เก็บขยะรีไซเคิลแลกเครื่องดื่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379723

เก็บขยะรีไซเคิลแลกเครื่องดื่ม

เก็บขยะรีไซเคิลแลกเครื่องดื่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เริ่มแล้ว “KUDU GOES GREEN” กิจกรรมเก็บขยะรีไซเคิลแลกเครื่องดื่มบนเกาะยาวน้อย!! (Trash Hero on Koh Yao Noi!!)

โรงแรมเคปกูดู และคาเฟ่ แคนทารีเกาะยาวน้อย ร่วมรักษ์โลก ชวนนักท่องเที่ยวและผู้ที่พักอาศัยอยู่บนเกาะยาวน้อย มาร่วมบำเพ็ญประโยชน์และอิ่มอร่อยไปกับกิจกรรม “KUDU GOES GREEN” โดยช่วยกันเก็บขยะรีไซเคิลบริเวณต่างๆ รอบเกาะ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมสามารถรับถุงเก็บขยะได้ที่ คาเฟ่ แคนทารี เกาะยาวน้อย ขยะ 1 ถุง สามารถแลกรับเครื่องดื่มหรือไอศกรีมได้ 1 อย่างตามเมนูที่เข้าร่วมกิจกรรม(จำกัด 1 ท่านต่อ 2 สิทธิ) มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาเกาะยาวน้อย เริ่มแล้ววันนี้จนถึงวันที่ 4 ธันวาคม2561

ทั้งนี้ ขยะรีไซเคิลจากกิจกรรมดังกล่าวจะถูกคัดแยกและส่งต่อไปยังโรงเรียนทั้ง 5 แห่งบนเกาะยาวน้อย เพื่อให้เด็กๆส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์จากขยะรีไซเคิล ชิงเงินรางวัลจาก กิจกรรม KUDU GOES GREEN เพื่อเป็นทุนการศึกษาต่อไป สนใจร่วมกิจกรรมสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โรงแรมเคปกูดู และคาเฟ่ แคนทารีเกาะยาวน้อย โทร.076-592600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.capekuduhotel.com/TrashHero/

ตามมาส่องแฟชั่นยีนส์ หนุ่มนักกีฬาทีมชาติดาวรุ่งพม่า ‘WAI ZIN’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379730

ตามมาส่องแฟชั่นยีนส์ หนุ่มนักกีฬาทีมชาติดาวรุ่งพม่า ‘WAI ZIN’

ตามมาส่องแฟชั่นยีนส์ หนุ่มนักกีฬาทีมชาติดาวรุ่งพม่า ‘WAI ZIN’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตากับหนุ่มหน้าคมร่างสูงหุ่นเฟิร์ม WAI ZIN(เหว่ย ซิน) จากรายการ The Face Men Thailand Season 2 ในรอบออดิชั่นมาแล้ว บอกเลยว่าหนุ่ม WAI ZIN วัย 22 ปี คนนี้มีดีกรีที่ไม่ธรรมดา เพราะเขาเป็นนักกีฬาบาสเกตบอสดาวรุ่งของประเทศพม่า แถมยังเป็นนายแบบสุดฮอตที่มาพร้อมความ สูง 187 เซนติเมตรและพูดได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ Burmese(พม่า), Chinese (จีน), English(อังกฤษ), Rakhine (ยะไข่) Shan (ฉาน ไทยใหญ่), Hindi (ฮินดี), Bengali(เบงกาลี) ส่วนงานในวงการบันเทิง หนุ่ม WAI ZIN เคยเป็นตัวแทนหนุ่มพม่าประกวด Face of Asia 2018 เป็นต้น ล่าสุดความหล่อ เข้ม หุ่นแซ่บ ของหนุ่ม WAI ZIN ก็เข้าตาBJ JEANSแบรนด์แฟชั่นยีนส์สัญชาติไทย คุณภาพระดับอินเตอร์ฯ คว้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด..วันนี้เราจะพาไปส่อง&ซูม แฟชั่นเก๋ๆ ของหนุ่ม WAI ZIN กันค่ะ

ลุคแรกของหนุ่ม WAI ZINมาในลุคสตรีทแบบแนวๆ (Street Look) กับเสื้อลายสก๊อตตัวยาว ใส่คู่กับกางเกงยีนส์ทรงขากระบอกเล็ก เรียกว่าเป็นลุคหนุ่มเซอร์ที่เก๋มากๆ

สำหรับหนุ่มๆ ที่อยากได้ลุคสตรีทแบบเท่ๆ เข้มๆ ชวนมอง ต้องลุคนี้เลย เสื้อลายสก๊อต มิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อแจ๊กเกตยีนส์สีเข็มดีไซน์สวย ใส่คู่กับกางเกงยีนส์ทรงขากระบอกเล็กสีเดียวกับเสื้อแจ๊กเกต เพิ่มความเท่ด้วยการใส่แว่นตากันแดด..แค่นี้สาวๆ ก็ใจละลาย

ถัดมาเป็นลุคที่ถูกใจหนุ่มๆ ยีนส์เลิฟเวอร์แน่นอน เพราะเป็นลุค DENINสุดเท่ ด้วยการหยิบเสื้อเชิ้ตยีนส์สีเข้ม ส่วมแจ๊กเกตยีนส์สีอ่อนกว่าทับ และใส่คู่กับกางเกงยีนส์ขาเดฟสีเดียวกับเสื้อแจ๊กเกต แต่ถ้าอยากได้ลุคที่ดูเซอร์ๆ ก็สามารถเลือกกางเกงยีนส์ขาเดฟที่มีรอยขาดที่เข่าเล็กน้อย

ปิดท้ายลุคชวนฝันของหนุ่ม WAI ZIN กับสไตล์แคชชวล ดูสบายๆ ด้วย เสื้อยืดสีขาวตัวยาว ใส่คู่กับกางเกงยีนส์ขาเดฟขาดๆ สีอ่อน มิกซ์แอนด์แมทช์กับเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตโทนสีเย็น อย่างสีฟ้า และเพิ่มพร็อพเล็กน้อยด้วยหมวกสีขาวก็ได้ลุคสบายๆ แต่ยังคงความเท่สไตล์หนุ่มนักกีฬาแล้วค่ะ

สาวกเดนิมมาสัมผัสมิติใหม่ของแฟชั่นยีนส์และมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าสไตล์คุณได้ที่ ช็อปบีเจ ยีนส์ ทั่วประเทศ หรือสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม บีเจยีนส์ คอลเลคชั่นยีนส์กันแดด ได้ที่facebook: BJ.JEANS.THAILAND

ในหลวง ร.10 พระราชทานนาม โกลเด้น เพลซ เจริญสุขมงคลจิต เอาใจคนรักสุขภาพ พร้อมเปิดมุมกาแฟ Golden Coffee แห่งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379770

ในหลวง ร.10 พระราชทานนาม โกลเด้น เพลซ เจริญสุขมงคลจิต เอาใจคนรักสุขภาพ พร้อมเปิดมุมกาแฟ Golden Coffee แห่งแรก

ในหลวง ร.10 พระราชทานนาม โกลเด้น เพลซ เจริญสุขมงคลจิต เอาใจคนรักสุขภาพ พร้อมเปิดมุมกาแฟ Golden Coffee แห่งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

