‘ปศุสัตว์’เข้ม! ตรวจพบสารพันธุกรรมเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร จากไส้กรอกยึดจากนทท.จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379295

'ปศุสัตว์'เข้ม! ตรวจพบสารพันธุกรรมเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร จากไส้กรอกยึดจากนทท.จีน

‘ปศุสัตว์’เข้ม! ตรวจพบสารพันธุกรรมเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร จากไส้กรอกยึดจากนทท.จีน

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 16.51 น.

กรมปศุสัตว์วางมาตรการเข้มงวดป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร สามารถตรวจยึดไส้กรอกปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อฯ จากนักท่องเที่ยวชาวจีน และเร่งซ้อมแผนรับมือ หากพบสุกรป่วยตายผิดปกติแจ้งเจ้าหน้าที่โดยด่วนแม้ไม่ติดต่อสู่คนแต่ก่อความเสียหายร้ายแรงต่อเศรษฐกิจ

26 พ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิส ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าได้รับรายงานจากสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ถึงผลการตรวจยืนยันด้วยวิธี Realtime-PCR  และ Sequencing พบการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในผลิตภัณฑ์ไส้กรอกที่ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ตรวจยึดน้ำหนักประมาณ 800 กรัม จากนักท่องเที่ยว ที่เดินทางจากเมืองเฉินตู สาธารณรัฐประชาชนจีน ด้วยสายการบินเสฉวนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 3U8287 และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตามมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดในสินค้าและนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่พบการระบาดของโรค เป็นการควบคุมป้องกันโรคมิให้เข้ามาระบาดภายในประเทศ

สำหรับการตรวจพบการปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อดังกล่าวในผลิตภัณฑ์จากสุกรที่นักท่องเที่ยวนำติดตัวมา ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่สามในเอเชียต่อจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่สามารถตรวจพบภัยคุกคามดังกล่าวได้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ในวันนี้กรมปศุสัตว์ได้จัดการซ้อมแผนการรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรตามแผนที่ได้จัดทำขึ้นแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานนับตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงสำนักงานปศุสัตว์เขตในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน รวมทั้ง ภาคเอกชนได้สนับสนุนงบประมาณในการเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันโรคเข้าประเทศที่ด่านกักกันสัตว์ต่างๆในพื้นที่เสี่ยง ในส่วนของภาคราชการเองได้กำหนดมาตรการที่เข้มงวดหลายมาตรการ อาทิเช่น การชะลอการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสุกรที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่พบการระบาดของโรค การเตรียมความพร้อมของห้องปฏิบัติการและเครือข่ายในการตรวจวินิจฉัยให้มีความถูกต้องและรวดเร็ว การเข้มงวดตรวจสอบสัมภาระของนักท่องเที่ยวที่อาจมีการลักลอบนำผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงเข้ามาในประเทศไทยซึ่งมีผลการตรวจยึดได้เป็นจำนวนมาก การเข้มงวดตรวจจับและหาข่าวการลักลอบนำเข้าสุกรและผลิตภัณฑ์ผ่านเข้ามาทางชายแดนประเทศเพื่อนบ้านโดยประสานความร่วมมือกับหน่วยความมั่นคงต่างๆ รวมทั้งเร่งสร้างความรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรแก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรผ่านรูปแบบการประชุมและการซ้อมแผนในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง

ทั้งนี้ นอกจากจะมีการกำหนดมาตรการหรือกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจนแล้ว กรมปศุสัตว์มีความจำเป็นต้องยกระดับและให้ความสำคัญต่อโรคดังกล่าว พร้อมผลักดันผ่านรัฐบาลให้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อบูรณาความร่วมมือและทรัพยากร รวมทั้งงบประมาณจากหน่วยงานต่างๆในการควบคุม ป้องกันโรคมิให้เข้ามายังประเทศไทยได้ เนื่องจากโรคดังกล่าวนี้ไม่ติดต่อสู่คนแต่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางด้านอาหาร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี  2561 องค์การสุขภาพสัตว์โลก รายงานการพบโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever) ในประเทศต่างๆทั่วโลกจำนวน 16 ประเทศ จำแนกเป็นทวีปยุโรป 11 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และล่าสุดที่ทวีปเอเชีย 1 ประเทศคือสาธารณรัฐประชาชนจีนที่พบการระบาดในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อเป็นการควบคุมป้องกันโรคมิให้เข้ามาระบาดภายในประเทศจากการเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ภายในภูมิภาค และเชื้อปนเปื้อนมากับคนและอาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสุกรที่ไม่ผ่านการปรุงสุกเพื่อการบริโภค กรมปศุสัตว์จึงได้กำหนดมาตรการการตรวจสอบที่เข้มงวดในสินค้าและนักท่องเที่ยวที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่พบการระบาดของโรค  อีกทั้งรัฐบาลไทยโดยกรมปศุสัตว์ร่วมกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรพร้อมทั้งองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง มีความตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการผลิตสุกรของไทยหากเกิดการระบาดโรคในประเทศไทย จึงได้บูรณาการความร่วมมือในการจัดทำแผนรับมือโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเพื่อให้การจัดทำแผนมีความคลอบคุม ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับจากทุกภาคส่วน

ท้ายที่สุดนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ขอให้เกษตรกรมีความมั่นใจในการดำเนินงานที่เข้มงวดของปศุสัตว์ในการป้องกันโรคมิให้เข้ามาสร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการผลิตสุกรของประเทศไทย รวมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรให้ยกระดับการเลี้ยงสุกรให้มีระบบการป้องกันโรคที่ดีตามมาตรฐาน GAP และหากเป็นรายย่อยให้ใช้มาตรฐานการป้องกันและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (GFM) ตรวจสอบแหล่งที่มาของสุกรก่อนเข้าฟาร์ม ร่วมกับการจัดการด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ใช้เศษอาหารที่มาสุกรนำมาเลี้ยงสุกรหรือนำผลิตภัณฑ์ที่มาจากสุกรเข้าฟาร์มโดยเด็ดขาดรายย่อยที่มีจำเป็นต้องใช้เศษอาหารเลี้ยงสุกรให้ต้มให้สุกก่อน ซึ่งจะช่วยป้องกันการนำโรคเข้าสู่ฟาร์มได้ นอกจากนี้ให้สังเกตอาการสุกรอย่างใกล้ชิด  หากพบสุกรแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูง เบื่ออาหาร ผิวหนังเป็นปื้นแดงและต่อมาเป็นสีเขียวคล้ำ พบภาวะแท้งในแม่สุกรและมีจำนวนสุกรตายผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ call center 063-225-6888 หรือที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

‘กฤษฎา’สั่งกยท.เพิ่มจุดรับซื้อ’น้ำยางสด’เข้าโครงการถนนยางพารา ชี้ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379265

'กฤษฎา'สั่งกยท.เพิ่มจุดรับซื้อ'น้ำยางสด'เข้าโครงการถนนยางพารา ชี้ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

‘กฤษฎา’สั่งกยท.เพิ่มจุดรับซื้อ’น้ำยางสด’เข้าโครงการถนนยางพารา ชี้ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.40 น.

“กฤษฎา”สั่งกยท.เพิ่มจุดรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรในพื้นที่ทำสวนยางโดยตรง เข้าโครงการถนนยางพารา ตั้งเป้าใช้น้ำยาง 9.6 แสนตัน ชี้อปท.ทั่วประเทศ หนุนงบทำถนนยางกว่า8หมื่นหมู่บ้าน ได้ประโยชน์ตกกับท้องถิ่น ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม

26 พ.ย.61 นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าขณะนี้เกษตรและสหกรณ์ (กษ.) จังหวัด และผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จังหวัด รายงานว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายจังหวัดแจ้งสนับสนุนงบประมาณเพื่อเข้าร่วมโครงการใช้ยางหน่วยงานรัฐ ทำถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพารา ซี่งมีพื้นที่นำร่องแล้ว อาทิ หนองบัวลำภู สงขลา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ตรัง อุทัยธานี ทั้งนี้ ขอความร่วมมือ อปท.ทั่วประเทศ ใช้งบประมาณเหลือจ่าย งบประมาณสะสม หรืองบอื่นๆ มาสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราในตำบลและหมู่บ้านกว่า 8 หมื่นแห่งๆ ละ 1 กิโลเมตร จะใช้น้ำยาง 12 ตัน รวมทั่วประเทศใช้น้ำยางพาราไม่น้อยกว่า 9.6 แสนตัน พร้อมกับได้สั่งการให้ กยท.พิจารณาเพิ่มจุดรับซื้อน้ำยางสดในจังหวัดอื่น ที่ยังไม่มีจุดรับซื้อด้วยเพื่อจะได้ใช้ผลผลิตยางจากเกษตรกรในท้องถิ่น ซึ่งหาก อปท.สนับสนุนโครงการนี้ จะทำให้ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้นได้ตามเป้าหมาย ซึ่งเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นและทุกชุมชนในท้องถิ่นได้รับประโยชน์โดยตรง

สำหรับ จ.อุทัยธานี มีสถาบันเกษตรกรที่ทำสวนยางพารา แต่ขายเป็นยางแผ่นดิบ จึงไม่มีจุดรับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่ ในเบื้องต้นจึงประสานไปยัง กยท.จังหวัดระยอง จันทบุรี และตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใกล้ที่สุดเพื่อขอรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกร อย่างไรก็ตาม ถ้า อปท.ที่เข้าร่วมโครงการมีเป็นจำนวนมากจะหาแนวทางให้สหกรณ์ชาวสวนยางเปิดเป็นจุดรับซื้อน้ำยางสดเพื่อเกษตรกรในพื้นที่จะขายน้ำยางได้ในราคาสูงขึ้น อีกทั้งสามารถลดต้นทุนค่าขนส่งลงได้

ในส่วนถนนตัวอย่างที่ดำเนินการแล้ว คือ ถนนคันคลองชลประทาน ต.ทุ่งโพ อ.หนองฉาง ดำเนินการโดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งกรมชลประทานจัดทำโดยใช้งบประมาณจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน เดิมเป็นถนนแอสฟัลท์ซึ่งทรุดโทรมแล้ว จึงปรับปรุงผิวทางโดยทำรูปแบบงานยางพาราแอสฟัลท์ติกคอนกรีต ซึ่งนำยางมะตอยเดิมมารีไซเคิล ปั่นผสมซีเมนต์และหินคลุกพร้อมบดอัดแน่น ราดไพร์มโคท แล้วขั้นตอนสุดท้ายจึงราดยางพาราแอสฟัลท์เป็นผิวทาง ความยาว 7.918 กิโลเมตร งบประมาณ 40 ล้านบาท โดย กยท.จังหวัดพร้อมนำเสนอแบบก่อสร้าง สูตรผสมในการทำถนนได้ทั้งในแบบถนนงานยางพาราแอสฟัลท์ติกคอนกรีต และถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราซึ่งใช้ยางพาราผสมกับลูกรังและปูนซีเมนต์ ในสูตรผสมยางพาราประมาณ 12 ตันต่อกิโลเมตร ต่อความกว้างถนน 6 เมตร เป็นผิวทางเช่นกัน

นายกฤษฎา กล่าวว่า จากที่มีข้อเสนอของสถาบันเกษตรกรที่ต้องการให้ อปท.รับซื้อน้ำยางสดในราคากิโลกรัมละ 60 บาท โดยขณะนี้ราคาซื้อขายน้ำยางสดที่ตลาดกลาง กยท.อยู่ที่กิโลกรัมละประมาณ 37 บาทนั้น มีตัวอย่างจาก จ.หนองบัวลำภู ซึ่ง ผอ.กยท.หนองบัวลำภู รายงานว่า การซื้อขายน้ำยางสดจะคิดที่ราคาน้ำยางข้น 60% โดยวันที่ 15 พ.ย.ซึ่ง อบจ.หนองบัวลำภู รับซื้อน้ำยางสดจากสหกรณ์ 1,200 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 26.67 บาท กลุ่มเกษตรกรมีรายได้ 32,004 บาท ทั้งนี้ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการนำแอมโมเนียและสารกันกอกเพื่อป้องกันยางจับตัวเป็นก้อนมาผสม รวมทั้งค่าขนส่งซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นอีก 10.23 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งในวันเดียวกันนั้นที่ตลาดกลางยางพาราสงขลาน้ำยางข้น 60% อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาท ดังนั้น หากขายน้ำยางสด 1,200 กิโลกรัม ตามเปอร์เซ็นต์เนื้อยางแห้ง ซึ่งเท่ากับ 348.16 กิโลกรัม ตามราคาตลาดกลางสงขลา จะขายได้ 12,533.76 บาท เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ราคาที่สหกรณ์ขายให้ อบจ.หนองบัวลำภู อยู่ที่กิโลกรัมละ 55.31 บาท สูงกว่าตลาดกลางสงขลาถึง 19.31 บาทต่อกิโลกรัม

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379112

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

รายงานพิเศษ : ‘หอมมะลิไทย’พันธุ์ดีแต่ดูแลไม่ดีก็หอมน้อยลงได้

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวหอมมะลิไทยที่มีชื่อเสียงในการส่งออกมากที่สุด คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 รองลงมาคือ กข15 โดยเฉพาะนางเอกตลอดกาล คือ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ครองความนิยมในใจของผู้บริโภคมานาน 60 ปี นับตั้งแต่ผ่านการรับรองพันธุ์ นอกจากรูปลักษณ์ที่เป็นข้าวสุกขาว นุ่มแล้ว ยังมีเสน่ห์ความหอมที่เป็นเอกลักษณ์ แม้มีพันธุ์ข้าวหอมใหม่ๆ รับรองพันธุ์ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบเท่า ทว่าในระยะหลังปัญหาข้าวหอมมะลินั้นมักจะมีคำถามว่า “ทำไมข้าวหอมในปัจจุบันน้อยลง?” จนสาวลึกไปจนถึง “เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกมีคุณภาพดีเหมือนเดิมหรือไม่?”

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล อธิบดีกรมการข้าว หัวเรือใหญ่เรื่องนี้ และทำการวิจัยเกี่ยวกับคุณภาพของข้าวหอมมะลิได้ไขข้อข้องใจ ดังนี้

ประเด็นแรก คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในปัจจุบัน กรมการข้าวมีงานวิจัยเรื่องความหอมข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยืนยันแล้วว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าวไม่พบว่ามีความแปรปรวนของลักษณะสรีระและทางพันธุกรรมรวมทั้งลักษณะทางการการเกษตรแต่อย่างใด และได้พิสูจน์ความหอมแล้วยังมีความหอมเหมือนเดิมไม่น้อยลง

ประเด็นที่สอง ปัญหาความหอมของข้าวที่ลดลง จากงานวิจัยที่ทำการศึกษา พบว่า คุณภาพเมล็ดทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และความหอมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบนมีความแปรปรวนโดยเฉพาะความหอม ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว

นั่นเป็นเพราะพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เป็นพันธุ์ที่ได้จากการคัดเลือกจากพันธุ์พื้นเมืองที่ปรับตัวได้ดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง ต้นสูง ฟางข้าวอ่อนล้มได้ง่าย ดังนั้น จึงเหมาะที่จะปลูกในพื้นที่ดินทรายมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ในช่วงข้าวออกดอกซึ่งเป็นระยะที่ข้าวสะสมแป้งน้ำในนาจะซึมลงใต้ดิน ทำให้น้ำไม่ขังแปลง เกิดสภาวะที่เหมาะสมต่อการสร้างสารหอมระเหย 2 AP (2-Acetyl-1-Pyrroline) จึงทำให้พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 มีความหอมมาก อีกทั้งในช่วงข้าวสะสมแป้งเป็นช่วงฤดูหนาวอากาศเย็น หากปีใดมีอากาศเย็น (อุณหภูมิ 20 – 25 องศาเซลเซียส) ในช่วงระยะเวลายาวนานจะทำให้สารหอมระเหยในข้าวจะคงอยู่ในเมล็ดข้าวได้มาก ผลผลิตข้าวปีนั้นจะหอมมากกว่าปีที่มีอากาศร้อน

แล้วเราจะมีการจัดการปลูกข้าวหอมให้มีคุณภาพและความหอมที่ดีที่สุดอย่างไร เรื่องนี้ ดร.กฤษณพงศ์มีคำตอบว่า

1.การจัดการน้ำ การระบายน้ำออกจากแปลงนาหลังระยะออกดอก 7 วัน จะทำให้การสร้างสารหอมระเหยสูงขึ้น คุณภาพการสี และคุณภาพหุงต้มรับประทานดีขึ้น

2.การจัดการธาตุอาหาร ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือ ปุ๋ยพืชสด รวมทั้งการจัดการธาตุอาหารในดิน ธาตุหลัก ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแตสเซียม และธาตุรอง ได้แก่ แคลเซียม ซัลเฟอร์ แมงกานีส และแมกนีเซียมที่เหมาะสมตามความต้องการของแต่ละชุดดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะทำให้ข้าวสร้างสารหอมระเหยสูงขึ้น

3.การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อช่วยรักษาความหอมให้สูง ต้องเก็บเกี่ยวข้าวในระยะพลับพลึง ในระยะ 25-30 วัน หลังออกดอก การลดความชื้นโดยการตากแดด 2 แดด หรืออบด้วยอุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส นาน 8 ชั่วโมง หรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 2 วัน

4.การจัดการเก็บรักษาข้าวสารเพื่อช่วยรักษาความหอมข้าวให้นานขึ้น โดยสภาพปกติเก็บควรเก็บข้าวสารไม่เกิน 5 เดือน หากเป็นไปได้เก็บในที่ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียส จะเก็บได้ยาวนานกว่าสภาพปกติและคงคุณภาพที่ดีกว่า

ในเรื่องนี้ ดร.กฤษณพงศ์ยังได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวที่อยู่ในพื้นที่ได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรในการปลูกข้าวหอมมะลิให้ได้คุณภาพ ตั้งแต่การใช้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ จนกระทั่งถึงกระบวนการเก็บเกี่ยวซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อปัจจัยความหอมของข้าวทั้งสิ้น

ถามว่า สถานการณ์ผลิตข้าวหอมมะลิปัจจุบันนี้เอื้อต่อการรักษาคุณภาพความหอมหรือไม่ มีข้อสังเกตว่า กระบวนการผลิตข้าวในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากในอดีตหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเครื่องเกี่ยวนวดมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น ทำให้ข้าวที่เกี่ยวได้มีความชื้นสูงกว่าการเกี่ยวด้วยมือและตากให้แห้งก่อนนำเข้าโรงสี ในขณะที่ข้าวที่ได้จากเครื่องเกี่ยวนวดจะต้องนำไปลดความชื้นอย่างถูกต้องและรวดเร็วจึงจะทำให้คุณภาพที่ดีได้มาตรฐานดังนั้น ความหอมของข้าวหอมมะลิในปัจจุบันต้องผ่านขบวนการอบลดความชื้น จึงทำให้มีโอกาสที่จะมีแนวโน้มทำให้ความหอมน้อยลงไปจากขบวนการผลิตข้าวแบบดั้งเดิม

ชายคาพระพิรุณ : 26 พฤศจิกายน 2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379108

586851

ชายคาพระพิรุณ : 26 พฤศจิกายน 2561

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

การดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เกษตรกรที่ร่วมโครงการมีการบริหารจัดการร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ นำไปสู่การลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ มีการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร เพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการตลาดได้ โดยแนวทางการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ จะยึดพื้นที่เป็นหลัก มีการดำเนินงานในลักษณะบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมๆ ไปกับการร่วมมือร่วมใจของเกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มการผลิต มีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ ในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน มีแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 4,663 แปลง เกษตรกร 315,897 ราย พื้นที่ 5.41 ล้านไร่ ในการดำเนินงานระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่นั้นได้เน้นเรื่องตลาดนำการผลิตเป็นสำคัญ ทำให้ปัจจุบันแปลงใหญ่ที่ดำเนินการปี

สำหรับปี 2562 นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นคนปลุกปั้น และมีส่วนสำคัญในการออกแบบแนวทางปฏิบัติของโครงการเกษตรแปลงใหญ่ มาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนถือว่ามีความเชี่ยวชาญในการส่งเสริมและต่อยอดเกษตรแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น ปีนี้เมื่อรับหน้าที่อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จึงมีความพร้อมมากที่จะทำงานต่อได้ทันที และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เรียกเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ ในระดับเขต ทั้ง 9 เขต เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ จากสำนักงานเกษตรจังหวัด 77 จังหวัด รวมทั้งผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ของสำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร รวมกว่า 200 คน มาสัมมนาเชิงปฏิบัติการแนวทางการดำเนินงานโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้กับผู้รับผิดชอบงานแปลงใหญ่ในทุกระดับ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเข้าใจในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ และใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่บรรลุเป้าหมายโครงการ…

ด้านกรมหม่อนไหม โดย นางสาวศิริพร บุญชู รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม เป็นปลื้ม หลังจากส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่ภาคเหนือภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืนปี 2561เป้าหมายเกษตรกร 800 ราย แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ (1) กิจกรรมการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 200 ราย และ (2) กิจกรรมเลี้ยงไหมเพื่อผลิตแผ่นใยไหม 600 ราย มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาตามนโยบายการทวงคืนผืนป่า เร่งฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และลดปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมีเนื้อที่กว่า 9 แสนล้านไร่ แล้วพบว่าสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงไหมอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 6,000 บาท/เดือน และมีรายได้จากการเลี้ยงไหมผลิตแผ่นใยไหมไม่น้อยกว่าเดือนละ 10,000 บาท จึงนับว่าเป็นโอกาสดีของเกษตรกร ที่ปรับเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพราะนอกจากเกษตรกรจะมีรายได้แล้วยังสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการสร้างป่าต้นน้ำทวงคืนผืนป่าและลดการบุกรุกพื้นที่ป่าจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกด้วย…

ขุนเกษตรา

สภาเกษตรกรฯผนึกกำลังสอท. สร้าง‘ผู้ประกอบการสมัยใหม่’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379109

x

สภาเกษตรกรฯผนึกกำลังสอท. สร้าง‘ผู้ประกอบการสมัยใหม่’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยมักประสบปัญหาหลักด้านการตลาด ขายได้ในราคาที่เป็นธรรม ถูกเอารัดเอาเปรียบไม่สามารถต่อรองราคาได้ทำให้เกิดปัญหาด้านหนี้สินตามมา สภาเกษตรกรแห่งชาติจึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านการตลาด เป็นการพัฒนาภาคเกษตรให้ผลิตสินค้าคุณภาพเพื่อการส่งออก และพัฒนาผลผลิตไปสู่การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีมาบริหารจัดการผลผลิตและผลิตภัณฑ์ ให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด นับเป็นความร่วมมือที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งทั้งภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรมเกษตรในอนาคต

ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า การร่วมมือครั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมกับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากภาคเกษตรกรรม รวมทั้งมีแผนที่จะร่วมมือส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการด้านการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agri Entrepreneur) ให้มากขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภาคเกษตรควบคู่ภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่ง สอท. ได้มอบหมายให้ สถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร จัดทำโครงการยกระดับการพัฒนาคุณภาพสินค้าและการผลิตทางด้านการเกษตรต่างๆ ให้เข้าถึงอุตสาหกรรมการเกษตรสมัยใหม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรใหม่ๆ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตรมากขึ้น

ด้าน นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปทางการเกษตร ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด สร้างความสมดุลและเสถียรภาพให้กับราคาสินค้าเกษตร ช่วยยกระดับพัฒนาความรู้เกษตรกร รวมถึงการสร้างเครือข่าย ด้วยการผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ สู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพ

ยึดแนวพระราชดำริแก้น้ำท่วมนครฯ กรมชลเร่งขับเคลื่อนแผนงานให้แล้วเสร็จภายใน3ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379110

x

ยึดแนวพระราชดำริแก้น้ำท่วมนครฯ กรมชลเร่งขับเคลื่อนแผนงานให้แล้วเสร็จภายใน3ปี

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์ฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้ทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยกรมชลประทานได้เร่งระดมเครื่องสูบน้ำ เพื่อระบายน้ำท่วมในเขตตัวเมืองแล้ว

ทั้งนี้กรมชลประทานเคยได้ทำการศึกษาทางอุทกวิทยาพบว่า น้ำที่ท่วมตัวเมืองนครศรีธรรมราชมาจากคลองท่าดี ซึ่งคลองท่าดีจะไหลไปลงคลองต่างๆ และออกทะเลที่คลองท่าซักและคลองปากนคร แต่ทั้ง 2 คลองนี้ มีขีดความสามารถระบายน้ำรวมกันได้เพียง 268 ลบ.ม./วินาที ในขณะที่ปริมาณน้ำในคลองท่าดีช่วงฝนตกหนัก มีค่าเฉลี่ยในรอบ 25 ปี อยู่ที่ 750 ลบ.ม./วินาที ซึ่งมากกว่าขีดความสามารถของคลองท่าดีที่ระบายน้ำได้เพียง 100 ลบ.ม./วินาที จึงทำให้เกิดน้ำท่วมทุกปี

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา กรมชลประทาน ได้น้อมนำพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร มาดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งประกอบด้วยงานสำคัญ คือ การขุดคลองระบายน้ำสายใหม่ 3 สาย สามารถระบายน้ำได้ 650-750 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาที พร้อมกับปรับคลองวังวัว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการระบายน้ำเป็น 850 ลบ.ม.ต่อวินาที และปรังปรุงคลองหัวตรุด ให้สามารถระบายน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตเมืองนครศรีธรรมราชและลดพื้นที่น้ำท่วมได้ประมาณร้อยละ 90 ครอบคลุม 12 ตำบล มีประชาชนได้รับประโยชน์ 32,253 ครัวเรือน และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้ประมาณ 5.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 17,400 ไร่ โดยขณะนี้ได้สำรวจและออกแบบโครงการแล้วเสร็จแล้ว กำลังอยู่ระหว่างประชาสัมพันธ์และชี้แจงทำความเข้าใจกับราษฎรผู้ได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างโครงการ ซึ่งรัฐบาลได้เร่งรัดดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี (ปี 2561-2563) ตามมติคณะรัฐมนตรี วงเงินงบประมาณโครงการทั้งสิ้น 9,580 ล้านบาท

ผุดเครือข่ายเกษตรกรปลอดเผา สร้างเครือข่ายต้นแบบ70ตำบลภาคเหนือลดหมอกควัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379111

x

ผุดเครือข่ายเกษตรกรปลอดเผา สร้างเครือข่ายต้นแบบ70ตำบลภาคเหนือลดหมอกควัน

วันจันทร์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน มักประสบปัญหาหมอกควันปกคลุมและเกิดมลพิษทางอากาศเป็นประจำทุกปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่งทั้งพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร ดังนั้น จึงจำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ไขปัญหา

สำหรับปี 2562 มีเป้าหมายถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพแก่เกษตรกร จำนวน 15,720 ราย มุ่งเน้นสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเผาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้กลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเป็นจุดเรียนรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาการเผา ส่งเสริมให้มีการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรทดแทนการเผาทำลาย ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตจากเดิม มุ่งสู่การทำการเกษตรปลอดการเผาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา 70 ตำบลใน 10 จังหวัดภาคเหนือที่ประสบปัญหารุนแรง ประกอบด้วย น่าน เชียงราย ตาก ลำปาง พะเยา แพร่ เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และอุตรดิตถ์ และในพื้นที่ 16 จังหวัดนอกเหนือจาก 10 จังหวัดเดิม ที่มีพื้นที่การเผาสูง ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และอุดรธานี รวม 26 จังหวัด เพื่อให้เกษตรกรตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรแบบปลอดการเผา

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในด้านความรู้และทักษะเชิงกระบวนการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรปลอดการเผา รวมถึงระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงานเตรียมพร้อมรับมือช่วงวิกฤติหมอกควัน ปี 2562 โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่และเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 21-22 พฤศจิกายน 2561 ที่โรงแรมดิ อิมเพรส อ.เมือง จ.น่าน โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจากส่วนกลาง สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรและศูนย์ปฏิบัติการเข้าร่วม รวม 100 ราย

คิกออฟ8.8หมื่นหมู่บ้าน ผุดถนนดินซีเมนท์ผสมยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/379048

คิกออฟ8.8หมื่นหมู่บ้าน ผุดถนนดินซีเมนท์ผสมยางพารา

คิกออฟ8.8หมื่นหมู่บ้าน ผุดถนนดินซีเมนท์ผสมยางพารา

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 12.43 น.

“กฤษฏา”คิกออฟทุกหมู่บ้านกว่า 8.8 หมื่นแห่ง ทำถนนดินซีเมนท์ผสมยางพาราทั่วประเทศ  สั่งปลัด กษ.เร่งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ปูพรมซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกร

25 พ.ย.61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) หลายจังหวัด ได้ดำเนินการทำถนนดินซีเมนท์ผสมยางพารา ซึ่งมีจังหวัดที่เป็นต้นแบบ คือ หนองบัวลำภู สงขลา อุทัยธานี สุราษฏร์ธานี ตรัง และชุมพร กำลังเริ่มดำเนินการ ตนขอชื่นชมในความร่วมมือของหน่วยงาน หากใช้น้ำยางทำถนน ทำทุกหมู่บ้าน-ชุมชนทั่วประเทศกว่า 8.8 หมื่นแห่งๆละ 1 กิโลเมตร จะสามารถยกระดับราคายางได้ และเป็นกำลังใจข้าราชการทุกคนทุ่มเทช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนที่ประสบความความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วทั่วถึงทุกพื้นที่

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ตนได้สั่งการด่วนที่สุดให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ผู้บริหารหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯทุกพื้นที่ เรื่องการตรวจสอบติดตามปัญหาการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ โดยแจ้งผู้รับทราบ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทุกจังหวัด ว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพารา และขณะนี้ อปท.หลายแห่งได้เริ่มสนองนโยบายดังกล่าว โดยได้ใช้งบประมาณของ อปท.ไปจัดทำโครงการทำถนนด้วยยางพารา ขณะเดียวกันมีรายงานว่าการใช้เงินประมาณของ อปท.บางแห่งยังมีปัญหาการอนุมัติหรือการใช้จ่ายตามระเบียบว่าด้วยการงบประมาณของ อปท.นั้น

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลดังกล่าวข้างต้น เป็นไปด้วยความเรียนร้อยและมีประสิทธิภาพ จึงให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯและผู้เกี่ยวข้อง ดำเนินการให้เกษตรจังหวัด และ ผอ.กยท.จังหวัด ไปประสานงานกับท้องถิ่นจังหวัดเพื่อสอบถามผู้บริหาร อปท.หรือเจ้าหน้าที่ อปท.ในพื้นที่ว่าการจัดทำโครงการใช้ยางพาราของ อปท.ที่กำลังจะเริ่มดำเนินการหรือดำเนินการไปแล้วนั้น มีปัญหา อุปสรรคเรื่องการอนุมัติ การใช้งบประมาณตามระเบียบกฎหมายในประเด็นเรื่องใดหรือไม่ เช่น การใช้งบประมาณเหลือจ่าย การใช้งบประมาณเงินสะสมหรืองบประมาณอื่นๆของ อปท.หรือเงื่อนไขตามประกาศกำหนดราคากลาง ฯลฯ

พร้อมทั้งให้ลงไปตรวจสอบติดตามการทำถนน หรือโครงการใช้ยางพาราในโครงการอื่นๆในพื้นที่ว่ามีปัญหาในการจัดซื้อน้ำยางจากเกษตรกรหรือไม่รวมทั้งมีความก้าวหน้าอย่างไร พร้อมทั้งให้รายงานปัญหา อุปสรรค และความก้าวหน้าให้ กษ.ส่วนกลางทราบทุกระยะด้วย เมื่อกระทรวงเกษตรฯได้รับรายงานเรื่องปัญหาอุปสรรค ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และ รก.ผู้ว่า กยท.ได้ประสานกับปลัดกระทรวงมหาดไทย และ/หรืออธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมบัญชีกลาง เพื่อหารือในแนวทางการแก้ไขปัญหาให้หน่วยปฎิบัติในพื้นที่โดยเร็วอย่าชักช้าอย่างเด็ดขาด

“ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ยังต้องเร่งประสานงานกับปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทหรือหน่วยรัฐอื่นๆเพื่อหารือให้พิจารณาสนับสนุนการใช้ยางพาราในถนนสายรองต่างๆทั่วประเทศ โดยใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี 2561 หรือปี2562 หรืองบประมาณกลางปี(หากมี) ด้วย รวมทั้งเกษตรและสหกรณ์จังหวัดประสานงานกับหัวหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อขอให้พิจารณาเสนอผวจ.และคณะกรรมการพัฒนาเกษตรและสหกรณ์จังหวัด สนับสนุนให้ใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายจากงบประมาณพัฒนาจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัดมาใช้ในโครงการการใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐตามนโยบายของรัฐบาลอีกทางหนึ่งด้วย” นายกฤษฏา กล่าว

นอกจากนี้ผู้ตรวจราชการกระทรวงฯทุกเขตได้ออกไปตรวจติดตามการดำเนินงานตามโครงการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐในพื้นที่จังหวัดตามรายละเอียดดังกล่าวโดยใกล้ชิดทั้งนี้ให้ถือว่าการตรวจราชการตามโครงการนี้เป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่ต้องให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษด้วย จึงขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯวางระบบการตรวจและติดตามผลการตรวจราชการครั้งนี้ให้เป็นระบบเพื่อให้รัฐบาลและรมว.เกษตรฯ ได้ทราบความก้าวหน้าหรือปัญหาอุปสรรคต่างๆ และสามารถสั่งการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรและประชาชนมากที่สุด

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ได้รับรายงานจากเกษตรและสหกรณ์(กษ.) จังหวัดหนองบัวลำภูว่า ได้ประสานงานกับองค์การบริหารงานส่วนจังหวัด(อบจ.) ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี ทางอบจ. อนุมัติงบประมาณสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราเป็นแห่งแรก เป็นถนนสาธิต ตามนโยบายส่งเสริมการใช้ยางพาราในหน่วยงานรัฐ โดย อบจ.หนองบัวลำภู ซื้อน้ำยางสดจากกลุ่มเกษตรกรห้วยเดื่อ 1,200 กิโลกรัมและจากสหกรณ์กองทุนสวนยางโนนทันยางทอง จำกัด 1,200 กิโลกรัม มาทำถนนยางพาราที่หมู่ 4 บ้านหินลับ ตำบลหนองสวรรค์ อ. เมืองหนองบัวลำภูแล้ว

ทั้งนี้ ตามรายงานระบุว่า จากราคาซื้อขายที่กรุงเทพฯ อยู่ที่กิโลกรัมละ 36 บาทนั้น กลุ่มเกษตรกรต้องมีค่าใช้จ่ายในการนำแอมโมเนียและสารกันกอกเพื่อป้องกันยางจับตัวเป็นก้อนมาใส่ในน้ำยางสด รวมทั้งค่าขนส่งเป็นค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม 10.23 บาทต่อกิโลกรัม แต่ทางอบจ. รับซื้อน้ำยางสดในพื้นที่โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนดังกล่าวที่กิโลกรัมละ 26.67 บาท

ด้านนายแพทย์ศราวุธ สันตินันตะรักษ์ นายกอบจ. หนองบัวลำภู กล่าวว่า ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือจัดอบรมเชิงปฏิบัติการการก่อสร้างถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราแก่ผู้บริหารอบต. เทศบาล และพนักงานด้านช่างถึงการนำน้ำยางพาราสดและน้ำยางพาราข้นมาทำถนนตามมาตรฐานงานดินซีเมนต์ของกรมทางหลวงชนบทตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อผลักดันราคายางพาราที่ตกต่ำให้มีราคาสูงขึ้น ซึ่งได้ทำถนนสาธิตไว้ที่สาย นภ. ถ. 10009 สายบ้านเก๋าโกใต้-บ้านโนนงาม ตำบลหนองสวรรค์ อำเภอ​เมืองหนองบัวลำภูสำหรับถนนสายแรกนี้ยาว 200 เมตร ผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร คิดเป็น 1,200 ตารางเมตร  ใช้ซีเมนต์ 240 ถุงผสมดินลูกรัง คลุกเคล้าให้เข้ากัน ต่อมาใช้น้ำยางพาราสดพ่นให้ทั่วผิวถนน แล้วใช้เครื่องจักรกลเกลี่ยและคลุกเคล้าถึง 4 รอบ แล้วจึงบดอัดให้แน่น

นายกอบจ. หนองบัวลำภู กล่าวอีกว่า ยังมีอบต. 43 แห่งและเทศบาล 24 แห่งแสดงความจำนงที่จะร่วมโครงการเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางในจังหวัด ทั้งนี้ถนนงานดินซีเมนต์ผสมยางพาราความยาว 1 กิโลเมตร ผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร คิดเป็น 6,000 ตารางเมตร ใช้น้ำยางสด 12,000 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 26.67 บาท คิดเป็นค่าน้ำยางสด 320,040 บาท ทั้งนี้เมื่อรวมค่าวัสดุอื่นๆ จะใช้งบประมาณ 1,130,040 บาทในการสร้างถนนงานดินซีเมนต์ยางพาราความยาว 1 กิโลเมตร โดยทางจังหวัดหนองบัวลำภูจะรับซื้อน้ำยางสดจากสถาบันเกษตรกรในท้องถิ่นเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้และช่วยยกระดับราคายางให้สูงขึ้นตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล

‘บุรีรัมย์’เตือนห้ามนำข้าวพันธุ์อื่น ผสมปลอมปนข้าวหอมมะลิบุรีรัมย์ มีความผิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378895

'บุรีรัมย์'เตือนห้ามนำข้าวพันธุ์อื่น ผสมปลอมปนข้าวหอมมะลิบุรีรัมย์ มีความผิด

‘บุรีรัมย์’เตือนห้ามนำข้าวพันธุ์อื่น ผสมปลอมปนข้าวหอมมะลิบุรีรัมย์ มีความผิด

วันเสาร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 11.56 น.

24 พ.ย.61 บุรีรัมย์ แจ้งเตือนผู้ประกอบการโรงสีข้าว ท่าข้าว สหกรณ์การเกษตร พ่อค้าข้าวเปลือก และเกษตรกร ห้ามนำข้าวพันธุ์อื่นผสมปลอมปนข้าวหอมมะลิบุรีรัมย์ มีความผิดฐานฉ้อโกงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายกฤษฎา แก้วสองเมือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ด้วยในช่วงเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2561 ผลผลิตข้าวหอมมะลิจะออกสู่ตลาดมาก เนื่องจากราคาสูงกว่าปีที่ผ่านมา ตันละ 3,000 – 4,000 บาท ซึ่งอาจจะส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีนำข้าวพันธุ์อื่นมาผสมกับข้าวหอมมะลิออกมาจำหน่ายมากขึ้น ซึ่งกระทบต่อราคาตลาดของข้าวหอมมะลิจังหวัดบุรีรัมย์

ทางจังหวัดบุรีรัมย์ จึงขอประกาศแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบการโรงสีข้าว ท่าข้าว สหกรณ์การเกษตร พ่อค้าข้าวเปลือก และเกษตรกร ได้ใช้ความระมัดระวังในการรับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิเพิ่มมากขึ้น ต้องตรวจสอบคุณภาพ ข้าวเปลือกหอมมะลิบุรีรัมย์ที่รับซื้อให้ละเอียดถี่ถ้วน และรอบคอบ ทั้งนี้ เกษตรกร พ่อค้าข้าวเปลือกรายย่อย ผู้ใดหรือบุคคลใดรู้เห็นเป็นใจ หรือสมคบกับพ่อค้าข้าวเปลือกดังกล่าว นำข้าวเปลือกหอมมะลิบุรีรัมย์ที่ปลอมปนไปขายให้โรงสี สหกรณ์การเกษตร และท่าข้าวเปลือก ถือว่า การกระทำดังกล่าว มีความผิดทางอาญาฐานปลอมปนสินค้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 271 บัญญัติว่า ผู้ใดขายของโดยหลอกลวงด้วยประการใด ๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพหรือปริมาณแห่งของนั้น  อันเป็นเท็จ ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือมีความผิดฐานฉ้อโกง และตามมาตรา 341 บัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่น ด้วยการเสนอข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง

และโดยการหลอกลวงดังว่านั้น ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง หรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลวอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือ ทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ต้องระวงโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ทั้งนี้ หากผู้ใดพบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้น ขอให้แจ้งเบาะแสได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือกลุ่มกำกับและพัฒนาเศรษฐกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดบุรีรัมย์ โทร 0-4462-1185 หรือ สถานีตำรวจภูธรอำเภอทุกแห่งในจังหวัดบุรีรัมย์” รอง ผวจ.บุรีรัมย์ กล่าว

กิโลละล้าน! ‘หมอพื้นบ้าน’แนะรัฐนำร่องปลูก‘กัญชา’ทดแทนพืชไรตกต่ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378893

กิโลละล้าน! ‘หมอพื้นบ้าน’แนะรัฐนำร่องปลูก‘กัญชา’ทดแทนพืชไรตกต่ำ

กิโลละล้าน! ‘หมอพื้นบ้าน’แนะรัฐนำร่องปลูก‘กัญชา’ทดแทนพืชไรตกต่ำ

วันเสาร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 11.36 น.

“หมอพื้นบ้าน” ยันกัญชาเสพแค่ไหนก็ไม่ติด แฉเหตุหลอนมีอาการทางจิต เพราะแอบพลิกแพลงโรย ผงขาวและฝิ่น ศัพท์โบราณเรียก โรยสังขยา แนะรัฐนำร่องปลูกในบางจังหวัด ทดแทนพืชไร่ราคาตกต่ำ เผย กัญชา 2 ไร่ ผลผลิตเท่ากับ นาข้าว 10 ไร่ ต้นสดกิโลละ 20,000 สกัดเป็นสาร กิโลละล้าน 

24 พ.ย. 61 แม้จะยังไม่ลงตัวเกี่ยวกับมาตรการปลดล็อคกัญชาจากยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เป็นประเภท 2 เพื่อให้สามารถไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ นอกจากนี้ยังมีกระแสถกเถียงเรื่องข้อกังวลว่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการเสพกัญชามากขึ้นหรือไม่ ถึงกับมีการตั้งข้อสังเกตว่า “กัญชา พืชร้ายหรือสมุนไพรทางเลือก”  โดยมองว่า อาจจะเป็นโทษมากกว่า

โดยหมอประเดิม ส่างเสน เลขานุการหมอชนเผ่า 7 จังหวัดภาคเหนือ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในฐานะที่เป็นหนึ่งในคณะทำงานวิจัยของหมอพื้นบ้านภาคเหนือ และคณะทำงานหมอพื้นบ้านชนเผ่าลุ่มน้ำโขง และเป็นทายาทหมอชนเผ่ารุ่น 12 ซึ่งรักษาโรคตามคัมภีร์โบราณมากว่า 1,000 ปี ขอยืนยันว่า กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด เสพนานแค่ไหนก็ไม่ติด พวกที่เสพแล้วเกิดอาการทางจิตประสาทนั้นเป็นเพราะ ไปพลิกแพลงเสพผิดประเภท โดยทำในรูปโรยสังขยา ซึ่งหมายถึงมีการผสม ผงขาว เฮโรอีน ฝิ่น จนเกิดเป็นโทษ ทั้งที่ความจริงโดยเนื้อแท้ของกัญชาแล้ว หมอพื้นบ้านรู้ดีว่า ไม่มีทางติดแน่นอน

หมอประเดิม  กล่าวด้วยว่า กัญชา มีสรรพคุณรักษาโรคได้กว่า 50 โรค 100 กว่าอาการ รวมถึงช่วยชะลอวัยได้ด้วย เนื่องจากในกัญชามีสาร 2 ชนิดหลัก ที่ทำหน้าที่ร่วมกัน คือ สาร Cannabidiol ซึ่งเป็นสารที่มี่อยู่ในตัวมนุษย์  ทำหน้าที่ช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน ลดการอักเสบบวมโตของแผลหรือเนื้องอก ระงับเซลล์มะเร็งที่กำลังเติบโต ระงับการเกร็งหรือชักกระตุก และสามารถสร้างภูมิคุ้มกันในระบบประสาทได้ และสาร Tetrahydrocannabinol ทำให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้ม อีกทั้งยังเป็นตัวที่ทำให้ระบบประสาทสัมผัสทำงานดีขึ้น ช่วยกระตุ้นให้อยากอาหาร

“คนทั่วไปมักคิดว่า วิธีใช้คือการสูบเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว วิธีหยอดใต้ลิ้นด้วยสารสกัดจะได้รับทั้งสารทั้งสองชนิด สูงกว่า ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยโรคทางสมองเพราะกัญชาจะไปเปิดระบบประสาท ทำให้ตัวกัญชาซึมเข้าสู่ระบบประสาทได้เร็วกว่าการกิน เช่น ผู้ป่วยสันนิบาต พาร์กินสัน ลมชัก” หมอประเดิม กล่าว

หมอประเดิม กล่าวอีกว่า  สำหรับผู้ป่วยโรคผิวหนังก็สามารถใช้ทา ส่วนรายที่รักษาริดสีดวง มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งปากมดลูก เขาก็แนะนำให้ใช้วิธีเหน็บทางทวารหรือช่องคลอด อย่างไรก็ตามผุ้เข้ารับการรักษาต้องได้รับการดูแล และต้องใช้กัญชาในปริมาณตามที่หมอกำหนดและสามารถใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันโดยสามารถดูดซึมได้มากกว่าเดิมด้วย

“พวกเราสนับสนุนการออกกฎควบคุม แต่ต้องไม่ปิดกั้นหมอพื้นบ้านในการใช้เพื่อการรักษา เพราะกัญชาสามารถทำให้การดูดซึมยา ทั้่งแผนโบราณและปัจจุบัน ให้ไปรักษาได้ตรงคน ตรงโรค มีงานวิจัยมากมายที่มีผลการรักษายืนยัน และหลักฐานเชิงประจักษ์” หมอประเดิม กล่าว

เลขานุการหมอชนเผ่า กล่าวด้วยว่า อยากเสนอรัฐบาลให้กำหนดพื้นที่ปลูกกัญชานำร่อง โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้เครือข่ายหมอพื้นบ้านได้ประชุมร่วมกันโดยมีผุ้แทนจากจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน สุโขทัย ลำพูน ลำปาง รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ มหาสารคาม และภาคตะวันออกคือ ชลบุรี โดยจะนำเสนอรัฐบาลเร็ว ๆ นี้ ส่วนที่มีข่าวกรมทรัพย์สินเปิดให้มีการจดสิทธิบัตรกับต่างประเทศนั้น ทางหมอพื้นบ้านติดตามข่าวตลอด และเตรียมพร้อมที่จะไปจดบ้าง อยากให้เปิดเผยและให้ความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน และเชื่อว่า กัญชาจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ทำเงินให้กับประเทศไทย และจะสามารถยืดอายุคนไทยให้ยาวนานขึ้นด้วย

“ปัจจุบันเกษตรกรพืชผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ หากมีการเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกในบางพื้นที่ที่มีดินที่เหมาะสมมาเป็นกัญชาก็จะสามารถเพิ่มผลผลิตได้ เพราะกัญชา 2 ไร่ ผลผลิตเทียบได้กับปลูกข้าว 10 ไร่ กัญชาในตลาดมืดเวลาต้นสด กิโลกรัมละ 25,000 บาท และหากสกัดเป็นสาร ก็สามารถจำหน่ายและส่งออกได้ถึงกิโลกรัมละ 1 ล้านบาท” หมอประเดิม กล่าวพร้อมระบุว่า ปัจจุบันแม้จะมีกฎหมายควบคุมแต่ก็มีหมอพื้นบ้านบางส่วนปลูกกัญชาเพื่อการรักษา ซึ่งจากที่ได้ประชุมกับอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย ท่านก็แสดงความเป็นห่วง โดยบอกว่า อยากให้ทำให้ถูกต้อง โดยขอให้ทำเป็นขั้นเป็นตอน และนำสิ่งที่ทำกันใต้ดินมาอยู่บนดินให้หมด