เฟล็กซ์ฟอร์ม สาขาแรกในไทย เอาใจคนรักเฟอร์นิเจอร์สไตล์อิตาเลียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377629

เฟล็กซ์ฟอร์ม สาขาแรกในไทย เอาใจคนรักเฟอร์นิเจอร์สไตล์อิตาเลียน

เฟล็กซ์ฟอร์ม สาขาแรกในไทย เอาใจคนรักเฟอร์นิเจอร์สไตล์อิตาเลียน

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สมชัย อัครวิทยาภูมิ และ มร.กิลเลียนโน กาลิมเบอร์ติ

ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์หรูจากทั่วโลก เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยผู้รักการแต่งบ้านที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สำหรับ บริษัท อาร์คิเทคทูรา จำกัด ล่าสุดได้ร่วมเป็น Exclusive Partner กับ Flexform (เฟล็กซ์ฟอร์ม) แบรนด์เฟอร์นิเจอร์สัญชาติอิตาเลียน ท็อปแบรนด์สำหรับผู้รักการแต่งบ้านสไตล์อิตาลี เข้ามาเปิดแฟล็กชิพ สโตร์ สาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งได้จัดงานเปิดตัวFlexform Flagship Store ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมี 2 ผู้บริหารจากอาร์คิเทคทูรานำโดย สมชัย อัครวิทยาภูมิ และ นฤศสัยมหฐิติรัฐ พร้อมด้วย มร.กิลเลียนโน กาลิมเบอร์ติ(Mr.Giuliano Galimberti) เจ้าของแบรนด์เฟล็กซ์ฟอร์ม บินตรงจากอิตามาร่วมงานณ Flexform Flagship Store ทองหล่อซอย 10

สมชัย อัครวิทยาภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์คิเทคทูรา จำกัด กล่าวว่า อาร์คิเทคทูรา เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายไฮเอนด์เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังจากทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 2002 อาทิชุดครัวแบรนด์ Poggenpohl, Dornbracht จากประเทศเยอรมนี, Arclinea จากประเทศอิตาลี, Calvin Klein Home, Caracole, RalphLauren Home จากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น สำหรับ เฟล็กซ์ฟอร์ม เป็นนแบรนด์น้องใหม่ที่นำเข้ามาเพื่อเป็นการตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนเมือง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่รักการแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ระดับไฮเอนด์

ดิษยา-ดนัย สรไกรกิติกูล

“เฟล็กซ์ฟอร์ม เป็นแบรนด์เก่าแก่ของอิตาลี ที่สืบทอดมาสามชั่วอายุคน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1960 โดยพี่น้องตระกูลกาลิมเบอร์ติ (Galimberti)ที่ออกแบบและสร้างสรรค์โดยดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก อาทิ Antonio Citterio ที่ให้ความใส่ใจในคุณภาพ ความละเอียด ประณีต พิถีพิถัน คำนึงถึงความสะดวกสบายในการใช้งาน ดีไซน์ของ Flexform Furnitureสามารถเข้ากับทุกสิ่งแวดล้อมในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านแนวคลาสสิก วินเทจ ร่วมสมัย โมเดิร์น หรือแม้แต่การใช้งานในโรงแรมและรีสอร์ท ซึ่งแต่ละชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ของเฟล็กซ์ฟอร์ม จะถูกถ่ายทอดการดีไซน์ ภายใต้แนวคิด The Best Furniture Made in Italy เพื่อตอกย้ำความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยจะเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพในประเทศอิตาลีเท่านั้น จึงเป็นที่มาของการการันตีได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นของเฟล็กซ์ฟอร์ม คือ 100% Made in Italy”

เจย์-จริยดี สเปนเซอร์

ภายในงานเปิดตัว Flexform Flagship Store คับคั่งไปด้วยเหล่าเซเลบริตี้ผู้หลงใหลในงานศิลปะและดีไซน์สไตล์อิตาเลียน อาทิ ม.ร.ว.ศรีคำรุ้งยุคล, ธีรวัลคุ์-เบน เตชะอุบล, ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์,จิตรดี วรพูลลักษณ์, ดนัย-ดิษยา สรไกรกิติกุล,จริยดี-เจย์ สเปนเซอร์, อลิสา อัศวโภคิน, อรวรรณอิงคะสิทธิ์ เสตะพันธุ ฯลฯ และบรรดานักออกแบบดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทย และพิเศษสุดในการเปิดตัว Flexform Flagship Store สาขาแรกในประเทศไทย ยังได้เผยโฉมเฟอร์นิเจอร์คอลเลคชั่นล่าสุด ซึ่งได้จัดแสดงในงาน Salone del Mobile Milano 2018 หรือ งานมิลาน แฟร์ 2018งานแสดงเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง บ้านครั้งยิ่งใหญ่จากประเทศอิตาลีอีกด้วย

Flexform Flagship Store สาขาแรกในประเทศไทย

Flexform Flagship Store สาขาแรกในประเทศไทย ตั้งอยู่ในทองหล่อซอย 10 (ตรงข้ามอารีน่า 10) มีขนาดพื้นที่ขายกว่า 300 ตารางเมตร ออกแบบตกแต่งเหมือนแฟล็กชิพ สโตร์ ที่อิตาลี ทั้งการเลือกใช้วัสดุ และแนวคิดการออกแบบสโตร์ ด้านกลุ่มสินค้าที่นำเข้ามาจัดจำหน่าย ล้วนแต่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ชื่อดังจากอิตาลี ทั้งโซฟา เตียงนอน อาร์มแชร์ ชุดรับประทานอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีบริการให้คำแนะนำในการออกแบบจัดวางเฟอร์นิเจอร์สำหรับลูกค้าโดยทีมดีไซเนอร์มืออาชีพ อีกด้วย ผู้ที่ชื่นชอบเฟอร์นิเจอร์สไตล์อิตาเลียน สามารถเข้าชมสินค้าได้ทุกวัน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.arkitektura.co.th

ร่วมถ่ายทอด‘ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ผ่านงานประกวด ภาพวาด ภาพยนตร์สั้น และโมเดลศาสตร์พระราชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377620

ร่วมถ่ายทอด‘ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ผ่านงานประกวด ภาพวาด ภาพยนตร์สั้น และโมเดลศาสตร์พระราชา

ร่วมถ่ายทอด‘ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน’ ผ่านงานประกวด ภาพวาด ภาพยนตร์สั้น และโมเดลศาสตร์พระราชา

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ได้นำมาถ่ายทอดผ่านผลงานการประกวดภาพวาด ภาพยนตร์สั้น และโมเดลศาสตร์พระราชา ใน “โครงการปลุกจิตสำนึก รู้คุณแผ่นดิน ปีที่ 7” ที่จัดขึ้นโดยกรมกิจการพลเรือน ทหารบก ประจำปี 2561 เพื่อเข้าถึงความหมายของ “ศาสตร์และศิลป์แห่งการพึ่งพาตนเอง”เป็นการ “สุขอย่างพอเพียงและยั่งยืน” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรได้พระราชทานไว้เป็นมรดกชาติ และของปวงชนชาวไทย