บรรยากาศภายในและมุมกาแฟ Golden Coffee

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เป็นประธานในพิธีเปิดร้านโกลเด้น เพลซ (Golden Place) สาขาเจริญสุขมงคลจิต ภายในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในการนี้มีคณะกรรมการ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ อาทิ
นางนวลพรรณ ล่ำซำ, นายบุญชัย แสงจันทร์, นายวิชัย ชาญสาคร, นายสุเมธ ภิญโญสนิท, นายมนตรี คงตระกูลเทียน และ นายพิพิธ พิชัยศรทัต ต้อนรับ

ภายหลังพิธีเปิดร้าน โกลเด้น เพลซ สาขาเจริญสุขมงคลจิต นางนวลพรรณ ล่ำซำกรรมการ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เผยรายละเอียดของร้านโกลเด้น เพลซ สาขาใหม่นี้ว่า โกลเด้น เพลซ สาขาเจริญสุขมงคลจิต นี้ ตั้งอยู่ในสนามลู่ปั่นจักรยานเจริญสุขมงคลจิต ภายในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานนาม “เจริญสุขมงคลจิต” จึงนับเป็นมงคลอย่างยิ่ง

“ร้านโกลเด้น เพลซ สาขาเจริญสุขมงคลจิตเน้นการออกแบบที่เรียบง่าย การตกแต่งร้านเน้นความโล่ง ดูสบายตา พร้อมเพิ่มพื้นที่นั่งเพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่มาพักผ่อน และออกกำลังกายเป็นครอบครัว หรือแม้กระทั่งนักปั่นที่จะมาพบปะสังสรรค์ ก่อนหรือหลังการทำกิจกรรม โดยผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายภายในร้านจะเน้นสินค้าสด อาหารพร้อมรับทาน และเมนูเพื่อสุขภาพเป็นหลัก เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มผู้รักสุขภาพ ที่มาทำกิจกรรมภายในสนามปั่นอาทิ ผักสลัดพร้อมรับทานจากโครงการหลวง,น้ำมะพร้าว, กล้วย, ผลไม้ตกแต่งพร้อมรับทาน เป็นต้น

นอกจากนี้ ร้านโกลเด้น เพลซ สาขาเจริญสุขมงคลจิต ยังเป็นสาขาแรกที่เปิดตัวมุมกาแฟลิขสิทธิ์เฉพาะของร้าน คือ มุมกาแฟ “Golden Coffee” ด้วยสูตรพิเศษเฉพาะของร้านโกลเด้น เพลซ โดยใช้เมล็ดกาแฟของโครงการหลวง จากดอยแม่สลอง ปรุงด้วยส่วนผสมคุณภาพดีจากผลิตภัณฑ์ภายในร้านโกลเด้น เพลซ จึงมั่นใจได้ถึงคุณภาพ และความอร่อย นอกจากนี้ มุมกาแฟ Golden Coffee ยังมีเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกมากมาย”

ร้านโกลเด้น เพลซ ภายใต้ บริษัท สุวรรณชาด จำกัด ในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงต้องการสร้างต้นแบบร้านค้าปลีกของคนไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าจากโครงการส่วนพระองค์ โครงการในพระราชดำริ โครงการหลวง สินค้าแปรรูปหรือสินค้า OTOP จากชุมชนต่างๆ ตลอดจนสินค้าการเกษตรจากกลุ่มเกษตรกร ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสืบสานพระราชดำริดังกล่าว โดยมีพระราชปณิธานให้ร้านโกลเด้น เพลซ เป็นช่องทางที่ผู้บริโภคจะสามารถเข้าถึงสินค้าที่ดีมีคุณภาพ ราคาย่อมเยา ขณะเดียวกันกลุ่มเกษตรกรหรือผู้ขายจากชุมชนต่างๆ ได้มีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า นับเป็นการส่งเสริมรายได้แก่กลุ่มเกษตรกรไทยอีกทางหนึ่ง

ร้านโกลเด้น เพลซ สาขาเจริญสุขมงคลจิต เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น. ข้อมูลเพิ่มเติม www.suvarnachad.co.th

มุมสินค้าเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

มุมสินค้าเพื่อสุขภาพจากโครงการหลวง

พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ตัดริบบิ้นเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาเจริญสุขมงคลจิต

พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ ตัดริบบิ้นเปิดร้านโกลเด้น เพลซ สาขาเจริญสุขมงคลจิต

พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เยี่ยมชมภายในร้าน โดยมี นวลพรรณ ล่ำซำ นำชม

พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ เยี่ยมชมภายในร้าน โดยมี นวลพรรณ ล่ำซำ นำชม

บริเวณหน้าร้านโกลเด้น เพลซ สาขาเจริญสุขมงคลจิต ทันสมัย เหมาะแก่การ พักผ่อน

บริเวณหน้าร้านโกลเด้น เพลซ สาขาเจริญสุขมงคลจิต ทันสมัย เหมาะแก่การ พักผ่อน

บุญชัย แสงจันทร์, วิชัย ชาญสาคร, นวลพรรณ ล่ำซำ, พิพิธ พิชัยศรทัต และ สุเมธ ภิญโญสนิท

บุญชัย แสงจันทร์, วิชัย ชาญสาคร, นวลพรรณ ล่ำซำ, พิพิธ พิชัยศรทัต และ สุเมธ ภิญโญสนิท

อาหารเพื่อสุขภาพวัตถุดิบจากโครงการหลวง

อาหารเพื่อสุขภาพวัตถุดิบจากโครงการหลวง

หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของ Golden Coffee

หนึ่งในเมนูซิกเนเจอร์ของ Golden Coffee

ดินเนอร์การกุศลจากดอยตุงสู่โต๊ะอาหารสุดหรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379741

ดินเนอร์การกุศลจากดอยตุงสู่โต๊ะอาหารสุดหรู

ดินเนอร์การกุศลจากดอยตุงสู่โต๊ะอาหารสุดหรู

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล และ พลพัฒน์ อัศวะประภา

ไลฟ์สไตล์ของคนชนเผ่าบนดอยตุงนอกจากความสวยงามที่ธรรมชาติได้รังสรรค์ขึ้นมาอย่างงดงามแล้ว เรื่องราวของประเพณี การใช้ชีวิต รวมไปถึงอาหารท้องถิ่น ล้วนเป็นวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ชวนติดตาม DoiTung (ดอยตุง) ได้ร่วมมือกับร้านอาหารชื่อดัง Sava All Day Dining (ซาว่า ออล เดย์ ไดนิ่ง) จัดงานดินเนอร์การกุศล ภายใต้ชื่องาน “From Mountain to Table”(ฟรอม เม้าเท็น ทู เทเบิล) อาหารค่ำมื้อพิเศษจากดอยสูงสู่โต๊ะอาหารสุดหรูในเมือง เพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวของโลกสีเขียวบนดอยสูงกับโลกทันสมัยของเมืองหลวงเข้าด้วยกัน ณ ร้าน Sava All Day Diningชั้น 6 โซน เดอะ เฮลิกซ์ ศูนย์การค้าดิ เอ็มควอเทียร์ เมื่อเร็วๆ นี้

