‘บลูม เน็ตเวิร์ค’จับมือ’คลื่นสบายดีเรดิโอเน็ตเวิร์ค’จัดงานยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/289140

‘บลูม เน็ตเวิร์ค’จับมือ’คลื่นสบายดีเรดิโอเน็ตเวิร์ค’จัดงานยิ่งใหญ่

‘บลูม เน็ตเวิร์ค’จับมือ’คลื่นสบายดีเรดิโอเน็ตเวิร์ค’จัดงานยิ่งใหญ่

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 08.30 น.

ผ่านไปด้วย ความสนุกสนาน และประทับ ใจ สำหรับกิจกรรมดีๆเปิดตัว ‘น้ำมันนวดทายะ’ณ ตึกไทยซัมมิท ชั้น 8 ( ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ ) นำโดย กมลรัตน์ ฉัตรเรืองกมล ประธาน บริษัท บลูม เน็ตเวิร์ค จำกัด และ ผู้บริหาร คลื่นสบายดีเรดิโอ เน็ตเวิร์ค  จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ โดยงานนี้มีแฟนรายการและ สมาชิกมาจากทั่วประเทศ  ได้เข้าร่วมงานพร้อมลุ้นของรางวัล iPhone7 และของรางวัลอื่นๆมูลค่ากว่า 3 แสนบาท และทองคำหนัก 10 บาท ซึ่งมีเหล่าบรรดา ศิลปินชื่อดัง มาร่วมสร้างความสนุกสนานภายในงาน  กับ มินิคอนเสิร์ตสุดมันส์   นำทีมโดย จ่าส่ง ร๊อคออนซอน ,เบลล์ ทรงสิทธิ์, แนนซี่ ท็อปไลน์ ,โบว์ ซุปเปอร์วาเลนไทน์ ,ต้อย หมวกแดง ,เจเน็ต เขียว ,ปีเตอร์ โฟดิฟาย 

ข่าวดี!กสทช.แจกคูปองล็อตใหม่แค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียวขยายเวลาใช้สิทธิถึง31ธ.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/289137

ข่าวดี!กสทช.แจกคูปองล็อตใหม่แค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียวขยายเวลาใช้สิทธิถึง31ธ.ค.

ข่าวดี!กสทช.แจกคูปองล็อตใหม่แค่ใช้บัตรประชาชนใบเดียวขยายเวลาใช้สิทธิถึง31ธ.ค.

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 08.00 น.

ปัจจุบันในบางพื้นที่ได้มีการยุติการออกอากาศในระบบอนาล็อคแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์รูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่าระบบดิจิตอลที่มีความคมชัดสูงระดับ HD โดยเป็นฟรีทีวี ที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆซึ่ง กสทช. ได้มีการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านจากการรับชมทีวีแบบเดิมไปสู่การรับชมแบบดิจิตอลมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการแจกสิทธิเป็นคูปองเพื่อให้ประชาชนนำไปแลกกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลในระยะแรกนั้น ได้ทำการแจกจ่ายคูปองให้กับประชาชนไปเรียบร้อยแล้ว โดยให้ประชาชนนำเอกสาร สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านไปแลกรับกล่องดิจิตอล

สำหรับระยะที่ 2 นี้ ทางสำนักงาน กสทช. ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแลกรับกล่องให้สะดวกและทันสมัยมากยิ่งขึ้น โดยใช้แค่บัตรประชาชนแบบ Smart card ใบเดียวเท่านั้น ไม่ต้องใช้เอกสารใดๆ ให้วุ่นวายส่วนการเลือกกล่อง ควรเลือกกล่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตอล (Set Top Box : DVB-T2) ที่มีสติกเกอร์รับรองมาตรฐานจากสำนักงาน กสทช. เท่านั้น ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่ากล่องนั้น ได้ผ่านการตรวจสอบและรับรองมาตรฐาน จากสำนักรับรองมาตรฐานวิศวกรรม ในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ของสำนักงาน กสทช. เรียบร้อยแล้ว

ท่านใดที่มีคูปองอยู่แล้วอย่ารอช้า รีบไปแลกรับได้ที่ร้านค้าตัวแทนของผู้เข้าร่วมโครงการฯโมเดิร์นเทรด เซเว่น อีเลฟเว่น และที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ โดยทาง กสทช. ได้ยืดระยะการใช้สิทธิแลกกล่องรับสัญญาณจากเดิม 2 กันยายน 2560 เป็น 31 ธันวาคม 2560 เพื่อรองรับการใช้สิทธิของประชาชนตามจำนวนบ้านที่เพิ่มมากขึ้นส่วนท่านใดที่ยังไม่ได้ตรวจสอบสิทธิ หรือไม่ได้รับใบแจ้งสิทธิที่ กสทช. ได้แจกไปตามบ้านนั่นไม่ได้หมายความว่าท่านไม่ได้รับสิทธิเนื่องจากสิทธิที่ได้รับนั้นเป็นแบบเรียลไทม์ไม่ว่าจะเป็นบ้านใหม่ หรือบ้านเดิมที่ไม่เคยมีชื่อในทะเบียนบ้านเพียงแค่มีการแจ้งชื่อเข้าไปอยู่ในทะเบียนบ้านก็สามารถได้รับสิทธิทันทีเพียงท่านลองเข้าไปเช็คสิทธิด้วยวิธีการง่ายๆ และนำไปแลกด้วยวิธีการง่ายๆเช่นกัน ใช้บัตรประชาชนสมาร์ทการ์ดใบเดียวไม่ต้องพกเอกสารไปให้วุ่นวาย อย่าปล่อยให้เสียสิทธิดีๆแบบนี้ สัญญาณทีวีระดับ HD รอให้ท่านได้รับชมอยู่โดยท่านสามารถตรวจสอบสิทธิได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ http://dtv.nbtc.go.th เพียงกรอกหมายเลขบัตรประชาชนหรือสอบถามผ่าน กสทช. Call center 1200

คิ้ม-ก้อง สวีทกลาง ‘คอนเสิร์ตตัวแม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/289167

คิ้ม-ก้อง สวีทกลาง 'คอนเสิร์ตตัวแม่'

คิ้ม-ก้อง สวีทกลาง ‘คอนเสิร์ตตัวแม่’

วันศุกร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นอีกหนึ่งคอนเสิร์ตสุดประทับใจ ส่งท้ายงาน “โชว์ ดีซี วันเดอร์ฟูลมัม” กับ “คอนเสิร์ตตัวแม่” ที่เวอร์จิ้น สตาร์ เอฟเอ็ม
ดอท คอม จัด 2 ศิลปินคุณภาพ ให้โคจรมาพบกันระหว่าง เจนนิเฟอร์ คิ้ม และ ก้อง-สหรัถ งานนี้ขนเอาเพลงดังที่คิดถึงมามอบให้แฟนๆ ได้ฟินกันอย่างเต็มอิ่ม 2 ชั่วโมงเต็มสนุกครบรส ทั้งหวานซึ้ง และแดนซ์กันสุดเหวี่ยง ที่ Ultra Arena Hall ชั้น 6 ศูนย์การค้า โชว์ ดีซี

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296029

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง

สสส.ผนึกภาคีเครือข่าย เปิดนิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง” เผยผลสำรวจ ประชาชนยกในหลวง ร.9 ทรงเป็นต้นแบบความพอเพียง

     บริเวณลานวิคตอรี่ พ้อยส์ เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)ร่วมกับสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ  กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สธ. จัดแถลงข่าว “100 วัน ร้อยเรื่อง เปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง” พร้อมเปิดนิทรรศการภาพถ่ายเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ จะจัดแสดงที่ ลานวิคตอรี่ พ้อยส์ เกาะพญาไท อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่วันนี้  ถึง 22 ก.ย.2560

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล รองผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้แรงบันดาลใจการสร้างสุขภาวะจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เพื่อบันทึกเรื่องราวและความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อพระองค์ท่านอันเป็นที่รักยิ่งของชาวไทยทุกคน เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างเสริมสุขภาพและสร้างพลังในการทำความดีตามรอบพระบาท โดยได้เก็บข้อมูลตลอด 100 วัน แรกของการสวรรคต ประกอบด้วย การบันทึกภาพปรากฏการณ์ต่างๆ จากช่างภาพชื่อดัง จัดแสดงนิทรรศการภาพถ่าย จัดทำหนังสือสมุดภาพประวัติศาสตร์  การวิจัยประสบการณ์ของประชาชน สะท้อนถึงการเปลี่ยนความเศร้าเป็นพลังสร้างแรงบันดาใจ การรวบรวมบทความ บทกวี การประกวดหนังสั้น อาชีวะทำดี และรวมรวบบทเพลงเกี่ยวกับประองค์ท่าน เพื่อให้ประชาชน คนทั่วโลก ได้รับรู้รับทราบ

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

“ช่วง 100 วันแรกหลังการสวรรคตเป็นปฏิกิริยาทางสังคม ซึ่งเกิดขึ้นแล้วจะไม่มีการเกิดซ้ำอีก ถ้าไม่มีการจัดเก็บรวบรวมบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวให้เป็นระบบ ก็จะไม่มีหลักฐานสะท้อนถึงพระบารมีของพระองค์ ซึ่งการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลช่วง 100 วันแรกดังกล่าวออกมาเป็นสื่อที่มีหลากหลายแบบและเก็บอย่างเป็นระบบก็จะช่วยให้เกิดการบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า และเป็นสื่อให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ทำความดีอย่างพระองค์” ดร.นพ.บัณฑิต กล่าว

ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นและความรู้สึกที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 จากประชาชน 400 คน พบว่าร้อยละ 83.7 พระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในด้านความพอเพียง  โดย ร้อยละ 99.2 รับรู้พระปรีชาสามารถในด้านแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง ร้อยละ98.0 รับรู้ด้านการชลประทาน ร้อยละ97.5 ด้านดนตรี  ร้อยละ 81.5 ด้านคุณูปการด้านสาธารณสุด  และร้อยละ 81.47 โครงการแพทย์หลวงเคลื่อนที่พระราชทาน

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”  นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”นิทรรศการภาพถ่าย “100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง”

ด้าน นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ หัวหน้าโครงการแรงบันดาลใจการสร้างสุขภาวะจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กล่าวว่าจากการวิเคราะห์โครงการวิจัยของประชาชนได้แรงบันดาลใจเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะและนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต การทำงาน โดยส่วนใหญ่จะนำเรื่อง ความพอเพียง ความอดทน ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมองว่าแม้พระองค์เป็นถึงกษัตริย์ สามารถใช้ชีวิตแบบองค์อื่นๆทั่วไปได้ แต่ก็ยังใช้ชีวิตสมถะ ไม่ฟุ่มเฟือย และยังคงทำงานจนกระทั่งอายุ 88 ปี

สำหรับ ชุดหนังสือมีจำนวน 10,000 ชุด ซึ่งประชาชนสามารถมารับได้ที่นิทรรศการภาพถ่ายที่เกาะพญาไท ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. – 22 ก.ย. 2560 คนละ 1 ชุด และที่ สสส.ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย.เป็นต้นไป คนละ 2 ชุด ส่วนผู้ที่พลาดโอกาสสามารถดาวน์โหลดผลงานทั้งหมดได้ที่ www.thaihealth.or.th 100 วันเปลี่ยนความโทมนัสเป็นพลัง

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/296008

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

สังคมดี, เด็กไทย 317 ล้านคนถูกเท, เสนอ5มาตรการช่วยเด็กไทยถูกเท, เสียงเล็กๆ, จากเด็กถูกเท, ล้านคน

 เปิดเวทีรับฟัง “เสียงเล็กๆ จากเด็กถูกเท” พบเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง 3.17 ล้านคน  เสนอ 5ข้อ พาเด็กเยาวชนให้หลุดพ้นภาวะเปราะบาง แนะพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคม

 

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่โรงแรมปริ้นพาเลซ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNFPA)  และศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีรับฟังความคิดเห็น ‘เสียงเล็ก ๆ จากเด็กถูกเท’ พาเด็กและเยาวชนให้หลุดพ้นภาวะเปราะบาง

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

โดยมีพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานการประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีเครือข่ายเด็ก เยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง เข้าร่วมกว่า 150 คน

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ปัญหาสังคมเรามีหลายด้าน ซึ่งจากข้อมูลการรับแจ้งของพม. พบว่ามีผู้ประสบเหตุเรื่องเด็กประมาณ 3 หมื่นกรณีด้วยกัน แบ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง 2 หมื่นกว่ากรณี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลี้ยงดู 400 เด็กกำพร้า 300 กว่า และขอทาน  200 กว่าคน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาสังคม ทั้งนี้ ชาติสุขสม สังคมดี ต้องเริ่มที่บ้าน ถ้าบ้านแตกแล้วก็จะเกิดปัญหาค่อนข้างมาก

ดังนั้น ต้องรับฟังปัญหาเด็กและเยาวชนว่าจะสะท้อนปัญหาของครอบครัวเป็นอย่างไรบ้าง หากครอบครัวมีความอบอุ่น  พ่อแม่เป็นต้นแบบ รับฟังปัญหาของลูกๆ กอดลูก ถึงจะยากดีมีจนก็แก้ได้ แต่ถ้าหากไม่มีเวลา  ไม่เคยอบรม ไม่กอดลูก ผลก็จะไปสู่สังคม เพราะประเทศชาติมั่นคงได้ ต้องเริ่มจากครอบครัว  แม้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ เพราะทุกคนเริ่มจากครอบครัว
“ถ้าทุกคนมีต้นแบบที่ดี และมีกำลังใจที่ดี ก็จะนำไปสู่เป็นคนเก่ง คนดีได้ ซึ่งกำลังใจสำคัญมาก เราเป็นเสียงเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ และให้ผู้ใหญ่ได้ฟัง ครอบครัว เด็กมีความสำคัญ ให้สามารถเป็นคนมีศักยภาพ แข่งขันได้ และมายืนในจุดที่ดีได้” พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าว

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า จากข้อมูลการวิเคราะห์วิเคราะห์แนวทางในการพัฒนาประเทศ พบว่า  40% ต้องพัฒนากลุ่มประชาชนยากจน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน   สสส.จึงเน้นการทำงานให้ความสำคัญเด็กและเยาวชนมากยิ่งขึ้นและจากสถานการณ์เด็กเยาวชนภาวะเปราะบางในปัจจุบัน พบว่า มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 3.17 ล้านคน

ประกอบด้วย กลุ่มเด็กเยาวชนที่มีความต้องการพิเศษทางการเรียนรู้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10%ของจำนวนประชากรเด็กไทย  โดยยังขาดการส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้และอาชีพรองรับ กลุ่มเด็กยากจนพิเศษ จำนวน 476,000 คน ลูกแรงงานต่างด้าว 250,000 คน เมื่อประเทศได้จัดระบบแรงงานต่างด้าวด้วยการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ต้องคิดถึงสิทธิสวัสดิการทางการศึกษาแก่คนกลุ่มนี้ไว้รองรับ

กลุ่มเด็กไร้สัญชาติ ราว 200,000 คน ที่เผชิญกับปัญหารอยต่อทางการศึกษา แม่วัยรุ่น ที่มีอยู่ 104,289 คน โดยพบว่าเด็กแรกเกิดของไทย 15% มาจากแม่วัยรุ่น ทำอย่างไรจะทำให้เด็กที่เกิดใหม่เหล่านี้เติบโตอย่างมีคุณภาพ รวมถึงกลุ่มเด็กเยาวชนที่ถูกดำเนินคดี 33,121 คน ที่ 68% มาจากครอบครัวที่พ่อแม่แยกทาง และส่วนใหญ่หลุดจากระบบการศึกษา

ดร.สุปรีดา กล่าวว่า การทำงานของสสส.ในเด็กและเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบางจึงเน้นทำงานเชิงวิชาการเพื่อสังเคราะห์นโยบายและแนวทางการจัดการที่เอื้อให้เกิดการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดี ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเพื่อถอดบทเรียนการทำงาน และมองหาแนวทางเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

โดยเน้นการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคนโยบาย ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และคนทำงานในพื้นที่ เพราะการแก้ไขปัญหาเด็กเยาวชน รวมถึงครอบครัวที่เผชิญภาวะเปราะบางทางสังคม ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจของทุกฝ่ายร่วมสนับสนุน

อึ้ง!!เด็ก3.17ล้านถูกเท

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านเด็กและเยาวชน คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงข้อเสนอจากเวทีแลกเปลี่ยนเด็กเยาวชนที่เผชิญภาวะเปราะบาง จาก 4 ภูมิภาค จำนวน 35 เครือข่าย พบว่า 1.ขอให้พม.จัดทำระบบฐานข้อมูลเด็กและเยาวชนภาวะเปราะบางในระดับพื้นที่ เพื่อนำสู่การวางทิศทางแก้ปัญหา โดยร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มากที่สุด

2. อยากเห็นการพัฒนาระบบความคุ้มครองทางสังคมสำหรับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง  เพื่อเป็น“ตัวช่วยภาครัฐ” โดยดึงความร่วมมือจากภาคประชาสังคมที่ทำงานอยู่ ดึงทุนจากภาคเอกชน โดยแชร์ข้อมูล แชร์บุคลากร เพื่อเป็นตัวช่วยการทำงานของศูนย์ชุมชนคุ้มครองเด็ก  รวมถึงพัฒนาศักยภาพคนทำงานด้านเด็กเพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง

3. ปลดล็อกเงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมาย เช่น รอยต่อทางการศึกษาระหว่างช่วงชั้น ที่ต้องมีบัตรประชาชน 4. การปรับปรุงกองทุนที่มีอยู่ให้มุ่งเป้าสูงการพัฒนามากกว่าการสงเคราะห์ รวมถึงการฝึกอาชีพขั้นสูงที่มีงานรองรับมากกว่าฝึกอาชีพที่ไม่สามารถอยู่ได้จริง

และ 5. เปิดพื้นที่ให้กับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง เช่น สนับสนุนกิจกรรมพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อสร้างคุณค่าและการยอมรับให้กับเด็กเยาวชนภาวะเปราะบาง ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนการมีส่วนร่วมของเยาวชนในสภาเด็กและเยาวชนทุกระดับระดับตำบล

“สถานการณ์เด็กที่มีปัญหา คือ จำนวนเด็กออทิสติก เด็กพิเศษ เด็กสมาธิสั้น   และเด็กไร้สัญชาติ ลูกแรงงานต่างด้าว  เด็กที่ถูกออกจากระบบการศึกษากลางคัน เพิ่มขึ้น รวมถึงเด็กเร่ร่อน ซึ่งขณะนี้ขยายตัวจาก 3 หมื่นคนเป็น 5 หมื่นคน  โดยจำนวน 20,000 ที่เพิ่มขึ้น เป็นเด็กที่ทะลักมาจากชายแดน และที่น่าสลดประมาณ 3,000 คน เป็นการขายลูกมาใช้แรงงาน ดังนั้น ซึ่งสิ่งที่ต้องระวัง คือ เด็กเหล่านี้ไม่ได้เรียนต่อ และหันไปประกอบผิดกฎหมาย เช่น ขนยาเสพติด ค้าประเวณี และจากการลงพื้นที่ พบข้อเท็จจริง ว่าในเขตภาคเหนือในบางพื้นที่ มีการเปิดโรงเรียนสอนขนยาเสพติด  ขณะที่ครอบครัวมองเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมให้ลูกทำ เพราะค่าตอบแทนสามารถทำให้ได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีขึ้น”ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

สำหรับกลไกการแก้ปัญหาเด็กชายขอบ ต้องมองว่าทำอย่างไรให้มีการประสานให้เด็กได้รับสวัสดิการ โดยเฉพาะการศึกษา มากขึ้น เนื่องจากสิ่งที่พม.ดำเนินการเข้าถึงในระดับหนึ่ง เพราะพม.เป็นเหมือนนกพิราบที่คอยช่วยเหลือ ให้สิทธิเด็ก แต่กระทรวงมหาดไทย เป็นเหมือนเหยี่ยว ที่คอยมองเรื่องความมั่นคงของประเทศ ทำให้จำกัดสิทธิเด็กเหล่านี้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องปลดล็อค อย่ามองว่าเด็กเหล่านี้ไม่ใช่เด็กไทย และต้องทุ่มเทช่วยเหลือ ทั้งที่เด็กเหล่านี้ก็มาเกิดในเมืองไทย จากแรงงานต่างด้าวที่มาในไทย เพราะอนาคตเด็กเหล่านี้ก็จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย และประเทศอาเซียนที่เราต้องร่วมพัฒนา

รับน้องฉาว!!มศก.เตรียมตั้งกรรมการสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295993

รับน้องฉาว!!มศก.เตรียมตั้งกรรมการสอบ

อธิการบดี มศก.เตรียมตั้งคณะกรรมการสอบรับน้องคณะจิตรกรรม ระบุมหา’ลัยคุมเข้มมั่นใจไม่มีล่วงละเมิดทางเพศ ย้ำการรับน้องสิ้นสุดแล้ว

 

จากกรณีเฟซบุ๊กเพจ ‘ANTI SOTUS‘ เผยแพร่ข้อความการรับน้องของคณะหนึ่งในมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่สั่งให้แก้ผ้า นอนคว่ำทับกัน โดยแต่ละคนต้องเอาหน้าซุกก้นเพื่อนคนแถวถัดไป นอกจากนี้ ตอนอาบน้ำยังถูกสั่งให้สำเร็จความใคร่ด้วยมือให้เพื่อน ถูกเอาไม้เขี่ยอวัยวะเพศชาย เพื่อนบางคนต้องอาบน้ำด้วยยาสีฟัน หรือถูกเอายาสีฟันทาอวัยวะเพศ    และช่วงที่น้องผู้ชายแก้ผ้าอาบน้ำ รุ่นพี่ผู้ชายก็จะเอาอวัยวะเพศมาถูตัว และก้น ของรุ่นน้องผู้ชายด้วย โดยรุ่นพี่ให้เหตุผลว่า เพื่อให้น้องรู้จักและรักกัน พิสูจน์ความรักความเสียสละที่มีต่อกัน

เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก) กล่าวว่า ขณะนี้ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นกิจกรรมรับน้องของคณะจิตกรรม ที่ปัจจุบันจัดการเรียนการสอนอยู่ที่มศก.วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ เบื้องต้นมอบให้คณบดีคณะจิตรกรรม ไปตรวจสอบ และเตรียมที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนต่อไป

ทั้งนี้ ภาพรวมการรับน้องของมศก. ไม่มีเรื่องไม่ดีงาม และเรื่องที่เป็นข่าวก็มีทั้งส่วนจริงและไม่จริง มีทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งการตรวจสอบก็ต้องแยกให้ชัดเจน อีกทั้ง การรับน้องได้แยกเด็กที่ต้องการเข้าร่วมและไม่เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องด้วย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในการรับน้องนักศึกษามีการใช้คำพูดที่เกินเลยไปบ้าง  แต่ยืนยันว่า ไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศอย่างเด็ดขาด เพราะมหาวิทยาลัยมีมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด

“การจัดกิจกรรมรับน้องของ มศก ปีนี้จบไปแล้วตั้งแต่สุปดาห์ที่ผ่านมา ถ้ามีการไปรับน้องเกิดขึ้นหลังจากนี้ ไม่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยแล้ว และขอย้ำว่าปีนี้มหาวิทยาลัยมีการควบคุมการจัดกิจกรรมรับน้องอย่างเข้มงวด รับรองว่าไม่มีการล่วงละเมิดทางเพศแน่นอน แต่ถ้าเป็นเรื่องคำพูดที่รุนแรงเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก เพราะบางครั้งรุ่นพี่อาจจะใช้คำพูดที่เกินเลยไปบ้าง”ผศ.ดร.วันชัยกล่าว

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่ได้กำชับมาเสมอว่า การจัดกิตกรรมรับน้องมหาวิทยาลัยต้องระมัดระวัง เรื่องสิทธิมนุษยชน และต้องดูประกาศ และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องด้วย   ตนไม่รู้ว่าใครทำอะไรที่ไหน แต่ถ้าใครทำผิดก็ต้องลงโทษ ผิดระดับใดก็ลงโทษตามนั้น ทั้งนี้การรับน้องต้องทำให้น้องรู้สึกประทับใจ และต้องทำอย่างสุภาพชน มนุษย์ไม่ได้เป็นคนดีได้จากการรับน้องที่ไม่ดี

เปิดตัว”กังหันน้ำGREEN ENERGY” ตามรอยในหลวงร.9

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295889

เปิดตัว”กังหันน้ำGREEN ENERGY” ตามรอยในหลวงร.9

กังหันน้ำ Green energy, เด็กเทคนิค, เด็กอาชีวะ, โชว์กึ๋น, energy, กังหันน้ำ, Green, ปราศจากมลพิษ, กังหันน้ำ Green energy

เด็กเทคนิคนครนายกโชว์กึ๋น…เปิดตัว “กังหันน้ำ Green energy” ผลิตพลังงานจากการหมุน และแผงโซลาเซลล์ สร้างพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ

       ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้มอบหมายให้วิทยาลัยเทคนิคนครนายก นำนักเรียน นักศึกษาแผนกวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคนครนายก ร่วมกันประดิษฐ์คิดค้นนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ “กังหันน้ำGreen energy” โดยนำหลักการของกังหันน้ำชัยพัฒนามาประยุกต์ใช้ เพื่อบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีการเติมอากาศ โดยนำระบบคอนโทรลเลอร์มาควบคุมการหมุนของกังหันน้ำ มีเซนเซอร์ตรวจวัดค่าออกซิเจนในน้ำ หากค่าออกซิเจนในน้ำต่ำกว่ามาตรฐานหรือเกณฑ์ที่ตั้งไว้ จะทำให้กังหันน้ำหมุน และจะหยุดหมุนเมื่อออกซิเจนได้ค่ามาตรฐานที่กำหนด หากค่าออกซิเจนในน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติเกิน 2ชั่วโมง กังหันน้ำจะหมุนโดยอัตโนมัติ การเคลื่อนที่ของเรือจะใช้ระบบรีโมทคอนโทรลในการควบคุม ทำให้เคลื่อนย้ายไปยังตำแหน่งที่มีน้ำเน่าเสียภายในบ่อได้ง่าย และมีระบบสมอเรือ เพื่อให้เรือหยุด ณ ตำแหน่งที่ต้องการ ส่วนพลังงานที่ใช้ได้มาจากระบบโซลาเซลล์ในการชาร์จแบตเตอรี่ และจากการหมุนของกังหันน้ำ โดยนำพลังงานกลับมาใช้เพื่อชาร์จแบตเตอรี่

 เปิดตัว"กังหันน้ำGreen energy” ตามรอยในหลวงร.9 เปิดตัว"กังหันน้ำGreen energy” ตามรอยในหลวงร.9

เลขาธิการกอศ. กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ มีน้ำตกจำนวนมาก และประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม และทำบ่อเลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปลา ในฤดูร้อนปริมาณน้ำในคลองหรืออ่างเก็บน้ำต่าง ๆ จะลดลง ทำให้เกิดมลภาวะน้ำเน่าเสีย ดังนั้น “กังหันน้ำ Green energy” สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าว ด้วยการเปลี่ยนน้ำเน่าเสียเป็นน้ำสะอาด ปราศจากมลพิษ และลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ สิ่งประดิษฐ์ยังสามารถติดตั้งได้ง่าย และเคลื่อนย้ายสะดวก โดยมีราคาเครื่องละ 40,000 บาท (สี่หมื่นบาทถ้วน)

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295894

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

บ้านเรียน, การศึกษาทางเลือก, โฮมสคลู, ชาญชุติวาณิช, ครอบครัว

เพราะการศึกษามีหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดแค่เพียงในระบบโรงเรียน  ครอบครัว “ชาญชุติวาณิช” เลือกจัดการศึกษาบ้านเรียนให้กับ “ด.ญ.เพ้นท์ฟ้า ”ลูกสาวคนเดียว

       การศึกษาทางเลือก เป็นการศึกษาที่จัดโดยครอบครัว หรือบ้านเรียน(Home School) ที่พ่อแม่เป็นครูให้แก่ลูกของตนเอง

      ครอบครัว “ชาญชุติวาณิช” เลือกจัดการศึกษาบ้านเรียนให้กับ “ด.ญ.เพ้นท์ฟ้า ”ลูกสาวคนเดียวมาตั้งแต่อายุ 4 ขวบครึ่ง หลังเห็นชัดแล้วว่าลูกสาวไม่มีความสุข กับการเรียนในโรงเรียน คุณพ่อ “ณัฐพร” ตัดสินใจลาออกจากงานประจำบริษัทต่างชาติเงินเดือนหลายหมื่น มารับหน้าที่คุณพ่อฟูลไทม์ ช่วยกับคุณแม่ ที่มีอาชีพเป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อดูแลและช่วยกันจัดการเรียนรู้ที่เหมาะที่สุดกับศักยภาพ “เพ้นท์ฟ้า” เต็มที่นั่นคือ “ศิลปะ”

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

     “ณัฐพร” เล่าว่า ตั้งแต่น้องเข้าเรียนอนุบาลก็เริ่มเห็นแล้วว่าน้องไม่ค่อยมีความสุข ไม่สนุกกับกิจกรรมที่ต้องทำ จุดเปลี่ยนสำคัญ คือช่วงที่ครูสอนจับดินสอ ซึ่งน้องไม่ถนัดจับอีกแบบมากกว่าแบบที่ครูสอน แต่ก็พยายามจะทำให้ได้ ที่สุดคือน้องสับสน เครียด จึงได้ปรึกษากับครูและผู้อำนวยการโรงเรียนว่าจะทำอย่างไร พูดคุยกันแบบเปิดใจ ได้รับแนะนำว่ามีการจัดการศึกษา บ้านเรียน หรือ โฮมสคูล ที่พ่อแม่เป็นคนสอนการศึกษาขั้นพื้นฐานให้กับลูก ตามศักยภาพของเด็ก

       เมื่อเลือกเส้นทางนี้ก็ศึกษาต้องทำอะไรบ้าง และไปจดทะเบียนกับทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กรุงเทพมหานคร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

“ด.ญ.เพ้นท์ฟ้า” 

     สอนหนังสือก็เริ่มจากให้เพ้นท์ฟ้าเลือกซื้อหนังสือ ส่วนใหญ่น้องจะเลือกที่หน้าปกสวยมาหลายเล่มมาก อย่างวิชาคณิตก็จะเป็นอักษรภาพ ปรากฏว่าน้องไม่เคยใช้จนหมดเล่ม บางเล่มก็ไม่เคยได้ใช้ ส่วนการเรียนรู้วิชาการปกติ ทำกิจกรรมที่สนใจ เน้นสิ่งรอบตัว เรื่องง่ายๆใกล้ตัวมาต่อยอดความรู้ เสริมในสิ่งที่เหมาะสม พอน้องโตขึ้นก็เริ่มจะขอที่จะตัดวิชาเรียนต่างๆออกไปทีละวิชา จนกระทั่ง 6 ขวบน้องบอกว่าขอเรียนแค่ศิลปะอย่างเดียว

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

    “ยอมรับว่าคนเป็นพ่อก็อยากให้เขามีความรู้ในเชิงวิชาการด้วย แต่น้องชัดเจนว่าเขาชอบศิลปะก็เลยมีข้อแลกเปลี่ยนกันเราก็ทดสอบคือให้เวลาน้อง 7วันดูว่าถ้าเรียนแต่ศิลปะจะทำอะไร ปรากฏว่าเขาสามารถวาดรูป อยู่กับงานศิลปะได้ทั้งวันอย่างมีความสุข ครอบครัวก็มาคุยกันว่าถ้าเลือกเส้นทางศิลปินนี้ อนาคตข้างหน้าโตขึ้นเขาจะเรียนอะไรต่อ ทำอาชีพอะไร เมื่อยอมรับเข้าใจก็ทุ่มเทสนับสนุนด้านศิลปะให้เพ้นท์ฟ้าอย่างเต็มที่ และหาพื้นที่แสดงผลงานศิลปะตั้งแต่อายุ 7 ขวบ มีไปแสดงภายในงานกิจกรรมต่างๆของกลุ่มบ้านเรียน ไปจนถึงแกลอรี่ต่างด้วยๆ สำหรับอนาคตของน้องเมื่อโตขึ้นก็คงจะเรียนมหาวิทยาลัยทางด้านศิลปะในต่างประเทศ เพราะยื่นโปรไฟล์ผลงานได้ทันที ไม่ต้องอิงผลการเรียนวิชาการ”

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

      วันนี้ “เพ้นท์ฟ้า”วัย 11 ขวบเป็นจิตรกรตัวน้อยมี สตูดิโอวาดภาพของตนเองอยู่ที่River City แถวสี่พระยา ผลงานภาพวาดถูกคนรักศิลปะ แฟนคลับที่ชื่นชอบผลงานมาซื้อไปหลายชิ้น ขายได้สูงสุดราคา 30,000 บาท “เพ้นท์ฟ้า” เล่าพร้อมรอยยิ้มสดใส ว่า “ทุกวันนี้มีความสุขมาก เพราะได้วาดภาพมาก มีความสุขที่ได้ทำงานศิลปะ ภาพวาดมีหลายแบบส่วนใหญ่จะชอบวาดภาพบุคคล (Portrait)แต่ถ้าไม่ได้วาดภาพก็มีทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น ร้องเพลง เล่นกีฬา เป็นต้น”

     ครอบครัวที่จัดการศึกษาบ้านเรียนมีทั่วประเทศ แต่ละบ้านจะมีจุดเน้นที่พัฒนาลูกต่างกัน บางบ้านเน้นวิชาการ บางบ้านเน้นกีฬา ศิลปะ ซึ่งผู้จัดต้องเสนอหลักสูตร แผนจัดการเรียนการสอนมาให้เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาอนุมัติ.. จากตัวเลขล่าสุดของสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สพฐ. พบว่า มีครอบครัวจดทะเบียนกับเขตพื้นที่ฯทั่วประเทศ อยู่ที่ 456 ครอบครัว ผู้เรียน 646 คน

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

     ยังมีการรวมตัวเป็นเครือข่ายกลุ่มบ้านเรียนInnovative Learning Space (ILS) ซึ่ง ร่วมกับเครือข่ายการด้านการศึกษา สพป.กทม. สพฐ.จัดงาน H.O.M.E.บ้านรักษ์โลก เปิดพื้นที่ให้กลุ่มบ้านเรียนในกรุงเทพฯ มาแสดงผลงาน พบปะพูดคุย รวมถึงให้พ่อแม่ที่สนใจได้เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

  ครอบครัว “ชาญชุติวาณิช” 

     อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู ให้ความเห็นว่า การเรียนรู้แท้จริงคือ การเรียนวิธีที่จะเรียน ขณะที่ข้อมูลความรู้ในยุคปัจจุบันมีอยู่รอบตัว เข้าถึงได้ตลอดเวลาอยู่จะใช้วิธีการใดมาเชื่อมโยงเพื่อสร้างงาน สร้างชีวิต จุดนี้ผู้เรียนจะเป็นคนที่เรียนรู้ได้เอง พ่อแม่ ครูเป็นแค่พี่เลี้ยง สร้างบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมโอกาส ทำให้การเรียนรู้เองของเด็กเกิดขึ้น ปัจจุบันหลายครอบครัวจัดการศึกษาบ้านเรียนมากขึ้น เป็นหลายร้อยครอบครัว ในสมัยอดีตที่ตนเริ่มทำมีเพียงหลัก 10 ครอบครัวเท่านั้น

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

       อ.วิศิษฐ์ วังวิญญู

    การจัดการศึกษาบ้านเรียนให้ประสบความสำเร็จนั้น อ.วิศิษฐ์ บอกว่า “ทุกครอบครัวต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเด็กเกื้อกูลเด็กได้แท้จริง ต้องเข้าใจการเรียนรู้แท้จริง สร้างสมดุลทั้งการสร้างฐานคิดและการลงมือทำ ขณะเดียวกัน พ่อแม่ควรจะฝึกพัฒนาจิตใจรู้เท่าทันจิตใจตนเอง

    แบ่งเป็น 3 สี คือ พื้นที่สีเขียว ทำให้ชีวิตเกิดความเลื่อนไหล พ่อแม่ควรจะต้องดำรงตนให้อยู่ในพื้นที่นี้เข้าใจแก่นแท้ชีวิต ปัญญา ความรัก ความสุข ซึ่งจะช่วยหล่อเลี้ยงกระบวนการเรียนรู้เด็กได้แท้จริง จะเป็นสภาวะเรียนรู้ที่ดีที่สุด ส่วนที่ต้องระวังคือ พื้นที่สีเหลือง ความกลัว การคิดลบบ่นซ้ำๆกับเด็ก และสีแดงคือ ปม (trauma)ในวัยเด็ก ซึ่งไม่เอื้อต่อการพัฒนาเด็ก”

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

     อย่างไรก็ตาม ที่ต้องทำมากขึ้นจากนี้ คือ สร้างเครือข่ายชุมชนบ้านเรียน เช่นที่กำลังทำกันอยู่นี้จะช่วยให้เกิดบรรยากาศที่แต่ละครอบครัวได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เป็นสังคมที่กว้างขึ้น ไม่ได้อยู่แค่ครอบครัวตนเอง หรือสร้างเครือข่ายผ่านอินเทอร์เน็ต โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่ายในการทำกิจกรรม หรือเป็นแหล่งที่แต่ละครอบครัวจะมาทำกิจกรรม แลกเปลี่ยน การเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อจัดการศึกษา

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

      ผศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา

      เช่นเดียวกับ ผศ.ดร.วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา ภาควิชาการศึกษาตลอดชีวิต จุฬาฯ บอกว่า “บ้านเรียน” เป็นทางหลักหนึ่งในการจัดการศึกษา ที่นับวันจะมีพ่อแม่ผู้ปกครองหันมาดำเนินการมากขึ้น มีกฎหมายรองรับให้พ่อแม่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแก่ลูกได้ เด็กได้รับการดูแลตามสิทธิเช่นเดียวกับเด็กที่เรียนในระบบ

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

ไม่ต้องไปโรงเรียนก็ประสบผลสำเร็จได้

           0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ qualitylife4444@gmail.com 0

ตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295924

ตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ

สพฐ, ปี 61, ปีแห่งการปฏิบัติ, 2561, Set, Zero, Waste, School

สพฐ.ปักธง 2561 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ Set Zero Waste School ปรับพฤติกรรม “คน” ตั้งแต่ต้นทาง สร้างระบบเพื่อความยั่งยืน มุ่งแก้ปัญหาระยะยาว

     วันนี้  (17 ก.ย.) ที่โรงแรมเอวานา กรุงเทพฯ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ  เขต 1 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทั้ง 7 จุด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดประชุมปฏิบัติการการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษาสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน “โรงเรียนปลอดขยะสัญจร” ระดับภูมิภาค สนอง “ยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี”สู่การปฏิบัติการ “ประเทศไทย ไร้ขยะ” ปักธงรุก 2560 “Set Zero Waste School” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษาสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืนและเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนในการขับเคลื่อนการจัดการขยะในสถานศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วม จำนวน 540 คน 
นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า จากข้อมูลสถานการณ์ขยะมูลฝอยของกรมควบคุมมลพิษ ปี พ.ศ. 2559 พบว่า แนวโน้มของปริมาณขยะมูลฝอยทั่วประเทศเพิ่มขึ้น 27.06 ล้านตัน คิดเป็น 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน สะท้อนให้เห็นต้นเหตุแห่งปัญหาขยะที่เกิดจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ซึ่งการกำจัดขยะจากเทศบาลหรือการนำขยะไปกำจัดหรือทำลายเป็นการกำจัดที่กลางทางและปลายทาง ดังนั้น ในทางที่ถูกต้องคือการแก้ปัญหาที่ต้นทาง โดยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนเป็นหลัก เช่น การคัดแยกขยะต้องเริ่มจากที่บ้าน สถานศึกษาเองก็ต้องเป็นต้นแบบในการให้ความรู้ที่ถูกต้อง รวมถึงบริบทของสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างวินัยด้านการลดใช้ทำให้ขยะเกิดขึ้นให้น้อยลง ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว โดยจะต้องทำให้เป็นระบบเพื่อความอย่างยั่งยืน

ตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ

“สพฐ.ตั้งเป้าหมายภายในปี 2561 จะเป็น “ปีแห่งการปฏิบัติ” โรงเรียนของ สพฐ.ทุกแห่งต้องไร้ขยะ เนื่องจากปี 2559-2560 เราเน้นการสร้างความตระหนัก สร้างจิตสำนึกให้กับหน่วยงานทั้งเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน ครู นักเรียน และชุมชน ดังนั้น จากนี้จะช้าไม่ได้แล้ว ทุกโรงเรียนจะต้องนำสู่การปฏิบัติจะต้องมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะงบประมาณแลกเป้า โดยเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตจะต้องลดเรื่องของการจัดกิจกรรมแต่เน้นการปฏิบัติที่เป็นไปตามบริบทของโรงเรียน และต้องผลลัพธ์ต้องเกิดที่ตัวเด็ก โดยให้โรงเรียนจัดทำแผนเสนอขึ้นมา สพฐ.จะทำหน้าที่ในการติดตามประเมินผล” นายบุญรักษ์  กล่าว
นายบุญรักษ์  กล่าวต่อว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการสร้างวินัยด้านการบริหารจัดการขยะสู่ผู้ปกครองนักเรียนและขยายต่อชุมชน จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญยิ่ง ที่ต้องมีการเชื่อมต่อบูรณาการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงาน ดังนั้น สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา  สพฐ.  จึงได้เร่งดำเนินการให้นโยบาย การจัดกิจกรรมและการบูรณาการในสาระการเรียนรู้ในสถานศึกษา สู่ชุมชน โดยนิทรรศการที่โรงเรียนได้นำมาแสดงมีเป้าหมาย เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และคัดเลือกนวัตกรรมด้านการจัดการขยะ โรงเรียนปลอดขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา ซึ่งจะก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดมุมมองที่หลากหลาย มีประโยชน์ในการนำไปต่อยอด และจะเป็นต้นแบบที่ดีกับอีกหลายสถานศึกษา ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจและจะเป็นพลังและความหวังในอนาคตสู่การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็งด้านการบริหารจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สู่การรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้กับคนรุ่นต่อไป

ตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะตั้งเป้า61 “ปีแห่งการปฏิบัติ” รร.ไร้ขยะ

นางนิจวดี เจริญเกียรติบวร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา (สนก.) สพฐ.  กล่าวว่า การจัดประชุมปฏิบัติการการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษา สู่การปฏิบัติที่ยั่งยืนในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนนโยบายการจัดการขยะในสถานศึกษาสู่การปฏิบัติที่ยั่งยืน “โรงเรียนปลอดขยะสัญจร” ในระดับภูมิภาค 7 จุด 5 ภูมิภาค 8 รุ่น พร้อมทั้งคัดเลือกต้นแบบนวัตกรรมการบริหารจัดการขยะในสถานศึกษาและชุมชนให้เป็นโรงเรียนต้นแบบทั้งระบบในระดับภูมิภาค จุดละ 8 ประเภท 8 โรงเรียน รวม 8 รุ่น รวม 64 โรงเรียน และเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเตรียมแผนในการดำเนินงานโรงเรียนปลอดขยะในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในปี 2561 ตามที่ สพฐ.มอบหมายให้ สนก. ดำเนินการจัดกิจกรรมการสร้างจิตสำนึกและวินัยในการจัดการขยะ น้ำเสีย และมลพิษทางอากาศในสถานศึกษา ในปี 2559 – 2560 โดยได้กำหนดนโยบายด้านการสร้างวินัยในสถานศึกษา การจัดการขยะและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เน้นโรงเรียนปลอดขยะ ซึ่งกำหนดให้เขตพื้นที่การศึกษา 225 เขตทั่วประเทศ ทำบันทึกข้อตกลงกับโรงเรียนให้ดำเนินการเรื่องการจัดการขยะในสถานศึกษาทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยร่วมบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สิ่งแวดล้อมจังหวัด องค์การปกครองท้องถิ่น
ทั้งนี้ ในปี 2559 ได้คัดเลือกโรงเรียนตัวอย่างของแต่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จาก 15,000 โรงเรียน ได้โรงเรียนนำร่อง จำนวน 20 โรงเรียน ส่วนในปี 2560 ได้ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศไปขยายผลให้ครบทุกโรงเรียน และให้คัดเลือกโรงเรียนลำดับ 1-3 ของโรงเรียนต้นแบบระดับเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อเข้าร่วมแลกเปลี่ยนและถอดบทเรียน รวมทั้งการนำความรู้ แนวทางที่ได้จากการเสวนา และการศึกษาดูงานมาประยุกต์ใช้วางแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2561 ต่อไป

“เด็กกศน.”ทะเลาะวิวาท!! เจ็บ 3 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/295930

“เด็กกศน.”ทะเลาะวิวาท!! เจ็บ 3 ราย

เลขาธิการ กศน, ก่อเหตุทะเลาะวิวาท, เจ็บ3ราย, นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน, เจ็บ, ราย, บาดเจ็บ, เขตยานนาวา, เด็กกศน, พักการเรียน

เลขาฯกศน.แจง เด็กกศน.ทะเลาะวิวาท บาดเจ็บ 3 ราย ขณะสอบปลายภาคที่ร.ร.วัดดอกไม้ เขตยานนาวา กทม. พบมีความขัดแย้งมาก่อน ระบุโทษตีกันถึงขั้น”พักการเรียน”

          17ก.ย.60-นายกฤตชัย อรุณรัตน์ เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ตามที่สำนักงาน กศน.กำหนดให้วันที่ 16-17 ก.ย. 60 เป็นการสอบปลายภาคเรียนที่ 1 / 2560 ของนักเรียน นักศึกษา กศน.ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ ปรากฎว่าในช่วงเย็น(17 ก.ย.) เกิดเหตุการณ์นักศึกษาทะเลาะวิวาท ในห้องสอบโรงเรียนวัดดอกไม้ เขตยานนาวา กรุงเทพฯ จนบาดเจ็บ 3 รายนั้น เบื้องต้นได้รับรายงานว่านักศึกษามีความขัดแย้งกันมาก่อน

“อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด ซึ่งได้กำชับให้เร่งรวบรวมข้อมูลและรายงานผมโดยเร็ว พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้ลงไปดูแลนักศึกษาทั้ง 3 รายที่บาดเจ็บด้วย”เลขาธิการ กศน. กล่าว

เลขาธิการ กศน. กล่าวอีกว่า ตอนนี้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริง ยังไม่สามารถพูดอะไรชัดเจนได้ แต่กรณีนักศึกษาก่อเหตุทะเลาะวิวาทนั้น กศน.ก็มีมาตรการลงโทษ เช่น พักการเรียน เป็นต้น