มอบรางวัลการประกวดภาพวาด ภาพยนตร์สั้น และโมเดลศาสตร์พระราชา

การประกวดผลงานภาพวาด ภาพยนตร์สั้นและโมเดลศาสตร์พระราชา ตามโครงการปลุกจิตสำนึกปีที่ 7 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ในปีนี้ มีผู้ร่วมส่งผลงานเข้าชิงชัยจากเยาวชน คนรุ่นใหม่ และประชาชนทั่วไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งสิ้น2,705 ชิ้นงาน จัดประกวดรวม 5 ระดับ คือ ประถมศึกษามัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย อุดมศึกษา และประชาชนทั่วไป ผลงานการประกวดภาพยนตร์สั้น 90 วินาที รวม 159 ชิ้นงาน แบ่งเป็นระดับอุดมศึกษา และประชาชนทั่วไป และผลงานโมเดลศาสตร์พระราชาทั้งหมด 93 โครงงาน แบ่งเป็นระดับมัธยมศึกษา อุดมศึกษา และประชาชนทั่วไป และได้นำมาจัดแสดงในงานนิทรรศการ “รู้คุณแผ่นดิน” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมา

ด.ญ.อัยย์ลาณี แลงกาสแคนส์ นักวาดภาพรุ่นจิ๋ว นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 จากสถาบันเกษตร อาร์ต สตูดิโอ ผู้ชนะเลิศภาพวาดในระดับประถมศึกษา กล่าวว่า“หนูใช้เทคนิคสีไม้ สีน้ำและจุดสีผสมกัน วาดภาพบ้าน ต้นไม้ ที่นา ปลา และธรรมชาติในชนบทที่เรียบง่ายมีการเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลา และปลูกข้าวไว้กินเองตามเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ดีใจที่ได้วาดภาพเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ค่ะ”

ผู้ชนะการประกวดภาพยนตร์สั้น

ส่วนภาพวาดชนะเลิศระดับประชาชน บอกเล่ารายละเอียดวิถีชีวิตชนบทไทย ผ่านการใช้เทคนิคงานพิมพ์แกะไม้ (woodcut) ก่อนพิมพ์ลงผืนผ้าที่รองพื้นด้วยดินสอพองผสมซึ่งเป็นเทคนิคส่วนตัว เจ้าของผลงาน มานะชัย วงษ์ประชา ศิษย์เก่าจากมหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าว่า “ผมได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักในการพัฒนาและผลักดันโครงการมากมายไปสู่ประชาชนที่อยู่ห่างไกลเพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะโครงการในพระราชดำริฯ ที่พระองค์ท่านทรงริเริ่มและทำเพื่อพัฒนาภาคอีสานมากมาย ในฐานะลูกอีสานคนหนึ่งจึงอยากสะท้อนให้เห็นภาพผู้คนในชนบทที่ดำรงชีวิตอย่างมั่นคง และยั่งยืน เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ตลอดจนความสุขที่เกิดจากการน้อมนำหลักของการพึ่งพาตัวเองที่ได้ทรงชี้ทางไว้มาเป็นแนวในการดำเนินชีวิต”

เยาวชนผู้ชนะรางวัลโมเดลศาสตร์พระราชา

ด้านรางวัลชนะเลิศภาพยนตร์ 90 วินาทีในระดับอุดมศึกษา เป็นของทีมแก้วตาดวงใจ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพทรงเปียโนของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่อง “ซิมโฟนี ออน ดิวตี้(Symphony on Duty)” คุณาวุธ กุณานัย ตัวแทนจากทีมแก้วตาดวงใจ กล่าวว่า “ต้องการสื่อ “ให้คนไทยทุกคนรู้จักและทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง” เปรียบคนไทยหนึ่งคนเสมือนโน้ตดนตรีหนึ่งตัว ถ้าโน้ตแต่ละตัวต่างทำหน้าที่ให้ดีที่สุดด้วยการบรรเลงให้ถูกต้องตรงตามจังหวะ ก็จะสามารถสร้างสรรค์บทเพลงที่มีความไพเราะได้ คนไทยทุกคนก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร ประกอบอาชีพอะไร หรืออยู่ที่ไหนในประเทศไทย ขอเพียงให้เราต่างคนต่างรู้จักหน้าที่ของตัวเอง และทำหน้าที่นั้นอย่างถูกต้อง อย่างเต็มความสามารถ ย่อมมีส่วนช่วยพัฒนาประเทศของเราให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างงดงาม ในการถ่ายทำเราใช้ภาพแต่ละภาพในการบอกเล่าการทำหน้าที่ของผู้คนแต่ละอาชีพ นำมาร้อยเรียงต่อกันจนกลายเป็นเรื่องราวที่สมบูรณ์ และด้วยเพลงประกอบภาพยนตร์ “ซิมโฟนี ออน ดิวตี้” ที่แต่งขึ้นเอง”

เยาวชนร่วมงานนิทรรศการรู้คุณแผ่นดิน กับนักร้อง เก่ง-ธชย ประทุมวรรณ

สำหรับ “โมเดลศาสตร์พระราชา” ซึ่งจัดประกวดขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นการประกวดรูปแบบใหม่ที่เน้นการนำหลักวิชาของพระองค์ท่าน ไปสู่ “การคิดค้นโครงงานที่ปฏิบัติได้จริง” และ “เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม” หนึ่งในโครงงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา เป็นผลงานสร้างสรรค์จากน้องๆ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5-6 จากโรงเรียนบางประกอกวิทยาคม ในชื่อโครงงาน “วอล์กเกอร์ แชร์ (Walker Chair)” หรือ เก้าอี้พยุงเดินสำหรับผู้สูงอายุ ธนากร ทวีปัญญานุกูล อธิบายถึงโครงงาน“วอล์กเกอร์ แชร์” ว่า “มองว่าแนวโน้มของประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาการเดินที่ค่อนข้างลำบาก ไม่คล่องตัว วอล์กเกอร์ แชร์ ที่ขายในท้องตลาดมีราคาสูง จึงร่วมกันกับเพื่อนๆ อีก 9 คน คิดโครงงานประดิษฐ์ วอล์กเกอร์ แชร์ จากไม้ไผ่ ซึ่งเป็นวัสดุเบา หาได้ในท้องถิ่น และมีราคาไม่แพง เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายสำหรับผู้สูงอายุที่พอมีกำลังทรัพย์หาซื้อไว้ใช้ได้เอง รวมทั้งเป็นการแบ่งเบางบประมาณรัฐในการจัดหาอุปกรณ์ดังกล่าวให้กับผู้สูงอายุที่ขาดทุนทรัพย์ หรือมีฐานะยากจน”

ผลงานข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลงานที่ร่วมกันถ่ายทอด“ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่เน้นการลงมือทำ จากมุ่มมองของเยาวชนและคนรุ่นใหม่ ที่พร้อมใจกันถ่ายทอดและน้อมนำศาสตร์พระราชามาเป็นแนวทางปฏิบัติในการดำรงชีวิตเพื่อพัฒนาตนเองและประเทศชาติ อีกทั้งยังซาบซึ้งและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

 

ผู้ชนะภาพวาดระดับประชาชน ทั่วไป

ผู้ชนะภาพวาดระดับประชาชน ทั่วไป

ผู้ชนะภาพวาดระดับประถม

ผู้ชนะภาพวาดระดับประถม

แนะรูปแบบการออกกำลังกายเหมาะกับช่วงเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377609

แนะรูปแบบการออกกำลังกายเหมาะกับช่วงเวลา

แนะรูปแบบการออกกำลังกายเหมาะกับช่วงเวลา

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ช่วงเวลาของการออกกำลังกายที่เหมาะสมที่สุด คือช่วงเวลาที่เราสะดวกที่สุด เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ต้องเร่งรีบ ทำให้สนุกสนานไปกับการออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ถ้าเราเลือกรูปแบบของการออกกำลังกายที่เหมาะสมแต่ละช่วงเวลา ก็จะทำให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ชากร ศรีสุนทร Health and Fitness Manager จาก Fitness First สาขาไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้มาแนะนำรูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสมของช่วงเวลา เช้า กลางวัน และเย็น เพื่อเป็นไอเดียในการออกกำลังกายของคนรักสุขภาพ

ชากร ศรีสุนทร Health and Fitness Manager

ช่วงเช้า เป็นช่วงที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากการพักผ่อนในช่วงเวลากลางคืน และหลายคนก็เลือกออกกำลังกายในช่วงเช้า เพราะสามารถทำเป็นกิจวัตรประจำวันได้ ซึ่งการออกกำลังกายในช่วงเช้ามีประโยชน์ จะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน อีกทั้ง ช่วยกระตุ้นระบบการทำงานของหัวใจ ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น และยังทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น และตื่นตัวพร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ เนื่องจากการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น แถมยังช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นนั่นเอง อีกทั้งอากาศที่บริสุทธิ์และแสงแดดในตอนเช้ายังมีประโยชน์กับร่างกายด้วยเช่นกัน การออกกำลังกายที่แนะนำในตอนเช้าจะเป็นการออกกำลังกายที่เน้นในเรื่องของการทำ Cardio และการ Burn Fatหรือ Burn Calorie เช่น วิ่ง ปั่นจักรยานว่ายน้ำ

ข้อควรปฏิบัติในการออกกำลังกายตอนเช้า หากต้องการออกกำลังกายในช่วงเวลาเช้า ควรจะรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอต่อการออกกำลังกาย และควรอบอุ่นร่างกายให้นานกว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นๆ อย่างน้อย10-15 นาที เพื่อให้ร่างกายอบอุ่นมากพอสำหรับการออกกำลังกาย ที่สำคัญไม่ควรจะรีบรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำทันทีหลังจากออกกำลังกายหนัก เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการหายใจไม่ทัน หรือจุกได้ นอกจากนี้ยังควรพักผ่อนให้เพียงพออีกด้วย ในกรณีที่ป่วยควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเพราะอาจจะทำให้หมดแรงได้

ช่วงกลางวันถึงบ่าย เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายทำงานอย่างเต็มที่ และอุณหภูมิในร่างกายจะเป็นปกติ การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายฟื้นตัวจากการพักผ่อนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการออกกำลังกายในช่วงเวลานี้ร่างกายของเราจะมีระดับฮอร์โมนและการไหลเวียนที่สูงกว่าในช่วงเช้าและอยู่ในระดับปกติ ทำให้สามารถออกกำลังกายได้มากขึ้นช่วยลดความอยากอาหารในมื้อกลางวันและมื้อเย็นได้ นอกจากนี้ ยังไม่ทำให้กินจุบจิบอีกด้วยแถมยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้นหลังจากการทำงานในช่วงเช้า ลดอาการง่วงเหงาหาวนอนในช่วงบ่ายได้ดี นอกจากนี้ได้มีการศึกษาพบว่า ระบบการหายใจในช่วงบ่ายจะทำงานได้ดีกว่าในช่วงอื่นๆ ของวันด้วย

ข้อควรปฏิบัติในการออกกำลังกายตอนกลางวันถึงบ่าย หากต้องการจะออกกำลังกายในช่วงนี้ ควรจะจัดสรรเวลาให้ดีและมีเวลาการออกกำลังกายอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเผื่อการอบอุ่นร่างกาย และควรควบคุมการรับประทานอาหารหลังจากออกกำลังกายให้ดีเพื่อไม่ให้รับประทานเยอะจนเกินไป การออกกำลังกายที่แนะนำสำหรับช่วงเวลานี้คือการออกกำลังกายในลักษณะที่เป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อแบบใช้แรงต้าน เช่น Weight Training

ช่วงเย็นถึงค่ำ เป็นช่วงเวลายอดนิยมของคนทำงาน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาหลังจากการทำงาน อาจจะมีความล้ามาจากการทำงานทั้งวัน แต่โดยทั่วไปแล้วคนเราจะมีอุณหภูมิและฮอร์โมนในร่างกายสูงที่สุดก็ในช่วง 18.00 น. เป็นต้นไป ทำให้สามารถออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บน้อย เนื่องจากอุณหภูมิในร่างกายเป็นปกติ แถมยังช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน เพราะการออกกำลังกายในช่วงเย็นจะช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกาย จึงจะทำให้รู้สึกสดชื่นมากขึ้นหลังจากออกกำลังกาย ที่สำคัญยังช่วยลดความอยากอาหารในมื้อเย็นได้ ทำให้ไม่รับประทานมากจนเกินไป

ข้อควรปฏิบัติในการออกกำลังกายตอนเย็นถึงค่ำ เพื่อให้การออกกำลังกายในช่วงเย็นถึงค่ำได้ผลดียิ่งขึ้น ในขณะออกกำลังกายและหลังจากออกกำลังกายควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องเพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายเป็นปกติ เพราะถ้าหากดื่มน้ำเย็นอุณหภูมิร่างกายจะปรับลดเร็วจนเกินไป ทำให้ร่างกายทำงานหนัก และเสียเหงื่อมาก อาจทำให้เป็นไข้ได้ และไม่ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย แต่ถ้าหากกลัวหมดแรงก็ควรรับประทานเป็นผลไม้แทน นอกจากนี้ หลังจากออกกำลังกายแล้วควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลได้และจะทำให้หลับได้สนิทมากขึ้น ส่งผลให้ตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นอย่างสดชื่น