บรรยากาศภายในร้านถูกตกแต่งอย่างสวยงามด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ที่ส่งตรงมาจากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ พร้อมด้วยเครื่องเซรามิกหลากหลายชนิดจากช่างฝีมือชนเผ่า ถูกนำมาประดับและใช้เสิร์ฟภายในงาน โดยมีเซเลบริตี้ใจบุญร่วมงานคับคั่ง โดยหม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า“การจัดงาน “From Mountain to Table”(ฟรอม เมาน์เทน ทู เทเบิล) เป็นงานซิทดาวน์ดินเนอร์รอบการกุศล ที่จัดขึ้นพิเศษเพียง1 รอบ โดยความร่วมมือของดอยตุง และร้านอาหาร Sava All Day Dining (ซาว่า ออล เดย์ไดนิ่ง) สร้างสรรค์เมนูใหม่ที่รังสรรค์จากวัตถุดิบของโครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงราย สู่การประยุกต์และผสมผสานกรรมวิธีการปรุงแต่งที่ร่วมสมัย เชื่อมโยงเรื่องราวของโลกสีเขียวบนดอยสูงกับโลกทันสมัยของเมืองหลวงเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปใช้ในการ “ปลูกคน” ในโครงการพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ สำหรับเด็กและเยาวชนของมูลนิธิ”

ทั้งนี้ โครงการพัฒนาดอยตุงฯได้มีการสนับสนุนเรื่องของการปลูกคน โดยการสอนฝึกอาชีพให้หลากหลายอาชีพ รวมทั้งการเกษตรและการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้ามากขึ้น อาทิ การสนับสนุนให้เลี้ยงหมูดำ และนำมาแปรรูปต่อเป็นแฮมหมูดำรมควันจากกะลากาแฟการปลูกกาแฟคุณภาพดีสู่การพัฒนาเป็นกาแฟดอยตุงและคาเฟ่ดอยตุง

ด้าน พลพัฒน์ อัศวะประภา เจ้าของร้านอาหาร Sava All Day Dining (ซาว่า ออล เดย์ ไดนิ่ง) กล่าวว่า “หลังจากที่ได้มีโอกาสขึ้นไปสัมผัสชีวิตคนบนดอยตุง ภายใต้การดูแลของ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ รู้สึกประทับใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมของคนชนเผ่าต่างๆ ที่มีเสน่ห์มาก โดยเฉพาะเรื่องของอาหารท้องถิ่นในพื้นที่ เลยเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการคิดโปรเจกท์นี้ขึ้นมา เพราะอยากให้คนในเมืองได้ชิมอาหารที่หายากและอร่อยมาก แถมยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจ จึงร่วมกับ เชฟแบม-วรรณพร พิมพิสุทธิ์ เชฟและฟู้ด ดีไซเนอร์ (Food Designer) ชื่อดังมาสร้างสรรค์เมนูพิเศษ 6 คอร์ส โดยใช้วัตถุดิบในโครงการพัฒนาดอยตุงฯ อาทิ หมูดำ สายพันธุ์ดอยตุง เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างหมูพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ดอยตุงและหมูพันธุ์เหมยซาน เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติ มีสีดำสนิททั้งตัว เนื้อนุ่มด้วยชั้นไขมันที่แทรกอยู่ในเนื้อ เป็นหมูกึ่งเนื้อกึ่งมันปลอดยีนเครียดและปลอดสารเร่งเนื้อแดง 100%, ไก่ดำ, แคบหมูผลิตผลจากการส่งเสริมอาชีพให้กับชาวบ้านในโครงการพัฒนาดอยตุงฯ, น้ำพริกอาหม่อ ต้นตำหรับชนเผ่าอาข่าที่ใช้สมุนไพรชนเผ่าเป็นวัตถุดิบในการผลิตไม่ใส่ผงชูรสและงาขี้ม้อน พืชถิ่นบนที่สูง ใช้ประกอบอาหารพื้นบ้านมีประโยชน์จากแคลเซียมไขมันดี

นอกจากนี้ ยังมีการใช้วัตถุดิบจากเชียงราย สับปะรดภูแลเชียงราย, มะแขว่น รสชาติเผ็ดร้อนคล้ายกับพริกและมีกลิ่นหอม ช่วยเพิ่มรสชาติให้อร่อยและเครื่องลาบเหนือ ประกอบด้วย พริกแห้ง, หอม, กระเทียม, ข่า, ตะไคร้, มะแขว่น, มะแหลบ, ดีปลี, พริกไทย, เม็ดผักชีเป็นเครื่องปรุงติดบ้านของชาวภาคเหนือไว้ใช้เพิ่มรสชาติและเป็นตัวช่วยในการดับกลิ่นคาวเนื้อในการปรุงลาบ โดยนำมาปรุงแต่งด้วยวิธีที่ทันสมัยรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูพื้นพิเศษ อร่อย แปลกแตกต่างแต่ทานง่าย รสชาติเยี่ยม ออกมาเป็น 6 เมนูพิเศษ ซึ่งล้วนแต่เป็นเมนูมงคลตามความเชื่อของคนเหนือ เริ่มออเดิร์ฟกันด้วยเมนูข้าวตังน้ำพริกอาหม่อ ตามมาด้วยอ่องปูน้ำจืดและข้าวเกรียบงาดำ เสิร์ฟต่อกับเมนูลาบคั่วไก่ดำ สันคอหมูดำย่าง แกงฮังเลหมูดำน้ำอ้อยและแมคคาเดเมีย กับข้าวหนุกงาขี้ม้อน และผักกาดจอ ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานไอศกรีมกะทิ ข้าวแต๋นน้ำอ้อยงาหอม และขนมเหนียว อินสไปร์มาจากข้าวแต๋นที่เป็นของว่างที่ใช้รับแขกของภาคเหนือ

นักชิมที่พลาดความอร่อยในงานดินเนอร์การกุศล ยังสามารถตามมาลิ้มลองเมนูแนะนำพิเศษ อย่างแกงฮังเลหมูดำน้ำอ้อยและแมคคาเดเมีย กับข้าวหนุกงาขี้ม้อน และผักกาดจอ ระหว่างวันที่ 1-31 ธันวาคม 2561 ณ Sava All Day Dining (ซาว่า ออล เดย์ ไดนิ่ง) ชั้น 6 โซน เดอะเฮลิกซ์ ดิ เอ็มควอเทียร์ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ Facebook : DoiTung Club หรือติดตามตามข้อมูลเกี่ยวกับโครงการพัฒนาดอยตุงฯ ได้ที่ Facebook : มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ Mae Fah Luang Foundation under Royal Patronage https://www.facebook.com/MaeFahLuangFoundation

สู่ขวัญ บูลกุล, อัชฌา ชัยวิสุทธางกูร, เข็มอัปสร สิริสุขะ, พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา

สู่ขวัญ บูลกุล, อัชฌา ชัยวิสุทธางกูร, เข็มอัปสร สิริสุขะ, พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา

เชฟแบม-วรรณพร พิมพิสุทธิ์

เชฟแบม-วรรณพร พิมพิสุทธิ์

แกงฮังเลหมูดำน้ำอ้อยและ แมคคาเดเมีย

แกงฮังเลหมูดำน้ำอ้อยและ แมคคาเดเมีย

ชิฮาดะ ความสวยที่แบ่งปันเพื่อชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379738

ชิฮาดะ ความสวยที่แบ่งปันเพื่อชุมชน

ชิฮาดะ ความสวยที่แบ่งปันเพื่อชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

(ซ้าย) สุทธดา กุลโชติโอฬาร และ Mr.Roger Ritter

ผู้บริหารสาวสวย สุทธดา กุลโชติโอฬาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชิฮาดะ ไทยแลนด์(จำกัด) และ Mr.Roger Ritter กรรมการผู้จัดการอาวุโส นอกจากส่งมอบความสวยแล้วยังร่วมแบ่งปันให้กับผู้ที่ขาดแคลน ภายใต้โครงการ “ชิฮาดะปันนํ้าใจให้ชุมชน สร้างคน สร้างคุณภาพชีวิต” ปีที่ 1 เดินทางไปมอบข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคในครัว เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์การดำรงชีพต่างๆ ให้แก่พี่น้องชุมชนชาวกะเหรี่ยง และโรงเรียนบ้านกล้วย พร้อมเลี้ยงอาหารกลางวัน ที่ บ้านกล้วย อำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี ไปเมื่อเร็วๆ นี้

สุทธดา กุลโชติโอฬาร เผยว่า หลังจากธุรกิจของ บริษัท ชิฮาดะ ไทยแลนด์ (จำกัด) ผู้นำเข้าอาหารเสริมบำรุงผิว “SHIHADA GLUTA” (ชิฮาดะ กลูตา) จากประเทศญี่ปุ่น ได้รับการต้อนรับจากลูกค้าอย่างอบอุ่น แม้จะเพิ่งก้าวเข้าสู่ปีแรก บริษัทจึงพร้อมที่จะคืนกำไรและตอบแทนสังคม ด้วยการจัดตั้งโครงการ “ชิฮาดะ ปันน้ำใจ ให้ชุมชน ปี 1” นำทีมพนักงานพร้อมตัวแทนจำหน่าย เดินทางไปมอบสิ่งของอุปโภค บริโภค พร้อมเลี้ยงอาหารกลางวันแก่ชุมชนชาวกะเหรี่ยง ณ บ้านกล้วย จ.สุพรรณบุรี ที่ยังขาดแคลนสิ่งของต่างๆ กว่า 500 คน ที่นั่นยังห่างไกลความเจริญและขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิต

“ตั้งใจนำสิ่งของ ทั้งอาหารและของใช้ต่างๆไปมอบให้พี่น้องชาวกะเหรี่ยงบ้านกล้วย ที่นั่นยังห่างไกลความเจริญและขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตอยู่มาก อยากไปมอบความสุขและรอยยิ้มให้ชาวกะเหรี่ยงตามกำลังของเรา ซึ่งบรรยากาศวันนั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข และทางชิฮาดะก็ตั้งใจจะมอบความสุขแบบนี้ในพื้นที่ต่างๆ ที่ขาดแคลนในปีถัดไปอีก เป็นสิ่งดีๆ ที่ทีมงาน พร้อมตัวแทนจำหน่าย และคนรอบข้างทุกคนของชิฮาดะ ภูมิใจค่ะ”

‘องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก’ยกบทเรียนสึนามิอินโดนีเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379707

'องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก'ยกบทเรียนสึนามิอินโดนีเซีย

‘องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก’ยกบทเรียนสึนามิอินโดนีเซีย

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.00 น.

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เดินหน้าเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยสึนามิ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นหมู่เกาะและมีภูมิประเทศอยู่ติดกับชายฝั่ง ดำเนินมาตรการอย่างจริงจังกว่านี้เพื่อบรรเทาความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนและสัตว์จากภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ เนื่องในวันตระหนักรู้ภัยสึนามิโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พ.ย.ของทุกปี

จากกรณีโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่จากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ริกเตอร์ และคลื่นยักษ์สูง 6 เมตรถล่มเกาะสุลาเวสีของอินโดเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 2,000คน มีชาวบ้านที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่กว่า 70,000 คน ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่เช่นนี้ มาจาก ระบบเตือนภัยทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ไม่สามารถแจ้งเตือนประชาชนในเมืองปาลูและเมืองดองกาลา ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยได้ว่าจะเกิดสึนามิ ทำให้ไม่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่เพียงคร่าชีวิตผู้คนแต่ยังรวมถึงสัตว์อีกนับพันที่เสียชีวิต และ อีกจำนวนมากที่ได้รับบาดเจ็บ ถูกทอดทิ้ง มีชีวิตอยู่โดยปราศจากอาหารและน้ำ

“โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่เกาะสุลาเวสี เป็นอีกบทเรียนแห่งความสูญเสียที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญในการตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงที่จะเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ รวมถึงการรณรงค์สร้างความรู้และความเข้าใจให้คนในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติรวมถึงสัตว์เลี้ยงสามารถเอาชีวิตรอดได้เมื่อเกิดภัยพิบัติ “ สตีฟ แม็คไอวอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก กล่าวพร้อมเสริมว่าหลังเกิดเหตุสึนามิถล่มอินโดนีเซีย ทีมสัตวแพทย์ขององค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้ลงไปยังพื้นที่เมืองปาลูเพื่อเข้าช่วยเหลือสัตว์อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยตลอดจนสัตว์เลี้ยง,วัว-ควายและแพะที่ได้รับบาดเจ็บและป่วยกว่า 3,000 ตัวจากภัยพิบัติ

“ทันทีที่เราไปถึงเมืองปาลู เราได้ประจักษ์ด้วยตาถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสึนามิที่พัดถล่มจากชายฝั่งเข้ามา 500 เมตร เราเห็นผู้ประสบภัยและสัตว์ในพื้นที่ต่างตกอยู่ในสภาพช็อก และยังคงใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง”นายสัตวแพทย์ ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม ผู้จัดการโครงการการจัดการภัยพิบัติ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกถ่ายทอดประสบการณ์จริงๆจากการลงพื้นที่

นอกจากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว ยังได้ทำงานร่วมกับสมาคมสัตวแพทย์แห่งสุลาเวสี เพื่อหามาตรการลดความเสี่ยงที่จะไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้ซ้ำรอยขึ้นอีก ด้วยการสร้างความรู้และความเข้าใจให้กับคนในชุมชนเท่าทันถึงความอันตรายและความเสี่ยงของการเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะสึนามิ แทนที่จะพึ่งพาระบบเตือนภัยเพียงอย่างเดียว ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ชายฝั่งควรเฝ้าระวังการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยสึนามิได้ดีกว่า เมื่อใดที่เกิดแผ่นดินไหวให้เตรียมพร้อมอพยพขึ้นที่สูงทันที

ทั้งนี้การหามาตรการเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภัยพิบัติซึ่งจะกระทบต่อชีวิตคนและสัตว์เป็นส่วนหนึ่งในภารกิจที่องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกดำเนินการมาตลอด ทั้งในสุลาเวสี และอีกหลายพื้นที่ทั่วโลก เพราะจากประสบการณ์ลงพื้นที่ประสบภัย มักพบว่าชาวบ้านไม่เพียงเพิกเฉยกับการแจ้งเตือนภัยพิบัติ หลายครั้งในยามคับขันยังเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือสัตว์เลี้ยงซึ่งเป็นทั้งเพื่อนที่ดีและแหล่งรายได้ในการดำรงชีพ

