสูบแก่นักเรียนระดับมัธยม ส่งผลให้การสูบบุหรี่ของเยาวชนไทยไม่ลดลง

      สำหรับEURO Monitor Internationalซึ่งรับทำการวิจัยและวิเคราะห์แนวโน้มตลาดบุหรี่ของประเทศไทยปรากฏว่า ยอดจำหน่ายบุหรี่ในประเทศไทยแทบไม่ลดลงเลย นับจากมีการขึ้นภาษีเมื่อ ค.ศ. 2016

     เนื่องจากผู้เสพหันไปสูบบุหรี่ราคาถูก ที่บริษัทบุหรี่ผลิตออกมาทำการตลาดหลังขึ้นภาษี และมีการคาดการณ์อัตราการเติบโตของตลาดขายปลีกลดลงเพียงเล็กน้อย ส่วนอัตราการเติบโตของการลงทุน (CAGR)จะลดลงเฉลี่ยแค่ร้อยละหนึ่งต่อปีจนถึง ค.ศ.2021

     ทั้งนี้ การสูบบุหรี่ของประชากรกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะวัยรุ่น ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง หลังพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้ เนื่องจากร้านค้าขนาดเล็กส่วนใหญ่ ไม่มีการขอดูหลักฐานเพื่อยืนยันอายุที่แท้จริงของผู้ซื้อที่อายุน้อย และจากการที่ประเทศไทยยังขาดการให้การศึกษาถึงพิษภัยของการสูบบุหรี่ในกลุ่มนักเรียนระดับมัธยม

     ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า มูลนิธิฯ มีความพยายามเสนอและผลักดันให้มีการบรรจุเนื้อหาพิษภัยและอันตรายของการสูบบุหรี่ ในหลักสูตรการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนมาโดยตลอด แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

     ขณะเดียวกัน มูลนิธิฯจัดกิจกรรมมากมายเชิญชวนและร่วมกับโรงเรียนต่างๆ ทำโครงการ“โรงเรียนปลอดบุหรี่”เพื่อให้เป็นพื้นที่เขตปลอดบุหรี่ตามกฎหมาย โดยให้นักเรียนมีส่วนในกิจกรรมรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ทั้งร่วมกันพัฒนาคู่มือการเรียนการสอนพิษภัยยาสูบสำหรับคุณครูนำไปใช้ แต่ยังมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการไม่มากนัก

      เนื่องจากขาดการสนับสนุนด้านนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ จึงใคร่ขอเรียกร้องต่อกระทรวงศึกษาธิการกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจน ให้มีการบรรจุการเรียนการสอนเรื่องพิษภัยยาสูบในชั้นเรียนระดับต่าง ๆ เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนไทยจากการเสพติดบุหรี่

     ทั้งนี้ อัตราการสูบบุหรี่ของเด็กไทยอายุ 13-15 ปี เพศชายเท่ากับ 20.1% เพศหญิง 3.8% สูงเป็นอันดับที่สามในกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากอินโดนีเซียที่เพศชายเสพเท่ากับ 41% เพศหญิง 3.5% และมาเลเซีย เพศชายสูบเท่ากับ 30.9% และเพศหญิงเท่ากับ 5.3% โดยอัตราการสูบบุหรี่ของเยาวชนไทยไม่ได้ลดลงใน 20 ปีที่ผ่านมา

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305373

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

วันชาติไทย, เปิดโลกการศึกษามุสลิม

 การจัดงานวันชาติของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร เป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยด้วยกัน และให้แขกที่มาร่วมงานได้สัมผัสกับความเป็นไทย

       การจัดงานวันชาติของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร เป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยด้วยกันและการเปิดโอกาสให้คนไทยที่มีความสามารถในเรื่องความเป็นไทย เช่นอาหารคาวหวาน และเครื่องดื่มที่เน้นความเป็นไทยเป็นหลัก

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ กล่าวว่าการจัดงานวันชาติที่ทำเนียบสามารถเน้นความเป็นไทยตั้งแต่ประตูเข้ามาจนสู่บริเวณงาน ซึ่งจะทำให้แขกที่มาแขกที่มาร่วมงานทั้งต่างชาติและพี่น้องคนไทยได้สัมผัสกับความเป็นไทย ทั้งรูปแบบของงาน อาหาร เครื่องดื่มและการแต่งกายแบบไทย และรู้สึกอบอุ่นด้วยมิตรภาพของคนไทยในดินแดนไทยอันน้อยนิดแห่งนี้ เหมือนเราได้อยู่ในประเทศไทยของเราเอง

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

    หลังงานเสร็จสิ้นเราได้เห็นความเก่งความสามารถที่หลากหลายของคนไทยเรา ที่ทำให้งานวันชาติออกมาดี จนแขกระดับประเทศต้องตะลึงถึงความเป็นไทยตั้งแต่เริ่มเดินเข้ามายังประตูที่มีท่านเอกอัครราชทูตและข้าราชการรอรับอยู่หน้าประตูใหญ่ เพราะที่นี่คือ “ดินแดนไทยในอียิปต์” ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

     โดย เมื่อวันจันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2560 เวลา 18.30- 22.00 นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ได้เป็นประธานจัดงานเนื่องในโอกาสวันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร งานวันชาติไทยและวันพ่อแห่งชาติ ที่ทำเนียบเอกอัครราชทูต ณ กรุงไคโร

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

      โดยมีคณะทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ บุคคลสำคัญจากส่วนราชการและภาคเอกชนของอียิปต์ พร้อมทั้งชาวไทยและนักศึกษาในอียิปต์ เข้าร่วมงานประมาณ 300 คน เอกอัครราชทูตฯ ได้กล่าวเปิดงานโดยย้ำว่านอกจากชาวไทยจะเฉลิมฉลองโอกาสสำคัญข้างต้นแล้ว สหประชาชาติยังกำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม เป็นวันดินโลกอีกด้วยเพื่อเทิดพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ในฐานะที่พระองค์ทรงมีผลงานเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพดินที่ได้รับการยกย่องไปทั่วโลก

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

      ทั้งผลงานด้านทฤษฎีใหม่ซึ่งเน้นการจัดการที่ดินการเกษตรเพื่อคงความสมบูรณ์ของดินและป้องกันเกษตรกรจากความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร หญ้าแฝกซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการพังทลายของดิน และโครงการแกล้งดินซึ่งใช้เทคนิคสมัยใหม่ช่วยแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวในพื้นที่ลุ่ม โดยในตอนท้ายเอกอัครราชทูตได้เชิญชวนให้ผู้เข้าร่วมงานดื่มถวายพระพรสมเด็จพระมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยพร้อมเพรียงกันด้วย

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

 งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

งานในวันนี้แบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงสำหรับแขกต่างชาติเริ่มเวลาหนึ่งทุมและช่วงที่สองสำหรับคนไทยเริ่มเวลาสองทุ่มเป็นต้นไป ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงสองบรรยากาศในงานเดียวกันจากชุดเสื้อสูทของแขกต่างประเทศ มาเป็นชุดไทยในแบบฉบับของคนไทย ย้อนยุคได้ดีมากจริงๆ เป็นอีกปีที่ประทับใจของการจัดงานวันชาติในปีนี้ มาฟังความประทับใจส่วนหนึ่งของคนไทยที่ผมได้คัดเลือกตัวแม่มาให้รู้จัก

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

วรรณภา วงษ์คำ หรือ จ่าน่า สาวหมอนวดแผนโบราณฝีมือดี ที่อยู่อียิปต์มาหลายสิบปี บอกว่า งานวันชาติปีนี้เป็นปีที่สวยงามทั้งอากาศที่เย็นสบาย พี่น้องคนไทยที่มาร่วมงานก็ร่วมกันแต่งชุดไทย และที่สำคัญที่สุดจัดงานวันชาติในดินแดนไทย อาหาร เครื่องดื่มของไทยหมดเลย รู้สึกปลื้มและรู้สึกดีมากที่ท่านเอกอัครราชทูตไทยในกรุงไคโรและข้าราชการไม่ทอดทิ้งพวกเราชาวไทยและให้โอกาสดีๆร่วมงานอยู่เสมอ

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

ภัทรภร แซ่โง้ว หรือ หนึ่ง บอกได้คำเดียวเลยว่าเป็นการจัดงานที่สวย สมเกียรติที่สุด มีความเป็นไทยในต่างแดนเหมือนอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่ย่างเข้ามาในงาน มีอาหารและเครื่องดื่มไทยไว้ต้อนรับแขกทั้งชาวต่างชาติและไทย งานค่ำคืนนี้เหมือนเป็นการประกาศความเป็นไทย ชาติไทยให้แขกต่างชาติได้รับรู้เป็นอย่างดี ปลื้มในความเป็นคนไทยมากมายจริงๆ ต้องขอบคุณท่านเอกอัครราชทูตและข้าราชการที่จัดให้มีงานดีๆแบบนี้และไม่ลืมคนไทยที่อยู่ในอียิปต์ขอบคุณแทนคนไทยทุกคนด้วยค่ะ

 

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์

อานีซะห์ ฤทธิ์โต หรือ กะปุก นักศึกษา ม.อัลอัซฮัร ทำหน้าที่ตากล้องในวันงาน ปีนี้กดชั๊ตเตอร์จนมือเจ็บไปเลย เนื่องจากแสง สีของการเตรียมงานและการแต่งกายของแขกที่มาร่วมงานโดยเฉพาะคนไทยในปีนี้ สวยเด่นกว่าทุกปีที่ผ่านมา รู้สึกดีมากมายที่เห็นพี่น้องคนไทยมาร่วมงาน มีการทำอาหารหลากหลายชนิด เห็นแขกต่างชาติทานอาหารไทยแล้วรู้สึกปลื้มมากมาย ต้องขอบคุณท่านเอกอัครราชทูตและเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตที่จัดงานให้ออกมาแบบไทยๆ รู้สึกเหมือนอยู่ในประเทศไทยจริงๆ

งานวันชาติ ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์


สธ.ชื่นชมพยาบาลช่วยชีวิตผู้ป่วยก่อนเข้าพิธีวิวาห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305356

สธ.ชื่นชมพยาบาลช่วยชีวิตผู้ป่วยก่อนเข้าพิธีวิวาห์

นางสาว สุภาวิตา ทองใหญ่ หรือน้องเบ, โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี, พยาบาลช่วยผู้ป่วยก่อนวิวาห์, เข้าพิธีวิวาห์

กระทรวงสาธารณสุข ชื่นชมพยาบาลสาวที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยหมดสติ  แม้ในขณะที่กำลังแต่งหน้าเตรียมเข้าพิธีแต่งงาน

      นายแพทย์โอภาส  การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะโฆษกกระทวงสาธารณสุขให้สัมภาษณ์ว่า นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอแสดงความยินดีและชื่นชมเป็นอย่างมากกับพยาบาลสาวที่กำลังเตรียาตัวเข้าพิธีแต่งงาน

     โดยเห็นชีวิตผู้ป่วยสำคัญกว่า ซึ่งต่อมาทราบชื่อว่านางสาว สุภาวิตา ทองใหญ่ หรือน้องเบพยาบาลวิชาชีพประจำอยู่หอผู้ป่วยแผนกศัลยกรรมประสาทชาย โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี  ซึ่งขณะที่เธอกำลังแต่งหน้าอยู่ที่ร้านนั้นได้มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพ-กู้ภัย   อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช มารับตัวผู้ป่วยวิกฤตฉุกเฉินชาวไทย อายุ 60 ปี นอนแน่นิ่ง แขนขาเกร็ง  ไม่รู้สึกตัว

     จึงได้ขอเข้าไปช่วยเหลือ ได้กดหน้าอก เพื่อกระตุ้น และเรียกอยู่หลายครั้งผู้ป่วยก็ไม่ตอบสนองและ จากการตรวจเบื้องต้นพบว่า ชายดังกล่าวมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ ชีพจรเต้นเร็วความดันสูง    ซักประวัติจากญาติทราบว่าพบมีหลายโรคผู้ป่วยเป็นลมชักเกร็ง

      เนื่องจากพักผ่อนน้อยมีสภาวะเครียดจากโรคประจำตัว จึงให้การปฐมพยาบาลไปตลอดทางด้วยการให้อ๊อกซิเจน ดูอาการอย่างใกล้ชิด ขณะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ทำให้ผู้ป่วยปลอดภัย

      นายแพทย์โอภาสกล่าวว่า ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างดีๆที่เกิดขึ้น  ขอชื่นชมในการทำหน้าที่ ด้วยจิตบริการ ที่พร้อมช่วยเหลือผู้ป่วยให้รอดพ้นจากการเสียชีวิต แม้จะไม่ใช่ในเวลาและสถานที่ที่ต้องทำงาน

       นับเป็นตัวแทนของวิชาชีพ ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นที่ชื่นชมของผู้พบเห็นและทราบข่าว  โดยทางกระทรวงสาธารณสุขจะได้ส่งจดหมายแสดงความชื่นชมและขอบคุณไปยังพยาบาลท่านนี้ต่อไป

โพลล์ชี้เผย 5 เหตุผลธำรงวินัยรุนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/305353

โพลล์ชี้เผย 5 เหตุผลธำรงวินัยรุนแรง

ธำรงวินัย, สยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์  เผย 5 เหตุผลธำรงวินัยรุนแรง

สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ (STC) แถลงผลการสำรวจ “การธำรงวินัย” วันที่ 3- 8 ธันวาคม 1,190คนเผย 5 เหตุผลธำรงวินัยรุนแรง

      ศ. ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน ประธานกรรมการอาวุโสสำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC) แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับคำว่า “การธำรงวินัย” สำรวจระหว่างวันที่ 3 ถึง 8 ธันวาคม พ.ศ. 2560 จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,190 คน

      การธำรงวินัย หมายถึง การดำรงตนหรือการฝึกตนให้อยู่ในระเบียบวินัยและปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่างๆ อย่างเคร่งครัด ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่เข้าศึกษาและรับการฝึกเพื่อเตรียมตัวไปเป็นทหารหรือรั้วของชาติซึ่งต้องเป็นผู้ที่มีความพร้อม ความอดทน และความแข็งแกร่งทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ดังนั้น “การธำรงวินัย” จึงถือเป็นแบบแผนสำคัญส่วนหนึ่งในการฝึกความมีระเบียบวินัย

    แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีข่าวปรากฏอยู่เป็นระยะๆ เกี่ยวกับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัดหรือถึงแก่ความตายโดยคาดว่าอาจเกิดจากการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุ

      ทั้งนี้ ทุกครั้งที่มีข่าวทำนองนี้ปรากฏขึ้นจะกลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้คนในสังคมซึ่งต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางรวมถึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุ

      ขณะเดียวกันผู้คนอีกส่วนหนึ่งได้แสดงความห่วงใยถึงปัญหาการออกคำสั่งธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุและได้ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จากประเด็นดังกล่าว สำนักวิจัยสยามเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโพลล์จึงได้ทำการสำรวจความคิดเห็นและทัศนคติของประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับคำว่า “การธำรงวินัย”

      จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเพศหญิงร้อยละ 50.59 และเพศชายร้อยละ 49.41 สามารถสรุปผลได้ดังนี้ ในด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “การธำรงวินัย” กลุ่มตัวอย่างเกือบหนึ่งในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 30.92 ระบุว่าตามความเข้าใจของตนเอง คำว่า “การธำรงวินัย” หมายถึง “การฝึกฝนให้มีระเบียบวินัยโดยการปฏิบัติตามการออกคำสั่งของหัวหน้า/ผู้บังคับบัญชา”

      รองลงมาให้ความหมายว่า “การฝึกให้มีความอดทนอดกลั้นโดยการทำกิจกรรมต่างๆเพิ่มเติมจากสิ่งที่ต้องทำเป็นกิจวัติประจำวัน” คิดเป็นร้อยละ 24.96 ขณะที่กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 16.81 ระบุว่าตามความเข้าใจของตน คำว่า “การธำรงวินัย” หมายถึง “การฝึกความสามัคคีและความพร้อมเพียงโดยการทำกิจกรรมตามคำสั่งของหัวหน้า/ผู้บังคับบัญชาพร้อมๆกันเป็นกลุ่ม” กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 12.86 ระบุความหมายตามความเข้าใจของตนว่า “การฝึกความแข็งแกร่งทั้งด้านร่างกายและจิตใจ”

     อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างที่เหลือมีความเข้าใจว่า “การธำรงวินัย” คือ “การลงโทษด้วยวิธีการรุนแรง/ผิดธรรมชาติเมื่อกระทำความผิด” และ “การใช้กำลังทำร้ายร่างกายข่มขู่คุกคามให้กลัว” ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 7.14 และร้อยละ 5.63 ตามลำดับ และกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 1.68 ระบุความหมายอื่นๆ

      ในด้านความคิดเห็นต่อการธำรงวินัยนั้น กลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 52.35 เห็นด้วยว่าการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้องจะช่วยเพิ่มความมีระเบียบวินัยของนักเรียนทหารได้จริง ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 50.84 เห็นด้วยว่าการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้องจะช่วยให้นักเรียนทหารโตไปเป็นทหารอาชีพที่มีศักยภาพทางด้านร่างกายและจิตใจได้ในอนาคต

      นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่แต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งซึ่งคิดเป็นร้อยละ 48.82 เห็นด้วยว่าการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่เหมาะสมถูกต้องจะช่วยปรามมิให้นักเรียนทหารกระทำความผิดซ้ำได้อีก

          อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสามในสี่หรือคิดเป็นร้อยละ 76.05 เชื่อว่าในปัจจุบันยังคงมีการธำรงวินัยกับนักเรียนทหารโดยนักเรียนรุ่นพี่ด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุเป็นปกติ

     สำหรับสาเหตุสำคัญสูงสุด 5 อันดับที่นำไปสู่การธำรงวินัยนักเรียนรุ่นน้องด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุของนักเรียนรุ่นพี่ได้แก่ ความกดดันที่เคยถูกกระทำแบบเดียวกันจากรุ่นพี่ก่อนหน้าคิดเป็นร้อยละ 84.45 ความคึกคะนองตามวัยคิดเป็นร้อยละ 82.27 ไม่มีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำคิดเป็นร้อยละ 79.5 ไม่มีผู้บังคับบัญชา/หัวหน้าควบคุมขณะกระทำการคิดเป็นร้อยละ 76.81 และขาดความรู้ความเข้าใจในวิธีการคิดเป็นร้อยละ 74.79

     ในด้านความคิดเห็นต่อปัญหาการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 70.59 เห็นด้วยว่าการธำรงวินัยด้วยวิธีการไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุจะทำให้นักเรียนที่ถูกลงโทษกลายเป็นคนเก็บกดก้าวร้าวได้ในอนาคต

      ขณะที่กลุ่มตัวอย่างประมาณสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 66.72 มีความคิดเห็นว่าหากมีการลงโทษอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ออกคำสั่งธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมรุนแรงเกินกว่าเหตุจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุได้

      ส่วนกลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 69.75 มีความคิดเห็นว่าหากมีการลงโทษอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่ออกคำสั่งธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสมรุนแรงเกินกว่าเหตุจะมีส่วนช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อทหารให้มากขึ้นได้

      นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างมากกว่าสองในสามหรือคิดเป็นร้อยละ 67.82 และร้อยละ 67.48 มีความคิดเห็นว่าหากมีการกำหนดหลักเกณฑ์/วิธีการ/ขั้นตอนปฏิบัติในการธำรงวินัยที่ชัดเจนและหากมีการออกข้อบังคับห้ามมิให้นักเรียนรุ่นพี่มีสิทธิ์ออกคำสั่งธำรงวินัยนักเรียนรุ่นน้องจะมีส่วนช่วยลดปัญหาการธำรงวินัยด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม/รุนแรงเกินกว่าเหตุได้ตามลำดับ