การออกกำลังกายในช่วงเวลานี้ทำได้ค่อนข้างหลากหลายขึ้นอยู่กับว่างานในวันนั้นๆ เป็นอย่างไร มีความเครียดหรือล้าจากการทำงานไหม ถ้าไม่มี สามารถที่จะเล่น Weight Training และ Cardio เพื่อ Burn Calorie ได้ด้วยแต่ถ้ามีความล้ามาแล้ว แนะนำให้เป็นกิจกรรมเบาๆ หรือเน้นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคุณจะเลือกออกกำลังกายแบบใด ก็ขอให้มีความสุขกับการออกกำลังกาย และบวกกับความมีวินัยในการออกกำลังกายจะทำให้คุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงตลอดไป

OKMD พัฒนาเว็บไซต์ ต้นแบบแหล่งเรียนรู้ออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377627

OKMD พัฒนาเว็บไซต์ ต้นแบบแหล่งเรียนรู้ออนไลน์

OKMD พัฒนาเว็บไซต์ ต้นแบบแหล่งเรียนรู้ออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

OKMD รุกพัฒนาเว็บไซต์ หวังเป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้สาธารณะออนไลน์ ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน ตั้งเป้าสอนทักษะอาชีพและความรู้ที่จำเป็น ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในยุคศตวรรษที่ 21

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD มีพันธกิจในการพัฒนาความคิด เพิ่มความรู้ สร้างสรรค์ภูมิปัญญา ผ่านกระบวนการเรียนรู้สาธารณะ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมทาง ความคิดที่สร้างสรรค์ เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้สาธารณะสำหรับคนทุกช่วงวัย โดยหลังจากได้ร่วมกับ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้(TK park) จัดกิจกรรมบริการความรู้สาธารณะ Knowledge in the Park: เปิดพื้นที่เรียนรู้ใจกลางกรุงเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้รูปแบบใหม่สำหรับประชาชนคนไทย ณ สวนลุมพินี ในช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี เนื่องจากมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่องค์ความรู้หลากหลายรูปแบบและหลากหลายสาขา และมีเสียงเรียกร้องให้ขยายผลไปยังสวนสาธารณะแห่งอื่นในกรุงเทพมหานคร รวมถึงในพื้นที่ต่างจังหวัดที่ไม่อาจเข้าร่วมกิจกรรมได้ OKMD จึงมีนโยบายให้บริการความรู้สาธารณะผ่านช่องทางเว็บไซต์ เพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกที่คนไทยทุกคนสามารถเรียนรู้ร่วมกันได้ในทุกที่ เพียงแค่มีสมาร์ทโฟน

ดร.อภิชาติ ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักโครงการและจัดการความรู้ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า ในยุคดิจิทัลนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย รวดเร็วไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนของโลกก็ตาม ด้วยเหตุนี้ OKMD จึงได้พัฒนาเว็บไซต์ http://www.okmd.or.th ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะออนไลน์ โดยการสร้างกล่องความรู้ หรือ Knowledge box และ Knowledge link ทั้งนี้ เพื่อต่อยอดทักษะ อาชีพ และนวัตกรรมความรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในหลายด้าน ครอบคลุมเกือบทุกมิติของชีวิต ซึ่งล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและพฤติกรรมการบริโภคของคนในสังคม จนนำไปสู่การพัฒนาอาชีพ ธุรกิจ สินค้า และบริการรูปแบบใหม่ๆ ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ในรายละเอียดนั้น OKMD ได้ริเริ่มจัดทำองค์ความรู้ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้จริง ให้เห็นเป็นรูปธรรมในรูปแบบคลิปองค์ความรู้ ทักษะ และอาชีพใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น อาชีพบริการที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ได้แก่ การทำธุรกิจสอนทำอาหาร การให้บริการจัดเลี้ยง การเป็นนักออกแบบและตกแต่งอาหาร การขายอาหารออนไลน์ การเป็นบาริสต้า หรืออาชีพที่เกี่ยวกับการให้บริการ การอำนวยความสะดวก และการแก้ปัญหา เช่นการทำธุรกิจโรงแรมแมว การเป็นนักจัดระเบียบบ้าน และนักออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้เว็บไซต์ หรือแม้แต่อาชีพที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้อง เช่น ผักออร์แกนิก ผ้าย้อมสีธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย

รวมไปถึงทักษะที่สำคัญในการใช้ชีวิตและทำงานในศตวรรษที่ 21 เป็นเครื่องมือสู่ความสำเร็จ เช่น ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะสารสนเทศ สื่อเทคโนโลยี และทักษะชีวิตและอาชีพ โดยองค์ความรู้ต่างๆ จะไม่เพียงนำเสนอข้อมูลความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและระดับประเทศในมิติต่างๆ แต่ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสด้านอาชีพที่มาพร้อมความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมถึงทักษะพื้นฐานที่ควรรู้ ทำได้ ใช้เป็น ซึ่งล้วนแต่เป็นข้อมูลความรู้ที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยรุ่นใหม่สามารถสร้างสรรค์อาชีพ ต่อยอดไอเดียธุรกิจเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ และเตรียมตัวเองให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่จะตามมาในอนาคต โดยจะอยู่ในส่วนของ Knowledge Box พร้อมกับการเชื่อมโยงและรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับความรู้และทักษะที่น่าสนใจในด้านต่างๆ ที่อยู่ในส่วนของ Knowledge Link อาทิ การศึกษา การประกอบธุรกิจและการลงทุน สุขภาพอนามัย ภาษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และแหล่งเรียนรู้

สำหรับกิจกรรมบริการความรู้สาธารณะ หรือ Knowledge in the park ณ สวนลุมพินี นั้น OKMD จะยังคงดำเนินการควบคู่กันไป โดยจะคัดสรรความรู้และวางแผนจัดกิจกรรมเวิร์กช็อปสร้างทักษะเรื่องใหม่ๆ อาชีพใหม่ๆ มาให้บริการสาธารณะเพื่อคนทุกวัย และเพิ่มความถี่ขึ้นเป็น เดือนละ 2 ครั้ง คือ ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ต้นเดือน และกลางเดือน สามารถคลิกดูรายละเอียดและสมัครร่วมกิจกรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ทางเว็บไซต์ www.okmd.or.th

บี มาย เกสท์ : จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์ ปลุกปั้นโรงแรมให้มีชีวิตชีวากับลูกเล่นครบเครื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377638

บี มาย เกสท์ : จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์ ปลุกปั้นโรงแรมให้มีชีวิตชีวากับลูกเล่นครบเครื่อง

บี มาย เกสท์ : จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์ ปลุกปั้นโรงแรมให้มีชีวิตชีวากับลูกเล่นครบเครื่อง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์

“แต่เดิมการพักผ่อนในโรงแรม เป็นการเลือกที่พักสวยๆ นอนพักในแอร์ฉ่ำ หามุมสงบสบายๆ อ่านหนังสือ แต่วันนี้ การพักผ่อนของนักเดินทางในยุคดิจิทัล เป็นการหาประสบการณ์ใหม่ เปิดมุมมองชีวิต มองหาความสนุก กิจกรรมใหม่ๆ เพื่อรีแลกซ์และผ่อนคลายจากความจำเจในชีวิตประจำวันรีชาร์จแบต มีเรื่องราวบอกเล่ามีโมเม้นต์แชร์โซเชียลไลฟ์สไตล์”

บทสรุปใหม่ของนักเดินทางในยุคดิจิทัล ที่ทำให้จีเอ็มสาวสวย ชิดชนก พศินพงศ์ แห่งโรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน ไม่หยุดยั้งในการพัฒนาโรงแรม สรรหาสิ่งใหม่ๆ มาเติมเต็มความสุข
เติมความขี้เล่นให้โรงแรมในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องโลกเหนือจินตนาการให้ผู้เข้าพัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเป็นโรงแรมแห่งแรกในไทยที่มี Wibit แอดเวนเจอร์ในสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของเปิดเฟสใหม่ของโรงแรม ไปเมื่อเร็วๆ นี้

เครื่องเล่น Wibit แอดเวนเจอร์ในสระว่ายน้ำโรงแรม แห่งแรกในไทย

ชิดชนก พศินพงศ์ สาวสวยที่นั่งเก้าอี้ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน เล่าว่า หลังจากเรียนจบคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีโอกาสได้ฝึกงานโรงแรม ได้ลองทำงานนี้ ก็รู้สึกคลิกและปิ๊งทันทีกับธุรกิจบริการ ประทับใจกับบรรยากาศการทำงานในโรงแรม สถานที่สวย เป็นอาชีพที่ต้องดีลกับคนหลายแบบ แขกมาพักมีความสุข ยิ้มแย้ม เลยทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น กับแพลนการเรียนต่อที่คิดไว้ เรียนด้านการโรงแรม น่าจะเหมาะและตรงใจที่สุด ได้เรียนต่อปริญญาโท ด้านบริหารจัดการโรงแรม ที่ Ecole Hoteliere de Lausanne ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ติดอันดับ 1 มหาวิทยาลัยของโลกที่สอนด้านการโรงแรม ก่อนกลับเมืองไทย ยังมีโอกาสได้ฝึกงานในโรงแรมหรูของสวิสจริงๆ เกือบปี เรียกว่า เป็นช่วงเวลาสำคัญ ของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทุกขั้น ทุกเม็ด ที่ประสบพบพานที่นั่น

กลับมาไทย เริ่มงานโรงแรมแห่งแรกที่บันยันทรี เริ่มจากงานเลขานุการแผนกอาหารและเครื่องดื่ม ต่อมาได้รับความไว้วางใจให้ดูแลร้านอาหาร 1 ห้อง และโปรเจกท์รีโนเวทห้องอาหาร อยู่ที่นี่ 7 ปี จนวันหนึ่งเห็นโรงแรมโซ โซฟิเทล แบงคอก เปิดใหม่รับสมัครพนักงาน ตัดสินใจไปสมัคร เพราะการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมที่จะพรี-โอเพ่นนิ่ง เป็นงานที่น่าสนุก ท้าทายความสามารถ เชื่อว่าทุกคนในธุรกิจโรงแรมอยากเป็นส่วนหนึ่งของโรงแรมที่จะเปิดตัว ได้ร่วมงานที่ โซ แบงคอก โดยตำแหน่งสุดท้าย คือผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม ก่อนย้ายมาอยู่ที่โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน ในหน้าที่ของผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป เมื่อครั้งมีการรีแบรนดิ้ง โรงแรม ในปี 2016

เฟสใหม่ของโรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน ฝีมือปลุกปั้นของจีเอ็มสาวสวย

“งานรีแบรนด์โรงแรมให้เป็นโรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน ซึ่งเป็นลักซ์ชัวรี่ อัพสเกลแบรนด์ โรงแรมในเครือข่ายของแอคคอร์โฮเทล มีความยาก รายละเอียดเยอะ เรียกว่าท้าทายในทุกอณู เพราะนอกจากการสื่อสารให้ภายนอกรับรู้เรื่องแบรนดิ้ง แล้ว ภายในโรงแรมก็มีหลายส่วน หลายแผนกมาก ทั้งหน้าบ้าน หลังบ้าน เรื่องการบริหารจัดการคนก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทำอย่างไรให้ทีมงานเห็นภาพและเข้าใจตรงกันกับเรา ต้องทำความเข้าใจในทุกๆ ส่วนเพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างถูกต้อง ต้องตรวจอย่างละเอียดในทุกแง่มุม และทำอย่างไรให้ธุรกิจก้าวไปในทิศทางเดียวกัน ล่าสุดในช่วงของการเปิดเฟสใหม่ สิ่งที่ต้องทำมีเยอะ ต้องประสานงาน เข้าไปดูจุดโน้น จุดนี้ มีอะไรที่เปลี่ยนแปลง ให้ดูได้ตลอด ต้องตรวจทุกอย่าง เพื่อจัดการให้เสร็จในเวลาที่กำหนด”

จีเอ็มสาว เล่าต่อว่า หลักคิดในการทำงาน เมื่อเราชอบมีความรักในงานที่เราทำ เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์และบริการที่เราขายทำทุกอย่างด้วยใจรัก มีความตั้งใจ ทำอย่างเต็มที่ ให้ใจเกินร้อย เราจะมีความสุขในการทำงาน มีพลังที่จะคิดสร้างสรรค์งานดีๆ เพื่อให้โรงแรมได้พัฒนาขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น จริงแล้วก็มี Role Model ที่ให้ความนับถือ คือ จิลล์ เครตัลเลซ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ ลักซ์ชัวรี่แบรนด์ แอคคอร์โฮเทล เคยร่วมงานกันตั้งแต่ที่ โซ แบงคอก และ จิลล์ เป็นจีเอ็มที่มีวิสัยทัศน์ไกล มองคนออก เป็นผู้บริหารที่มอบความไว้วางใจและอำนาจในการตัดสินใจในการทำงาน ไม่หยุมหยิมกับระเบียบขั้นตอนที่วุ่นวาย เพราะหลายอย่างที่ไม่สามารถรอขั้นตอนการอนุมัติ ต้องตัดสินใจ หรือลงมือทำทันที ตามกระแสสังคมบ้าง ไม่รู้ไม่ได้ ไม่ทำไม่ได้ เพราะทุกนาทีอาจเป็นโอกาสของเรา

ในด้านไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ด้วยพื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ ในวันหยุดที่กลับมาบ้าน จีเอ็มสาวสวย 37 ปี ชื่นชอบกับการเปิดโลกทัศน์กับร้านอาหารใหม่ๆ ไม่ว่าจะไปกับเพื่อนๆ หรือครอบครัว ร้านไหนอร่อย ร้านไหนเด่นดัง เธอต้องแวะเวียนไปสวมบทบาทเป็นนักรีวิวอาหารอย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่วนเวลาพักผ่อน ใช้เวลาว่างที่มี อาจจะไม่มากนัก เพื่ออยู่กับตัวเอง อยู่นิ่งๆ เพราะการทำงานแบบนี้ ได้เจอะเจอคนเยอะมากพอแล้ว การอยู่นิ่งๆ กับตัวเองบ้าง นั่งอ่านหนังสือบ้าง ไม่ว่าจะเป็นนิยายที่เพื่อนๆ บรรดาอาจารย์ทั้งหลายแจกจ่ายมา จนไม่ต้องหาซื้อเอง หรือหนังสือประเภท Self Improvement ที่สมัยนี้ เขียนในแนวตลกขบขัน ก็เป็นการมอบความสุขให้แก่ตัวเองได้เป็นอย่างดี

“ใช้ชีวิตอย่างสนุก ร่าเริง ด้วยการชาร์จแบตในโรงแรมที่มีชีวิตชีวา ช่วยให้สมองโปร่งโล่ง จิตใจแจ่มใสรวมถึง “อารมณ์ดี”ซึ่งเป็นหนึ่งของเคล็ดลับอายุยืน ด้วย 3 อ. นั่นคือ อาหาร ออกกำลังกายอารมณ์ดี” และเธอก็กำลังส่งต่อ “อารมณ์ดี” ให้กับแขกผู้มาเยือน โรงแรมโซ โซฟิเทล หัวหิน แห่งนี้

‘เช็คทุกจุด ชนะทุกข้อ’รณรงค์ให้คนไทยมีสุขภาพข้อที่เคลื่อนไหวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377616

‘เช็คทุกจุด ชนะทุกข้อ’รณรงค์ให้คนไทยมีสุขภาพข้อที่เคลื่อนไหวดี

‘เช็คทุกจุด ชนะทุกข้อ’รณรงค์ให้คนไทยมีสุขภาพข้อที่เคลื่อนไหวดี

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ทรงมีพระปณิธานที่มุ่งหวังให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นที่พึ่งพิงของประชาชนคนไทยโดยเฉพาะผู้ป่วยยากไร้และด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยครอบคลุมทุกโรค อีกทั้งในเดือนตุลาคมของทุกปี วันที่ 12 ตุลาคม วันข้อสากล และ 20 ตุลาคม วันกระดูกพรุนสากล ศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ห่วงใยสุขภาพกระดูกทุกข้อของคนไทย ในทุกช่วงวัย และความพร้อมที่จะให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคกระดูกและข้อด้วยทีมศัลยแพทย์ออโธปิดิกส์เฉพาะทางครบทุกสาขาจัดโครงการบริการทางการแพทย์ด้านโรคกระดูกและข้อรณรงค์ให้คนไทยดูแลใส่ใจสุขภาพกระดูกและข้อภายใต้ แคมเปญรณรงค์ “เช็คทุกจุด ชนะทุกข้อ” กับศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โดยมีศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ ณ ลานกิจกรรม ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี (B)ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า “ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ขยายการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลให้ครอบคลุมการรักษาทุกโรคด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐานสากลแก่ประชาชน มีศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ที่จะพัฒนาสู่ศูนย์แห่งความเป็นเลิศ ทั้งในด้านการบริการรักษาพยาบาลและการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาด้านระบบสุขภาพที่สำคัญและยั่งยืนของประเทศไทย เนื่องด้วยพฤติกรรมของคนในยุคสมัยนี้ ทำให้พบว่ามีผู้ป่วยในกลุ่มโรคทางระบบโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อเป็นจำนวนมาก และยังพบได้ในกลุ่มประชาชนทุกช่วงวัย ทั้งยังเป็นปัญหาที่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ และอาจนำไปสู่ภาวะอาการที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดโครงการ เพื่อให้บริการทางการแพทย์ และส่งเสริมความรู้ด้านโรคกระดูกและข้อให้กับประชาชน โดยทีมศัลยแพทย์กระดูกและข้อ พร้อมด้วยทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เวชศาสตร์การกีฬา และกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อร่วมกันดูแลส่งเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้กับประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มประชากรสูงอายุให้ได้ตระหนักถึงสุขภาวะและความเจ็บป่วยของตนเอง บุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจะช่วยวางแผนการดูแลและรักษาให้คำแนะนำเพื่อลดพฤติกรรมและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ พร้อมบริการที่ส่งเสริมการดูแลฟื้นฟูสุขภาพกระดูกและข้อ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งหวังให้ประชาชนคนไทยมีสุขภาพกระดูกและข้อที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ได้มาตรฐาน สนองพระปณิธานขององค์ประธานราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ ที่ทรงมีพระประสงค์ให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เป็นที่พึ่งพิงแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยยากไร้และด้อยโอกาสให้ได้รับการรักษาด้วยเทคโนโลยีและเครื่องมือที่ทันสมัย และเพื่อยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของพสกนิกรไทย”

ภายในงานจัดกิจกรรมเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ เปิดประตูสู่ “เทคโนโลยีผ่าตัดชนะทุกข้อพิชิตทุกโรคกระดูกเสื่อม” โดยทีมแพทย์จากศูนย์ศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นำโดย นพ.เติมพงศ์ พ่อค้า, นพ.วรายศ ตราฐิติพันธุ์, นพ.ณัฐวุฒิ ชนะฤทธิชัย, นพ.รัฐภูมิ สุวรรณรัตน์ และ นพ.ธนพล ชอบเป็นไทย และเสวนาในประเด็นการจับเทรนด์พฤติกรรมคนในยุคสังคม 4.0 ที่เสี่ยงต่อโรคทางกระดูกและข้อต่างๆ 4 ด้านในหัวข้อ “4 Pain Focus จับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ให้ชนะทุกข้อ” ได้แก่ นิ้วล็อกมือชาของฝากนักแชท, Text Neck Syndrome โรคฮิตในยุคสังคมก้มหน้า, ออกกำลังกายอย่างไรที่ช่วยชะลอข้อเข่าเสื่อมและการเสริมสร้างกระดูกเบอร์D ด้วยวิตามินดี ชะลอภาวะกระดูกพรุน” โดยมีแขกรับเชิญ โย-ยศวดี หัสดีวิจิตร ดาราสาวนักวิ่ง และเต้ย- พงศกร เมตตาริกานนท์ ดารานักแสดงที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ เสวนากับทีมแพทย์กระดูกและข้อ พร้อมด้วยกิจกรรม “แค่เราวิ่งก็เท่ากับได้ช่วย”กิจกรรมระดมทุนร่วมสานต่อพระปณิธานเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งด้อยโอกาส โดยเชิญชวนประชาชนมาร่วมวิ่งออกกำลังกายบนลู่วิ่งเพื่อสุขภาพกระดูกและข้อที่แข็งแรง ทุก 1 กิโลเท่ากับการร่วมบริจาค 200 บาทจากหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนเงินบริจาค หรือสามารถร่วมบริจาคผ่านการสนับสนุนเสื้อออกกำลังกายโครงการ “เช็คทุกจุด ชนะทุกข้อ” ราคา 300 บาท รายได้ทั้งหมดสมทบทุนโครงการสานต่อที่พ่อให้ทำเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งด้อยโอกาส โรงพยาบาลจุฬาภรณ์

