LIFE & HEALTH : มารู้จัก…ดัชนีอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364861

LIFE&HEALTH : มารู้จัก...ดัชนีอายุยืน

LIFE&HEALTH : มารู้จัก…ดัชนีอายุยืน

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลายคนคงจะคุ้นเคยเรื่องเกี่ยวกับความฉลาดทางปัญญาหรือที่เรียกว่า “ไอคิว (IQ)” และ ความฉลาดทางอารมณ์ที่เรียกว่า “อีคิว (EQ)” รวมทั้งความฉลาดทางการบริการเงินทองที่เรียกว่า “เอ็มคิว (MQ) ” กันมานานแล้ว แต่วันนี้อยากจะแนะนำเรื่องราวของความฉลาดทางด้านการดูแลรักษาสุขภาพเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวด้วยพลังชีวิตที่เต็มเปี่ยมและมีชีวิตชีวาที่เรียกว่า “แอลคิว (LQ)” กันบ้าง

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่า LQ (LongevityQuotient) เป็นความฉลาดที่จำเป็นที่สุดในยุคนี้เพราะเป็นยุคของสังคมผู้สูงวัย เช่น เมืองอะคิตะประเทศญี่ปุ่นมีประชากรที่อายุมากกว่า 65 ปี ถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดแล้ว ขณะที่กรุงโตเกียวกำลังจะตามมาในอีก 2 ปีข้างหน้าซึ่งเป็นปีที่ญี่ปุ่นจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกพอดี เรียกว่า Tokyo 2020 นี้สังคมญี่ปุ่นก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัว และประเทศไทยของเราก็กำลังจะก้าวตามทันในเวลาอีกไม่นานนัก

การเตรียมตัวที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่งการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเทคนิคชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพกำลังได้รับความสนใจกันอย่างกว้างขวางทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ มีการสอนในระดับอุดมศึกษาและระดับปริญญาโทในหลายมหาวิทยาลัย จนศาสตร์และศิลปะของการชะลอวัยเพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและเปี่ยมไปด้วยสมรรถภาพทางกาย และใจนั้นไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝันกันอีกต่อไป

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า…เราเริ่มแก่ชราแล้ว

การแก่ชราของมนุษย์นั้นไม่ใช่ดูกันแค่ใบหน้า แต่ต้องดูให้ลึกซึ้งถึงกระบวนการแก่ชรา และการตรวจวัดดูสภาพของร่างกายและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายว่ายังคงทำงานอยู่ในสภาพที่ดีสักขนาดไหน ส่วนการไปตรวจประจำปีตามมาตรฐานของการตรวจสุขภาพทั่วๆ ไปนั้นเขาจะตรวจว่าเรามีโรคภัยไข้เจ็บอะไรอยู่บ้างเพื่อที่จะได้ทำการรักษาแต่เนิ่นๆ ตามหลักการของการแพทย์ในแนวป้องกัน ซึ่งก็ยังดีกว่ารอป่วยเป็นโรคแล้วค่อยมารักษาเหมือนในอดีต

แต่ทราบกันไหมว่า ถ้าเราไปตรวจสุขภาพแล้วพบว่า เรามีน้ำตาลในเลือดสูงหรือเป็นเบาหวานแล้ว ตอนนั้นตับอ่อนของเราที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลน่าจะเสื่อมไปแล้วสัก 80 % หรือไปตรวจพบว่าเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน โอกาสที่เส้นเลือดจะเสื่อมไปแล้วก็เกือบ 80 % เช่นกัน นี่เป็นกฎที่เรียกกันว่า 80:20

แต่จะดีขึ้นไหมถ้าสามารถที่จะตรวจให้ทราบว่าเรากำลังอยู่ในภาวะเสื่อม รวมทั้งถ้าสามารถที่จะพยากรณ์ล่วงหน้าว่าถ้าเราทราบแล้วว่าเรากำลังอยู่ในภาวะเสื่อม และทราบว่าอวัยวะใดของเราเสื่อมไปก่อนเวลาอันควร เพื่อที่จะได้ปรับปรุงวิถีทางในการดำเนินชีวิตไม่ว่าจะเป็นการอยู่ การกิน การนอน รวมทั้งการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและการดำเนินชีวิตของเรา

การตรวจวิเคราะห์แบบนี้เรียกว่า การตรวจหาดัชนีอายุยืน

มีการศึกษาวิจัยถึงตัวแปรและปัจจัยต่างๆที่ถ้าได้ปรับปรุงแล้วจะทำให้มีอายุยืนขี้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และเป็นการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชั้นนำมาแล้วหลายปัจจัย

ปัจจัยแรกเป็นระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ที่พบว่าคนที่มีระดับของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในระดับที่ดีเป็นปกติจะมีอายุยืนยาวกว่าคนที่มีระดับฮอร์โมนตัวนี้ในระดับต่ำ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนนั้นมีอยู่ในทั้งผู้ชายและผู้หญิงไม่ใช่เป็นแค่ฮอร์โมนเพศชายอย่างที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจกัน

ปัจจัยต่อๆ มาก็คือ ระดับของน้ำตาลสะสม (ที่เรียกว่า HbA1C) ระดับและสัดส่วนของไขมันชนิดต่างๆในร่างกาย ค่าของความดันโลหิตพฤติกรรมในการดำรงชีวิต ความเครียดในชีวิตประจำวัน ดัชนีมวลกาย สมรรถนะของร่างกายทางด้านกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหว ฯลฯ

เมื่อได้ค่าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่จะทำให้อายุยืนยาว แล้ว เราก็ต้องเอามาชั่งน้ำหนักว่าดัชนีย่อยๆรายใดที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยอายุยืนของเรานั้นมีส่วนมากน้อยในการทำให้เราอายุยืนโดยอาศัยข้อมูลจากการศึกษาวิจัยที่มีการตรวจสอบรวบรวมมาแล้ว มาเข้าโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า Artificial Intelligence หรือเรียกแบบไทยๆ ว่า ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ได้ออกมาเป็นค่ามาตรฐานที่สามารถจะตรวจสอบทบทวนได้ และสามารถเทียบเคียงได้ในระยะเวลาต่างๆ ที่ผ่านไปและจะบอกว่าควรจะปรับปรุงพฤติกรรมในการดำรงชีวิตในแต่ละปัจจัยเสี่ยงแบบใดค่าดัชนีที่ชี้บ่งการมีอายุยืนจะดีขึ้นซึ่งเมื่อผู้ที่ได้รับการตรวจทำตามคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลร่วมกับแนวทางที่ปัญญาประดิษฐ์แนะนำแล้ว ก็จะทำให้ดัชนีที่ชี้บ่งการมีอายุยืนดีขึ้น นับเป็นแนวทางการดูแลสุขภาพที่มีดัชนีชี้วัดที่สามารถตรวจสอบได้เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ใช้ความรู้สึกว่าดีขึ้นหรือผู้ดูแลบอกว่าดีขึ้น แต่ไม่มีดัชนีอะไรที่จะชี้วัด

ในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีความจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นรากฐาน ในยุคต่อไปนี้การแพทย์ในอนาคตจะเป็นการแพทย์ในแนวทางส่งเสริมสุขภาพให้ร่างกายมีสมรรถภาพดี ลดการเจ็บป่วยน้อยลง ให้มีพลังชีวิตมากขึ้นและทุกคนที่อยากมีอายุยืนยาวอย่างเป็นสุขจะต้องเรียนรู้ที่จะเป็นหมอ หรือ ผู้ดูแลตนเองให้ได้

