รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378301

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน  เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

รายงานพิเศษ : ‘กรมตรวจบัญชีสหกรณ์’หนุนเยาวชน เรียนรู้การทำบัญชีผ่านกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จัดอบรม หลักสูตร “การจัดทำบัญชี กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี 2562” ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการอบรมได้ทราบถึงพระราชดำริ และการสนองงานเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ในโครงการตามพระราชดำริ ปลูกฝังเยาวชนให้ตระหนักถึงการจดบันทึกบัญชีเป็นประจำ จะทำให้รู้รายรับ รายจ่าย และเงินออม ซึ่งเป็นการสร้างวินัยทางการเงินกับตัวเองและครอบครัวรวมถึงขยายเครือข่ายไปยังผู้ปกครองและชุมชน ให้สามารถนำข้อมูลทางบัญชีไปใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีภูมิคุ้มกัน

 

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์กรุงเทพมหานคร ได้จัดทำโครงการอบรมหลักสูตร “การจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี 2562” ตาม
พระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้ทราบถึงพระราชดำริและการสนองงาน เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนในโครงการตามพระราชดำริ ตลอดจนการจัดทำรายงานทางการเงินและการนำข้อมูลทางการเงินไปใช้ในการบริหารจัดการกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน รวมทั้งนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัว โดยได้ร่วมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนในโครงการพระราชดำริ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน และกรมประมง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ โดยส่งเสริมให้ครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ได้มีความรู้และเข้าใจในเรื่องหลักการสหกรณ์ เรียนรู้ในเรื่องกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดให้แก่ครูไปสู่นักเรียน เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้ฝึกหัดด้านบัญชีและการคิดคำนวณ พัฒนาโรงเรียนให้สามารถจัดการเรียนการสอนการทำบัญชีสหกรณ์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมร้านค้า เกษตร ออมทรัพย์ และโครงการอาหารกลางวัน สามารถบันทึกบัญชีของกิจกรรมสหกรณ์แต่ละผลผลิตได้ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังให้เรียนรู้การบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง บัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันตนเองและขยายผลไปยังผู้ปกครองและชุมชนต่อไป โดยจัดอบรม ณ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ มีผู้เข้ารับการอบรมเป็นครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบสหกรณ์นักเรียน แบ่งออกเป็นโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 25 โรงเรียน และโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 โรงเรียน มีครูผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน จำนวน 27 คน และนักเรียน จำนวน 82 คน รวมทั้งสิ้น 109 คน

 

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ร่วมสนองงานตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทรงให้ความสำคัญกับการบันทึกบัญชีและส่งเสริมให้มีการบันทึกบัญชี โดยสอดแทรกในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องถ่ายทอดให้แก่ครูไปสู่นักเรียน เพื่อฝึกหัดให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการบัญชีและการคิดคำนวณเลข ฝึกให้นักเรียนรู้จักการบริหารกิจกรรมสหกรณ์กันเอง จะได้ใช้เป็นพื้นฐานในการบริหารกิจการตนเองในอนาคต นอกจากนี้ ยังฝึกให้มีวินัยทางการเงินโดยบันทึกบัญชีรับจ่ายส่วนตัวของนักเรียนและขยายไปยังครัวเรือนและชุมชน ได้เรียนรู้การทำบัญชีรับจ่ายและบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ สำหรับโรงเรียนที่มีความพร้อมให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการบัญชี เพื่อขยายผลจากโรงเรียนสู่ชุมชนในพื้นที่ โดยนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีไปใช้ในการวางแผนและประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตประจำวันต่อไป

“การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ด้านการจัดทำบัญชี และนำไปใช้ในการบริหารกิจกรรมสหกรณ์ของโรงเรียน นอกจากสามารถเป็นพื้นฐานในการบริหารกิจการตนเองได้ในอนาคต ยังสร้างวินัยทางการเงิน ช่วยพัฒนาอุปนิสัยให้รู้จักการออม ใช้เงินอย่างคุ้มค่า มีความซื่อสัตย์ เป็นการพัฒนาสู่ความพอเพียง สู่อนาคตที่เจริญอย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ฝนหลวงฯส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ช่วยภัยแล้ง’กาญฯ’กว่า1.25 แสนไร่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378375

ฝนหลวงฯส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ช่วยภัยแล้ง'กาญฯ'กว่า1.25 แสนไร่

ฝนหลวงฯส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว ช่วยภัยแล้ง’กาญฯ’กว่า1.25 แสนไร่

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.45 น.

21 พ.ย.61พ.ย.นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้ปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงไป เมื่อวันที่ 15 พ.ย. เพราะเข้าสู่ฤดูหนาวที่สภาพอากาศไม่มีความเหมาะสมต่อการปฏิบัติการฝนหลวง และพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในระยะการเก็บเกี่ยว ทั้งนี้ได้เปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วขึ้นที่ จ.นครสวรรค์ เพื่อติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ความต้องการน้ำอย่างต่อเนื่องทุกวัน และพร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำที่มีการร้องขอหากมีสภาพอากาศที่เหมาะสม

ซึ่งเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา  ได้ขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรนอกเขตชลประทานของ จ.กาญจนบุรี ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรของ อ.บ่อพลอย อ.หนองปรือ และ อ.ศรีสวัสดิ์ ช่วยให้บริเวณพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งและ มีชนิดพืชที่เพาะปลูกอยู่ในระหว่างกำลังเจริญเติบโต เช่น ข้าว2,822 ไร่ อ้อย 61,028 ไร่ ข้าวโพด 36,655 ไร่ มันสำปะหลัง 12,250 ไร่ ยางพารา  5,024 ไร่ สับปะรด  5,598 ไร่ และพืชชนิดอื่นๆ  1,636 ไร่ รวม 125,013 ไร่ มีน้ำหล่อเลี้ยงให้เติบโตได้ดี ซึ่งในระหว่างนี้เตรียมพร้อมการซ่อมบำรุงอากาศยาน บุคลากรด้านการบินและนักวิทยาศาสตร์ ให้พร้อมที่จะทำฝนหลวงสู้ภัยแล้งปี62ได้มีประสิทธิภาพ

กาฬสินธุ์เปิดฤดูกาลหีบอ้อย คาดเงินสะพัดสู่มือเกษตรกร5พันล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378245

กาฬสินธุ์เปิดฤดูกาลหีบอ้อย คาดเงินสะพัดสู่มือเกษตรกร5พันล้านบาท

กาฬสินธุ์เปิดฤดูกาลหีบอ้อย คาดเงินสะพัดสู่มือเกษตรกร5พันล้านบาท

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.20 น.

อุทยานมิตรผลกาฬสินธุ์นำส่วนราชการและเกษตรกรชาวไร่อ้อยจัดกิจกรรมประเพณีโยนอ้อยฤดูกาลเปิดหีบ 2561/62 เข้มแนวทางปฏิบัติการขนส่งอ้อยเข้าสู่โรงงาน พร้อมรณรงค์ตัดอ้อยสด สะอาด ยอดสั้น คีบอ้อยสะอาด ปราศจากดินทรายและสิ่งเจือปน คาดผลผลิตเข้าสู่โรงงานมากถึง 5 ล้านตัน เงินสะพัดถึงมือเกษตรกรกว่า 5 พันล้านบาท

21 พ.ย.61 ที่โรงงานน้ำตาลมิตรผลกาฬสินธุ์ อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ นายวิชรัตน์ บุปผาพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานอ้อย นายอภิวัฒน์ บุญทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานอ้อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 นายเทวกุล ปัทมะสุวรรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานโรงงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายคมสันต์ เหล่าจูม ผู้อำนวยการโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์ นายคำสี แสนศรี ผู้อำนวยการด้านอ้อย ร่วมกันจัดกิจกรรมประเพณีโยนอ้อย ถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในวันเปิดฤดูกาลหีบอ้อยประจำปีการผลิต 2561/62 โดยมี พ.ต.อ.รัตนทัต ศรีพล ผกก.สภ.กุฉินารายณ์ พร้อมด้วยส่วนราชการ สมาคมชาวไร่กาฬสินธุ์ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน สถานศึกษา พนักงาน และเกษตรกรชาวไรอ้อยเข้าร่วมจำนวนมาก

โดยกิจกรรมในงานมีการมอบรางวัลให้แก่เกษตรกรและคนขับรถบรรทุกอ้อยที่มีผลผลิตสูงและปฏิบัติตามกฎระเบียบในการขนส่งอ้อยในปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งรณรงค์ใช้สายรัดอ้อยป้องกันการตกหล่นระหว่างการขนส่ง และรณรงค์ให้เกษตรกรชาวไร่ตัดอ้อยสด สะอาด ยอดสั้น คีบอ้อยสะอาด ปราศจากดินทรายและสิ่งเจือปน เพื่อที่จะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ

นายอภิวัฒน์ บุญทวี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานอ้อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 กล่าวว่า สำหรับวันนี้เป็นการโยนอ้อย ซึ่งถือเป็นประเพณีที่โรงงานร่วมกับส่วนราชการและเกษตรกรจัดขึ้นทุกปี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่ามีความพร้อมในการเปิดหีบอ้อยและถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยในวันเปิดฤดูกาลหีบอ้อยประจำปี โดยในปีนี้โรงงานน้ำตาลมิตรผลกาฬสินธุ์มีเป้าหมายในการหีบอ้อยและคาดว่าอ้อยจะเข้ามาในโรงงานไม่ต่ำกว่า 5 ล้านตัน โดยเป็นอ้อยของเกษตรกาฬสินธุ์ 3.6 ล้านตัน ส่วนอีก 1.4 ล้านตัน มาจาก จ.อำนาจเจริญ และ จ.ร้อยเอ็ด ค่าความหวานไม่ต่ำกว่า 11.10 ccs ซึ่งทางโรงงานพยายามทำให้ผลผลิตอ้อยมีประสิทธิภาพมากที่สุด

นายอภิวัฒน์ กล่าวต่อว่า สำหรับสถานการณ์อ้อยในปีนี้ถึงแม้ราคาจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ได้รับความอนุเคราะห์จากรัฐบาลและทางภาครัฐที่เข้ามาดูแลในเรื่องของเงินค่าปัจจัยการผลิตตันละ 50 บาท และส่วนต่างของราคาอีกตันละ 70 บาท รวมแล้วไม่ต่ำกว่าตันละ 120 บาท ซึ่งหากรวมค่าความหวานแล้วราคารับซื้ออ้อยของโรงงานน้ำตาลมิตรกาฬสินธุ์นั้นไม่ต่ำกว่าตันละ 1,000 บาท จากเดิมราคาตันละประมาณ 900-950 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ในราคาที่รับได้ของเกษตรกรชาวไร่อ้อย คาดว่าจะมีเงินสะพัดสู่มือพี่น้องเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท

นายอภิวัฒน์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามในปีนี้ทางโรงงานยังคงเน้นในเรื่องของการณรงค์การทำให้อ้อยราคาดีที่สุดคือการตัดอ้อยสด สะอาด เข้าโรงงาน ลดอ้อยไฟไหม้ อย่าเผาอ้อยโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณภาพของอ้อยลดน้อยลง ซึ่งในปีนี้จะมีรถตัดอ้อยที่จะเข้ามาตัดอ้อยเพิ่มขึ้นประมาณ 9 แสนตัน ซึ่งจะทำให้ปริมาณอ้อยลดเพิ่มขึ้น ลดมลภาวะทางด้านสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีการรณรงค์โดยการกำชับและเน้นให้รถบรรทุกอ้อยส่งเข้าโรงงานทุกคันปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยจะต้องมีสายรัดอ้อย ไม่บรรทุกสูงเกิน 3.80 เมตร ไม่ให้อ้อยตกหล่นตามท้องถนน ส่วนการส่งเสริมในปีหน้า แม้ราคาอ้อยปัจจุบันจะเป็นอย่างนี้ทางโรงงานจะยังคงส่งเสริมให้เกษตรกรเพราะปลูกอ้อยให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เพราะคาดว่าราคาอ้อยจะในปีหน้าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้

เกษตรฯพัฒนา‘หมอพืช’4ภาค เปิดหลักสูตรติวเข้มจนท.ทั่วปท. ปูพรมเปิดคลินิกดูแล‘เกษตรกร’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378062

x

เกษตรฯพัฒนา‘หมอพืช’4ภาค เปิดหลักสูตรติวเข้มจนท.ทั่วปท. ปูพรมเปิดคลินิกดูแล‘เกษตรกร’

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เกษตรฯพัฒนา‘หมอพืช’4ภาค 

เปิดหลักสูตรติวเข้มจนท.ทั่วปท.

ปูพรมเปิดคลินิกดูแล‘เกษตรกร’

เข้มป้องกันศัตรู-ปกป้องผลผลิต

 

นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การวินิจฉัยศัตรูพืช และการจัดการศัตรูพืชนั้น มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการเกษตรอย่างมาก ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรมีบทบาทหน้าที่ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรให้มีขีดความสามารถในการผลิตและจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด ตลอดจนให้บริการทางการเกษตร ตามสภาพปัญหาและความต้องการของเกษตรกร เช่น บริการตรวจวินิจฉัยและให้คำแนะนำในการจัดการศัตรูพืช โดยในปีงบประมาณ 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรวางแผนเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจและพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่อารักขาพืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานอารักขาพืชได้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ และให้คำแนะนำในฐานะหมอพืชแก่เกษตรกรได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ

กรมส่งเสริมการเกษตรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านอารักขาพืชที่ชัดเจน โดยมีกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย เป็นศูนย์กลาง มีศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช 9 ศูนย์ กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ตลอดจน
เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านอารักขาพืชอยู่ในทุกอำเภอและจังหวัด ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตรจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่อารักขาพืช หลักสูตรการเป็นหมอพืชและการดำเนินงานคลินิกพืช โดยเริ่มจัดขึ้นที่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ในระหว่างวันที่ 19-23 พฤศจิกายน 2561 และจัดจนครบทั้ง 4 ภาค ในต้นปี 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกำหนดแนวทาง การพัฒนา วางแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการอารักขาพืชให้มีประสิทธิภาพเป็นทิศทางเดียวกัน

สำหรับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น มีการลงพื้นที่ฝึกปฏิบัติการให้บริการคลินิกพืช ใน 3 จุด คือ จุดที่ 1 กลุ่มเกษตรกรทำสวนบ้านโนนเขวา หมู่ที่ 3 ต.ดอนหัน จุดที่ 2 ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หมู่ที่ 8 ต.หนองตูม จุดที่ 3 แปลงใหญ่ไม้ผล (ฝรั่ง) หมู่ที่ 4 ต.บึงเนียม มีหมอพืชเข้าร่วมอบรม รวมทั้งสิ้น 109 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช สำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ หนองคาย เลย ชัยภูมิ และสุรินทร์ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จ.ขอนแก่น (สสก.ที่ 4) และ สสก.ที่ 7 จ.นครราชสีมา และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมสังเกตเรียนรู้อาการผิดปกติของพืชจากสาเหตุต่างๆเทคนิคการวินิจฉัยศัตรูพืช ความแตกต่างของการวินิจฉัยศัตรูพืชในแปลงและห้องปฏิบัติการ การจัดการศัตรูพืช การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการจัดการศัตรูพืช ตลอดจนการลงพื้นที่ฝึกปฏิบัติการให้บริการคลินิกพืช

ปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรประมาณ 150 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่สำหรับการผลิตพืชมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ถือครองทางการเกษตรทั้งหมด จำนวนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรมีมากกว่า 7.9 ล้านครัวเรือน ซึ่งปัจจุบันปัญหาเกี่ยวกับการเข้าทำลายของศัตรูพืชทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้พืชอ่อนแอ ผลผลิตการเกษตรเกิดความเสียหายและมีปริมาณลดลง จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในการจัดการศัตรูพืช เพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด และยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกร

เชื่อมโยงข้อมูล‘ชาวสวนยาง’ n กยท.เซ็นความร่วมมือกรมส่งเสริมฯเพิ่มประสิทธิภาพยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378061

x

เชื่อมโยงข้อมูล‘ชาวสวนยาง’ n กยท.เซ็นความร่วมมือกรมส่งเสริมฯเพิ่มประสิทธิภาพยางพารา

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กยท. เดินหน้าลงนาม MOU สร้างความร่วมมือบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่างๆ ล่าสุดจับมือกรมส่งเสริมการเกษตร เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ หวังเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการในการพัฒนาการผลิต และการอำนวยสินเชื่อแก่เกษตรกรชาวสาวนยาง

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางและข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่เกษตรกรชาวสวนยางในการพัฒนาการผลิต ตลอดจนการอำนวยสินเชื่อ

โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว กยท. และกรมส่งเสริมการเกษตร จะสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้ประโยชน์จากข้อมูลของแต่ละฝ่ายที่มีอยู่ได้ตามความจำเป็น โดยในส่วนของ กยท. นั้น มีการจัดทำทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง และข้อมูลอื่นที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ ข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยาง ข้อมูลสวนยาง จุดรวบรวมยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ข้อมูลความเคลื่อนไหวราคายางชนิดต่างๆ รวมถึงข้อมูลต้นทุนยาง/ราคายาง ตลาดกลางยางพารา

“การร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการบูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางของ กยท. และข้อมูลสารสนเทศด้านส่งเสริมสหกรณ์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งฐานข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการรองรับภารกิจของหน่วยงานและตอบสนองนโยบายรัฐบาล” รองผู้ว่าการฯกยท.กล่าว

ด้านนายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า บันทึกข้อตกลงนี้จะเป็นกรอบในการดำเนินงานร่วมกันระหว่างสองหน่วยงาน และสามารถนำไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำบันทึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการสนับสนุนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงนโยบายอื่นๆ
ต่อไป โดยข้อมูลที่นำมาเชื่อมโยงร่วมกับ กยท. ได้แก่ ข้อมูลสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ข้อมูลโรงงานผลิตยางแท่ง STR ข้อมูลโรงงานอัดยางก้อน ข้อมูลตลาด ข้อมูลโรงอบ-โรงรมควันยางพารา ข้อมูลโรงตากยางแผ่นดิบ ยางเครฟ ข้อมูลศูนย์รวบรวมน้ำยางสดซึ่งเชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ ต่อการดำเนินงานตามภารกิจของทั้งสองหน่วยงานอย่างแน่นอน

ส่องเกษตร : มารผจญ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378060

449007

ส่องเกษตร : มารผจญ!!

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ข้าวไทยโดยเฉพาะ“หอมมะลิ”ยังคงราคาดีอย่างต่อเนื่องน่าชื่นใจ แต่ช่างเป็นเวรกรรมของชาวนาไทยเสียจริง ที่ดูจะได้รับอานิสงส์นี้ไม่ทั่วถึง“ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย” แล้วยังมี “มารผจญ”คอยซ้ำเติมอีก

ที่กล่าวเช่นนี้เพราะขณะที่ข้าวหอมมะลิกำลังราคาดี แต่หลายพื้นที่ปลูกสำคัญโดยเฉพาะเขตทุ่งกุลาร้องไห้ หลายจังหวัดภาคอีสาน กลับเผชิญความแห้งแล้งที่มาเร็ว(อย่างที่ผมเขียนไปสัปดาห์ก่อนว่า ตั้งแต่ปลายปีนี้ต่อเนื่องไปตลอดปี2562 ไทยจะเจอ“ภัยแล้ง”หนักแน่ ด้วยอิทธิพลปรากฏการณ์เอลนีโญที่เวียนกลับมาถึง) ส่งผลให้ผลผลิตข้าวหอมมะลิได้รับความเสียหายไปเป็นจำนวนมาก

คุณจริยา สุทธิไชยา เลขาฯ สศก.-สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร พร้อมผู้แทนทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย,สมาคมโรงสีข้าวไทย รวมถึงภาคเกษตรกร เพิ่งลงพื้นที่ไปสำรวจ 8 จังหวัด ที่พิษณุโลก,นครสวรรค์,ขอนแก่น,ร้อยเอ็ด,สุรินทร์,บุรีรัมย์,นครราชสีมาและอุบลราชธานี พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย เสียหายเป็นวงกว้าง จึงคาดว่าปริมาณข้าวหอมมะลิปี 2561/62 จะลดลงมาก สวนทางกับราคาที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ จากราคาข้าวที่สูงมาก แต่ผลผลิตมีน้อย จึงน่าห่วงว่าอาจเกิดปัญหา“การปลอมปนข้าว”นำข้าวสายพันธุ์อื่นมาผสมหอมมะลิ ทำให้คุณภาพลดลง รวมทั้งต้องระวังมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงเกษตรกร มีพฤติกรรมชักจูงว่า จะรับซื้อข้าวเปลือกราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วจ่ายเงินเพียงบางส่วนก่อนหรือจ่ายเงินเชื่อ ก็อาจถูกฉ้อโกงได้ ดังนั้น เลขาฯสศก.จึงแนะนำชาวนาให้ตรวจสอบราคารับซื้อข้าวเปลือกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือพาณิชย์จังหวัด สายด่วน 1569 ก่อนตัดสินใจขาย

ขณะเดียวกันมีข่าวด้วยว่า หลายพื้นที่เช่น จ.กาฬสินธุ์ได้เจอ“ภัยโจร”ขโมยข้าวเปลือกหอมมะลิที่เพิ่งเก็บเกี่ยวนำมาตากในแปลงนา ลานตากและถนนในหมู่บ้าน ซ้ำเติมชาวนาที่ประสบภัยแล้ง ได้ผลผลิตข้าวน้อยอยู่แล้ว ทำให้ชาวนาที่มีข้าวหอมมะลิพากันหวาดผวาหนัก ต้องจัดเวรยามเฝ้ากลางคืน รวมทั้งขอร้องตำรวจให้เพิ่มการกวดขันดูแลป้องกันภัยโจรขโมยข้าวหอมมะลิด้วย

นี่แหละ เป็นเวรเป็นกรรมของชาวนาไทยเสียจริง ข้าวหอมมะลิกำลังราคาดี น่าจะลืมตาอ้าปากกันได้ ก็มาเจอภัยแล้งจากธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตเสียหายจำนวนมาก ได้ข้าวไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ซ้ำยังเจอ“ภัยคน-ภัยโจร”ทั้งฉ้อฉลคดโกง จนถึงปล้น ลักขโมยหน้าด้านๆ เป็นมารผจญที่ชั่วช้าแท้ๆ!

ภัยแล้งที่ทำลายผลผลิตนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยรมว.-กฤษฎา บุญราช บอกว่า กรณีที่ทางจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ เกษตรกรก็จะได้รับค่าชดเชยตามระเบียบกระทรวงการคลัง แต่ถ้าไม่ได้ประกาศเขตภัยพิบัติ ภาครัฐ
ที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาช่วยเหลือตามความเหมาะสมต่อไป…เรียกว่ายังคงแนวทางช่วยเหลือเฉพาะหน้าแบบเดิมๆ แต่เอาเถอะ ขอให้ความช่วยเหลือถึงเร็วก็แล้วกัน

อีกเรื่องใหญ่คือ คุณภาพข้าวหอมมะลิที่หลายฝ่ายเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะความหอมที่ลดน้อยลง ผมก็เขียนกระตุ้นตอกย้ำมาหลายครั้ง โดยเฉพาะล่าสุดที่มีสัญญาณร้ายจากการที่ข้าวหอมมะลิไทยพ่ายแพ้ให้ข้าวหอมอังกอร์ของกัมพูชาและข้าวหอมเวียดนามในการประกวด“ข้าวดีเด่นโลก”- The Best Rice of the World  2018 ที่กรุงฮานอย เมื่อเดือนที่แล้ว ขนาดทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังต้องสั่งให้กระทรวงเกษตรฯเร่งแก้ไข

เรื่องนี้ รมว.กฤษฎาระบุว่า ได้สั่งหน่วยงานต่างๆเร่งวิจัย ปรับปรุงคุณภาพข้าวหอมมะลิแล้ว เช่น กรมการข้าวให้วิจัยเมล็ดพันธุ์ว่ายังคงมีลักษณะทางพันธุกรรมตามเดิมหรือไม่ รวมทั้งปรับปรุงคุณลักษณะที่ดียิ่งขึ้น,ให้กรมวิชาการเกษตรศึกษาวิธีปลูกว่า ทำอย่างไรจะได้ข้าวที่เมล็ดสมบูรณ์และผลผลิตต่อไร่สูง ส่วนกรมพัฒนาที่ดินวิจัยการปลูกข้าวซ้ำๆในพื้นที่เดิม ส่งผลให้สูญเสียอาหารธาตุในดินหรือไม่ จะต้องปรับปรุงคุณภาพดินอย่างไร…

เรื่องคุณภาพความหอมของหอมมะลิ ก็มีเสียงตอบมาจากกรมการข้าว โดยท่านรองอธิบดีกฤษณพงศ์ ศรีพงศ์พันธุ์กุล ซึ่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว แต่รายละเอียดคงจะว่ากันตรงนี้ไม่พอแล้ว ขอยกยอดไปสัปดาห์หน้าอีกตอนก็แล้วกัน เพราะยังมีประเด็นเพิ่มเติมที่น่าเขียนถึงด้วย เมื่อมีปราชญ์เกษตรของแผ่นดินออกมากระทุ้งล่าสุดว่า ถึงเวลาที่จะต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 เวอร์ชั่น 2 ได้แล้ว! หลังจากหยุดนิ่งมานานหลายปี

เรื่องนี้ต้องขยายต่ออีกตอน สัปดาห์หน้าครับ

สาโรช  บุญแสง

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378065

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก  ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

รายงานพิเศษ : หนุนรถตักล้อยางรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ลดปัญหาขาดแคลนแรงงาน-อำนวยความสะดวกสมาชิก

วันพุธ ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน” เป็นหนึ่งในโครงการตามนโยบายสำคัญ 15 เรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้โครงการไทยนิยมยั่งยืน ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรให้แก่สหกรณ์ ในการลดต้นทุนการผลิตและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และเพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่สมาชิก

สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด เป็นสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยมีโกดังขนาดใหญ่ที่สามารถรวบรวมข้าวเปลือกได้ถึง 2,000 ตัน ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 3,300 ราย พื้นที่รวมประมาณ 30,000 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นหลัก โดยปลูกข้าวนาปี พันธุ์หอมมะลิ 105

 

 

นายวันนา อินเตสะ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด เล่าว่า สหกรณ์เคยมีรถตักที่เก่ามาก ใช้งานมากว่า
16 ปี จึงเสี่ยงต่อการพัง และอาจส่งผลกระทบต่อการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก จึงได้ทำโครงการขอสนับสนุนรถตักคันใหม่ จนได้รับการพิจารณาและอนุมัติการสนับสนุนผ่านกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นเงินอุดหนุนจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2561 (งบกลางปี) ตามโครงการ “การส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าสินค้าและการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน” เพื่อจัดซื้อรถตักล้อยาง ขนาด 210 แรงม้า จำนวน 1 คัน ราคา 2,678,000 บาท สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมผลผลิตของสมาชิก

สหกรณ์การเกษตรไพรบึง จำกัด ดำเนินธุรกิจเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นสำคัญ โดยเฉพาะการรวบรวมผลผลิต (ข้าวเปลือก) เพื่อการจำหน่าย รักษาเสถียรภาพของผลผลิตให้เกิดอำนาจต่อรองด้านราคา สร้างรายได้ผลตอบแทนที่ดีแก่สมาชิกและเกษตรกรทั่วไป โดยอุปกรณ์รถตักล้อยางที่จัดหามาจะได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ สามารถขยายปริมาณรวบรวมผลผลิตได้มากขึ้น ในฤดูกาลผลิต 2561/2562 นี้ สหกรณ์ฯตั้งเป้าหมายด้านปริมาณผลผลิตที่จะสามารถรับซื้อจากเกษตรกรไปจำหน่ายให้ได้ราคาดี เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 5,500 ตัน

ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่ารถตักล้อยาง จะช่วยให้สหกรณ์ฯสามารถยกระดับการให้บริการแก่สมาชิกได้ และช่วยให้การดำเนินงานของสหกรณ์ฯเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนการผลิตและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานได้

กษ.ดันแผนจัดการเชื้อดื้อยา! กำหนดใช้’ยาต้านจุลชีพในสัตว์’ตามใบสั่งสัตวแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378040

กษ.ดันแผนจัดการเชื้อดื้อยา! กำหนดใช้'ยาต้านจุลชีพในสัตว์'ตามใบสั่งสัตวแพทย์

กษ.ดันแผนจัดการเชื้อดื้อยา! กำหนดใช้’ยาต้านจุลชีพในสัตว์’ตามใบสั่งสัตวแพทย์

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.11 น.

กษ.ดันแผนยุทธศาสตร์การจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ กำหนดใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์ ตามใบสั่งจากสัตวแพทย์เท่านั้น ทั้งในฟาร์มประมงและปศุสัตว์ ตั้งเป้าเลี้ยงสัตว์ปลอดใช้ยาปฏิชีวนะ

20 พ.ย.61 นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะได้เดินทางไปประชุมระดับโลกด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ และการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ณ กรุงอักกรา สาธารณรัฐกานา กล่าวว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผู้ทำงานเชิงรุกระดับนโยบาย ทั้งในประเทศจนถึงระดับโลกในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา และนำเสนอกรณีตัวอย่าง รวมทั้งธำรงรักษาและเสริมสร้างความเข้มแข็ง การขับเคลื่อนงานในระดับประเทศและระดับโลกผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชา-สังคม และเพื่อนำเสนอกระบวนการการทำงานของกลุ่มประสานงานหน่วยงานด้านการจัดการเชื้อดื้อยาระหว่างประเทศ เป้าประสงค์ที่วัดได้ เราคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2564 การป่วยจากเชื้อดื้อยาจะลดลงร้อยละ 50 การใช้ยาต้าน จุลชีพสำหรับมนุษย์ ร้อยละ 20 และสัตว์ลดลงร้อยละ 30 ซึ่งประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และประเทศไทยมีระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล

ทั้งนี้ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 73 โดยมีเจ้าภาพร่วมซึ่งประกอบด้วย ประเทศไทย สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐกานา มูลนิธิ Wellcome Trust มูลนิธิสหประชาชาติ และธนาคารโลก โดยคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การดื้อยา ต้านจุลชีพ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็น co-host สำหรับจัดการประชุม โดยมีเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ซึ่งตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564

“กระทรวงเกษตรฯเป็นเจ้าภาพหลักในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ กำหนดให้มีการใช้ยาต้านจุลชีพตามใบสั่งสัตวแพทย์ และลดการใช้ยาต้านจุลชีพในฟาร์มปศุสัตว์และประมง โดยมีจัดกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการที่สำคัญ คือ โครงการพิเศษ การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะตามแผนยุทธศาสตร์ของ OIE  องค์การอนามัยโลก และองค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(เอฟเอโอ)โดยไทยมีแผนยุทธศาสตร์ร่วมดำเนินการระดับโลกเพื่อเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งมีความซับซ้อนจะบรรลุผลในที่สุด” นายสัตว์แพทย์สรวิศ กล่าว

ปศุสัตว์ประกาศ’ราชบุรี-กาญจน์’ เขตเกิดโรคระบาดโคนม’ปาก-เท้าเปื่อยชั่วคราว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/378038

ปศุสัตว์ประกาศ'ราชบุรี-กาญจน์' เขตเกิดโรคระบาดโคนม'ปาก-เท้าเปื่อยชั่วคราว'

ปศุสัตว์ประกาศ’ราชบุรี-กาญจน์’ เขตเกิดโรคระบาดโคนม’ปาก-เท้าเปื่อยชั่วคราว’

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 15.05 น.

“อธิบดีปศุสัตว์ ประกาศเขตโรคระบาดปากและเท้าเปื่อยชั่วคราว 2 จว.ราชบุรี-กาญจนบุรี พบเกิดโรคระบาดในโคนม อ.บ้านโป่ง หวั่นลาม โคเนื้อ กระบือ แพะ แกะ สุกร เร่งระดมฉีดวัคซีนทุกพื้นที่ทั่วประเทศคุมสถานการณ์โรคสงบโดยเร็ว”

20 พ.ย.61 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวชนิดปากและเท้าเปื่อยชั่วคราว ในพื้นที่หมู่ 5 ต.กรับใหญ่ หมู่20 หมู่ 13 ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี และในพื้นที่หมู่ 4 ต.ดอนขมิ้น อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ย. – 16 ธ.ค. เนื่องจากปรากฏว่าในท้องที่บ้านรางเจริญ หมู่ที่ 14 ต.ท่าผา อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  ได้มีโคนมเกิดโรคระบาดปากและเท้าเปื่อยขึ้น ซึ่งโรคนี้เป็นโรคระบาดร้ายแรงอาจระบาดติดต่อ โค กระบือ แพะ แกะ สุกร ได้

ฉะนั้นอาศัยตามพ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ จึงประกาศพื้นที่กำหนดโรคระบาดและควบคุมโรคพื้นที่รัศมีใกล้เคียง ห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ มีสัตว์ป่วยตายต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ทั้งนี้ให้ทุกพื้นที่รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยในเดือนธ.ค.61ถึงม.ค.62นี้ ทั่วประเทศ พร้อมกับการทำลายเชื้อโรคในพื้นที่เสี่ยง และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ แพะ แกะ นำสัตว์มาฉีดวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวเพื่อเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันโรคและลดความสูญเสียจากการระบาด โดยติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอใกล้บ้าน

นอกจากนี้ ยังเกิดโรคเฮโมรายิกเซปทิซีเมีย เป็นโรคระบาดรุนแรงในกระบือ ทำให้กระบือป่วยตายอย่างเฉียบพลัน ผลกระทบต่อเกษตรกรหรือผู้เลี้ยงสัตว์เป็นอย่างมาก แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเช่นกัน เกษตรกรควรดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและป้องกันสัตว์ ไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่จะนำเชื้อโรคเข้าฟาร์ม ได้แก่ คน ยานพาหนะต่างๆ ถังนม สัตว์ที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่ ถุงอาหารสัตว์ เป็นต้น ประกอบกับหมั่นสังเกตอาการของสัตว์อย่างสม่ำเสมอ หากพบสัตว์แสดงอาการป่วย หรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุข กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือองค์การบริหารงานส่วนตำบล (อบต.) ในพื้นที่ หรือแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ที่เบอร์โทร 063-2256888 หรือ Application: DLD 4.0 แจ้งการเกิดโรคระบาด

อย่าทำวุ่นวาย! ‘บิ๊กป๊อก’ปรามชาวสวนยาง-ปาล์มหยุดเคลื่อนไหว เข้าใจทุกฝ่ายลำบาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377955

อย่าทำวุ่นวาย!  'บิ๊กป๊อก'ปรามชาวสวนยาง-ปาล์มหยุดเคลื่อนไหว เข้าใจทุกฝ่ายลำบาก

อย่าทำวุ่นวาย! ‘บิ๊กป๊อก’ปรามชาวสวนยาง-ปาล์มหยุดเคลื่อนไหว เข้าใจทุกฝ่ายลำบาก

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 10.14 น.

20 พ.ย. 61 เวลา 08.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มเกษตรกรสวนปาล์ม-ยางในพื้นที่ภาคใต้ มีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ไปทำความเข้าใจแล้วหรือไม่ว่า เรื่องความเดือดร้อนของประชาชนเรารับฟังในทุกด้าน เจ้าหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องก็พยายามแก้ไขปัญหานี้อยู่ โดยเรื่องของยางในวันนี้ก็จะมีเสนอเข้าไปในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทราบ หน่วยงานต่างๆพร้อมหารือช่วยเหลือ

“อยากให้ประชาชน ได้เสนอสิ่งที่ตัวเองร้องเรียนมาตามช่องทาง ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวให้วุ่นวาย เพราะเราต่างทราบกันดีว่าทุกคนมีความยากลำบาก โดยเฉพาะเรื่องของราคาพืชผล ก็มีผลกระทบมาจากต่างประเทศด้วย รวมถึงปริมาณที่ปลูกได้มาก และอุปสงค์มากกว่าอุปทาน เราจะพยายามหามาตรการแก้ไขราคาพืชผลทางการเกษตรชนิดอื่นๆด้วย เรื่องนี้เป็นวัฎจักรของประเทศไทยเรา ที่ยังติดในเรื่องของการเกษตร และการตลาดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ” รมว.มหาดไทย กล่าว