GOOD NEWS : ยิ้มกันวันอาทิตย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377470

GOOD NEWS : ยิ้มกันวันอาทิตย์

GOOD NEWS : ยิ้มกันวันอาทิตย์

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้ามกำแพง : ผู้อพยพซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคาราวานผู้อพยพจากอเมริกากลางหลายพันคนที่หวังเดินทางข้ามพรมแดนเข้าไปยังสหรัฐ นั่งบนกำแพงที่กั้นระหว่างพรมแดนเม็กซิโกกับสหรัฐ ที่เมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโก

ทุบให้เละ : นักเคลื่อนไหวและสมาชิกพรรคแนชนัลลิสต์ของบังกลาเทศ ทุบทำลายรถตำรวจพังเสียหาย ระหว่างการชุมนุมประท้วงตามท้องถนนในกรุงธากา

หาผู้สูญหาย : คาเรน แอตกินสัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยสหรัฐ พร้อมเจ้าเอ็คโต่สุนัขดมกลิ่น หยอกล้อกันด้านหน้ารถตู้ที่ถูกไฟป่าเผาไหม้เสียหาย ระหว่างค้นหาผู้สูญหายจากเหตุไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐแคลิฟอร์เนียในเมืองพาราไดซ์ ที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 66 คนแล้ว

ปลิวว่อน : จรวดที่กลุ่มนักรบฮามาสยิงจากดินแดนฉนวนกาซาในปาเลสไตน์ข้ามมายังอิสราเอล ลอยว่อนเต็มท้องฟ้าใกล้เมืองแอชคาลอนของอิสราเอล ที่มีพรมแดนติดกับฉนวนกาซา แต่ Iron Dome ระบบป้องกันจรวดและขีปนาวุธของอิสราเอล ยิงขีปนาวุธสกัดเอาไว้ได้

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Chiado Museum

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377472

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Chiado Museum

แหวกฟ้าหาฝัน : Sculpture in Chiado Museum

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

Cholera Morbid by Victor Bastos

ผลงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มิวเซียมด้านศิลปะมักมีเป็นประจำ แต่จะแยกเป็นสัดส่วนหรือจัดรวมกันไปก็คือ งานประติมากรรม งานประติมากรรมเป็นสาขาหนึ่งของทัศนศิลป์ที่จัดแสดงในรูป 3 มิติ
ต้นตำรับของงานประติมากรรมมักมาจากการแกะสลัก และการปั้นโดยอาศัยวัสดุจากหิน เหล็ก กระเบื้อง และไม้ เมื่อโลกวิวัฒนาการดีขึ้น งานประติมากรรมก็ทำจากวัสดุที่มีความหลากหลายมากขึ้นได้ อย่างไรก็ดีงานประติมากรรมจากวัสดุที่มีความแข็งสูง เช่น หินและโลหะ ย่อมมีความคงทนได้ดีกว่าวัสดุอื่นๆ ดั้งเดิมนั้นงานประติมากรรมมักถูกจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในเรื่องเกี่ยวกับศาสนาเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้เพราะต้นทุนในการจัดทำมีค่าใช้จ่ายสูงจวบจนคหบดีเริ่มมีมากขึ้น งานประติมากรรมเพื่อคนทั่วไปจึงเริ่มแพร่หลายมากขึ้น และแผ่ขยายไปสู่ด้านอื่นๆ เช่น สังคม และวัฒนธรรม

ใน Chiado Museum ก็มีงานของนักประติมากรรมดีๆ อยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักประติมากรรมชาวโปรตุกีส และที่นี่ยังจัดงานประติมากรรมไว้เป็นหมวดหมู่ต่างหากโดยไม่ปะปนกับงานจิตรกรรมเฉกเช่นเดียวกันกับมิวเซียมศิลปะใหญ่ๆ ในปารีสซึ่งทำให้ง่ายต่อการดูและศึกษา เช่น Francisco Franco de Sousa นักประติมากรรมรุ่นใหม่คนแรกของโปรตุเกส และนักประติมากรรมที่โดดเด่นที่สุดในทศวรรษที่ 1920 งานของเขาในช่วงทศวรรษที่ 1920 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดในการยกระดับประวัติศาสตร์งานประติมากรรมของโปรตุเกสโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Monument to Goncalves Zarco เขาเกิดในครอบครัวคนมีเงิน เขาทำงานเกี่ยวกับไม้กับบิดา และเข้าเรียน School of Fine Art ที่ลิสบอนเมื่ออายุได้ 15 ปี ต่อมาเข้าย้ายไปอยู่ปารีสเพื่อศึกษางานของ Auguste Rodin

Cholera Morbid by Victor Bastos detail

เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นเขาย้ายกลับมาอยู่โปรตุเกสและได้สร้างสรรค์อนุสาวรีย์ขึ้น 4 แห่ง หลังสงครามโลกสิ้นสุดลง เขาย้ายกลับไปฝรั่งเศส และไปอยู่กับ Modigliani และพัฒนาผลงานขึ้นใหม่จนมีการจัดแสดงผลงานที่ Salon d’Automne และ Society National of Fine Art หลังจากนั้นเขาย้ายไปอยู่โรมและกลับมาโปรตุเกสอีกครั้งเพื่อช่วยทำอนุสาวรีย์ ในช่วงทศวรรษที่ 1930 เขาเป็นศิลปินที่ได้รับการเรียกร้องให้มีส่วนในการจัดตั้งอนุสาวรีย์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศนักท่องเที่ยวจะเห็นว่า งานของ Franco ใน ChiadoMuseum ส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็น The Girl, French Girl หรือ Girl Head ล้วนได้รับอิทธิพลมาจาก Auguste Rodin ทั้งนั้น ยกเว้น Bust of The Painter ที่นักท่องเที่ยวที่คุ้นเคยกับงานของ Modigliani ที่มีลักษณะแบนๆ ยาวๆ จะทราบดีว่า งานชิ้นนี้ของ Franco ได้รับอิทธิพลจากModigliani อย่างไม่ต้องสงสัย

Victor Bastos นักประติมากรรมชาวโปรตุกีส เขาเริ่มต้นชีวิตศิลปินด้วยการเรียนจิตรกรรมกับ Antonio Manuel da Fonseca แล้วย้ายไปจบการศึกษาทางด้านการเขียนที่ฝรั่งเศส เขาสามารถชนะรางวัลที่สามกับงานจิตรกรรมของเขาจาก Academia Real de Belas Artes ในขณะยังเป็นนักเรียนอยู่ และย้อนกลับมาเป็นครูสอนภาพร่างที่มหาวิทยาลัย Coimbra โปรตุเกส เนื่องจากเขาเป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับงานประติมากรรมอยู่เนืองๆ เขาจึงได้รับเชิญเข้าเป็นผู้ร่วมทีมฟื้นฟูงานประติมากรรมแห่งชาติของโปรตุเกส นับจากนั้นมาเขาก็มีส่วนร่วมกับการสร้างอนุสาวรีย์ต่างๆ อีกมากมายให้กับโปรตุเกส นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าใน Chiado Museum มีงานของ Victor Bastos ชิ้นเด่นคือ Cholera Morbid เป็นงานที่สะท้อนถึงความหวาดกลัว และความเชื่อ ศิลปินพยายามที่จะสร้างสรรค์ฉากเกี่ยวกับความสูญเสียผ่านเสื้อผ้า ท่าทาง สีหน้าของตัวละครตามแนวทางศิลปะอย่าง NeoClassic การจัดวางโครงเรื่องในภาพเป็นการแสดงอารมณ์ที่ตรงข้ามกันระหว่างความหวาดกลัวต่อความตาย และความกลมกลืนกันของความเชื่อเสมือนหนึ่งการแบ่งระหว่างชีวิตและความตาย และยังเป็นการสะท้อนถึงความเชื่อโบราณที่ว่า มนุษย์มิได้เป็นผู้กำหนด ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างโดดเด่นสังเกตจากสีหน้าและความอ่อนช้อยของท่าทางตัวละครราวกับกำลังโลดแล่นออกจากแผ่นหินเลยทีเดียว

Bust of Camoes by A-Victor Bastos

Bust of Camoes by A-Victor Bastos

Bust of the painter by Francisco Franco

Bust of the painter by Francisco Franco

French Girl by Francisco Franco

French Girl by Francisco Franco

Girl Head by Francisco Franco

Girl Head by Francisco Franco

The Girl by Francisco Franco

The Girl by Francisco Franco

Health News : เอเชียมีทั้งคนขาดสารอาหารและคนอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377480

Health News : เอเชียมีทั้งคนขาดสารอาหารและคนอ้วน

Health News : เอเชียมีทั้งคนขาดสารอาหารและคนอ้วน

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

รายงานของหลายหน่วยงานในสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ทั้งองค์การอาหารและยาแห่งสหประชาชาติ องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ โครงการอาหารโลก และองค์การอนามัยโลก ระบุว่า เมืองที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในเอเชียมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่ขาดสารอาหารและที่เป็นโรคอ้วน จากข้อมูลพบว่าพื้นที่นี้มีผู้ขาดสารอาหารกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ขาดสารอาหารทั้งหมด 821 ล้านคนทั่วโลก ความพยายามลดการขาดสารอาหารมีความคืบหน้าน้อยมาก หนึ่งในสามของคนในเขตเมืองอาศัยอยู่ในชุมชนแออัดที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการและมาตรการความช่วยเหลือ อีกทั้งตลาดและร้านค้าริมทางที่เป็นแหล่งอาหารราคาถูกของคนจนก็ถูกจำกัดมากขึ้น ขณะเดียวกัน เด็กในภูมิภาคนี้เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลกและมีผู้ใหญ่กว่า 1 ใน 8 คนเป็นคนอ้วน เพราะอาหารแปรรูปเต็มไปด้วยเกลือน้ำตาลและไขมันมีวางขายไปทั่ว ยูเอ็นระบุว่า ที่ผ่านมาการขยายตัวเป็นเขตเมืองเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่ควบคู่ไปกับมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่หากจัดการไม่ดีจะทำให้ระบบด้านอาหารทั้งหมดล้มเหลว

กรมการท่องเที่ยวรุกใช้สื่อออนไลน์สร้างองค์ความรู้ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/377487

กรมการท่องเที่ยวรุกใช้สื่อออนไลน์สร้างองค์ความรู้ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

กรมการท่องเที่ยวรุกใช้สื่อออนไลน์สร้างองค์ความรู้ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เร่งเสริมสร้างองค์ความรู้และสร้างภาคีเครือข่ายกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาและดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวของไทย ให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจัดทำวีดิทัศน์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวประเภทต่างๆ สู่สาธารณชน โดยเน้นการเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ทั้ง เว็บไซต์ เฟซบุ๊ค บล็อกเกอร์ ทวิตเตอร์ ยูทูบ ไลน์ทีวี ฯลฯ

อนันต์ วงศ์เบญจรัตน์ อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยในปี พ.ศ. 2560 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยถึง 35 ล้านคนสร้างงานสร้างรายได้จำนวนมหาศาล และกระจายไปยังทุกภาคส่วนรวมถึงชุมชน/ท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ ปัญหาสำคัญคือ แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ต้องรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากมีความเสื่อมโทรมลง และบางแห่งมีการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวสูงมากจนเกินขีดความสามารถในการรองรับ ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ขยะ น้ำเสีย มลพิษตามมา แต่เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ กรมการท่องเที่ยวอาจดูแลไม่ทั่วถึง จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างองค์ความรู้และสร้างภาคีเครือข่ายกับทุกภาคส่วนในการพัฒนาและดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวของไทยให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคตกรมการท่องเที่ยวจึงมีนโยบายให้กองพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืนโดยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยวประเภทต่างๆสู่สาธารณชน เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวของประเทศให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน รวมทั้งร่วมกันดูแลรักษาและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ทั่วประเทศให้มีความสะอาด สะดวก ปลอดภัย ได้เอกลักษณ์ ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยได้มีการจัดทำวีดิทัศน์รณรงค์ให้ประชาชนทุกภาคส่วนช่วยกันดูแลรักษาแหล่งท่องเที่ยวและเป็นเจ้าบ้านที่ดี เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวผ่านสื่อออนไลน์ เช่น เว็บไซต์ เฟซบุ๊ค บล็อกเกอร์ ทวิตเตอร์ยูทูบ ไลน์ทีวี เป็นต้น

ทั้งนี้ วีดิทัศน์เรื่องดังกล่าวมีดารานักแสดง เต้-ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์ เป็นตัวเดินเรื่อง นำผู้ชมเข้าไปสัมผัสกับแหล่งท่องเที่ยวที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยอัธยาศัยไมตรีและความประทับใจ เช่น ชุมชนบ้านถ้ำรงค์ เพชรบุรี คลองรางจระเข้ จ.พระนครศรีอยุธยา ตลาดบ้านหัวตะเข้ กทม. บ้านไผ่ตอง จ.นครปฐม เป็นต้น และจะเริ่มออกอากาศเผยแพร่ในหลากหลายช่องทางในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป