อธิบดีฯปศุสัตว์ร่วมถก’Call to Action on Antimicrobial Resistance’ครั้งที่ 2 ขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์จัดการดื้อยาต้านจุลชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377952

อธิบดีฯปศุสัตว์ร่วมถก'Call to Action on Antimicrobial Resistance'ครั้งที่ 2 ขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์จัดการดื้อยาต้านจุลชีพ

อธิบดีฯปศุสัตว์ร่วมถก’Call to Action on Antimicrobial Resistance’ครั้งที่ 2 ขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์จัดการดื้อยาต้านจุลชีพ

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 09.58 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช พร้อมด้วยอธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะได้เดินทางไปประชุมระดับโลกด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ และการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Second OIE Global Conference on Antimicrobial Resistance and Prudent Use of Antimicrobial Agents in Animal) ณ เมืองมาราเกซ ราชอาณาจักรโมร็อกโก เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมแบ่งปันข้อมูลด้านการจัดการ และการรับมือความท้าทายการดื้อยาต้านจุลชีพของหน่วยงานที่รับผิดชอบในประเทศไทย ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรจากอีก 10 กว่าประเทศทั่วโลก เช่น เยอรมันนี ญี่ปุ่น นอร์เวย์ สหราชอาณาจักร นั้น ทั้งนี้เพื่อให้  การทำงานมีความต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ เดินทางไปเข้าร่วมการประชุม Call to Action on Antimicrobial Resistance ครั้งที่ 2 ณ กรุงอักกรา สาธารณรัฐกานา ระหว่างวันที่ 19 – 20 พฤศจิกายน 2561

ซึ่งจากการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (General Assembly of the United Nation: UNGA) สมัยที่ 71 (พ.ศ.2559)  ที่ประเทศไทยได้สนับสนุนและร่วมรับรองปฏิญญาทางการเมือง เรื่อง การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance – AMR) โดยมีกลุ่ม Interagency Coordination Group on AMR (IACG) เป็นกลไกการขับเคลื่อนปฏิญญาทางการเมืองดังกล่าว และประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพร่วม (co-host) จัดการประชุม Call to Action on AMR ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 12-13 ตุลาคม 2560ณ กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การประชุม Call to Action on Antimicrobial Resistance ครั้งที่ 2 นี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ ประการแรก เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผู้ทำงานเชิงรุกระดับนโยบาย ทั้งในประเทศจนถึงระดับโลกในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหา AMR และนำเสนอกรณีตัวอย่าง ประการที่สอง เพื่อธำรงรักษาและเสริมสร้างความเข้มแข็ง การขับเคลื่อนงาน AMR ในระดับประเทศและระดับโลกผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งภาคประชา-สังคม และประการสุดท้าย เพื่อนำเสนอกระบวนการการทำงานของกลุ่มประสานงานหน่วยงานด้านการจัดการเชื้อดื้อยาระหว่างประเทศ (Interagency Coordination Group on AMR : IACG) และผลงานที่ IACG จะส่งมอบและรายงานต่อเลขาธิการสหประชาชาติ ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 73

โดยมีเจ้าภาพร่วมซึ่งประกอบด้วย ประเทศไทย สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐกานา มูลนิธิ Wellcome Trust  มูลนิธิสหประชาชาติ และธนาคารโลก โดยคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การดื้อยา ต้านจุลชีพ ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยเข้าร่วมเป็น co-host สำหรับจัดการประชุม โดยมีเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวแทนจากประเทศไทย ซึ่งตามแผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2564 ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 นั้น เป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวง ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ พร้อมเป้าประสงค์ที่วัดได้ เราคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2564 การป่วยจากเชื้อดื้อยาจะลดลงร้อยละ 50 การใช้ยาต้าน  จุลชีพสำหรับมนุษย์และสัตว์ลดลงร้อยละ 20 และ 30 ตามลำดับ ประชาชนมีความรู้เรื่องเชื้อดื้อยาและตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และประเทศไทยมีระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพที่มีสมรรถนะตามเกณฑ์สากล

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นเจ้าภาพหลักยุทธศาสตร์ “การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยา และควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง” เช่น เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพสำหรับสัตว์ กำหนดให้มีการใช้ยาต้านจุลชีพตามใบสั่งสัตวแพทย์ และลดการใช้ยาต้านจุลชีพในฟาร์มปศุสัตว์และประมง โดยมีกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการที่สำคัญ คือ โครงการพิเศษ “การเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ” (Raised Without Antibiotics; RWA) ซึ่งได้มีการลงนามกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2561

 

“ประเทศไทยยืนยันการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของ OIE ซึ่งสอดคล้องกับแผนดำเนินการระดับโลกตามความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ เรื่องการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ สะท้อนความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการร่วมแก้ไขปัญหาการการดื้อยาต้านจุลชีพกับนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งเรื่องนี้จะสำเร็จได้ต้องใช้ระยะเวลาและความร่วมมือร่วมใจกันจากทุกภาคส่วน เรามั่นใจว่าด้วยความเข้าใจและความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งมีความซับซ้อนจะบรรลุผลในที่สุด” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

เกษตรฯดันพัฒนานวัตกรรม เปิดหลักสูตรติวเข้มงานวิจัยจนท.ทั่วประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377798

x

เกษตรฯดันพัฒนานวัตกรรม เปิดหลักสูตรติวเข้มงานวิจัยจนท.ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นายสำราญ สาราบรรณ์ รักษาราชการอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร ซึ่งมีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (ศูนย์ปฏิบัติการ) เป็นหน่วยงานส่วนกลางของภูมิภาคที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ 50 ศูนย์ทั่วประเทศ เพิ่มเติมจากสำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอ โดยบทบาทหนึ่งที่สำคัญของหน่วยงานที่ตั้งในภูมิภาค คือ การทำงานเชิงวิชาการศึกษา ทดสอบ และขยายผล เพื่อสร้างความมั่นคงในอาชีพและเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของเกษตรกร

กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ให้ความสำคัญดังกล่าว จึงเตรียมจัดฝึกอบรมภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพด้านการวิจัยของศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อให้บุคลากรของศูนย์ปฏิบัติการมีความรู้ความเข้าใจ แนวคิด หลักการ และวิธีการวิจัย เพื่อสนับสนุนงานส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ เกิดเครือข่ายนักวิจัย และตอบสนองบทบาทภารกิจของหน่วยงาน และเพื่อให้มีเทคโนโลยี นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เหมาะสม และตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรและพื้นที่ ประกอบกับเป็นแหล่งเรียนรู้ทางวิชาการและพัฒนาอาชีพด้านการเกษตรแก่เจ้าหน้าที่ เกษตรกร และผู้ที่สนใจ ตลอดจนเกิดบุคลากรที่ทำงานวิจัยในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับการฝึกอบรมดังกล่าวกำหนดจัดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2561 ถึง กรกฎาคม 2562 โดยมีบุคลากรของศูนย์ปฏิบัติการทั้ง 50 ศูนย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการฝึกอบรม โดยหลักสูตรประกอบด้วยหัวข้อต่างๆ เช่น การหาโจทย์วิจัยที่ตอบสนองต่อเกษตรกรในพื้นที่ การออกแบบงานวิจัย เขียนโครงร่างวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง การนำเสนอผลการวิจัย ซึ่งจะพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่เพื่อนำไปสู่การศึกษา วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและรูปแบบผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนารูปแบบและกระบวนการถ่ายทอดความรู้ เพื่อปรับระบบการผลิตที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และการสร้างนวัตกรรมองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เหมาะสมและตอบสนองต่อความต้องการของเกษตรกรและพื้นที่ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และมุ่งสู่ความเป็นประเทศไทย 4.0

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377801

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด  หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

รายงานพิเศษ : ‘สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์’ใช้กลยุทธ์ซื้อนำตลาด หักข้าวเปลือกแทนเงินค้างชำระ สร้างแรงจูงใจสมาชิก

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร เป็นอีกโครงการหนึ่งของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าวปีการผลิต 2561/62 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับระบบสหกรณ์ในการรวบรวมรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ชะลอปริมาณข้าวเปลือกบางส่วนมิให้ออกสู่ตลาดในช่วงเก็บเกี่ยว และเพื่อเก็บข้าวเปลือกไว้แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มโดยการแปรรูปเป็นข้าวสาร เป็นการช่วยรักษาระดับราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ และทำให้เกษตรกรสามารถขายข้าวเปลือกได้ราคาที่สูงขึ้น

สหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด  จังหวัดศรีสะเกษ เป็นสหกรณ์หนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนเงินกู้ยืมอัตราดอกเบี้ยต่ำ จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อนำไปรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิกและเกษตรกรทั่วไป  โดยเริ่มเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือก ปีการผลิต 2561/2562  เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา

นางกิตติวรรณ เผ่าพันธุ์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัด  เล่าว่า การดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกของสหกรณ์ฯ ในปีการผลิต 2561/2562 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีการผลิตที่ผ่านมา ปริมาณลดลงเนื่องจากเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตล่าช้า และมีตัวแทนบริษัทเอกชนหลายรายได้เข้าไปรับซื้อข้าวเปลือกในพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร ดังนั้น สหกรณ์ฯ จึงได้ปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด เพื่อจูงใจสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้นำข้าวเปลือกมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯ  โดยกำหนดราคารับซื้อพิเศษ กรณีเกษตรกรทั่วไปที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรนำข้าวเปลือกมาจำหน่าย สหกรณ์ฯจะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 100 บาท  ส่วนสมาชิกสหกรณ์ ทางสหกรณ์ฯจะรับซื้อในราคาสูงกว่าราคาท้องตลาด ตันละ 200 บาท และหากสมาชิกรายใดมีความประสงค์จะขายข้าวเปลือกโดยยินยอมให้หักชำระหนี้ค้างที่มีอยู่กับสหกรณ์ฯ ทางสหกรณ์ฯก็จะเพิ่มราคาให้อีกตันละ 400  บาท

สำหรับการกำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกนั้น สหกรณ์ฯ จะซื้อตามเปอร์เซ็นต์ความชื้นและคุณภาพข้าว ราคาต่ำสุดประมาณ 12.60 บาท/กิโลกรัม สรุปผลการดำเนินการสะสม ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2561 สหกรณ์ฯ สามารถรวบรวมได้ทั้งสิ้น จำนวน 2,107.48 ตัน ราคารับซื้อปัจจุบันเฉลี่ย 14.35 บาท/กิโลกรัม

ทั้งนี้ จากการปรับกลยุทธ์ด้านการตลาดดังกล่าว ส่งผลให้สมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้ความสนใจนำข้าวเปลือกมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯมากขึ้น ซึ่งนอกจากราคาที่เป็นธรรมและตาชั่งได้มาตรฐานแล้ว อีกเหตุผลสำคัญก็คือ สมาชิกให้ความเชื่อถือและเชื่อมั่นต่อสหกรณ์ฯ เนื่องจากสหกรณ์ฯ ได้จัดตั้งและให้บริการต่อเนื่องมายาวนานหลายสิบปี โดยไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร แต่มุ่งช่วยเหลือสมาชิกเป็นหลัก เพื่อให้สมาชิกอยู่ได้ มีอาชีพที่มั่นคง

“อย่างไรก็ดี หากสหกรณ์ฯ ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ เพื่อใช้เป็นทุนในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก สหกรณ์ฯคงไม่สามารถซื้อนำตลาดเพื่อช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรทั่วไปให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยลดภาระหนี้ที่มีต่อสหกรณ์อีกด้วย” นางกิตติวรรณ กล่าว

นับได้ว่าสหกรณ์การเกษตรกันทรลักษ์ จำกัดเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ที่ประสบผลเป็นรูปธรรม สามารถพัฒนากิจการเจริญก้าวหน้าเป็นองค์กรธุรกิจที่เข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชน เป็นที่ยอมรับและสามารถเป็นที่พึ่งพาของสมาชิกได้อย่างแท้จริง

‘คูโบต้า’รุกตลาดอ้อยเต็มตัวส่ง‘เครื่องสางใบ-เก็บเกี่ยว’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377799

x

‘คูโบต้า’รุกตลาดอ้อยเต็มตัวส่ง‘เครื่องสางใบ-เก็บเกี่ยว’

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

‘คูโบต้า’รุกตลาดอ้อยเต็มตัวส่ง‘เครื่องสางใบ-เก็บเกี่ยว’ ลุยชี้ตอบโจทย์-เพิ่มประสิทธิภาพประหยัดเวลา-ต้นทุน-แรงงาน

“สยามคูโบต้า” ประกาศรุกตลาดอ้อยอย่างเต็มตัว ส่งเครื่องสางใบอ้อยและเครื่องตัดอ้อยออกสู่ตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนการเก็บเกี่ยวนายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จากที่รัฐบาลผลักดันนโยบายบริหารพื้นที่เกษตรกรรมของพืช(Zoning) โดยเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมไปสู่การปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆอาทิ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยพบว่าเกษตรจำนวนหนึ่งหันมาทำไร่อ้อย ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยใน 47 จังหวัด มากกว่า 11 ล้านไร่ พื้นที่การเพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากถึง 5 ล้านไร่ ซึ่งการตัดอ้อยส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคนมากถึง 60% และปัญหาที่พบ คือ แรงงานจะใช้วิธีการเผาอ้อยก่อนตัดเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ง่ายซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งทำให้น้ำตาลในอ้อยลดลงซึ่งบางพื้นที่ยังขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อยอีกด้วย บริษัทจึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับงานไร่อ้อยโดยเฉพาะขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานและประหยัดเวลา ซึ่งตอบโจทย์การทำไร่อ้อยในปัจจุบัน

โดยล่าสุด บริษัทได้เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับงานไร่อ้อย ได้แก่ “เครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110H” สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้าขนาด 24-27 แรงม้า สามารถสางใบอ้อยได้เต็มประสิทธิภาพด้วยชุดโรลเลอร์ จำนวน 4 ชุด ที่มีรอบหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบต่อนาที ทำให้สามารถตีใบอ้อยได้ละเอียด ได้ลำอ้อยที่สะอาด และดีไซน์ทิศทางการหมุนให้เป็นแบบหมุนขึ้น เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อลำอ้อย พร้อมออกแบบให้มีรัศมีการทำงานกว้างถึง 2.1 เมตรและมีระยะสางใบสูงสุด 2.3 เมตร ทำให้เกษตรกรมีพื้นที่ในการทำงานกว้างขึ้นสามารถเข้าไปตัดอ้อยสดได้ง่าย อีกทั้งยังมีชุดป้องกัน เศษใบอ้อยที่จะเข้าไปสะสมในส่วนต่างๆ ของตัวเครื่อง ช่วยให้ทำงานได้ต่อเนื่องสูงสุด 15 ไร่ต่อวัน และ “เครื่องตัดอ้อย ตราช้าง รุ่น SCR100” สำหรับแทรกเตอร์คูโบต้าขนาด 95 แรงม้า โดยการทำงานของเครื่องตัดอ้อยนั้นรวมการทำงานทั้งหมดไว้ในเครื่องเดียวจากการทำงานพร้อมกัน 4 ระบบ ประกอบด้วย ระบบชุดตัด ยอดอ้อยที่สามารถตัดยอดอ้อยได้ตั้งแต่ 1.5 – 4 เมตร ระบบชุดสางใบอ้อย ถูกออกแบบให้ชุดโรลเลอร์ มีรอบการหมุนที่รวดเร็วมากกว่า 900 รอบต่อนาที ทำให้ตีใบได้ละเอียด ลำอ้อยสะอาด ระบบชุดตัดโคนอ้อย สามารถตัดโคนอ้อยได้สม่ำเสมอชิดกับดิน และระบบชุดถาดรวมกอง ที่สามารถบรรทุกน้ำหนักอ้อยได้สูงสุด 500 กิโลกรัมช่วยเก็บรวมกองอ้อยที่ตัดเสร็จแล้วเพื่อรอคีบขึ้นรถบรรทุกต่อไป นอกจากนี้ยังออกแบบให้เข้าทำงานในแปลงอ้อยที่มีระยะร่องปลูกตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป ช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่การทำงานตัดอ้อยได้ 40 – 80 ตันต่อวัน

“ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ที่ผ่านมา บริษัทไม่เคยหยุดวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยการสร้างสรรค์เครื่องจักรกลการเกษตรให้ตอบโจทย์การทำไร่อ้อยแบบมืออาชีพครบทุกขั้นตอนตั้งแต่เตรียมดิน เพาะปลูก บำรุงรักษา ไปจนถึงขนย้ายอ้อย เพื่อให้การทำการเกษตรมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสยามคูโบต้าสำหรับการเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเกษตรเพื่ออนาคต” นายสมศักดิ์ กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและพบเครื่องสางใบอ้อยตราช้าง รุ่น SLR110H ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และพบกับเครื่องตัดอ้อยตราช้าง รุ่น SCR100 ได้ในเดือนธันวาคมนี้ ที่ร้านค้าผู้แทนจำหน่ายสยามคูโบต้าใกล้บ้านท่านหรือติดต่อศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์สยามคูโบต้า โทร. 0-2909-1234

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน คุณค่ามหาศาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377800

x

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน คุณค่ามหาศาล

วันอังคาร ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากจะเลี้ยงไส้เดือนดินครับขอทราบประโยชน์และวิธีเลี้ยงด้วยครับ

วิโรจน์ โรจน์พานิชย์

อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

คำตอบ

ไส้เดือน เป็นสองเพศในตัวเดียว ลักษณะของลำตัวเป็นข้อปล้องอ่อนนิ่ม สามารถยืดและหดได้ตามต้องการ มีสีดำบ้างแดงบ้างแล้วแต่พื้นที่ ลำตัวของไส้เดือนต้องมีความชื้นเคลือบอยู่ตลอดเวลา ความร้อนแห้งเหือดจะทำให้ไส้เดือนตาย จึงพบได้ในบริเวณที่มีความชื้นแฉะและอุดมสมบูรณ์ ไส้เดือนจะทำให้ดินร่วนซุยดี และมูลของไส้เดือนยังเป็นปุ๋ยชั้นเลิศที่มีคุณค่ามหาศาลอีกด้วย

ปุ๋ยมูลไส้เดือน จัดเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดปุ๋ยคอก แต่คุณประโยชน์มากกว่าปุ๋ยคอกปุ๋ยมูลไส้เดือนจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่จำนวนมาก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชมีองค์ประกอบของกรดฮิวมิค ที่เป็นเหมือนแหล่งเก็บสะสมสารอาหาร ที่เกิดจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุ ฮิวมิคจะเก็บรวบรวมอาหารพืชไว้ และปล่อยออกมาเมื่อพืชต้องการใช้งาน เมื่อใช้มูลไส้เดือนกับดินบริเวณไหน จะเป็นเหมือนการสร้างโอเอซิสในชั้นดินนั้น ทำให้ดินมีความชื้นที่เหมาะสมกับการทำงานของจุลินทรีย์ในดินอยู่ตลอดเวลา ไม่ทำให้ดินแข็งตัวแม้จะใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ทำให้ดินร่วนซุย น้ำและอากาศระบายได้ดี และช่วยเสริมให้ระบบรากของต้นไม้กระจายได้ดี และไม่เป็นอันตรายทั้งต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

การเลี้ยงไส้เดือนดิน เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน มีดังนี้

1. คัดเลือกสายพันธุ์ของไส้เดือนที่จะเลี้ยง พันธุ์ที่หาได้ง่าย และนิยมเลี้ยงกันมากในขณะนี้คือ พันธุ์แอฟริกัน และพันธุ์อาร์เซน่า ไส้เดือนพันธุ์แอฟริกันจะเป็นไส้เดือนตัวใหญ่ที่มีลำตัวออกไปทางสีน้ำเงิน ส่วนไส้เดือนพันธุ์อาร์เซน่าจะเป็นไส้เดือนตัวเล็กสีแดง การเลือกพันธุ์ไส้เดือนมีผลต่อการดูแลที่ยากง่ายต่างกัน ก็ให้เลือกเอาตามความเหมาะสมและต้นทุนที่มีอยู่

2. เตรียมพื้นที่สำหรับเลี้ยงไส้เดือน อาจเลี้ยงได้หลายวิธีคือ การเลี้ยงไส้เดือนในบ่อซีเมนต์ เลี้ยงบนพื้นปูน เลี้ยงในกะละมัง หรือภาชนะพลาสติกอื่นๆ แล้วแต่ความเหมาะสมของพื้นที่ที่มีอยู่ แต่ต้องสร้างโรงเรือนเพื่อกันแดดและฝน ถ้าจะใช้วงคอนกรีตที่เป็นท่อขนาดใหญ่ หรือจะก่อบ่อคอนกรีตขึ้นมา จะต้องไม่ลึกมากนัก เพื่อที่จะสะดวกในการดูแลไส้เดือนได้อย่างทั่วถึง และให้ใช้ฟางแห้งและขี้เลื่อยเป็นวัสดุรองก้นบ่อ โดยนำวัสดุทั้งสองอย่างมาผสมคลุกเคล้าให้เข้าด้วยกันก่อน แล้วพรมน้ำจนติดกันเป็นก้อน วางเรียงให้เป็นระเบียบ แล้วทับด้วยกระสอบป่านชุ่มน้ำอีกครั้งปล่อยทิ้งไว้ 7 วัน ก่อนที่จะปล่อยไส้เดือนลงไป ไม่จำเป็นต้องปล่อยไส้เดือนจนเต็มพื้นที่ เพราะไส้เดือนใช้เวลาในการขยายพันธุ์ไม่นานนัก จะออกไข่มาทุกๆ 10 วัน ก็จะได้ปริมาณไส้เดือนเพิ่มขึ้นมาเอง

3. การเตรียมอาหาร ให้เตรียมอินทรียวัตถุต่างๆ ที่จะเป็นอาหารของไส้เดือน มี 2 วิธีคือ

1) อาจใช้ขยะสดที่เป็นผักหรือผลไม้ โดยต้องแยกขยะมีพิษ และสิ่งที่ไม่ย่อยสลายออกให้หมด แล้วนำมาหมักให้เริ่มบูด ก่อนเทลงในบ่อไส้เดือน ให้เทแบบกระจายทั่วๆ และเป็นชั้นบางๆ

2) อาจใช้ปุ๋ยคอกชนิดปุ๋ยมูลวัวนมเพียงอย่างเดียว โดยนำมาแช่น้ำ 3 วัน เพื่อคลายความร้อน และเจือจางความเค็มให้ลดลงบ้าง

4. การให้อาหาร เมื่อปล่อยไส้เดือนไปแล้ว ควรให้อาหารที่ความถี่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และจะต้องควบคุมโรงเรือนไม่ให้ร้อนเกินไป และระวังเรื่องฝนสาด เพราะน้ำจะเข้าไปทำให้เน่าได้ จากนั้นรอเวลาจนไส้เดือนรุ่นแรกโตเต็มวัย มีลูกหลานออกมา เราจึงคัดแยกแม่พันธุ์เดิมออกไป ทิ้งไว้เพียงรุ่นลูกเพื่อเลี้ยงต่อ

5. การเก็บมูลไส้เดือน ไส้เดือนจะถ่ายมูลออกมาอยู่บริเวณด้านบน มีลักษณะคล้ายดินที่ร่วนซุยดี ใช้เวลาประมาณ 30 วัน ก็สามารถเก็บมูลได้แล้ว ให้ใช้มือกวาดเอาผิวด้านบนออกมา หากมีไส้เดือนติดมาด้วยให้คัดออกไป แล้วเอามูลไส้เดือนที่ได้ไปตากแดดจนกว่าจะแห้งสนิทดี ประมาณ 30 นาที แล้วจึงบรรจุใส่ถุงที่มิดชิดเก็บไว้ได้ นำไปใช้ประโยชน์ในการบำรุงพื้นที่เกษตรกรรม หรือรอจำหน่ายต่อไป

การเลี้ยงไส้เดือน เพื่อผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนสามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยงเป็นเงินมหาศาลต่อปี ขณะที่ต้นทุนนั้นต่ำมากๆ อีกทั้งรูปแบบของการนำปุ๋ยมูลไส้เดือนไปใช้นั้น ก็ไม่ยุ่งยาก จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ปุ๋ยไส้เดือนนั้น กลายเป็นปุ๋ยที่มีมูลค่ามาก ช่วยสร้างรายได้แบบเป็นกอบเป็นกำให้แก่ผู้ผลิต เกษตรกรที่สะดวกจะทำไว้ใช้เอง ก็จะลดต้นทุนไปได้มาก และหากได้มูลไส้เดือนเกินกว่าปริมาณที่ต้องใช้ก็ยังสามารถนำออกจำหน่ายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งได้ด้วย

นาย รัตวิ

เปิด10โปรเจ็กท์อุ้มชาวนา! กษ.คาดนาปี61/62ผลผลิตลด สวนทางราคาพุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377882

เปิด10โปรเจ็กท์อุ้มชาวนา! กษ.คาดนาปี61/62ผลผลิตลด สวนทางราคาพุ่ง

เปิด10โปรเจ็กท์อุ้มชาวนา! กษ.คาดนาปี61/62ผลผลิตลด สวนทางราคาพุ่ง

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 18.48 น.

เปิด10โปรเจ็กท์อุ้มชาวนา! กษ.คาดนาปี61/62ผลผลิตลด สวนทางราคาพุ่ง

19 พ.ย.61 น.ส.จริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจและการคาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 เพื่อนำไปใช้ในการบริหารจัดการผลผลิตข้าวตามแผนข้าวครบวงจรได้อย่างถูกต้อง ในพื้นที่แหล่งผลิต 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครราชสีมา และอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน 2561 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน คือ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และสมาคมโรงสีข้าวไทย รวมถึงภาคเกษตรกร ร่วมลงพื้นที่

จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบปัญหาภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้นข้าวแห้งตาย ได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง เกษตรกรบางรายไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ จึงคาดว่าปริมาณข้าวหอมมะลิปีเพาะปลูก 2561/62 จะลดลง สวนทางกับราคาข้าวที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ราคาข้าวที่สูงในขณะนี้อาจทำให้เกิดปัญหาการปลอมปนข้าวโดยนำข้าวสายพันธุ์อื่นมาผสมกับข้าวหอมมะลิ อาจทำให้คุณภาพของข้าวลดลงจึงขอให้เกษตรกรดูแลคุณภาพผลผลิตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการปลอมปนข้าวในพื้นที่

นอกจากนี้ขอให้ระวังกลุ่มมิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยมีพฤติกรรมในการชักจูงว่าจะรับซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงกว่าท้องตลาด แล้วจ่ายเงินเพียงบางส่วนหรือจ่ายเงินเชื่อ อาจทำให้ถูกฉ้อโกงได้ ดังนั้น เกษตรกรที่จะขายข้าวเปลือกโปรดตรวจสอบราคา รับซื้อข้าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สายด่วน 1569 ก่อนตัดสินใจขาย

ด้านราคาข้าว พบว่า ตั้งแต่ มกราคม – พฤศจิกายน 2561 ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ เฉลี่ยตันละ 15,105 บาท และข้าวเปลือกเจ้า ความชื้น 15% เฉลี่ยตันละ 7,716 บาท สูงขึ้นจากของช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละ 48.29  และ ร้อยละ 0.27 ตามลำดับ เนื่องจากข้าวไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับผลผลิตข้าวหอมมะลิ ปี 2561 ประสบปัญหาภัยแล้งในบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 ภาครัฐได้ดำเนินการ 2 ด้าน รวม 10 โครงการ ได้แก่  ด้านการผลิต จำนวน 7 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบนาแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) 2) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์  3) โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง  4) โครงการส่งเสริมระบบการเกษตรแบบแม่นยำสูง (Precision Farming)  5) โครงการส่งเสริมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพชั้นเลิศ  6) โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวพันธุ์ กข 43 เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

7) โครงการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตข้าวในพื้นที่ลุ่มต่ำ 13 ทุ่ง และด้านการตลาด จำนวน 3 โครงการ ประกอบด้วย  1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปีและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว  2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร และ 3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ซึ่งผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีตามที่ตั้งแปลงปี2561/62(ช่วงปลูกของแต่ละจังหวัดตามกรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2561 ข้อมูล ณ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2561) มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนทั้งประเทศ จำนวน 4.229 ล้านครัวเรือน พื้นที่รวม 57.820 ล้านไร่ โดยมีรายชื่อเกษตรกรที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว จำนวน 4.058 ล้านครัวเรือน พื้นที่รวม 54.969 ล้านไร่ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งข้อมูลรายชื่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2561/62 ให้แก่ ธ.ก.ส. ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่เกษตรกรแล้ว

‘กฤษฏา’เข็นยกระดับราคายาง จ่ายฟรีเกษตรกรเข้ากยน.สัปดาห์นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/377791

'กฤษฏา'เข็นยกระดับราคายาง จ่ายฟรีเกษตรกรเข้ากยน.สัปดาห์นี้

‘กฤษฏา’เข็นยกระดับราคายาง จ่ายฟรีเกษตรกรเข้ากยน.สัปดาห์นี้

วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 13.53 น.

“กฤษฏา เข็นช่วยยางเข้ากยน.สัปดาห์นี้ ทั้งยกระดับราคายาง-จ่ายฟรีให้เกษตรกร -คนกรีดยาง 1.8 พันบาท ไม่เกิน15 ไร่ต่อราย”

19 พ.ย. 61 นายกฤษฏา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ามาตรการยกระดับราคายางพาราในครั้งนี้ จะไม่มีการใช้งบประมาณไปเข้าซื้อยางในราคานำตลาดและไปเก็บในโกดังเหมือนที่ผ่านมายังต้องเสียค่าเช่าโกดังเก็บยางสต็อกเก่า 1.40 แสนตัน ถึงปีละ120 ล้านบาท และจะเห็นว่าการซื้อนำตลาดไม่ได้ผลและไม่เกิดความยั่งยืน ซึ่งมาตรการที่จะเสนอคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ภายในสัปดาห์นี้ เช่น

1.โครงการส่งเสริมเพิ่มรายได้ ชาวสวนยาง ไร่ละ1.8 พันบาท ไม่เกินรายละ15 ไร่ จ่ายช่วยเหลือเกษตรกรและคนกรีดยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)

2.ทบทวนมาตราใช้ยางภาครัฐเป้าหมาย 2 แสนตัน กำลังแก้ไขระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ที่ยังมีงบค้างท่อกว่าหมื่นล้านบาท

3.การยางแห่งประเทศไทย(กยท.)ชดเชยราคาซื้อขายผ่านตลาดกลาง 6 แห่ง ในทุกผลิตภัฑณ์ยาง กิโลกรัมละ2 บาท โดยขอความร่วมมือบริษัทส่งออกยางรายใหญ่ 5 แห่ง เร่งดำเนินการรับซื้อยางเพื่อให้น้ำยางสดไม่ต่ำกว่า 36-37 บาทต่อกก.รวมทั้งผู้แทนเกษตรกรเสนอขอให้ชดเชยราคายางแผ่นรมควัน ยางแผ่นดิบ โดยเทียบราคาซื้อขาย ณ ท่าเรือ ราคาซื้อขายตลาดล่วงหน้า ไม่ต่ำกว่า 4.09 บาทต่อกิโลกรัม  เพื่อจูงใจเกษตรกรทำยางแผ่นดิบ และจะช่วยดึงราคาน้ำยางสดไม่ให้ตกต่ำไปกว่า 3 กิโลกรัม 100 บาท

4.มีมาตรการทางภาษีให้กับบริษัทแปรรูปยาง ทำล้อยางรถยนต์ ให้ซื้อยางจากเกษตรและสถาบันเกษตรกรโดยตรง โดยขอความร่วมมือบริษัทต่างๆจัดแคมเปญรณรงค์ประชาชนเปลี่ยนล้อรถยนต์ในช่วงปีใหม่ ได้สิทธิแลกภาษีเหมือนช็อปช่วยชาติ ส่วนมาตรการที่ม็อบเกษตรกรสวนยาง เรียกร้องให้ประกาศใช้กฎหมายควบคุมราคา กำหนดราคารับซื้อยาง อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ จะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์กรรมการการยางแห่งประเทศไทย รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ในวันนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารกยท. เพื่อพิจารณามาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง ตามที่นายกฤษฎา​ บุญ​ราช รมว.เกษตรฯ​สั่งการให้นาแนวทางโดยเร่งด่วนเพื่อ​บรรเทา​ความเดือดร้อน​ของ​เกษตรกร​ ซึ่งกยท. จะเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณาจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกร 1,800 ต่อไร่ ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ โดยจะต้องเป็นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกยท. และที่ดินที่ปลูกยางมีเอกสารสิทธิถูกต้อง 1,345,595 ครัวเรือน โดยจะช่วยเหลือทั้งเจ้าของสวนและผู้รับจ้างกรีดยาง สำหรับพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศซึ่งมีเอกสารสิทธิถูกต้องมี 14,517,379 ไร่

นายเยี่ยม กล่าวว่า สำหรับยางในสต็อกมีคงเหลือประมาณ 104,000 ตัน นั้น ขณะนี้ กยท. กำลังทำแผนการนำยางแผ่นรมควันคงเหลือนี้ไปใช้เป็นสาธารณประโยชน์ เช่น ทำหมวกกันฝนต้นยางให้ชาวสวนยางนำไปใช้ทำสนามฟุตซอล์ท  ทำทางเท้า  พื้นสนามเด็กเล่น ทำพื้นปูคอกปศุสัตว์ และผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ ที่สามารถใช้ยางคงเหลือดังกล่าวได้ หากหน่วยงานที่จะนำผลิตภัณฑ์ยางเหล่านั้นแจ้งจำนวนความประสงค์นำไปใช้และตั้งงบประมาณรองรับก็สามารถดำเนินการได้ทันที

หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการกยท. มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว จะต้องนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิจารณาเห็นชอบเป็นลำดับ​ต่อไป​

นอกจากนี้​กยท.​ ยังได้ให้ขยายเวลาเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยฯ  ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล โดยสนับสนุนงบประมาณจำนวน  1,500 ล้านบาท​ (โครงการ​ไทย​นิยม​ยั่งยืน) เพื่อที่เกษตรกรชาวสวนยางมีทางเลือกในการประกอบอาชีพตามนโยบาย​เกษตรกรรมแผนใหม่ หรือทำอาชีพเกษตรผสมผสาน โดยมีเป้าหมายดำเนินการ 150,000 ไร่ ซึ่งเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ จะต้องเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.มีสวนยางที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ของตนเองที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายพื้นที่สวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่ 1 ไร่ แต่ไม่เกิน 10 ไร่ ต่อเกษตรกร 1 รายพื้นที่สวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ ต้องไม่เป็นสวนยางที่อยู่ระหว่างรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน

สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการฯ กยท. จะจ่ายเงินให้กับเกษตรกรเพื่อเป็นทุนสนับสนุนปัจจัยการผลิต ไร่ละ 10,000 บาท โดยแบ่งจ่ายเป็น 2 งวด งวดที่ 1 จำนวน 4,000 บาท/ไร่ เพื่อใช้เป็นทุนในการปรับเตรียมพื้นที่ และงวด  ที่ 2 จำนวน 6,000 บาท/ไร่ จะจ่ายให้หลังจากเกษตรกรผ่านการอบรมจากกรมส่งเสริมการเกษตร

ซึ่งโครงการฯ ดังกล่าวมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้วกว่า 14,623 ราย คิดเป็นพื้นที่ 93,062 ไร่ กยท. จึงเปิดให้เกษตรกรชาวสวนยางที่สนใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยฯ สมัคร​ร่วมโครงการ​ได้เพื่อให้ชาวสวนยางได้ประกอบอาชีพตามนโยบาย​เกษตรกรรมแผนใหม่ และมีรายได้มั่นคงและยั่งยืน

สีแดงแรงฤทธิ์! ส่องภาพปาร์ตี้วันเกิดสุดมันส์ของ “แนน ชุมพิชา” น้องสาว “หนิง ปณิตา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/ent/news/571214

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 16:39 น.

สีแดงแรงฤทธิ์! ส่องภาพปาร์ตี้วันเกิดสุดมันส์ของ "แนน ชุมพิชา" น้องสาว "หนิง ปณิตา”

”อั้ม” นำทีมเพื่อน ร่วมงานปาร์ตี้วันเกิด “แนน ชุมพิชา” น้องสาว “หนิง ปณิตา” ในธีมสีแดงสุดแซ่บ

จัดเต็มกันสุดๆ กับงานปาร์ตี้วันเกิดของ “แนน ชุมพิชา” น้องสาวสุดที่รักของสาว “หนิง ปณิตา” ที่เมื่อวานนี้ได้จัดงานปาร์ตี้วันเกิดในธีมสีแดงแรงฤทธิ์ โดยมีเหล่าเพื่อนๆ ไฮโซ ดารา คนดัง มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง รวมถึงซุปตารืสาว “อั้ม พัชราภา” ก็จัดเต็มมาร่วมงานเหมือนทุกปี ทั้งร้อง เต้น เล่นกันอย่างสนุกและอบอุ่นสุดๆ จะเป้นอย่างไรไปชมภาพกันเลยดีกว่า

ภาพจาก #nanbdparty171118

น่ารักน่าเอ็นดู! “พ่อเพชรจ้า-แม่นิวเคลียร์” อุ้มสุดหล่อ “น้องไทก้า” ถ่ายภาพแรกเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/ent/news/571210

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 15:25 น.

น่ารักน่าเอ็นดู! “พ่อเพชรจ้า-แม่นิวเคลียร์” อุ้มสุดหล่อ “น้องไทก้า” ถ่ายภาพแรกเกิด

“พ่อเพชรจ้า-แม่นิวเคลียร์” พา “น้องไทก้า” ลูกชายสุดหล่อ ถ่ายภาพแรกเกิดเป็นที่ระลึก

สำหรับคุณพ่อ-คุณแม่ป้ายแดง “ดีเจเพชรจ้า” และภรรยาสาว “นิวเคลียร์ หรรษา” ที่กำลังเห่อลูกชาย “น้องไทก้า” อย่างหนักมาก แทบจะห่างจากลูกไม่ได้เลยทีเดียว และล่าสุดทั้งคู่ได้พา “น้องไทก้า” ไปถ่ายแบบแรกเกิดเพื่อเก็บไว้เป็นท่ีระลึก

ซึ่ง “น้องไทก้า” ก็ได้ถ่ายแบบในหลากหลายสไตล์ ไม่ว่าจะเท่ห์ๆ หรือใสๆ แต่บอกได้เลยว่าฉายแววหล่อตั้งแต่เด็ก เพราะภาพที่ “พ่อเพชรจ้า-แม่นิว” ได้เอามาอวดแฟนๆ ให้ได้ชมนั้นหล่อ เท่ห์ทุกภาพจริงๆ

ภาพจาก @tyga.theboy, @djpetjah

นานๆ เห็นที “นุ่น” โพสต์ภาพคู่ “ต๊อด” เคียงข้างทำบุญด้วยกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/ent/news/571195

  • วันที่ 18 พ.ย. 2561 เวลา 14:08 น.

นานๆ เห็นที “นุ่น” โพสต์ภาพคู่ "ต๊อด” เคียงข้างทำบุญด้วยกัน

รูปคู่ที่ไม่เคยธรรมดา “นุ่น-ต๊อด” เคียงข้างทำบุญทอดกฐินด้วยกัน

เรียกว่านานๆ ที จะเห็นลงรูปคู่ด้วยกัน สำหรับคู่ของนางเอกสาวสวย “นุ่น วรนุช” กับสามี “ต๊อด ปิติ” ที่เรามักจะไม่ค่อยได้เห็นความหวานของคู่นี้กันสักเท่าไหร่

แต่แล้วล่าสุดวันนี้สาว “นุ่น” ได้โพสต์ภาพคู่สามี ขณะไปทำบุญทอดกฐิน ที่วัดดงมะผาง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย งานนี้ทำเอาแฟนๆ และเพื่อนสนิทต่างเข้ามาแซวและกดไลค์กันยกใหญ่