อย่างไรก็ตาม เนื่องในวันตระหนักรู้ภัยสึนามิโลกในปี มีธีมหลัก คือ ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากเหตุภัยพิบัติสึนามิ ทางองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในที่สุดข้อตกลงเซนได (Sendai Framework) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติของโลก ที่พัฒนาต่อยอดมาจากกรอบการดำเนินงานเฮียวโกะซึ่งประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ 187 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยได้มีการบรรจุให้การปศุสัตว์เป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่จำเป็นต้องได้รับการปกป้องและถูกประเมินเป็นผลกระทบจากการเกิดภัยพิบัติ หลังจากมีการพยายามเรียกร้องมาหลายปี

“เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติ ต้องไม่มองข้ามการปกป้องสัตว์จากเหตุการณ์ภัยพิบัติด้วย เพราะสัตว์ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน ท้องถิ่น และ เศรษฐกิจของประเทศชาติ ดังนั้นการเห็นคุณค่าของชีวิตสัตว์ไม่เพียงเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพื่อลดความหิวโหย ยากจน และ ส่งเสริมการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน”แม็คไอวอร์ กล่าวทิ้งท้าย

 

กระทรวงวิทย์ฯบุกสยามสแควร์!จัดงาน“ขับเคลื่อน THAILAND 4.0 ด้วย วทน.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379672

กระทรวงวิทย์ฯบุกสยามสแควร์!จัดงาน“ขับเคลื่อน THAILAND 4.0 ด้วย วทน.”

กระทรวงวิทย์ฯบุกสยามสแควร์!จัดงาน“ขับเคลื่อน THAILAND 4.0 ด้วย วทน.”

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 12.12 น.

สยามสแควร์ กรุงเทพฯ / ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานขับเคลื่อน THAILAND 4.0 ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม : THAILAND 4.0 IN THE MAKING” ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กล่าวว่าหากสังเกตจะพบว่าในประเทศที่มีรายได้สูงนั้น ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีการพัฒนาในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ญี่ปุ่น อิสราเอล หรือแม้กระทั่งเกาหลีใต้ที่เมื่อก่อนเคยอยู่ในระดับเดียวกับประเทศของเรา ก็พัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  และล่าสุด ประเทศจีนที่เคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าราคาถูก ไม่มีคุณภาพ ปัจจุบันกลายเป็นประเทศผู้นำทางเทคโนโลยีไปแล้ว ประเทศไทยก็จะต้องก้าวไปในทิศทางเดียวกันกับประเทศเหล่านี้และเรากำลังก้าวไปข้างหน้า เห็นได้จากตัวชี้วัดสำคัญ คือสัดส่วนการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาของไทยที่เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือช่วงระยะเวลา 10 ปีตั้งแต่ปี 2544-2554 เพิ่มขึ้น เพียง 0.1% จาก 0.26% เป็น 0.37% แต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา คือ ปี 2556-2559 มีการเติบโต เพิ่มขึ้น 0.4% จาก 0.47% ในปี 2556 เป็น 0.78% ในปี 2559 คิดเป็นเม็ดเงินลงทุน 113,527 ล้านบาท และตั้งเป้าไว้ว่าจะทะลุ 1% ในปี 2561รัฐบาลขับเคลื่อนเรื่องดังกล่าวผ่านกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใน 13 ภารกิจสำคัญด้วยการ

  • สร้างกลุ่มนักรับเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า Startup และนักประดิษฐ์ (Maker) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนโยบายสร้างประเทศสู่การเป็น Startup Nation และ Makers Nation
  • เตรียมคนไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ด้วยการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนเพื่อให้เห็นภาพของอาชีพในอนาคต (Career for the Future)
  • การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่ประเทศไทยมีศักยภาพและคนทั้งประเทศได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง
  • การพัฒนาเทคโนโลยีรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างระบบ Big Data และ AI การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ เช่น ดาวเทียม THEOS เครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนชุดใหม่ เป็นต้น และการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียบเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยยกระดับการพัฒนาของประเทศไทยในที่สุด
  • การยกระดับความเป็นอยู่ของคนในประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ และการกระจาย ความเจริญสู่พื้นที่ต่างๆ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์มาสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับชุมชนในพื้นที่ทั่วประเทศ การพัฒนา Smart Farmer ด้วยระบบ IoTการพัฒนาย่านนวัตกรรม (Innovation Districts) 16 แห่งทั่วประเทศไทย เช่น ย่าน CyberTechที่ปุณณวิถี ย่านนวัตกรรมการแพทย์ที่โยธี เป็นต้น การพัฒนาอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค (Regional Science Park) และการพัฒนาเมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis)

ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวเพิ่มเติมว่าการจัดงานในครั้งนี้เพื่อแสดงผลงานในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 อย่างเป็นรูปธรรม โดยนำเสนอนิทรรศการเทิดพระเกียรติพระอัจฉริยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย” และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยการจัดแสดงผลงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกอบด้วย 4  โซนนิทรรศการหลัก ได้แก่ โซนวิทย์สร้างคน โซนวิทย์แก้จน โซนวิทย์เสริมแกร่ง และโซนวิทย์สู่ภูมิภาค ซึ่งพื้นที่4 โซนนี้ ได้นำเสนอผลงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 13 ด้านสำคัญและไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด! ได้แก่ TREE of WISDOM ต้นไม้ interactive แห่งอนาคต ครั้งแรกกับการเชื่อมต่อความคิดและอารมณ์ให้กลายเป็นภาพและสีที่จับต้องได้ซึ่งเชื่อมNeuro Sensing คลื่นสมองออกมาแสดงผลเป็นการเปลี่ยนสีสันของต้นไม้ LED ขนาดใหญ่ สุดตระการตา ทำให้บริเวณลาน slope SQ1, FreakLabผลงาน interactiveที่ผสาน Science & Arts และ digital technology ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งจะกระจายอยู่ทั่วทั้งงาน, INSECT WORLDโลกแห่งแมลง อยู่บริเวณสวน Park @Siam, Thai Space Consortium: โครงการความร่วมมือ “ดาวเทียมไทย” สู่ห้วงอวกาศ บริเวณลาน Hard Rock Café และRobot Contest โดยสมาคม TRS บริเวณสวน Park @Siam  ซึ่งนอกจากผลงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ทั้ง 13 กลุ่มแล้วนั้น ยังมีการนำเสนอผลงานของหน่วยงานพันธมิตร สถาบันการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และบริษัทชั้นนำของประเทศอีกมากมายที่นำผลงานที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแสดงในงานครั้งนี้ รวมทั้งมีกิจกรรมบันเทิงอีกมากมายตลอดการจัดงาน อาทิ การประชันแร็พของสองแร็พเปอร์ชื่อดัง SIRPOPPA และ NANA, มินิคอนเสิร์ตจากเก้า จิรายุและวงแม่ยายยิ้ม, การพูดคุยถึงไลฟ์สไตล์ในยุค 4.0 กับสองนักแสดงดัง สน-ยุกต์ ส่งไพศาลและ เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา, การแสดง Science Show, การแสดงดนตรีจากนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำ, Street Show เป็นต้น

เปิดใจ’หมอน็อต-ณฤทธิ์ศร’ลงพื้นที่อินโดนีเซีย ช่วยเหลือสัตว์จากสึนามิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379661

เปิดใจ'หมอน็อต-ณฤทธิ์ศร'ลงพื้นที่อินโดนีเซีย ช่วยเหลือสัตว์จากสึนามิ

เปิดใจ’หมอน็อต-ณฤทธิ์ศร’ลงพื้นที่อินโดนีเซีย ช่วยเหลือสัตว์จากสึนามิ

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 11.53 น.

เหตุแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าถล่มชายฝั่งบนเกาะสุลาเวสีของอินโดนีเซียเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ที่ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบมากถึง 1.6 ล้านคน มีรายงานผู้เสียชีวิตกว่าพันคน ยังไม่รวมถึงสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ล้มตาย หรือถูกทิ้งให้ต้องทนทุกข์ทรมาน

ท่ามกลางธารน้ำใจและความช่วยเหลือจากนานาชาติที่ส่งไปในพื้นที่ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก World Animal Protection นำโดยหมอน็อต-นายสัตวแพทย์ณฤทธิ์ศร ผลเพิ่ม ผู้จัดการโครงการสัตว์ประสบภัย (Programme Manager, Animals in Diasters) และทีมงานเป็นหนึ่งในคณะที่ลงพื้นที่เมืองปาลู ซึ่งเป็นเมืองที่ประสบภัยพิบัติครั้งนี้ เพื่อร่วมสังเกตการณ์และให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่สัตว์เพื่อให้อยู่รอดอย่างเร่งด่วน

“หลังจากตัดสินใจว่าจะลงพื้นที่ ผมและทีมงานนั่งเครื่องบินไปลงที่ฝั่งใต้ของอินโดนีเซีย เพราะเครื่องบินไม่สามารถลงจอดที่เมืองปาลูซึ่งเป็นจุดหมายได้ เราจึงต้องเหมารถจากตอนใต้มายังตอนกลาง ซึ่งกว่าจะหารถได้ก็ใช้เวลาเกือบ1 วัน นั่งรถมาอีก1,060 กิโลเมตร ใช้เวลาร่วม 20 ชั่วโมง กว่าจะเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย เพราะต้องใช้เส้นทางที่เลาะทางเขาเข้ามาทั้งหมด เวลาเจอปั๊มน้ำมันก็ต้องคอยแวะเติม เชื่อไหมว่าแต่ละปั๊มมีรถต่อคิวเติมน้ำมันติดยาวเป็นกิโล ใช้เวลารอไม่ต่ำกว่าชั่วโมง” หมอน็อตสะท้อนภาพความยากลำบากในการเข้าพื้นที่

“พอใกล้ถึงจุดหมาย เราเริ่มเห็นผู้ประสบภัยใช้ชีวิตอยู่ตามท้องถนน เริ่มพบแพะ-แกะที่ป่วยและมีบาดแผล เราก็ดำเนินการช่วยเหลือนำอาหารไปให้ จนมาถึงจุดหมาย วินาทีแรกที่เปิดกระจก คือ ได้กลิ่นเน่าลอยมาก่อนเลย” หมอน็อตถ่ายทอดถึงเหตุการณ์ที่ยังจำได้ไม่ลืม พร้อมเผยถึงภารกิจของทีม “เราลงพื้นที่ครั้งแรกเป็นเวลา 3 วัน เริ่มจากการเข้าไปสำรวจจุดพักพิงที่ประชาชนอพยพมาอาศัยอยู่พร้อมสัตว์ต่างๆเพื่อประเมินความเสียหายอย่างเร่งด่วน พร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลในการให้ความช่วยเหลือสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บ มอบชุดอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรักษาสัตว์ในพื้นที่ภัยพิบัติ และวางแผนให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องด้วยการนำทีมสัตว์แพทย์อาสาเข้าไปในพื้นที่ ก่อนจะเดินทางกลับออกมา เบ็ดเสร็จรวมระยะทางไป-กลับ 2,000 กว่ากิโลเมตร ใช้เวลาอยู่บนรถร่วม 50 ชม.”

นอกจากอินโดนีเซีย ตลอด 10 ปีในการทำงาน หมอน็อตได้มีโอกาสลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยและสัตว์มาแล้วในหลายพื้นที่ ผ่านการทำงานในภัยพิบัติมาแล้วทุกรูปแบบ ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ น้ำท่วม ภัยแล้ง และ โรคระบาด ซึ่งมักเกิดหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ

“บนโลกนี้มีภัยพิบัติเกิดขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ทุกวันนี้ทีมงานของเราซึ่งกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วโลก ได้แก่ ไทย คอสตาริกา เคนยา และ อินเดีย จะทำงานร่วมกันในการมอนิเตอร์สถานการณ์ภัยพิบัติรอบโลก และประเมินสถานการณ์ในการลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อเกิดภัยพิบัติเราจะใช้เวลาตัดสินใจและประสานงานเพื่อเตรียมตัวลงพื้นที่ไม่เกิน 3 วัน โดยหลักการประเมินว่าจะลงพื้นที่หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นสถานการณ์อะไร แต่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและผลกระทบของเหตุการณ์นั้น ยกตัวอย่างเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เราต้องประเมินแล้วว่า สถานการณ์เป็นอย่างไร น้ำหลากมาแล้วไป หรือ น้ำท่วมขัง ถ้าเป็นอย่างหลังเราต้องไป เพราะต้องมีคนและสัตว์ติดเกาะ ขาดน้ำขาดอาหาร เป็นต้น” หมอน็อตบอกเล่าอย่างออกรส พร้อมไขข้องใจว่า ในจำนวนภัยพิบัติประเภทไหนท้าทายที่สุดในการเข้าไปช่วยเหลือ

“ภัยแล้งยากที่สุดครับ ถึงภาพที่ออกมาจะดูไม่ตื่นเต้นเท่าภาพสึนามิ แผ่นดินไหว แต่เหตุการณ์พวกนั้นเกิดแล้วจบทันที ยกเว้นบางกรณีอาจจะมีอาฟเตอร์ช็อค หรือ มีผลกระทบต่อเนื่อง อย่างสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อปี 2011 ส่งผลกระทบไปถึงโรงงานนิวเคลียร์ แต่ภัยแล้งเป็นภัยพิบัติที่กระทบในวงกว้างและยาวนาน ไม่เพียงทำให้ชาวบ้านบางคนหมดตัว เพราะเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้ แต่ในแง่การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือก็ยากเช่นกัน เพราะความสำเร็จจากการเข้าไปช่วยเหลือชุมชนที่ประสบภัยพิบัติ ต้องขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ชุมชนนั้นมีด้วย หากทรัพยากรในชุมชนร่อยหรอย่อมส่งผลให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนและระยะยาวเป็นไปอย่างยากลำบาก

พร้อมกันนี้ สัตวแพทย์หนุ่มยังเสริมด้วยว่า ในการลงพื้นที่แต่ละครั้งนอกจากจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ยังต้องอาศัยการประสานงานกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ หรือ องค์กรของชุมชนในท้องถิ่น เพื่อให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเราไม่ใช่องค์กรใหญ่ ดังนั้นการทำงานกับภาครัฐจะช่วยให้เรารู้เป้าหมายและความต้องการของชุมชนได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญยังสามารถทำงานเพื่อให้เกิดผลอย่างยั่งยืนได้  เพราะเราคงไม่สามารถจะลงพื้นที่อยู่กับชาวบ้านได้ตลอดไป สิ่งที่เราทำได้คือนำองค์ความรู้ไปมอบให้” หมอน็อตบอกเล่าถึงภารกิจที่ทำด้วยแววตามุ่งมั่น

ถามว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้หมอน็อตไม่ย่อท้อกับการอุทิศตนเพื่อทำงานที่ท้าทาย แม้รู้ดีว่าการลงพื้นที่ทุกครั้งเต็มไปด้วยอุปสรรคและความยากลำบาก สัตวแพทย์หนุ่มตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า “ผมเชื่อว่างานทุกงานมีความลำบาก ไม่ใช่แค่งานนี้ ผมเพียงแต่รู้ว่างานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติ ผมมีความสุขที่ได้เห็นว่าผลจากงานที่ผมทำ ทำให้ชาวบ้านและสัตว์ได้กลับไปมีชีวิตแบบที่ควรจะมี และควรจะเป็นอีกครั้ง”

อย่างไรก็ตาม หมอน็อต ยอบรับว่า ทุกครั้งที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ย่อมมีทั้งความสุข สมหวัง ผิดหวังเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่ต้องทำคือยอมรับและเดินต่อไป

“เราไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ 100% ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหนก็ตาม ผมมักปลอบใจตัวเองเสมอว่าตราบที่เราทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดและเร็วที่สุด ผลออกมาจะเป็นอย่างไร มันคือความจริงที่เราต้องยอมรับ หากผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นดั่งหวัง เราก็ต้องเรียนรู้ และนำมาเป็นบทเรียนในครั้งต่อไป”

สำหรับเป้าหมายจากนี้ นอกจากหมอน็อตยังคงมุ่งมั่นทำงานตรงนี้ต่อไปให้นานที่สุด เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปบนเส้นทางการทำงาน ตั้งแต่วันแรกมาจนถึงวันนี้ ต้องยอมรับว่า 10 ปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น สังคมตื่นตัวเรื่องการช่วยเหลือสัตว์ จากช่วงแรกที่เข้ามาทำงานตรงนี้ คนไทยรวมทั้งสัตวแพทย์เองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่างานจัดการภัยพิบัติของสัตว์นั้นคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรด้วยซ้ำ เพราะถือเป็นเรื่องที่ใหม่มากในภูมิภาคอาเซียน

“ตัวผมเองแม้จะเรียนจบสัตวแพทย์ก็ยังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจมากนัก รู้แต่มีแพชชั่นตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ ดังนั้นพอเรียนจบแล้วเห็นว่าทางองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกเปิดรับอินเทิร์น ผมเลยลองมาสมัคร ปรากฏว่าได้จึงมีโอกาสทำงานมาจนถึงทุกวันนี้”

ทั้งนี้ หมอน็อตเชื่อว่า 10 ปีจากนี้ไปน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอีก โดยเฉพาะการผลักดันให้ภาครัฐมีกลไกในการช่วยเหลือสัตว์ในภาวะภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิด-ระหว่างและหลังเกิดภัยพิบัติทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

“ตอนนี้เราเดินหน้าไปเยอะแล้วในเชิงทฤษฎี แต่เราอยากให้เห็นในเชิงปฏิบัติ ทั้งในการยกระดับการเตือนภัย และการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ”

สุดท้ายก่อนจะจากกัน หมอน็อตยังถือโอกาสทิ้งท้ายด้วยหัวใจที่หล่อมากๆว่า “ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ผมไม่เคยกลัวตาย แต่ผมกลัวว่าลงพื้นที่ไปแล้วจะช่วยอะไรไม่ได้มากกว่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น สำหรับผม มันคือความล้มเหลว”

‘INTERNATIONAL DANCE Festival 2018’ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379525

‘INTERNATIONAL DANCE Festival 2018’ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

‘INTERNATIONAL DANCE Festival 2018’ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผช.รมว.กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย ดร.เมเอียร์ ชโลโมออท.อิสราเอล-มาดาม, หม่อมไฉไล ยุคล ร่วมชมการแสดง มี วรารมย์ ปัจฉิมสวัสดิ์ผู้บริหารสถาบันแดนซ์ เซ็นเตอร์ และ ประธานกก.มูลนิธิเพื่อนศิลปะ และ กุสุมามาลย์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ร่วมถ่ายภาพ

กลับมาอีกครั้งสำหรับ มหกรรมการเต้นนานาชาติ ครั้งที่ 18 “INTERNATIONAL DANCE Festival 2018” โดยมี วรารมย์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ผู้บริหารสถาบันแดนซ์ เซ็นเตอร์ และประธานกรรมการมูลนิธิเพื่อศิลปะ มาร่วมต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ คณะทูตานุทูตประเทศต่างๆ ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งงานนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย ดร.เมเอียร์ชโลโม เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยมาร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เมื่อค่ำวันที่21 พฤศจิกายน 2561

วรารมย์ ปัจฉิมสวัสดิ์ ต้อนรับ ดร.เมเอียร์ ชโลโม ออท.อิสราเอล-มาดาม, มร.ฟรานซิสกู วาช ปาตตู ออท.โปรตุเกส, ผศ.ปวิตร มหาสารินันทน์ผอ.หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

ภายในงานเป็นการแสดง Cutting Edge Contemporary Dance การแสดงคอนเทมโพรารีแดนซ์ จาก 8 ประเทศ อาทิอิสราเอล, เกาหลี, สิงคโปร์, เม็กซิโก, มาเลเซีย, ไต้หวัน, จอร์แดน และไทย โดยเริ่มจากการแสดงชุด On the Edge โดยคณะ Kolben Dance Company จากประเทศอิสราเอลมีนักเต้นมืออาชีพ 12 คน นำเสนอการเต้นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการอาศัยอยู่บนขอบเหวแห่งความเป็นความตาย การอาศัย ณ กรุงเยรูซาเล็ม เมืองแห่งสันติสุข ที่ที่ไม่เคยมีช่วงเวลาแห่งความสงบตลอดมาในประวัติศาสตร์ คณะ Amir Kolben Dance Company เป็นคณะเต้นที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ที่เป็นทั้งนรกและสวรรค์ ที่เป็นทั้งบ้านและแรงบันดาลใจของพวกเขา โดยมหกรรมการเต้นนานาชาติ ครั้งที่ 18 มีตั้งแต่วันนี้-2 ธันวาคม2561 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครนำเสนอการแสดง Contemporary Danceจาก 8 ประเทศ ได้แก่ อิสราเอล เกาหลี สิงคโปร์ เม็กซิโก จอร์แดน มาเลเซีย ไต้หวัน และไทย

ผรณเดช พูนศิริวงศ์ กก.ผจก.บจ.หนังสือพิมพ์แนวหน้า, มร.ฟรานซิสกู วาช ปาตตู ออท.โปรตุเกส, วรารมย์ ปัจฉิมสวัสดิ์, ม.ล.ภูมิใจ ชุมพล และ ณัฐ ยนตรรักษ์

และในปีนี้ มูลนิธิเพื่อนศิลปะ ได้จัดงาน International Dance Education Expo ขึ้นเป็นครั้งแรกระหว่างวันที่ 24-25 พฤศจิกายนณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ บริเวณ Helix Garden ชั้น 5 เป็นมหกรรมที่รวบรวม ศิลปินมืออาชีพ หน่วยงาน องค์กร มหาวิทยาลัย สถานศึกษา กลุ่มและคณะศิลปินทั้งจากในและต่างประเทศเข้าไว้ด้วยกันเพื่อผู้ที่สนใจจะศึกษาศิลปะการเต้นจะสามารถหาข้อมูลได้อย่างครบถ้วนเพื่อเป็นการวางรากฐานความมั่นคงของศิลปะการเต้นและศิลปินไทยให้สามารถพัฒนาในเชิงพาณิชย์ พร้อมทั้งเป็นการสร้างอาชีพ สำหรับกลุ่มเยาวชน ศิลปินที่มีความสามารถพิเศษ ไปสู่ความเป็นมืออาชีพ นอกจากนี้มูลนิธิเพื่อนศิลปะยังได้จัดกิจกรรมมากมายสำหรับประชาชนทั่วไปอาทิ workshop การเต้นทุกรูปแบบ ตั้งแต่Hip Hop ไปจนถึง โขน เป็นระยะเวลา 4 เดือนฟรี ณ อุทยานเบญจสิริ

สำหรับนักเรียนและศิลปินจะมีการจัด workshop จากผู้กำกับท่าเต้นชื่อดังต่างประเทศระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม 2561สำรองบัตร ชมการแสดง, สมัครเข้าร่วมworkshop และสมัครเข้าร่วมงานฟรี https://www.ticketmelon.com/ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Tel : 085-1003050/E-mail : admin@fotaf.org Facebook :International Dance Festival

Mr.Kim Nigel MacGregor, มร.ฟรานซิสกู วาช ปาตตู ออท.โปรตุเกส และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมชมการแสดง

Mr.Kim Nigel MacGregor, มร.ฟรานซิสกู วาช ปาตตู ออท.โปรตุเกส และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมชมการแสดง

 ธิดา วราเนตร และ ไพโรจน์ ภัสสรภิญโญสกุล

ธิดา วราเนตร และ ไพโรจน์ ภัสสรภิญโญสกุล

ผรณเดช พูนศิริวงศ์ กับ วรารมย์ ปัจฉิมสวัสดิ์

ผรณเดช พูนศิริวงศ์ กับ วรารมย์ ปัจฉิมสวัสดิ์

คณะทูตานุทูต กับผู้บริหารมูลนิธิเพื่อนศิลปะ

คณะทูตานุทูต กับผู้บริหารมูลนิธิเพื่อนศิลปะ

 พณ-ณัฐ-พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ กับ ภารดี- กอบัว กัมปนานนท์

พณ-ณัฐ-พ-วงเดือน ยนตรรักษ์ กับ ภารดี- กอบัว กัมปนานนท์

แขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน “INTER- NATIONAL DANCE Festival 2018”

แขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน “INTER- NATIONAL DANCE Festival 2018”

เซ็นทรัลร่วมกับยูนิเซฟเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กปี2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/379551

เซ็นทรัลร่วมกับยูนิเซฟเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กปี2562

เซ็นทรัลร่วมกับยูนิเซฟเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กปี2562

วันพุธ ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์, นางสาวดอน กอสลิ่ง

บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด และ องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมจัดงานแถลงความสำเร็จจากความร่วมมือในแคมเปญ #EatPlayLove กินให้เป็นเล่นให้สุด ไม่หยุดรัก พร้อมเน้นย้ำความร่วมมือและความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของเด็กปฐมวัยให้ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ พร้อมวางรากฐานสำคัญสำหรับอนาคตต่อไป

ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายกิจการสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า“เป็นเวลา 2 ปีแล้วที่กลุ่มเซ็นทรัล ได้ร่วมมือกับ ยูนิเซฟ จัดโครงการCENTRAL Group & UNICEF Together For Every Child (เซ็นทรัลกรุ๊ป และยูนิเซฟ ทูเก็ตเตอร์ ฟอร์ เอเวอร์รี่ ไชลด์) ซึ่งถือเป็นการผนึกกำลังของสององค์กรใหญ่ เพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชนทั่วโลก ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงการ“เซ็นทรัลทำ” หรือกิจกรรมเพื่อสังคมของกลุ่มเซ็นทรัล (Creating Shared Value – CSV) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนให้แก่พนักงานและคนทุกเพศวัยในสังคมโดยเฉพาะเด็ก สตรี คนชรา และผู้พิการ” “ในส่วนของเด็กและเยาวชน กลุ่มเซ็นทรัลมีแนวคิดสอดคล้องกับองค์กรยูนิเซฟ ที่มุ่งมั่นส่งเสริมศักยภาพและคุณภาพชีวิตของเด็ก รวมไปถึงพัฒนาการในเด็กปฐมวัย ต่อยอดเป็นแคมเปญ #EATPLAYLOVE หรือ กินให้เป็นเล่นให้สุด ไม่หยุดรักซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลได้ให้การสนับสนุนพื้นที่ในการจัดเอ็กซ์โประดมทุน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล10 แห่งทั่วประเทศ เริ่มต้นที่เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าวเมื่อเดือนมีนาคม และสิ้นสุดที่เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งผลตอบรับของโครงการ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด โดยมีผู้เข้าชมงาน มากกว่า18,000  คน และผู้ร่วมบริจาคเกือบ 3,000 คน”

บอย-ตรัย ภูมิรัตน ศิลปิน กับเด็กๆ

นอกจากนี้ กลุ่มเซ็นทรัล และองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้เผยถึงแนวทางความร่วมมือสำหรับปี 2562ที่จะมุ่งเน้นในเรื่องการให้ความสำคัญของ 1,000 วันแรกของชีวิต

นางสาวดอน กอสลิ่ง หัวหน้าฝ่ายระดมทุนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ช่วงเวลา1,000 วันแรกของชีวิตหรือช่วงปฐมวัย ถือเป็นโอกาสทองของการวางรากฐานตลอดชีวิต ทั้งในด้านการเรียนรู้การพัฒนา สุขภาพ และความอยู่ดีมีสุขเมื่อเติบโตขึ้นเราต้องการให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชน ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวนี้มากขึ้น เพื่อให้เด็กๆ ได้รับโภชนาการ การกระตุ้นพัฒนาการ และการดูแลอย่างดีที่สุดตลอดช่วงเวลาที่มีค่านี้”

พร้อมกันนี้ ยังได้ประกาศความสำเร็จจากการร่วมพลังกันในแคมเปญ#EatPlayLove ที่จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างการรับรู้ในกลุ่มพ่อแม่และผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กในช่วงขวบปีแรกๆ ของชีวิตและยังถือเป็นการฉลองความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่องในปีที่สอง ผ่านการจัดงานในรูปแบบเอ็กซ์โปที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลทั้ง 10 แห่ง ทั่วประเทศ โดยได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมชมงานกว่าสองหมื่นคนตลอดการจัดงาน

ส่วน บอย-ตรัย ภูมิรัตน ศิลปินชื่อดังและแคมเปญ ฮีโร่ ของ #EatPlayLove ได้ร่วมแต่งเพลงพิเศษ “รักเธอทุกๆ วัน” เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนตระหนักถึงการให้ความรักและเลี้ยงดูเด็กในช่วงปฐมวัยอย่างถูกวิธี กล่าวว่าในงานว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญนี้ ผมอยากจะมอบบทเพลงนี้ให้แก่ทุกครอบครัวในประเทศไทยครับ”