เชฟรอน-สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง-สจล. จัด ‘เอามื้อสามัคคี’ จ.สระบุรี ยกหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ เป็น ‘ชุมชนกสิกรรมวิถี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362866

เชฟรอน-สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง-สจล. จัด ‘เอามื้อสามัคคี’ จ.สระบุรี  ยกหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ เป็น ‘ชุมชนกสิกรรมวิถี’

เชฟรอน-สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง-สจล. จัด ‘เอามื้อสามัคคี’ จ.สระบุรี ยกหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ เป็น ‘ชุมชนกสิกรรมวิถี’

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมภาคประชาชน ภาคศาสนาและสื่อมวลชนจัดกิจกรรม “เอามื้อสามัคคี” ครั้งที่ 3 ในโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลกรวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปี 6ณ หมู่บ้านสุขสมบูรณ์ ต.หนองหัวโพอ.หนองแซง จ.สระบุรี

โดยมี ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดงาน และ นายอาทิตย์กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด, นายบุญล้อม เต้าแก้ว คณะทำงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ,นายอริย์ธัช โชคเจียรนันต์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ พร้อมด้วยนักแสดงหนุ่มบอย-พิษณุ นิ่มสกุล ร่วมสานฝันสมาชิกหมู่บ้านที่เกิดจากคนหลากหลายอาชีพรวม 15 ครอบครัวสร้างหมู่บ้านสุขสมบูรณ์เป็น “ชุมชนกสิกรรมวิถี” พร้อมถ่ายทอตัวอย่างความสำเร็จเป็น “ชุมชนต้นแบบ”สร้างแรงบันดาลใจให้คนทั่วประเทศร่วมสานต่อศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ซึ่งนักแสดงหนุ่ม บอย-พิษณุ นิ่มสกุล หนึ่งในสมาชิกหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการร่วมรณรงค์และทำกิจกรรมกับโครงการฯจากจุดเริ่มต้นและต่อเนื่องถึง 4 ปีเต็ม จนเกิดแรงบันดาลใจในการสานต่อศาสตร์พระราชาและลงมือทำจริงในพื้นที่ของตัวเอง กล่าวว่า“จากการได้เข้าร่วมรณรงค์และร่วมทำกิจกรรมกับโครงการฯ มาตั้งแต่ปีแรกๆ ผมซื้อที่ดินและทำตามศาสตร์พระราชาที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งค่อนข้างไกลและผมก็ไม่ค่อยมีเวลาไปดูแลมากนัก พอดี อ.บุญล้อมเห็นว่าผมอยากจะมีพื้นที่ปลูกป่า ทำหลุมขนมครก จึงชักชวนให้มาร่วมกันสร้าง“ชุมชนกสิกรรมวิถี” ที่ อ.หนองแซง จ.สระบุรี ผมก็ตอบรับทันทีเพราะอยู่ตรงนี้ใกล้กรุงเทพฯ ใกล้ อ.บุญล้อม และมีเพื่อนบ้านที่มีแนวคิดเดียวกัน การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนดีตรงที่ไม่โดดเดี่ยว มีอะไรก็ปรึกษากันได้ ช่วยเหลือกันได้ เป้าหมายของชาวหมู่บ้านสุขสมบูรณ์ คือ ปลูกป่าทำพื้นที่ให้เป็นสีเขียว ขุดหลุมขนมครก ให้มีน้ำใช้ยามแล้ง เป็นชุมชนกสิกรรมวิถีต้นแบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น เพื่อขยายองค์ความรู้ศาสตร์พระราชาต่อไป”

หลังจากนี้ โครงการฯ จะเผยแพร่องค์ความรู้ศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยส่งเสริมให้ประชาชนลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่านอ.เวียงสา จ.น่าน ในวันที่ 26-28ตุลาคม 2561 นำโดย บัณฑิต ฉิมชาติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติศรีน่าน และสุดาพร พรหมรักษา เจ้าของพื้นที่บ้านน้ำปี้ ต.น้ำมวบ อ.เวียงสา จ.น่าน ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ทาง www.facebook.com/ajourneyinspiredbytheking

หมายเหตุ

** พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตรที่ได้พระราชทานแก่ผู้นําสหกรณ์ทั่วประเทศเมื่อครั้งเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทณ ศาลาดุสิดาลัย เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2526 ความว่า “…คำว่า สหกรณ์ แปลว่า การทํางานร่วมกัน การทํางาน ร่วมกันนี้ลึกซึ้งมาก เพราะว่าจะต้องร่วมมือกันในทุกด้าน ทั้งในด้านงานการที่ทําด้วยร่างกาย ทั้งในด้านงานการที่ทําด้วย สมอง และงานการที่ทําด้วยใจ ทุกอย่างนี้ขาดไม่ได้ต้องพร้อม งานที่ทําด้วยร่างกาย ถ้าแต่ละคนทําก็เกิดผลขึ้นมาได้ เช่น การทําเพาะปลูกก็มีผลขึ้นมา สามารถที่จะใช้ผลนั้นในด้านการบริโภคคือ เอาไปรับประทานหรือเอาไปใช้ หรือเอาไปจําหน่ายเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงชีพได้ ถ้าแต่ละคนทําไปโดยลําพังแต่ละคน งานที่ทํานั้นผลอาจจะไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และอาจจะไม่พอเพียงในการเลี้ยงตัวเอง ทําให้มีความเดือดร้อน ฉะนั้นจะต้องร่วมกัน แม้ในขั้นที่ทําในครอบครัวก็จะต้องช่วยกัน ทุกคนในครอบครัวก็ช่วยกันทํางานทําการ เพื่อที่จะเลี้ยงครอบครัวให้มีชีวิตอยู่ได้ แต่ว่าถ้าร่วมกันหลายๆ คนเป็นกลุ่มเป็นก้อนก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามารถมีผลได้มากขึ้น…”

ตะลอนเที่ยว : ผ้าปะลางิง ภูมิปัญญาของชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362872

ตะลอนเที่ยว : ผ้าปะลางิง ภูมิปัญญาของชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส

ตะลอนเที่ยว : ผ้าปะลางิง ภูมิปัญญาของชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ภูมิปัญญาชาวปัตตานี ยะลา นราธิวาส โดยแสดงออกผ่านผืนผ้าและแพรพรรณ ในนามผ้าปะลางิง ปัญญาที่ทรงคุณค่าในด้านศิลปวัฒนธรรมที่ควรแก่การอนุรักษ์และเผยแพร่

ลวดลายบนพื้นผ้าปะลางิงและเส้นไหมรวมถึงเส้นดิ้นเงินดิ้นทองที่ใช้ทักทอผ้าชนิดนี้ คือเครื่องแสดงฐานะและบรรดาศักดิ์ของผู้สวมใส่ยกตัวอย่างเช่น ขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์สูงจะสวมใส่ผ้าปะลางิงที่ทอด้วยไหมแท้และอาจจะมีการผสมแล่งเงินแล่งทอง และมีลวดลายวิจิตร แต่สำหรับชนชั้นสามัญชนจะใช้ผ้าปะลางิงที่ทอด้วยฝ้าย ส่วนสีสันและลวดลายก็จะเป็นลายพื้นบ้าน ที่ไม่ใช้ในราชสำนักหรือใช้สำหรับขุนนางชั้นสูง

แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในช่วง 70 ถึง 80 ปีที่ผ่านมานี้ผ้าปะลางิงได้ถูกหลงลืมไปจากสังคมของชาวสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สาเหตุที่ผ้าชนิดนี้ไม่ได้รับความนิยม อาจเป็นเพราะผลิตได้ยาก รวมถึงอาจจะไม่มีผู้สืบทอดภูมิปัญญาในการผลิตผ้าชนิดนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ต้องนับว่าเป็นข่าวดีที่ในปัจจุบันมีผู้สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทรงคุณค่าไว้ได้แล้ว

ปิยะ สุวรรณพฤกษ์ ชาวยะลารักงานการผลิตผ้าปะลางิง ได้ก่อตั้งกลุ่มศรียะลาบาติก

กระบวนการผลิตผ้าปะลางิงมีความซับซ้อนมากเมื่อเทียบกับการทำผ้าบาติกทั่วไป เพราะการทอผ้า การทำลวดลายและการมัดย้อมต้องใช้ความพิถีพิถันมากกว่า

ลวดลายของผ้าปะลางิงแบบดั้งเดิมจะมีดังต่อไปนี้ ลายของกระเบื้องเคลือบโบราณ ลายช่องลมเหนือกรอบหน้าต่างบ้าน ลวดลายของขนมพื้นบ้านโบราณและลวดลายของการละเล่น อย่างเช่นการเล่นว่าว เป็นต้น

เสน่ห์ของผ้าปะลางิงอยู่ที่ลวดลายโบราณและสีสันที่จับคู่กันอย่างเป็นเอกลักษณ์ อย่างเช่นสีที่ใช้ต้องเป็นสีตัดกัน เช่นสีเขียวตัดกับสีม่วง หรือสีเขียวตัดกับสีแดง

การผลิตผ้าปะลางิงหนึ่งผืน ซึ่งมีความยาวประมาณ 2 เมตร กว้างประมาณ 1 เมตร 20 เซนติเมตร ต้องใช้เวลาอย่างน้อยเกือบสองเดือน แต่ถ้าเป็นภาพที่มีลวดลายโบราณแท้จริง และสีหลายสี จะต้องใช้เวลาการผลิตที่นานขึ้น

ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้าน นับเป็นรากเหง้าของขนบประเพณีและวัฒนธรรมที่สมควรจะได้รับการอนุรักษ์และเผยแพร่ให้กระจายออกไปในวงกว้าง เพราะมิฉะนั้นแล้วรากเหง้าของชุมชนและภูมิปัญญาของบรรพชนจะเลือนหายไปจากสังคมของเรา

หมายเหตุ ศรียะลาบาติก อยู่ที่ถนนสิโรรส อำเภอเมือง จังหวัดยะลา

 

คุณแหน : 9 กันยายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362870

คุณแหน : 9 กันยายน 2561

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เข็มที่ระลึก แก่ผู้ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าฯ ทั้งชาวไทยและต่างชาติ ๑๘๘ คน และพระราชทานเข็มที่ระลึกเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ แก่ข้าราชการที่ร่วมปฏิบัติภารกิจ ๑๘๔ คน พระราชทานงานเลี้ยง รวมใจเป็นหนึ่งเดียว United as One ณ พระลานพระราชวังดุสิต เมื่อค่ำคืน ๖ ก.ย. แด่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องประมาณห้าถึงหกพันคน…

ll “การเลือกตั้งจำเป็นต้องพิจารณาตามที่ กกต.เสนอมา คือต้องเป็นในวันอาทิตย์เพื่อให้สะดวกในการเตรียมการและการลงคะแนน วันอาทิตย์แรกที่กำหนดไว้คือวันอาทิตย์ที่ ๒๔ กุมภาฯ ซึ่งยังเป็นตามกรอบเวลาเดิม” ท่านประธาน คสช. และนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชัดเจนแล้วใช่ไหมครับ…

ll ส่วนเลขาฯสถาบันพระปกเกล้า ดร.วุฒิสาร ตันไชย กล่าว “สิ่งที่ท้าทายในอนาคตคือ ประชาธิปไตย จะมีความผกผันไม่แน่นอน ถ้าไม่สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่อง เฉพาะการเมือง แต่เป็นวิถีชีวิต การเคารพ ความเห็นแตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้ ให้เกียรติเสียงส่วนน้อย เชื่อมั่นว่าจะแก้ไขปัญหาได้แม้จะช้าและยาก” ฟังง่าย แต่ทำได้ยาก โดยเฉพาะคนไทย…

ll เขาแน่จริง จาย อังค์สุธาสาวิทย์ นักปั่นลูกครึ่งเหรียญทองเอเชี่ยนเกมส์ ๑๘ คว้าแชมป์ดีกรีจักรยานลู่ประเภทคีริน รายการแทร็ก อินเตอร์เนชั่นแนล ๒๐๑๘ เก็บคะแนนสะสมควอลิฟาย เดวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ ณ เมืองจีน …

ll จบวิศวกร เกษตร นิติศาสตรบัณฑิต รามคำแหง รองอธิบดีกรมศิลปากรผู้ตรวจ วธ. และรองปลัด จะมาคุมกรมศาสนา คนใหม่ ตั้งแต่ ๑ ตุลาคม นาม กิตติพันธ์ พานสุวรรณ คงจะมีอะไรใหม่ๆ และเป็นประโยชน์แก่วงการสงฆ์…

ll อดีตมือหนึ่งเทนนิสหญิงของโลก เซเรน่า วิลเลี่ยม ประสบภาวะลิ่มเลือดแข็งตัวหลังคลอดบุตรสาว เมื่อ ก.ย. ที่แล้วจะกลับมาคว้าแชมป์แกรนด์สแลม ยูเอสโอเพ่น ปีนี้ กับ นักเทนนิสหญิงญี่ปุ่น นาโอมิ โอกะ วัย ๒๐ ขวบ เพื่อเป็นของขวัญแก่บุตรสาว ด้วยรางวัล ๑๒๔ ล้านบาท…

ll แฟนเทนนิสทั้งหลายอาจจะไม่ได้เห็นสาวสวยมาเรีย ซาราโปว่า เจ้าของแกรนด์สแลม ๕ สมัย ในคอร์ตเทนนิสอีกเพราะเจ้าตัวจะยุติอาชีพนี้ โดยกล่าวว่า “ถ้าไม่มีความเชื่อมั่นหรือแรงบันดาลใจในทุกๆ วันที่จะพาตัวเองไปถึงแชมป์ได้ ก็ไม่ควรที่จะทำมันอีกแล้ว”…ll

น้องโน๊ต

แหวกฟ้าหาฝัน : Figuration in Berardo Museum Lisbon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362875

แหวกฟ้าหาฝัน : Figuration in Berardo Museum Lisbon

แหวกฟ้าหาฝัน : Figuration in Berardo Museum Lisbon

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

งาน Figurativism หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

Figuration หรือ Figurativism เป็นคำที่ใช้แทนงานศิลปะที่ใช้ต้นแบบมาจากวัตถุจริงๆ แล้วทำการเปลี่ยนแปลงหรือปรับเปลี่ยนเส้น รูปร่าง สี แสงจากสิ่งที่มีอยู่จริง เช่น รูปร่างคน สัตว์ โดยอาศัยจินตนาการมาผสมผสานจึงไม่ใช่ลักษณะของความเพ้อฝันเสียทั้งหมดซึ่งตรงข้ามกับ Abstract Art หรือศิลปะที่เป็นนามธรรม อย่างไรก็ดี การสร้างสรรค์ศิลปะงานแนวนี้ยังมักยึดติดกับสิ่งที่เคยมีอยู่เดิม เช่น ศิลปะแนวอียิปต์ หรือโรมัน ประติมากรรมแนว Figure Art มีมาตั้งแต่โบราณโดยในยุคแรกมักเกิดจากการดัดแปลงมาจากงานประติมากรรมยุคคลาสสิก

การจัดแสดงงานแนว Figurativism

ส่วนงานจิตรกรรม Figurativisim เริ่มตั้งแต่สมัยเรอเนสซองส์ตอนต้น เรื่อยมาถึง Mannerism และ Baroque จวบจนเข้าคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยภาพที่เป็นต้นกำเนิดรุ่นแรกคือ Sleeping Venus ภาพนู้ดแรกของโลกผลงานของ Giorgione ในปี 1510 นับจากนั้นมาศิลปินก็เริ่มสร้างจิตรกรรมแนวนี้มากขึ้น ศิลปินที่โด่งดังทางด้านนี้มากที่สุดคนหนึ่งก็คือ Nicolas Poussin จิตรกรยุคคลาสสิกชาวฝรั่งเศส ส่วนผลงานแนว Baroque จะเป็นของ Jacques-Louis David, Jean-Auguste-Dominique Ingres

Maquette for Teddy Boy & Girl ของ Lyn Chadwick

ส่วนงานจิตรกรรมแนว Figuration สมัยใหม่เริ่มในทศวรรษที่ 1920 หลังยุค Impressionism โดยคู่ขนานไปกับศิลปะแนว Surrealism and Abstraction จนแพร่หลายออกไปทั่วทั้งยุโรปนักประวัติศาสตร์ศิลป์จัดให้งานแนวนี้อยู่ในสมัยเดียวกันกับ Expressionism ศิลปินคนแรกที่เขียนภาพแนวนี้ก็คือ Pablo Picasso ตามด้วย Alberto Giacometti ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็น Great
Figurative Sculptor หลังปี 1940 ศิลปินที่สร้างสรรค์งานแนวนี้เริ่มมีมากขึ้น เช่น Francis Bacon, Lucian Freud และศิลปินอื่นๆ จาก School of Londonจวบจนกระทั่งถึงศิลปะแนว Pop Art, Neo-expressionism และ New spirit

Nude at the Chaise ของ Francis Gruber

ศิลปินแนว Figurativism นี้จะเน้นการวาดรูปหรือแกะสลักคนตามแต่จินตนาการของตัวเอง ผลงานแนวนี้ที่จัดแสดงใน Berardo Museumก็มีลักษณะเฉกเช่นเดียวกับที่จัดแสดงในมิวเซียมอื่นๆเช่น Nude at the Chaise ของ Francis Gruberศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้ก่อตั้ง Nouveau Realism School เขาเกิด ณ เมือง Nancy และมีนิทรรศการของตัวเองครั้งแรกตั้งแต่อายุ 18 ผลงานของเขาในช่วงแรกได้รับอิทธิพลจาก Hieronymus Bosch และ Albrecht Durer ศิลปินยุคต้นเรอเนสซองส์ชาวเยอรมัน แต่เมื่อเขาเป็นเพื่อนกับ Alberto Giacometti ผลงานของเขาก็จะดูทันสมัยขึ้น นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ภาพหญิงวัยกลางคนที่มีกล้ามเนื้อขามัดโตที่ดูไม่ได้สัดส่วนนั่งเหม่อลอยกลางห้องว่างเปล่านี้ฉีกกฎการวาดภาพนู้ดที่เคยเป็นมาในอดีตซึ่งพยายามวาดภาพนู้ดหญิงที่สวยงามอย่างสิ้นเชิง ศิลปินให้ความเห็นไว้ว่าเขาต้องการสะท้อนโลกมากกว่าสื่อถึงความจริง

Sleeping Venus by Giorgione

The Big Man ของ Germaine Richier นักประติมากรรมหญิงชาวฝรั่งเศส เธอเกิดที่เมือง Grans และเข้าเรียนศิลปะที่ Ecole des Beaux Arts เมือง Montpellier ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส หลังจบการศึกษาเธอเข้าทำงานที่สตูดิโอของ Antoine Bourdelle จึงรู้จักมักคุ้นกับ Alberto Giacometti เป็นอย่างดี งานส่วนใหญ่ของเธอจึงมีความละม้ายคล้ายงานของ Giacometti ซึ่งมีลักษณะโดดเด่นมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครและกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปะรุ่นเดียวกันและรุ่นน้องต่อมาอีกหลายต่อหลายคน เช่น Kenneth Armitage ที่เห็นได้จากผลงาน Standing Figure และ Maquette for Teddy Boy & Girl ของ Lyn Chadwick

Standing Figure ของ Kenneth Armitage

นักท่องเที่ยวที่ช่างสังเกตจะพบว่า งานแนว Figurativism รุ่นใหม่หรือรุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่สองจะมีความแตกต่างจากช่วงต้นคริสต์ศตวรรษมากขึ้นตรงที่ผลงานมักดูเป็นคนที่เดินเหินตามท้องถนนมากขึ้น แต่อาจดูยับเยิน หรือมีความเศร้าสร้อยอันบ่งบอกถึงบาดแผลในจิตใจของศิลปินด้วยก็เป็นได้

The Big Man ของ Germaine Richier

Two Figures ของ Philip Pearistein

งานของ Alberto Giacometti

งานประติมากรรม หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362877

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘ไพบูลย์ บุตรขัน’ ภูมิคีตกวีผู้อัจฉริยะเพลงลูกทุ่งไทย

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วันที่ ๔ กันยายนที่ผ่านมาเป็นวันครบ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของครูเพลงลูกทุ่งไทยคนสำคัญที่สร้างผลงานเพลงจนเป็นที่รู้จักกันดีทั้งประเทศ ไม่มีใครเลยที่จะไม่เคยได้ฟังเพลงของ ครูไพบูลย์ บุตรขัน ครูเป็นทั้งนักแต่งเพลงและนักเขียนบทละคร จึงทำให้ผลงานจำนวนมากนั้นโดนใจผู้คนจนได้รับการยกย่องเป็น “นักแต่งเพลงลูกทุ่งผู้อัจฉริยะหนึ่งเดียวของแผ่นดิน” อาทิตย์นี้จึงขอตามรอยไปยังภูมิสถานบ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่ปทุมธานี เดิมนั้นครูชื่อ ไพบูลย์ ประณีต เกิดที่บ้านท้องคุ้ง ตำบลเชียงรากใหญ่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นบุตรของนายบุตรและนางพร้อม ประณีต ครอบครัวมีอาชีพทำนา มีฐานะยากจน มีปู่ชื่อ ขัน จึงนำชื่อปู่และพ่อมาตั้งนามสกุล บุตรขัน เมื่อครูอายุ ๖ ขวบนั้นบิดาเสียชีวิตจึงได้รับการเลี้ยงดูจาก นายเจน บุตรขัน ผู้เป็นอา ซึ่งพามาที่กรุงเทพฯ แถวอำเภอปทุมวัน ศึกษาที่โรงเรียนสตรีปทุมวันจบประถมปลาย และจบมัธยม ๘ ที่โรงเรียนสวัสดิ์อำนวยเวทย์ กรุงเทพฯ ครูได้ศึกษาดนตรีจาก ครูพิณ โปร่งแก้วงาม ระหว่างพ.ศ.๒๔๗๖-๒๔๗๘ แล้วเรียนวิชาดนตรีและโน้ตเพลงสากลเพิ่มเติมที่สมาคมวายเอ็มซีเอ ถนนวรจักร จนสามารถได้ใช้โน้ตดนตรีประกอบการแต่งเพลงมาทุกครั้ง

เพลงของครูและนักร้อง

ครูไพบูลย์ บุตรขัน ได้ทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยที่โรงเรียนกว๋องสิว ต่อมาลาออกไปทำงานเป็นช่างไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าสามเสน และลาออกไปทำงานอยู่กับคณะละคร คณะแม่แก้ว และคณะจันทโรภาส ของพรานบูรพ์ ทำโดยทำหน้าที่เขียนบทละครวิทยุ และแต่งเพลงให้กับคณะละคร มีผลงานเพลงบันทึกเป็นแผ่นเสียงครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๙๐ จากการชักนำของ สวัสดิภาพ บุนนาค ซึ่งเป็นเพื่อนและน้องเขย สำหรับเพลงยุคแรกนั้นมีเพลง “มนต์เมืองเหนือ”“คนจนคนจร” “ดอกไม้หน้าพระ” “ดอกไม้หน้าฝน” และ “ค่าน้ำนม” ซึ่งได้รับความนิยมว่าเป็นผลงานที่มีคุณค่า และมีเพลงที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน หลายเพลง เช่น “โลกนี้คือละคร” (ขับร้องโดย ปรีชาบุณยะเกียรติ) “เบ้าหลอมดวงใจ” และ “มนต์รักลูกทุ่ง”(ขับร้อง โดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร) “ฝนเดือนหก” (ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์) “ยมบาลเจ้าขา” (ขับร้องโดย บุปผา สายชล) เป็นต้น โดยเฉพาะเพลงที่เป็นตำนานให้คนกล่าวถึงมากคือ “กลิ่นโคลนสาปควาย” (ขับร้องโดยชาญ เย็นแข) เป็นเพลงที่แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖ นั้น ถูกประกาศห้ามเปิดในช่วงการปราบปรามคอมมิวนิสต์ ซึ่งยิ่งห้ามก็เท่ากับกระตุ้นให้คนอยากฟังมากจนพากันซื้อแผ่นเสียงไปฟังเป็นจำนวนมาก เพลงนี้ได้รับการยกให้เป็นต้นแบบของเพลงลูกทุ่ง ทำให้เกิดเพลงแนวนี้ตามมาจนมีการเรียกเพลงลูกกรุงและเพลงลูกทุ่งให้แตกต่างกันในเวลาต่อมา เสียดายที่ครูไพบูลย์อายุสั้น เมื่อ ๕๖ ปีนั้นได้ล้มป่วยและเสียชีวิตเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๕

หุ่นครูไพบูลย์ บุตรขัน

ผลงานการแต่งเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน นั้น มีอยู่จำนวนมาก ซึ่งถือเป็นเพลงลูกทุ่งชั้นครูที่มีเรื่องราวอย่างเรื่องสั้น จึงได้รับความนิยมอยู่ทุกสมัย ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ นั้นมีเพลงของครูได้รับรางวัลพระราชทานตามมาในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกไทย อีก ๑๐ เพลง ได้แก่ “ชายสามโบสถ์” (ขับร้องโดย คำรณ สัมบุญณานนท์) “น้ำตาเทียน” (ขับร้องโดย ทูล ทองใจ) “บ้านไร่น่ารัก” และ “เพชรร่วงในสลัม” (ขับร้องโดย ชินกร ไกรลาศ) “ฝนซาฟ้าใส” (ขับร้องโดย ยุพิน แพรทอง) “ฝนเดือนหก” (ขับร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์) “บุพเพสันนิวาส” และ “มนต์รักแม่กลอง” (ขับร้องโดย ศรคีรี ศรีประจวบ) “มนต์รักลูกทุ่ง” (ขับร้องโดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร) และ “ยมบาลเจ้าขา” (ขับร้องโดย บุปผา สายชล) และในปี พ.ศ.๒๕๓๔ มีเพลงได้รับรางวัลอีกคือเพลง “หนุ่มเรือนแพ” (ขับร้องโดย กาเหว่า เสียงทอง) ด้วยความอัจฉริยะที่หาได้ยากและเป็นครูผู้สร้างผลงานให้ศิษย์อย่างมากมาย เพลงของครูทำให้ศิษย์ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นนักร้องลูกทุ่งที่มีชื่อเสียง  ดังนั้น เรือนไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาของครูจึงถูกนำมาจัดเป็นแหล่งเรียนรู้ให้คนทั่วไปได้ศึกษาชีวประวัติและผลงานการแต่งเพลง ซึ่งมีการแสดงต้นฉบับ สิ่งของ และนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับ ครูไพบูลย์ บุตรขันผู้ได้รับการยกย่องเป็น “บูรพศิลปิน” จากกระทรวงวัฒนธรรม

ต้นฉบับลายมือครู

ในวาระ ๑๐๐ ปีแห่งชาตกาลของครูไพบูลย์ บุตรขัน ในปีนี้จึงเป็นความหวังของศิษย์และผู้ที่นิยมเพลงลูกทุ่งไทยว่าผลงานของครูที่สร้างสรรค์เพลงลูกทุ่งนั้นจะมีชื่อเสียงและเผยแพร่ให้กว้างไกลมากขึ้น ทุกปีนั้นศิษย์เก่า-ใหม่จะพร้อมกันมาทำบุญแสดงความกตัญญูและระลึกเพลงของครูที่ไม่มีวันตายในที่แห่งนี้ตลอดไป

ผลงานเพลงลูกทุ่งยอดนิยม

ผลงานเพลงลูกทุ่งยอดนิยม
รางวัลแผ่นเสียงทองคำ

รางวัลแผ่นเสียงทองคำ
มนต์รักลูกทุ่งจากขลุ่ย

มนต์รักลูกทุ่งจากขลุ่ย
แสดงผลงานแต่งเพลงของครู

แสดงผลงานแต่งเพลงของครู
บ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน

บ้านครูไพบูลย์ บุตรขัน
ทำบุญ ๑๐๐ ปี วันชาตกาล

ทำบุญ ๑๐๐ ปี วันชาตกาล
ศิษย์และคนรักเพลงลูกทุ่ง

ศิษย์และคนรักเพลงลูกทุ่ง

pet care : ‘กระต่าย’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362884

pet care : 'กระต่าย'

pet care : ‘กระต่าย’

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“น้องกระต่าย” ที่พูดถึงนั้น ไม่ใช่ที่ขูดมะพร้าวในครัวเหมือนสมัยก่อนนะครับ (แต่คิดว่าเด็กสมัยนี้คงไม่รู้จักกระต่ายที่ผมพูดถึงกันแล้วล่ะครับ) แต่วันนี้เราจะพูดถึง “กระต่าย” ซึ่งในปัจจุบันเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดที่นิยมกันมาก ไม่แพ้สุนัขและแมวเลยทีเดียวครับอาจเนื่องจากรูปร่างหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดู ตัวไม่ใหญ่นักใช้พื้นที่ในการเลี้ยงก็ไม่มาก อีกทั้งไม่ส่งเสียงดังรบกวนอีกด้วย สาเหตุเหล่านี้ จึงทำให้พบเห็นคนเลี้ยงกระต่ายตามบ้านเรือน หอพัก ห้องเช่า หรือคอนโดกันมากขึ้น วันนี้ผมมีข้อมูลดีๆ จากคลินิกสัตว์เลี้ยงพิเศษโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝากกันครับ

การจะเลี้ยงกระต่ายให้มีสุขภาพดีนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องของเจ้าของ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง“อาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม”

บ่อยครั้งที่มีเจ้าของนำกระต่ายมารักษาด้วยปัญหาการไม่กินอาหาร ท้องอืด ท้องเสีย หรือมีฝีตามบริเวณใบหน้า ซึ่งเมื่อหมอสอบถามประวัติการให้อาหารแล้ว พบว่าส่วนใหญ่มักให้เฉพาะอาหารเม็ดบ้างก็เป็นเฉพาะผักผลไม้ ถ้าแปลกหน่อยก็เป็นพวกขนมขบเคี้ยวของคน แต่ไม่ได้มีการให้กินหญ้าเลย

พูดมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงสงสัยว่า “ทำไมต้องให้กินหญ้าด้วย ทั้งๆ ที่อาหารเม็ดที่ใช้ก็มีคุณค่าทางอาหารเพียงพออยู่แล้วนี่”

เรามาทำความเข้าใจหลักโภชนาการที่สำคัญของกระต่ายกันก่อนครับ

อาหารของกระต่ายที่เหมาะสม ควรมีไขมันและคาร์โบไฮเดรตต่ำ และมีใยอาหาร (fiber) สูง ซึ่งไม่ควรต่ำกว่าร้อยละ 20 เนื่องจากใยอาหารมีความสำคัญต่อสมดุลของระบบทางเดินอาหารในกระต่ายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ฟันไม่งอกยาวเกินไป ช่วยกระตุ้นทางเดินอาหารให้บีบตัวอย่างเหมาะสมรวมถึงเป็นต้นกำเนิดของ “อุจจาระพวงองุ่น” ซึ่งเป็นแหล่งของกรดอะมิโน วิตามิน เกลือแร่ ที่กระต่ายจะเก็บเข้าไปกินใหม่เพื่อสุขภาพที่ดีด้วย

พบว่าอาหารประเภทผัก ผลไม้ และอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ จะมีปริมาณของเยื่อใยไม่เพียงพอกับความต้องการของกระต่าย ดังนั้นการให้อาหารที่มีใยอาหารสูง จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของกระต่ายเป็นอย่างมาก ได้แก่ หญ้าชนิดต่างๆ เช่น หญ้าขน หญ้าทิโมธี หญ้าแพงโกร่าหญ้าอัลฟาฟ่า เป็นต้น

ปริมาณการให้อาหารกระต่ายใน 1 วัน ควรให้ในอัตราส่วนโดยประมาณดังนี้ หญ้า ร้อยละ 75 อาหารเม็ด ร้อยละ 15 ผักชนิดอื่นๆ ร้อยละ 10

การให้อาหารที่ไม่เหมาะสมนั้น เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ที่สำคัญในกระต่าย เป็นผลทำให้กระต่ายป่วย ไม่กินอาหาร จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุด

สัปดาห์หน้าเรามาคุยกันถึงโรคที่พบบ่อยในกระต่ายกันครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Tech for Life : 9 กันยายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362889

Tech for Life : 9 กันยายน 2561

Tech for Life : 9 กันยายน 2561

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ค้ายุคดิจิทัล

“LazMall” (ลาซมอลล์) คือห้างสรรพสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีการรวบรวมสินค้าจากแบรนด์ทั่วโลกกว่า 300 แบรนด์มาไว้ด้วยกัน และเป็นส่วนธุรกิจของ ลาซาด้า บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่

โดยในวันที่ 9 กันยายน 2561 บริษัทมีการฉลองการเปิดตัวห้างพร้อมจัดมหกรรมการช็อปปิ้งออนไลน์ใหม่ที่เรียกว่า “9.9” ใน 6 ประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

BYD e6

นี่คือ BYD e6 (บีวายดี อีซิกซ์) รถแท็กซี่ที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้า 100%ไม่ก่อให้เกิดมลพิษของ บริษัท ไรเซนเอนเนอร์จี จำกัด

ขณะที่บริษัท อีวี โซไซตี้ จำกัดได้นำไปเปิดให้บริการ “EV Taxi VIP” ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ค่าโดยสารเริ่มต้น 2 กม.แรก 150 บาท กิโลเมตรถัดไป คิดอัตรากม.ละ 16 บาท

5G ปี’66

Ericsson Mobility Report คาดการณ์ ว่า ภายในสิ้นปี 2566 ปริมาณการใช้ข้อมูล ทั่วโลกนั้นจะเติบโตในอัตรา 40 เปอร์เซ็นต์ต่อปี โดยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ ของข้อมูลสัญญาณมือถือทั่วโลกนั้นจะอยู่บนเครือข่าย5G ซึ่งเป็นตัวเลขที่มากกว่าข้อมูลบน 4G/3G/2G ในปัจจุบันรวมกันทั้งหมดถึง 1.5 เท่า ดังนั้นโครงข่ายสัญญาณอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่จะต้องรับมือกับปริมาณการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ให้ได้

DrivePro 550

ทรานส์เซนด์ เปิดตัวกล้องติดรถยนต์รุ่น DrivePro 550 ในงาน Taiwan Expo 2018 เมื่อเร็วๆ นี้ โดย DrivePro 550 เป็นหนึ่งในกล้องติดรถยนต์ที่ได้รับรางวัล Taiwan Excellence Awards มาแล้ว

โดยตัวกล้องสามารถบันทึกภาพได้ทั้งภาพที่อยู่บนถนนและภาพที่กำลังเกิดขึ้นภายในรถได้พร้อมๆ กัน รวมไปถึงมี GPS และ Wi-Fi สนนราคา 7,500 บาท

หนังสือเด่น : ประวัติศาสตร์สยามในสายตาฝรั่งเศส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362886

หนังสือเด่น : ประวัติศาสตร์สยามในสายตาฝรั่งเศส

หนังสือเด่น : ประวัติศาสตร์สยามในสายตาฝรั่งเศส

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อพูดถึงประเทศไทย หรือสยามประเทศในยุคเก่า เชื่อว่า ทุกคนจะต้องเชื่อว่า ไม่มีใครรู้จักดีไปกว่าคนไทย เพราะคนไทยได้รับการบอกเล่าเรียนรู้เรื่องประเทศของตนมาตั้งแต่เพิ่งเข้าเรียน หรือบางคนอาจจะเคยได้ยินตั้งแต่ยังไม่เข้าเรียนด้วยซ้ำไป

แต่เรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังต่อเนื่องกันมา ส่วนมากจะถูกบันทึกเอาไว้ด้วยกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว และมีเรื่องราวหลายเรื่องที่ผู้บันทึกอาจจะบันทึกเข้าข้างฝ่ายของตน ฝ่ายเดียว โดยไม่ให้ความเป็นธรรมกับฝ่ายตรงข้าม ที่เป็นศัตรูกันจนกระทั่งมีคำกล่าวเหน็บแนมอยู่ถึงทุกวันนี้ว่า “ฝ่ายแพ้เป็นโจร ฝ่ายชนะเป็นเจ้า”

ผมชอบอ่าน นิยาย สารคดี หรือหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ที่เขียนขึ้นโดย ชาวต่างประเทศ ที่เขามีบันทึกเรื่องราวในยุคโบราณเมื่อเขาเข้ามาประเทศสยาม และถูกนำไปเก็บไว้ใน พิพิธภัณฑ์บ้างหอสมุดแห่งชาติบ้าง มีหลายเรื่อง จะผิดแผกไปจากบันทึกของคนไทยที่เขียนเอาไว้อย่างสิ้นเชิง แต่เราจะกล่าวว่าของใครถูกของใครผิด ย่อมขึ้นอยู่กับ “ปัญญาของแต่ละคน”

“สยามศึกษาในสายตาชาวฝรั่งเศส” เป็นงานเขียนของ “ปรีดี พิศภูมิวิถี” ราคาขาย 170 บาท เป็นหนังสือที่รวบรวมบทความที่แปลจากภาษาฝรั่งเศส จำนวน 8 เรื่อง ของผู้เขียนที่ลงพิมพ์ในที่ต่างกัน บางบทความเป็นบทความใหม่ที่นำเสนอเป็นครั้งแรก ในแต่ละบทความผู้เขียนได้แปลเอกสารภาษาฝรั่งเศส ทั้งที่เป็นต้นฉบับเดิมในฐานะเอกสารชั้นต้น หรือเป็นบทความภาษาฝรั่งเศสที่เขียนขึ้นในสมัยหลัง พร้อมทั้งได้ทำเชิงอรรถ และสังเคราะห์ข้อมูลไว้

บทความทั้ง 8 ชิ้น ประกอบด้วยบทความเรื่อง บันทึกคณะราชทูตสยามไปกรุงเฮก ค.ศ.1608, สยามในหนังสืออักขรานุกรมเมืองต่างๆในอินเดีย พ.ศ.2203, ราชอาณาจักรสยามในบันทึกของ ฌอง-บัพติส ตาแวร์นิแยร์, ชะตาชีวิตท้าวทองกีบม้าในแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ,รูปหล่อสัมฤทธิ์เจ้านายสตรีสมัยอยุธยา, ข้อสังเกตว่าด้วยการชำระกฎหมายสยามในปี พ.ศ. 2348, พระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเอกสารมิชชันนารีฝรั่งเศส, พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ขณะทรงผนวช และการแปรเอกสารประวัติศาสตร์ไทยจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย โดยจะเรียงตามเวลาทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เอกสารเก่าที่สุดจนถึงเอกสารล่าสุด พร้อมมีภาพประกอบ

จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้ว่าจะมีช่วงระยะเวลาที่ห่างไกลกัน แต่ก็มีสิ่งที่ร่วมกันคือ ผู้อ่านจะเห็นความละเอียดรอบคอบ และการคิดวิเคราะห์ของชาวฝรั่งเศสที่ลึกซึ้ง ซึ่งแสดงว่าก่อนการเขียนบทความในลักษณะนี้ ย่อมมีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องของเมืองไทยไว้เป็นอย่างดี

บทพิสูจน์ความสามารถของผู้นำคนใหม่ การรับมือกับศึกในและศึกนอกกองทัพ

“ไฟรักไฟสงคราม” เป็นนวนิยายที่แตกต่างออกไปจากชุดไตรภาคสุยถัง เรื่องนี้ “จิ่วถู” ใช้ฉากหลังเป็นช่วงราวต้น ค.ศ.19 ที่เรื่องราวยังคงดำเนินในแบบจิ่วถู คือตัวเอกเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไต่เต้าจนมาเป็นผู้มีอำนาจ เรื่องราวสะท้อนให้เห็นความโหดร้ายของสงครามในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี สำหรับเล่ม 11 นี้ “จางซงหลิง” ได้ขึ้นเป็นผู้นำกองทหารคอมมิวนิสต์ เขาพบบททดสอบมากมาย ทั้งคลื่นภายในและภายนอก และศึกใหญ่กับกองทัพกวนตงจากญี่ปุ่นอีก การดำเนินอย่างเร้าใจและสนุกสนาน ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์จีน ขับเคี่ยวกันอย่างมีสมองและอาวุธที่มีอยู่จริง สมกับเป็นบทประพันธ์ของ จิ่วถู ราคา 290 บาท

พัวพัน กับคดีฆาตกรรมลึกลับอีกครั้ง เรื่องราวเข้มข้น เบาะแสใกล้คลี่คลาย

“บันทึกปิ่น” เป็นผลงาน “เช่อเช่อชิงหาน” เป็นเรื่องราว ของ “หวงจื่อเสีย” หญิงสาวอัจฉริยะที่ถูกปรักปรำว่าเป็นฆาตกร ในเล่ม 6 นี้ หวงจื่อเสีย ได้ เข้าสู่เมืองเฉิงตู เพื่อคลี่คลายเรื่องราวของตนเอง แต่กลับไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมสุดลึกลับซับซ้อนอีกครั้ง ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคดีสังหารครอบครัวนางหรือไม่นางจะสามารถชำระล้างและหาตัวฆาตกรตัวจริงได้หรือไม่ เบาะแสต่างๆ ขมวดเข้าถึงจุดต้องตัดสินแล้ว เรื่องราวสนุกสนานแบบนิยายสอบสวน แต่แฝงด้วยกลิ่นอายความโรแมนติก สนุกครบรสสมกับเป็นนวนิยายที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในจีนและไต้หวัน ราคา 290 บาท

ลึกลับพิศวงสืบสวนสอบสวนแบบไม่มีผี ได้รับความนิยมและกล่าวขวัญกว่า100ปี

“ปริศนาด้วงสีอำพัน” เป็นการรวมเรื่องสั้น 7 เรื่องของบิดาแห่งนิยายสืบสวนสอบสวนลึกลับพิศวง-เอ็ดการ์ อัลลัน โพว-ซึ่งมีทั้งเรื่องขนาดยาว และเรื่องสั้นเจ็ดแปดหน้าปะปนสลับกันไป เรื่องสยองขวัญของเขาไม่มีผี แต่เป็นการเล่นกับจิตใจคน ทำให้ลุ้นและสนุกไปกับชะตากรรมของตัวละครล้วนๆ ถึงแม้ปริศนาของเขาจะดูธรรมดาเมื่อเทียบกับนิยายสืบสวนในปัจจุบัน แต่ภาพยุคสมัยที่เขียนขึ้นและใช้ในเรื่องได้สร้างอรรถรสได้อีกแบบ นอกจากนี้ยังเป็นการวางรากฐานให้นักเขียนแนวนี้ในวันเวลาต่อมา และได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ ละครทีวี เกมการ์ตูน รวมถึงบทเพลงอีกด้วย ราคา 220 บาท

เสริมความรู้คณิตศาสตร์ ประถมปลาย-ม.ต้น เรียนรู้เรื่องน้ำหนักและการวัดหน่วยต่างๆ

“เก่งคณิตศาสตร์ด้วยตัวเองจนคุณครูตกใจ” เป็นหนังสือแปล จากเกาหลี เรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนรู้เรื่อง น้ำหนักและการวัดต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เช่น การวัดความยาว พื้นที่ น้ำหนัก ความจุ เวลา ฯลฯ ในเล่ม มีความเป็นมาของการวัดระบบเมตริกที่เราใช้ทุกวันนี้ ความเป็นมาของการวัดในแต่ละประเทศ เนื้อหาเข้มข้น แต่เข้าใจง่ายสนุกสนาน มีการ์ตูนความรู้และแบบทบทวนท้ายบท มีตัวอย่างข้อสอบแนวคิดวิเคราะห์ มีการเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันกับการใช้งาน ถือเป็นหนังสือที่น่าให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เล่มหนึ่งในยุคสมัยนี้ ราคา 225 บาท

Health News : ลางานพักผ่อนช่วยให้ชีวิตยืนยาวขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362891

Health News : ลางานพักผ่อนช่วยให้ชีวิตยืนยาวขึ้น

Health News : ลางานพักผ่อนช่วยให้ชีวิตยืนยาวขึ้น

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

วารสารโภชนาการ สุขภาพ และความชรา (Journal of Nutrition Health & Aging) ตีพิมพ์ผลการศึกษาวิจัยของคณะนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ของฟินแลนด์ ที่พบว่า การลาพักร้อนหรือได้หยุดงานพักผ่อนเป็นเวลานานเพียงพอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเรามีอายุยืนยาวมากขึ้น ทั้งทำให้ความเสี่ยงเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควรลดลง ผลวิเคราะห์ยังพบว่า คนที่ลาหยุดพักผ่อนเพียง 3 สัปดาห์ต่อปีหรือน้อยกว่า มีความเสี่ยงชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจสูงกว่าคนที่ได้พักร้อนปีละ 3 สัปดาห์ขึ้นไปถึง 37% ดร.ทิโม สแตรนด์เบิร์ก ผู้นำทีมวิจัยกล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดจะมาทดแทนการพักผ่อนคลายเครียดอย่างเต็มที่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย หรืองดบุหรี่และแอลกอฮอล์ หากยังทำงานหนักโดยไม่หยุดพัก การพยายามปฏิบัติตัวตามคำแนะนำให้มีสุขภาพดีนั้นไม่มีประโยชน์ แต่กลับจะยิ่งเพิ่มความเครียดในชีวิตประจำวันมากขึ้น

โซไซตี้ : จังหวัดสระบุรี เหล่ากาชาด และซีพีเอฟ มอบบ้านให้คนพิการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/362868

โซไซตี้ : จังหวัดสระบุรี เหล่ากาชาด และซีพีเอฟ มอบบ้านให้คนพิการ

โซไซตี้ : จังหวัดสระบุรี เหล่ากาชาด และซีพีเอฟ มอบบ้านให้คนพิการ

วันอาทิตย์ ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี และเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี และอำเภอวังม่วงร่วมมอบบ้านและที่ดินแก่ ราตรี พันธมัง คนพิการที่ยากไร้และทำตัวเป็นแบบอย่างของจังหวัด เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนด้อยโอกาสในสังคม และสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมกันนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟได้ร่วมมอบเครื่องบริโภคและอุปโภคเป็นกำลังใจแก่คนพิการด้วย

บัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี กล่าวในพิธีมอบบ้านว่า จังหวัดสระบุรี และเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี พร้อมกับซีพีเอฟร่วมกันมอบบ้านและที่ดิน แก่ ราตรี พันธมัง คนพิการพนักงานของซีพีเอฟอาศัยอยู่ในตำบลคำพราน อ.วังม่วง จ.สระบุรี ภายใต้ “โครงการเหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี ซ่อมแซม ปรับปรุงและสร้างบ้านผู้ยากไร้” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนฐานะยากจนและด้อยโอกาสในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ร่วมสร้างความมั่นคงในชีวิตของประชาชน

“การที่ ราตรี พันธมัง ได้รับคัดเลือกจากเหล่ากาชาดจังหวัดรับการสนับสนุนให้มีบ้านและที่ดินเป็นของตนเองในครั้งนี้ จากการเป็นแบบอย่างคนพิการที่มีฐานะยากไร้ ไม่มีที่อยู่อาศัย แต่ ใฝ่ดี
ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค มีความตั้งใจขยันหมั่นเพียร และเป็นคนดี รวมทั้งเป็นที่รักจากคณะครู และนักเรียนโรงเรียนวัดคำพราน รวมถึงเพื่อนบ้านในชุมชน”

เหล่ากาชาดจังหวัดสระบุรี มอบบ้านชั้นเดียวพร้อมที่ดิน มีมูลค่าก่อสร้าง 155,000 บาท แก่ ราตรีและครอบครัว 3 คนได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองอย่างมั่นคง โดย ราตรีจะต้องรับผิดชอบผ่อนค่าที่ดินขนาด 50 ตารางวา เป็นเดือนละ 2,000 บาท ซึ่งนำรายได้ที่ราตรีได้รับเป็นประจำทุกเดือนจากการเป็นพนักงานของซีพีเอฟ ในกลุ่มธุรกิจสุกร ในโครงการจัดจ้างคนพิการทำงานสาธารณประโยชน์ในชุมชนของซีพีเอฟ โดยปฏิบัติงานช่วยครูทำความสะอาดอาคารเรียน และเป็นผู้ช่วยพี่เลี้ยงนักเรียนเวลารับประทานอาหารกลางวัน ของโรงเรียนวัดคำพราน ต.คำพรานอ.วังม่วง จ.สระบุรี

ด้าน ราตรี กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก เพราะที่ผ่านมาตัวเอง สามี และลูกไม่มีบ้านเป็นของตนเอง ต้องอาศัยบนที่ดินของคนอื่น การได้รับความช่วยเหลือจากจังหวัดสระบุรีในครั้งนี้ เป็นผลจากการที่ได้เป็นพนักงานของซีพีเอฟ ซึ่งทำให้ตนเองได้รับโอกาสในการมีบ้านและที่ดินเป็นของตนเอง และมีหลายหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือให้ตนเองและครอบครัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่มั่นคง มีเงินเหลือเก็บไว้สำหรับลูกและการทำอาชีพเสริมรายได้ในอนาคต

สมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ราตรี เป็นคนพิการที่ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟร่วมกับอำเภอวังม่วง คัดเลือกเป็นพนักงานของซีพีเอฟให้ทำงานช่วยงานในชุมชนตนเอง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 เป็นต้นมาเพื่อร่วมเพิ่มโอกาสให้แก่คนพิการที่มีฐานะยากจน มีงานมีรายได้ที่มั่นคง สามารถพึ่งพาและเลี้ยงดูครอบครัว ไม่เป็นภาระของคนอื่น นับเป็นหนึ่งของความร่วมมือของซีพีเอฟกับองค์กรภาครัฐ มีส่วนในการขับเคลื่อนให้คนพิการสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีมีความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และซีพีเอฟยังให้ความสำคัญกับการดำเนินการสนับสนุนและส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนด้อยโอกาสในสังคมอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน ซีพีเอฟ จัดจ้างคนพิการเป็นพนักงานบริษัท โดยตรง แทนการจ่ายเงินสมทบกองทุนส่งเสริมพัฒนาคนพิการ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550
รวมทั้งหมด 734 คน แบ่งออกเป็น จ้างคนพิการทำงานในสถานประกอบการของบริษัททั่วประเทศ รวม 186 คน และจัดจ้างคนพิการที่ด้อยโอกาส ฐานะยากจน และมีอุปสรรคในการเดินทาง ให้ทำงานสาธารณประโยชน์หรือช่วยเหลืองานในชุมชนของคนพิการเอง อาทิ โรงเรียน วัด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมถึงองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นต้นรวม 422 คน นอกจากนี้ ส่งเสริมอาชีพให้สัมปทานพิการจัดสถานที่ให้จัดจำหน่ายสินค้าในโรงงานและสถานประกอบการของบริษัท อีก 126 คน ทั้งนี้ ซีพีเอฟได้ร่วมกับอำเภอวังม่วงจัดจ้างคนพิการที่มีอุปสรรคในการเคลื่อนไหวทำงานในชุมชน วัด โรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นจำนวน 6 คน