เช่น การรู้จักการนอนหลับที่สนิทและมีคุณภาพ เพราะการนอนหลับที่ดีนั้นเป็นรากฐานของการมีอายุยืนยาว มีระดับของฮอร์โมนที่ป้องกันการแก่ชราที่ส่วนใหญ่จะผลิตในตอนกลางคืนขณะนอนหลับสนิทในความมืดในระดับที่เหมาะสมและพอเพียง คนที่นอนหลับสนิทจะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี มีรูปร่างที่สมดุลทั้งกล้ามเนื้อและไขมันพูดง่ายๆก็คือ มีรูปร่างที่สมส่วน ซึ่งนอกจากจะทำให้สุขภาพดีในระยะยาวแล้วยังทำให้เกิดความมั่นใจในการเข้าสังคมอีกด้วย

การเรียนรู้ที่จะใช้ดัชนีอายุยืนมาวัดตัวเองว่า ควรจะปรับปรุงแนวทางการดำเนินชีวิตแบบใด กินอยู่นอนหลับและออกกำลังกาย รวมทั้งมีวิธีการผ่อนคลายความเครียดอย่างไร เพื่อที่จะได้เกิดดุลยภาพแห่งชีวิตซึ่งเป็นดัชนีอายุยืน ที่สำคัญที่สุด

 

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

ไข้หวัดใหญ่ร้ายกว่าที่คิด มีทั้ง ‘เสี่ยงเป็น’ และ ‘เสี่ยงตาย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364858

ไข้หวัดใหญ่ร้ายกว่าที่คิด  มีทั้ง ‘เสี่ยงเป็น’ และ ‘เสี่ยงตาย’

ไข้หวัดใหญ่ร้ายกว่าที่คิด มีทั้ง ‘เสี่ยงเป็น’ และ ‘เสี่ยงตาย’

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในแต่ละปีสถิติของผู้ป่วย (ที่ไม่มีภาวะเสี่ยง) ที่เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ พบมากถึง 1 ต่อ 10,000 ราย ที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นสถิติที่น่าตกใจเพราะใครจะคาดคิดว่าโรคไข้หวัดใหญ่จะสามารถคร่าชีวิตคนได้ถึงเพียงนี้ โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ดูเหมือนธรรมดา แต่แท้จริงแล้วไม่ธรรมดาเสมอไป เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อไวรัสที่มีอัตรากลายพันธุ์สูงมากเพราะการกลายพันธุ์เป็นขบวนการเพื่อความอยู่รอดของตัวเชื้อโรค เพื่อให้รอดพ้นจากการถูกทำลายจากระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ฉะนั้นในแต่ละปีไวรัสไข้หวัดใหญ่มักมีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ไปเรื่อยๆ ทำให้สามารถก่อโรคในคนได้ทุกปีนั่นเป็นสาเหตุต้องมีการพัฒนาวัคซีนที่ไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละปีให้ได้มากที่สุดนั่นเอง

รองศาสตราจารย์(พิเศษ)นายแพทย์ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์และนายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้คาดการณ์สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ในปัจจุบันว่าผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป มีโอกาสป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ประมาณร้อยละ 10-15 ต่อปี ส่วนในเด็กถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สูงมากถึงประมาณร้อยละ 30-40 ต่อปีของประชากรเด็ก และยังมีรายงานทางสถิติอีกว่าถ้าเป็นคนที่ไม่มีภาวะเสี่ยงจะพบอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่อยู่ที่สัดส่วน 1 ต่อ 10,000ราย ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่”

“ประชาชนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง เป็นเองหายเอง จึงไม่ค่อยให้ความสำคัญในการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรค แต่ในความเป็นจริงแล้ว การป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่มีโอกาสเสียชีวิตได้ ซึ่งต้องมาพิจารณาว่าคนกลุ่มใดที่จะเข้าข่ายอยู่ใน “กลุ่มเสี่ยง” ประเภทใด โดยกลุ่มเสี่ยงจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ เสี่ยงเป็นกับเสี่ยงตาย”

“เสี่ยงเป็น” เด็กถือว่าเป็นกลุ่มที่มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายที่สุด ซึ่งในแต่ละปี เด็กจะมีโอกาสป่วยจากโรคไข้หวัดใหญ่สูงถึง
ร้อยละ 30-40 เพราะภูมิคุ้มกันต่างๆ ในเด็กยังทำงานได้ไม่เต็มที่ รวมไปถึงพฤติกรรมของเด็กที่มักมีการสัมผัสจากการเล่นกันที่โรงเรียน การไอ จาม สั่งน้ำมูก และไม่ชอบล้างมือ จึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงเป็นมากที่สุดนอกจากนั้นมีบุคลากรทางการแพทย์ที่โอกาสรับเชื้อสูงจากลักษณะการทำงาน


รศ.(พิเศษ)นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์

“เสี่ยงตาย” ทำไมเป็นแล้วถึงตายมันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ จากผลการวิจัยทั่วโลกพบว่า ในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปีและกลุ่มที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคปอด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคอ้วนรวมไปถึงในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์เป็นต้น จะมีความเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้เมื่อเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ เพราะอาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่ายและรุนแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ โรคแทรกซ้อนที่พบบ่อย เช่น โรคปอดอักเสบ หรือ ปอดบวม โดยจะมีระดับความเสี่ยงที่โรคจะรุนแรงสูงเพิ่มขึ้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าป่วยเป็นโรคประจำตัวอะไรหรืออยู่ในกลุ่มใดเช่น โรคถุงลมโป่งพองหรือโรคปอด จะเสี่ยงในการเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง โดยพบมากกว่าคนปกติถึง 100 เท่าโรคหัวใจจะเสี่ยงมากกว่าคนปกติถึง 50 เท่า และโรคเบาหวาน เสี่ยงมากกว่าคนปกติ 5-10 เท่าเป็นต้น เนื่องจากในผู้ที่มีโรคประจำตัวเหล่านี้อาจจะมีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแปรปรวนทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถต่อสู้กับเชื้อโรคได้ดีเท่ากับคนที่มีสุขภาพแข็งแรงในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทยมีอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ค่อนข้างต่ำ จากสถิติพบว่าในกลุ่มนี้ สามารถเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ง่ายกว่าคนปกติถึง 4 เท่า และหากเป็นไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรง สามารถส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด อาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียการตั้งครรภ์ หรือเสียชีวิตได้ทั้งแม่และลูก ฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยไม่ว่าจะมีโรคประจำตัวแบบไหน หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงใดรวมทั้งกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ เราควรลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปีจะมีความคุ้มค่ามากที่สุด

ฉะนั้นต้องลองดูว่าคุณเข้าข่ายอยู่ในกลุ่มไหน “กลุ่มเสี่ยงเป็น” หรือ “กลุ่มเสี่ยงตาย” หรือทั้งสองกลุ่ม แล้วหาวิธีป้องกันตนเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากโรคไข้หวัดใหญ่ เพื่อลดอัตราเสี่ยงเป็น และเสี่ยงตาย นอกจากการดูแลตนเอง เช่น ปิดปาก ปิดจมูกเมื่อไอหรือจาม ล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด เป็นต้น วิธีป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ดีและคุ้มค่าอีกหนึ่งวิธีคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิด 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วยสายพันธุ์ A จำนวน 2 สายพันธุ์ (pH1N1 และ H3N2) กับ สายพันธุ์ B จำนวน 1 สายพันธุ์ และชนิด 4 สายพันธุ์ ประกอบด้วยสายพันธุ์ A จำนวน 2 สายพันธุ์ (pH1N1 และ H3N2) กับสายพันธุ์ B จำนวน 2 สายพันธุ์ คือlineages ชื่อ Victoria และ Yamagata ตามความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันวัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ ซึ่งสามารถครอบคลุมเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B ได้กว้างขวางมากกว่าเพราะมี 2 สายพันธุ์ย่อยในวัคซีน

จากการศึกษาวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ เกี่ยวกับประโยชน์ของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ พบว่าสามารถลดจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ลดความถี่ในการมาพบแพทย์ลดการแพร่เชื้อโรค รวมไปถึงลดการรักษาตัวในห้องฉุกเฉินอีกด้วย ซึ่งผลโดยรวมยังพบว่าวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีประโยชน์มากต่อคนทุกช่วงอายุรวมทั้งผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวด้วย

อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มเด็กมักจะป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B สูงกว่าผู้ใหญ่ถึง 9 เท่า และเป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นที่มีโอกาสป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สูงกว่าผู้ใหญ่ถึง 4 เท่า หรือพบร้อยละ 30-40 ต่อปีของกลุ่มเด็กทั้งหมด ดังนั้นจึงแนะนำฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่นี้ให้แก่เด็กๆ ได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูฝน ในช่วงเดือนมิถุนายน-
กันยายน หรือในช่วงก่อนเปิดเทอมใหญ่ประจำปีจะได้ประโยชน์มาก

รองศาสตราจารย์(พิเศษ)นายแพทย์ทวีกล่าวปิดท้าย “ปัจจุบันเด็กในวัย 6 เดือน-2 ปี เข้ารับวัคซีนไข้หวัดใหญ่จากภาครัฐบาลเพียงแค่ร้อยละ 2 เท่านั้น และจากการใช้ชีวิตของหลายๆ ครอบครัวที่มักพาเด็กเล็กไปในที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้าโรงภาพยนตร์ รถไฟฟ้า หรือสถานที่ที่แออัดซึ่งเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี เป็นกลุ่มเมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่แล้วอาจมีอาการรุนแรงได้เพราะระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง จึงควรคำนึงถึงการฉีดวัคซีนในช่วงวัยดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คนในครอบครัวที่ใกล้ชิดกับเด็กก็ควรได้รับวัคซีนเช่นกัน เนื่องจากเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ยังไม่สามารถรับวัคซีนได้และร่างกายยังอ่อนแอ จึงควรเน้นการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อให้มีภูมิคุ้มกันต่อโรคไข้หวัดใหญ่ผ่านรกไปป้องกันทารกในช่วง 6 เดือนหลังคลอด

สิ่งที่สำคัญและมีประโยชน์อย่างยิ่งคือการรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนให้เห็นถึงประโยชน์และความคุ้มค่าของการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แก่ทุกคนในครอบครัวเพราะผลจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค ลดการเจ็บป่วยลดการหยุดงาน ลดการหยุดเรียน และลดความเครียดรวมทั้งความทุกข์ใจของครอบครัวด้วย”

วิ่งกับพี่ตูนสมทบทุนสร้างอาคาร นวมินทรบพิตร 84 พรรษา รพ.ศิริราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364860

วิ่งกับพี่ตูนสมทบทุนสร้างอาคาร  นวมินทรบพิตร 84 พรรษา รพ.ศิริราช

วิ่งกับพี่ตูนสมทบทุนสร้างอาคาร นวมินทรบพิตร 84 พรรษา รพ.ศิริราช

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตูน-อาทิวราห์จับมือ วู้ดดี้-วุฒิธร จัด Charity Run “ก้าวไปกับ FIT FEST” จัดลู่วิ่ง 25 ตัว ชวนคนมา “วิ่งกับพี่ตูนที่งาน FIT FEST 2018” ทุก 1 กม. FIT FEST สมทบทุนให้ 100 บาท บริจาคสร้างอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช

ตูน-อาทิวราห์ พร้อมหัวเรือผู้จัดงานอย่าง วู้ดดี้-วุฒิธร ร่วมสร้างโปรเจกท์พิเศษ ก้าวไปกับ FIT FEST เพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้กับอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา โรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นอาคารหลังสุดท้ายที่ได้รับพระราชทานนามจากในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยกิจกรรมก้าวไปกับ FIT FEST ในครั้งนี้จะมีการนำลู่วิ่งจำนวน 25 ลู่มาตั้งไว้ที่งาน FIT FEST เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ร่วมวิ่งไปกับตูน-อาทิวราห์ และ ก้อย-รัชวิน โดยในทุกๆ การวิ่ง 1 กิโลเมตร ทาง FIT FEST จะบริจาคให้กับโครงการจำนวน 100 บาท โดยตั้งเป้าไว้ที่1,000,000 บาท เพื่อให้ทุกๆ ก้าวของทุกคุณมีค่า สามารถต่อลมหายใจให้กับหลายชีวิต

“ก้าวไปกับ FITFEST” จะจัดขึ้นในวันที่ 22-23 กันยายนนี้ ณ รอยัลพารากอนฮอลล์ สยามพารากอน และสำหรับใครที่ไม่สะดวกวิ่งในวันงาน ทางงานได้มีการตั้งกล่องรับบริจาคเพื่อเข้าร่วมสมทบทุนในครั้งนี้อีกด้วย ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่ http://www.fitfest.asia

พัฒนาแอพพลิเคชั่น TPQI-NET ตอบโจทย์ผู้ขอใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364866

พัฒนาแอพพลิเคชั่น TPQI-NET  ตอบโจทย์ผู้ขอใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ

พัฒนาแอพพลิเคชั่น TPQI-NET ตอบโจทย์ผู้ขอใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือ สคช. เร่งยกระดับมาตรฐานวิชาชีพขยายฐานทั่วประเทศ ตั้งเป้าปี 2562 มีผู้ขอรับใบประกาศคุณวุฒิวิชาชีพเพิ่มขึ้น 100% เดินหน้าขยายองค์กรรับรองอีก 50 แห่งทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาแอพพลิเคชั่น TPQI-NET เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลต่างๆ มากขึ้น

นายพิสิฐ รังสฤษฎ์วุฒิกุล ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เผยว่า เพื่อเป็นการลดช่องว่างให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลด้านต่างๆ ในการขอใบรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับกลุ่มอาชีพที่ต้องการพัฒนาทักษะและยกระดับสมรรถนะของบุคคลที่สดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ สคช. ได้วางเป้าหมายในปี 2562 ให้บุคคลในอาชีพต่างๆ เข้ามาทดสอบสมรรถนะเพื่อได้ใบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพเพิ่มขึ้น 100% เมื่อเทียบกับปี 2561 และให้เป็นไปตามเป้าหมายในปี 2563 ที่ตั้งเป้ามีผู้เข้ามาของรับใบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพจำนวน 310,000 คน ใน 72 วิชาชีพ ซึ่งปัจจุบันอาชีพ 3 อันดับแรกที่เข้ามาขอใบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพมากสุด คือ โลจิสติกส์ บริการยานยนต์ และผู้ประกอบอาหารไทย หรือคิดเป็น 60% ของจำนวนผู้ขอใบประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพทั้งหมด

ทั้งนี้ สคช. จึงมีแผนการขยายองค์กรที่มีหน้าที่รับรองสมรรถนะของบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ หรือ CB (Certification Bodies) ซึ่งมีหน้าที่ในการจัดสอบ เพื่อทดสองสมรรถนะของบุคคลในอาชีพต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก 50 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 160 แห่งทั่วประเทศ และเพื่อตอบรับกับโลกยุคดิจิตอล สคช. จึงได้พัฒนาแอพลิเคชั่น TPQI-NET เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงข้อมูลในด้านต่างๆ เกี่ยวกับคุณวุฒิวิชาชีพอย่างรวดเร็ว รวมถึงให้ผู้ที่เข้ารับการประเมินสามารถตรวจสอบสมรรถนะของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น TPQI-NET ได้ทั้งระบบ Android และ ios หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.tpqi.go.th

