ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282108

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282108

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282103

ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้คุยกันถึงเรื่องโรคไตในสุนัขและแมวกัน ท่านผู้อ่านคงได้ความรู้พื้นฐานเรื่องโรคไต อาการ และสาเหตุกันไปพอสมควรแล้ว สัปดาห์นี้เรามาคุยกันถึงวิธีการรักษาและการป้องกันโรคนี้กันครับ
การรักษาโรคไตวายนั้น ทั้งในทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ ไม่มียาที่ใช้จำเพาะ แต่เราจะพยายามช่วยให้ไตพักการทำงาน ให้ไตทำหน้าที่ได้โดยใช้พลังงานน้อยที่สุด ให้สารหรือฮอร์โมนที่ขาดทดแทน ภาพรวมจะเป็นการรักษาตามอาการ รักษาแบบพยุงและบำรุงร่างกาย ได้แก่
การให้สารน้ำ (น้ำเกลือ) แก่สัตว์ (ทางเส้นเลือดดำหรือทางใต้ผิวหนัง) เนื่องจาก สัตว์ป่วยเป็นโรคไตมีสภาพการขาดนํ้า ดังนั้นจำเป็นต้องทำให้สัตว์ได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอก่อน เพื่อเพิ่มการขับของเสียออกไป แต่การให้น้ำเกลือนี้ สัตวแพทย์จะพิจารณาอย่างละเอียด เพราะในภาวะไตระยะเฉียบพลัน สัตว์อาจปัสสาวะออกมาน้อย หากให้น้ำเกลือไปมากๆ โดยสัตว์ขับปัสสาวะออกมาน้อยหรือไม่ปัสสาวะเลย ก็จะเป็นสาเหตุให้มีน้ำในร่างกายเกิน เกิดอาการบวมน้ำ หรือเกิดอาการนํ้าท่วมปอดได้
การให้ยาอื่นที่จำเป็น เช่น ยาปฎิชีวนะ เพื่อควบคุมการติดเชื้อ ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ยาบำรุงต่างๆ และอาจมีการให้ฮอร์โมน เพราะมีภาวะโลหิตจาง เนื่องจากสุนัข และแมวที่เป็นโรคไตวายเรื้อรังจะขาดฮอร์โมนที่สร้างจาไต ชื่อ Erythropoietin (Epo) ฮอร์โมนนี้จะมีฤทธิ์ไปกระตุ้นให้ไขกระดูกสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้นสัตว์ที่ขาดฮอร์โมนนี้จึงมักจะมีปัญหาเรื่องโรคโลหิตจางร่วมด้วย

การให้นํ้ามันปลา (Fish oil) ก็จะช่วยลดขบวนการอักเสบที่ไต และทำให้สารเคมีที่เกิดจากขบวนการอักเสบ และเป็นพิษต่อไตลดลง
การให้ยาลดความดัน ในกลุ่ม Angiotensin Converting Enzyme (ACE) inhibitor จะช่วยลดความดันในหลอดเลือดที่ไต และช่วยชะลอความรุนแรงของโรคไตวายได้
การให้ยาในกลุ่มแอลฟาคีโทแอซิด เช่น คีโทสเทอริล(Ketosteril)จะช่วยลดการสร้างยูเรียซึ่งเป็นของเสีย ซึ่งเป็นการช่วยทางอ้อม
อาจมีการให้ วิตามิน E และ C ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และการให้ ยาบำรุงเลือด โดยเฉพาะ การจัดการอื่นๆ เช่น ให้อาหารโปรตีนตํ่า เพื่อลดของเสียลง เป็นต้น
สุนัขที่เป็นโรคไต ควรกินอาหารเฉพาะของโรคไต หรืออาหารที่มีโปรตีนตํ่า (โปรตีนที่ได้รับ ผมแนะนำว่าควรเป็นจากไข่ขาวและปลาน้ำจืด)การกินอาหารที่มีโปรตีนสูงจะเร่งการสร้างยูเรีย ทำให้ของเสียในร่างกายยิ่งมีมากขึ้น โดยเฉพาะกรดอะมิโนบางตัวในโปรตีนจะมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ไต จะเพิ่มอัตราการกรองของไต ทำให้ภาวะไตวายมีอาการรุนแรงขึ้น
เมื่อได้รับการรักษาจนดีขึ้นแล้ว สัตว์ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังอาหารโปรตีน และสภาพน้ำในร่างกาย และทำการตรวจเลือดเพื่อเช็คสุขภาพเป็นระยะ เพื่อเฝ้าระวังการเสื่อมของไต มีการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะเป็นระยะ เพื่อดูการทำหน้าที่ของไตและสภาวะน้ำในร่างกาย และที่สำคัญต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการให้อาหารที่มีเกลือต่ำ รวมถึงพิจารณาการให้ยา โดยเฉพาะยาที่ขับออกทางไตอีกด้วย
อยากเรียนย้ำว่า โรคไตวายเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายเป็นปกติได้ หรือโอกาสเป็นปกติค่อนข้างน้อย ดังนั้น การป้องกัน จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด การให้ยาต่างๆ และการเลือกอาหารจึงมีความสำคัญมาก อาหารที่สะดวกต่อเจ้าของและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เช่น ตับไก่ย่างรสเด็ดและปลาทูรสเลิศที่ขายเป็นเข่งนั้น ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับสุนัขและแมว ผมไม่ได้หมายความว่า ตับไก่ย่าง หรือ ปลาทูนึ่ง จะเป็นของไม่ดี แต่อยากให้พิจารณาว่าสารปรุงรสและของเสียที่ตกค้างอยู่ในอาหารเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ต้องระวัง เรื่องการปรุงอาหารให้มีรสชาติจัดจ้านตามที่เจ้าของชอบนั้นเพราะคิดว่าสุนัขและแมวจะชอบด้วยนั้น ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เนื่องจากสุนัขและแมวเลือกอาหารที่ กลิ่น มากกว่ารสชาติครับ ดังนั้นหากให้อาหารสดแล้ว การอุ่นอาหาร ให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย จะช่วยให้อาหารมี กลิ่น ที่ชวนให้สุนัขและแมวกินได้ดีขึ้นครับ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282107

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282122

สยามไดกิ้นเซลส์ ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศชั้นนำระดับโลก จากประเทศญี่ปุ่น ร่วมสนับสนุนวอลเลย์บอลทีมชาติไทย เปิดตัวแคมเปญ “ทุกลมหายใจ…เชียร์ไทยแลนด์” สร้างความสุขให้คนไทยร่วมเชียร์นักตบทีมชาติไทยก้าวสู่โอลิมปิก ปี 2020
มร.ฮิโตชิ ทานากะ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “ยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุนนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทย สู่เส้นทางการแข่งขันระดับโลกในกีฬาโอลิมปิก ที่ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2020 ภายใต้แคมเปญ “ทุกลมหายใจ…เชียร์ไทยแลนด์” โดยจัดให้มีพิธีลงนามสัญญาการเป็นผู้สนับสนุนวอลเลย์บอลทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการในวันนี้ เพื่อสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการด้านต่างๆ พร้อมสร้างความสุขให้กับคนไทยได้ร่วมเชียร์นักตบทีมชาติไทย เพราะเราเชื่อว่า กำลังใจ คือ สิ่งสำคัญ และเป็นพลังยิ่งใหญ่ให้กับนักกีฬาทุกคน ในการฝึกซ้อมพัฒนาตนเองเต็มศักยภาพ และทุ่มเทเต็มกำลังในทุกการแข่งขัน ซึ่งเราภูมิใจที่โลโก้ของไดกิ้น จะได้ขึ้นไปอยู่บนชุดของทีมชาติไทย ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงศักยภาพของคนไทยให้ชาวโลกเห็น”

ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ที่จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ไดกิ้นในการให้ความสำคัญด้านกีฬาและส่งเสริมให้ทัพนักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยทุกคนเกิดการพัฒนา ให้มีความแข็งแกร่ง โดดเด่น และมีความพร้อมที่จะก้าวสู่การแข่งขันในมหกรรมกีฬาระดับโลกใน 3 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังจะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน หันมาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีความสนใจกีฬาวอลเลย์บอลและพัฒนาศักยภาพ จนก้าวสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพ หรือรับใช้ชาติในโอกาสต่อไปอีกด้วย
ที่ผ่านมา สยามไดกิ้นเซลส์ได้สนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬามาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้สนับสนุน “Bangkok Bank CycleFest” โปรแกรมการแข่งขันจักรยานสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกของเมืองไทย ระหว่างวันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2560 ณ สยาม คันทรี คลับ พัทยา จ.ชลบุรี

ด้าน สมพร ใช้บางยาง นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทย กล่าวว่า นักกีฬาวอลเลย์บอลทีมชาติไทยมีความสามารถและมีศักยภาพจนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ได้รับใช้ชาติในการแข่งขันรายการสำคัญ ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก จนเกิดกระแสความนิยมกีฬาวอลเลย์บอลขึ้นอย่างกว้างขวาง ทั้งยังมีประชาชนคนไทย ติดตามข่าวสารส่งแรงใจ และติดตามเชียร์ทีมไทยสม่ำเสมอ
“สมาคมฯ ได้วางแนวทาง โดยมุ่งเน้นให้ทีมนักกีฬา โดยเฉพาะทีมหญิงรักษาผลงานด้วยมาตรฐานให้คงเดิม ขณะที่ทีมอื่นๆ ก็ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้น วันนี้ได้เห็นทั้งภาครัฐและเอกชน ยื่นมือเข้ามาให้การส่งเสริมสนับสนุน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ทำให้สมาคมฯ สามารถเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนานักกีฬาอย่างเต็มที่ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถให้ไปยืนแถวหน้าของเอเชีย ผ่านการแข่งขันรายการที่สำคัญ ทั้งการส่งนักกีฬาเข้าร่วม และการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ให้นักกีฬาของเราได้ประลองฝีมือกับทีมระดับโลก เพื่อเป็นบันไดก้าวสูงสู่การลงชิงชัยในมหกรรมกีฬาครั้งสำคัญของโลก ในกีฬาโอลิมปิกในปี 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งผมเชื่อมั่นว่า สิ่งที่คนไทยทุกคนฝัน จะเป็นจริงได้ด้วยแรงหนุนเสริมจากทุกภาคส่วนและด้วยกำลังใจจากพี่น้องคนไทยทุกคน” นายกสมาคมกีฬาวอลเลย์บอลฯ กล่าวปิดท้าย




ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282111

“ความลับหลังม่านไม้ไผ่” ที่มีความหมายถึงเรื่องราวต่างๆ ในแผ่นดินจีน แม้ทุกวันนี้จะถูกเปิดเผยออกมาสู่โลกภายนอกมากมาย แต่ดูเหมือนก็ยังมี เรื่องราวที่ยังไม่กระจ่าง และยังเป็นความต้องการอยากรู้อยากเห็นของคนนอกแผ่นดินจีนอีกไม่น้อย
“กรงเล็บมังกรแสนยานุภาพและบทบาทของกองทัพจีน” เขียนโดย “ศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ” จำหน่ายในราคา 200 บาท เป็นเรื่องราวในสถานการณ์ปัจจุบันที่สถานภาพของจีนเปลี่ยนแปลงไปมากมายมหาศาลเมื่อเปรียบเทียบกับ 40 กว่าปีที่แล้วที่จีนกับไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน
ในหนังสือเล่มนี้ ทำให้เราทราบว่าสาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังทวีบทบาททั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหาร จีนเป็นรัฐที่เข้มแข็งทางการเมือง เนื่องจากมีผู้นำที่เข้มแข็งคือ “สีจิ้นผิง” เศรษฐกิจของจีนยิ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา มีเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากที่สุดกว่า 3,200 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนความเข้มแข็งทางการทหารก็ได้พัฒนากองทัพให้ทันสมัย โดยปฏิรูปโครงสร้างกองทัพอย่างยิ่งใหญ่มโหฬารเมื่อเดือนธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา
ข้อมูลต่างๆ ใน “กรงเล็บมังกร แสนยานุภาพและบทบาทของกองทัพจีน” เล่มนี้ มาจากงานวิจัย เชิงประยุกต์เพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับจีน โดยเฉพาะด้านกองทัพจีน ทั้งในเรื่องของโครงสร้าง พัฒนาการ สู่ความทันสมัย ทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ และทางขีปนาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งวิเคราะห์บทบาทของกองทัพจีนต่อกิจการต่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ และแสนยานุภาพของกองทัพจีนต่อความมั่นคงในเอเชีย เพื่อท้าทายความเคลื่อนไหวของเรือสหรัฐอเมริกา ที่ชอบอ้างเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจของโลก
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน ผู้เขียนได้ อ้างถึงแนวทางที่เราเคยคิดกันว่า จะเป็นเพียง “เฝ้ามอง ไม่ตระหนก มั่นคงในจุดยืน เผชิญสถานการณ์อย่างสงบ ไม่แสวงหาความเป็นใหญ่” เมื่อมาถึงวันนี้ เราคงต้อง เพิ่มความรู้สึกบางอย่างให้ปรากฏถึงการต้องแสดงบทบ้างในยุคของจีนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างไม่ลืมหูลืมตา
หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแค่จะให้เรารู้ความลับหลังม่านไม้ไผ่เท่านั้น แต่ยังทำให้เราต้องตระหนักด้วยว่าจะทำตัวอย่างไรกับสิ่งที่กำลังอยู่หลังม่านไม้ไผ่ที่โลกทุกภาคส่วนกำลังจับตามอง

ความรักของ‘ซอมบี้’กับหญิงที่หลงรัก
จะเป็นไปได้แค่ไหนกับคนสองโลก
“รักเปื่อย” (ฉบับปรับปรุงใหม่) เขียนโดย “คงเดช จาตุรันต์รัศมี” คือเรื่องของผู้ชายติ๋มๆ ที่มีโลกส่วนตัวสูง และโลกของเขาก็คือการทำฟิกเกอร์โมเดล ที่เปรียบเสมือนการสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมา แต่แล้ววันหนึ่งโลกใบเล็กของเขาก็ถูกสั่นคลอนด้วยผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาตกหลุมรัก แต่โชคชะตาเล่นตลกให้เขาต้องประสบอุบัติเหตุตายหลังจากช่วยเหลือคนรักไว้ได้ เบื้องหลังความตายเขากลายเป็นซอมบี้ที่อยู่ใต้ดิน เขาหาหนทางกลับขึ้นมาบนโลกอีกครั้งเพื่อบอกรัก แม้นั่นจะต้องแลกมาด้วยร่างกายที่จะเน่าเปื่อยเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมก็ตาม ประเด็นของเรื่องจึงอยู่ที่ว่าเขาสามารถสานสัมพันธ์กับคนรักหลังความตายได้หรือไม่ จำหน่ายเล่มละ 359 บาท

ความรักของคนวัยแรกรุ่น
เส้นทางที่เลือกได้ระหว่างทุกข์หรือสุข
“มหารัก” เป็นเรื่องความรักของคนในวัยศึกษา เขียนโดย “Darin” กล่าวถึงความรักของเด็กวัยรุ่น ที่มองความรักอย่างบริสุทธิ์ ยังต้องการความสุข และความสมหวังที่หัวใจปรารถนา เมื่อทั้งสองได้มาเจอกัน สัมพันธภาพแห่งความรักก็เกิดขึ้น ในนิยายรักเรื่องนี้ ทำให้ผู้อ่านได้เห็นว่า ความสุขเป็นความปรารถนาของคนทุกคน และความรักเป็นความฝันของคนวัยหนุ่ม-สาว ซึ่งความสัมพันธ์อันเกิดจากความรักจะสุขหรือทุกข์ย่อมขึ้นอยู่กับมุมมองของคนแต่ละคน ที่ทุกคนสามารถเลือกที่จะให้มันเกิดขึ้นมาอย่างที่ตัวเองต้องการได้ หนังสือเรื่องนี้ เป็นนิยายขนาดยาว ซึ่งตอนนี้วางตลาดเป็นเล่มที่สองแล้ว ในราคาจำหน่ายเล่มละ 280 บาท

4.0 ยุคที่คนไทยสามารถสร้างตัวด้วยโลกออนไลน์
ความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิด
ผลจากการประกาศให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุค 4.0 ยุคแห่งการเติบโตด้วยเทคโนโลยี ทำให้การเติบโตของโลกออนไลน์กระจายสู่สังคมไปทั่วประเทศ นิตยสาร “สารคดี” ได้นำเสนอเรื่องราวของ โลกออนไลน์ ที่เปลี่ยนให้คนมากมายก้าวเข้าสู่ความสำเร็จอย่างคาดไม่ถึง โลกออนไลน์กลายเป็นช่องทางสำคัญของอาชีพในยุคปัจจุบันที่สร้างความสำเร็จให้กับคนมากมาย หนังสือเล่มนี้จะบอกเล่าให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงบุคคลหลายสาขาอาชีพที่กลายเป็นผู้โด่งดังบนโลกออนไลน์ ที่เปลี่ยนแปลงคำนิยามของคำว่าอาชีพให้กลับจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างที่คาดคิดไม่ถึง จำหน่ายเล่มละ 120 บาท

เปิดใจ 7 ยอดนักกีฬาสุดหล่อ พร้อมภาพถ่าย
ให้ข้อคิดดีๆกับเยาวชนที่มีใจรักทางกีฬาทุกแขนง
นิตยสารสุดสัปดาห์ฉบับเดือนกรกฎาคม นำ 7 นักกีฬาสุดหล่อจาก Project S The Series ต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร, สกาย-วงศ์รวี นทีธร, แบงค์-ธิติ มหาโยธารักษ์, โอบ-โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์, นน-ชานน สันตินธรกุล, เจเจ-กฤษณภูมิ พิบูลสงคราม และ เจมส์-ธีรดนย์ ศุภพันธ์ภิญโญ รวมตัวขึ้นปก พร้อมเผยเรื่องราวเกี่ยวกับกีฬาที่โยงใยถึงเรื่องราวในชีวิตของแต่ละคนมาฝากให้เป็นข้อคิดดีๆ กับคนอ่าน นอกจากนี้ ยังมีสกู๊ปเขย่าหัวใจสาวๆ ตามกระแสกีฬากันต่อกับ 6 นักกีฬาหล่อ บอกต่อด้วย จากหลากสาขา นอกจากเรื่องของกีฬาแล้ว ยังมีเรื่องราวของวงดนตรีร็อกสัญชาติไทย Slot Machine มาเผยเส้นทางสายดนตรีที่ผ่านมา กว่าจะสู่ความสำเร็จในวันนี้กับการได้โกอินเตอร์สู่เวทีสากล อีกด้วย
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282124

ชาติชาย พยุหนาวีชัย นายกสมาคมนิสิตเก่าเอ็มบีเอ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วย รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดพิธีมอบรางวัล “JUMC STAR 2017” ให้กับ STARTUP คนรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 35 ปี ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะคัดเลือก Startup ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในการบริหารธุรกิจในด้านต่างๆ เพื่อประกาศเป็นเกียรติคุณและเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับรางวัล พร้อมจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ถึงเวลา Startup ไทย สดใสดั่งดวงดาว” เพื่อเป็นแบบอย่าง สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั่วไปที่สนใจ
โดยในปี 2017 นี้ มีธุรกิจที่ได้รับรางวัล จำนวนทั้งสิ้น 14 ธุรกิจ ได้แก่ ประเภท รางวัล JUMC STAR 2017 Startup Excellence จำนวน 5 รางวัล ได้แก่ Freshket : แหล่งรวมซัพพลายเออร์ของสดสำหรับร้านอาหาร ,Globish : อังกฤษแนวใหม่ ใครๆ ก็พูดได้ เรียนอังกฤษออนไลน์ที่ไหนก็ได้, Local Alike : โมเดลธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยชุมชนเพื่อชุมชน , Omise : บริการจ่ายเงินออนไลน์ที่มาแรงที่สุดในอาเซียน, Skootar : แมสเซ็นเจอร์มือโปร รับส่งเอกสาร พัสดุรวดเร็ว ประหยัด ไว้ใจได้ ประเภทรางวัล JUMC STAR 2017 Startup Event Pop : แพลตฟอร์มช่วยจัดการงานอีเวนท์, Giztix : กิสติกส์ เปลี่ยนระบบขนส่งสินค้าไทยสู่ e-Logistics ระดับโลก, Kaset Trade : ซื้อสินค้าเกษตรโดยตรงจากเกษตรกร, Piggipo : แอพพลิเคชั่นบันทึกรายการบัตรเครดิตทุกใบในแอพฯเดียว, Take me tour :เว็บไซต์สื่อกลางระหว่างนักท่องเที่ยวกับไกด์ท้องถิ่น,Zip Event : ครบเครื่องเรื่องอีเวนท์ในแอพเดียว ประเภทรางวัล JUMC STAR 2017 Startup New Star Excellence Pickapet : ตลาดซื้อ-ขายสัตว์เลี้ยง รูปแบบใหม่ ที่ดูแลและกำหนดมาตรฐานโดยสัตวแพทย์ทุกขั้นตอน ประเภทรางวัล JUMC STAR 2017 Startup New Star Get Kaset : ตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์ เพื่อชุมชนเกษตรกร, Travellism :เดินทางท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

โครงการ JUMC หรือ Junior MBA Chula เป็นหนึ่งในสังคมคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้ามาสัมผัสประสบการณ์นั้นได้ทำต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ได้รับผลการตอบรับจากคนรุ่นใหม่มากมายกว่าที่คาดหวังไว้ และฐานของคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ ทั้งในส่วนของรุ่น JUMC Next ซึ่งอายุไม่เกิน 27 ปี และในส่วนของรุ่น JUMC WoW อายุไม่เกิน 35 ปีนั้น จะเป็นกลุ่มพลังขับเคลื่อนรุ่นใหม่ที่สมาคมสร้างขึ้นอย่างตั้งใจ เพื่อมีส่วนช่วยขับเคลื่อนสังคมและประเทศไปพร้อมๆ กันกับผู้นำระดับแนวหน้า





ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282123

พิทยา วรปัญญาสกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจบัตรเครดิต และ เจนจิต ลัดพลี ผู้อำนวยการการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวและสันทนาการ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เปิดตัวแคมเปญพิเศษ “Colours of Boutique Stay เที่ยวไทยค้นหาถึงที่” เลือกเที่ยวแบบที่เป็นคุณ กับ 30 รายการท่องเที่ยวทั่วไทย ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 โดยได้รับเกียรติจาก วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ประธานคณะกรรมการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ เคทีซี ป๊อบ ชั้น B1 อาคารสมัชชาวาณิช 2 ซอยสุขุมวิท 33 เมื่อเร็วๆ นี้
งานนี้ยังได้รับเกียรติจากพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยว เข้าร่วมการเสวนาในหัวข้อ “Colours of Boutique Stay” ได้แก่ โชติช่วง ศูรางกูรรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท หนุ่มสาวทัวร์ จำกัด,สมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้งและกรรมการบริหาร บริษัท โลเคิล อไลค์ จำกัด, วีระชัย ปรานวีระไพบูลย์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิ แอทติจูด คลับ จำกัด และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ประชารัฐสามัคคีภูเก็ต (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด, อติรัตน์ด่านภัทรวรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท 500 ไร่ สุราษฎร์อินเตอร์ไซร์ จำกัดนายกสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวทะเลสาบเชี่ยวหลาน และเลขานุการสมาคมการค้าธุรกิจที่พักบูติกไทย, สาธิตา โสรัสสะ รองประธานกรรมการตัดสินโครงการประกวดสุดยอดโรงแรม บูติกไทย Thailand Boutique Awards 2016-2017 และประธานมีเดีย แอนด์ บล็อกเกอร์ คลับ,ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ รองประธานกรรมการตัดสินโครงการประกวดสุดยอดโรงแรมบูติกไทย Thailand Boutique Awards 2016-2017 ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เพอร์เฟคลิงค์คอนซัลติ้ง กรุ๊ป จำกัด และกรรมการบริหารสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกประจำประเทศไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282100

ร้าน Pullus
นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบดื่มไวน์ และมีโอกาสมาเยือนสโลเวเนีย เมืองหนึ่งที่ควรไปเที่ยวให้ได้ก็คือ Ptuj ทั้งนี้เพราะเมืองนี้เป็นเมืองอุตสาหกรรมไวน์ขาวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศพะทุย เมืองชื่อแปลกที่อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสโลเวเนีย และเป็นเมืองที่เก่าแก่ ที่สุดของประเทศแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ Pallus ชาโตว์ไวน์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศด้วย Ptuj ถูกก่อตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยยุคหิน และถูกครอบครองโดย Celt ในยุคโลหะตอนปลาย ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 1 ที่นี่ถูกครอบครองโดยโรมและเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัด Pannonian เมืองที่ถูกกล่าวถึงเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในปี 69 ก่อนคริสต์กาลนี้ถูกครอบครองโดยชนเผ่าสลาฟตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6 และถูกเปลี่ยนมือมาเป็นของบิชอฟแห่ง Salzburg ในปี 890
เมืองที่มีความสำคัญทางด้านยุทธศาสตร์ระหว่างทะเลบอลติกและทะเลเอเดรียติกนี้กลายเป็นสนามรบสำคัญระหว่างสงคราม Ottoman หลังถูกไฟไหม้หลายครั้งจนทำให้ประชากรลดลง ความสำคัญทางยุทธศาสตร์จึงลดลงตามไปด้วย ในปี 1910 ซึ่งเป็นช่วงของจักรวรรดิ Austro-Hungarian นั้นประชาชนในเมืองส่วนใหญ่เป็นคนพูดภาษาเยอรมัน ในขณะที่คนที่อยู่รอบๆ เมืองเป็นคนพูดภาษาสโลเวเนีย แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จักรวรรดิ Austria-Hungary ล่มสลายนั้น เมืองนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Republic of German Austria อย่างไรก็ดีภายหลังสงครามกลางเมืองที่มีRudolf Maister ชาวสโลเวเนียเป็นผู้นำ จำนวนของคนพูดเยอรมันกลับลดลง เมื่อยูโกสลาเวียบุกเมืองในปี 1941 Ptuj ก็ถูกทหารนาซีของเยอรมันครอบครองจำนวนคนพูดเยอรมันในเมืองนี้ก็เพิ่มขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จวบจนกระทั่งเยอรมันแพ้สงคราม ชาวเยอรมันในเมืองนี้จึงอพยพย้ายหนีไปอยู่ทวีปอเมริกาเหนือ และปล่อยให้ชาวโลเวเนียครอบครองเมืองจวบจนทุกวันนี้

Little Castle
อุตสาหกรรมที่สำคัญที่สุดของเมืองชื่อแปลกนี้คือ ไวน์ Wine Cellar หรือที่เก็บไวน์ของเมืองนี้ย้อนไปถึงปี 1239 ในช่วงที่มีการก่อตั้งอาราม Minorite ขึ้นครั้งแรกบาทหลวงของนิกายนี้เป็นเจ้าของแผ่นดินมากมายในเมืองและได้ก่อตั้งห้องใต้ดินสำหรับเก็บไวน์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไว้ อย่างไรก็ดี ในภายหลังศาสนจักรกลับศูนย์เสียอำนาจในการควบคุมการผลิตไวน์ไป นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือน Ptuj สถานที่แรกที่ควรเยี่ยมเยือนคือ WineChateaux แต่หากนักท่องเที่ยวไม่อยากเรียนรู้การทำไวน์อีกแล้ว เพราะได้ฟังมาจากที่อื่นๆ หลายครั้งแล้ว สถานที่ท่องเที่ยว The Must น่าจะเป็น Wine Cellar ของ Pullus ร้านขายไวน์ที่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟมากนักน่าจะเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบไวน์ขาวเลยทีเดียว ทั้งนี้เพราะถิ่นนี้มีไวน์ขาวจากองุ่นหลากหลายพันธุ์ เช่น Italian Riesling, Chardonnay, Sauvignon, Rhine Riesling, Pinot Blanc, Pinot Gris, Traminer, and Muscatel ร้าน Pullus มีไวน์ขาวให้ชิมหลากหลายปี และหลากหลายรสชาติตั้งแต่ dry ที่ค่อนข้างเฝื่อน หวานน้อย หวานมากไวน์ขาวที่ผสมกันมาจนออกรสหวานของร้านนี้ไม่เพียงหวานชื่นใจเท่านั้น ยังหอมมากราวกับน้ำหอมเลยทีเดียว ที่สำคัญราคาไม่แพงด้วย ขวดที่แพงที่สุดราคาเพียงแค่ 30 กว่าเหรียญเท่านั้น
นอกจากร้านไวน์แล้ว นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะ ควรเยี่ยมชม Little Castle หรือ DominicanMonastery อารามเก่าของบาทหลวงนิกาย Dominican อารามที่ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 13 นี้ มีความหลากหลายทางด้านสถาปัตยกรรม โดยส่วนของหลังคา และหน้าบรรณจะมีความสวยงามเป็นพิเศษ ปัจจุบันที่นี่เป็นมิวเซียมที่จัดแสดงเกี่ยวกับเหรียญโบราณ หลุมศพ และอาจมีนิทรรศการผลงานศิลปะแนวContemporary Art เป็นครั้งคราวด้วย

งานศิลปะหัวข้อ Politics

งาน contemporary art

หลังคาภายใน

ถังโอ๊คเก็บไวน์ให้ลองชิม

บรรยากาศงานศิลปะใน Little Castle

ชั้นขายไวน์

บรรยากาศในร้าน Pullus

บรรยากาศภายใน Little Castle
ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282097

พระพิฆเณศวรคือเทพแห่งศิลปวิทยาการ เทพแห่งความรู้ เทพแห่งสติปัญญา เทพแห่งนาฏศิลป์ เทพแห่งความสำเร็จ เทพที่ทรงช่วยขจัดปัดเป่าอุปสรรคทั้งปวงให้กับผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา
เทศกาลบูชาพระพิฆเณศวรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคืองานคเณศจตุรถี ซึ่งจัดขึ้นในวันแรม 4 ค่ำ เดือน 9 และวันแรม 4 ค่ำ เดือน 10 ซึ่งจะอยู่ในช่วงต้นเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม มีความเชื่ออีกกระแสว่า คเณศจตุรถีนั้นมีเป็นประจำในวันขึ้น 4 ค่ำ และแรม 4 ค่ำของทุกเดือน ถ้าเป็นแรม 4 ค่ำ จะเรียกว่าสังกัษฎี คเณศจตุรถี ส่วนวันขึ้น 4 ค่ำ เรียกว่า ไวนายกี คเณศจตุรถี แล้วถ้าหากวันดังกล่าวตรงกับวันอังคารซึ่งเป็นวันประจำของพระพิฆเณศวร จะเรียกว่ามงคลกี คเณศจตุรถี ซึ่งผู้ที่บูชาพระคเณศอย่างเคร่งครัดจะบูชาทั้งวันขึ้นและแรม 4 ค่ำ ทุกเดือน

แต่สำหรับสิ่งที่คอลัมน์นี้จะนำเสนอให้คุณได้ทราบคือ เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายนเท่านั้น เพราะได้รับการยอมรับว่าเป็นคเณศจตุรถีที่สำคัญที่สุด วันดังกล่าวคือวันที่ผู้ศรัทธาในพระพิฆเณศวรเชื่อว่าเป็นวันประสูติของเทพเจ้าแห่งความรู้และความสำเร็จองค์นี้ มีความเชื่อกันด้วยว่าในวันนั้นพระพิฆเณศวรจะเสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์เพื่อมายังโลกมนุษย์ แล้วทรงประทานพรประเสริฐให้กับผู้คนที่เชื่อถือในพระองค์ ดังนั้นจึงมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อการนี้ในประเทศอินเดีย รวมถึงที่ต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีผู้คนศรัทธาเลื่อมใสในพระพิฆเณศวร สำหรับในประเทศไทยก็มีการจัดงานที่วัดแขก สีลม และในเทวาลัยพระพิฆเณศ รวมถึงที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตทับแก้ว นครปฐม และเทวาลัยพิฆเณศ จังหวัดเชียงใหม่
เทศกาลคเณศจตุรถี ในช่วงต้นเดือนกันยายน จะเริ่มต้นพิธีการด้วยการสถาปนาอุสวมูรติ หรือการทำเทวรูปพิฆเณศวรองค์ใหญ่ แล้วนำออกแห่ไปตามชุมชน แล้วจบด้วยการลอยพระพิฆเณศวรลงในน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อส่งท่านกลับสรวงสวรรค์ เรียกพิธีวิสรันยัน

การบูชาที่กระทำสืบต่อมาตามหลักพระเวทคือ ปีฐบูชา หรือการบูชาเทวดา 5 หมวด (ปัญจางคเทวตา) โดยทำเป็นกองข้าวสีต่างๆ และสิ่งสมมติต่างๆ เพื่อแทนพระผู้เป็นเจ้าแต่ละองค์ เช่น ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวรูปสวัสดิกะ ใช้แทนพระพิฆเณศวร ลูกหมากพันด้วยด้ายวางบนกองข้าวสามเหลี่ยม ใช้แทนพระแม่กาลี เป็นต้น และจะมีการทำกองข้าวเป็นตารางหมากรุกสลับสี ซึ่งใช้แทนพระแม่โษฑศมาตฤกา 16 องค์ ตารางสี่เหลี่ยมแทนช่องดาวนพเคราะห์ จุดสีแดงและอักษรสีแดง 7 จุด แทนพระแม่ฆฤตสัปตมาฤกา 7 องค์ และจะมีเทวดาประจำประทีป สังข์ ระฆัง และหม้อกลัศ เป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ จักรวาล และทวยเทพเจ้าต่างๆ
แล้วจะมีพิธีบูชาตามหลักของฮินดูคืออุปจาระ 16 ขั้นตอน เช่น การถวายที่ประทับ ถวายน้ำสรงพระบาทและพระหัตถ์ ถวายน้ำสรง ถวายน้ำบริสุทธิ์ ถวายเครื่องทรง ถวายสายยัชโญปวีต ถวายเครื่องหอมถวายอาหาร ถวายอารตี และถวายมนต์ เป็นต้น พิธีจะเริ่มในวันขึ้น 4 ค่ำ แล้วทำต่อเนื่องไป 10 วัน จนถึงวันขึ้น 14 ค่ำ ซึ่งเรียกว่าอนันตจตุรทัสสี ซึ่งแต่ละชุมชนในอินเดียจะทำพิธีนี้อย่างใหญ่โตเอิกเกริกโดยจะสร้างองค์พระพิฆเณศวรให้ใหญ่โตและสวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่วนมากแล้ววัสดุที่ใช้ประดิษฐ์เทวรูปก็จะเป็นวัสดุธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ง่ายเมื่อถูกน้ำ

เมื่อถึงวันสุดท้ายของเทศกาลก็จะมีพิธีอัญเชิญพระพิฆเณศวรและเทวรูปอื่นๆ ไปรอบเมืองแล้วเชิญพระพิฆเณศวรไปลอยน้ำ คือพิธีวิสรันยัน ซึ่งในวันดังกล่าวจะมีผู้คนมากมายนำพระพิฆเณศวรของตนมาร่วมพิธี ถนนหนทางจะคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน และทุกหนแห่งจะประดับประดาด้วยดอกไม้สารพัดสี มีเสียงดนตรีประโคมอย่างอึกทึกตลอดเวลา
ทัวร์คุณแหนโดย Mr.Flower จะพาคุณๆ ไปสัมผัสเทศกาลแห่งความศรัทธานี้ด้วยกัน ในวันที่ 4-7 กันยายน 2560 หากคุณสนใจจะร่วมคณะไปกับเรา โปรดติดต่อ 091-7233615










ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/282153

นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การฆ่าตัวตายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลก จำนวนกว่า 8 แสนคนต่อปี คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.5 ล้านคน ในปี 2563 โดยมีคนพยายามฆ่าตัวตายสูงกว่าคนที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ 20 เท่าตัว สำหรับประเทศไทย คนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จเฉลี่ย 1 คน ในทุกๆ 2 ชั่วโมง ผู้ชายมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่าผู้หญิง เกิดจากหลายสาเหตุประกอบกัน และโรคซึมเศร้า ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตาย ซึ่งโรคซึมเศร้า เป็นภัยเงียบที่คุกคามสุขภาพของประชาชน ส่งผลกระทบต่อประชากรทั่วโลก
โดยองค์การอนามัยโลกได้ประมาณการว่า ประชากรมากกว่า 300 ล้านคนเป็นโรคซึมเศร้า หากไม่ได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้องนานเป็นเดือน เรื้อรังเป็นปี จะกลับเป็นซ้ำได้บ่อย หากอาการซึมเศร้ารุนแรง อาจจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า สำหรับประเทศไทย พบผู้ป่วยโรคนี้ 1.5 ล้านคน
อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวต่อว่า อุปสรรคสำคัญหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงบริการ คือ ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความตระหนักและไม่เข้าใจถึงความสูญเสียที่เกิดจากการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า ตลอดจนมีอคติต่อผู้ป่วย มองเป็นความขี้เกียจ อ่อนแอ ซึ่งในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น ซึมเศร้า เป็นความเจ็บป่วย พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ สาเหตุมาจากสารสื่อประสาทในสมองทำงานผิดปกติ ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น การหลั่งฮอร์โมน การหลั่งสารสื่อประสาทผิดปกติ หรือ ปัจจัยภายนอก เช่น ความผิดหวัง ความสูญเสีย ความเครียด
เมื่อปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน ทำให้คนๆ นั้นเกิดภาวะซึมเศร้าได้ ความคิด ทัศนคติ การตัดสินใจ การมองโลก ทุกสิ่งทุกอย่างจึงเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ไม่สามารถบังคับความคิดของตัวเองได้ เพราะสารสื่อประสาทในสมองผิดปกติ ต่อให้จิตใจเข้มแข็งสักเท่าไหร่ก็ตาม ดังนั้น คนที่จากไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้มแข็ง แต่เป็นเพราะเขาเจ็บป่วย และสามารถรักษาให้หายได้ สิ่งจำเป็นที่สุด คือ การดูแลด้วยความตั้งใจและอดทน จากเพื่อน ครอบครัว และคนใกล้ชิด ที่จะช่วยให้อาการซึมเศร้าหายเร็วขึ้น การพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจจะเป็นก้าวแรกในการฟื้นคืนจากโรคซึมเศร้า
สัญญาณบอกเหตุของโรคซึมเศร้า มี 9 ข้อ ได้แก่ 1.ซึมเศร้า ท้อแท้ เบื่อไม่อยากทำอะไร 2.ขาดความสนใจสิ่งรอบข้าง 3. ไม่มีสมาธิ 4.อ่อนเพลีย 5.เชื่องช้า 6.รับประทานอาหารมากขึ้น หรือน้อยลง 7.นอนมากขึ้น หรือน้อยลง 8.ตำหนิตัวเอง และ 9.พยายามฆ่าตัวตาย หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการ ข้อ 1 หรือ 2 ข้อใดข้อหนึ่ง ร่วมกับอาการในข้อ 3-9 อย่างน้อย 5 อาการ ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคซึมเศร้า หากพบเห็น อย่าประมาท ควรพูดคุยกับเขา หรืออาจแนะนำให้เขาไปพบจิตแพทย์ ซึ่งควรเปลี่ยนทัศนคติที่ว่า ที่ไปพบจิตแพทย์ คือ คนเป็นบ้า เพราะการมีอคติเช่นนี้ จะยิ่งทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าไปพบแพทย์ ทำให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและสุดท้ายจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย
นอกจากนี้ การแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายหรือโรคซึมเศร้า โดยไม่ได้คิดก่อนว่าจะกระทบกับผู้ใดหรือไม่นั้น อาจส่งผลกระทบกับผู้ที่มีปัญหาอยู่เดิม หรือ กลุ่มคนที่อ่อนไหว มีความเปราะบางทางจิตใจ ที่อาจคิดว่า อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์และตัดสินใจจบชีวิตในลักษณะเดียวกันได้ โรคซึมเศร้าจึงเป็นประเด็นทางสาธารณสุข ที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และมาตรการหนึ่งที่สำคัญที่ภาคประชาสังคมสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ได้ คือ ร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักเพื่อลดอคติและตราบาป และเพิ่มการเข้าถึงการรักษาทางจิตเวช เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องภาวะซึมเศร้าและอาการของโรค และรู้วิธีพื้นฐานในการรับมือและให้ความช่วยเหลือ เป็นต้น
ซึ่ง กรมสุขภาพจิต ได้รณรงค์สร้างความตระหนักต่อปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างวันที่ 2-4 ส.ค.60 นี้ กรมสุขภาพจิตได้กำหนดจัดการประชุมวิชาการสุขภาพจิตนานาชาติ ประจำปี 2560 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “Depression, Let’s talk : ซึมเศร้า…เราคุยกันได้” รวมทั้ง เตรียมจัดกิจกรรมเดิน- วิ่ง มินิมาราธอน ซึมเศร้า เราคุยกันได้ ในวันที่ 20 ส.ค.60 ตลอดจนงานสัปดาห์สุขภาพจิตแห่งชาติ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 1-7 พ.ย. ทั่วประเทศ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว