ปัญหาผมร่วงแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้ยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367741

ปัญหาผมร่วงแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้ยา

ปัญหาผมร่วงแก้ไขได้โดยไม่ต้องใช้ยา

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศ.ดร.ราชิตา ธุรัท

ด้วยคติพจน์ของงานที่ว่า “เครื่องสำอาง :วิทยาศาสตร์เพื่อความงามและไลฟ์สไตล์” จึงมีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลกเดินทางเข้าร่วมประชุมกันอย่างล้นหลาม ณ เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี จัดโดยองค์กรซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจความงามและครื่องสำอางIFSCC (The International Federation of Societies of Cosmetic Chemists) ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นการประชุมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเชิงวิทยาศาสตร์ด้านเครื่องสำอางที่จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 30 โดยประเด็นสำคัญในการประชุมในปีนี้เน้นไปที่เรื่องของกาเฟอีน และเป็นครั้งแรกที่ส่วนผสมหลักที่ใช้เป็นสารออกฤทธิ์ในเครื่องสำอางอย่างกาเฟอีน ถูกจัดเป็นหัวข้อหลักในการบรรยายในหลายๆ ประเด็น รวมถึงประเด็นสรีรศาสตร์เกี่ยวกับเส้นผม

ความสนใจเชิงวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการกล่าวถึงเป็นพิเศษในปีนี้ คือส่วนผสมหลักที่ใช้เป็นสารออกฤทธิ์ในเครื่องสำอางอย่างกาเฟอีนในการประชุมของ The International Federation
of Societies of Cosmetic Chemists โดยนักวิทยาศาสตร์ 5 คนจาก 4 ประเทศได้ขึ้นบรรยายในหัวข้อ การพัฒนาและการประยุกต์ใช้สูตรเครื่องสำอางที่ใช้กาเฟอีนเพื่อบำรุงผมและความงาม(Development and Application of Formulations Containing Caffeine for Hair Growth and Beauty) โดยผู้เชี่ยวชาญจากประเทศ อินเดีย ฮังการี ออสเตรีย และเยอรมนี ต่างกล่าวถึงการใช้กาเฟอีนในประเด็นสรีรศาสตร์เกี่ยวกับเส้นผม

ผลการศึกษาการทดสอบที่ยอมรับได้ยืนยันว่า กาเฟอีนมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการใช้ยาในการรักษาอาการผมร่วง ทั้งนี้ ผลลัพธ์เชิงบวกของกาเฟอีนที่มีต่อสุขภาพเส้นผมเป็นที่รู้จักและได้รับการพิสูจน์มากว่า 15 ปี สสารชนิดนี้ออกฤทธิ์กระตุ้นเส้นผม และป้องกันปัญหาผมร่วงโดยพันธุกรรม โดยงานวิจัยชิ้นล่าสุดชี้ว่ากาเฟอีนไม่ได้มีประสิทธิภาพด้อยไปกว่าสารที่มีสรรพคุณทางยาอย่างไมน็อกซิดิล (Minoxidil) ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ราชิตา ธุรัท จากประเทศอินเดีย (Prof.Dr. Rachita Dhurat) ได้นำเสนอผลการศึกษาระหว่างการประชุมใหญ่ IFSCC โดยสรุปว่า “เป็นที่น่าประหลาดใจมากที่พบว่า กาเฟอีนมีประสิทธิภาพเท่ากับยาไมน็อกซิดิลในปริมาณ 5%”

อีกทั้ง ปัญหาผมร่วงโดยพันธุกรรมไม่ใช่โรคแต่เป็นปัญหาด้านความโน้มเอียงทางพันธุกรรม ปัญหาผมร่วงนับเป็นปัญหาระดับโลก โดย 80% ของกรณีนี้พบว่า ปัญหาผมร่วงไม่ได้เกิดจากการเจ็บป่วยแต่เป็นเรื่องของพันธุกรรม ซึ่งเรียกอีกอย่างว่าปัญหาผมร่วมโดยพันธุกรรม หรือ แอนโดรเจเนติค อะโลพีเซีย (Androgenetic Alopecia) ผู้ที่เลือกใช้ยาในการรักษาปัญหานี้พึงระลึกไว้ว่า สสารที่สรรพคุณทางยาย่อมให้ผลข้างเคียง (ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหัว คัน ไปจนถึงปัญหาเกี่ยวกับหนังศีรษะ และอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ)

การใช้กาเฟอีนเป็นการรักษาทางเลือกสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่ปราศจากผลข้างเคียง กาเฟอีนถือเป็นการรักษาทางเลือกสำหรับผู้ที่ประสบปัญหาผมร่วงและไม่ต้องการเสี่ยงเรื่องผลข้างเคียง กาเฟอีนจะช่วยกระตุ้นรากผมและป้องกันผลข้างเคียงเชิงลบของฮอร์โมนเพศชายที่ส่งผลต่ออาการผมร่วงก่อนวัย เมื่อรากผมได้รับการบำรุงโดยกาเฟอีนเป็นประจำจะช่วยป้องกันปัญหาผมร่วงโดยพันธุกรรมได้

LIFE & HEALTH : ผู้หญิงวัยทองกับฮอร์โมนทดแทน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367743

LIFE&HEALTH : ผู้หญิงวัยทองกับฮอร์โมนทดแทน

LIFE&HEALTH : ผู้หญิงวัยทองกับฮอร์โมนทดแทน

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จากความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวนานขึ้น รวมทั้งมีจำนวนของผู้หญิงวัยทองมากขึ้นด้วย การส่งเสริมการดูแลสุขภาพของผู้หญิงวัยทองจึงมีความสำคัญมาก อายุเฉลี่ยของผู้หญิงทั่วโลกที่จะหมดประจำเดือนอยู่ที่อายุ 50 ปี การเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในผู้หญิงก่อนที่จะเข้าวัยทองรวมทั้งการดูแลป้องกันการเกิดโรคที่เกิดจากการเสื่อมที่มีผลมาจากการขาดฮอร์โมนเพศและการให้ฮอร์โมนทดแทนที่ถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัยจึงมีความจำเป็น

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพเปิดเผยว่า โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงวัยทองที่ไม่มีอาการหรือมีอาการน้อย สามารถที่จะดูแลสุขภาพของตนเองได้ด้วยหลักการของเวชศาสตร์ชะลอวัย อันได้แก่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิต การควบคุมอาหารและการได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและพอเพียง การออกกำลังกายเป็นประจำ และการปรับสภาพจิตใจ ( Mindfulness) ซึ่งมีหลักการง่ายๆ คือ เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีแคลเซียม แมกนีเซียม และสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ลดหรืองดอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสัตว์สูง เพิ่มอาหารที่มีเส้นใย ดื่มน้ำสะอาด และพักผ่อนให้พอเพียง มีการควบคุมอารมณ์และฝึกการมองโลกในแง่บวก มีอารมณ์ที่แจ่มใสออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งนานครั้งละ 30 นาที ตรวจสุขภาพประจำปีและรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมเป็นประจำ พักอาศัยและทำงานในบริเวณที่มีสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและสุขอนามัยดี

ในกรณีที่ได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตแล้วแต่ยังคงมีอาการของวัยทองที่ทำให้คุณภาพชีวิตเลวลง หรือมีโรคที่เกี่ยวข้องกับวัยทองควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการดูแลรักษา แม้ว่าในปัจจุบันการดูแลรักษาด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทนจะยังคงเป็น Gold Standardในการรักษาผู้หญิงวัยทองที่มีอาการ แต่วัตถุประสงค์เปลี่ยนไปเป็นการใช้ฮอร์โมนทดแทนเพื่อป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพตามหลักการของการดูแลวัยทองแบบบูรณาการ

แนวทางการให้ฮอร์โมนทดแทนในผู้หญิงวัยทอง

การให้ฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยทองได้มีการใช้มานานแล้วโดยในปัจจุบันมีชื่อเรียกที่เป็นทางการว่า Menopausal Hormone Therapy (MHT) ผลของการใช้ฮอร์โมนทดแทนที่ถูกต้องและเหมาะสมนั้นได้ผลดีในหลายๆ อาการไม่ว่าจะเป็นการลดอาการร้อนวูบวาบ อาการซึมเศร้า ความจำเสื่อม ปัญหาทางด้านระบบทางเดินปัสสาวะและระบบเจริญพันธุ์ รวมทั้งมีผลต่อการเพิ่มมวลเนื้อกระดูก และสามารถที่จะป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดได้ถ้าเริ่มมีการใช้ฮอร์โมนทดแทนแต่เนิ่นๆก่อนที่จะเกิดปัญหา

อย่างไรก็ตามหลังจากการศึกษาของ Women Health Initiative หรือ WHI ได้มีการปรับปรุงแนวทางในการให้ฮฮร์โมนทดแทนที่เป็นรูปธรรม มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับ และมีความปลอดภัยสูง จากองค์กรทางการแพทย์นานาชาติ ได้แก่ สมาคมวัยหมดระดูนานาชาติ (International Menopause Society) สมาคมวัยหมดระดูแห่งอเมริกาเหนือ (North American
Menopause Society) สหพันธ์วัยหมดระดูแห่งเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Menopause Federation) รวมทั้งสมาคมวัยหมดระดูแห่งประเทศไทย (Thai Menopause society)

การตรวจประเมินก่อนการดูแลรักษาผู้หญิงวัยทอง

ผู้หญิงวัยทองที่จะเข้ารับการดูแลรักษาจะต้องได้รับการตรวจประเมินเบื้องต้นอันได้แก่ การซักประวัติและตรวจร่างกายรวมทั้งการตรวจภายในและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง ประวัติของการใช้ฮอร์โมนทดแทนมาก่อน ประวัติของการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งทางนรีเวชในครอบครัว รวมทั้งประวัติของการมีโรคที่เกี่ยวข้องกับการอุดตันเส้นเลือดและโรคหัวใจ การตรวจเบื้องต้นที่จำเป็นนั้นจะต้องตรวจหาระดับของฮอร์โมนเพศในเลือด เช่น Estradiol,Progesterone, FSH, LH, Testosteroneการตรวจหามะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมและอัลตราซาวนด์ การตรวจหาความหนาแน่นของมวลเนื้อกระดูก รวมทั้งการทำงานของตับ ไต ระดับไขมันในเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด

ข้อบ่งชี้และข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนทดแทน

สำหรับข้อห้ามในการใช้ที่สำคัญได้แก่ การมีประวัติการเป็นมะเร็งเต้านมในมารดา หรือ กำลังเป็นมะเร็งเต้านมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสงสัยว่าจะเป็นหรือกำลังได้รับการรักษา มีประวัติหลอดเลือดอุดตัน มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาหรือมีประจำเดือนออกผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ

การให้ฮอร์โมนทดแทนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาผู้หญิงวัยทองและถือเป็น Gold Standard ในการดูแลรักษาผู้หญิงวัยทองที่เกิดอาการ การให้ฮอร์โมนทดแทนนั้นใช้การพิจารณาการให้ในผู้หญิงวัยทองเป็นรายๆ ไปตามความจำเป็นและความเหมาะสม รวมทั้งข้อบ่งชี้และความเสี่ยงในแต่ละราย ดังนั้นก่อนให้การรักษาผู้มารับบริการจะต้องได้รับความรู้และข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนทั้งประโยชน์ที่จะได้รับและความเสี่ยงรวมทั้งอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น โดยมีการพิจารณาร่วมกันเพื่อที่จะเลือกวิธีการให้และชนิดของฮอร์โมนทดแทน

ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนก่อนอายุ 40 ปีไม่ว่าจะเกิดขึ้นเองหรือถูกตัดรังไข่ไปทั้งสองข้างจะต้องได้รับฮอร์โมนทดแทนในทันที เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาของหัวใจและหลอดเลือด

ผู้หญิงวัยทองทุกคนที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนจำเป็นจะต้องได้รับการตรวจติดตามการรักษาอย่างน้อยปีละครั้ง และการให้ฮอร์โมนทดแทนนั้นไม่ได้มีข้อห้ามในเรื่องของเวลาในการใช้สามารถใช้ได้ต่อเนื่อง ขนาดของฮอร์โมนทดแทนนั้นจะต้องใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุดเท่าที่จะออกฤทธิ์ ผู้หญิงวัยทองแต่ละรายจะมีการตอบสนองต่อระดับของฮอร์โมนทดแทนไม่เท่ากันจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับระดับของฮอร์โมนทดแทนเพื่อที่จะได้ผลดีที่สุดในปริมาณของฮอร์โมนที่น้อยที่สุด

สตรีวัยทองทุกคนที่ยังคงมีมดลูกอยู่จำเป็นจะต้องได้รับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนร่วมด้วยเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการให้แบบต่อเนื่องหรือเป็นช่วงเวลาของรอบเดือน ในกรณีที่มีอาการของการขาดฮอร์โมนเพศชายจำเป็นจะต้องให้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเสริมเข้าไปด้วย

วัยทองของผู้หญิงนั้นเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของชีวิต การปรับตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระเบียบระบบจึงเป็นแนวทางการดูแลรักษาตนเองที่เหมาะสม รวมทั้งการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงในผู้หญิงก่อนที่จะเข้าวัยทองและการดูแลป้องกันการเกิดโรคที่เกิดจากการเสื่อมที่มีผลมาจากการขาดฮอร์โมนเพศและการให้ฮอร์โมนทดแทนที่ถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัยจึงมีความจำเป็นมากขึ้น

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

นิทรรศการนานาชาติ ‘Baby Carriers’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367751

นิทรรศการนานาชาติ ‘Baby Carriers’

นิทรรศการนานาชาติ ‘Baby Carriers’

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นิทรรศการ “Baby Carriers” Taiwan National Museum of Prehistory ร่วมกับ Taipei Economic & Cultural Office in Thailand และ สำนักนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดนิทรรศการนานาชาติ “BabyCarriers” โดยจะจัดแสดงอุปกรณ์ที่ใช้อุ้มเด็ก ห่อหุ้มเด็ก และผ้าอุ้มเด็กในหลากหลายรูปแบบ ผสมผสานกันกับการเล่าเรื่องราวนับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์และวิจัยทางโบราณคดีที่กล่าวถึงความสัมพันธ์กับการเลี้ยงดูและการดูแลเด็กในไต้หวัน ซึ่งนิทรรศการนี้ได้เคยจัดแสดงทั้งในไต้หวัน และมีการจัดแสดงหมุนเวียนในต่างประเทศ

นิทรรศการจะนำเสนอภาพรวมของวัฒนธรรมของผ้าอุ้มเด็กและการเลี้ยงดูเด็กของชาวหมิ่นหนาน (Minnan) ชาวฮากกา (Hakka) กลุ่มคนที่พูดภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียนในไต้หวัน และครอบคุลมถึงประชากรในบริเวณรอบไต้หวัน อีกทั้ง นิทรรศการยังจัดแสดงผ้าสะพายและอุ้มเด็ก รวมไปถึงสิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้ในการดูแลเด็กจากชนกลุ่มน้อยในบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของจีน กลุ่มคนที่พูดภาษาในตระกูลออสโตรนีเซียนจากเกาะบอร์เนียว, บาหลี, ไซบีเรีย และกลุ่มชาติพันธุ์ในเอเชียใต้ซึ่งชนเผ่าต่างๆและกลุ่มคนได้มีการพัฒนาระบบและรูปแบบของผ้าอุ้มเด็กอันมีพื้นฐานที่มาจากวัฒนธรรมเฉพาะตัวของพื้นถิ่นนั้นๆ วิถีชีวิต สภาพอากาศ รวมไปถึงประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีความแตกต่างกันในการออกแบบผ้าอุ้มเด็กแต่ก็มีบางสิ่งที่เหมือนกัน คือ แนวคิดของการเลี้ยงดู การให้ความสุขและการป้องกันอันตราย นอกจากนี้ยังมีความรักที่มีความเป็นอมตะและเป็นภาษาสากล งานจัดระหว่างวันที่ 5-26 ตุลาคม 2561 ณ นิทรรศสถาน อาคารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ตลอดวันทำการ เวลา 09.00-17.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

คุณแหน : 3 ตุลาคม 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367745

คุณแหน : 3 ตุลาคม 2561

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll ไม่มีข่าวใดจะดังไปกว่าข่าวนี้กาแฟ ๙ ดอยตามรอยพ่อ“ร้านกาแฟชายทุ่ง”ที่ อ.ธัญบุรี ปทุมธานี ด้วยพระเมตตา สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงเปิดร้านกาแฟส่วนพระองค์ เพื่อสนับสนุนการปลูกเมล็ดกาแฟชาวเขาจาก 9 ดอยภาคเหนือทรงสืบทอดพระราชปณิธานในหลวง ร.9ที่ทรงช่วยชาวเขาทุกอย่าง แม้กระทั่งช่วยขายผลผลิตให้ชาวบ้านได้มีกำลังใจปลูกกาแฟต่อไป…เรามาช่วยกันไปอุดหนุนช่วยพระองค์ท่านขายกาแฟกันนะคะ แต่ไม่ต้องรีบไปนักก็ได้ เพราะใครไปก็ส่งข่าวกันมาตลอดว่าคนไปอุดหนุนกันเยอะมาก จนบางวันต้องปิดร้านก่อนเวลาเพราะของหมด…

ll นิศารัตน์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา กำลังมีความสุขล้นกับลูกสาวทั้งสองที่พาคุณแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่น ลูกจับเดินซะ คุณแม่ไม่บ่นสักแอะ ทีไปกับเพื่อนๆ พาเดินหน่อยบ่นแล้วบ่นอีก…

llขนิษฐา สิมะกุลธร เกือบไม่ได้ไปท่องอินเดียกับเพื่อนๆ เพราะมีเหตุการณ์ให้ตื่นเต้นที่สนามบินคือเบอร์หนังสือเดินทางใน E Visaของเธอ ไม่ตรงกับเบอร์หนังสือเดินทาง ทางการบินไทยจึงไม่ให้ขึ้นเครื่อง ต้องเรียกลูกสาวมารับกลับบ้านอย่างเหงาๆ แต่ในที่สุดก็สามารถตามเพื่อนๆ ไปได้ในค่ำคืนเดียวกันด้วยความช่วยเหลือจากทุกวงการ…

ll กลุ่มนี้อีกแหละที่ จินตนา รัชไชยบุญ เกิดทำซิมเมืองไทยหายขณะเปลี่ยนซิมเป็น Sim to Fly หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ กว่าจะออกมานอกสนามบิน เพื่อนๆ ก็เป็นห่วงแทบแย่ ไม่ได้ห่วงตัวคุณตุ๊กตา เจ้าแม่สีฟ้า แต่ห่วงอาหารแห้งที่เธอขนมามากกว่า ว่าจะถูกริบของหมดของดีๆ ทั้งนั้น ทั้งปลาสลิดทอด เนื้อเค็มน้ำพริกต่างๆ ข้าวหลามใส่แปะก๊วย ฯลฯ ไม่ให้เพื่อนอดตลอด 16 วัน ในอินเดีย ก็แล้วกัน…

ll ดร.สมถวิล ธนะโสภณ ได้หมวกใหม่ยี่ห้ออาดิดาส แว่นตากันแดดใหม่ของเรย์แบนของฝากจากน้องสาวกลับมาจากอเมริกาไปฉลองของใหม่ถึงลพบุรี ที่บ้านเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ด้วยอิทธิพลละครบุพเพสันนิวาสยังไม่จบ เลยได้ความรู้ว่าบริเวณกว้างขวางมากมีตัวบ้าน โรงครัว ห้องอาหาร ห้องเก็บไวน์ใต้ดิน โบสถ์ บ่อเก็บน้ำ โรงอาบน้ำเทียบเท่ากับวังในสมัยนี้ได้เลย…

ll หลังกระทรวงมหาดไทยได้มีการแต่งตั้งผู้ว่าราชการคนใหม่แทนคนเดิม คือ สมชาย วิทย์ดำรงค์ อดีต ผวจ.นครพนม ที่เกษียณอายุราชการ ถือเป็นประวัติศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงชาวนครพนมที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด อายุน้อยที่สุด แค่ 44 ปี  อีกทั้งยังมีสถานภาพโสดสร้างความสนใจให้กับชาวนครพนม และพากันชื่นชมยินดีเป็นอย่างมาก นามว่า สยาม ศิริมงคล ถือว่าเป็นคนหนุ่มไฟแรง ดาวรุ่งของกระทรวงมหาดไทย ค่ายสิงห์ดำ จบการศึกษาปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ภาคพิเศษ รุ่น 22 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)…บันไดจวนผู้ว่าฯไม่แห้งแน่…

ll นักเรียนเตรียมอุดม รุ่น 28 นัดพบประจำปีที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ตั้งแต่เวลา 09.30-15.00 น.วันอาทิตย์ที่ 25 พ.ย. ลงนัดไว้ก่อน วัยนี้ความจำสั้น…ll

หนูภาฯ

11 ตุลา วันสายตาโลก ลด แชท ละจอ แว่นท็อปเจริญรณรงค์ให้สายตาได้พักเพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367738

11 ตุลา วันสายตาโลก ลด แชท ละจอ แว่นท็อปเจริญรณรงค์ให้สายตาได้พักเพิ่ม

11 ตุลา วันสายตาโลก ลด แชท ละจอ แว่นท็อปเจริญรณรงค์ให้สายตาได้พักเพิ่ม

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในปัจจุบันเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าอุปกรณ์ดิจิทัลหน้าจอสี่เหลี่ยมเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของมนุษย์ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานหรือแม้กระทั่งวัยสูงอายุ มักมีอุปกรณ์เหล่านี้กันอย่างน้อยคนละ 1 เครื่อง โดยเฉพาะสมาร์ทโฟนที่กลายเป็นอวัยวะส่วนที่ 33 ของมนุษย์ไปแล้ว แว่นท็อปเจริญ เชิญนายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์แห่งศูนย์รักษาตาท็อปเจริญ มาเผยให้เห็นถึงข้อมูลสำคัญและการดูแลถนอมสายตา พร้อมเชิญชวนร่วมรณรงค์ในกิจกรรมPhone-Free Day ลดแชท ละจอ เพื่อขอให้สายตาได้พักเพิ่มมากขึ้น

นายแพทย์นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์ จักษุแพทย์แห่งศูนย์รักษาตาท็อปเจริญเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคม American Optometrist Associations เผยถึงความกังวลว่า ผลกระทบระยะยาวที่เกิดขึ้นจากการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล ซึ่งโดยเฉลี่ยมีการใช้โทรศัพท์มือถือ 7 ชั่วโมงต่อวัน และพบว่าในเด็กอายุ 10-12 ปี เกือบ 50% มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง และใช้อุปกรณ์เหล่านี้มากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน และยังพบปัญหาอีกว่า 60% บ่นว่ามีอาการตาล้า ตาแห้ง ปวดตา ตาพร่ามัวจากการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล และยังเป็นผลทำให้คนมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการระคายเคืองของดวงตา ปวดหัว ปวดตา และตามัวลงแบบถาวรได้ถ้าไม่รีบป้องกัน เนื่องจากเกิดภาวะกล้ามเนื้อตาล้ามากเกินไป อาจทำให้ตาอ่อนแรงและอักเสบได้ หรือแม้กระทั่งแสงสว่างที่จ้องมองนานๆ โดยเฉพาะแสงสีฟ้าจากจอสมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถผ่านเข้าตาส่วนลึกคือบริเวณจอตา ทำให้เกิดผลเสียต่อจอตาได้เป็นอย่างมาก เพราะแสงสีฟ้าจะถูกดูดซึมโดยชั้น RPE (retinal pigment epithelium) โดยมีปฏิกิริยาเกิดโมเลกุลพิษไปทำร้ายเซลล์รับภาพในจอตา (photoreceptor cell) ทำให้เซลล์รับภาพตายลงในที่สุด”


นพ.นพวุฒิ ตรีพรชัยศักดิ์

การใช้ชีวิตอยู่กับอุปกรณ์ดิจิทัลมากเกินไป จึงไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อสายตาเป็นอย่างมาก อันได้แก่ 1.ภาวะตาล้า เกิดขึ้นเมื่อดวงตาอ่อนล้าจากการใช้งานหนัก เช่น คุยแชท ดูหนังเป็นเวลานานๆ การอ่านตัวหนังสือที่มีขนาดเล็กมากเกินไป โดยทั่วไปแล้วอาการเหล่านี้จะหายเองเมื่อได้พักสายตา แต่บางครั้งก็อาจเกิดภาวะรุนแรงกับดวงตาเพิ่มมากขึ้นก็เป็นได้ 2.ตาเพ่งมองระยะใกล้ค้าง เกิดจากภาวะความผิดปกติของสายตาที่ไม่สามารถรับแสงหักเหจากวัตถุที่มาโฟกัสตรงจอตาได้อย่างพอดีส่งผลให้มองเห็นวัตถุดังกล่าวไม่ชัด ต้องจ้องหรือเพ่งมองใกล้ๆ หรี่ตา ซึ่งอาจนำไปสู่การปวดกระบอกตารุนแรง เกิดภาวะสายตาสั้นเทียมหรือพบการเปลี่ยนแปลงสายตาที่สั้นเพิ่มเร็วขึ้นในเด็ก 3.ความสว่างหน้าจอ โดยเฉพาะการใช้สมาร์ทโฟนในที่มืดหรือแสงสว่างน้อยจะทำให้มีอาการปวดตาหรือปวดศีรษะ เนื่องจากรูม่านตาที่คอยปกป้องดวงตาจะทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เป็นผลให้เกิดอาการ ตาพร่ามัวเป็นเงาดำ ปวดตา แสบตา รวมทั้งตาแดงได้ และไม่เฉพาะเจาะจงที่สมาร์ทโฟนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเลต ทีวีหรืออุปกรณ์ดิจิทัลที่เกี่ยวข้องก็สามารถบั่นทอนศักยภาพในการเติบโตของสมองและเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางสายตา ปวดต้นคอ หลังและไหล่ หรือโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (computer vision syndrome)
ได้เช่นกัน

นายแพทย์นพวุฒิ กล่าวเสริมว่า เนื่องในวันที่ 11 ตุลาคม 2561 นี้ ตรงกับวันสายตาโลก (World Sight Day2018) แว่นท็อปเจริญ จึงขอรณรงค์เพื่อเชิญชวนทุกคนหันมาดูแลสายตาและสุขภาพดวงตาของตนเอง หยุดพฤติกรรมเดิมๆ ด้วยการลดแชท ละจอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที เพื่อให้สายตาได้พักเพิ่มมากขึ้น เปลี่ยนวิธีการคุยแชทผ่านสมาร์ทโฟนมาเป็นการนั่งคุยกันนัดประชุมงานร่วมกัน หรือนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน และหากหลีกเลี่ยงจอไม่ได้ให้พยายามหาเวลาพักสายตาด้วยการมองออกไปไกล 20 เมตร นาน 20 วินาที ทุกๆ 20 นาที หลีกเลี่ยงการใช้สายตาในที่ที่มีแสงสว่างไม่เหมาะสมหรือมีแสงสะท้อนมาก และหากอยู่กลางแสงจ้าติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ควรสวมแว่นกันแดดที่มีคุณภาพป้องกันแสง UV เข้าสู่ดวงตาได้จริง สำหรับคนที่สวมแว่นควรเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะกับค่าสายตาของตัวเอง โดยหมั่นตรวจวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้เลนส์สำหรับประกอบแว่นสายตาหรือคอนแทคท์เลนส์ที่ตรงกับค่าสายตาของตัวเองมากที่สุด ควรพักสายตาจากการทำงานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือจากการอ่านหนังสือเป็นระยะๆ เพื่อเลี่ยงอาการผิดปกติทางสายตาต่างๆ ตลอดจนควรหมั่นสังเกตว่ามีอาการอื่นๆ เช่น มองไม่ชัดกะทันหัน ตามัว ปวดตา ตาแดง มีจุดดำลอยไป-มา เป็นต้น เนื่องจากอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตราย หากเกิดอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ทันที

ทั้งนี้ บุคคลทั่วไปยังสามารถขอเข้ารับบริการตรวจวัดสายตาและสุขภาพดวงตาฟรี โดยหมอสายตาหรือนักทัศนมาตร (Doctorof Optometry) และทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสายตาระดับมืออาชีพที่ร้านแว่นท็อปเจริญทุกสาขาใกล้บ้านคุณ พร้อมติดตามรายละเอียดโครงการแว่นตาเพื่อสังคมอื่นๆ ที่จัดขึ้นโดยแว่นท็อปเจริญ ทั้งโครงการแว่นตาผู้สูงวัยในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โครงการแว่นตาเพื่อน้อง โครงการแว่นตาเพื่อพี่น้อง 3 จังหวัดชายแดนใต้ และโครงการอื่นอีกๆ มากมาย ได้ที่ Facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial เว็บไซต์ http://www.topcharoen.co.th ไลน์ @top_charoen โทร.02-6124170

เปิดตัว‘Green Plus’แอพฯเดียวเที่ยว‘น่าน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367747

เปิดตัว‘Green Plus’แอพฯเดียวเที่ยว‘น่าน’

เปิดตัว‘Green Plus’แอพฯเดียวเที่ยว‘น่าน’

วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นพดล ภาคพรต และ อเล็กซ์ เรนเดลล์ พรีเซ็นเตอร์โครงการ 7 Greens

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวGreen Plus Application นำเทคโนโลยีบน Smart Phone มาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มช่องทางการประชาสัมพันธ์เข้าถึงข้อมูลให้กับนักท่องเที่ยวโดยตรง เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคน GEN Yด้วยกิจกรรมที่กระตุ้นจิตสำนึกให้รักและใส่ใจในสิ่งแวดล้อม โดยร่วมสนุกผ่านนวัตกรรม AR Code ซึ่งนอกจากจะได้รับข้อมูล เพิ่มความสะดวกให้กับการท่องเที่ยวของจังหวัดน่านแล้ว ยังได้ร่วมสนุกกับกิจกรรมสะสมคะแนนแลกรับรางวัล มากกว่า 4,500 รางวัล

นพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า Green Plus แอพพลิเคชั่น เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 7 Greens หรือการท่องเที่ยวสีเขียว เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว รวมถึงชุมชนท้องถิ่นเข้ามาร่วมกันส่งเสริมสร้างจิตสำนึก ในการดำเนินกิจการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวทั้งระบบ ที่ทุกคนสามารถช่วยกันทำได้ โดยการร่วมรณรงค์ให้ผู้คนทั่วไปได้เข้าใจถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับโลกไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

“Green Plus แอพพลิเคชั่น จะใช้งานในจังหวัดนำร่อง คือจังหวัดน่าน เนื่องจากมีปัจจัยบวกในทุกๆ ด้านทั้งธรรมชาติของแหล่งท่องเที่ยว เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีมนต์เสน่ห์ เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ การันตีด้วยรางวัลชนะเลิศเมืองสะอาดของอาเซียน จากการประชุมการท่องเที่ยวอาเซียน ครั้งที่ 37ประจำปี 2561 เหมาะที่จะส่งเสริมและเป็นตัวอย่างแก่จังหวัดอื่นๆ ต่อไป ซึ่งแอพพลิเคชั่น ได้รวบรวมสถานที่ต่างๆ ที่ตอบโจทย์เรื่อง 7 Greens ในจังหวัดน่าน นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว พร้อมรูป พิกัด ซึ่งเชื่อมต่อกับ Google Mapเพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางในแต่ละแห่งได้อย่างง่ายดาย

ด้าน อเล็กซ์ เรนเดลล์ พรีเซ็นเตอร์โครงการ 7 Greens กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เป็นตัวแทนและเป็นส่วนหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ให้กับโลกสีเขียวและสิ่งแวดล้อม ให้คนหันมาให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวอนุรักษ์ทรัพยากร สำหรับใครที่โหลดแอพพลิเคชั่น Green Plus นอกจากช่วยสร้างความสะดวกสบายในการเดินทางและแชร์ความสนุกสนานกับเพื่อนๆในโซเชียลมีเดียแล้ว ยังเป็นอีกช่องทางของการใช้โซเชียล ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ในการรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวได้รับรู้และร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อมด้านการท่องเที่ยว ที่สำคัญยังมีกิจกรรมให้ลุ้นรับของรางวัลได้ง่ายๆ ตลอดการเดินทางอีกด้วย

Green Plus เป็นแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานได้ง่าย โดยระบบจะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆคือ 1) การค้นหาสินค้าบริการ หรือสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถหาข้อมูลในการเดินทางและเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย และ 2) การแลกของรางวัลที่เป็นสินค้าและบริการในจังหวัด สะสมคะแนนลุ้นรับรางวัลกว่า 4,500 รางวัล อาทิ ตั๋วชมภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ 1,000 รางวัล ส่วนลดพิเศษจากที่พัก ร้านอาหาร ร้านกาแฟที่เข้าร่วมโครงการ และรางวัลใหญ่ตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ กรุงเทพฯ-น่าน จำนวน 25 รางวัล

โดยพิมพ์คำค้นหา Green Plus ใน GooglePlay และ App Store ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปหลังจากดาวน์โหลดเรียบร้อยแล้ว กดลงทะเบียนก็สามารถเริ่มเก็บคะแนนตามแอพพลิเคชั่น เพื่อสะสมคะแนนและกดเลือกแลกรับของรางวัลตามกติกาได้ทันที รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.facebook.com/Green-Plus-Application สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 093-4825517

มส.ผส.ดัน!!’กฎหมายระบบผู้พิทักษ์สิทธิ ผู้สูงอายุไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367661

มส.ผส.ดัน!!'กฎหมายระบบผู้พิทักษ์สิทธิ ผู้สูงอายุไทย'

มส.ผส.ดัน!!’กฎหมายระบบผู้พิทักษ์สิทธิ ผู้สูงอายุไทย’

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 11.01 น.

สสส.-มส.ผส. ผลักดันกฏหมาย“ระบบผู้พิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุไทย”หรือ“ทรัสตี” เสมือนเป็นผู้ช่วยพิทักษ์ทรัพย์และดูแลสิทธิผู้สูงอายุ หลังพบการละเมิดสิทธิทรัพย์สินเงินทองผู้สูงอายุมีตัวเลขสูงจนน่ากลัว แม้แต่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็ถูกละเมิด มั่นใจช่วยป้องกันถูกละเมิดทั้งสิทธิ และทรัพย์สินของผู้สูงอายุไทย ตราบจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต อย่างแท้จริง ณ ห้องประชุมเอ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพ สานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย(มส.ผส.)จัดงานประชุม “เวทีนโยบายผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย (Stakeholder Forum) เพื่อขับเคลื่อนความรู้สู่สังคม ในประเด็นการพัฒนาระบบคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุไทย” โดยพญ.ลัดดา ดาริการเลิศ เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ได้กล่าวถึงผลงานวิจัยการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุที่น่าตระหนักว่า

“การละเมิดสิทธิผู้สูงอายุนั้นจากงานวิจัยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากคนใกล้ตัวหรือคนในครอบครัว เพราะฉะนั้นการหวังพึ่งให้คนใกล้ตัว หรือคนในครอบครัวมาเป็นผู้ดูแล หรือผู้พิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุจะลาบาก ที่สาคัญการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุึึ่งกาลังมีตัวเลขทะยานขึ้นสูงจนน่ากลัว คือ การละเมิดทรัพย์สินเงินทองผู้สูงอายุแม้แต่เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุก็ถูกละเมิดึึ่งผู้สูงอายุจาเป็นต้องพึ่งพาทรัพย์สินเหล่านี้เพื่อใช้ดูแลตัวเองจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต จึงจาเป็นต้องมีระบบในการเป็นเสมือนผู้ช่วยพิทักษ์และดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้สูงอายุมาทดแทนการหวังพึ่งพาคนในครอบครัวอย่างเดียวแบบที่ผ่านมา

ด้าน ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้แทนของสานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึง การบังคับใช้กฎหมายใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่า “พรบ.ฉบับนี้ ทางสนง.คณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้ออกมาเป็น พรบ.เชิงสร้างกลไกกากับดูแลจัดการทรัพย์สินให้กับคนทั่วไปให้กับผู้สูงอายุ กฎหมายฉบับนี้เป็นอ็อพชั่นเป็นทางเลือกที่ให้ความยืดหยุ่นกับผู้สูงอายุที่ต้องการจะบริหารทรัพย์สินมากขึ้น จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีทางเลือกมากขึ้นในเวลาที่มีอายุมากขึ้นไปแล้วเค้ามีความรู้สึกว่าไม่สามารถบริหารทรัพย์สินด้วยตัวเองได้ ต้องมีใครสักคนที่เค้าไว้ใจได้มาดูแลบริหารจัดการใหึึ้่งคนที่พูด

ถึงอยู่นี้จะต้องมาเป็น “ทรัสตี” (Trustee) หรือคนที่เราไว้ใจให้มาบริหารจัดการทรัพย์สินให้ผู้สูงอายุนั้นอาจจะต้องมีการตรวจสอบผู้ที่จะเข้ามาทาหน้าที่ดูแลพิทักษ์ทรัพย์สินว่าต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถว่าเค้าจะไม่โกง ซึ่งคนที่จะมาจัดการทรัพย์สินให้กับคนทั่วไป ให้กับผู้สูงอายุต้องได้รับใบอนุญาต มีใบอนุญาตจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง อันนี้แน่นอนต่อไปต้องมีการพัฒนาในเรื่องของการตรวจสอบหรือกากับดูแลผูึี้่งจะมาทาหน้าที่ “ทรัสตี” หรือ ผู้พิทักษ์ทรัพย์สินเหล่านี้ให้ทาหน้าที่เพื่อประโยชน์ของผู้สูงอายุอย่างแท้จริงึึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนากฎหมายต่อไปในอนาคต”

‘กินได้ไม่ทิ้งกัน’โครงการดีๆจากโลตัส บริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดให้ผู้ยากไร้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367478

‘กินได้ไม่ทิ้งกัน’โครงการดีๆจากโลตัส บริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดให้ผู้ยากไร้

‘กินได้ไม่ทิ้งกัน’โครงการดีๆจากโลตัส บริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดให้ผู้ยากไร้

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เชฟแดเนียล บุชเชอร์ รังสรรค์เมนูอาหาร

เทสโก้ โลตัส ประกาศความคืบหน้าในการลดขยะอาหารผ่านโครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” ผ่านงานฉายหนังสารคดี WASTED! ของ แอนโธนี บอร์เดน จุดประกายคนไทยในแวดวงอาหารโรงแรมลดการทิ้งขยะอาหาร ร่วมกับ UNEP, โรงแรมแมริออท ควีนส์ปาร์ค,ศศินทร์ฯ และมูลนิธิ SOS ตามปณิธานของกลุ่มเทสโก้ในการรณรงค์ให้บริษัทในธุรกิจเกี่ยวข้องกับอาหารเปิดเผยข้อมูลขยะอาหารอย่างโปร่งใส เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาร่วมกันในระยะยาว

สลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า “เทสโก้ โลตัส ได้ประกาศเจตนารมณ์ในการเป็นผู้นำลดขยะอาหารในประเทศไทยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2560 โดยลดการสูญเสียและทิ้งอาหารภายในธุรกิจของเราตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งเราประสบความสำเร็จในการบริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดจากไฮเปอร์มาร์เก็ตทั้ง 24 สาขาในกรุงเทพมหานครให้กับองค์กรการกุศลภายในสิ้นปี 2560 หลังจากนั้น เราได้เดินหน้าในการขยายโครงการกินได้ไม่ทิ้งกันไปสู่สาขาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในหัวเมืองต่างๆ วันนี้ เทสโก้ โลตัส 40 สาขารวมถึงศูนย์กระจายสินค้าอีก 5 แห่ง บริจาคอาหารที่จำหน่ายไม่หมดและยังรับประทานได้ สินค้าแตกแพ็กที่ยังมีคุณภาพดี รวมถึงอาหารที่จำหน่ายไม่หมดและไม่สามารถรับประทานได้แล้ว ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เพื่อนำไปเป็นมื้ออาหารให้ผู้ยากไร้ ทำเป็นอาหารสัตว์ และผลิตปุ๋ย โดยเราสามารถช่วยให้อาหารกว่า550,000 กิโลกรัม ไม่ต้องถูกทิ้งในกองขยะและสร้างผลกระทบมหาศาลด้านสิ่งแวดล้อม อาหารเหล่านี้ถูกเปลี่ยนเป็นอาหารกว่า 1,300,000 มื้อ ให้กับผู้ยากไร้”

“ในส่วนสาขาในกรุงเทพฯ เราทำงานกับพันธมิตรหลักคือ มูลนิธิสโกลารส์ ออฟซัสทีแนนซ์ หรือ SOS ประเทศไทย ในการขนส่งอาหารที่จำหน่ายไม่หมดเพื่อนำไปบริจาคทุกวัน นอกจากนั้น เรายังร่วมงานกับมูลนิธิและองค์กรท้องถิ่นในจังหวัดอื่นๆ ในการบริจาคทั้งอาหารที่ยังรับประทานได้และไม่สามารถรับประทานได้แล้ว เช่น สาขาในจังหวัดชลบุรีบริจาคผักที่จำหน่ายไม่หมดแต่ไม่อยู่ในสภาพที่รับประทานได้แล้วให้กับศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ ส่วนในจังหวัดระยองเราทำงานร่วมกับเอสซีจี เคมิคอลส์ ในการนำผักและผลไม้ที่รับประทานไม่ได้แล้วมาทำปุ๋ยมูลไส้เดือน ในจังหวัดลำปาง พนักงานของเราเป็นจิตอาสานำอาหารที่จำหน่ายไม่หมดในแต่ละวันไปบริจาคให้กับโรงเรียนการศึกษาคนตาบอดทุกๆ เย็นหลังเลิกงาน ที่นครราชสีมา เราทำงานร่วมกับมูลนิธิพุทธธรรม ฮุก 31 ในการบริจาคอาหารที่ยังรับประทานได้ให้กับสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งบ้านเมตตา ในจังหวัดขอนแก่น ผักและผลไม้ที่จำหน่ายไม่หมดและรับประทานไม่ได้ถูกนำไปทำปุ๋ยหมักใช้โดยเกษตรกรบ้านโนนเขวา ซึ่งเทสโก้ โลตัส รับซื้อผักจากเกษตรกรกลุ่มนี้ด้วย”

“สำหรับการจัดฉายหนังสารคดี WASTED! The Story of Food Waste ของ แอนโธนี บอร์เดน เชฟชื่อดังชาวอเมริกัน ที่ร่วมกับเพื่อนเชฟที่มีชื่อเสียงจัดทำเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงวิกฤติปัญหาขยะที่เกิดจากอาหารนั้น เกิดขึ้นโดย โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ผนึกกำลังพันธมิตร ทั้งเทสโก้ โลตัส, โรงแรมแมริออท ควีนส์ปาร์ค,=มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ หรือ SOS ประเทศไทย และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันจัดขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับจากเชฟจากโรงแรมต่างๆ ผู้ประกอบการร้านอาหารชื่อดัง ตลอดจนสตาร์ทอัพที่ให้ความสนใจด้านสิ่งแวดล้อม มากกว่า 300 คน มาร่วมงานและต่างได้แรงบันดาลใจในการลดปัญหาขยะอาหารที่เกิดขึ้นในธุรกิจของตัวเองกลับไปต่อยอดมากมาย

ภายในงานยังมีอาหารแสนเก๋ หน้าตาดีและรสชาติอร่อย จากวัตถุดิบในโครงการบริจาคอาหารเพื่อการไม่ทิ้งอาหารโดยเปล่าประโยชน์ขององค์กรต่างๆ รวมถึง ผักผลไม้จากเทสโก้ โลตัส โดย แดเนียล บุชเชอร์ (Daniel Bucher) Senior Executive Sous Chef จากโรงแรมแมริออท ควีนส์ปาร์ค เป็นผู้รังสรรค์เมนูให้กับผู้ร่วมงาน

แดเนียล บุชเชอร์ กล่าวว่า “สำหรับอาหาร ผักผลไม้ แต่ละอย่าง แท้จริงแล้วกินได้หมดทุกส่วน อย่าคิดว่าหมดอายุแล้วทิ้ง อาหารจะหมดอายุหรือไม่หมดอายุ ผมว่าอยู่ที่สัญชาตญาณของเรา ต้องดม ดู สัมผัส แล้วจะพบว่า ยังมีส่วนที่นำไปใช้ได้ ถึงตรงนี้ก็อยู่ที่เราแล้วล่ะว่าจะนำมันไปทำเป็นเมนูอะไร”

สลิลลา สีหพันธุ์ พร้อมด้วยพันธมิตร จัดงาน

สลิลลา สีหพันธุ์ พร้อมด้วยพันธมิตร จัดงาน

มอบแพ็กเกจพิเศษสำหรับนักวิ่งเพื่อน้อง หลวงพระบาง ฮาล์ฟ มาราธอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367541

มอบแพ็กเกจพิเศษสำหรับนักวิ่งเพื่อน้อง หลวงพระบาง ฮาล์ฟ มาราธอน

มอบแพ็กเกจพิเศษสำหรับนักวิ่งเพื่อน้อง หลวงพระบาง ฮาล์ฟ มาราธอน

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โรงแรม อวานี พลัส หลวงพระบาง (AVANI+ Luang Prabang) ชวนนักวิ่งผู้ใจบุญมาร่วมงาน วิ่งเพื่อน้อง หลวงพระบาง ฮาล์ฟ มาราธอน (Run for Children: Luang Prabang Half Marathon) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2561 เพื่อระดมทุนให้กับโรงพยาบาลเพื่อนลาวสำหรับเด็กน้อย (Lao Friends Hospital for Children: LFHC) นำไปช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กยากไร้ โดยจัดแพ็กเกจพิเศษ Charity Run Mini Special สำหรับนักวิ่งทุกท่านที่สำรองห้องพัก อวานี พลัส หลวงพระบาง ระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคม 2561 รับฟรี อาหารกลางวันมื้อพิเศษ 1 มื้อในวันแข่งขัน และทรีตเม้นต์นวดตัวคลายความเมื่อยล้า 60 นาที มูลค่า 2,700 บาท จาก อวานีสปา (AVANISPA) ระหว่างการเข้าพัก

นอกจากจะได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกแล้ว หลวงพระบางยังติดโผ 1 ใน 5 เมืองที่มีรายการวิ่งที่น่าสนใจของเอเชีย โดยซีเอ็นเอ็น ทราเวิล (CNN Travel) โดยงานวิ่งเพื่อน้องหลวงพระบาง ฮาล์ฟ มาราธอน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 6 ได้ดึงดูดนักวิ่งจากทั่วโลกมายังหลวงพระบางเพื่อร่วมระดมทุนให้กับโรงพยาบาลเพื่อนลาวสำหรับเด็กน้อย (Lao Friends Hospital for Children: LFHC) ได้นำไปใช้เป็นทุนในการรักษาผู้ป่วยเด็กยากไร้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสกับมนต์เสน่ห์อันน่าหลงใหลตลอดเส้นทางการแข่งขันรอบเมืองมรดกโลก ที่มีให้เลือก 3 ระยะ ได้แก่ 7 กิโลเมตร 14 กิโลเมตร และ 21 กิโลเมตร โดยจุดปล่อยตัวในปีนี้จะอยู่ที่พระราชวังเดิม ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่นาทีจาก อวานี พลัส หลวงพระบาง

อวานี พลัส หลวงพระบาง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนงานวิ่งการกุศลรายการสำคัญของเมืองหลวงพระบางนี้ เป็นโรงแรมอวานี พลัส แห่งแรก ในเครืออวานี โฮเทลส์ แอนด์ รีสอร์ท ตัวโรงแรมสวยงามโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมนีโอคลาสสิกร่วมสมัยในแบบของฝรั่งเศสที่กลมกลืนไปกับย่านประวัติศาสตร์ของเมือง ทำเลที่ตั้งใจกลางเมือง พร้อมห้องพัก ห้องอาหาร สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย อวานีฟิต (AVANIFIT) และสิ่งอำนวยความสะดวกระดับห้าดาวอื่นๆ ทำให้ อวานี พลัส หลวงพระบาง ตอบโจทย์ให้กับนักวิ่งที่เข้าร่วมการแข่งขันได้อย่างสมบูรณ์

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองห้องพักได้ที่ www.avanihotels.com/luangprabang/offers/charity-run-special อี-เมล์: luang.prabang@avanihotels.com โทรศัพท์ +856-71-262333

มอบรางวัลหนังสั้นผลงานเยาวชนผู้พิการ ‘ใจแกร่ง อยู่เหนือความบกพร่องทางกาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/367468

มอบรางวัลหนังสั้นผลงานเยาวชนผู้พิการ ‘ใจแกร่ง อยู่เหนือความบกพร่องทางกาย’

มอบรางวัลหนังสั้นผลงานเยาวชนผู้พิการ ‘ใจแกร่ง อยู่เหนือความบกพร่องทางกาย’

วันอังคาร ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภาพตัวอย่างจากภาพยนตร์สั้นเรื่องแกร่ง

สำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมกับ สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยแคมเปญ Amazing ไทยเท่ห์ จัดพิธีประกาศผลพร้อมมอบรางวัลการประกวดภาพยนตร์สั้นโดยเยาวชนผู้พิการ โครงการ “LESS IS MORE” เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและให้โอกาสแก่ผู้พิการ โดยงานเรื่อง “แกร่ง” สร้างสรรค์โดยทีม Filmdom นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับความรักและความเข้าใจของครอบครัวเด็กออทิสติกคนหนึ่งซึ่งหลงใหลในการเต้นลีลาศ คว้ารางวัลชนะเลิศไปครอง

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า “โครงการ LESS IS MORE จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนเยาวชนกลุ่มผู้พิการในการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ด้วยการส่งเสริมการเรียนรู้ในการผลิตสื่ออย่างมืออาชีพ สร้างโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค และการพัฒนาของตนเองให้กับเยาวชนกลุ่มนี้ให้เติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในอนาคต”

ผู้เข้าร่วมโครงการมีโอกาสเรียนรู้ภาคปฏิบัติด้านการผลิตสื่อภาพยนตร์นำโดย บัณฑิต ทองดี ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ตั้งแต่การเขียนบท นำแสดง ถ่ายทำ และตัดต่อ และเรียนรู้ด้านการแสดงจาก วริศรา บำรุงเวช ครูสอนการแสดงที่โรงเรียนสอนการแสดง The Drama Academy by KruNgor ส่งเสริมสร้างพลังบวกเพื่อทลายทุกข้อจำกัดการสร้างสื่อ ก่อนที่จะได้รับโจทย์ในการตีความความพิการทุกอย่างด้วยมุมมองใหม่ และสร้างสรรค์ผลงานมาประกวดกัน โดยทีมชนะเลิศได้รับโอกาสเดินทางไปศึกษาดูงานในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน 2018 ประเทศเกาหลีใต้ เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน

น้องธันย์-ณิชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ หัวหน้าทีม Filmdom เจ้าของผลงานภาพยนตร์สั้นเรื่อง “แกร่ง” ซึ่งได้รับรางวัล กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ว่า “ทีมเราได้รับโจทย์มาเป็นคำว่า “โอกาส” เลยมาตีความว่าเป็นอะไรได้บ้าง และนำเรื่องใกล้ตัวมาเล่าในเรื่อง “แกร่ง” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่สนใจการเต้นลีลาศซึ่งมีโอกาสได้ดูทาง Youtube จึงอยากลองดู แม้จะมีอุปสรรคจากการเป็นออทิสติก และครอบครัวที่มองว่าการเต้นเป็นเรื่องไร้สาระ จนในที่สุดสามารถเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันได้ จากจุดเปลี่ยนภายหลังที่เห็นเด็กคนนั้นได้ลงมือทำในสิ่งที่เขารัก ในการทำงานร่วมกับสมาชิกมีความบกพร่องด้านร่างกาย ต้องพยายามทำเรื่องราวให้มีบทไม่เยอะมาก แต่เข้าใจง่ายเพื่อสื่อว่าแม้คนที่มีความบกพร่องก็สามารถที่จะทำในสิ่งที่รักได้ ธันย์อยากสื่อให้คนที่ไม่ว่าจะมีความบกพร่องด้านใดก็ตาม สามารถสร้างโอกาสได้จากสื่อออนไลน์ เช่นการฝึกซ้อมลีลาศ ที่นำเสนอในภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้”

ปรัชญา ปิ่นแก้ว ผู้กำกับชื่อดัง กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้สัมผัสกับกลุ่มคนที่เราอาจจะมองข้ามในการทำงานภาพยนตร์ในการสื่อสารเรื่องที่เกี่ยวกับพวกเขา เราจะได้เห็นว่าเรื่องสื่อนั้น ทุกคนเท่าเทียมกันหมด งานที่น้องทำออกมาอาจไม่สมบูรณ์ แต่กินใจได้มากกว่า มันยิ่งใหญ่กว่า เราอาจต้องมองที่เนื้อหามากกว่าเทคนิค

“ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือที่ดีที่สามารถช่วยน้องๆ ทำประโยชน์ให้กับสังคม ในฐานะผู้กำกับ เราอยากสนับสนุนในทุกรูปแบบเช่น การอบรมให้รู้จักการใช้สื่อ การใช้เครื่องมือ และการใช้ภาษาภาพยนตร์ แนะนำถึงการสร้างเรื่องราว ถ่ายทอดตัวตน และการใช้ชีวิตของน้องๆ เล่าถึงปัญหาหรืออุปสรรคของตัวละครหลัก และวิธีการแก้ปัญหา โดยน้องๆ ก็ได้นำเสนอสิ่งที่ใกล้ตัว ส่วนภาคสังคมน่าจะส่งเสริมให้เป็นรูปธรรมด้วยกิจกรรมลักษณะนี้ให้เกิดขึ้นบ่อยๆ”

สามารถชมภาพยนตร์สั้นของน้องๆ ทีม Flimdom ได้ที่ https://goo.gl/Hmknmq

วสันต์ ภัยหลีกลี้

วสันต์ ภัยหลีกลี้

ปรัชญา ปิ่นแก้ว

ปรัชญา ปิ่นแก้ว

น้องธันย์-ณิชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ และทีม Filmdom

น้องธันย์-ณิชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ และทีม Filmdom