‘สุธรรม’ซัดมาตรการแก้ราคายางพาราเหลว แนะคุยประเทศผู้ผลิตเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378720

'สุธรรม'ซัดมาตรการแก้ราคายางพาราเหลว แนะคุยประเทศผู้ผลิตเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

‘สุธรรม’ซัดมาตรการแก้ราคายางพาราเหลว แนะคุยประเทศผู้ผลิตเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 12.25 น.

นายสุธรรม แสงประทุม สมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพาราไร่ละ 1,800 บาทของรัฐบาลว่า การออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการแจกเงินชดเชยแบบนี้ เป็นการช่วยเหลือที่ศูนย์เปล่า เป็นเพียงการสร้างกำลังใจให้เกษตรกร ด้วยการเอาเงินไปอุดปากเกษตรกรเป็นครั้งคราวไม่ให้รวมตัวกันเคลื่อนไหว วิธีการนี้จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริงเพราะไม่ได้ไปทำให้ราคายางพาราดีขึ้น

ต่างจากการแก้ไขปัญหายางพาราสมัยรัฐบาล นายทักษิณ ชินวตร อดีตนายกฯ ที่ประสานประเทศผู้ผลิตยางสร้างอำนาจการต่อรองในการกำหนดราคายางพารา วันนี้รัฐบาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้งจึงไม่มีอำนาจต่อรองในเวทีโลก ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลควรทำคือเข้าไปคุยกับประเทศผลิตยางรายใหญ่ของโลกคือมาเลเซียและอินโดนีเซีย เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้ประเทศผู้รับซื้อ ต้องซื้อยางในราคาที่สูงกว่านี้ รวมถึงนำยางมาใช้จริงในประเทศ

“ที่ผ่านมารัฐบาลบอกจะนำยางไปใช้ในประเทศแต่ก็เป็นเพียงคำพูดที่ไม่ได้นำไปปฏิบัติจริง การสร้างถนนยางพาราที่พูดกันมีสักกี่ที่ในประเทศไทย ถ้ารัฐบาลจริงใจช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริงต้องไปทำตรงนี้ รวมถึงนำยางไปแปรรูปให้มีมูลค่าสูงขึ้นแล้วจึงนำไปขายไม่ใช่ขายแต่วัตถุดิบแบบตอนนี้ นั้นคือการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนไม่ใช่การแก้ปัญหาโดยเอาเงินไปอุดปากชาวบ้านเพราะแบบนี้แล้วต่อไปก็ต้องให้กันไปไม่มีวันจบ”

หนุนปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378618

x

หนุนปลูกปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน พัฒนาคุณภาพมาตรฐานสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.31 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตน้ำมันปาล์มมากเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่การผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืนภายในประเทศนั้นค่อนข้างมีจำกัด คิดเป็นเพียง 2% ของการผลิตน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้ทั้งหมด กรมส่งเสริมการเกษตร จึงร่วมมือกับ กรมวิชาการเกษตร และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ดำเนินโครงการความร่วมมือในการผลิตน้ำมันปาล์มที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการผลิตน้ำมันปาล์มและเพิ่มความยั่งยืนทางนิเวศวิทยาและสังคมในการผลิตปาล์มน้ำมัน

โดย กรมส่งเสริมการเกษตร มีหน้าที่ในการแต่งตั้งผู้ประสานงานโครงการและรับผิดชอบงานด้านวิชาการในส่วนกลางและระดับท้องถิ่น โดยเปิดให้ใช้พื้นที่ทำงานหรือสำนักงานท้องถิ่นสำหรับเจ้าหน้าที่โครงการในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และชุมพร รวมถึงเปิดศูนย์ฝึกอบรมในจังหวัดกระบี่เพื่อฝึกอบรมวิทยากรและเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พร้อมสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาการ เพื่อการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรม โดยดำเนินการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ผู้ฝึกสอน คือ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ และผู้นำเกษตรกร รวมถึงให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรพร้อมเตรียมศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองจังหวัดกระบี่ ให้เป็นสถานที่ฝึกอบรมและฝึกปฏิบัติเป็นโรงเรียนปาล์มน้ำมัน มีแปลงปลูกปาล์มน้ำมันสำหรับฝึกปฏิบัติ พร้อมร่วมพัฒนาฐานข้อมูลดิจิตอล เพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน พร้อมสนับสนุนการดำเนินโครงการให้สามารถพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันของไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล RSPO

โดยคาดว่า ผลลัพธ์จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2565 จะมีเกษตรกรรายย่อยกว่า 3,000 รายที่ได้รับความรู้จากการเข้าร่วมโครงการ สามารถผลิตวิทยากรหลักจากโครงการมากกว่า 50 คน มีภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 10 โรงงาน ลดต้นทุนในการผลิตได้ถึง 20% และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่า 5,000 ตัน

เลาะรั้วเกษตร : ยาง ปาล์ม มะพร้าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378617

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ยาง ปาล์ม มะพร้าว

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ครม. มีมติใช้เงินงบประมาณช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หลายมาตรการ รวมๆ กันแล้วเกือบ 4 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย บรรเทาภาระค่าน้ำค่าไฟ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 – กันยายน 2562 ครัวเรือนละ 330 บาท รวมเป็นเงิน 27,060 ล้านบาท สนับสนุนค่าใช้จ่ายช่วงปลายปีในเดือนธันวาคม 2561 คนละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 7,250 ล้านบาท ค่าเดินทางเพื่อการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป คนละ 1,000 บาท รวมเป็นเงิน 3,500 ล้านบาท ช่วยเหลือค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561- กันยายน 2562 คนละ 400 บาท รวมเป็นเงิน 920 ล้านบาท รวมทั้ง 4 มาตรการเป็นเงิน 38,730 ล้านบาท โดยระบุว่าเป็นเงินช่วยเหลือจากกองทุนประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก

นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาประกาศว่ามาตรการเหล่านี้ ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับการเมือง……ประชาชนคนธรรมดาที่ไม่ได้ฝักใฝ่การเมืองอย่างพวกเราก็พอจะมองออกว่าเกี่ยวหรือไม่เกี่ยว….

มติ ครม.วันเดียวกันนี้ยังใช้เงินนับหมื่นล้านบาท อีกเรื่องหนึ่ง คือ มาตรการช่วยเหลือชาวสวนยางเพื่อสร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพเกษตรกรชาวสวนยางและคนกรีดยาง ในวงเงิน 1,800 บาทต่อไร่ (รายละไม่เกิน 15 ไร่ พื้นที่รวม 10 ล้านไร่) เงินจำนวนนี้เป็นของเจ้าของสวนยาง 1,100 เป็นของคนกรีดยาง 700 บาท หรืออัตราส่วน 60:40 แต่มีข้อแม้ว่า ชาวสวนยางที่จะได้สิทธิ์นี้ต้องเป็นชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท. และพื้นที่ปลูกต้องเป็นพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย เท่านั้น งบประมาณที่ต้องใช้กับมาตรการนี้รวมทั้งสิ้น 18,604.95 ล้านบาท

อันที่จริงปัญหายางพาราราคาตกต่ำ เรื้อรังมานานหลายปี กยท. พยายามแก้ปัญหา จนเปลี่ยนผู้ว่าการ กยท. ไปหลายคน แต่ปัญหาก็ยังไม่หมดไป ไม่ว่าจะมีมาตรการอะไรออกมาก็ดูจะไร้ผล ตั้งแต่ขอให้หยุดกรีดยาง ขอให้โค่นยางทิ้งเพื่อไปปลูกพืชอื่น มาตรการเร่งรัดการใช้ยางในประเทศ โดยเฉพาะการใช้ยางเป็นส่วนผสมในการทำถนนก็ติดปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง การกำหนดราคากลาง ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนมาตรการนี้ได้

จนกระทั่งชาวสวนยางอดรนทนไม่ไหว จะจัดม็อบมาร้องเรียนรัฐบาล และตามธรรมเนียมของการสลายม็อบในยุคนี้ คือ หามาตรการช่วยเหลือ และมาตรการที่ง่ายที่สุดคือใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาลทุ่มลงไป แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่มาตรการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนไม่เคยเกิดขึ้นเลย

ไม่เพียงแต่ ยางพารา ยังมีปาล์มน้ำมัน ที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ และชาวสวนปาล์มเอาผลผลิตปาล์มน้ำมันมาเททิ้งและเผาเล่นไปหลายร้อยตัน เพราะปีนี้ราคาผลปาล์มตกต่ำสุดในรอบ 20 ปี จากที่เกษตรกรเคยขายได้ราคากิโลกรัมละกว่า 4 บาท มาขณะนี้ราคาตกลงเหลือกิโลกรัมละ 2 บาทกว่า ในขณะที่ชาวสวนยืนยันว่าราคาต้นทุนอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.70 บาท

ปัญหาปาล์มน้ำมันราคาตกต่ำ สมาคมชาวสวนปาล์มตั้งข้อสังเกตว่า ปริมาณผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่คลาดน้อย การใช้พลังงานประเภทไบโอดีเซลในประเทศก็มิได้ลดลง แต่ทำไมราคาปาล์มน้ำมันจึงตกต่ำ เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากมีการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์ม ทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มล้น เกินความต้องการ

มาถึงมะพร้าว…..นอกเหนือจากชาวสวนต้องเผชิญปัญหาหนอนหัวดำ และศัตรูมะพร้าวตัวอื่นๆ ระบาดทำลายต้นมะพร้าวจนทำให้ผลผลิตลดลง และต้นมะพร้าวตายไปจำนวนไม่น้อย กว่าจะฝ่าฟันผ่านอุปสรรค จนฟื้นฟูสวนมะพร้าวขึ้นมาใหม่ได้ คิดว่าจะสามารถขายผลผลิตมะพร้าว มีรายได้กลับคืนมา กลับกลายเป็นว่ามีการอนุญาตให้นำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศเข้ามาจำนวนมากมาย ส่งผลให้ราคามะพร้าวภายในประเทศตกต่ำ ทำให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวเดือดร้อนไปตามๆ กัน เกือบจะมีม็อบมะพร้าวเกิดขึ้นแล้ว ดีแต่ว่า กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ผู้อนุญาตให้นำเข้ามะพร้าว ส่งคนไปชะลอทัพ เจรจาสกัดม็อบ และมีมาตรการงดการนำเข้ามะพร้าว ม็อบจึงสลายไปได้

น่าสังเกตว่า ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน และมะพร้าว ล้วนเป็นพืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวภาคใต้ ที่ชาวสวนเองต้องออกมาส่งเสียงเรียกร้อง รัฐจึงหันมาช่วยแก้ปัญหา ถ้าเกษตรกรอยู่อย่างเงียบๆ รัฐคงไม่เหลียวแล

มาทายกันไหมว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พรรคไหนจะครองใจคนใต้…….

แว่นขยาย

เดินหน้าสร้าง‘CYBER AUDITOR’ เพิ่มทักษะไอทีขั้นสูง-พัฒนาสมรรถนะผู้สอบบัญชีสหกรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378620

x

เดินหน้าสร้าง‘CYBER AUDITOR’ เพิ่มทักษะไอทีขั้นสูง-พัฒนาสมรรถนะผู้สอบบัญชีสหกรณ์

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ ได้พัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย ช่วยอำนวยความสะดวกให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิก

ที่สำคัญคือ การเสริมสร้างศักยภาพของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ซึ่งต้องมีการปรับตัวให้เท่าทันกับการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในปัจจุบัน โดยจำเป็นต้องมีองค์ความรู้ทั้ง 2 ด้าน ควบคู่กัน ได้แก่ 1.ด้านงานสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีต้องได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะการสอบบัญชีอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ และ 2.ด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยพัฒนางานสอบบัญชีของผู้สอบบัญชีสหกรณ์ให้มีความก้าวหน้า รวดเร็ว และแม่นยำ โดยในปีงบประมาณ 2562 กรม มีนโยบายพัฒนาผู้สอบบัญชีทุกคนเป็น CYBER AUDITOR หรือ ผู้สอบบัญชีที่มีสมรรถนะด้านไอทีในระดับสูง ให้สําเร็จภายใน 5 ปี โดยให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการสอบบัญชี

“กรม ได้เร่งพัฒนาสมรรถนะให้ผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ ให้มีองค์ความรู้ด้านบัญชีควบคู่กับการมีทักษะในด้านไอทีอย่างเชี่ยวชาญ โดยผู้สอบบัญชีต้องรู้เท่าทันสถานการณ์ มีการเรียนรู้ตลอดเวลา และมีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้ผู้สอบบัญชีได้พัฒนาศักยภาพของตนเองให้ก้าวทันความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี ตลอดจนรู้เท่าทันการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีมาตรฐานเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพสอบบัญชีระดับสากล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมบุคลากรที่เป็น CYBER AUDITOR จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านขวัญและกำลังใจ โดยมีค่าตอบแทนวิชาชีพ รวมถึงงบประมาณในการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร เพื่อช่วยผลักดันบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถอย่างเชี่ยวชาญนี้ ได้สามารถปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เกษตรกรรายได้เพิ่มเดือนละ6พัน ร่วมโครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม‘ไทยนิยม ยั่งยืน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378619

x

เกษตรกรรายได้เพิ่มเดือนละ6พัน ร่วมโครงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม‘ไทยนิยม ยั่งยืน’

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวศิริพร บุญชู รักษาราชการแทนอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหมดำเนินงานโครงการการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ภายใต้โครงการไทยนิยม ยั่งยืน โดยกรมหม่อนไหมได้รับงบประมาณ 45.38 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่เขตภาคเหนือ ปรับเปลี่ยนมาประกอบอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มีเป้าหมายเกษตรกร 800 ราย แบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม คือ 1.กิจกรรมการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 200 ราย และ 2.กิจกรรมเลี้ยงไหมเพื่อผลิตแผ่นใยไหม 600 ราย โดยขั้นตอนการดำเนินงานเริ่มจากหน่วยงานภาครัฐประสานภาคเอกชนเพื่อวางแผนรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรตามช่วงระยะเวลาการผลิตและในราคาที่เหมาะสม ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร/พื้นที่ดำเนินการ วางแผนปรับพื้นที่เพื่อเตรียมการปลูกหม่อน และกิจกรรมการรวมกลุ่มกันผลิต โดยผู้นำชุมชน ผู้นำเกษตรกร และหน่วยงานของรัฐ ซึ่งกรมหม่อนไหมโดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จะเป็นผู้วางแผนการผลิตท่อนพันธุ์หม่อนพันธุ์ดีและไข่ไหมพันธุ์ดีสนับสนุนเกษตรกร ฝึกอบรมเกษตรกรด้านการบริหารจัดการ การรวมกลุ่ม การทำบัญชีครัวเรือน และการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมแบบเน้นหนัก นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนเงินอุดหนุนในการสร้างโรงเลี้ยงเพื่อเตรียมการเลี้ยงไหม รายละ 20,000 บาท

จากการดำเนินงานที่ผ่านมาในปี 2561 โครงการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในพื้นที่เขตภาคเหนือ ของกรมหม่อนไหม สามารถเพิ่มจำนวนเกษตรกรด้านหม่อนไหม 800 ราย และเพิ่มพื้นที่ปลูกหม่อนได้ถึง 2,400 ไร่ เกษตรกรมีรายได้จากการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมไม่น้อยกว่า 6,000 บาท/เดือน และมีรายได้จากการเลี้ยงไหมผลิตแผ่นใยไหมไม่น้อยกว่าเดือนละ 10,000 บาท นอกจากนี้ภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร ได้ร่วมกันจัดทำแผนความต้องการรับซื้อแผ่นใยไหม เพื่อแปรรูปเป็นเครื่องสำอางส่งออกไปยังต่างประเทศต่อเนื่องถึงปี 2564 อีกจำนวน 5 ล้านแผ่น ซึ่งปัจจุบันปริมาณความต้องการผลผลิตรังไหมของภาคเอกชนยังมีจำนวนมากทั้งเพื่อการแปรรูปและผลิตเส้นไหมในภาคอุตสาหกรรม จึงเป็นโอกาสดีของเกษตรกรที่สนใจจะปรับเปลี่ยนอาชีพจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาเป็นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378622

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

รายงานพิเศษ : ผนึกกำลัง 3 องค์กรใหญ่ ยกระดับสินค้าสหกรณ์ สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยี

วันศุกร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หลังจากเปิดตัวโครงการ “ไมซ์เพื่อชุมชน” และมีสหกรณ์นำร่องที่มีศักยภาพรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ จำนวน 35 แห่ง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และสำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์กรมหาชน) หรือ TCEB เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นแหล่งศึกษาดูงานที่มีเสน่ห์ แต่ในด้านความแตกต่าง ความโดนใจผู้บริโภค หรือความสามารถในการสื่อสารที่ชัดเจนของผลิตภัณฑ์อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ในมิติของการเป็นแหล่งศึกษาดูงาน ผลิตภัณฑ์สหกรณ์จึงจำเป็นต้องพัฒนาต่อยอดทั้งการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ของสหกรณ์และชุมชนให้มีจุดขายด้านผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใครเพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้เยี่ยมชมศึกษาดูงาน

ดังนั้น กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดโครงการ “โครงการประชุมเชิงปฏิบัติการการพัฒนาสินค้าสหกรณ์สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการคิด การออกแบบ และการผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ของสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้โดดเด่น มีอัตลักษณ์สอดคล้องกับวิถีชุมชนสหกรณ์ให้เป็นที่น่าจดจำขึ้น

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กิจกรรมครั้งนี้ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ต้องการต่อยอดสินค้าเกษตรของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ ในส่วนที่ผลิตสินค้าออกมาแล้วก็เจอปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด คุณภาพ ราคา เราได้หาหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับต่อยอดสินค้าโดยให้สหกรณ์เป็นตัวกลาง ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จาก วว. ได้เข้ามาช่วยในการที่จะให้สหกรณ์ภาคการเกษตรที่เข้ามาศึกษาดูงานในเรื่องของการพัฒนาสินค้า ผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์ หลังจากนี้ไปคาดหวังว่าสหกรณ์การเกษตรจะเข้าไปดูแลจัดการสินค้า ยกระดับการแปรรูปสินค้า การเพิ่มมูลค่าสินค้า ให้กับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ และหวังว่าในแต่ละอำเภอหรือตำบลหรือชุมชน สินค้าสหกรณ์จะมีอัตลักษณ์ในแต่ละแห่ง ในการดำเนินการครั้งนี้เรามี TCEB มาช่วยส่งเสริมและพัฒนาการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ โดยเราจะดึงผู้ที่เข้าร่วมประชุมของ TCEB เข้าไปในสหกรณ์ภาคการเกษตรในการจัดประชุมหรือว่าซื้อสินค้าและรับรู้สินค้าของชุมชนและสหกรณ์ ซึ่งในวันนี้เราทำผนวกพร้อมกันไป 2 รายการ

สำหรับโครงการดังกล่าว จะมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจาก วว. TCEB และวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาอัตลักษณ์สินค้าและบรรจุภัณฑ์ เข้ามาให้ความรู้และฝึกปฏิบัติ Workshop รวมถึงศึกษาดูงานและวิเคราะห์กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อเตรียมเป็นแหล่งศึกษาดูงานที่สหกรณ์นำร่อง “ไมซ์เพื่อชุมชน” ซึ่งคาดว่าตัวแทนสหกรณ์จะได้รับคำปรึกษาและพัฒนากระบวนการคิด การออกแบบ การผลิตสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้โดดเด่นสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของสหกรณ์และวิถีชุมชนสามารถเพิ่มมูลค่าทางสังคมและทางเศรษฐกิจได้ และนำความรู้ไปเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นแหล่งศึกษาดูงานทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสหกรณ์หรือชุมชน สามารถสร้างความประทับใจในการมาศึกษาดูงานที่สหกรณ์ จนเกิดการบอกต่อและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม อยากให้ตัวแทนสหกรณ์การเกษตรที่เข้ามาดูงานในครั้งนี้กลับไปดูว่ามีสินค้าอะไรบ้างที่สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิก และจะพัฒนาต่อยอดสินค้าให้เพิ่มมูลค่าได้อย่างไร วันนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์อยากจะเห็นสหกรณ์ต่างๆ เข้ามาขับเคลื่อนในการผลิตและการสร้างรายได้ ถ้าเราผลิตตามความต้องการของตลาดและให้สหกรณ์มายกระดับราคาสินค้าและหาตลาด เชื่อว่าในวันนั้นการผลิตสินค้าเกษตรจะของพี่น้องสมาชิกจะดีขึ้น

ด้าน นายสายันต์ ตันพานิช รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศ (วว.) กล่าวว่า โดยปกติแล้ว วว. คือผู้ผลิตเทคโนโลยีรวมถึงการพัฒนาคุณภาพผลิตผลและการรับรองคุณภาพ เมื่อ วว. ลงพื้นที่ไปถ่ายทอดเทคโนโลยี เราจะใช้วิธีค้นหาผู้ประกอบการเอง ในความร่วมมือวันนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งถือเป็นก้าวกระโดดในการพัฒนาผู้ประกอบการ เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว แต่อาจจะขาดในเรื่องของเทคโนโลยีบางส่วนที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานและให้มีความน่าเชื่อถือและน่าซื้อยิ่งขึ้นและคิดว่าการร่วมมือทั้ง 3 ฝ่าย ในครั้งนี้เป็นความร่วมมือที่ดี เนื่องจากสหกรณ์เป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง วว. มีเทคโนโลยี และมี TCEB เป็นผู้ดูแลด้านการตลาด ซึ่งจะพัฒนาสหกรณ์ เกษตรกร หรือผู้ประกอบการภายใต้สหกรณ์ให้ก้าวกระโดด พร้อมกับเป็นการพัฒนาประเทศในที่สุด

โครงการดังกล่าว นับว่าเป็นความร่วมมือที่สามารถต่อยอดสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้น รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างแท้จริง

แตกใบอ่อน : อาวุธปราบเพลี้ยอ่อนในฤดูหนาวแบบตายยกรัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378296

807934531

แตกใบอ่อน : อาวุธปราบเพลี้ยอ่อนในฤดูหนาวแบบตายยกรัง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เข้าสู่ปลายเดือนพฤศจิกายนแล้ว หลายจังหวัดของไทยก้าวสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัว และจะหนาวยาวนานเหมือนกับที่เขาพยากรณ์กันไว้หรือไม่ เนื่องด้วยปีนี้น้ำดี ฝนดี จึงคาดการณ์ว่าความหนาวเย็นก็น่าจะดีและยาวนานตามไปด้วย ซึ่งคนเก่าก่อนมักจะพูดว่าถ้าปีไหนหนาวนาน ปีนั้นผลหมากรากไม้จะติดดอกออกผลดี ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก (Supply) ถ้าผู้บริโภคมีความต้องการน้อย (Demand) ราคาก็จะถูก แต่ถ้าความต้องการในการบริโภคมีสูงกว่าผลผลิต ราคาผลิตผลทางภาคการเกษตรในปีนั้นก็จะแพง และส่วนใหญ่แล้วอะไรก็ตามที่ถูกผลิตออกมามากๆ ราคามักจะตกต่ำ โดยเฉพาะผลิตผลภาคการเกษตร

แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวและแล้ง ผืนดินรอบโคนต้นและทรงพุ่มแห้ง ได้รับไนโตรเจนน้อยและเปลี่ยนแปลงไปสะสมแป้งและน้ำตาลแทน กระบวนการนี้ถ้าไนโตรเจนน้อยกว่าคาร์บอน พืชก็จะเจริญและพัฒนาไปเป็นตาดอกได้ง่าย เกษตรกรจึงมักนิยมใช้ฮอร์โมนไข่ น้ำตาลทราย ปุ๋ยโมโนโพแทสเซียมไนเตรท ปุ๋ยโพแทสเซียมเข้ามาช่วยกระตุ้นให้พืชออกดอกได้ง่ายขึ้นในช่วงนี้ ความหวานของพืชในช่วงฤดูกาลนี้ ดึงดูดให้กลุ่มแมลงปากดูดเข้ามาสร้างอาณาจักรในเรือกสวนไร่นามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเพลี้ยอ่อน ซึ่งสามารถออกไข่ขยายพันธุ์ได้คราวละ 200-300 ฟอง เมื่อตัวอ่อนฟักออกจากไข่และเกาะกลุ่มรวมตัวทับซ้อนกันอย่างหนาแน่น เกษตรกรที่ใช้สารเคมีฉีดพ่นแล้วไม่ได้ผลก็มาจากสาเหตุนี้ด้วยเช่นกัน คือยาเคมีทำลายได้แต่ตัวพ่อแม่ที่อยู่ด้านบน แต่ไม่สามารถซึมซาบลงมาฆ่าตัวอ่อนที่อยู่ด้านล่างได้ ยิ่งจ้างคนงานที่ฉีดพ่นสารเคมีด้วยความฉาบฉวย ทำแบบขอไปที เดินเร็วเกินไป ยิ่งทำให้ผลลัพธ์ก็ยิ่งแย่ลงไปอีก

การแก้ปัญหาเรื่องนี้สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงเปลี่ยนจากอาวุธธรรมดา มาเป็นอาวุธชีวภาพ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตสามารถแพร่กระจายขยายพันธุ์ส่งผลทำให้เพลี้ยอ่อนนั้นตายแบบยกรังได้เช่นเดียวกัน การใช้จุลินทรีย์บิวเวอร์เรีย ที่มีชื่อการค้าว่า
“คัทออฟ (cut off)” โดยเสริมด้วยตัวทำลายคราบไขมันของเพลี้ยเสียก่อน โดยการใส่สารจับใบ (ชื่อการค้า “ม้อยเจอร์
แพล้นท์)” หรือ “ไบโอฟิล์ม 200” หรือบางคนอาจจะชอบน้ำยาล้างจานก็ได้ (แต่ปัจจุบันสารจับใบคุณภาพดีราคาเหมาะสมก็มีให้เลือกมากมาย) ลงไปเสียก่อน แล้วจึงเติมเชื้อสำเร็จรูป “บิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana spp.)” ลงไปในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 3–7 วัน สปอร์ของ “บิวเวอร์เรีย (Beauveria Bassiana spp.)” เมื่อผสมกับสารจับใบจึงมีประสิทธิภาพในการเกาะยึดกับตัวเพลี้ยอ่อนและความชื้นที่ซึมซาบเข้าสปอร์ได้ง่าย จึงทำให้เกิดการเจริญเติบโตงอกเป็นเส้นใยทะลุทะลวงทำลายกลุ่มก้อนของประชากรเพลี้ยอ่อนลงไปได้โดยง่าย โดยคุณสมบัติที่เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถแพร่กระจายได้

มนตรี บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ

(ไทยกรีน อะโกร)

ดัน5มาตรการแก้ปัญหาราคายาง n ชงแผนรณรงค์เปลี่ยนล้อรถปีใหม่-กระตุ้นรับซื้อวัตถุดิบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378297

x

ดัน5มาตรการแก้ปัญหาราคายาง n ชงแผนรณรงค์เปลี่ยนล้อรถปีใหม่-กระตุ้นรับซื้อวัตถุดิบ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การแก้ไขปัญหาราคายางพาราในประเทศไทยให้ยั่งยืนและไม่มีผลกระทบต่อระบบการคลังของประเทศ คือ ลดพึ่งพาการส่งออก กระทรวงเกษตรฯ จึงเสนอแนวทางต่อคณะกรรมการยางพาราและ
คณะกรรมการนโยบายยางพาราธรรมชาติ เพื่อแก้ปัญหาในระยะเร่งด่วน คือ 1) จัดทำโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางเป็นรายครอบครัว เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 2) ลดปริมาณการผลิตยางพารา โดยส่งเสริมให้มีการปรับเปลี่ยนต้นยางพาราที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป หรืออายุ 15 ปี ที่มีต้นโทรมให้น้ำยางน้อยไม่คุ้มค่าเพื่อไปปลูกพืชอื่นๆ 3) กระตุ้นเกษตรกรร่วมโครงการฝากน้ำยางไว้กับต้นยางช่วงราคาตกต่ำหรือหยุดกรีดยาง (tapping holiday) เป็นเวลา 1 – 2 เดือน ซึ่งจะทำให้ยางพาราลดลงจากตลาดไปในทันทีจำนวน 5 แสนตันต่อเดือน

4) ขอความร่วมมือบริษัทหรือภาคเอกชนที่มีธุรกิจแปรรูปหรือโรงงานอุตสาหกรรมผลิตล้อยางส่งขายในต่างประเทศและหรือภายในประเทศ ให้เข้าร่วมรณรงค์เชิญชวนให้ประชาชนเปลี่ยนยางล้อรถยนต์ในช่วงเทศกาลปีใหม่เพื่อความปลอดภัยทางถนนในราคาถูก โดยให้ประชาชนได้สิทธิ์ทำใบเสร็จซื้อยางล้อรถยนต์ไปลดภาษีเงินได้บุคคลหรือนิติบุคคลประจำปี ในขณะที่บริษัทเอกชนหรือโรงงานที่เข้าร่วมโครงการผลิตล้อรถยนต์ราคาถูกก็จะได้สิทธิพิเศษทางภาษีเช่นกัน และ 5) ส่งเสริมและเร่งรัดการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยส่งเสริมการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราในทุกรูปแบบ โดยเริ่มจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ และขยายไปสู่ตลาดหรืออุตสาหกรรมอื่นๆ ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกันเผยแพร่ข้อเท็จจริงดังกล่าว ให้ประชาชนได้รับทราบกันทุกช่องทาง และให้เน้นย้ำว่ามาตรการและวิธีการดังกล่าวข้างต้น เป็นการดำเนินการในระยะเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรเท่านั้น

สศก.เตือนจับตาข้าวหอมมะลิปลอมปน ชี้ผลผลิตลดดันราคาพุ่งทำเสี่ยง-รัฐเร่งเข็น10โครงการสู้แล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378298

x

สศก.เตือนจับตาข้าวหอมมะลิปลอมปน ชี้ผลผลิตลดดันราคาพุ่งทำเสี่ยง-รัฐเร่งเข็น10โครงการสู้แล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจและการคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการผลผลิตข้าวตามแผนข้าวครบวงจรได้อย่างถูกต้อง ในพื้นที่แหล่งผลิต 8 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และ
อุบลราชธานี พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง เกษตรกรบางรายไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จึงคาดว่าปริมาณข้าวหอมมะลิปีเพาะปลูก 2561/62 จะลดลง สวนทางกับราคาข้าวที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี อาจทำให้เกิดปัญหาการปลอมปน โดยนำข้าวสายพันธุ์อื่นมาผสมกับข้าวหอมมะลิ ทำให้คุณภาพของข้าวลดลง จึงขอให้เกษตรกรดูแลคุณภาพผลผลิตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา นอกจากนี้ขอให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวง
เกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมีพฤติกรรมชักจูงว่าจะรับซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วจ่ายเงินเพียงบางส่วนหรือจ่ายเงินเชื่อ อาจทำให้ถูกฉ้อโกงได้

ด้านราคาข้าว พบว่า ตั้งแต่ มกราคม – พฤศจิกายน 2561 ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 15,105 บาท และข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,716 บาท สูงขึ้นจากของช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 48.29 และ ร้อยละ 0.27 ตามลำดับ เนื่องจากข้าวไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลผลิตข้าวหอมมะลิ ปี 2561 ประสบปัญหาภัยแล้งในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 ภาครัฐได้ดำเนินการ 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการผลิต 7 โครงการ คือ 1) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ 2) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ 3) โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง 4) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง 5) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ 6) โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข 43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร 7) โครงการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง และด้านการตลาด 3 โครงการ คือ 1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว 2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และ 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก

เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง เตรียมความพร้อมสู่‘ไทยแลนด์4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378299

เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง  เตรียมความพร้อมสู่‘ไทยแลนด์4.0’

เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง เตรียมความพร้อมสู่‘ไทยแลนด์4.0’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Smart Farmer Core Team ระดับเขตและจังหวัด เตรียมความพร้อมทีมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรให้พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง เตรียมความพร้อมสู่ไทยแลนด์ 4.0

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ในปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรตั้งเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรไทย จำนวน 17,640 ราย ให้เป็นผู้ประกอบการเกษตรที่มีการใช้เทคโนโลยีและการดำเนินธุรกิจอย่างทันยุคสมัย มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองได้ เพื่อพัฒนาต่อยอดเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ต่อไป

การพัฒนาเกษตรกรจะยึดหลัก “เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนา” บนหลักการการเรียนรู้ตลอดชีวิต การมีส่วนร่วมและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยมีเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” และใช้กระบวนการกลุ่มเป็นกลไกการขับเคลื่อนตามกระบวนการพัฒนา รวมทั้งเสริมทักษะการเป็นผู้ประกอบการเกษตรด้วยการใช้แผนผลิตรายบุคคล (IFPP) เป็นแนวทางในการประกอบกิจกรรมการเกษตรของตนเอง ทั้งในด้านการจัดการผลผลิต การตลาด รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดการลดต้นทุนและขยายโอกาสทางการแข่งขัน ต่อยอดไปสู่การทำแผนธุรกิจในอนาคต และขยายผลสู่การจัดทำแผนการผลิตรายกลุ่มต่อไป เพื่อให้เกิดการพัฒนาเกษตรกรอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ การสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานให้กับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงพัฒนาทักษะความสามารถการใช้กระบวนการกลุ่มเพื่อพัฒนาเกษตรกร และทักษะการจัดทำแผนการผลิตรายบุคคล ให้มีความเข้าใจและสามารถนำไปถ่ายทอดให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องครบถ้วน