ล่องเรือสัมผัสวิถีริมน้ำสะแกกรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364869

ล่องเรือสัมผัสวิถีริมน้ำสะแกกรัง

ล่องเรือสัมผัสวิถีริมน้ำสะแกกรัง

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เดินหน้าร่วมอนุรักษ์ และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยว สัมผัสวิถีชุมชนในจังหวัดต่างๆ ล่าสุดที่ชุมชนริมแม่น้ำสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี เพื่อฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นและต่อยอดการพัฒนามรดกภูมิปัญญาของท้องถิ่น สู่การสร้างรายได้ของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

แม่น้ำสะแกกรังเป็นลำน้ำสำคัญที่ไหลผ่านตัวจังหวัดอุทัยธานี มีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า ในสมัยก่อนเมื่อพ่อค้าล่องเรือผ่านมาจะรู้ได้ว่าถึงบ้านสะแกกรังแล้ว ด้วยต้นสะแกจะออกดอกเล็กๆ ช่อยาวสีเขียวอมเหลืองที่ห้อยลงมาริมน้ำ โดยเฉพาะในเดือนยี่ถึงเดือนสามจะสังเกตได้ชัดเจน การล่องเรือสัมผัสแม่น้ำสะแกกรังจะได้ชมภาพชีวิตของชาวแพ ซึ่งได้สร้างบ้านคร่อมไว้บนแพลูกบวบไม้ไผ่ และตลอดลำน้ำ เราจะได้เห็นการปลูกพืชผักลอยน้ำ โดยเฉพาะเตยแพ และพุทธรักษาที่ชาวบ้านปลูกไว้อย่างมากมาย รวมไปถึงการเลี้ยงปลาในกระชังที่ทำกันทุกแพ และที่ถือว่าเป็นความโดดเด่นของแม่น้ำสายนี้

นอกจากวิถีชีวิตชาวแพที่ช่วยทำให้การล่องเรือครั้งนี้น่าประทับใจแล้ว สถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน คือ วัดโบสถ์ สถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวอุทัยที่มีอายุกว่า 100 ปี เสน่ห์ของวัดอุโบถาราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดโบสถ์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ ของลำน้ำ เมื่อมองข้ามฝั่งเข้าไปเราจะเห็นหมู่เจดีย์อุโบสถ และสถาปัตยกรรมต่างๆ มีกำแพงล้อมรอบเป็นภาพที่สวยงามสุดประทับใจ วัดอุโบถาราม เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่บนเกาะเทโพ

วัดท่าซุง หรือวัดจันทาราม เป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงและงดงามของเมืองอุทัยธานี พัฒนา และเป็นที่รู้จักเมื่อพระราชมหาวีระ ถาวาโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) พระเถระที่มีชื่อเสียง ได้สร้างอาคารต่างๆ มากมาย

และที่พลาดไม่ได้ต้องไปถนนสายวัฒนธรรม “ตรอกโรงยา” ถนนสั้น ตำนานยาวถนนสายวัฒนธรรม ที่มีความยาวประมาณ 200 เมตร สองข้างทางมีลักษณะเป็นห้องแถวไม้สมัยเก่า หลังคามุงกระเบื้องอิฐ หรือสังกะสี พ่อค้า แม่ค้าจะนำของที่ระลึก อาหารโบราณ เสื้อผ้า ของเก่า และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมอันเป็นอัตลักษณ์ของชาวอุทัยธานี ส่วนผลิตภัณฑ์และของระลึกชุมชนริมแม่น้ำสะแกกรัง เช่น ปลาย่าง ขนมปังสังขยาไพพรรณ ที่ขายมานานกว่า 40 ปี และผลไม้แช่อิ่มตั้งยู่ฮวด ผลไม้แช่อิ่มเจ้าแรกของเมืองอุทัยธานี ที่ได้สูตรทำผลไม้แช่อิ่มมาจากเมืองซัวเถาประเทศจีน

สัมผัสแม่น้ำสะแกกรัง และวิถีชีวิตที่เรียบง่ายได้ที่อุทัยธานี

เยาวชนกว่า 50 คนร่วมโครงการ‘เด็กธรรม นำไทย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364870

เยาวชนกว่า 50 คนร่วมโครงการ‘เด็กธรรม นำไทย’

เยาวชนกว่า 50 คนร่วมโครงการ‘เด็กธรรม นำไทย’

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผช.กก.ผจก.ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติเป็นวิทยากร

เปิดค่ายโครงการ “เด็กธรรม นำไทย” โดยซีพีออลล์ ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) นำเยาวชนกว่า 50 คน จากทั่วประเทศที่มีใจใฝ่พระพุทธศาสนาให้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้และเข้าใจหลักธรรมมีความใฝ่ฝันอยากทำงานเพื่อสังคมเข้าร่วมกิจกรรมอบรม 2 วัน ได้เรียนรู้ เข้าใจหลักธรรม พร้อมได้รับแรงบันดาลใจในการใช้หลักธรรมนำชีวิตจากวิทยากรผู้เป็นต้นแบบและนำธรรมะสู่ชีวิตจนเห็นผลจริง อาทิ (โบวี่) อัฐมา ชีวพันธ์ ดาราผู้พบเส้นทางแห่งความสุขโดยยึดหลักเส้นทางธรรม ทีมงาน Knowing Buddha,(ครูกวาง) กษริน วงศ์กิตติชวลิต, (ครูซุปเค)นายศุภฤกษ์ สกุลชัยพรเลิศ, คุณพศิน อินทรวงศ์ และ(น้องเบส) ด.ช.ณัฐวัตร ครองชนม์ แฟนพันธุ์แท้ทศชาติชาดกเป็นต้น

ธานินทร์ บูรณมานิต กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวถึงแนวคิดของโครงการว่า โครงการ “เด็กธรรม นำไทย” เป็นโครงการต่อยอดมาจากโครงการ“เรายกวัดมาไว้ที่เซเว่นฯ” ซึ่งทางเซเว่น อีเลฟเว่น ได้ริเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2540 จนกระทั่งได้ต่อยอดจัดโครงการ ธรรมสัญจรสู่เยาวชน ไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั้งกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยหลายครั้งที่กิจกรรมจัดในสถานศึกษา ได้เห็นผลตอบรับที่ดีจากคณะครูอาจารย์และนักเรียน โดยมีเด็กนักเรียนที่ผ่านโครงการมาแล้วจำนวนกว่า 20,000 คน เลยเกิดความคิดที่ว่า ถ้าเราสามารถนำหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนา มาเผยแพร่ไปยังเยาวชน ให้พวกเขามีการเผยแพร่ส่งต่อ โดยให้เหล่าเยาวชนนำเสนอกันเองด้วยภาษาของเขาเอง เชื่อว่าจะทำให้การสื่อสารระหว่างเด็กกับเด็กด้วยกันนั้นง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โครงการ “เด็กธรรม นำไทย” จึงถือกำเนิดขึ้นมา โดยได้คัดเลือกเด็กที่สนใจธรรมะมาจำนวนหนึ่ง รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกมี 60 คน กระบวนการเริ่มคือการที่ให้ฆราวาสซึ่งคือวิทยากรของโครงการมาเป็นผู้ถ่ายทอดหลักธรรมให้น้องๆ ฟัง”

“สำหรับ “เด็กธรรม นำไทย” ได้รับความกรุณาจากมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถาบันขั้นสูงสุดของพระสงฆ์และกระทรวงวัฒนธรรม ทำให้โครงการนี้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางซีพี ออลล์ หวังว่า 2 วัน ที่จัดค่ายนี้เยาวชนจะได้รับประโยชน์ ได้เรียนรู้ซึมซับในเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม โดยเป้าหมายสูงสุดนั้น คือการได้เยาวชนที่มีความเก่งในการนำเสนอเพื่อเลือกเป็นยุวทูตธรรมของคนรุ่นใหม่ให้สามารถออกไปช่วยเผยแผ่หลักธรรมกับเยาวชนด้วยกัน ด้วยความเชื่อที่ว่าหากเยาวชนมีใจฝักใฝ่ธรรมะเราก็จะสามารถสร้างสังคมที่ดีงามขึ้นได้

ด.ญ.พัชรพร ปาวิชัย (น้องเกรซ) และด.ญ. ณัฐนันท์ วรพฤธานนท์ (น้องขนมจีน) เพื่อนร่วมชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากโรงเรียนอนุบาลสามเสน กล่าวว่า “ได้ชวนกันมาจากคำแนะนำของคุณแม่ซึ่งเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ และตนเองก็เห็นเช่นเดียวกัน เพราะปกติแล้วในวันเสาร์-อาทิตย์จะอยู่เฉยๆ ไม่มีกิจกรรมใดเป็นพิเศษทำ ค่ายนี้จึงเปรียบเสมือนการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในช่วงสุดสัปดาห์ และพอได้มาทำกิจกรรมในค่ายก็รู้สึกชอบมาก เพราะทำให้ได้รู้หลักธรรมะและได้สวดมนต์ในบทที่ตนไม่เคยสวด ได้ฟังหลักการใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรมจากพี่ๆ วิทยากร ซึ่งหากมีการเปิดรับสมัครค่าย “เด็กธรรม นำไทย” ในรอบต่อๆ ไป ก็จะมาสมัครอีกอย่างแน่นอน และจะชวนเพื่อนๆที่ยังไม่เคยให้มาลองสมัครด้วยกัน”

ด้าน จีรณัฏฐ์ จรูญโรจน์ (แมค) นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดสุทธิวราราม หนึ่งในเยาวชนรุ่นใหม่ผู้มาร่วมค่าย “เด็กธรรม นำไทย” กล่าวว่า“หลังจากที่เพื่อนของตนได้มาชักชวนถึงกิจกรรมนี้ก็รู้สึกสนใจ เพราะสำหรับตนคิดว่าคุณธรรมเป็นเรื่องสำคัญในการดำรงชีวิตและในการที่จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเพราะปัจจุบันนี้ ตนเห็นผู้ใหญ่หลายคนมีพฤติกรรมที่ผิดหลักคุณธรรม ไม่ควรนำมาเป็นแบบอย่าง อาทิ การแซงคิวผู้อื่น การเล่นพนัน หรือแม้แต่การติดยาเสพติด ซึ่งตนเองไม่อยากเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ประเภทนั้น จึงตัดสินใจมาร่วมกิจกรรมในค่ายนี้เพื่อปลูกฝังหลักคุณธรรมให้ได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีเป็นแบบอย่างแก่น้องรุ่นหลังๆต่อไป

สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลผ่านทางแฟนเพจเด็กธรรม นำไทย : Dektham711

ด.ญ.พัชรพร ปาวิชัย (น้องเกรซ) และ ด.ญ.ณัฐนันท์
วรพฤธานนท์

ด.ญ.พัชรพร ปาวิชัย (น้องเกรซ) และ ด.ญ.ณัฐนันท์ วรพฤธานนท์
จีรณัฏฐ์ จรูญโรจน์

จีรณัฏฐ์ จรูญโรจน์

เอสเอ็มอี ลิมิเต็ด อิดิชั่น แฟร์ ‘ของไทยมีดี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364878

เอสเอ็มอี ลิมิเต็ด อิดิชั่น แฟร์ ‘ของไทยมีดี’

เอสเอ็มอี ลิมิเต็ด อิดิชั่น แฟร์ ‘ของไทยมีดี’

วันพุธ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ของไทยมีดี ในงาน เอสเอ็มอี ลิมิเต็ด อิดิชั่น แฟร์

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เป็นประธานร่วมเปิดงาน SME Limited Edition Fair (เอสเอ็มอี ลิมิเต็ด อิดิชั่น แฟร์) เพิ่มโอกาสทางการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ SME ไทยในการพัฒนาช่องทางการตลาด รวมถึงส่งเสริมให้คนไทยใช้ของไทย โดยมีผู้ประกอบการกว่า 60 รายนำสินค้าจัดแสดง อาทิ สินค้าตกแต่งบ้าน สินค้าแฟชั่น-เครื่องประดับ-สิ่งทอ สินค้าด้านสุขภาพและความงาม ฯลฯ ณ เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์

โอกาสนี้ สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า สสว. ได้ดำเนินโครงการพัฒนาช่องทางการตลาดสำหรับผู้ประกอบการ SME เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งด้านความรู้ การขยายช่องทางการค้า และสนับสนุนการขยายฐานทางเศรษฐกิจให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการ SME ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางการค้า สามารถสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการ SME อย่างยั่งยืน โดยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีสินค้าคุณภาพ นอกจากการจำหน่ายสินค้าที่จะช่วยสร้างรายได้ให้ SME แล้ว ยังเป็นการยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศได้อย่างยั่งยืน เน้นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาเป็นผู้ส่งออก ส่งเสริมสินค้าของผู้ประกอบการที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากการพัฒนาสินค้าและบริการพร้อมสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการและกิจกรรมเจรจาธุรกิจกับตัวแทนธุรกิจ (Modern Trade) อาทิ Tops และ Family Mart โดยใช้กลไกระบบการช่วยเหลือเงินสนับสนุน SME ผ่านหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีระบบ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อผู้ประกอบการ SME และเศรษฐกิจของประเทศ

ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า SME มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย เพราะสามารถสร้างมูลค่าแก่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล ทั้งการสร้างงานสร้างมูลค่าเพิ่ม และสร้างรายได้ในบทบาทที่หลากหลาย กล่าวคือ เป็นได้ทั้งผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้า และผู้ให้บริการ ปัจจุบันสภาวะของการประกอบธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มีสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญและฝ่าฟันไปให้ได้ ซึ่งหากปรับตัวไม่ทัน ก็จะทำให้ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ หอการค้าไทยจึงร่วมกับ สสว. จัดงานในครั้งนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศักยภาพ เสริมสร้างขีดความสามารถ และเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการรวมทั้งสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ทางการค้าและการตลาดในปัจจุบัน เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ต่างๆ สำหรับตลาดเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการจัดงานนี้จะช่วยต่อยอดความสำเร็จของผู้ประกอบการ SME ในการจำหน่ายสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ และสามารถขยายธุรกิจได้ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผอ.สนง.ส่งเสริม
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผอ.สนง.ส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา รองประธาน กก.หอการค้าไทย

ดร.ศิรินา ปวโรฬารวิทยา รองประธาน กก.หอการค้าไทย
ดร.เพชรมณี ดาวเวียง รอง ผอ.ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจ SMEs ร่วมเยี่ยมชมและอุดหนุนร้านค้า

ดร.เพชรมณี ดาวเวียง รอง ผอ.ฝ่ายส่งเสริมธุรกิจ SMEs ร่วมเยี่ยมชมและอุดหนุนร้านค้า

ร่วมค้นหาตัวตนในงาน‘Siam Discovery Self Discover’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/364624

ร่วมค้นหาตัวตนในงาน‘Siam Discovery Self Discover’

ร่วมค้นหาตัวตนในงาน‘Siam Discovery Self Discover’

วันอังคาร ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เสกสรร รวยภิรมย์, อุสรา ยงปิยะกุล, ตุล ไวฑูรเกียรติ

สยามดิสคัฟเวอรี่ ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม สนามประลองพลังอำนาจแห่งความคิดสร้างสรรค์ ที่พร้อมให้ทุกคนเข้ามาค้นพบ, สร้างสรรค์ และพัฒนา นำเสนอผ่านสินค้าและบริการในทุกชั้นรวมทั้งกิจกรรมสนุกๆ สำหรับหลากหลายคอมมูนิตี้ สำหรับเดือนกันยายนนี้ ชวนทุกคนมาร่วมสนุกกับกิจกรรม “Siam Discovery Self Discover” (สยามดิสคัฟเวอรี่ เซลฟ์ดิสคัฟเวอร์) มาร่วมค้นพบและเข้าใจตัวเองได้มากขึ้นจากนิทรรศการและกิจกรรมหลากหลาย ตั้งแต่วันนี้-31 ตุลาคม 2561 ซึ่งพิธีเปิดงานจัดไปแล้วเมื่อเร็วๆ นี้โดยได้รับเกียรติจาก ตุล ไวฑูรเกียรติ ศิลปินชื่อดัง,เสกสรร รวยภิรมย์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสติ ร่วมพูดคุยในงานพร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้ที่มาร่วมสนุกกับกิจกรรมการค้นพบตัวตน อาทิ ปรินท์ สารสิน, ธนพนธ์ เบญจรงคกุล, ม.ล.วรารมณ์ ชุมพล, ภริสา บุนนาค และ ญานินท์ วีระไวทยะ เป็นต้น

อุสรา ยงปิยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามพิวรรธน์ รีเทล โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า สยามดิสคัฟเวอรี่เป็น The Biggest Arena of Lifestyle Experiments ที่เปรียบเสมือนสนามประลองพลังอำนาจแห่งความคิดสร้างสรรค์อันยิ่งใหญ่ ที่เต็มไปด้วยประสบการณ์สุดตื่นเต้นเร้าใจ โดยเดือนกันยายนนี้ สยามดิสคัฟเวอรี่ ได้จัดกิจกรรมภายใต้ธีม “Siam Discovery Self Discover” นำเสนอเรื่องราวที่ผสมผสานศาสตร์แห่งจิตวิทยามาสร้างประสบการณ์แบบอินเตอร์แอ๊กทีฟที่เชิญชวนทุกคนมาร่วมค้นพบ และเข้าใจตัวตนที่แท้จริงของตนเองจากความสนใจเบื้องลึกของแต่ละคน โดยสร้างสรรค์ Experiment Labs โซนกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาทดสอบเรียนรู้ตัวตนที่แท้จริง เพื่อเกิดการค้นพบและพัฒนา Be Revolutionary (บี เรโวลูชั่นแนรี่)โดยกิจกรรมต่างๆ คิดค้นออกแบบโดยใช้หลักจิตวิทยาเพื่อให้ผลการวิเคราะห์สะท้อนตัวตนของตนเองได้มากที่สุด เมื่อทุกคนเข้าใจตัวเองได้ชัดเจนแล้ว จะสามารถค้นหาสิ่งที่ตอบสนองความต้องการส่วนลึกได้ตอบโจทย์และตรงจุด จึงจะเกิดความพึงพอใจ หรือ ความฟิน ที่แท้จริง

โดยกิจกรรมสุดสนุกที่สร้างสรรค์ขึ้น แบ่งเป็น Experiment Labs ทั้ง 4 ได้แก่ “Mirror and Self : Look to Discover” สำรวจตัวตนผ่านการส่องกระจก 9 แบบ ที่จะรีเฟล็กซ์ตัวตน 9 แบบของคุณแตกต่างกันออกไป 9 มุมมอง บ่งบอกถึงมุมมองของตัวคุณในสายตาของผู้อื่นที่อาจมองตัวคุณได้แตกต่างกันออกไปตามแต่แง่มุมที่เขาต้องการมองหรือสะท้อนผ่านองค์ประกอบต่างๆ ที่แต่ละคนอาจได้รับองค์ประกอบในการมองต่างกัน ทำให้เกิดมุมมองต่างกัน มีเพียงคุณเท่านั้นที่จะรู้จักตัวคุณเองได้มากที่สุด กระจก Mirror and Self ทั้ง 9 รอสะท้อนตัวตนของคุณ

“Who exactly are you? : Explore to Discover” สนุกกับการออกแบบตัวตนของคุณจากความชอบของคุณเอง มาเลือกตอบคำถามเชิงจิตวิทยาในแบบอินเตอร์แอ๊กทีฟ เพียงไม่กี่คำถาม จอ LED จะประมวลผลที่สะท้อนความเป็นตัวตนของคุณจากคำตอบที่คุณได้ให้ไว้ กิจกรรมนี้ ยังช่วยแนะนำสไตล์การแต่งกาย และแนะนำไอเท็มเด็ดที่รับรองว่าจะต้องโดนใจคุณอย่างแน่นอนกิจกรรมดีไซน์ตัวเองนี้ ตั้งอยู่บริเวณชั้น M ใกล้ประตูทางเชื่อมวันสยาม

“The David’s : Answer to Discover” กิจกรรมที่นำเทคนิคง่ายๆ เพียงคุณซื่อสัตย์กับตนเอง ตอบคำถามที่รูปปั้นเดวิดถามคำถามถึงคุณ โดยใช้สติ๊กเกอร์เป็นเครื่องมือแทนคำตอบของคุณ แล้วมาดูว่านอกจากตัวคุณเองที่มีคำตอบตามแง่มุมต่างๆ แล้ว ยังมีใครอีกกี่คนที่มีแนวคิดและมุมมองเช่นเดียวกันคุณ และยังสะท้อนถึงความคิดของคุณว่าสอดคล้องหรือทวนกระแสสังคม มาร่วมตอบคำถามสนุกๆ กับ David ที่บริเวณชั้น 2

“Eyes : Look to Discover” คุณเคยมองตนเองได้ชัดที่สุดแค่ไหน? ใกล้ที่สุดแค่ไหน? มาสนุกกับกล้องไมโครสโคปเพื่อส่องดวงตาของคุณเอง และกล้องพิเศษตัวนี้ จะเปิดเผยดวงตาของคุณขยายใหญ่อย่างที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน ฉายบนจอ LED ยักษ์เต็มผนัง เพื่อให้คุณและคนรู้ใจได้มองลึกเข้าไปในแววตา และมองเห็นตัวตนของคุณได้ลึกที่สุด ว่ากันว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ มาพิสูจน์ได้ที่ บริเวณชั้น 4 Ecotopia(อีโคโทเปีย)

ตลอดเดือนกันยายน และตุลาคมนี้ มาเล่นสนุกด้วยกัน Come Play With Us ร่วมค้นหาตัวตนของคุณเพื่อเข้าใจตัวคุณเองมากกว่าที่เคย ได้ในงาน “Siam Discovery Self Discover” ณ สยามดิสคัฟเวอรี่ดิเอ็กซ์พลอราทอเรียม

ญานินท์ วีระไวทยะ และ ธนพนธ์ เบญจรงคกุล

ญานินท์ วีระไวทยะ และ ธนพนธ์ เบญจรงคกุล

แฉกลเม็ดโจรไซเบอร์! ต้มเหยื่อไทยหลอกให้เซ็นรับพัสดุจนสูญเสียเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534689

  • วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 18:58 น.

แฉกลเม็ดโจรไซเบอร์! ต้มเหยื่อไทยหลอกให้เซ็นรับพัสดุจนสูญเสียเงิน

โดย…วิรวินท์ ศรีโหมด

การหลอกลวงของมิจฉาชีพในปัจจุบันมีหลายรูปแบบ ด้วยยุคเทคโนโลยีที่เข้าถึงทุกคนได้ง่าย จึงเป็นช่องทางที่ผู้ไม่หวังดีสามารถแฝงตัวเข้ามาได้ง่าย หนึ่งในนั้นคือ “หลอกลวงให้เซ็นรับพัสดุจนสูญเสียเงิน” ซึ่งกำลังเป็นภัยสังคมที่แพร่หลายขณะนี้

วันนี้โพสต์ทูเดย์ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานทางด้านนี้ จะมาเปิดโปงขบวนการรวมถึงแนะนำวิธีการระมัดระวังตัวไม่ให้เสียรู้

แฉกลลวงหลอกให้เซ็นรับ-สุดท้ายเสียเงิน

ภัยรูปแบบดังกล่าวหากไม่ระวังตัวหรือรู้เท่าทันคุณอาจตกเป็น “เหยื่อ”

สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่งเล่าประสบการณ์ที่พบเจอกับพฤติกรรมของมิจฉาชีพว่า ปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีกล่องพัสดุระบุชื่อของตัวเองส่งมาจากประเทศจีน โดยพนักงานจัดส่งได้มีการเรียกเก็บเงินเป็นจำนวน 1,680 บาท แต่ด้วยความโชคดีที่ไม่เคยซื้อของออนไลน์แบบเก็บเงินปลายทางมาก่อน จึงสงสัยและปฏิเสธการเซ็นรับพัสดุชิ้นนั้นพร้อมกับจ่ายเงินไป เมื่อสอบถามไปยังบริษัทส่งของก็ทราบว่ามีเรื่องร้องเรียนประเภทนี้ทุกวัน โดยมิจฉาชีพจะสุ่มส่งของหาเหยื่อ เมื่อเซ็นรับก็ต้องจ่ายเงินซึ่งจะตกหลุมพรางทันที ทั้งที่มูลค่าของในกล่องราคาไม่มาก

ขณะที่สมาชิกเฟซบุ๊กอีกรายเล่าว่า สั่งโมเดลไอรอนแมนมาจากเพจเฟซบุ๊กหนึ่ง โฆษณาว่าเป็นของแท้ที่โรงงานผลิตเกินจำนวนจึงนำออกมาขายในราคา 2,000 บาท จากราคาปกติประมาณ 30,000 บาท เมื่อของส่งมาถึงก็ได้เปิดพัสดุดูก่อน (ได้รับการยินยอมจากผู้ส่ง) แต่เมื่อเปิดของออกมาดูก็พบว่าของไม่ตรงตามรายละเอียดที่ลงโฆษณาไว้จึงปฏิเสธการรับ

พ.ต.อ.โอฬาร สุขเกษม ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ให้ข้อมูลว่า ขบวนการนี้ส่วนใหญ่อยู่ในไทย นอกนั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จีนและประเทศแถบแอฟริกา รูปแบบการหลอกจะส่งของมาที่บ้าน หรือเปิดเฟซบุ๊กหรือเว็บไซต์พร้อมกับนำข้อมูลอันเป็นเท็จลงไว้ หากมีผู้สนใจติดต่อซื้อขายก็จะตกเป็นเหยื่อทันที

ผกก. 3 ปอท. มองว่า การฉ้อโกงรูปแบบนี้ไม่ต่างจากอดีต เพียงแต่ปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารเพิ่มขึ้น และผู้ตกเป็นเหยื่อก็มักโพสต์เตือนภัยลงในโซเชียลมีเดีย จึงทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าปัญหานี้มีมาก

ล่าโจรไซเบอร์ไทยง่าย-ต่างประเทศยาก

ผกก. 3 ปอท. เปิดเผยว่า การติดตามมิจฉาชีพขบวนการนี้หากอยู่ในประเทศโอกาสติดตามตัวอาจทำได้ง่าย โดยสืบจากแหล่งส่งของ บัญชี พฤติกรรม รวมถึงหมายเลขเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ ไอพี แต่หากมาจากต่างประเทศ ยอมรับว่าการติดตามตัวค่อยข้างยาก เพราะอยู่นอกราชอาณาจักรเกินอำนาจตำรวจไทย แต่ถึงอย่างไรก็สามารถส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด ประสานหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อได้

พ.ต.อ.โอฬาร แนะนำว่า หากตกเป็นผู้เสียหายควรรีบแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจทุกแห่งทั่วประเทศทันที ไม่จำเป็นต้องเดินทางมา ปอท.เพียงแห่งเดียว พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตรวจสอบรวบพยานหลักฐานดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด หากตำรวจรายใดไม่รับแจ้งความและอ้างว่าเป็นความผิดทางอินเทอร์เน็ตอาจเข้าข่ายความผิดมาตรา 157 เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

แต่ถึงอย่างไรการระวังควรเริ่มที่ตัวเองก่อนตกเป็นเหยื่อ หรือควรตรวจเช็คข้อมูลสถานะแหล่งที่ส่งให้ดีก่อนเซ็นรับและจ่ายเงิน นอกจากนี้คิดว่าบริษัทหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งการขนส่ง การดูแลระบบควรมาหาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังถาวร

ผู้บริโภคมีสิทธิดูของและปฏิเสธ

พิฆเนศ ต๊ะปวง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ชี้ว่า เมื่อมีของมาส่งตามหลักปฏิบัติควรดูก่อนว่าของภายในพัสดุมีสภาพครบถ้วนสมบูรณ์ตามมาตรฐานหรือไม่ เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ซื้อมีสิทธิปฏิเสธการรับของได้ หากไม่มั่นใจควรปฏิเสธการเซ็นรับและจ่ายเงิน เพราะเมื่อเซ็นรับเท่ากับยินยอมรับผิดชอบ การจะไปฟ้องร้องภายหลังก็ยุ่งยาก

“เรามีสิทธิขอตรวจสอบของ ตามกฎหมายสามารถขอดูของก่อนได้ ถ้าพนักงานไม่ให้ดูก่อน ก็ไม่ต้องรับ”

พิฆเนศ กล่าวว่า หากผู้ประกอบการขนส่งยังพยายามให้เซ็นรับของโดยไม่ยินยอมให้ตรวจ อาจเป็นการโอนภาระให้ผู้บริโภคซึ่งเป็นการกระทำแบบที่ไม่มีจรรยาบรรณ

เลขาธิการ สคบ. แนะนำว่า เมื่อตกเป็นเหยื่อถ้าเป็นร้านค้าในระบบที่ขึ้นทะเบียบเสียภาษีถูกต้อง ผู้บริโภคมีสิทธิคืนของได้ภายใน 7 วัน และมีสิทธิฟ้องร้องในระยะเวลา 1 ปี แต่ทางปฎิบัติจริงผู้บริโภคมักไม่ฟ้องเพราะมองว่ายุ่งยากและจำนวนเงินความเสียหายไม่มาก ตรงนี้เป็นข้อเสียเปรียบของผู้บริโภค

พิฆเนศ ทิ้งท้ายว่า ดังนั้นการป้องกันตั้งแต่ต้นหากไม่มั่นใจไม่ควรเซ็นรับและจ่ายเงินก่อน หรือหากผู้รับเป็นบุคคลในบ้านที่ไม่ใช่เจ้าของชื่อ ควรสอบถามรายละเอียดกับผู้ที่มีชื่อระบุบนพัสดุเพื่อความมั่นใจ แต่ยืนยันว่าควรตรวจสอบให้ดีก่อน หากไม่มั่นใจไม่ควรเซ็นรับและจ่ายเงิน

นับถอยหลังสอบเข้าป.1 กวดวิชาหนัก ระวังลูกเครียด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/politic/report/534621

  • วันที่ 10 ม.ค. 2561 เวลา 10:31 น.

นับถอยหลังสอบเข้าป.1 กวดวิชาหนัก ระวังลูกเครียด

โดย…ธเนศน์ นุ่นมัน

กระแสข่าวกรณีสถาบันกวดวิชาระดับอนุบาล 3 เข้า ป.1 โรงเรียนดังคิดค่าเรียนจากผู้ปกครองเป็นตัวเลข 6 หลัก จนถูกตั้งคำถามถึงสิ่งที่ได้จากการเรียนการสอน เรื่องนี้ถูกขยายความให้เห็นปัญหาที่เรื้อรังมาหลายรัฐบาล หมกอยู่ใต้พรมของสังคมไทยปล่อยให้ผู้ปกครองต้องเผชิญกับเรื่องนี้มายาวนาน

ปัญหานี้ทำให้ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กๆ ที่ยังไม่เข้าเรียนชั้นประถมต่างทราบดีว่ากำลังตกอยู่ท่ามกลางการแข่งขันที่ลามลึกจนถึงเด็กเล็ก ซึ่งฤดูการสอบของเด็กอนุบาลเข้า ป.1 นับถอยหลังเข้ามาเพราะกำลังจะเริ่มในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค.นี้

คุณภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนกวดวิชาเด็กเล็กกลายเป็นกระแสที่ทำให้ผู้ปกครองยอมควักกระเป๋าจ่าย คือภาพสะท้อนความคาดหวังว่าเด็กๆ จะมีพื้นฐานการเรียนที่ดีจนมีความสามารถมากพอที่จะสอบเข้าชั้นประถมปีที่ 1 หรือในระดับที่สูงขึ้น ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง อันเป็นหลักประกันที่ทำให้มั่นใจคุณภาพการเรียนการสอนที่จะได้รับจากโรงเรียนที่มีชื่อเสียง

สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่จะมีการประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจนได้นโยบายและแนวทางแก้ไขมาแล้ว เช่น แนวคิดเรื่องการยกเลิกการสอบเข้าเรียนชั้น ป.1 เพราะไม่อยากให้มีการแข่งขันจนเด็กเกิดความเครียด หรือพบว่าหลักสูตรที่มีสัดส่วนทางวิชาการที่มากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งถูกวัดความรู้ด้วยความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ ทั้งๆ ที่วัย 5-6 ขวบ ควรเรียนผ่านการเล่น เรียนทักษะเชิงพัฒนา ทักษะเชิง พฤติกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ในวัยนี้ ไม่ใช่ต้องเรียนทักษะเชิงวิชาการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการแข่งขัน

“แม้จะมีการประชุมถกเถียงมาแล้วหลายครั้งจนได้นโยบายจัดการปัญหามา แต่ที่สุดก็มักเป็นนโยบายที่ไม่ได้นำไปปฏิบัติกับโรงเรียนที่มีปัญหาในเรื่องนี้ หากจะปฏิบัติจริงจะมีการชี้ชัดได้แค่ไหนว่าโรงเรียนหรือผู้ปกครองกลุ่มไหนที่อยู่กับปัญหานี้มากที่สุด และที่ผ่านมานโยบายที่จะใช้แก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้มีทางออกที่เป็นรูปธรรม ที่สุดจึงไม่มีการขานรับจากโรงเรียนและผู้ปกครอง กลายเป็นไฟไหม้ฟางที่ได้ยินกันทุกปี แต่ก็หายไปทุกครั้งโดยไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง” อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าว

ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวว่า ปัญหาผู้ปกครองและเด็กที่เริ่มเข้าสู่วงจรการแข่งขันเพื่อโอกาสทางการศึกษาในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยเท่านั้นหลายประเทศอย่างสหรัฐก็กำลังเผชิญปัญหานี้

นักวิชาการ สสค. กล่าวว่า ขณะที่แบบแผนการจัดการเรียนการสอนยุคใหม่ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ที่ไม่ผลักภาระการฝึกทางด้านของวิชาการที่เป็นแบบแผนในเด็กจนกระทั่งอายุ 7 ขวบ เพราะมองว่าเด็กก่อนวัยเรียนจะเรียนรู้ผ่านการเล่น การร้องเพลง การสร้างปฏิสัมพันธ์กับเด็กวัยเดียวกัน  และแทบจะไม่มีการบ้านเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนในสหรัฐหรือไทย โดยให้เหตุผลว่าการบ้าน คือการผลักภาระอื่นๆ จากการเรียนให้เด็กและผู้ปกครองมาก และผลักดันให้เด็กๆ เรียนรู้หรือบังคับให้เด็กอ่านออกเขียนได้ก่อนวัยอันสมควร

“ปรัชญาการศึกษาของฟินแลนด์ ระบุว่า การศึกษาของเด็กจะต้องช่วยรักษาความเป็นเด็กไว้ให้ได้มากที่สุด การเล่นจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พอๆ กับการเรียน แม้แต่ระดับประถมก็ให้ความสำคัญกับการเล่นมากกว่าการเรียนที่เป็นวิชาการ และมีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการที่เด็กได้เล่นในช่วงพักการเรียนระหว่างแต่ละวิชาจะทำให้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น มากกว่าที่จะเรียนติดต่อกันเป็นเวลานาน  และ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กฟินแลนด์ ก็สูงว่าเด็กที่อื่นๆ ติดอันดับต้นๆ ของทุกการจัดอันดับระดับโลก”

นอกจากนี้ งานวิจัยด้านการศึกษายุคใหม่ในปัจจุบันยังระบุด้วยว่า การเรียนการสอนที่เน้นการแข่งขัน เน้นการสอบ เริ่มไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ ที่ไม่ได้รับคนเข้าทำงานโดยดูจากคะแนนสอบ แต่ประเมินจากความสามารถในการทำงานเป็นหลัก บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเริ่มหันมาพิจารณาเรื่องนี้มากขึ้น

สุเทพ เกิดกรรณ์ ประธานเครือข่ายผู้ปกครอง กล่าวว่า ได้รับรายงานเช่นกันว่ามีผู้ปกครองส่งเด็กเล็กเข้าไปสถาบันกวดวิชาเพื่อสอบเข้าโรงเรียนที่มีชื่อ โดยบางคนยอมเสียเงินถึงปีละ 6 แสนบาท เพราะมั่นใจว่าการกวดวิชาตั้งแต่ยังเล็กจะเป็นหลักประกันว่าจะได้เรียนโรงเรียนดัง แต่เรื่องดังกล่าวกำลังเป็นค่านิยมที่ผิด เพราะโรงเรียนอนุบาลหรือประถมส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ มีคุณภาพที่ไม่ต่างกันนัก

“เรื่องนี้กำลังเป็นค่านิยมของผู้ปกครองบางกลุ่มที่อาจจะกลายเป็นการทำร้ายลูกโดยไม่รู้ตัว เพราะจะยิ่งทำให้ลูกเครียดที่ต้องอยู่กับสิ่งที่ไม่ได้เลือก” ประธานเครือข่ายผู้ปกครอง กล่าว