รอยปริ..พท.กับอนค. พันธมิตรหรือคู่ประชันการเมือง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385643?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รอยปริ..พท.กับอนค. พันธมิตรหรือคู่ประชันการเมือง

29 สิงหาคม 2562 – 09:30 น.
ปิยบุตร แสงกนกกุล,พรรคเพื่อไทย,พรรคอนาคตใหม่,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,ช่อ พรรณิการ์,ภูมิธรรม เวชยชัย
เปิดอ่าน 4,125 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น

 เป็นรอยหมางใจเสียแล้วหรับเวทีเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ของพรรคเพื่อไทยที่ชื่อว่า “จับมือดาวสภาเพื่อไทย” ข้อวิเคราะห์ของ ส.ส.พท.วันนั้นเกี่ยวกับการเมืองไทยวันข้างหน้า กลับทิ่มแทงใจดำของพรรคสีส้มแบบไม่ให้กำลังใจกันและกัน

…กระแสความไม่พอใจของแกนนำพรรคอนาคตใหม่ที่แสดงออกไปหลังพันธมิตรพรรคร่วมฝ่ายค้านที่อยู่ห่างกันไม่กี่เมตรของช่องว่างอาคารบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ที่ชื่อ “พรรคเพื่อไทย” พาดพิงตั้งข้อสังเกต “พรรคอนาคตใหม่” ว่าอาจถูกยุบ! มูลเหตุมาจากหลากคดีที่แกนนำพรรคสีส้มผจญและคงจะรู้ผลในไม่กี่ยามข้างหน้า รวมทั้งยกเหตุผลการที่พรรคประชาชนปฏิรูปของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ขอยุบพรรคและขอย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐเพื่อหนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการนำเรือเหล็กลุยน่านน้ำแบบไม่ต้อง ”ห่วงหน้าพะวงหลัง” และอาจนำร่องให้พรรคจิ๋วนำไปใช้หากประชาชนปฏิรูปผ่านร่องน้ำลึกนี้และขึ้นเรือเหล็ก พปชร.ได้ชัวร์….

น้ำเสียงของขุนพล อนค. ที่สื่อออกมานั้นแม้จะสุภาพแต่มันเปี่ยมไปด้วยความไม่พอใจสหายร่วมรัฐบาล…

“ในกรณีที่ทางพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการยุบพรรคอนาคตใหม่ เรื่องนี้เราถือว่าแทนที่จะเป็นห่วงว่าเพื่อนบ้านหรือตัวเองจะถูกปล้น ตอนนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านมีงานเต็มมือ ในการตรวจสอบพฤติกรรมต่างๆ ของ ครม. และงานใหญ่อย่างการอภิปรายต่อ พล.อ.ประยุทธ์ แทนที่จะสนใจเรื่องนี้”  “ช่อ” พรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ตั้งโต๊ะแถลงเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม

วันที่ 27 สิงหาคม “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แถลงว่า “ข่าวลือก็มาดังกระหึ่มอีกจากการวิเคราะห์ของพรรคเพื่อไทย เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่ากิจกรรมจับมือดาวสภาเพื่อไทยที่จัดนั้นไม่เป็นข่าว มีแต่ข่าวการยุบพรรคอนาคตใหม่ดังขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ผมก็ขอบคุณในความห่วงใย แต่ยืนยันว่าพรรคอนาคตใหม่เรามีแนวทางของเรา ส่วนตัวเวลาเจอนายสุทิน คลังแสง และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทย ก็ไม่เคยพูดคุยกันเรื่องนี้ ถ้ามาบอกตรงๆ ก็จะเข้าใจว่าท่านหวังดี หากผมเป็นท่าน เมื่อได้ทราบข่าวแบบนี้เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อนบ้าน ผมจะเข้าไปบอกตรงๆ ไม่ใช้กิจกรรมแบบนี้แถลงข่าวลือ เพราะสมาชิกพรรคผมก็จะเสียความเชื่อมั่น แล้วก็ต้องมาแก้ปัญหาทั้งวัน การสื่อสารความหวังดี ให้มาบอกผมตรงๆ เพราะเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ไม่ทราบว่าความหวังดีนั้นคุณต้องการพูดกับใคร ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่เคยวิเคราะห์สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยแบบที่พรรคเพื่อไทยทำกับพรรคอนาคตใหม่

ถัดมาวันที่ 28 สิงหาคม คำตอบและการขออภัยของภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทยส่งสารออกหลังจากที่กิจกรรมของพท.สลายสสารความเป็นมิตรลงไประดับหนึ่งสื่อไปว่า “ได้ทราบเรื่องความเห็นของสมาชิกพรรคเพื่อไทยเกี่ยวกับพรรคอนาคตใหม่ด้วยความไม่สบายใจ ต้องขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น.. ผมเชื่อว่าผู้แสดงความเห็นไม่ได้มีเจตนาร้ายเพียงแต่อาจไม่ได้คาดคิดว่าจะส่งผลกระทบใดๆ ต่อพรรคที่เป็นเพื่อนมิตร …

เหตุที่เป็นเช่นนี้คงเริ่มจากความห่วงกังวลใจที่ฝ่ายประชาธิปไตยถูกกระทำมาโดยตลอด ก็คงต้องถือเป็นข้อระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาในวันหน้า

วันนี้…เราต่างมีความคิดและอุดมการณ์ประชาธิปไตยเหมือนกัน มีความต้องการช่วยเหลือและปรารถนาที่จะทำงานรับใช้ประชาชนเช่นเดียวกัน…การมีท่วงทำนองที่เริ่มต้นจากความเข้าใจกัน ถนอมมิตรไมตรีต่อกันและอภัยให้กันและกันคือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ภารกิจสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตยที่จะทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติประสบความสำเร็จ ขอโทษด้วยใจจริงอีกครั้งครับ”

เคสนี้ของ “ไพบูลย์” บังเกิดขึ้นจนมีผลกับกระแสหักเหทิศทางการเมืองและมีผลทางจิตวิทยาสูงยิ่งต่อคนการเมือง โดยเฉพาะขั้วต้านลุงตู่ให้กระพือหนักและหวั่นใจ…เพราะการเดินจังหวะของไพบูลย์ขยับหลังจากที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เข้าไปนั่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐไม่กี่นาที…

หลายคนรู้ดีว่า “พรรคจิ๋วและงูเห่า” คือความจำเป็นยวดยิ่งของคนที่จำเป็นซึ่งยามนี้ทำหน้าที่ สร.1 และต้องอาศัยลุงป้อมไปเคลื่อนเกมใต้ดินคราวนี้ให้บรรลุฝัน…

ดังนั้นกระแส “งูเห่ายุคไทยแลนด์ 4.0” ที่เคยกระหึ่มมาคราวหนึ่งเมื่อหลังรู้ผลการเลือกตั้งและการฟอร์มครม.ชุดนี้ที่เคยระอุเมื่อหลายเดือนนั้น ช่วงนี้กระแสดังกล่าวกำลังจะเดินย้อนมาเนื่องจากวันนั้น พปชร.แตะมือพรรคร่วมรัฐบาลกว่าสิบพรรคเข็นเรือเหล็กที่กัปตันชื่อลุงตู่ลงน้ำได้แบบหวุดหวิด…และในวันนี้รวมทั้งวันหน้า “พปชร.” ต้องการ “สองร้อยเจ็ดสิบเสียง” เป็นอย่างน้อยที่จะประคอง “เรือเหล็ก” ผ่านมรสุม แต่ “คณิตศาสตร์การเมือง” เมื่อบวกและคูณเข้าไปแล้ว ไม่มีแววว่า “ตัวเลขหนุนลุงตู่จะทวีค่าด้วยวิธีปกติ”

อนาคตใหม่

ดังนั้น “งูเห่าและการยุบควบรวมพรรค“ จึงเป็นทางเลือกเดียวที่จะเพิ่มตัวเลขขั้วหนุนลุงตู่ให้บังเกิด

ดังนั้นจากวันนั้นจนวันนี้ “แรงดึงดูด” เพื่อชักชวนให้ส.ส.บางคนจากขั้วตรงข้ามลุงตู่ ”แปรพักตร์” ได้ลุกลามเป็นกระแสอีกคราว…หลังไพบูลย์ประกาศเจตนารมณ์ในการหนุนลุงตู่ให้อยู่นานๆ แน่นอนว่าข้อวิจารณ์ทั้งในแง่กฎหมายและความเหมาะสมกับประชาธิปไตยที่ไพบูลย์เปิดเกมล่าสุดเมื่อหลายวันก่อนยังกระพือมายันวันนี้ แต่ในเมื่อ กกต.มีมติแล้วว่า “ประชาชนปฏิรูป” ยุติบทบาทพรรคได้แต่ต้อง “เคลียร์” หลายกรณีตามบทบัญญัติกฎหมายให้ลุล่วงก่อนนั้น

เชื่อว่า…ไพบูลย์คงหารือซือแป๋มาแล้วและคงไม่เดินจังหวะพลาดเว้นแต่ว่า “จงใจ” ให้เดินพลาดเพื่อให้เกิด “หลุมดำ” ไว้ล่วงหน้าเพื่อให้บางพรรคร่วงลงไป…

และเมื่อคนใน พท. วิเคราะห์เกมการเมืองในยามหน้าและพาดพิงมาว่าชะตาของอนค.ในส่วนของส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ห้าสิบชีวิตจึงวัดดวงกับหนึ่งส.ส.ของประชาชนปฏิรูป จึงคุ้มค่าความเสี่ยงหากจะท้าลองสำหรับขั้วหนุนลุงตู่…เพราะมันมีผลลบกับขั้วต้านลุงตู่ยิ่งกว่า

ดังนั้นเมื่อบทวิเคราะห์นี้ผุดจากเวทีของพท. “พลพรรคสีส้ม” จึงมิใคร่ที่จะได้ยินนัก

เพราะกระแสข่าวนี้ใช่ว่า “ไร้มูล” เพราะคนการเมืองทุกพรรคที่ไปทำงานในสัปปายะสภาสถานมักจะหยิบยกมาวิเคราะห์เสมอๆในช่วงที่กระแสข่าวการเมืองกระพือกับบางจังหวะที่ส่อแววว่าจะกำเนิดขึ้น ดังนั้นอนค.จะโยนบาปให้พรรคอันดับหนึ่งที่มีส.ส.มากสุดของเมืองไทยยามนี้แบบเต็มข้อก็คงมิได้เพราะคนการเมืองรู้ว่าข่าวลือมักจะเป็นข่าวจริง…เพียงแต่รอสถานการณ์เท่านั้นรวมทั้งส.ส.ของพรรคสีส้มก็พอจับจังหวะนี้ได้เลาๆ และเมียงมองหาเกาะกลางน้ำไว้แต่เนิ่นๆ

แม้แกนนำพรรคสีส้มจะอ่านจังหวะออกและเตรียมพรรคสำรองไว้เพื่อผ่องถ่ายกำลังหากวันนั้นโชคร้าย “อนค.” โดนยุบพรรค

แต่เมื่อแพแตกแล้ว..มั่นใจเพียงใดว่าลูกพรรคจะย้ายตามคำบัญชาการของคีย์แมนพรรคสีส้มในการย้ายลำเรือ

เพราะตัวอย่างในอดีตทางการเมืองไทยก็บังเกิดบ่อยครั้งว่า ลูกพรรคมิใช่ต้องเดินตามมติของพรรคหรือแกนนำพรรคเสมอไป….

เรื่องแบบนี้ใครบางคนในอนค.ทราบดีแก่ใจ

และคีย์แมน พท.ก็อ่านออกล่วงหน้าเช่นกัน

ของแบบนี้ใช่ว่าจะอยู่เหนือความคาดหมาย..เพียงแต่อยู่เหนือการควบคุมเท่านั้น

เพราะคนการเมืองนั้นไม่ว่าหน้าเก่าหรือหน้าใหม่..หากบางสิ่งบางอย่าง “คลิก” ลงตัว..อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

รวมทั้งอย่ามองข้ามความจริง…อนค.กับ พท.นั้น ใช่ว่าจะเป็นเนื้อเดียวกันได้ เนื่องจากพรรคสีส้มยามนี้แต้มต่อในหลายเวทีอยู่เหนือกว่าพรรคที่มีส.ส.อันดับหนึ่งของเมืองไทย เพราะฐานเสียงของคนหนุนสองพรรคนี้อยู่ในวงศ์เดียวกัน ดังนั้นจึงเป็นการตัดแต้มกันเองของสองพรรคนี้หากต้องส่งคนลงสนามการเมืองเพื่อชิงอันดับหนึ่ง

แม้แต่การแบ่งพื้นที่กันครอง..ข้อมูลวงในของพท.เผยให้รู้ว่าอนค.มิยอมให้พท.สั่งการได้เพียงลำพัง…และจนป่านนี้ยังเคลียร์ไม่ลงตัว ดังนั้นเมื่อปรากฏลิ่มที่ตอกมาด้วยน้ำมือของคนในพท.ลงบนพื้นที่ชีวิตของอนค. แบบนี้รอยปริคงยากที่จะประสานให้คงรูปคงรอยดั่งวันวาน

          เพราะมิตรแท้ยามรบกลายกลับมาเป็นคู่แข่งและขั้วตรงข้ามในคราวเดียวกันไปเสียแล้ว

นโยบาย ไม่ชัด พูดคุยสันติสุขฯ ไม่คืบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385644?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

นโยบาย ไม่ชัด  พูดคุยสันติสุขฯ ไม่คืบ

29 สิงหาคม 2562 – 08:50 น.
บีอาร์เอ็น,พลออุดมชัย ธรรมสาโรรัตน์,บิ๊กเมา,พูดคุยสันติสุขฯ ไม่คืบ,ปล้นร้านทอง,อนาทวี
เปิดอ่าน 1,371 ครั้ง

คอลัมน์…  ถอดรหสัลายพราง  โดย…  พลซุ่มยิง 

หลังเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) จะถูกเสนอชื่อให้เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ คนใหม่ แทน “บิ๊กเมา” พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัตน์ ที่ต้องทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ท่ามกลางคำถามถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกของการเปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังเคยมอบหมาย พล.อ.อักษรา เกิดผล ส.ว. ทำหน้าที่ ผ่านผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซีย พร้อมๆ กับการเปิดตัว ‘กลุ่มมาราปาตานี’ ที่อ้างว่า เป็นตัวจริง เสียงจริง สามารถควบคุมผู้เห็นต่างในระดับพื้นที่

โดยการพูดคุยสันติสุขฯ ทั้ง 3 ฝ่ายเกิดขึ้นหลายครั้งที่ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางความสนใจของต่างประเทศ และดูเหมือนทุกอย่างกำลังจะไปได้ดี สอดคล้องกับสถิติการก่อความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีแนวโน้มลดลง จนนำไปสู่การบรรลุข้อตกลง กำหนดให้ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เป็นพื้นที่ปลอดภัย เมื่อปี 2561

จากนั้นประเทศมาเลเซียเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน หลังนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด ชนะการเลือกตั้ง ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งผู้อำนวยความสะดวกคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ “ตันสรี อับดุลราฮิม บิน โมห์ด นูร์” อดีตผู้บัญชาการตำรวจและผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมาเลเซีย พร้อมยกเลิกแนวทางการพูดคุยของเดิม ปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ หวังให้เกิดความสำเร็จภายใน 1 ปี ให้สอดคล้องกับการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย

โดยให้ความสำคัญ “กลุ่มแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ“ หรือ ”บีอาร์เอ็น” เพราะมีความชัดเจนในองค์กรนำ มีแผนขับเคลื่อนงาน ไม่ว่าจะด้านต่างประเทศการเมือง หรือการศึกษา และกองกำลังทางทหาร ภายใต้การนำของ “ดูนเลาะ แวมะนอ” หัวหน้ากลุ่มองค์กรบีอาร์เอ็น ขณะที่ “มาราปาตานี” ไม่ใช่ตัวจริง และเป็นกลุ่มหมดอำนาจไปแล้ว ไม่มีศักยภาพในการควบคุม สั่งการ

ส่งผลให้ พล.อ.ประยุทธ์ เปลี่ยนหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ เป็น พล.อ.อุดมชัย พร้อมเซตทีมงานขึ้นมาใหม่ ลงพื้นที่รับฟังข้อมูลจากประชาชน ท่ามกลางกระแสข่าว ‘บีอาร์เอ็น’ ไม่เอาด้วย การพูดคุยทั้ง 3 ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทางเปิด หรือทางลับ ไม่เคยเกิดขึ้นแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะเดียวกันความรุนแรงในพื้นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การพูดคุยสันติสุขฯ เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง หลังจับกุมผู้ต้องสงสัยลอบวางระเบิดพื้นที่ กทม. หลายจุด เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา

ที่เป็นระดับ “ทีมปฏิบัติการ” ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อเหตุในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ท่ามกลางข้อสงสัยถึงปฏิบัติการ เพื่อสร้างเงื่อนไขยกระดับการพูดคุยสันติสุขฯ

และในเดือนเดียวกันนี้ คนร้ายไม่ต่ำว่า 17 คน บุกปล้นร้านทอง อ.นาทวี จ.สงขลา มูลค่า 85 ล้านบาท ค่อนข้างชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากข้อมูลพบว่า คนร้ายก่อเหตุทั้ง 2 เหตุการณ์หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แม้ทางการไทยได้ประสานขอตัวมาดำเนินคดี แต่ได้รับคำตอบว่า ทั้งหมดได้เดินทางไปประเทศอื่นแล้ว

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่คาดว่าผู้ก่อเหตุได้หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว เพราะทองที่ปล้นได้ก็ไม่รู้จะไปขายที่ไหน ก็ต้องเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนการประสานกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขอตัวมาดำเนินคดีนั้น ขณะนี้เรายังไม่ทราบชื่อผู้ก่อเหตุทั้งหมด

 พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 สั่งปรับแผนมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  เพื่อจำกัดพื้นที่ก่อเหตุที่เป็นทั้งคนรุ่นเก่าและใหม่ พร้อมๆ กับการใช้สังคมออนไลน์เป็นฐานกำลังหลักเพื่อใช้ชี้แจงตอบโต้ หลังมีการปรับแผนกลยุทธ์ เพื่อปฏิบัติการกับกลุ่มก่อความไม่สงบ แบบค่ำไหนนอนนั่น

ในขณะที่ “พล.อ.วัลลภ” แม้จะกลายเป็นตัวเลือกใหม่ ที่จะมาสานต่อการพูดคุยสันติสุขฯ แทน “พล.อ.อุดมชัย” แต่เชื่อว่าจะไม่ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุเพราะนโยบายหลักของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังเหมือนเดิม คือ ขาดความชัดเจนและไม่ต่อเนื่อง ทำให้การพูดคุยสันติสุขฯ เดินไปไม่ถึงไหน

ผับ-บาร์ ปิดตี 4ความจริงที่ครม.ต้องรู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385641?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ผับ-บาร์ ปิดตี 4ความจริงที่ครม.ต้องรู้

29 สิงหาคม 2562 – 08:45 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,ผับ,บาร์,ปิดตี 4
เปิดอ่าน 2,138 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ดับเครื่องชน’ ขอยกมือเชียร์-สนับสนุนรัฐมนตรีการท่องเที่ยว-กีฬา ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ อย่างเต็มที่ กรณีเสนอให้ครม.ไฟเขียวให้ผับ-บาร์ ปิดตี 4

กรณีนี้เราต้องมีความจริงที่เกิดขึ้นและอยากจะบอกพวกโลกสวยว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยกำลังเฉาตายอยู่แล้ว

การอนุญาตให้ผับ-บาร์ปิดตี 4 ของรัฐมนตรีท่องเที่ยวนี้จะทำเฉพาะเขตหรือโซนที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยม เช่น สีลม-ข้าวสาร กทม.หาดป่าตอง ภูเก็ต เมืองพัทยา ฯลฯ

เรื่องนี้จะต้องพิจารณาโซนนิ่งเป็นเฉพาะท้องที่ไปและปัญหามีอย่างเดียวคือว่าจะทำให้ถูกต้องเหมาะสมที่สุด

ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยผู้ว่าการ ททท. ‘ยุทธศักดิ์ สุภสร’ กำลังศึกษาข้อมูลที่เหมาะสมอยู่ เฉพาะการปิดผับ-บาร์ ตี 4 จะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวไม่ใช่น้อย

เอาเรื่องนี้เข้าครม.อีกที ต้องลุ้นกันละครับ ขอสนับสนุนรัฐมนตรีท่องเที่ยว อย่าถอดใจเสียก่อนล่ะ!
อ๊อด เทอร์โบ


 ท่องเที่ยวช่วยให้มีความสุข
 ผลวิจัยของมหาวิทยาลัย ‘เซอร์เรย์’

ผมได้รับบทความทางไลน์จาก ‘ศ.ดร.ไชยา ยิ้มวิไล’ ส่งต่อมาให้ น่าสนใจมากเกี่ยวกับผลวิจัยของมหาวิทยาลัย ‘เซอร์เรย์’ ประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับประโยชน์ของการท่องเที่ยว

จึงขออนุญาตเจ้าของข้อเขียนนี้มาเพื่อทุกท่านได้โปรดพิจารณา
อ๊อด เทอร์โบ


 เที่ยวไปกำไรชีวิต
 ลดเป็นโรคหัวใจ

ผลวิจัยของมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ ได้ทำการศึกษาเมื่อปี 2002 เปิดเผยว่าคนที่ไม่ค่อยได้ออกไปเที่ยวหรือไม่ค่อยได้เดินทางไปไหนมาไหน มีโอกาสเป็นโรคหัวใจมากกว่าคนที่เที่ยวบ่อยๆ มากถึง 30%

ประโยชน์ของการท่องเที่ยว เมื่อได้รู้ว่าจะไปเที่ยวสมองจะมีการคาดสถานการณ์และเริ่มวางแผนล่วงหน้า หากทำสำเร็จในสิ่งที่ได้วางแผนไว้ในการไปท่องเที่ยว ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนโดพามีนทุกครั้งที่เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น จะทำให้รู้สึกดีเหมือนประสบความสำเร็จบางอย่างในชีวิต ด้วยเหตุนี้พบว่าการไปเที่ยวบ่อยๆ จะทำให้มีความสุขมากยิ่งขึ้นและช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้จริง

จากการสำรวจเพิ่มเติมพบว่า การออกเดินทางช่วยลดความเครียดได้ดีมากและคนที่ออกท่องเที่ยวในที่ต่างๆ แบบไม่ซ้ำกันหรือออกไปเปิดหูเปิดตาผจญภัยในสถานที่ใหม่ๆ มีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าน้อยกว่าคนที่ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ส่วนผู้ที่ไม่ได้ท่องเที่ยวติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีมากกว่า 30% มีโอกาสเป็นโรคหัวใจ ต่างจากผู้ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวบ่อยๆ กลับมีอัตราเป็นโรคหัวใจต่ำกว่ามาก

เหตุผลที่ว่า ผู้ที่ท่องเที่ยวเป็นประจำจะต้องเดินทางไกล ยิ่งเดินทางท่องเที่ยวมากเท่าไรก็ไม่รู้สึกเหนื่อย เนื่องจากสิ่งตื่นเต้นรออยู่ข้างหน้าตลอดทาง โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบลุยๆ ก็ยิ่งทำให้สุขภาพแข็งแรงดีขึ้นไปอีก

หากพูดง่ายๆ ก็คือเมื่อขยับร่างกายมากกว่าปกติแถมยังสนุกกับช่วงเวลาไปตลอดทาง ทำให้สุขภาพทางกายและจิตดีขึ้นมากกว่าคนที่อยู่แต่บ้าน หรือทำอะไรซ้ำๆ เป็นกิจวัตรประจำวันและในช่วงที่ยังมีกำลัง ยิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง การไปท่องเที่ยวจึงได้อะไรมากกว่าที่คิด ออกไปเที่ยวซะบ้างแล้วจะได้อะไรมากกว่าที่คิดอย่างแน่นอน

สถานที่ที่เหมาะกับการไปท่องเที่ยวเพื่อปรับสมดุลในร่างกายให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติคือทะเลและป่าเขา ในทางจิตวิทยานอกจากสีเขียวที่เรามักจะเห็นอยู่ในสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและปลอดภัยแล้ว ขณะเดียวกันสีฟ้าของน้ำทะเลก็ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย จากการวิจัยพบว่ายิ่งได้มองเห็นพื้นที่สีฟ้าและสีเขียวมากเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นสีฟ้าของน้ำทะเล สีเขียวจากป่าเขา ธรรมชาติหรือสีฟ้าจากท้องฟ้า ก็จะยิ่งมีสุขภาพจิตที่ดีมากเท่านั้น

บริเวณที่ชุ่มชื้นอย่างชายฝั่งทะเล แม่น้ำ ลำธารหรือน้ำตก จะมีประจุไฟฟ้าลบลอยอยู่ในอากาศ เมื่อกระทบกายจะไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารเซโรโทนิน ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลายและสดชื่น โดยเสียงคลื่นกระทบชายหาด เสียงลมและเสียงสัตว์ป่าในธรรมชาติเป็นเสียงที่ไม่ได้มีการจัดวางแพทเทิร์นไว้แต่ถูกธรรมชาติสร้างสรรค์ออกมาบนความหลากหลายเกินคาดเดา เป็นเสียงเบาๆ ที่มีโทนเสียงปานกลางถึงต่ำทำให้เรารู้สึกสงบทุกครั้งที่ได้ยินได้ฟังเสียง

ไม่แปลกเลยที่ร่างกายของเราจะเรียกร้องให้ออกห่างจากความวุ่นวายในตัวเมือง หลีกหนีจากป่าคอนกรีตแล้วเดินทางเข้าป่าเขาและทะเล เพื่อปรับสมดุลในร่างกาย


 บุหรี่ไฟฟ้า (ผ่านไปยังรัฐมนตรีสาธารณสุข)
 ต้องชัดเจน-เป็นธรรม

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้ส่งผ่านเรียนมายังรัฐมนตรีสาธารณสุขเพื่อสั่งการเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าว่าจะเอาอย่างไรกันแน่

เวลานี้พวกผมเจ้าของร้านค้าต่างต้องการความชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมหรือไม่ และทางกระทรวงต้องฟันธงไปเลยว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อผู้สูบหรือมีผลข้างเคียงไปถึงเด็กเยาวชนหรือผู้อยู่ใกล้ๆ หรือไม่

บอกตามตรงว่าบุหรี่ไฟฟ้านี้มีขายในตลาดมืดกันมากและราคาแพงมากๆ ผู้สูบบอกว่าไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และในทางกฎหมายจะเอาอย่างไรดีครับ?
ธนวัฒน์ (กทม.)


งบแก้”แล้ง-ท่วม”ต้องโปร่งใส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385639?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

งบแก้”แล้ง-ท่วม”ต้องโปร่งใส

29 สิงหาคม 2562 – 07:37 น.
อุทภภัย,ภัยแล้ง,มหาดไทย
เปิดอ่าน 1,569 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 29 สิงหาคม 2562

จากการที่คณะรัฐมนตรีได้มีการประชุมและเห็นชอบมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย โดยรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 15,800 ล้านบาท เพื่อกระจายให้แก่แต่ละจังหวัด จังหวัดละ 200 ล้านบาท ยกเว้นสุรินทร์และบุรีรัมย์ ที่ได้จังหวัดละ 500 ล้านบาท เนื่องจากมีควมจำเป็นเร่งด่วนจากการที่นายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบ โดยเป็นงบกลางปีเร่งด่วนที่ทุกจังหวัดจะต้องส่งโครงการให้เสร็จในเดือนกันยายนพร้อมจัดทำแผนจัดซื้อจัดจ้างและรายละเอียดให้ชัดเจน พร้อมกำชับว่าโครงการจะต้องเกี่ยวกับการสร้างอาชีพ จ้างแรงงาน ตลอดจนการซ่อมแซมปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำหรือระบบส่งน้ำและประปา แต่ห้ามนำไปใช้จัดซื้อครุภัณฑ์ จัดประชุมสัมมนา หรือเบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงต่างๆ หรือนำไปใช้ในสิ่งที่ผิดวัตถุประสงค์

 การขับเคลื่อนงบก้อนนี้มีข้อคิดเห็นให้พิจารณาแผนงานที่มีอยู่แล้ว เช่นแผนงานจัดการน้ำของกรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นต้น เพราะไม่สามารถทำแผนงานใหม่ได้ทัน อีกทั้งยังสำทับให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใสและเจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดชอบหากพบว่ากระทำความผิดจะไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งงบประมาณครอบคลุม 76 จังหวัด 878 อำเภอ 7,255 ตำบล และ 75,032 หมู่บ้าน ที่มีความเสี่ยงและได้รับผลกระทบภัยแล้งและอุทกภัย โดยให้จังหวัดสำรวจพื้นที่และจัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาการ(กบจ.) จากนั้นให้พิจารณากลั่นกรองโครงการตามจำเป็นและให้ประเมินผลโครงการเพื่อรายงานกระทรวงมหาดไทยด้วย โดยคาดว่าจะสามารถโอนงบประมาณให้จังหวัดเพื่อดำเนินการได้ตั้งแต่กลางเดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป

หากมองในภาพรวมถือเป็นสิ่งดีที่รัฐบาลกระจายเม็ดเงินลงไปยังจังหวัดและท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาจากภัยธรรมชาติให้แก่ชาวบ้านและเกษตรกร อีกทั้งยังได้ประโยชน์ในการจ้างงานสร้างรายได้ให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก แม้จะเป็นเม็ดเงินไม่มากก็ตาม ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นงบเร่งด่วนใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อยู่บ้าง แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบระยะยาวยั่งยืน และส่วนใหญ่อ้างอิงจากแผนงานเดิมของหน่วยงานภาครัฐเป็นหลัก ไม่ใช่การตั้งโจทย์ระดมความคิดนำบทเรียนมาวิเคราะห์หาต้นเหตุและแก้ไขแบบถาวรอย่างที่มีการผลักดันกันในปัจจุบันที่อยากให้ภาครัฐกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเกิดการพัฒนาในรูปแบบ “ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเอง” ซึ่งมีทุกภาคส่วนทั้งราชการและภาคประชาคมรวมทั้งกลุ่มวิชาการเข้ามาร่วมมือร่วมใจขับเคลื่อนท้องถิ่นให้เจริญและแก้ไขปัญหาในพื้นที่

การกระจายอำนาจแก่ท้องถิ่นจะช่วยพัฒนาให้ภูมิภาคและชุมชนมีความเข้มแข็งตามศักยภาพที่มีและเป็นไปในทิศทางที่ต้องการ รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้ด้วยโดยคำนึงในเรื่องต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทาง ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเกื้อหนุนให้ท้องถิ่นบริหารจัดการตนเองจนพัฒนาบ้านตัวเองและชุมชนได้อย่างตรงความต้องการและสามารถก้าวข้ามอุปสรรคตลอดจนแรงต้านได้ เนื่องจากมีการตกผลึกความคิดร่วมกันกับชุมชนท้องถิ่น อีกทั้งการทำงานแบบมีส่วนร่วมจะทำให้การตรวจสอบความโปร่งใสของโครงการเกิดประสิทธิภาพ สามารถยับยั้งการคอร์รัปชั่นได้ดีขึ้นด้วย ซึ่งตราบใดที่ภาครัฐยังสายตรงท้องถิ่นโดยขาดการมีส่วนร่วม ในขณะที่เลือกตั้งท้องถิ่นก็กำลังจะมา ย่อมต้องถูกจับตาถึงความโปร่งใสในการใช้งบประมาณแน่นอน

แสดงออกผิดที่=มีโทษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385503?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แสดงออกผิดที่=มีโทษ

28 สิงหาคม 2562 – 13:30 น.
สายตรวจระวังภัย,พ่นสี,อาคาร,กราฟฟิตี้
เปิดอ่าน 1,672 ครั้ง

คอลัมน์…  สายตรวจระวังภัย   โดย…   ทีมข่าวอาชญากรรม

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองเห็นอาจเรียกได้ว่า “ชินตา” นั่นคือลวดลายหลากสีสันจากสีสเปรย์ที่ถูกพ่นใส่กำแพงตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะในชุมชนเมืองทั่วประเทศ ยิ่งแล้วเป็นกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ หรือเมืองท่องเที่ยวของไทย บ้างเป็นลวดลายการ์ตูนสวยงาม บ้างเป็นข้อความตัวหนังสือในรูปแบบ “กราฟฟิตี้” เปรียบเหมือนงานศิลปะข้างถนน ตลอดจนถ้อยคำด่าทอตอบโต้ของเหล่านักเรียนอาชีวะสถาบันต่างๆ หรือแม้แต่เหล่า “มือบอน” ทั่วไป

จะว่าไปแล้วกำแพงหรือตึกร้างที่ดูทรุดโทรมหลายแห่งถูกกราฟฟิตี้ “เนรมิต” ให้ดูแล้วเกิดความสวยงามเพลิดเพลิน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนดูสกปรกเลอะเทอะ ลามไปจนถึงการพ่นสีสเปรย์ใส่โบราณสถาน ซึ่งมีการจับกุมดำเนินคดีกันมาแล้ว และส่วนใหญ่ก็เป็นความคะนองของชาวต่างชาติ

ล่าสุดที่จังหวัดเชียงใหม่ชาวบ้านได้ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน เพราะยังมือบอนพ่นสีร้านค้า อาคารย่านเศรษฐกิจถนนราชวิถี ก่อนถึงประตูท่าแพ ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาเที่ยวในย่านนี้ แต่ถูกคนมือบอนพ่นสีอาคารประตูเป็นลายต่างๆ จำนวนมาก ดูไม่สวยงาม ไม่เป็นระเบียบ ยิ่งนานวันยิ่งทวีคูณเพิ่มทุกวัน

เมื่อกระจอกข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบก็พบว่าเป็นตึกแถวชั้นเดียวปลูกเรียงรายริมถนน มีลวดลายจากสีสเปย์หลากหลายสีพ่นเป็นลายขยุกขยิกต่างๆ ตั้งแต่ประตูหน้าและตัวอาคาร นอกจากนี้ยังมีร้านขายดอกไม้และประตูบ้านของชาวบ้านถูกพ่นสีอีกจำนวนมาก สร้างความเดือดร้อน ก่อให้เกิดความสกปรกไม่เป็นระเบียบ ไม่เว้นแม้กระทั่งเสาไฟ

อย่างไรก็ตามการแสดงออกทางความคิด ในปัจจุบันถือว่าสังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้น ทำให้เยาวชนต่างต้องการแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง หรือการได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน หรือสังคม แต่ก็มีคำถามว่าการแสดงออกแบบไหนนั้นเหมาะสม? ซึ่งปัญหานี้จึงเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายควรต้องตระหนักและช่วยกันหันมาให้ความสนใจดูแลบุตรหลานในครอบครัวของตนเองให้รู้จักการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสมกับวัย

ทว่าการที่กลุ่มเยาวชนบางกลุ่มมีพฤติกรรมที่แสดงถึงความเป็นตัวตนผ่านงานศิลปะบนกำแพง หรือพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นที่กฎหมายห้าม สร้างความสกปรก ทำให้เกิดความไม่เรียบร้อยต่อพื้นที่สาธารณะนั้นๆ ก็ยังถือว่ากระทำผิดกฎหมายอยู่ดี

สำหรับกรณีแบบนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ 2535 มาตรา 12 “ห้ามมิให้ผู้ใด ขูด กะเทาะ ขีด เขียน พ่นสี หรือทำให้ปรากฏด้วยประการใดๆ ซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใดๆ ที่กำแพงที่ติดกับถนน บนถนน ที่ต้นไม้ หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่อยู่ติดกับถนนหรืออยู่ในที่สาธารณะ เว้นแต่จะเป็นการกระทำของราชการส่วนท้องถิ่น ราชการส่วนอื่น หรือรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจกระทำได้” และถ้าฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ตามมาตรา 56 ของพ.ร.บ.ฉบับนี้

การแสดงออกในรูปแบบงานศิลปะที่เรียกว่า “กราฟฟิตี้” เป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าแสดงออกผิดที่ก็ต้องยอมรับโทษตามตัวบทกฎหมาย..!!

สู้กันอีกสักครั้ง รวมพลังขจัดภัย(นักบิด)บนทางเท้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385491?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

สู้กันอีกสักครั้ง รวมพลังขจัดภัย(นักบิด)บนทางเท้า

28 สิงหาคม 2562 – 13:25 น.
บนทางเท้า,สาวญี่ปุ่น,เมกุมิ โมริโมโตะ,รถมอเตอร์ไซด์
เปิดอ่าน 1,260 ครั้ง

สู้กันอีกสักครั้ง รวมพลังขจัดภัย(นักบิด)บนทางเท้า

สาวญี่ปุ่นชื่อ เมกุมิ โมริโมโตะ ได้รับคำสรรเสิญอย่างแรงในโซเชียลมีเดีย จากวีรกรรม “บนทางเท้า”

เหตุการณ์เกิดที่ย่านลำสาลี เขตบางกะปิ เมื่อไม่นานมานี้

ขณะ เมกุมิ ยืนรอรถเมล์ มีมอเตอร์ไซค์ 2 คัน ขี่ตามกันมาบนทางเท้าแคบๆ ที่เธอยืนอยู่ เธอมองเห็นจึงขยับตัวขวางและพูดกับชายคนขับ ขอร้องให้กลับลงไปบนถนน ฝ่ายมอเตอร์ไซค์ดูท่าทางไม่ค่อยยินดีแต่ก็ยอมให้ความร่วมมือ

วีรกรรมของ เมกุมิ เหมาะเจาะกับช่วงที่ กทม.พยายามบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับพวกขี่มอเตอร์ไซค์บนทางเท้า สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. จึงขอมอบประกาศนียบัตรเชิดชูความดีแก่เธอ และเชิญชวนคนไทยเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

การขี่จักรยานยนต์รวมถึงการจอดรถบนทางเท้า สร้างความเดือดร้อนและถือเป็นภยันตรายที่สร้างปัญหาให้แก่คนกรุงเทพฯ มายาวนาน และมักมีข่าวเด็กนักเรียนและผู้สูงอายุถูกเฉี่ยวชนอยู่บ่อยๆ จนระยะปีสองปีมานี้ กทม.พยายามกวดขันเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ

สถิติการจับกุมผู้กระทำผิดตั้งแต่ 9 กรกฎาคม 2561 ถึง 19 สิงหาคม 2562 ข้อมูล 50 สำนักงานเขต จับกุมผู้กระทำผิดได้ 21,755 ราย ปรับเป็นเงินจำนวน 12,591,700 บาท แต่รองฯ สกลธี ไม่พอใจกับตัวเลขนี้ เพราะมีหลายเขตดูดาย รายงานว่าไม่พบผู้กระทำผิด ทั้งที่มีคนแจ้งข้อมูลร้องเรียนเข้ามาตลอด

รองฯ สกลธี ออกปากว่า การแก้ปัญหารถจักรยานยนต์บนทางเท้า เจ้าหน้าที่เทศกิจต้องเอาใจใส่มากกว่าที่เป็นอยู่ เห็นได้ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2562 กทม.ได้เพิ่มอัตราโทษค่าปรับรถจักรยานยนต์บนทางเท้าสูงสุดจาก 1,000 บาท เป็น 2,000 บาท ก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนจำนวนมาก แต่สามารถจับปรับผู้กระทำผิดได้เพียงประมาณ 500 ราย ค่าปรับ 700,000 บาท

“ผลการดำเนินการยังไม่น่าพอใจ เพราะหากแยกออกมาเป็นวัน เฉลี่ยวันหนึ่งจับได้แค่เขตละ 1 คัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ การดำเนินการย้อนแย้งกับสิ่งที่ประชาชนพบเห็น หรือร้องเรียนมา”

รองผู้ว่าฯ กทม.ไม่พอใจผลการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่บางเขตที่ไม่เอาใจใส่แก้ปัญหา ทั้งที่ความจริงแล้วเวลาที่ตนเอง ซึ่งเป็นผู้บริหาร กทม.นั่งรถผ่านตามพื้นที่ต่างๆ ยังพบเห็นผู้ฝ่าฝืนขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าตลอดเวลา แต่กลับมีอยู่ 7 เขตที่ไม่มีข้อมูลการจับกุมเลย ดังนั้นหลังจากนี้ จะเพิ่มค่าปรับกับพวกทำผิดซ้ำซาก  จาก 2,000 บาท เป็น 3,000 บาท เพื่อให้หลาบจำ โดยข้อมูลผู้กระทำผิดจะถูกบันทึกไว้ในแอพพลิเคชั่น เป็นฐานข้อมูลให้ทุกสำนักงานเขต ใช้ในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดซ้ำซาก

“ผมจะลงพื้นที่ตรวจอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง กำชับเจ้าหน้าที่พยายามไม่ตั้งจุดจับปรับเป็นจุดเด่นชัด และให้หมุนเวียนตั้งจุดจับปรับสลับไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ผู้ที่ฝ่าฝืนทราบว่าตรงไหนมีการตั้งจุด โดยจุดหนึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประจำประมาณ 5-6 คน หากจุดใดยังพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนอยู่ ก็จะพยายามส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำจุดเรื่อยๆ”

*ช่วยอีกแรงแจ้งเบาะแสล่ารางวัล*
ผู้บริหาร กทม.ยอมรับว่า นโยบายทวงคืนทางเท้าจากสิงห์มอเตอร์ไซค์ทำได้ยาก และไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง ปัญหาการจราจรเป็นเรื่องหนึ่ง แต่หนักกว่านั้นคือการ ไร้วินัย ซึ่งหมายถึง มักง่าย นั่นเอง

ดังนั้นการกวดขันจับปรับพวกจอดรถหรือขี่จักรยานยนต์บนทางเท้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยกันสอดส่อง แจ้งเบาะแส การแจ้งเบาะแสก็จะได้ค่าตอบแทนคล้ายรางวัลนำจับ โดยสามารถทำได้ง่ายๆหลายช่องทางบนโทรศัพท์มือถือ

ช่องทางแรก สมัครลงทะเบียนในเว็บไซต์  http://203.155.220.179/reward/default.php และโหลดเก็บไว้ในเครื่อง เมื่อใดที่พบผู้กระทำผิดให้รีบถ่ายรูปให้เห็นตัวรถคนขับและเลขทะเบียนรถ  จากนั้นกรอกวันที่ วัน เวลา รายละเอียดสถานที่ เขต แบบสั้นๆ และชัดเจน พร้อมกับอัพโหลดแนบรูปถ่ายเหตุการณ์ พร้อมระบุวันเวลา สถานที่ให้ถูกต้อง แล้วคลิก ประสงค์รับส่วนแบ่งค่าปรับที่ได้จากการเปรียบเทียบ เสร็จแล้วคลิกปุ่ม ส่งข้อมูลเบาะแส

เมื่อแจ้งเบาะแสไปแล้ว ก็รอติดตามความคืบหน้าทางระบบนี้เลยว่า รถคันนั้นไปจ่ายค่าปรับหรือยัง ถ้าจ่ายแล้วเราก็จะได้ส่วนแบ่งค่าปรับ

ส่วนช่องทางแอพพลิเคชั่นไลน์ ก็สามารถแจ้งเบาะแสได้เช่นกัน โดยการแอดเพื่อนตาม Line ID คือ @ebn6703w  หลังจากนั้นจะมีไลน์ออฟฟิเชียล ชื่อ “รางวัลนำจับ” ขึ้นมา โดยในนั้นจะมีการบอกรายละเอียดเกี่ยวกับการแจ้งเหตุ ซึ่งมีความผิดให้แจ้งหลายกรณี ทั้งการขับขี่รถและจอดรถบนทางเท้า การติดป้ายโฆษณาผิดกฎหมายตามพื้นที่สาธารณะ บริเวณเสาไฟฟ้า ต้นไม้ริมทาง กำแพง รวมถึงฐานความผิดของการโฆษณาด้วยการปิด ทิ้ง หรือโปรยแผ่นประกาศ หรือใบปลิวในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานความผิดของการขีดเขียน พ่นสี ข้อความ ภาพ หรือรูปใดๆ ที่กำแพงติดกับถนน บนถนน ที่ต้นไม้หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอาคารที่อยู่ติดกับถนน

นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ Facebook : สำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร , E-mail :Citlaw_bma@hotmail.com, สายด่วนสำนักเทศกิจ โทร.0-2465-6644 ,ไปรษณีย์ ส่งถึงสำนักเทศกิจ เลขที่ 1 ถนนเทศบาลสาย 1 แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี 10600 และ ฝ่ายเทศกิจ ที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต

การแจ้งเบาะแสนำจับทุกช่องทางผู้แจ้งจะได้รับส่วนแบ่งค่าปรับจริง รองฯ สกลธี บอกว่า ตั้งแต่เพิ่มโทษค่าปรับขั้นต่ำเป็น 2,000 บาท บางวันมีคนแจ้งเบาะแสเยอะจนทำให้ระบบล่ม จึงได้สั่งการให้สำนักเทศกิจปรับปรุงระบบให้มีความเสถียรมากขึ้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลรูปภาพ หรือคลิปวิดีโอที่ส่งเข้ามา เจ้าหน้าที่พยายามติดตามผู้กระทำความผิดมาชำระค่าปรับ

“จากการดำเนินโครงการจับปรับผู้ฝ่าฝืนขับหรือจอดรถบนทางเท้า 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าในแต่ละเดือน ปริมาณผู้ฝ่าฝืนลดลง แต่ยังพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนในจุดที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ กทม.จะเพิ่มความเข้มงวดกวดขันอย่างต่อเนื่อง เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทางเท้าต้องเป็นทางสำหรับคนเดิน ไม่ใช่ทางขับหรือจอดรถ”

 *เมกุมิ โมริโมโตะ ชื่อนี้จำให้ขึ้นใจ*
เมกุมิ โมริโมโตะ ตามคำบอกกล่าวจากเจ้าตัว เธอเป็นนิสิต คณะทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จ.สกลนคร มีชื่อไทยว่า “มะลิ” แต่ในห้องเรียนเพื่อนเรียกว่า ‘คุณจันทร์’ ปัจจุบันอายุ 55 ปี

มะลิ หรือ เมกุมิ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มาได้ประมาณ 4-5 ปี ทำให้สามารถสื่อสารภาษาไทยได้และด้วยปัญหาสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงเลือกไปเรียนที่ จ.สกลนคร เพราะอากาศบริสุทธิ์ ไม่ต้องลำบากกับปัญหารถติด อีกทั้งลูกๆเรียนจบหมดแล้ว จึงต้องการหาประสบการณ์เพิ่มพูนทักษะวิชาความรู้

การทวงคืนทางเท้าที่ปรากฏในคลิปนั้น เมกุมิ บอกว่า ไม่ใช่ครั้งแรก  ปกติเธอชอบตักเตือนผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้าอยู่แล้ว เหตุการณ์วันนั้นกำลังยืนรอรถเมล์ และมีฝนตก แต่คนขับรถจักรยานยนต์ก็ขับขึ้นมาบนทางเท้าด้วยความเร็ว ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ใช้ความระมัดระวัง หรือเคารพกฎจราจร และยังมีเด็กนั่งมาด้วย จึงบอกให้ขับช้าๆ และควรลงไปขับบนถนนซะ

เธอบอกว่า อย่าไปกลัวที่จะว่ากล่าวตักเตือนคนประเภทนี้  เพราะสิ่งที่พวกเขาทำมันผิดกฎหมาย ทุกคนอาจมองเป็นเรื่องเล็ก แต่การสอนให้รู้จักวินัยน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ และเธอก็ทำแบบนี้มาตลอดระยะเวลา 4-5 ปี ที่อยู่เมืองไทย

ความประทับใจของผู้คนที่มีต่อ เมกุมิ เกิดจากการที่เธอกล้าที่จะยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคม แม้สิ่งที่เธอทำนั้นอยู่ในประเทศไทยไม่ใช่ญี่ปุ่น บ้านเกิดเมืองนอนของเธอก็ตาม

สิ่งที่ เมกุมิ ทำ ไม่ถึงกับเรียกว่าจิตอาสา แต่เรียกได้เต็มปากว่า จิตสำนึก

เมกุมิ ทำในสิ่งที่ไม่เกินเลยกว่าคนทั่วไปจะทำได้ แต่เราไม่ค่อยพบเห็นในสังคมไทย

การที่ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งต้องพึ่งพาไม้เท้าพยุงเดิน เพราะขาผิดรูปไม่แข็งแรงเหมือนคนปกติ ออกมาปลุกสำนึกผู้คนอย่างน่ายกย่องถึงขนาดนี้แล้ว สังคมไทยสมควรหรือยังที่จะร่วมมือกันปกป้องสิทธิของตัวเองบ้าง?

ย้อนรอย ปล้น โยงกลุ่มป่วนใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385480?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ย้อนรอย ปล้น โยงกลุ่มป่วนใต้

28 สิงหาคม 2562 – 10:50 น.
ปล้นร้านทอง,อนาทวี,ความม่ั่นคง,ล่าความจริงพิกัดข่าว
เปิดอ่าน 1,867 ครั้ง

คอลัมน์… ล่าความจริง..พิกัดข่าว โดย… ปกรณ์ พึ่งเนตร

มีความคืบหน้าคดี “ปล้นร้านทองครั้งมโหฬาร” ที่ห้างทองสุธาดา อ.นาทวี จ.สงขลา เหตุเกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 24 สิงหาคม 2562

ผ่านมา 3 วัน ตำรวจได้เบาะแสคนร้ายและเริ่มมีหลักฐานที่เชื่อได้ว่าเชื่อมโยงกับ “กลุ่มก่อความไม่สงบ หรือขบวนการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่”

หลายคนฟังแล้วไม่ค่อยเชื่อ เพราะต้องยอมรับว่าการปล้น จี้ ชิงทรัพย์ หรือการก่ออาชญากรรมแนวๆ นี้ ย่อมไม่ใช่แนวทางของขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะอ้างว่าก่อเหตุรุนแรงด้วยมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

แต่ปรากฏว่าเมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบเหตุ “ปล้นทรัพย์” หลายๆ ครั้งตลอด 15 ปีที่มีสถานการณ์ไฟใต้ ก็พบร่องรอยเป็นการกระทำจากสมาชิกกลุ่มก่อความไม่สงบด้วยเช่นกัน โดย 2 เหตุการณ์ที่มีหลักฐานชัดเจนก็คือ

1.เหตุการณ์ปล้นร้านทองที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และยิงเจ้าของร้านเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2552 คนร้าย 2 คนบุกปล้นร้านทองไทยพงษ์ดี เลขที่ 303 ถนนสารกิจ ในเขตเทศบาลตำบลรือเสาะ โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายสุรศักดิ์ ทองรัตนสุวรรณ์ อายุ 65 ปี เจ้าของร้านทองเสียชีวิต

หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนสอบสวนขยายผล และสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์รวมถึงได้หลักฐานจากกล้องวงจรปิด ทำให้ในวันที่ 9 สิงหาคม 2552 สามารถออกหมายจับคนร้ายที่ก่อเหตุทั้ง 2 คน คือ นายมะซูปิยัน ยากูมอ ชาว อ.รามัน จ.ยะลา กับ นายไซมิง มะหลี ชาว อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งคนร้ายทั้งสองคนนี้มีประวัติเคยร่วมกับพวกก่อคดีความมั่นคงในพื้นที่มาแล้วประมาณ 7-8 คดี และวันที่ 5 สิงหาคม 2552 นายไซมิงกับพวกยังได้ยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่บนเทือกเขาหลังหมู่บ้านจือเราะ หมู่ 8 ต.โคกสะตอ อ.รือเสาะ ด้วย แต่นายไซมิงและพวกหลบหนีไปได้

2.ปล้นร้านทองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ยิงเจ้าของร้านและ รปภ.ตาย 3 เจ็บ 3 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2554 คนร้าย 7 คนมีรถยนต์เก๋งเป็นยานพาหนะ ใช้อาวุธปืนสงครามบุกเข้าปล้นร้านทองเลี่ยวอา ตั้งอยู่เลขที่ 64 ถนนบุษยพันธ์ เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส โดยคนร้ายใช้อาวุธปืนเปิดทาง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นายวิชัย ศรีทักษินาคุณ เจ้าของร้านทอง นายวิชิต ศรีทักษินาคุณ น้องชายของนายวิชัย และนายจิตติ ปลื้มใจ พนักงาน รปภ.ของร้านทอง นอกจากนั้นยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 3 ราย โดยคนร้ายกวาดเอาทองรูปพรรณไปทั้งหมด 700 บาท

หลังก่อเหตุคนร้ายซิ่งรถหลบหนีและนำรถไปจอดทิ้งไว้ในสวนยางพาราในพื้นที่ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ทั้งยังได้ทิ้งอาวุธปืนจำนวน 9 กระบอกที่ใช้ก่อเหตุไว้ที่โคนต้นยาง ห่างจากรถประมาณ 500 เมตรด้วย จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พบว่ารถยนต์ที่คนร้ายใช้ก่อเหตุติดป้ายทะเบียนปลอม โดยรถยนต์เป็นของหญิงชาวจังหวัดสงขลา แจ้งหายเอาไว้หลังมีผู้ยืมรถไปใช้แต่ไม่ส่งคืน

ส่วนอาวุธปืนที่คนร้ายทิ้งไว้บางส่วนเป็นอาวุธปืนที่คนร้ายปล้นมาจากเหตุการณ์บุกโจมตีฐานพระองค์ดำ หรือฐานปฏิบัติการกองร้อยทหารราบที่ 15121 (ร้อย ร.15121) หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554 และยังตรวจสอบพบอีกว่าอาวุธปืนจำนวน 4 กระบอกมีความเชื่อมโยงเคยใช้ก่อเหตุในพื้นที่มาแล้วกว่า 14 คดี เจ้าหน้าที่เชื่อว่าคนร้ายเป็นกลุ่มก่อความไม่สงบกลุ่มเดียวกับที่บุกถล่มฐานพระองค์ดำ

เหตุการณ์ปล้นร้านทองครั้งนั้นเกิดในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และได้ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวิเคราะห์ได้ 2 ประการ คือ ประการแรก เจ้าหน้าที่ได้ตัดช่องทางการเงินของขบวนการผู้ก่อความไม่สงบ เช่น ยาเสพติด ของเถื่อน โดยให้กองทัพภาคที่ 4 ดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ศุลกากร จึงเป็นไปได้ว่ากลุ่มขบวนการต้องพยายามหาเงินสนับสนุนให้ผู้ก่อเหตุ

และประการที่ 2 เป็นโจรผู้ร้ายทั่วไปที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน สำหรับอาวุธปืนที่เห็นบางส่วนนำไปจากฐานร้อย ร.15121 จ.นราธิวาส ซึ่งถูกปล้นไปก่อนหน้านี้ กำลังสอบสวนว่าทำไมถึงไปทิ้งไว้อย่างนั้น และใช่หรือไม่ใช่ แต่จุดนี้คงไม่สำคัญ ประเด็นสำคัญคือพวกนี้คือโจร

ไม่ใช่แค่ปล้นร้านทอง แต่กลุ่มคนร้ายที่เชื่อมโยงกับ “มือปฏิบัติการ” ของกลุ่มก่อความไม่สงบ ยังเคยปล้นรถขนเงินของธนาคารกสิกรไทย ขณะจอดอยู่หน้าธนาคารด้วย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2556 คนร้ายประมาณ 10 คนใช้รถกระบะและรถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ พร้อมอาวุธปืนสงครามครบมือ บุกปล้นรถขนเงินของธนาคารกสิกรไทย สาขาปาลัส ขณะจอดอยู่หน้าธนาคาร ริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 ท้องที่บ้านปาลัส หมู่ 5 ต.ลางา อ.มายอ จ.ปัตตานี แต่พนักงาน รปภ.ของรถขนเงินได้ใช้อาวุธปืนยิงต่อสู้จนเกิดการยิงปะทะกันทำให้คนร้ายเสียชีวิต 1 ราย ส่วนพนักงาน รปภ.ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย นอกจากนั้นยังมีผู้หญิงวัย 34 ปี โดนลูกหลงได้รับบาดเจ็บขณะกำลังกดเงินจากตู้เอทีเอ็มด้วย

หลังก่อเหตุคนร้ายได้ขับรถหลบหนีไปทาง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี โดยได้โปรยตะปูเรือใบและวางวัตถุต้องสงสัยเป็นถังแก๊สและกระสอบปุ๋ยที่มีการสายไฟโผล่ออกมาบริเวณไหล่ทาง เพื่อสกัดการติดตามของเจ้าหน้าที่ด้วย ต่อมาเจ้าหน้าที่สืบทราบว่าคนร้ายเป็นสมาชิกขบวนการก่อความไม่สงบ

ทั้งหมดนี้คือเหตุอาชญากรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในรอบ 10 กว่าปีมานี้ ภายใต้ฝุ่นควันสถานการณ์ความไม่สงบและการต่อสู้ที่อ้างมูลเหตุจูงใจทางการเมือง

‘ธนาธร’ ถอย หดเป้า ‘อบจ.’ สู้ ‘บ้านใหญ่’ ไม่ไหว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385484?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

‘ธนาธร’ ถอย หดเป้า ‘อบจ.’ สู้ ‘บ้านใหญ่’ ไม่ไหว

28 สิงหาคม 2562 – 09:06 น.
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก,สาธิต ปิตุเตชะ,การเมืองท้องถิ่น,นายก อบจ,เลือกตั้งท้องถิ่น,พรรคอนาคตใหม่,บ้านใหญ่
เปิดอ่าน 67,050 ครั้ง

คอลัมน์ ‘ท่องยุทธภพ’ โดย ‘ขุนน้ำหมึก’ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก 28 ส.ค.52

******************************

บทสรุปการเปิดรับผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้บริหาร และสมาชิกสภา อบจในนามพรรคอนาคตใหม่ ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม ที่ผ่านมา มีทั้งหมด 77 ทีม จาก 44 จังหวัด ครบทุกภาคทั่วประเทศ

จากนี้ไป คณะกรรมการกลั่นกรองของพรรค จะตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสาร เพื่อนำข้อมูลให้คณะกรรมการสรรหาฯ พิจารณา พรรคอนาคตใหม่ยอมรับว่า แม้มีผู้สมัครเข้ามา 44 จังหวัด แต่จะเลือกเหลือ 15 จังหวัด บวกลบ จังหวัดเท่านั้น เนื่องจากพรรคยังไม่เข้มแข็งมากพอในการลงไปแข่งได้ทุกจังหวัด จึงต้องทำตามสภาพความเป็นจริง

เมืองนนท์นำร่อง

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เปิดเผยว่า ได้รับอำนาจพิเศษจากกรรมการบริหารพรรค ให้คัดจังหวัดพิเศษนำร่อง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อให้มีจังหวัดต้นแบบ จังหวัดคือ จ.นนทบุรี จ.บึงกาฬ ส่วนอีกจังหวัดหนึ่งยังพิจารณาอยู่ 

นำร่องนายกฯ อบจ. นนทบุรี

กันยายน 2562 จะมีการเปิดให้ประชันวิสัยทัศน์กัน โชว์นโยบาย ทักษะความเป็นผู้นำ ไหวพริบในการตอบคำถาม เพราะมีเสนอตัวชิงนายก อบจ.นนทบุรี ทีม แล้วจะเปิดให้มีการทำไพรมารีโหวตออนไลน์

ทีมส้มหวานนนทบุรี ได้แก่ ทีมไพบูลย์ กิจวรวุฒิ อดีตผู้สมัคร ส..นนทบุรี กับทีมพิชเยนทร์ หงษ์ภักดี นักธุรกิจรุ่นใหม่ ซึ่ง “ธนาธร” คาดหวังว่า จะยึด อบจ.นนทบุรี ได้สำเร็จ

หากส่องคะแนนเลือกตั้ง ส..นนทบุรี เขต ปรากฏว่า ผู้สมัคร ส..อนาคตใหม่ แม้จะพ่ายแต่ก็ได้คะแนนเฉลี่ยเขตละ หมื่นคะแนน บางเขตเกือบ หมื่น 

...ธงชัย เย็นประเสริฐ

สำหรับแชมป์เก่า “...ธงชัย เย็นประเสริฐ” เป็นนายก อบจ.นนทบุรี มา สมัยแล้ว โดยมีกลุ่มนักการเมืองสายไทยรักไทย หรือเพื่อไทย ให้การสนับสนุนมาแต่สมัยแรก

ฉลอง-เจริญ เรี่ยวแรง

แม้แต่ “ฉลอง เรี่ยวแรง” ก็หนุน “พ...ธงชัย” โดยส่งน้องชาย “ศรีชาติ เรี่ยวแรง” ไปเป็น รอง นายก อบจ.นนทบุรี บังเอิญวันนี้ “ฉลอง” ย้ายมาสังกัดพลังประชารัฐ และภรรยา เจริญ เรี่ยวแรง ได้เป็น ส..นนทบุรี เขต 1

ประเมินว่า “บ้านใหญ่” เมืองนนท์ คงรวมพลังทุกก๊วน ไม่ยอมให้อนาคตใหม่ ก้าวข้ามไปได้แน่

อดีต “เด็กแม้ว” เปลี่ยนสี

จังหวัดนำร่องกรณี อบจ.ของอนาคตใหม่ จ.บึงกาฬ เป็นจังหวัดที่ ซึ่งธนาธร บอกว่า ไม่มีปัญหา เพราะมีทีมเดียว

แม้จะยังไม่เปิดเผยว่า ทีมส้มหวานบึงกาฬเป็นทีมไหน ก็ไม่น่าจะผิดไปจากกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจาก “เทวฤทธิ์ นิกรเทศ” อดีตผู้สมัคร ส..บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 56 พรรคอนาคตใหม่

เทวฤทธิ์” เป็น ส..หนองคาย พรรคไทยรักไทย สมัยแรกปี 2544 ตอนนั้น ยังไม่ได้แยกออกมาเป็น จ.บึงกาฬ ปี 2550 เทวฤทธิ์ เป็น ส..บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน 

ธนาธร-ปิยบุตร และ เทวฤทธิ์ นิกรเทศ อดีต ส.ส.บึงกาฬ

เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบ เทวฤทธิ์ย้ายมาสังกัดพรรคกิจสังคม โดยการนำของสุวิทย์ คุณกิตติ และเข้าร่วมรัฐบาลอภิสิทธิ์ 

เมื่อปี 2554 เทวฤทธิ์ลงสมัครนายก อบจ.บึงกาฬ ในนามกลุ่มเพื่อบึงกาฬ พ่ายแพ้แก่นักการเมืองในสายพินิจ จารุสมบัติ คือ นิพนธ์ คนขยัน

เทวฤทธิ์มีต้นทุนเดิมอยู่เกือบ หมื่นแต้ม จึงมีโอกาสล้มแชมป์เก่า ที่กำลังถูกคนเสื้อแดงโจมตีว่าเป็น “สมุนเผด็จการ” 

ชลบุรีระยอง” ฟัดกันนัว

ภาคตะวันออกที่พรรคอนาคตใหม่ ได้รับคะแนนนิยมสูงมาก และมี ส..เขต คน ที่ จ.จันทบุรี จึงทำให้นักการเมืองต่างพรรคแห่เข้ามาขอเป็นตัวแทนลงชิงนายก อบจ.

ดังที่ทราบ “นายกเป้า” จิรวุฒิ สิงห์โตทอง อดีต ส..ชลบุรี พรรคเพื่อไทย  ซึ่งเป็น ใน ทีมผู้สมัครนายก อบจ.ชลบุรี พรรคอนาคตใหม่ 

ข้ามไปที่ จ.ระยอง มีผู้เสนอตัวเป็นนายก อบจ.ระยอง ในนามพรรคอนาคตใหม่ ทีมเช่นกัน และหนึ่งในนั้น มีทีมทนายอ๊อด ภีมเดช อมรสุคนธ์ อดีตผู้สมัคร ส..ระยอง เขต พรรคไทยรักษาชาติ และเมื่อพรรคถูกยุบ ทนายอ๊อดมาช่วยหาเสียงให้ “ดนัย วิริยะสหกิจ” ผู้สมัคร ส..เขต พรรคภูมิใจไทย

นายกช้าง- ปิยะ ปิตุเตชะ

ส่วนแชมป์เก่า “นายกช้าง” ปิยะ ปิตุเตชะ นายก อบจ.ระยอง นั้น มีเครือข่ายแข็งโป๊ก เพราะได้บิดา สาคร ปิตุเตชะ อดีตกำนันยอดเยี่ยม ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ปูทางไว้ให้

สาธิต ปิตุเตชะ

วันนี้ “หมอตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ ..ระยอง น้องชายนายกช้าง เป็นรัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข คงไม่ยอมให้พรรคน้องใหม่มาเบียดยึด อบจ.ระยอง ไปง่ายๆ แน่นอน

ปิตุเตชะ” เป็นบ้านใหญ่เมืองระยอง ที่ยังทรงพลานุภาพ และบ้านใหญ่ทำนองนี้ที่ทำให้ “ธนาธร” ลดครึ่งความฝันที่จะปักธงท้องถิ่นไทย 

โปรดระวังสภาพอากาศมีฝนตกต่อเนื่อง–คลื่นลมแรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385479?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

โปรดระวังสภาพอากาศมีฝนตกต่อเนื่อง–คลื่นลมแรง

28 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
อ๊อด เทอร์โบดับเครื่องชน,สภาพอากาศ,ฝนตก,คลื่นลมแรง
เปิดอ่าน 1,515 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

ขอเป็นสื่อกลางรายงานการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งทุกท่านที่จะเดินทางหรือออกเรือ โปรดระมัดระวังอันตรายโดยไม่คาดฝันจนถึงปลายเดือนสิงหาคมนี้

ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้อย่างฉับพลัน และพายุ ‘ไป๋ลู่’ จากประเทศจีนยังมีผลกระทบอีกด้วย

จึงขอให้เพิ่มขีดความระมัดระวังในทุกพื้นที่ และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศต่อไปทุกเวลา
อ๊อด เทอร์โบ


ตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2562 ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง ตลอดช่วง และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ สำหรับบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

พายุ “ไป๋ลู่” แปลว่า ‘กวางขาว’ ได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศจีนฝั่งตะวันออกที่ผ่านมา ขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง

ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้

ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง ตลอดช่วง


ความดันโลหิตสูง
ต้องทำอย่างไร?

ผมเป็นคนสูงอายุกว่า 70 ปีแล้ว มักมีปัญหาเรื่องความดันโลหิตสูงอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเวลาไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลในการตรวจเช็กร่างกายหาเบาหวานหรือโรคต่างๆ ของวัยทองฝังเพชรมักมีหัวใจเต้นแรงเพราะนอนไม่หลับหรือตื่นเต้น ทั้งๆ ที่หมอใจดี๊ดี

เลยเขียนจดหมายฉบับนี้มา และจากการค้นคว้าบ้าง  สอบถามผู้อยู่ในวัยเดียวกันบ้าง สอบถามคุณหมอบ้าง ถึงโรคความดันโลหิตสูงเลยนำมาแจ้งต่อพอสรุปดังนี้ครับ

คำถามแรกคือความดันโลหิตสูงนี่ออกกำลังกายได้หรือเปล่า ? เพราะหลายคนจินตนาการว่าจะเสี่ยงให้เส้นเลือดแตกหรือเป็นอัมพาต อัมพฤกษ์ ถึงตายได้

กรณีนี้สรุปได้ว่าให้ออกกำลังกายพอสมควรและควบคุมอาหาร สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้ เพราะทำให้การเผาผลาญดีขึ้น

ผมสรุปว่าให้ออกกำลังกายต่อเนื่องครึ่งชั่วโมงและขอแนะนำดังนี้คือ

การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ที่ความเหนื่อยระดับปานกลาง (ร้องเพลงไม่ไหว แต่พูดคุยได้) เป็นหลัก แต่ระดับเบา (ร้องเพลงได้สบาย) และระดับหนัก (พูดคุยไม่ไหว แต่ไม่ถึงกับหอบ)

การออกกำลังกายที่มีแรงต้าน เน้นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ใช้เวลาฝึกต่อครั้ง 20 นาทีขึ้นไป สามารถสลับกลุ่มกล้ามเนื้อในการฝึกได้ แต่มีข้อระวังคือ ห้ามกลั้นหายใจขณะออกแรง และต้องเปลี่ยนแปลงท่าทางอย่างช้าๆ ป้องกันภาวะความดันตกเฉียบพลัน หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบเกร็งค้าง เช่น ท่าแพลงก์ และไม่ทำท่าออกกำลังกายที่ศีรษะอยู่ต่ำกว่าตัว

ฝึกการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ คือการออกกำลังกายที่พัฒนาระบบประสาท ทักษะ และการเคลื่อนไหวร่างกาย พัฒนาความยืดหยุ่น เช่น โยคะ พิลาทิส ไทชิ กายบริหาร ฝึกการทรงตัว ยืนขาเดียว เดินเขย่งเท้า ตารางเก้าช่อง เต้น

เพื่อความยืดหยุ่นให้ยืดถึงจุดที่รู้สึกตึง หรือ เจ็บเล็กน้อยอย่างน้อย 3-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำได้บ่อยๆ ระหว่างวัน ทุกวัน

ผมเก็บเล็กผสมน้อยมาจากนิตยสารกอล์ฟบ้างเพราะผมยังเล่นกอล์ฟอยู่และทุกวันนี้ก็พยายามเล่นกับเพื่อนเลยเขียนมาเพื่อทราบครับ
วิเชียร (รามอินทรา)

เรียน คุณ ‘วิเชียร’ รามอินทรา
ขอบคุณสำหรับจดหมายที่มีสารประโยชน์และผมขอลงสรุปเพิ่มเติมอีกว่าทุกอย่างให้อยู่ในความพอเพียงหรือความพอดี โดยไม่มากหรือน้อยเกินไป

ผมเองยึดถือคำโบราณท่านว่า ‘ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ’ และขยันออกกำลังกายเรื่อยๆ มา

คำแนะนำได้ประโยชน์มาก ขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ
อ๊อด เทอร์โบ


สุพรรณโมเดล
ส่งท้ายด้วยจดหมายจากคุณ ‘สุรชัย’ นครปฐม ที่ยกแนวคิด รัฐมนตรีคมนาคม ‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’ เกี่ยวกับถนนเขตจังหวัดสุพรรณบุรี หรือ ‘สุพรรณโมเดล’ เพื่อให้ทุกจังหวัดมีถนนแบบนี้บ้าง

อันที่จริงต้องยกนิ้วให้อดีตนายกรัฐมนตรี ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ ที่สมัยมีชีวิตอยู่ทำเมืองสุพรรณให้เจริญพัฒนาอย่างไม่น่าเชื่อ

ปัญหามีอยู่อย่างเดียวว่าแล้วรัฐมนตรีคมนาคมจะทำได้หรือ ?
อ๊อด เทอร์โบ


สุพรรณบุรี ต้นแบบถนนดี
คมนาคม ยกระดับถนนทั่วประเทศ

ผมชอบเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด และได้มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี รู้สึกสะดุดและตื่นตาตื่นใจกับถนนหนทางที่ยอดเยี่ยม สวยงาม ได้มาตรฐาน ตัดผ่านหมู่บ้านและอำเภอต่างๆ อย่างทั่วถึง แทบจะทุกซอกทุกมุม มันเป็นสิ่งที่น่าปลาบปลื้ม ชื่นชม จริงๆ ครับ

เห็นข่าวที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีโครงการยกระดับถนนทั่วประเทศ โดยยกโมเดล “สุพรรณบุรี” เป็นต้นแบบ แล้วรู้สึกดีใจครับ เชื่อว่าพี่น้องในจังหวัดอื่นๆ ก็มีความต้องการให้ถนนหนทางในพื้นที่ที่ตนอยู่อาศัยมีความสะดวก สบาย และพอเพียงเช่นเดียวกับถนนในจังหวัดสุพรรณบุรี ที่มาตรฐานดีมากๆ สมัยท่าน ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ มีชีวิตอยู่

โดยกรมทางหลวงสำรวจสภาพถนนทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดต่างๆ ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม เพื่อพิจารณาดำเนินโครงการแก้ไขปัญหา ให้นำยางพารามาใช้ผลิตสิ่งอำนวยความสะดวกทางถนนหรือโครงการต่างๆ ของกระทรวง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา

ผมเห็นรัฐมนตรีคมนาคมมีโครงการอะไรๆ มากมาย ก็อยากให้ทำสำเร็จ เป็นโมเดลอีกอย่างเถิดครับ เอาแค่ถนนสุพรรณโมเดล หรือโครงการถนนพระราม 2 รถติดอภิมหาวินาศ ก็ชักเงียบๆ ไปแล้ว
สุรชัย (นครปฐม)

จุดรั่วไหล แจกไฟฟรี..ท้าทายรัฐบาลใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385313?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

จุดรั่วไหล แจกไฟฟรี..ท้าทายรัฐบาลใหม่

27 สิงหาคม 2562 – 10:20 น.
ไฟฟ้า,รัฐบาล,ค่าไฟฟ้าฟรี,บัตรคนจน
เปิดอ่าน 4,181 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ปี 2562 คนไทยทำลายสถิติใช้ไฟสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ละบ้านควักกระเป๋าจ่ายบิลค่าไฟแทบหน้ามืด และในอนาคตค่าไฟจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เงินช่วยเหลือ “ค่าไฟฟ้าฟรี” ให้ผู้มีรายได้น้อย กลับมีจุดรั่วไหลที่รัฐบาลไม่ค่อยให้ความสนใจนัก นโยบายนี้ดูเหมือน “คนจนไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้จน” !

ย้อนไปช่วงหน้าร้อนปี 2562 “การไฟฟ้าฯ” เปิดแถลงข่าว คนไทยใช้ไฟถึงจุดพีคสูงสุดอย่างที่เรียกว่า ทุบสถิติเก่า ทำสถิติใหม่ กันเกือบแทบทุกอาทิตย์ เริ่มจาก 20 เมษายน ระบบของ “กฟผ.” ได้บันทึกสถิติสูงสุดไว้ที่ 29,680 เมกะวัตต์ จากนั้นไม่กี่วัน 24 เมษายน เกิดสถิติใหม่ทะลุ 3 หมื่น คือ 30,120 และวันถัดไปพุ่งเป็น 31,677 สุดท้ายคือวันที่ 3 พฤษภาคม เกิดการทำสถิติใหม่ 2 ครั้งในวันเดียว รอบแรกตอน 13.36 น. เพิ่มเป็น 31,986 และรอบสองเวลา 14.27 น. สูงสุดที่ 32,273 เมกะวัตต์

หากตัวเลขเพิ่มแบบนี้ทุกปี มีการประเมินว่าไม่กี่สิบปีข้างหน้าคนไทยอาจใช้ไฟฟ้ามากถึงวันละกว่า 5 หมื่นเมกะวัตต์ เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรถไฟฟ้าสายต่างๆ โรงงานอุตสาหกรรม รวมถึงเครื่องใช้เทคโนโลยีที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในเกือบทุกครอบครัว

ยกตัวอย่างง่ายๆ ไม่กี่ปีที่แล้วบ้านคนชั้นกลางทั่วไปจะมีโทรทัศน์ หรือแอร์ แค่ 1–2 ตัว แต่ในวันนี้แทบทุกห้องนอน ห้องนั่งเล่นติดแอร์เย็นฉ่ำ ขณะที่บ้าน “ผู้มีรายได้น้อย” ก็มีเหตุให้ใช้ไฟไม่แพ้กัน เช่น โทรศัพท์มือถือ พัดลม คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่เสียบชาร์จไฟจนปลั๊กแทบระเบิด ล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุให้ “จำนวนหน่วย” การใช้ค่าไฟฟ้าต่อหลังคาเรือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันคนไทยจ่ายค่าไฟเฉลี่ยประมาณหน่วยละ 3.6 บาท

จากผลการศึกษาของ “Apaitan and Wibulpolprasert” เมื่อปี 2561 วิเคราะห์ข้อมูลการใช้ไฟฟ้ารายเดือนของผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) อยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 90–140 หน่วยต่อเดือน หรือประมาณ 3–4 หน่วยต่อวัน จ่ายค่าไฟฟ้าประมาณ 250–400 บาทต่อเดือน

สำหรับชนชั้นกลางทั่วไปแล้ว บิลค่าไฟเดือนละ 200-400 บาท อาจไม่มากนัก แต่คนที่ว่างงานหรือมีรายได้เดือนละไม่เกิน 3,000 บาท ตามคุณสมบัติผู้ได้รับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจนนั้น ถือว่าเป็นจำนวนถึงร้อยละ 10 ของรายได้ต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้คนไทยมาลงทะเบียนรับบัตรฯ ไม่ต่ำกว่า 14.5 ล้านคน เฉพาะผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง คาดว่ามีมากกว่า 3 ล้านคน

ดังนั้น นโยบาย “แจกค่าไฟฟรี” สำหรับผู้มีบัตรคนจนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ค่าไฟจะกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่หนักอึ้ง หมายถึงรัฐต้องควักกระเป๋าช่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันเงื่อนไขช่วยเหลือค่าไฟฟ้า มอบให้เฉพาะครอบครัวที่ใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วย หมายถึงค่าไฟต่อบิลไม่เกิน 230 บาทต่อครัวเรือน ถ้าใช้ไฟเกินกว่านั้นก็ไม่ได้รับสิทธินี้

แต่ปัญหาที่กำลังถูกเปิดโปงอยู่ขณะนี้ คือ “คนจนไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้จน” !

“ดร.วิชสิณี วิบุลผลประเสริฐ” นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ผู้จัดทำ “โครงการประเมินนโยบายไฟฟ้าฟรีเพื่อผู้มีรายได้น้อย” วิเคราะห์จากงานวิจัยว่า มีการพบปัญหารั่วไหลของนโยบายไฟฟ้าฟรีหลายส่วนด้วยกัน เช่น ข้อมูลปี 2558 พบครอบครัวยากจนที่ไม่มีมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นของตัวเอง ทำให้ไม่ได้รับสิทธิ 1.5 หมื่นครัวเรือน เช่น ผู้เช่าบ้านคนอื่นอยู่ หรือผู้อาศัยในเพิงพักพิงชั่วคราว ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องการกำหนดเงื่อนไขให้สิทธิไฟฟ้าฟรี เฉพาะบ้านที่ใช้น้อยกว่า 50 หน่วยต่อเดือน ทำให้มีการใช้บิลค่าไฟฟ้าของบ้านหลังที่ 2 มาเบิกแทน เฉพาะช่วงปี 2555–2558 พบเงินอุดหนุนรั่วไหลในเขต กฟภ. ไปยังบ้านหลังที่สองสูงถึงปีละ 830 ล้านบาท”

นักวิชาการข้างต้นได้เสนอวิธีแก้ปัญหา จุดรั่วไหลของโครงการ “แจกไฟฟรี” โดยรัฐบาลชุดใหม่ควรเน้นนโยบายสร้างความเป็นธรรมด้านพลังงานในอนาคต ด้วยการอุดหนุนค่าไฟฟรีแบบเหมาจ่ายผ่านบัตรสมาร์ทการ์ดแทนการผูกสิทธิกับปริมาณใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วยในแต่ละเดือน เพื่อแก้ปัญหาพฤติกรรมใช้ไฟฟ้าบิดเบือน และควรมีกลไกระบุตัวผู้มีรายได้น้อยที่จะได้รับสิทธินี้จากข้อมูลแผนที่ความยากจนของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พร้อมขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้ช่วยกันระบุตัวคนมีรายได้น้อยจริงๆ ในพื้นที่

หมายความว่า ปัญหาตอนนี้คือมี “คนไม่จนจริง” มาลงทะเบียนเพื่อเอาสิทธิค่าไฟฟรีไปใช้กับบ้านหลังที่ 2 ทำให้งบประมาณช่วยเหลือไม่ตกไปอยู่กับคนที่ต้องการอย่างแท้จริง

ขณะนี้กรมบัญชีกลางเตรียมตั้งเงินงบประมาณเบิกจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิใช้ไฟฟรีอย่างน้อย 145 ล้านบาท โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2562 จะจ่ายให้ผู้ใช้สิทธิจากการไฟฟ้านครหลวง 2,281 คน เป็นเงิน 3.5 แสนบาท จากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 826,762 คน เป็นเงิน 144.5 ล้านบาท

ล่าสุด วันที่ 20 กรกฎาคม 2562 “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” รมว.พลังงาน ได้จัดประชุมระดมสมองร่วมกับข้าราชการระดับสูง ผู้บริหาร ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อกำหนดทิศทางและนโยบายของกระทรวงพลังงาน โดยกล่าวถึงความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่า อาจต้องพิจารณาปรับเงื่อนไขคุณสมบัติของ “ผู้มีสิทธิใช้ไฟฟ้าฟรี” เนื่องจากเดิมมอบให้เฉพาะครอบครัวที่ใช้ไฟไม่เกิน 50 หน่วย แต่พบว่ามีหลายครอบครัวที่มีฐานะยากจนแต่ใช้ไฟเกิน 50 หน่วย

ถือเป็นแนวคิดน่าสนใจที่จะช่วยเหลือกลุ่มคนจนที่ใช้ไฟเกิน 50 หน่วย ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในเขตตัวเมืองที่ขึ้นอยู่กับการไฟฟ้านครหลวง

ขณะเดียวกัน “กระทรวงพลังงาน” ก็ควรระดมสมองคิดวิธีแก้ไข เงินรั่วไหลกว่า 830 ล้านบาท ที่กลุ่มคนไม่จนจริง แอบเอาไปให้บ้านหลังที่สองด้วย

ถือเป็นเรื่องท้าทาย ทีมงานรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะจัดการ อุดจุดรั่วไหล “นโยบายแจกฟรี” เพื่อให้คนที่มีรายได้น้อยหรือคนยากจนจริงๆ ได้ประโยชน์สูงสุดอย่างไร เพราะในอนาคตค่าไฟฟ้าจะแพงขึ้นไปเรื่อยๆ

เชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศพร้อมใจกันเสียสละเงินภาษีช่วยคนกลุ่มนี้ แต่ไม่อยากให้เผาผลาญภาษีไปกับ “นโยบายให้ฟรีแต่ไม่มีประโยชน์” !?!