‘เจ๊แดง’ วางมือการเมือง ลดแรงเสียดทานเพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/546872

  • วันที่ 06 เม.ย. 2561 เวลา 09:20 น.

‘เจ๊แดง’ วางมือการเมือง ลดแรงเสียดทานเพื่อไทย

โดย ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์​

ปรากฏการณ์การรวมตัวของอดีตแกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทยที่ตบเท้ายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคแบบพร้อมเพรียงเมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ผ่านมา ถือเป็นการแสดงพลังและเรียกขวัญกำลังใจให้กับลูกพรรคในช่วงเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาทุกที

กลบกระแสข่าวการแตกกระสานซ่านเซ็นของกลุ่มก๊วนต่างๆ จนอาจทำให้พรรคเพื่อไทยที่เคยผูกขาดชัยชนะเลือกตั้งระดับชาติในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาต้องประสบปัญหาหนักในครั้งนี้

ยิ่งในวันที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องระหกระเหิน หนีคดีไปต่างประเทศ การหาแม่ทัพมาคุมพรรคยังไม่มีความชัดเจน แถมเกิดกระแสตีกัน ขัดแข้งขัดข​า จนสภาพภายในพรรคปั่นป่วน

แต่การขยับที่น่าสนใจภายในพรรคเพื่อไทยเวลานี้อยู่ที่การเฟดตัวออกจากหน้าฉากการเมืองของ เจ้าแม่วังบัวบาน ​คีย์แมนคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีบทบาท​คอยเป็นหลังบ้านควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อย​ภายในพรรคเรื่อยมา

การเสียกำลังคนสำคัญไปในช่วงเวลาที่พรรคต้องเผชิญกับศึกหนัก จึงไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่อีกด้านก็อาจส่งผลดีต่อการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ถึงขั้นอาจเป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องการลดบทบาทคนในตระกูลชินวัตรเพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมือง ไม่ให้เป็นเป้าถูกถล่มทั้งจากฝ่าย ประชาธิปัตย์ หรือฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

อีกด้านหนึ่งยังเป็นโอกาสดีสำหรับ “เพื่อไทย” ที่จะเดินหน้าสู่เป้าหมาก้าวข้าม “ทักษิณ ชินวัตร” เพื่อสร้างความเข้มแข็งกับพรรคในระยะยาว และไม่ตกเป็นเป้าถูกถล่มในช่วง​การหาเสียง

การจับจ้องของฝ่าย คสช. ต่อการเคลื่อนไหวภายนอกประเทศของ 2 อดีตนายกฯ จากตระกูลชินวัตร ยังไม่อาจเป็นที่ไว้วางใจได้ เพราะทั้งสองคนยังมีหมายศาลให้ติดตามตัวกลับมาดำเนินคดี

การจะเปิดหน้าลุยช่วยหาเสียงเหมือนที่ผ่านๆ มาจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ยิ่งในวันที่ คสช.​ยังมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือด้วยแล้ว การจะทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงย่อมไม่เป็นผลดีกับทั้ง พรรคเพื่อไทย และคนในตระกูลชินวัตรเอง

การวางมือทางการเมืองของ “เจ๊แดง” จึงเป็นเสมือนการแสดงออกทางสัญลักษณ์ว่าต้องการลดบทบาทของคนตระกูลชินวัตร และสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกของพรรคจนสามารถได้เดินหน้าไปด้วยตัวเอง

เมื่อ เจ๊แดง ถือเป็นคีย์แมนจากตระกูลชินวัตรคนสุดท้ายที่ยังมีบทบาทอยู่ในช่วงที่ผ่านมา การถอยออกจากหน้าฉากจึงเสมือนเป็นความพยายามปรับภาพลักษณ์ให้เพื่อไทยไม่ให้ถูกมองว่ามีการครอบงำหรือชี้ขาดด้วยคนเพียงคนเดียวหรือตระกูลเดียวอีกต่อไป

ยิ่งในวันที่ “เพื่อไทย” กำลังประสบปัญหาสำคัญจากการเปิดตัวตั้งพรรคอนาคตใหม่ ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ที่อาจจะมาแย่งฐานคะแนนของเพื่อไทยในหลายพื้นที่

การปรับภาพลักษณ์สร้างความเข้มแข็งให้พรรคเพื่อไทยเป็นมากกว่าพรรคของคนตระกูลชินวัตร จึงอาจเป็นทางเลือกที่ต้องเร่งทำ ​เพื่อไม่ให้ต้องเสียฐานมวลชนที่เคยสนับสนุนมาตั้งแต่ไทยรักไทย

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ ล้วนแต่เป็นพรรคที่มีฐานสนับสนุนจาก​กลุ่มชาวบ้านที่ละเลย ไม่เอาใจใส่จากรัฐบาลในอดีตคล้ายๆ กัน

แต่วังวนปัญหาทางการเมืองในอดีตบีบให้พรรคเพื่อไทยต้องเลือกเดินไปในทางที่สร้างปัญหากับพรรคในระยะยาว โดยเฉพาะกับเร่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบสุดซอย  จนนำมาสู่การชุมนุมคัดค้านและบานปลายกลายเป็นจุดจบของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ​

ข้อครหาเรื่องความต้องการเร่งพาตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ กลับประเทศ มากกว่าเร่งแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน กลายเป็นตราบาปที่ฉุดความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างมาก

ยังไม่รวมกับคดีของคนรอบตัว เจ๊แดง โดยเฉพาะจากโครงการรับจำนำข้าว  ย่อมจะเป็นอีกเป้าใหญ่ให้ถูกขุดขึ้นมาโจมตีอย่างต่อเนื่องในช่วงหาเสียงที่จะยิ่งทำให้เพื่อไทยถูกรุมถล่ม ทำลายน้ำหนักนโยบายสำคัญที่เคยใช้เป็นนโยบายหาเสียงในช่วงที่ผ่านมา

ที่สำคัญประเมินแล้วการหาเสียงที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝั่ง ไม่เอาทักษิณ กับ ฝั่งไม่เอา คสช. จำเป็นที่พรรคเพื่อไทยต้องปรับภาพลักษณ์เพื่อรักษาฐานคะแนนของตัวเอง ไม่ให้กลุ่มที่ไม่เอา คสช. ไปเลือกพรรคอื่น ขณะเดียวกันก็ใช่ว่าจะทิ้งกลุ่มไม่เอาทักษิณ ​ในวันที่สถานการณ์ต้องบีบให้เลือกทางใดทางหนึ่ง ​

ถัดมาที่ประเด็นเรื่องการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลในนอนาคตหนึ่งในปัญหาที่พรรคการเมืองหลายพรรควิตกก็คือการเข้ามาของ คสช. ที่จะใช้กลไกตัวช่วยอย่าง 250 เสียงของ สว.ชุดแรกตามบทเฉพาะกาล

แต่การจะผนึกกำลังระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันเอง เพื่อยืนหยัดต่อต้านการเข้ามาของ คสช. เองก็คงยากที่จะสนิทใจจับมือกันได้ โดยเฉพาะจากประสบการณ์การกระทบกระทั่งที่ผ่านมา

ดังนั้น การที่เพื่อไทยลดบทบาทคนของตระกูลชินวัตร ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งสำคัญทางการเมือง จึงอาจเป็นการส่งสัญญาณปัจจัยขัดแย้ง เปิดทางจับมือกับพรรคอื่นเพื่อต้านการกลับมาของ คสช.

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นทางเลือกที่ดีกับเพื่อไทย ยิ่งในวันที่หลายพรรคการเมืองเปิดตัวประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง

กอดคอกันแน่น นักการเมืองจัดทัพรบ ‘คสช.’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/546791

  • วันที่ 05 เม.ย. 2561 เวลา 11:15 น.

กอดคอกันแน่น นักการเมืองจัดทัพรบ ‘คสช.’

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

แม้เวลานี้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง แต่กิจกรรมทางการเมืองก็ได้เริ่มดำเนินไปตามกระบวนการให้เห็นบ้างแล้วอย่างน้อย 2 เรื่อง

1.การให้จดแจ้งชื่อพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โดยได้ปรากฏภาพของกลุ่มบุคคลหน้าใหม่ป้ายแดงและหน้าเก่า แสดงเจตนาขอตั้งพรรคการเมืองใหม่เป็นจำนวนไม่น้อย

บางพรรคออกตัวประกาศสนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งชัดเจน บางพรรคประกาศชัดเจนเช่นกันว่าไม่เอานายกฯ ที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมกับประกาศจุดยืนว่านายกฯ จะต้องมาจากคนที่พรรคการเมืองเสนอเท่านั้น

2.การให้สมาชิกพรรคการเมืองปัจจุบันแสดงตนเพื่อยืนยันความเป็นสมาชิกพรรค กระบวนการนี้ได้เริ่มขึ้นมาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา มีกำหนดเวลาดำเนินการ 30 วัน

ตามขั้นตอนหากพ้นกำหนดเวลา 30 วัน สมาชิกคนใดไม่แจ้งยืนยันการเป็นสมาชิก จะต้องพ้นจากความเป็นสมาชิกทันที นอกเหนือไปจากการจัดการเรื่องสมาชิกพรรคแล้ว พรรคการเมืองปัจจุบันต้องปฏิบัติตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 53/2560 อีกบางประการด้วย

(1) จัดให้มีทุนประเดิมจำนวน 1 ล้านบาท และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ 1 เม.ย.

(2) จัดให้สมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่า 500 คน ชำระค่าบำรุงพรรคการเมืองสำหรับปี พ.ศ. 2561 ภายใน 180 วัน นับแต่วันที่ 1 เม.ย.

(3) จัดให้สมาชิกให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ 1 เม.ย.และให้ได้จำนวนไม่น้อยกว่า 1 หมื่นคน ภายใน 4 ปี นับแต่วันที่ 1 เม.ย.

กระบวนการที่ คสช.ออกแบบให้พรรคการเมืองได้เดินตามนั้น ด้านหนึ่งถึงจะสร้างปัญหาจุกจิกกวนใจแก่พรรคการเมือง แต่ก็ทำให้พรรคการเมืองสามารถเช็กกำลังภายในพรรคไปในตัวด้วย

พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองแรกๆ ที่เร่งดำเนินการจัดการให้สมาชิกพรรคมายืนยันสถานะ เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกประมาณ 2 ล้านคน ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์เกิดกระแสข่าวมาตลอดว่าบรรดาขุนพลภาคใต้ของพรรคจะสละเรือประชาธิปัตย์เพื่อไปอยู่กับพรรคของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” แกนนำ กปปส.

แต่พอมาถึงเวลากลับเป็นสุเทพที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง เพราะอดีต สส.ภาคใต้กลัวว่าถ้าออกจากประชาธิปัตย์แล้วตัวเองจะสอบตก โดยอดีตมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วหลายคนว่าหากไม่ลงสมัคร สส.ภาคใต้ในนามพรรคประชาธิปัตย์ โอกาสสอบตกมีสูง แม้ว่าตัวเองจะทำพื้นที่มานานแค่ไหนก็ตาม

ด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ได้เห็นอดีต สส.จำนวนมากตบเท้าเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค ให้การต้อนรับเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ก็มีความคึกคักไม่แพ้กัน ภายหลังเพิ่งจัดพิธีรดน้ำดำหัวเนื่องในโอกาสเทศกาลสงกรานต์  พร้อมกับการเปิดให้ยืนยันสมาชิกพรรคเมื่อวันที่ 4 เม.ย.

ตอนแรกหลายฝ่ายอาจจะคิดว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะแตก แต่เอาเข้าจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบรรดาขุนพลข้างกาย “ทักษิณ ชินวัตร” ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งในอนาคต

“ดีใจที่สมาชิกมาพร้อมเพรียง และมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรค สื่อสารถึงความร่วมมือกัน และสืบสานการเมืองพรรคนี้ต่อไป และตนเต็มใจที่จะยืนยันเป็นสาชิกพรรคนี้ต่อไป และเชิญชวนสมาชิกเก่าที่ตั้งใจและยึดแนวทางประชาธิปไตยเพื่อดำเนินการทางการเมืองดูแลประชาชน” ท่าทีและถ้อยคำจาก “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อดีตนายกฯ ที่ยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทย

ขณะที่ “พรรคชาติไทยพัฒนา” เป็นพรรคที่เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง เนื่องจากแกนนำที่ผู้ใหญ่ระดับสูงที่เคยนำพรรคสู้สนามการเลือกตั้ง ต่างแพ้สังขารไปตามกาลเวลา จึงเป็นจังหวะที่คนหนุ่มรุ่นใหม่ของพรรคต้องก้าวขึ้นมาเป็นแถวหน้าของพรรคแทนผู้อาวุโสที่ยอมหลบอยู่เบื้องหลัง

ด้วยสภาพที่เป็นอยู่ของพรรค เท่ากับว่า “วราวุธ ศิลปอาชา” ได้กลายเป็นผู้นำพรรคไปโดยปริยาย

โดยการเปิดให้สมาชิกพรรคมาแสดงตนตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่เพิ่งเริ่มต้นไปเมื่อเร็วๆ นี้ บรรดาแกนนำรุ่นใหญ่และทายาทการเมืองยังอยู่ในบ้านชาติไทยพัฒนาด้วยกันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาอดีต สส.ในกลุ่มพื้นที่ภาคกลาง

“การดำเนินการของพรรคในขณะนี้เป็นการขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ที่มีประสบการณ์ ควบคู่ไปกับบุุคคลที่มีประสบการณ์ในทางการเมือง ซึ่งส่วนตัวได้รับการติดต่อจากผู้ใหญ่ในพรรคหลายท่าน”

ภาพรวมของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองในเวลานี้ จะเห็นได้ว่าบรรดาพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยต่างเล่นเกมตามกติกา พร้อมๆ กับปรับตัวให้กับกฎหมายที่ คสช.ได้ออกแบบเอาไว้ ซึ่งสามารถทำตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้เป็นอย่างดี

ด้านหนึ่งอาจเป็นเพราะฝ่ายการเมืองเองประสงค์ที่อยากจะกลับเข้าสู่สนามเลือกตั้ง จึงต้องพยายามไม่สร้างเงื่อนไข และจัดทัพเพื่อให้พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง

มา ณ ตอนนี้ น่าจะเหลือเพียงแต่ คสช.ว่าจะปรับตัวเองให้เข้ากับกติกาและยอมรับให้มีการเลือกตั้งได้หรือไม่ หรือว่าจะใช้กลไกหรือสร้างอภินิหารทางกฎหมายเพื่อเป็นเงื่อนไขในการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจนกว่าตัวเองจะพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง

ส่งสัญญาณแก้ 53/2560 คสช.พลิกเกมสู้กระแสต้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/546662

  • วันที่ 04 เม.ย. 2561 เวลา 10:27 น.

ส่งสัญญาณแก้ 53/2560 คสช.พลิกเกมสู้กระแสต้าน

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การทำงานที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เห็นจะเป็นการใช้มาตรา 44 เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการแผ่นดิน

อย่างที่ทราบกันดีว่ามาตรา 44 เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2557 ฉบับชั่วคราว เพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ที่สำคัญอำนาจดังกล่าวยังถูกรับรองให้เป็นที่สุด ซึ่งนั่นหมายความว่าเมื่อหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจดังกล่าวจะได้รับการคุ้มครอง และไม่สามารถมีใครมาทำการโต้แย้งได้

ที่ผ่านมาการใช้มาตรา 44 ถูกวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำอำนาจเหนืออำนาจมาบังคับใช้ภายหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้ว

ตามหลักนิติรัฐแล้วไม่ควรให้ใครคนใดคนหนึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ควรให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลได้ ดังนั้น การที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติให้หัวหน้า คสช.ยังมีอำนาจมาตรา 44 อยู่ต่อไป ย่อมเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักการนิติรัฐอย่างเห็นได้ชัด แต่รัฐบาลและ คสช.ที่มีนักกฎหมายมหาชนคอยทำงานสนองนโยบายกลับไม่สนใจกับหลักการดังกล่าวเท่าใดนัก

ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง ปรากฏว่า คสช.ยังใช้มาตรา 44 เพื่อสร้างเงื่อนไขและภาระให้กับพรรคการเมืองโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้ความเห็นชอบนั้นมีผลใช้บังคับแล้ว ดังจะเห็นได้จากการมีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560

คำสั่งหัวหน้า คสช.ในเรื่องนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าสร้างปัญหาให้กับพรรคการเมืองพอสมควร เช่น การให้สมาชิกพรรคมาทำการยืนยันสถานะความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองต่อหัวหน้าพรรค หรือการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองและตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดให้ครบถ้วนตามกฎหมายภายใน 90 วัน นับแต่มีการยกเลิกประกาศ คสช. 57/2557 ที่ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองประชุมพรรคการเมือง

ไม่เพียงเท่านี้ การมีคำสั่ง คสช. ดังกล่าว ยังเป็นผลให้ สนช.ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อแก้ไขกฎหมายเลือกตั้ง สส.เพื่อให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นเวลา 90 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งทำให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป 90 วัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรา 44 ทำให้พรรคการเมืองออกมาต่อต้านพอสมควร

ทั้งการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินก็เห็นด้วยกับพรรคการเมือง อันนำมาซึ่งการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยมีการชี้ประเด็นให้ชัดเจนลงไปว่าคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ว่ามีการลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยด้วยการออกกฎหมายลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของสมาชิกพรรคการเมือง ไปจนถึงการเรียกร้องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดแนวทางให้ชัดเจนว่าพรรคการเมืองสามารถดำเนินการที่ไม่ขัดกับกฎหมายได้บ้าง

จากแรงกดดันที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะ ส่งผลให้ คสช.และรัฐบาลยอมรับว่าคำสั่งที่ 53/2560 มีปัญหาอย่างแท้จริงและเตรียมจะแก้ไขในเร็วๆ นี้ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้อง

“ส่วนที่น่าจะเป็นปัญหาอยู่จริงในการปฏิบัติจากคำสั่งที่ 53/2560 ซึ่งก่อนหน้านี้ เช่น การประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองที่ต้องประกอบด้วยหัวหน้าหรือตัวแทนของสาขา ปัญหาคือพรรคที่มีสาขาก็พอจะเรียกประชุมให้ครบองค์ประกอบได้ แต่พรรคที่ยังไม่มี จะมีสาขาได้ก็ต่อเมื่อมีการประชุมใหญ่ แต่ในการประชุมใหญ่ต้องมีหัวหน้าสาขา

ในที่สุดจึงเป็นปัญหาว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เป็นข้อขัดข้องที่ได้จัดเตรียมว่าจะต้องแก้ไข โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกร่างเตรียมไว้ก่อนแล้ว” วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุ

การเตรียมใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ออกตามมาตรา 44 นั้นเป็นแนวปฏิบัติที่ คสช.เคยทำมาก่อน แต่การมีท่าทีของ คสช.และรัฐบาลที่แสดงออกผ่านรองนายกฯ ดังกล่าว นับว่ามีนัยทางการเมืองพอสมควร เพราะต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้มีท่าทีแข็งกร้าวต่อพรรคการเมืองพอสมควร

ดังนั้น หากจะบอกว่าการยอมแก้คำสั่งที่ 53/2560 เป็นการแก้เกมการเมืองประการหนึ่งก็คงไม่แปลกนัก

ก่อนอื่นต้องไม่ลืมว่าเวลานี้บรรยากาศและอารมณ์ทางการเมืองของคนไทยส่วนใหญ่ต่างมุ่งหน้าไปสู่การเลือกตั้งกันพอสมควรแล้ว โดยเฉพาะการปรากฏตัวของพรรคการเมืองใหม่จำนวนไม่น้อย หรือการออกมายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคการเมืองของบรรดาขุนพลแต่ละพรรคการเมืองในช่วงนี้

ทั้งหมดนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยพร้อมแล้วกับการเลือกตั้ง ที่สำคัญยังพร้อมจะเล่นตามกติกาที่มีอยู่ในเวลานี้ เรียกได้ว่าเหลือเพียงแต่ คสช.เท่านั้นว่าจะพร้อมลงมาเล่นกับกติกาที่พวกของตนเองออกแบบไว้หรือไม่

เมื่อถนนทุกสายมุ่งสู่การเลือกตั้ง แน่นอนว่าถนนทุกสายย่อมพุ่งตรงมาที่ คสช.เช่นกัน

ยิ่ง คสช.พยายามแสดงออกถึงการยื้อเลือกตั้งด้วยการใช้กฎหมายมากเท่าไร คสช.ย่อมตกที่นั่งลำบากมากขึ้นเท่านััั้น

การทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองท่ามกลางกระแสเลือกตั้งที่เชี่ยวอยู่เวลานี้ จึงไม่เป็นประโยชน์ต่อ คสช.เท่าใดนัก จึงเป็นที่มาของการยอมอ่อนลงให้ในระดับหนึ่ง เพื่อรักษาและเลี้ยงกระแสเอาไว้เพื่อเป้าหมายในการกลับมาเข้าสู่อำนาจอีกครั้งในอนาคต

เมินบิ๊กตู่-ไม่เอาทักษิณ ปชป.เดดล็อกตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/546546

  • วันที่ 03 เม.ย. 2561 เวลา 10:55 น.

เมินบิ๊กตู่-ไม่เอาทักษิณ ปชป.เดดล็อกตัวเอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ส่วนใครที่จะออกนอกแถวไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้ไปทางเลือกอื่น ไม่ต้องมาที่นี่ เพราะมีพรรคอื่นรองรับเยอะ ถ้าจะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต้องสนับสนุนหัวหน้าพรรค ไม่ว่าหัวหน้าพรรคจะเป็นใครก็ตาม” 

สัญญาณชัดเจนครั้งแรกจากปาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับการยืนยันจุดยืนของพรรคแบบดุเดือด ซึ่งต้องการสะท้อนความชัดเจนในแนวทางของประชาธิปัตย์นับจากนี้ต่อไป

การ “หงายไพ่” ใบสำคัญของประชาธิปัตย์ในช่วงเวลานี้ ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่หนึ่งในยุทธศาสตร์หาเสียงที่สร้างความชัดเจนให้ตัวเองไม่ให้ความคลุมเครือที่เป็นอยู่ถูกบิดเบือนไปแย่งคะแนนเสียง

แน่นอนว่าท่ามกลางสถานการณ์ที่ระหองระแหง รอยร้าวระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส.ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ประชาธิปัตย์จำเป็นต้องกระชับแนวร่วมสร้างความเป็นเอกภาพ เพื่อเร่งทำคะแนนในการเลือกตั้งที่ถือว่าเป็นอีก “โอกาส” ครั้งสำคัญ

เมื่อเวลานี้คู่แข่งคนสำคัญอย่าง “เพื่อไทย” กำลังระส่ำระสายจากแกนนำที่ต้องระหกระเหินหนีคดีอยู่ต่างแดน  ขณะที่กลุ่มต่างๆ กำลังชั่งใจว่าจะแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ เพื่อลดแรงเสียดทานแรงกดดันจากฝั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่

ประชาธิปัตย์จึงต้องเร่งสร้างความชัดเจนในพื้นที่ ทั้งในแง่ผู้สมัคร สส. หัวคะแนน เรื่อยไปจนถึงสมาชิกพรรค ว่าจะยังเหนียวแน่นอยู่กับประชาธิปัตย์ หรือจะหันไปหาตัวเลือกใหม่อย่างพรรค กปปส. ที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ประกาศไม่เกี่ยวข้อง แต่ทาง ธานี เทือกสุบรรณ น้องชาย เตรียมยื่นจดแจ้งกับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจัดตั้งพรรค

ดังจะเห็นในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ หลายพื้นที่ในภาคใต้เกิดการแย่งตัวหัวคะแนนและสมาชิกระหว่างประชาธิปัตย์และ กปปส. ที่หากปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมมีแต่จะต้องมาแบ่งคะแนนกันเอง สุ่มเสี่ยงจะเปิดทางให้คู่ต่อสู้เข้ามาเบียดแย่งปักธงในฐานที่มั่นได้ง่าย

การรีบประกาศจุดยืนให้ชัดเจนจึงถือเป็นการบีบให้ สส.ตลอดจนทีมงานต้องตัดสินใจว่าจะเลือกสวมเสื้อประชาธิปัตย์ หรือ กปปส.ลงสนามเลือกตั้ง ซึ่งล่าสุด อภิสิทธิ์ประกาศว่านอกจากสุเทพและธานีแล้วไม่มีอดีต สส.คนอื่นมาบอกว่าจะไม่มาร่วมงานกับพรรค สอดรับกับที่แกนนำ กปปส.หลายคนเดินทางมายืนยันการเป็นสมาชิกพรรคเรียบร้อยแล้ว

อีกด้านหนึ่งการส่งสัญญาณของอภิสิทธิ์ยังเป็นการประกาศจุดยืนให้ง่ายต่อการหาเสียงในพื้นที่ เพื่อไม่ทับซ้อนกับทาง กปปส.  แม้ทั้ังประชาธิปัตย์และ กปปส. ล้วนแต่มีจุดยืนไม่เอา “ระบอบทักษิณ” ด้วยกันทั้งคู่ หากจะหาเสียงแนวทางนี้ย่อมมีแต่จะต้องแบ่งคะแนนกัน

การประกาศไม่เอา คสช. จึงเป็นทางเลือกที่จะสร้างความแตกต่างให้กับตัวเองทั้งในพื้นที่ และสร้างความแตกต่างสลัดภาพลักษณ์ที่อยู่ใต้ร่มเงาของทหารมาอย่างต่อเนื่องให้หมดไปในโอกาสนี้ด้วย

ต้องยอมรับด้วยว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝั่งไม่เอาทักษิณและฝั่งไม่เอา คสช. ดังจะเห็นเค้าลางที่แต่ละฝ่ายเริ่มเปิดหน้าประกาศจุดยืนและแนวทางของตัวเอง

ต่างจากในอดีตที่เป็นการต่อสู้ระหว่างฝั่งไม่ “สนับสนุน” และ “ต่อต้าน” ระบอบทักษิณ

แน่นอนหากประชาธิปัตย์ต้องเลือกจุดยืนสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย ด้านหนึ่งย่อมกระทบกับจุดยืนความเป็นพรรคในกลไกตามระบอบประชาธิปไตย ฉุดให้ภาพลักษณ์เสียหาย

อีกด้านหนึ่งย่อมต้องไปแบ่งฐานคะแนนกับพรรคอื่นๆ ที่มีจำนวนไม่น้อย หลายพรรคที่เปิดหน้าเวลานี้ เริ่มประกาศความชัดเจนสนับสนุน คสช.ทั้งทางตรงและทางอ้อม

การเลือกไม่สนับสนุน คสช. จึงอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประชาธิปัตย์ในสถานการณ์นี้

ยิ่งในวันที่คะแนนนิยมของ คสช.กำลังตกต่ำลงเรื่อยๆ จากมรสุมที่รุมเร้าซ้ำเติมผลงานการบริหารงานที่ไม่เข้าตาประชาชนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา

ผลโพลหลายสำนักสะท้อนตรงกันว่าทั้งความเชื่อมั่นและคะแนนนิยมในตัว คสช.ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนรัฐบาลต้องเร่งทำโครงการลดแลกแจกแถมลงพื้นที่เป็นการเร่งด่วน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การประกาศจุดยืนของประชาธิปัตย์ไม่เอา คสช. แม้จะเป็นการสร้างความชัดเจนในพื้นที่ แต่สุดท้ายก็ทำให้ตัวเองถูกโดดเดี่ยวจากฝั่งอื่นๆ ไปในตัว

สถานะของประชาธิปัตย์เวลานี้จึงตกอยู่ตรงกลางระหว่างฝั่ง  “ไม่เอาทักษิณ” และ “ไม่เอา คสช.” จนขยับลำบาก ทั้งในแง่หาเสียงปัจจุบันและการรวมตัวกันตั้งรัฐบาลในอนาคต

ประเมินตามทิศทางลมแล้วคงยากที่ประชาธิปัตย์จะสามารถได้เสียงถล่มทลายเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ การจะตัดสินใจไปร่วมรัฐบาลด้วยตัวเลือกที่มีอยู่ระหว่าง คสช. และเพื่อไทยนั้นย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก เพราะที่ผ่านมาประชาธิปัตย์ยืนยันอยู่ฝั่งตรงข้ามกับระบอบทักษิณมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย คงยากจะไปจับมือร่วมเป็นรัฐบาลทำงานด้วยกันได้

ถึงจะประกาศไม่สนับสนุน คสช. แต่อภิสิทธิ์ก็เปิดทางโดยระบุว่า “ส่วนความเป็นไปได้ที่พรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนทหารเป็นรัฐบาลนั้น ต้องไปดูว่าทหารเข้ามาได้อย่างไรและมีกี่เสียง”

สถานการณ์ในเวลานี้ประชาธิปัตย์จึงเหมือนตกอยู่ในสภาพ “เดดล็อก” ขยับได้ยากลำบาก

เลือกตั้ง ก.พ. 62 ยังคลุมเครือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/analysis/546428

  • วันที่ 02 เม.ย. 2561 เวลา 09:20 น.

เลือกตั้ง ก.พ. 62 ยังคลุมเครือ

สถานการณ์ในเวลานี้ยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ และไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.​ 2562 อย่างที่คาดการณ์หรือไม่

*********************************

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ไม่แปลกที่หลายฝ่ายต่างจะพร้อมใจออกมาดักคอแสดงความไม่มั่นใจว่าการเลือกตั้งที่ตั้งตารอนั้นจะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.พ. 2562 ตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

เมื่อที่ผ่านมาโรดแมปที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ 2560 มีเหตุปัจจัยใหม่ๆ ให้ต้องขยับถอยร่นออกมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ก็ไม่เคยออกมายืนยันสร้างความมั่นใจใดๆ ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ. 2562 ได้จริง

หากจำได้ในปี 2560 พล.อ.ประยุทธ์ เดินทางไปพบปะกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ตามคำเชิญ พล.อ.ประยุทธ์ ให้คำมั่นชัดเจนว่าจะเดินหน้าตามหลักประชาธิปไตยสากลของไทยที่จะเป็นไปตามโรดแมป

พร้อมประกาศเป็นสัญญาประชาคมต่อหน้าชาวโลกว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2561 สอดรับกับที่หลายฝ่ายคำนวณตามปฏิทินว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นราวเดือน พ.ย.​ 2561

ท่าทีความชัดเจนที่เกิดขึ้นเป็นผลจากแรงกดดันทั้งในและนอกประเทศที่ต้องการเห็นความชัดเจนว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่กฎกติกาสากลอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องการยื้ออำนาจ และการเตรียมกระโดดลงสนามการเมืองเต็มตัวของ พล.อ.ประยุทธ์

แต่ยังไม่ทันที่ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมปที่วางไว้ ​สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้อภินิหารทางกฎหมายปรับแก้เนื้อหาในร่างของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. กำหนดให้มีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 90 วัน

ด้วยเหตุผลเนื่องจากให้พรรคการเมืองเก่าใหม่ได้มีเวลาเตรียมความพร้อม ตามกฎกติกาที่ออกมาใหม่ เนื่องจากที่ผ่านมา คสช.​ยังไม่ได้ปลดล็อกให้พรรคการเมืองสามารถประชุมคัดเลือกกรรมการบริหารพรรค ไปจนถึงการทำไพรมารีโหวตสรรหาผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในแต่ละเขต

ทั้งหมดส่งผลให้การเลือกตั้งที่เคยคาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือน พ.ย. ​2561 ต้องขยับออกไปเป็น ก.พ. 2562อย่างไม่มีทางเลือก

แต่เงื่อนเวลาดังกล่าวยังไม่นับรวมกับปัจจัยใหม่อย่างการที่ สนช.​เข้าชื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.​

ดังจะเห็นจากที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เคยออกมาแสดงความเห็นว่า​กรณีการยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ต้องทดเวลาเพิ่มอีก 2 เดือน สำหรับการวินิจฉัยของศาล​ประมาณเดือนครึ่งและการนำกลับมาแก้เล็กหลังศาลวินิจฉัยอีกครึ่งเดือน

พร้อมเคาะเบ็ดเสร็จว่าจะทำให้วันเลือกตั้งเคลื่อนจากโรดแมปไปอีกสองเดือน คือ ​จากเดือน ก.พ.​ เป็น เม.ย. 2562

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เคยออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าการแบ่งประเภทการสมัครและเลือกเป็น 2 ประเภท คือ อิสระ และโดยองค์กร ขณะที่​รัฐธรรมนูญกำหนดให้ในแต่ละกลุ่มเลือกกันเอง การแยกแบบนี้ จึงไม่ใช่การเลือกกันเองอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะเท่ากับว่าให้องค์กรเลือกก่อนแล้ว จึงจะเลือกกันเอง

ทว่าในขั้นตอนการพิจารณาของกรรมาธิการ 3 ฝ่าย กรธ.​ กกต. สนช. ยังเห็นควรให้แยกเป็น 2 ประเภทจึงต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ขณะที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เดิม สนช. ยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถึงขั้นเดินหน้าเสนอร่างกฎหมายถึงนายกรัฐมนตรี

แม้จะมีเสียงทักท้วงและแสดงความเป็นห่วง ในทำนองที่หากไม่ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความตอนนี้ แต่ต่อไปมีคนไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความและในกรณีศาลตัดสินว่าขัดรัฐธรรมนูญอาจทำให้การเลือกตั้งที่เกิดไปแล้วเป็นโมฆะสร้างความวุ่นวายในอนาคต

แต่สุดท้าย สนช.​ก็กลับลำต้องถอยมายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความจนถูกมองว่าอาจเป็นแผนยื้อการเลือกตั้งออกไปเพราะแทนที่จะยื่นไปพร้อมกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย สว.กลับดึงเรื่องไว้ก่อน ค่อยมายื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในภายหลัง

ทั้งที่ประเด็นซึ่ง มีชัย ออกมาแสดงความเป็นห่วงในกฎหมายฉบับนี้มี 2 ประเด็น ได้แก่ เรื่องการตัดสิทธิผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ห้ามดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อันอาจเป็นการตัดสิทธิเสรีภาพขัดรัฐธรรมนูญได้

อีกประเด็นคือกรณีให้คนอื่นลงคะแนนเสียงแทนผู้พิการได้ ซึ่งเดิม กรธ.กังวลเรื่องนี้ จึงเขียนว่าให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อให้ผู้พิการลงคะแนนด้วยตนเอง แต่ สนช.ปรับแก้ไขใหม่กำหนดให้ เจ้าหน้าที่ลงคะแนนให้ได้ อันอาจขัดกับรัฐธรรมนูญกำหนดให้ลงคะแนนโดยตรงและลับ ​​

เงื่อนไขด้านกฎหมายตรงนี้มีความสำคัญเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้กรอบเวลาเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง 150 วัน ต้องเริ่มต้นจากการมีผลบังคับใช้กฎหมายลูก 10 ฉบับ ซึ่งเวลานี้เหลืออยู่ 2 ฉบับ ที่ถือเป็น  2 ฉบับสำคัญดังนั้น หากสองฉบับมีอันต้องค้างคาอยู่ในกระบวนการไม่เสร็จสิ้นย่อมเป็นเงื่อนไขที่เป็นเหตุให้การเลือกตั้งไม่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ในเวลานี้จึงยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ และไม่มีความชัดเจนว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.​ 2562 อย่างที่คาดการณ์หรือไม่

เทศกาลแห่งความสุขบนดอยเดียว ‘สีสันแห่งดอยตุง’ครั้งที่ 5 In Doi Festival

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375397

เทศกาลแห่งความสุขบนดอยเดียว ‘สีสันแห่งดอยตุง’ครั้งที่ 5 In Doi Festival

เทศกาลแห่งความสุขบนดอยเดียว ‘สีสันแห่งดอยตุง’ครั้งที่ 5 In Doi Festival

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เทศกาลแห่งความสุข “สีสันแห่งดอยตุง” ครั้งที่ 5 In Doi Festival

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขรับลมหนาว ในงาน “สีสันแห่งดอยตุง” ครั้งที่ 5 ภายใต้แนวคิด In Doi Festival ณ โครงการพัฒนาดอยตุง จ.เชียงราย ชวนสัมผัสวัฒนธรรมและบรรยากาศของกาดชนเผ่าถนนคนเดินที่สูงที่สุดในประเทศไทยอิ่มอร่อยกับรสชาติอาหารจากเชฟอินดอย ตะลุยกิจกรรมหลากหลายที่สนุกได้ทั้งครอบครัว พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 ถึง 27 มกราคม 2562 ปีหน้า

งานสีสันแห่งดอยตุง ได้จัดขึ้นต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 5 เพื่อเป็นเวทีในการส่งเสริมศักยภาพของชุมชนในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขาย การตลาด การสร้างแบรนด์เป็นของตัวเอง ฯลฯมีประสบการณ์ตรงจากการออกร้านภายในงาน และสามารถต่อยอดความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างธุรกิจของตัวเองให้เติบโต ตลอดจนเพื่อปลูกฝังให้ชุมชนมีการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตชนเผ่า สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นเวทีให้ชุมชนได้เผยแพร่วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิต ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสและมีประสบการณ์ร่วม ตลอดจนสร้างความภาคภูมิใจให้ชุมชน

เวิร์กช็อป DIY ทำพวงกุญแจจากเศษด้าย

ปีนี้งานสีสันแห่งดอยตุง จัดขึ้นภายใต้แนวคิด In Doi Festival นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเรื่องราวของทั้ง 6 ชนเผ่าในมุมมองใหม่ ลิ้มรสอาหารจากเชฟอินดอยที่ผ่านการคัดสรรกว่า 30 เมนู ล้วนแต่เป็นเมนูจากธรรมชาติ ปรุงสด พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงความเป็นอยู่และเอกลักษณ์ของชนเผ่า ทั้งเครื่องแต่งกาย การแสดง และการขับร้องเพลง นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแอดเวนเจอร์แบบชนเผ่าที่สนุกสนานได้ทั้งครอบครัว เช่น โบว์ลิงสะบ้า ฟอร์มูลาดอย ไม้ต่อขา หรือท้าทายความสูงด้วยการเดินบนสะพานยอดไม้สูง 30 เมตร ท่ามกลางผืนป่าอันสมบูรณ์ และกิจกรรมการสำรวจธรรมชาติสำหรับเด็ก พร้อมทั้งให้นักท่องเที่ยวได้สะสมตราปั๊มตามจุดท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อมารับของรางวัลพิเศษ รวมถึงเพลิดเพลินกับเวิร์กช็อป DIY หลากหลาย อาทิการตกแต่งการ์ดอวยพรด้วยดอกไม้แห้งและกระดาษสา ปั้นและเพนต์ถ้วยเซรามิก ทำพวงกุญแจจากเศษด้าย จัดสวนถาดจากวัสดุธรรมชาติบนดอยตุง เป็นต้น ทั้งยังได้ชื่นชมความงามของแฟชั่นชนเผ่า การแสดงทอผ้า และซื้อของที่ระลึกต่างๆ เรียกว่าครบรส และคุ้มค่าในดอยเดียว

สัมผัสการแสดงจากชนเผ่าบนดอยตุง

นอกจากนี้ ที่ครัวตำหนัก นักชิมยังจะได้ลิ้มรสเมนูอาหารพิเศษที่สร้างสรรค์มาเฉพาะเทศกาลนี้ ไม่ว่าจะเป็น ออเดิร์ฟดอยตุง ยำเห็ดกรอบภูแล ข้าวผัดดอยตุง แกงฮังเล ปลาทอดซอสมะขาม แกงจืดวอเตอร์เครส ซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งดอกแมคคาเดเมีย ข้าวสวยออแกนิก และขนมหวานปิดท้ายอย่าง ไอศกรีมวานิลลา อะโวคาโดน้ำผึ้งดอกแมคคาเดเมีย เสิร์ฟพร้อมชาอู่หลงรวมถึง Café DoiTung ร้านกาแฟบนพระตำหนักดอยตุง ก็เตรียมเมนูเครื่องดื่มและขนมสุดพิเศษไว้รอต้อนรับเช่นกัน

อีกหนึ่งความพิเศษของสีสันแห่งดอยตุง คือเป็นงานเทศกาลที่คำนึงถึงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการจัดการทรัพยากรที่ใช้ในการจัดงาน การจัดการขยะ พร้อมทั้งการชดเชยปริมาณคาร์บอนจากทุกกิจกรรมของนักท่องเที่ยวและพนักงาน เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสาเหตุสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก นอกจากนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ยังได้เลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น ไม้ไผ่ ใบตอง มาเป็นภาชนะใส่อาหารแทนโฟม เลือกใช้แสงสว่างจากหลอดประหยัดไฟ และใช้รถไฟฟ้าเป็น
ยานพาหนะรับ-ส่งนักท่องเที่ยว

เมนูพิเศษที่ร้านครัวตำหนัก บนดอยตุง

ส่วนในด้านการจัดการขยะ มีการประเมินขยะที่เกิดขึ้นระหว่างการจัดงานกว่า 1 ตันต่อวัน โดยเตรียมถังขยะให้นักท่องเที่ยวได้แยกขยะตามชนิด และนำไปคัดแยกอีกครั้งเป็น Zero Waste ทั้งนี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีศูนย์จัดการขยะเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น นำพลาสติก และกระดาษไปรีไซเคิล นำเศษอาหารไปทำปุ๋ย หรืออาหารสัตว์ และนำภาชนะที่ย่อยสลายไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานต่อไป

เตรียมพบกับสีสันของเทศกาลแห่งความสุขสนุกสนานบนดอยสูงที่โอบล้อมด้วยสายหมอกและขุนเขา โดยไม่ทำร้ายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในงาน “สีสันแห่งดอยตุง” ครั้งที่ 5 In Doi Festival ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 ถึง 27 มกราคม 2562 ทุกวันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สามารถติดตามรายละเอียดของงานและกิจกรรมเวิร์กช็อปได้ที่ Facebook: MaeFahLuangFoundation #สีสันแห่งดอยตุง 2018

เมนูพิเศษที่ร้านครัวตำหนัก บนดอยตุง

เมนูพิเศษที่ร้านครัวตำหนัก บนดอยตุง

อาหารชนเผ่าจากเชฟอินดอย มีให้ลิ้มลองกว่า 30 เมนู

อาหารชนเผ่าจากเชฟอินดอย มีให้ลิ้มลองกว่า 30 เมนู

เครื่องดื่มพิเศษเฉพาะเทศกาลนี้ ที่ Café DoiTung

เครื่องดื่มพิเศษเฉพาะเทศกาลนี้ ที่ Café DoiTung

ช็อปสนุกกับสินค้าแฟชั่นชนเผ่า

ช็อปสนุกกับสินค้าแฟชั่นชนเผ่า

แพทย์จุฬาฯ ก้าวไกล .. สร้างนวัตกรรมการรักษามะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375386

แพทย์จุฬาฯ ก้าวไกล .. สร้างนวัตกรรมการรักษามะเร็ง

แพทย์จุฬาฯ ก้าวไกล .. สร้างนวัตกรรมการรักษามะเร็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทีมแพทย์จุฬาฯ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ, รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์, ศ.ดร.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์,อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล

โรคมะเร็ง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก เมื่อประชากรมีอายุยืนขึ้น การสาธารณสุขดีขึ้น หลายโรคที่เคยคร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ ก็มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โรคติดเชื้อโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งจึงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งแซงหน้าโรคหัวใจมานานกว่า 10 ปี ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีแผนระดับชาติในการต่อสู้กับโรคมะเร็งอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นโรคมะเร็งจะก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์อย่างรุนแรงในเวลาอันใกล้

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯและ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีความพร้อมและความเชี่ยวชาญ ในด้านการเรียนการสอนการวิจัยและการบริการด้านโรคมะเร็ง โดยมีการจัดตั้งศูนย์มะเร็งครบวงจรและศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ ขึ้น และยังได้ร่วมเป็นสถาบันพันธมิตร กับM.D. Anderson Cancer Centerมหาวิทยาลัยเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์ด้านมะเร็งวิทยาชั้นนำของโลก นอกจากนี้เรายังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือทำวิจัยกับสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกจำนวนมากเพื่อสร้างผลงานวิจัยนวัตกรรมที่โดดเด่นสามารถเป็นต้นแบบในการดูแลรักษาโรคมะเร็งที่สมบูรณ์ โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นมามีเป้าหมายในการผลิตต้นแบบของการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิดในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีการทำงานที่ต่อเนื่องเพื่อถ่ายทอดงานวิจัยมาสู่การทดลองการรักษาให้กับผู้ป่วยโดยเร็วที่สุด

รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์

รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคมะเร็งครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้การต่อสู้กับโรคมะเร็งมีการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมาก ได้แก่ การรักษาโรคมะเร็งด้วยยาโดยเฉพาะยาเคมีบำบัด ต่อมามีการพัฒนาการรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้า (targeted therapy) และความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดทางการแพทย์ในการรักษาโรคมะเร็งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาพบว่า แท้จริงแล้วร่างกายของผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนหนึ่ง มีการสร้างภูมิต้านทานมะเร็งด้วยเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T cells)ได้ แต่เซลล์มะเร็งมีการส่งสัญญาณต่อต้านการทำงานของทีเซลล์ด้วยกลไกหลายๆ อย่าง จากความรู้ดังกล่าวทำให้ปัจจุบันมีการพัฒนาการปรับระบบภูมิต้านทานมะเร็งด้วยการใช้ยาหรือพัฒนาเซลล์เม็ดเลือดขาวต้านมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยมาต่อสู้กับมะเร็งได้ดีขึ้นมีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาด้วยยามุ้งเป้าและยาเคมีบำบัด และผู้ป่วยที่ตอบสนองมักจะตอบสนองได้นาน แต่มีข้อจำกัดคือ ไม่ได้ผลกับมะเร็งทุกชนิด ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยทุกราย ดังนั้นผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล

อย่างไรก็ตามปัจจุบันยาดังกล่าวมีราคาจำหน่ายที่แพงมาก โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 150,000 ถึง 300,000 บาทต่อการรักษา 1 ครั้ง และอาจต้องให้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึง 2 ปี ทำให้การเข้าถึงยากลุ่มนี้สำหรับประชาชนทั่วไปเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย โรคมะเร็งที่มีข้อมูลว่าสามารถรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน บำบัดได้ผลดีมากได้แก่ มะเร็งไฝดำของผิวหนัง (melanoma), มะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์เล็กที่มีโปรตีน PD-L1 ซึ่งใช้ยับยั้งการทำลายจากเซลล์ภูมิคุ้มกันบนผิวเซลล์มากกว่า 50% เมื่อได้รับยาเพื่อปลดปล่อยการต้านภูมิคุ้มกันของร่างกายจากโปรตีน PD-L1 มีผู้ป่วยมากถึง 50%ที่มีชีวิตยืนยาวกว่า 5 ปี นอกจากนี้มีหลักฐานจากการศึกษาวิจัยในผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งส่วนศีรษะและคอ มะเร็งเต้านมชนิดที่ไม่มีตัวตอบรับฮอร์โมนและ HER2 มะเร็งเยื่อบุทางเดินปัสสาวะ มะเร็งตับ สามารถที่จะมีการตอบสนองต่อยาต้าน PD-1 หรือ PD-L1

ส่วน อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุลหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าตนเองได้รับการสนับสนุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 โดยได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการแผนพัฒนาวิชาการ จุฬาฯสร้างเสริมพลังจุฬาฯ ก้าวสู่ศตวรรษที่ 2ทั้งช่วงที่หนึ่งและช่วงที่สอง ซึ่งทำให้สามารถสร้างศูนย์วิจัยพัฒนาแอนติบอดีที่มีความทันสมัยในระดับนานาชาติขึ้นมาได้ โดยเราต้องสร้างยาแอนติบอดีรักษามะเร็งขึ้นเองในประเทศไทยเนื่องจากขณะนี้เราต้องนำเข้ายาแอนติบอดีรักษามะเร็งจากต่างประเทศ 100% ดังนั้นยากลุ่มนี้จึงมีราคาแพงมาก ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยสูงกว่า 8 ล้านบาทต่อราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง เบิกไม่ได้ การผลิตยาใช้เองในประเทศจะทำให้สามารถควบคุมราคาค่ารักษาให้ต่ำกว่ารายละ 1 ล้านบาทสามารถเพิ่มโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงยาแอนติบอดีรักษามะเร็งที่มีราคาถูกลงได้

ในขณะนี้ทางศูนย์วิจัยสามารถผลิตยาแอนติบอดีต้นแบบได้แล้วหนึ่งตัว ขณะนี้เรากำลังเร่งผลิตยาต้นแบบเพิ่มอีกหลายตัวเพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จและกำลังก้าวเข้าสู่เฟสที่สองซึ่งเป็นการพัฒนายาแอนติบอดีต้นแบบที่ผลิตจากเซลล์หนูทดลองให้มีความคล้ายคลึงกับแอนติบอดีของมนุษย์ ในเฟสที่สองนี้จะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการประมาณ 1 ปีและต้องการเงินลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ในเฟสที่สามจะเป็นการผลิตยาในโรงงานเพื่อให้ได้ยาใน

ปริมาณมากซึ่งจะใช้ระยะเวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ 18 เดือนและต้องการเงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท หลังจากนั้นในเฟสที่สี่จะเป็นการทดสอบยาในสัตว์ทดลองเพื่อดูประสิทธิภาพและผลข้างเคียงซึ่งต้องใช้เวลาทดสอบประมาณสองปีและต้องการเงินลงทุนประมาณ 100 ถึง 200 ล้านบาท ในขั้นสุดท้ายเฟสที่ห้าจะเป็นการทดลองในมนุษย์ซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินการ 4-5 ปี และต้องการเงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท

ร่วมขับเคลื่อนให้คนไทย ‘หยุดเป็นเหยื่อ เชื้อดื้อยา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375384

ร่วมขับเคลื่อนให้คนไทย ‘หยุดเป็นเหยื่อ เชื้อดื้อยา’

ร่วมขับเคลื่อนให้คนไทย ‘หยุดเป็นเหยื่อ เชื้อดื้อยา’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด มุ่งมั่นสนับสนุนและร่วมสร้างความสำเร็จในการแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (AMR) ของประเทศไทยด้วยการดำเนินงานอย่างสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ โดยบูรณาการศักยภาพและความตั้งใจจริงเพื่อเสริมสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับสังคมไทย

ไฟเซอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้วิจัยยาและชีวเวชภัณฑ์ระดับโลก ตระหนักถึงความรับผิดชอบของการมีบทบาทสำคัญในการรับมือกับความท้าทายของปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเนื่องจากคร่าชีวิตคนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจในวงกว้าง จึงได้ร่วมลงนามในปฏิญญาดาวอสในปี พ.ศ. 2559 เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการดำเนินงานเพื่อก้าวข้ามความท้าทายจากปัญหาเชื้อจุลชีพดื้อยา โดยมุ่งเน้นการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมยาต้านจุลชีพ การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม การพัฒนากลไกการเข้าถึงยาต้านจุลชีพและการวินิจฉัยโรคที่ และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการผลิตยาต้านจุลชีพ

ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ

ดร.นพ.นิรุตติ์ ประดับญาติ ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการดำเนินงานแก้ปัญหาเชื้อจุลชีพดื้อยาในระดับโลก และสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย จึงได้มีการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่หลากหลายและร่วมมือกับทุกภาคส่วนในทุกระดับ ได้แก่ โครงการวิจัยและเฝ้าระวังสถานการณ์เชื้อดื้อยา การจัดทำคู่มือและสนับสนุนระบบการกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพในสถานพยาบาล (antimicrobial stewardship) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเชื้อดื้อยาการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ในรูปแบบที่หลากหลายแก่บุคลากรทางการแพทย์และประชาชนทั่วไปผ่านความร่วมมือกับสถาบันทางการแพทย์และองค์กรวิชาชีพต่างๆ

“สิ่งสำคัญอย่างมากที่จะบรรลุเป้าหมายเรื่องปัญหาเชื้อดื้อยาในประเทศไทยได้ก็คือ การเสริมองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมแก่บุคลากรทางการแพทย์ในสถานพยาบาลทุกระดับรวมถึงการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชนทั่วไปให้เข้าใจถึงความสำคัญและผลที่จะตามมาของปัญหาที่จะส่งผลโดยตรงกับพวกเขาและสมาชิกในครอบครัวทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างเต็มที่” ดร.นพ.นิรุตติ์แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

เนื่องจากวันที่ 12-18 พฤศจิกายนนี้ เป็นสัปดาห์รณรงค์สร้างความตระหนักเรื่องเชื้อดื้อยาและการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุผล ดร.นพ.นิรุตติ์ ให้คำแนะนำเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเพื่อลดความเสี่ยงเชื้อดื้อยา โดยใช้ยาปฏิชีวนะเท่าที่จำเป็นเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้นและกินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง ไม่หยุดยาเอง เพราะเชื้อแบคทีเรียจะปรับตัวกลายเป็นเชื้อดื้อยาในที่สุด ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ไม่แบ่งหรือขอยาปฏิชีวนะจากผู้อื่นแม้จะมีอาการคล้ายคลึงกัน การหยุดพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าวเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการชะลอหรือลดอุบัติการณ์เชื้อดื้อยาเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ในการลดอัตราการเจ็บป่วยและการเสียชีวิต ตลอดจนลดผลกระทบทางเศรษฐกิจของประเทศในที่สุด

ทายาท S & P ฉลองสมรสหวานชื่น เนม Getsunova ปราการ ไรวา สารชา ฤดีสุนันท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375361

ทายาท S & P ฉลองสมรสหวานชื่น เนม Getsunova ปราการ ไรวา สารชา ฤดีสุนันท์

ทายาท S & P ฉลองสมรสหวานชื่น เนม Getsunova ปราการ ไรวา สารชา ฤดีสุนันท์

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน ประธานในพิธีร่วมแสดงความยินดีกับบ่าว-สาว มีคุณพ่อ-คุณแม่ฝ่ายชาย ประเวศวุฒิ-เกษสุดา ไรวา พร้อมคุณพ่อ-คุณแม่ฝ่ายหญิง ภัทรชัย-เสาวนิตย์ ฤดีสุนันท์ และคุณลุง-คุณป้าฝ่ายชาย อมเรศ-ภัทรา ศิลาอ่อน

หลังเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกริมหาดหัวหิน นักร้องนำวง Getsunova หลานชายสุดรักของเจ้าของ S&P เนม-ปราการ ไรวาบุตร ประเวศวุฒิ-เกษสุดา ไรวา ควงคู่เจ้าสาวแสนสวยป้อ-สารชา ฤดีสุนันท์ บุตรี ภัทรชัย-เสาวนิตย์ ฤดีสุนันท์เข้าประตูวิวาห์ พร้อมเลี้ยงฉลองสมรสเรียบหรู ณ ฉัตรบอลรูม โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อค่ำคืนวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่ที่ครอบครัวฝ่ายชายเคารพ ฯพณฯ อานันท์ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีขึ้นกล่าวอวยพร พร้อมด้วย ฯพณฯ ชวน หลีกภัยอดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมอวยพรอย่างอบอุ่นอีกด้วย

สองอดีตนายกรัฐมนตรี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน, ชวน หลีกภัย, อมเรศ-ภัทรา ศิลาอ่อน,สุภาพรรณ พิชัยณรงค์สงคราม, ดาริกา ปุณณกันต์ และ กุณฑลา สันติประภพ

เจ้าบ่าวได้ชื่อว่าเป็นหลานชาย ป้าใหญ่-ภัทรา ศิลาอ่อน แห่ง S&P ภายในงานจึงประดับประดาไปด้วยเค้กน่ารักๆ เพิ่มดีเทลบริเวณทางเข้าห้องจัดเลี้ยงให้ดูเก๋ไก๋พร้อมเนรมิตเค้กมงคลสมรสอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ตกแต่งด้วยดอกไม้นานาชนิดให้เข้าคอนเซ็ปต์งานในธีม Rainforestที่ให้อารมณ์ราวกับป่าในเทพนิยาย คับคั่งไปด้วยแขกผู้มีเกียรติในแวดวงสังคม เพื่อนสนิทมิตรสหาย รวมไปถึงศิลปินนักร้องแถวหน้าของเมืองไทยก็ทยอยมาร่วมเป็นสักขีพยานแก่คู่บ่าว-สาว นอกจากนี้ ยังมีนักร้องเสียงดี ลีเดีย-ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา เคล้าคลอบทเพลงรัก พร้อมลูกพี่-ลูกน้อง วิทูร-พรวิช ศิลาอ่อน และน้องเอม-เพ็ญพิศา ศิลาอ่อน มาร่วมร้องเพลง “รักเธอผู้เดียว”ก่อนบ่าว-สาวจะเดินไปตัดเค้กมงคล และที่หวานซึ้งไปกว่านั้นเจ้าบ่าวเซอร์ไพรส์เจ้าสาวด้วยบทเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ “ความรู้สึกที่ไม่เคยรู้สึก” กับเพื่อนสมาชิกวง Getsunova เป็นของขวัญแต่งงานในค่ำคืนสุดแสนโรแมนติก

คุณพ่อ-คุณแม่ฝ่ายชาย ประเวศวุฒิ-เกษสุดา ไรวา กับ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์, เอกชัย บูรพชัยศรี,คีรี กาญจนพาสน์ และเพื่อนในแวดวงธุรกิจ

เรื่องราวความรักเจ้าบ่าวได้เผยถึงความรู้สึกก่อนจะเริ่มพิธีว่า “เจอกันวันแรกผมรู้ตัวอยู่แล้วว่าอยากจะคุยกับผู้หญิงคนนี้และอยู่กับคนนี้ คิดไว้ว่าถ้าเราคุยกับใครสักคนก็อยากให้เขาเป็นคนสุดท้าย หลงรักเขาตั้งแต่เห็นในอินสตาแกรม เมื่อ 10 ปีที่แล้วเราเคยเจอกันตอนที่เขาเป็นนางแบบ และกลับมาเจอกันอีกครั้งเมื่อ 2-3 ปีนี้ก็ค่อยๆ รู้จักกัน ชอบตรงที่เป็นคนมีสไตล์การแต่งตัวที่ชัดเจนไม่เหมือนใคร เป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ เป็นผู้หญิงที่สนุกสนานเวลาที่อยู่กับเพื่อนจะร่าเริง ทำให้เรารู้สึกสบายใจที่อยู่กับเขาและเพื่อนเราทั้งสองฝ่าย ไม่ทำให้รู้สึกอึดอัดเพราะทุกคนเป็นเพื่อนกันหมด รวมถึงเราสองคนด้วยที่เริ่มจากการเป็นเพื่อนกัน ทำให้เราสบายใจ เวลาที่อยู่กับคนคนนี้ เขาคือคนที่ใช่ที่สุดแล้วครับ”

นอกจากทั้งคู่จะเป็นคู่รักป้ายแดงแล้ว ในเดือนมีนาคม 2562 ทั้งคู่ก็เตรียมพร้อมเป็นคุณพ่อ-คุณแม่ป้ายแดงอีกด้วย

ประเวศวุฒิ ไรวา ต้อนรับ ศ.พิเศษ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ และ เพชรรัตน์ เอกแสงกุล

ประเวศวุฒิ ไรวา ต้อนรับ ศ.พิเศษ จุลสิงห์ วสันตสิงห์ และ เพชรรัตน์ เอกแสงกุล

วิทูร-พรวิช ศิลาอ่อน และ น้องเอม-เพ็ญพิศา ศิลาอ่อน มาร่วม ร้องเพลง “รักเธอผู้เดียว”

วิทูร-พรวิช ศิลาอ่อน และ น้องเอม-เพ็ญพิศา ศิลาอ่อน มาร่วม ร้องเพลง “รักเธอผู้เดียว”

น้องสาวฝ่ายชาย (กลาง) ปรมา ไรวา กับ จันท์นิภา สุริยง และ Teresa Wong

น้องสาวฝ่ายชาย (กลาง) ปรมา ไรวา กับ จันท์นิภา สุริยง และ Teresa Wong

 จรัมพร-อัญมณี โชติกเสถียร กับบุตรชาย

จรัมพร-อัญมณี โชติกเสถียร กับบุตรชาย

 จุลพยัพ-นราวดี-อภินรา ศรีกาญจนา กับ วิภาดา-ชนินทธ์ โทณวณิก

จุลพยัพ-นราวดี-อภินรา ศรีกาญจนา กับ วิภาดา-ชนินทธ์ โทณวณิก

พล.อ.ไพโรจน์-เกล็ดดาว พานิชสมัย, แดน-แพรดาว เหตระกูล และ ศุภชัย-พิมดาว กาญจนศักดิ์ชัย

พล.อ.ไพโรจน์-เกล็ดดาว พานิชสมัย, แดน-แพรดาว เหตระกูล และ ศุภชัย-พิมดาว กาญจนศักดิ์ชัย

ปัญญชลี เพ็ญชาติ, กรองกาญจน์ พงศธร และ ประธานวงศ์ พรประภา

ปัญญชลี เพ็ญชาติ, กรองกาญจน์ พงศธร และ ประธานวงศ์ พรประภา

เกียรติ-จริญญา สิทธีอมร

เกียรติ-จริญญา สิทธีอมร

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กับ มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม

กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร กับ มาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม

ปิยะบุตร-สุจินตนา ชลวิจารณ์

ปิยะบุตร-สุจินตนา ชลวิจารณ์

สงกรานต์-ศรีวรา อิสสระ นำครอบครัว “อิสสระ” ร่วมแสดงความยินดีพร้อมหน้า

สงกรานต์-ศรีวรา อิสสระ นำครอบครัว “อิสสระ” ร่วมแสดงความยินดีพร้อมหน้า

เครือญาติฝ่ายชาย นำโดย คุณลุง-คุณป้า อมเรศ-ภัทรา ศิลาอ่อน, สะใภ้ มณีสุดา ศิลาอ่อน กับ สุภาพรรณ พิชัยณรงค์สงคราม, ดาริกา-ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.เหลือพร ปุณณกันต์

เครือญาติฝ่ายชาย นำโดย คุณลุง-คุณป้า อมเรศ-ภัทรา ศิลาอ่อน, สะใภ้ มณีสุดา ศิลาอ่อน กับ สุภาพรรณ พิชัยณรงค์สงคราม, ดาริกา-ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.เหลือพร ปุณณกันต์

อมเรศ ศิลาอ่อน ต้อนรับ อารยา-สุนทร อรุณานนท์ชัย

อมเรศ ศิลาอ่อน ต้อนรับ อารยา-สุนทร อรุณานนท์ชัย

สุจินต์-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี

สุจินต์-รุจิราภรณ์ หวั่งหลี

คิมุคัทสึ โทขุ สาขาใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/375389

คิมุคัทสึ โทขุ สาขาใหม่

คิมุคัทสึ โทขุ สาขาใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพราะเป็นคนชอบชิมอาหารอร่อยๆจากทั่วโลก ช่วงนี้เลยตามหาตัว ณิณี-อนุษฐาเชาว์วิศิษฐ ก็จะยากๆ หน่อย เพราะกำลังช่วยน้องสาวสุดที่เลิฟ ส้ม-ศุภัสสร เชาว์วิศิษฐเทสต์อาหารและเร่งปลุกปั้นกับลูกคนล่าสุด แต่ลูกที่ว่านี้ หมายถึง “คิมุคัทสึ โทขุ” (Kimukatsu Toku) ร้านหมูทอดมิลฟิลคัทสึ25 ชั้น ต้นตำรับจากญี่ปุ่น ที่กำลังจะเปิดสาขาใหม่ล่าสุด แห่งที่ 4 ที่ห้างทาคาชิมาย่าไอคอนสยาม แว่วว่ามีเมนูใหม่ เด็ด อร่อยๆเพียบ ไปลิ้มลองกันได้ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป ที่ชั้น G ไอคอนสยาม