แค้นลั่นดอย “เพื่อเจ๊แดง” ล้างคอก “บูรณุปกรณ์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/385321?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

แค้นลั่นดอย “เพื่อเจ๊แดง” ล้างคอก “บูรณุปกรณ์”

27 สิงหาคม 2562 – 09:05 น.
เจาะประเด็นร้อน,เจ๊แดง,ท่องยุทธภพ,รายงานพิเศษ,ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร,เยาวภา วงศ์สวัสดิ์,การเมืองท้องถิ่น,นายกอบจเชียงใหม่
เปิดอ่าน 32,536 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 27ส.ค.62

********************************

เฟซบุ๊กของ “ชาตรี เชื้อมโนชาญ” อดีตนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เมื่อ 19 สิงหาคม 2562 ได้มีคำประกาศสั้นๆ แต่มีความหมายทางการเมืองว่า “ส.ว.ก๊อง ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร ลงสู้ศึกนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ..”ผมเฮียหน้อย” ชาตรี เชื้อมโนชาญ ลงสู้ศึกนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ (เทศบาลนครเชียงใหม่)”

สรุปว่า ทั้ง ส.ว.ก๊อง” ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร และ “เฮียหน้อย” ชาตรี ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย และได้รับฉันทานุมัติจาก “เจ๊แดง” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้มากบารมีเหนือพรรค

ศึกชิงนายกเจดีย์ขาว

เจดีย์ขาว หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่าเจดีย์กิ่ว กลางเมืองเชียงใหม่ ใกล้สำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ จึงถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์การเมืองท้องถิ่น

จริงๆ แล้ว ข่าว “เฮียหน้อย” หรือ เฮียน้อย” ชาตรี เชื้อมโนชาญ นักการเมืองท้องถิ่นผู้อาวุโส ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เพราะขัดแย้งเรื่องอนาคตทางการเมืองกับผู้บริหารตระกูล “บูรณุปกรณ์” เป็นที่รับรู้กันมาตั้งแต่กลางปี 2561

สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และ ชูชัย เลิศพงศ์อดิศร

จากนั้น ชาตรีไปจับมือ “ส.ว.ก๊อง-ชูชัย” ทำทีมฟุตบอลเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด ซึ่งใครก็ทราบดีว่า คนในตระกูล “ชินวัตร” สายเหนือให้การสนับสนุนทีมนี้

สมพงษ์  ส.ว.ก๊อง และเฮียน้อย

เฮียน้อยเป็นคนรักกีฬาเหมือนกัน แต่เป็นหมัดมวย เพราะในอดีตเป็นนักมวยชื่อดังของเชียงใหม่ชื่อ “ชาตรี คล่องประชัน” เฮียน้อยต้องเข้าสนามฟุตบอล เพราะเกมการเมืองท้องถิ่น

เจ๊แดงใช้กลยุทธ์ลูกหนังนำการเมือง ปูทาง “ส.ว.ก๊อง” ด้วยการปั้นทีมเจแอล เชียงใหม่ ยูไนเต็ด จนโด่งดังในระดับลีกภูธร

บูรณุปกรณ์”แยกขั้ว

ปลายปี 2561 ประพันธ์ บูรณุปกรณ์” อดีต ส.ว.เชียงใหม่ อดีตรองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ และอดีตรองนายก อบจ.เชียงใหม่ แถลงข่าวขออาสาชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่

ประพันธ์ บูรณุปกรณ์

“ประพันธ์” เป็นอาของ ทัศนัย บูรณุปกรณ์” นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ซี่งทัศนัยดำรงตำแหน่งนายกเจดีย์ขาวมา 2 สมัย และจะขอวางมือจากการเมืองท้องถิ่นไปทำธุรกิจ

ทั้งประพันธ์ และน้องชาย บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ ได้ใช้สื่อโซเชียลเป็นกระบอกเสียงของตระกูลบูรณุปกรณ์ เผยแพร่กิจกรรมช่วยเหลือประชาชนถี่ขึ้นในช่วงนี้

บุญเลิศ บูรณุปกรณ์

ตระกูล “บูรณุปกรณ์” เป็นตระกูลเก่าแก่สายหนึ่งของเชียงใหม่ แม้จะมีประวัติความเป็นมาไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่า “ชินวัตร” หรือ “นิมมานเหมินท์” ที่โด่งดังมาก่อน แต่ “บูรณุปกรณ์” ก็ผงาดในการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่ปี 2542

ทัศนัย บูรณุปกรณ์

การเมืองยุค คสช. ทำให้ตระกูลบูรณุปกรณ์แยกขั้ว “ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” หลานสาวของ “ประพันธ์-บุญเลิศ” เลือกเดินหนทางสายเดิมคือ เพื่อแม้ว-เพื่อเจ๊แดง ขณะที่ “ประพันธ์-บุญเลิศ” ยืนอยู่คนละฝั่ง

ไม่น่าแปลกใจที่ทัศนัย น้องชายของทัศนีย์ ประกาศวางมือ เพราะบูรณุปกรณ์ ไม่ควรทำศึกคนกันเอง เพื่อชิงเก้าอี้นายกเจดีย์ขาว

บุญเลิศ” พลังประชารัฐ?

เมื่อ 20 สิงหาคม 2562 บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ ได้เปิดใจผ่านแฟนเพจ Boonlert Buranupakorn ว่าด้วยประเด็นอนาคตทางการเมือง

“สำหรับครั้งนี้ก็จะมีความสำคัญสำหรับผมอย่างยิ่ง ที่จะขอเสนอตัวเข้ามารับใช้พี่น้องชาวเชียงใหม่อีกครั้งในสนามเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ แต่ ณ ตอนนี้ มีข่าวลือแพร่สะพัดมากมายเหลือเกินที่สร้างความสับสนให้พี่น้องประชาชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย และมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไป”

ดังที่ทราบกัน บนถนนการเมือง “บูรณุปกรณ์” เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงหนุนจาก “เจ๊แดง” มาตั้งแต่ยุคไทยรักไทยเฟื่องฟู ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น

“บุญเลิศ” เริ่มต้นจากสมาชิกสภาเทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ปี 2542 และเป็นนายก อบจ.เชียงใหม่ ปี 2551

บุญเลิศเผชิญมรสุมข่าวลือ

ช่วงเลือกตั้ง 2562 แม้บุญเลิศจะไม่ประกาศชัดว่า สนับสนุนพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็บอกให้ ส.จ.ในเครือข่ายกลุ่มเชียงใหม่คุณธรรม ดำเนินการทางการเมืองโดยอิสระ

ส่วนการเลือกตั้งนายก อบจ.เชียงใหม่ บุญเลิศได้จัดทัพเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมทีมบริหารและผู้สมัคร ส.อบจ. 25 อำเภอ จำนวน 42 เขตแล้ว ส่วนใหญ่เป็นชุดเดิมกว่า 90 เปอร์เซ็นต์

เสี่ยบุญเลิศกำลังเจอข้อหา “ทรยศนายใหญ่-ฝักใฝ่เผด็จการ” จึงโอดครวญว่า ศึกนี้ใหญ่หลวงสำหรับตัวเขายิ่งนัก

ที่สุดของ คอมแพคท์ เอสยูวี!! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407610?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ที่สุดของ คอมแพคท์ เอสยูวี!!

30 ธันวาคม 2562 – 10:30 น.
คอมแพคท์ เอสยูวี,GTS,ปอร์เช่ มาคันน์,ปอร์เช่,รถปอร์เช่,มาคันน์,Macan,Porsche Macan GTS
เปิดอ่าน 57 ครั้ง

หรู แรง สปอร์ต รวมกันอยู่ใน ‘ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส’  เพียงคันเดียว!!!

กระแสรถเอสยูวีขนาดซับคอมแพคท์กำลังนิยม ทางปอร์เช่ได้นำรุ่น ปอร์เช่ มาคันน์ Macan มาลุยตลาดนี้มาพักนึงแต่เสียงเรียกร้องอยากได้ความสปอร์ตขึ้น แรงขึ้นอีกตามสายพันธุ์ที่ควรเป็น… ปลายปี ปอร์เช่ ตัดสินใจนำ ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส The new Porsche Macan GTS กับความแรงถึง 380 แรงม้า

โดย ปอร์เช่ มาคันน์ จีทีเอส ใหม่ ตกแต่งตัวถังภายนอก Sport Design package ติดตั้งชิ้นส่วนตัวถังใหม่ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมทั้งสเกิร์ตข้างสุดเฉียบคม มุมมองด้านหน้าและกันชนหน้าดุดัน เน้นโทนสีดำ ไฟหน้า LED พร้อมระบบ Porsche Dynamic Light System (PDLS) และไฟท้าย LED  3 มิติ หรูหรางดงามด้วยแถบ light bar ทั้งหมดนี้ได้รับการรมดำ ยกระดับความสปอร์ตยิ่งขึ้น สามารถสั่งติดตั้งไฟหน้า LED รมดำ พร้อมระบบ PDLS Plus เป็นอุปกรณ์พิเศษ ความสูงของช่วงล่างลดลงจากรุ่นปกติ 15 มิลลิเมตร ติดตั้งล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ลาย RS Spyder Design สีดำเงา satin-gloss black คาลิเปอร์เบรกสีแดง และชิ้นงานรายรอบตัวถังสีดำเงา ตอกย้ำสมรรถนะที่เหนือชั้น มุมมองด้านท้าย ยังคงเน้นเสน่ห์ของสีดำเป็นหลัก ด้วย diffuser ท้าย และปลายท่อไอเสียมาตรฐานของระบบระบายไอเสีย sports exhaust system

มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ เบนซิน V6 ไบเทอร์โบ ขนาดความจุ 2.9 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 380 แรงม้า (280 กิโลวัตต์) เพิ่มขึ้น 20 แรงม้า (15 กิโลวัตต์) เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะคลัทช์คู่ PDK ลูกใหม่ และสามารถเลือกติดตั้งชุดแต่งเพิ่มสมรรถนะ Sport Chrono package เป็นอุปกรณ์พิเศษ สามารถเร่งจากจุดหยุดนิ่งไปยังความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในระยะเวลาเพียง 4.7 วินาที ทำความเร็วสูงสุดกว่า 261 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เร็กว่ารุ่นเดิมถึง 30%

โดยตัวอักษร GTS ย่อมาจาก “Gran Turismo Sport” มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Porsche Active Suspension Management (PASM) ผ่านการปรับแต่ง ระดับความสูงของช่วงล่างเป็นพิเศษซึ่งลดลง 15 มิลลิเมตร เพื่อลดอาการโคลงตัวและเพิ่มความมั่นใจในการยึดเกาะ ระบบช่วงล่างถุงลมปรับระดับอัตโนมัติ Adaptive air suspension เป็นอุปกรณ์พิเศษที่สามารถลดระดับความสูง ของช่วงล่างลงเพิ่มเติมได้อีกถึง 10 มิลลิเมตร ติดตั้งล้ออัลลอยขนาดมาตรฐาน 20 นิ้ว ลาย RS Spyder Design สวมทับจานเบรกขนาดใหญ่ จานเบรกคู่หน้า 360 x 36 มิลลิเมตร จานเบรกคู่หลัง 330 x 22 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งเบรกสมรรถนะสูง  Porsche Surface Coated Brake (PSCB) เคลือบสารทังสเตนคาร์ไบด์บนจานเบรกหรือเต็มพิกัด ยิ่งกว่าด้วยขีดสุดของระบบเบรกเซรามิก Porsche Ceramic Composite Brake (PCCB) อีกด้วย

 

 

ภายในห้องโดยสานเลือกสรรวัสดุตกแต่งด้วยผ้าแบบ อาคันทาร่า ตกแต่งบริเวณกึ่งกลางเบาะนั่ง ที่ท้าวแขนคอนโซลกลาง และแผงประตูทั้ง 4 บาน พร้อมงานอะลูมิเนียมปัดเงาที่เพิ่มความหรูหรา พวงมาลัยสปอร์ตอเนกประสงค์ ตัดเย็บอย่างประณีตด้วยหนังแท้ลายเรียบ มาพร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ shift paddles ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เบาะนั่งสปอร์ตเฉพาะจีทีเอส ปรับระดับด้วยไฟฟ้า 8 ทิศทาง ปีกข้างเบาะที่โอบกระชับ มอบความมั่นใจสูงสุด แม้ขณะขับขี่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ปอร์เช่ จีทีเอส มอบความโดดเด่นด้วยหนังแท้ Carmine Red หรือ Crayon และสามารถเลือกสั่งเพิ่มเติมวัสดุอาคันทาร่า

ตกแต่งในจุดต่างๆ ได้ตามเฉดสีที่ต้องการ รวมถึงระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง BOSE® Surround Sound system และแท่นวาง โทรศัพท์มือถือพร้อมระบบชาร์จไร้สายเป็นอุปกรณ์พิเศษ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกติดตั้งระบบเสริมความปลอดภัย และความสะดวกสบายเป็นอุปกรณ์พิเศษ ประกอบด้วย ระบบล็อคความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ adaptive cruise control พร้อม Traffic Jam Assist ระบบ Park Assist พร้อมกล้องมองหลัง rear view camera และกล้องฉายภาพรอบคัน Surround View กระจกหน้าไล่ฝ้า และเครื่องฟอกอากาศ ioniser

ระบบระบายไอเสีย sports exhaust system ในรุ่น จีทีเอส ได้ปรับแต่งเพื่อสร้างสรรค์ความเร้าใจในการขับขี่ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.9 ลิตร V6 ที่ให้สุ้มเสียงดุดัน จากการทำงานของระบบอัดอากาศ Central Turbo Layout ซึ่งติดตั้งชุดเทอร์โบในตำแหน่งรูปตัว V ระหว่างฝาสูบทั้ง 2 ฝั่ง ให้อัตราการตอบสนองที่รวดเร็วฉับไว สร้างแรงบิดสูงสุดระดับมหาศาลถึง 520 นิวตันเมตร (เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 20 นิวตันเมตร) ที่รอบการทำงานระหว่าง 1,750 – 5,000 รอบต่อนาที แต่กลับมี อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิง เพียง 10.41 กิโลเมตรต่อลิตร หรือ ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพียง 9.6 ลิตร ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร เท่านั้น โดยเป็นการทดสอบตามมาตรฐาน NEDC อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 218 กรัมต่อกิโลเมตร

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

โตโยต้า อัลติส 1.8L พัฒนาการของช่วงล่าง-การควบคุม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407139?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

โตโยต้า อัลติส 1.8L  พัฒนาการของช่วงล่าง-การควบคุม

29 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส
เปิดอ่าน 310 ครั้ง

โตโยต้า อัลติส 1.8L  พัฒนาการของช่วงล่าง-การควบคุม คอลัมน์…  ยานยนต์

โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ใหม่ ได้รับเสียงตอบรับที่ดี หลังจากที่มันเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างไปในทางที่ดีขึ้นจากรุ่นเดิม ทั้งหน้าตา และการขับขี่ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการใช้โครงสร้างใหม่ “ทีเอ็นจีเอ” (Toyota New Global Architecture) ซึ่งนำไปพัฒนารถหลายรุ่น ทั้งโตโยต้า และเลกซัส และในบ้านเรา เห็นได้ใน ซี-เอชอาร์ คัมรี และ เลกซัส ยูเอ็กซ์

ทีเอ็นจีเอ เปลี่ยนแปลงหลายจุด ตัวถังที่ทำให้เสถียรขึ้นจากวัสดุที่ใช้ การออกแบบจุดเชื่อมต่อใหม่ ทำให้การบิดตัวลดลง โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในทางโค้ง

ศูนย์ถ่วงต่ำลง ช่วยให้รถคล่องตัวขึ้น ควบคุมได้ง่ายขึ้น และการโยนตัวน้อยลง ซึ่งจากการลองขับมันทำได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน ควบคุมได้ง่ายขึ้น มีความแม่นยำกับเส้นทางต่างๆ มากขึ้น

ระบบช่วงล่างที่ปรับปรุงให้แม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะอิสระปีกนกคู่ที่อยู่ด้านหลัง ส่วนด้านหน้าแมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลงซึ่งนอกจากจะช่วยให้รถทรงตัวดีขึ้นแล้ว ยังรู้สึกได้ถึงการดูดซับแรงสั่นสะเทือนที่ทำได้เนียนขึ้น สังเกตได้ชัดเจนเมื่อต้องขับผ่านตรอกซอกซอยที่มีทั้งหลุมทั้งร่อง เนินลูกระนาด

หรือการขับออกนอกเมืองที่ต้องเจอทางที่ซ่อมบางช่วง ทางลูกรังเล็กน้อย หรือถนนที่ดูไกลๆ ก็เรียบดี แต่จริงๆ มันซ่อนหลุมซ่อนเนินย่อมๆ ไว้มากทีเดียว

พวงมาลัย ก็ปรับปรุงใหม่ครับ เป็นพวงมาลัยเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า แต่ที่เปลี่ยนคือโปรแกรมควบคุม ทำให้การตอบสนองทำได้ดีแม่นยำในส้นทางต่างๆ น้ำหนักค่อนข้างเบา สบายๆ ขับช่วงรถติด หรือขึ้นลานจอดรถนี่สบายเลย หมุนเบาๆ ไม่ต้องออกแรงมาก

ส่วนการขับขี่ทางไกล ความเร็วค่อนข้างสูง แม้จะรู้สึกว่าเบาไปสักหน่อย ก็อาจจะเป็นความเคยชิน และความชอบของผมที่ชอบหนักๆ สักหน่อย เพราะพวงมาลัยอัลติสแม้จะเบาๆ แต่การควบคุมก็ยังทำได้แบบผ่อนคลาย กุมไว้หลวมๆ เท่านั้น

รุ่นที่ผมลองขับ คือ 1.8 GR Sport CVT ราคา 999,000 บาท เส้นทาง กรุงเทพฯ-สุพรรณบุรี-นครปฐม-เพชรบุรี หัวหิน และย้อนกลับทางเดิม

เครื่องยนต์ เบนซิน 1.8 ลิตร 4 สูบดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป วาล์วแปรผัน (Dual VVT-i) ให้กำลังสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที

การเซตเครื่องยนต์ ทำได้ดีครับ ผมว่ามันเป็นเครื่องที่ตอบสนองดี ขับสนุก โดยเฉพาะการขับขี่ในระดับความเร็วเดินทาง คือ ตั้งแต่ความเร็วต่ำ กลาง ไปสูงสัก 120-130 เพราะมันกระฉับกระเฉง เปลี่ยนความเร็วได้คล่องตัว ออกตัวได้ดีทันใจ ถ้าใช้คันเร่งให้เหมาะสม ไม่กระแทกกระทั้นเกินไป

จุดเด่นอีกอย่างก็คือ ห้องโดยสารกว้างขวางนั่งสบายสำหรับรถในกลุ่ม ซี-เซ็กเมนต์ แม้ว่าจะปรับเปลี่ยนรูปของรถให้ดูสปอร์ตขึ้นก็ตาม และมีทัศนวิสัยดี ทำให้ขับด้วยความรู้สึกสบายๆ โปร่ง สบายตา ซึ่งหากเทียบกับตัวเดิมแล้ว อัลติสใหม่ปรับลดขนาดเสาเอลง ช่วยลดจุดบดบังสายตา

ความเงียบเป็นอีกสิ่งที่เด่นของอัลติส การเก็บเสียงทำได้ดีเลย ไม่ว่าที่ความเร็วต่ำหรือความเร็วสูง จะมีเสียงที่ยังขัดๆ ใจอยู่บ้างเล็กน้อย คือตอนที่กดเท้าไปที่คันเร่งหนักๆ เรียกกำลังเครื่องยนต์เพื่อเร่งแซง

ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะ อัลติส ใช้เกียร์ ซูเปอร์ ซีวีที-ไอ ซึ่งซีวีที ไม่ชอบนักกับการกดคันเร่งแบบรวดเร็วเ พราะรอบเครื่องยนต์จะมาก่อน ทำให้เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นในช่วงนั้น แต่ถ้าเป็นการขับขี่ทั่วไป การลด การเพิ่มความเร็ว เกียร์ตัวนี้ตอบสนองได้นุ่มนวล

มีระบบปรับเปลี่ยนเกียร์ด้วยตัวเอง 7 ระดับ แต่ผมไม่ได้ใช้หรอกครับ ไม่จำเป็น

โดยรวมแล้วหากเทียบกับรุ่นเดิม อัลติส พัฒนาขึ้นชัดเจนในทุกด้าน ทรงตัวดีทั้งทางตรงทางโค้ง เดินทางไกลๆ ไม่เหนื่อยคนขับ และไม่เมื่อยคนโดยสาร เพราะนั่งสบาย

อารมณ์สปอร์ตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขับสนุก สู้กับทางโค้งได้

แต่หากเทียบกับคู่แข่ง อัลติส ก็ยังคงมีอารมณ์ของความนุ่มมากกว่ารถอย่าง มาสด้า 3 ที่ต้องยกขึ้นมาเทียบเพราะเห็นว่าแนวทางการพัฒนาของ อัลติส ก็มุ่งมาทางสปอร์ตเช่นกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่มาสด้าเขาปักธงมานานแล้ว

แต่การนุ่มกว่า อารมณ์สปอร์ตน้อยกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นทางลบนะครับ อยู่ที่ว่าผู้ซื้อจะต้องการรถแบบไหนตอบสนองอารมณ์ตัวเอง ตอบสนองการใช้งานของตัวเอง

ใครที่ชอบโตโยต้า เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การที่จะซื้อ อัลติส 1.8 ค่าตัว 9.99 แสนบาท เชื่อว่าจะมีความสุขกับการขับแน่นอนครับ

5 อันดับ รถซีดานใหม่น่าใช้ในปี 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407221?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

5  อันดับ รถซีดานใหม่น่าใช้ในปี 2562

27 ธันวาคม 2562 – 22:00 น.
คมชัดลึก ยานยนต์,5 อันดับรถปี62,Corolla ALTIS,Benz C 300e AMG Dynamic,Accord TURBO EL,Mazda 3 20 SP,Nissan Almera
เปิดอ่าน 846 ครั้ง

เป็นการนับรวมรถใหม่ประเภทเก๋งซีดานทุกเซ็กเมนต์ที่ได้ลอง เทส ไดร์ฟ ใน ‘คมชัดลึก  ยานยนต์’ ช่วงตลอดปี 2562

ในปี 2562 ได้มีรถยนต์นั่งทยอยเปิดตัวใหม่มาไม่น้อย และหลากหลายรุ่น หลากหลายแบนรด์ดัง หลายครั้งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปลองขับจริง เลยขออนุญาตนำมาสรุปจัดอันดับบอกเล่ารถเก๋งซีดานในดวงใจจาก ‘คมชัดลึก ยานยนต์’ ส่งท้ายปีนี้กัน

โดยกฎกติกาที่ใช้เลือกขอเน้นความคุ้มค่าคุ้มราคา การตอบสนองในเรื่องของการขับขี่ และการใช้งาน โดยไม่แยกราคา ไม่แยกเซ็กเมนต์ ขอเป็นรถยนต์ที่ทาง ‘คมชัดลึก ยานยนต์’ ได้สัมผัสเท่านั้น!

อันดับที่ 1  Toyota Corolla ALTIS 1.8 Hybrid High  

ถือว่าเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 12 แล้วของ โคโรลล่า แต่จุดเด่นที่คันนี้สามารถนำโด่งคือความคุ้มค่า และการทำตัวเลขของการใช้เชื้อเพลิงที่ทำได้น่าทึ่งกับ การที่โตโยต้าให้ระบบไฮบริด มาในรถไซส์ ซี เซ็กเมนต์ ถือเป็นครั้งแรกในไทย และบวกกับเทคโนโลยีไฮบริดที่พัฒนาจนถึงเจนเนอเรชั่นที่ 4  พัฒนาแบตเตอรี่ให้ขนาดที่เล็กลง สามารถชาร์จไฟเก็บได้เร็วขึ้น

ระบบช่วงล่างตอบสนองได้ดีมากและเทคโนโลยีที่ให้มากมายอัดแน่นชนิดเกินจำเป็น!  แต่ถ้าใครแค่อยากได้เทคโนโลยีไฮบริดของโตโยต้า ก็เลือกรุ่น Hybrid Entry ที่เริ่มต้นเพียง 939,000 บาท แค่นี้คุณก็ครอบครองรถที่สามารถใช้งานทั้งในเมืองและนอกเมืองครบวงจร

อันดับที่ 2 Mercedes-Benz C 300e AMG Dynamic

ที่เปิดตัวกลางปีที่ผ่านมา กับรุ่นประกอบในประเทศไทย มากับเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ปลั๊กอินไฮบริด EQ Power ความจุ 2.0 ลิตร กำลังรวมสูงสุด 320 แรงม้า ที่ 4,500-5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 700 นิวตัน-เมตร แยกเป็นกำลังเครื่องยนต์ 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200-1,400 รอบต่อนาที และมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า มี ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC

นับเป็นรถที่ชอบมากที่สุดแต่ต้องตกมาเป็นอันดับที่สอง เพราะราคาที่เปิดตัวถึง 3,215,000 บาท และลดมาอยู่ที่ 2.9 ล้านบาท แต่ความคุ้มค่าที่ได้พร้อมความสะดวกสบาย ความหรูหรา เป็นรถยนต์ซีดานอีกรุ่นที่เด่นในเรื่องความประหยัดมากๆ พร้อมกับความแรงชนิดที่รถสปอร์ตคาร์หนีไม่ออก แต่ต้องยอมแพ้ในช่วงความเร็วปลายที่ยังด้อยกว่า แต่เหนือกว่าทุกรุ่นในรถประเภทเดียวกัน แน่นอนว่าเชื่อถือได้กับรถยนต์ที่มาจากค่ายดาวสามแฉก ส่วนตัวผู้เขียนยังไม่คิดว่าปีนี้จะมีรถปลั๊กอินค่ายไหนรุ่นไหนจะมาต่อกรด้วยเลย…

อันดับที่ 3 Honda Accord TURBO EL

อีกรุ่นที่เรียกกระแสสาวกฮอนด้าเป็นอย่างดี มีการเปิดตัวช่วงต้นปี 2562 ที่ผ่านมา ข้อดีคือเป็นรถที่ขับสนุก ถึงแม้จะลดขนาดเครื่องยนต์เป็นเบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร ก็ตาม แต่ความแรงที่มากับ 190 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 243 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-5,500 รอบต่อนาที พร้อมส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ CVT  7 สปีด และโดดเด่นที่รองรับเชื้อเพลิง E85 ได้ อยากที่บอกผู้เขียนได้ลองขับแล้วเป็นรถที่ตอบสนองในการเดินทางไกลได้เยี่ยม ลืมไปเลยว่าเครื่องยนต์มีขนาดเพียง 1.5 ลิตรเท่านั้น!!

ข้อสำคัญที่ไม่สามารถเบียดขึ้นอันดับที่สองได้เพราะเทคโนโลยีความปลอดภัยและอุปกรณ์ที่ให้ติดรถมาดูน้อยไปนิดถ้าเปรียบเทียบหมัดต่อหมัดฮอนด้าเสียเปรียบคู่แข่งไปหน่อย แต่ถ้าใครชอบที่รูปลักษณ์ของรถมากกว่าของที่ควรให้มา ความสวยงามที่ต้องขอมองนานๆ ข้อนี้ก็ต้องยอมให้กับเหล่าสาวกฮอนด้า ที่ยังไงก็ชอบใช่ไหมครับ?

อันดับที่ 4 Nissan Almera ใหม่

หนึ่งในรถที่พึ่งเปิดตัวไปไม่นาน แต่ที่ติดอันดับมาได้เพราะความคุ้มค่าเรื่องของราคา การออกแบบดีไซน์ ชนิดที่หักปากกาเซียนและพฤติกรรมที่ผ่านมาของทางนิสสันเองที่ชอบนำรถเข้ามาขายทำร้ายจิตใจสาวกเป็นประจำ มางานนี้กลับเรียกเสียงฮือฮาซะที แต่ที่ต้องตกลงมาอยู่อันดับที่สี่ ก็เพราะการได้ทดลองขับไปบ้างนิดหน่อยเท่านั้น แต่ก็พอรู้ซึ้งถึงพละกำลังเครื่องยนต์ การตอบสนองที่ดีของเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร แรงม้าสูงสุด 100 แรงม้า แรงบิดมากถึง 152 นิวตันเมตร ไม่ธรรมดา

ยิ่งนิสสันกล้าให้ เทคโนโลยี Nissan Intelligent Mobility อัดแน่นทั้งคัน ราคาเริ่มต้น 499,000 บาท เท่านั้น แล้วทำไมจะเข้ามาติดอันดับรถซีดานน่าใช้ของปีนี้ไม่ได้ใช่ไหม? ส่วนเรื่องอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ว่าถึง 23.3 กม. ต่อลิตร นั้นไว้รอไปทดสอบจริงจังจะบอกเล่าอีกที เรื่องนี้เลยทำให้คะแนนความสิ้นเปลืองหายไป แต่ก็เพียงพอให้เชื่อว่า นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ น่าจะเป็นรถที่ขายดีส่งท้ายปีและปี 2563 แน่นอน! น่าเสียดายทางเรายังไม่มีโอกาสได้ลองขับเครื่อง 1.0 ของคู่แข่งที่ว่าแรงม้ามากกว่านั้นเป็นยังไง!!!

อันดับที่ 5 Mazda 3 2.0 SP

อันดับสุดท้ายที่เข้ารอบมาได้นั้น ตกเป็นของ มาสด้า 3 ใหม่ ที่มีจุดเด่นชัดเจน ข้อแรก คือ ดีไซน์ที่สวยหยดทุกมุมมอง และอีกข้อคือการขับขี่ที่ตอบสนองได้ทันใจ และด้วยที่กำลังเครื่องยนต์ให้มากับ สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที  ยังทำหน้าที่ได้ดีถึงจะหน้าผิดหวังว่าไม่ใช่เครื่องยนต์ใหม่กว่านี้หรือตามสมัยใส่เทอร์โบมาให้ก็ตาม? แต่ก็บวกลบจากหน้าตา ภายในที่สวยงามดูหรูหรามาก

โดยเฉพาะช่วงที่ได้ลองขับจริง บอกเลยว่านี่คือรถที่ขับดีมากๆ ในคลาสเดียวกันจากแดนปลาดิบทั้งหมด!  แต่ยังเขยิบไปต่อกรกับรถนั่งฝั่งยุโรปไม่ได้…ส่วนที่ทำให้คะแนนของความคุ้มค่าลดลงเพราะอัตตราสิ้นเปลืองไม่โดดเด่น เครื่องยนต์ให้มาไม่หวือหวา แต่โดยรวมก็เบียดขึ้นมาติดอันดับที่ 5 ได้ ต้องแอบบอกว่าการทดสอบมาสด้า 3 คันนี้ ตัวรถได้จากคนใกล้ชิดทำให้สามารถทดลองขับในสภาพถนนจริงๆ

สรุป รถเด่น 5 อันดับ ที่ทาง ‘คมชัดลึก ยานยนต์’ ได้เคยสัมผัสทั้งที่แบบค่ายรถเชิญไปทดสอบ หรือแบบที่ทางเราต้องขวนขวาย หารถมาลองทดสอบเองเพื่อให้ผู้อ่านทางบ้านได้รับรู้ข้อมูล และทั้งหมดน่าจะเป็นข้อมูลเพื่อพิจารณา สำหรับคนที่จะตัดสินใจซื้อรถใหม่สักคัน บทความนี้อาจจะไม่ถูกใจสาวกบางท่านก็ต้องขออภัยด้วยครับ นี่เป็นเพียงการจัดอันดับจากตัวผู้เขียนเท่านั้น สุดท้ายคำตอบจะถูกใจหรือไม่ก็คือตัวท่านผู้อ่านจะต้องจัดอันดับรถยนต์ซีดานของตัวคุณเอง…..

 

เรื่อง: ธวัชชัย พิชิตรณชัย

E-mail : tawatchai@nationgroup.com

Facebook https://www.facebook.com/AeyTawatKomchadluek

ขุมทรัพย์ 4 แสนล้านดอลล์ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/406683?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

ขุมทรัพย์ 4 แสนล้านดอลล์ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่

30 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
อวกาศ,ศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่,ดาวเทียม
เปิดอ่าน 203 ครั้ง

ขุมทรัพย์ 4 แสนล้านดอลล์ เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่ คอลัมน์…  อินโนสเปซ   โดย…  บัซซี่บล็อก

ปัจจุบันในห้วงอวกาศเหนือโลกใบนี้มีดาวเทียมทั้งที่เป็นวงโคจรค้างฟ้าและกลุ่มดาวเทียมวงโคจรต่ำ ล่องลอยอยู่รวมๆ กันแล้วไม่ต่ำกว่า 40,000 ดวง ขณะที่กระแสความแรงของ “เศรษฐกิจอวกาศยุคใหม่” หรือ Space Economy ก็กำลังปลุกความสนใจของยักษ์ใหญ่มากรายพาเหรดเข้าสู่ตลาดเพิ่ม จนมีตัวเลขคาดการณ์ว่าจะสร้างมูลค่าทางธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และอาจแตกตัวเพิ่มได้ถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้อย่างไม่ยาก

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดงานสัมมนา “Open Sky 2020 : Opportunities and Challenges โอกาสและความท้าทายในกิจการดาวเทียมของไทย” โดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และนิตยสารเอสเอ็ม (SM Magazine) เป็นเวทีรวม “ตัวจริง” วงการดาวเทียมของประเทศไทย ทั้งภาคเอกชนและผู้กำกับนโยบายมาแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ “โอกาส” ที่ประเทศไทยจะได้จากนโยบายเปิดเสรีดาวเทียมที่ประกาศออกมาแล้วในปีนี้ ซึ่งในอีกด้านหนึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยเก็บเกี่ยวประโยชน์จากดาวเทียมบรอดแบนด์ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นจริงแล้ว และกำลังมาแรงบนห้วงอวกาศยุคศตวรรษที่ 21

เพราะอนาคตของดาวเทียมยุคจากนี้ไปก็คือจะเป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำ ยิงทีละจำนวนหลายดวง ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงถึงบ้าน ที่สำคัญสถานีรับสัญญาณจะเปลี่ยนแปลงจากแบบประจำที่ไปสู่ Earth Station in Motion: ESIM) หรือสถานีภาคพื้นโลกที่เคลื่อนที่ไม่ต้องประจำที่ แต่สามารถติดตั้งอุปกรณ์รับสัญญาณไว้ได้กับทุกสิ่งที่เคลื่อนที่ได้ เช่น เครื่องบิน เรือที่กำลังแล่นในท้องทะเล ทำให้มือถือทุกเครื่องเข้าถึงบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสัญญาณดาวเทียมได้อย่างง่ายดาย

ดร.เจษฎา ศิวรักษ์ หัวหน้างานฝ่ายรัฐกิจและธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท อิริคสัน (ประเทศไทย) จำกัด และที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISDA) กล่าวว่า ปัจจุบันในวงการอวกาศและเทคโนโลยีกำลังมีการพูดกันถึงหัวข้อของอวกาศยุคใหม่ (New Space) ซึ่งหมายถึงกิจการอวกาศที่ถูกเปิดเข้าสู่ระบบธุรกิจ (Commercial Space) จากเดิมเคยถูกมองว่าเป็นกิจการของรัฐและถูกผูกขาดไว้ เมื่อเปิดให้กิจการด้านนี้สามารถระดมทุนได้ก็จะทำให้กิจการอวกาศถูกพัฒนาได้เร็วกว่าเดิม ดียิ่งขึ้น และสามารถเข้าสู่ตลาดด้วยต้นทุนที่ถูกลงทั้งในส่วนของผู้ให้บริการและผู้บริโภค

“ดาวเทียมเป็นหนึ่งใน new space บางประเทศ เริ่มมีการศึกษาและพูดถึงเศรษฐกิจบนกิจการอวกาศยุคใหม่ (Space Economy) ซึ่งปัจจุบันมีประมาณการตัวเลขไว้ที่ 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นธุรกิจที่สร้างเศรษฐกิจใหม่ที่มีขนาดใหญ่เอาเรื่อง”

แนวโน้มของการแข่งขันในกิจการดาวเทียมและอวกาศในยุคศตวรรษที่ 21 จะมีความเกี่ยวข้องทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงประเทศ จะเห็นการเกิดขึ้นของกิจการใหม่ๆ 4 ด้านเด่นๆ ได้แก่ การทำเหมืองแร่ในอวกาศ (Space Mining) ปัจจุบันแร่ธาตุต่างๆ หาบนโลกไม่เพียงพอแล้ว การทำเหมืองบนโลกยากขึ้น ดังนั้น ทำไมมนุษย์จึงไม่หาประโยชน์จากอุกกาบาตที่ลอยอยู่ในอวกาศ ขณะที่เทคโนโลยีอวกาศมีการส่งจรวดขึ้นไปบนอวกาศอยู่ตลอดเวลา หุ่นยนต์ก็มีการพัฒนามากขึ้น ถ้าต่อไปจะส่งหุ่นยนต์ไปกับยานอวกาศไปเกาะที่อุกกาบาต แล้วขุดแร่ธาตุที่สำคัญกลับมายังพื้นโลก ถือว่าเป็นรายได้ของบริษัท

การจัดส่งดาวเทียม ดาวเทียมทุกวันนี้มีการพัฒนามากขึ้น ไม่จำเป็นต้องใช้ดาวเทียมขนาดใหญ่เทอะทะ ราคาสูง แต่ในวันนี้มีดาวเทียมเล็กๆ ที่เรียกกันว่า คิวบ์แซท (Cube Sat), ดาวเทียมเล็ก (Small Satellite) ต้นทุนไม่ถึงล้านบาท น้ำหนักไม่มาก ยิงไม่ต้องให้ไปวงโคจรค้างฟ้า ยิงแค่ระดับวงโคจรต่ำได้ ต้นทุนจัดส่งถูกลง ดังนั้นจึงมีกิจการใหม่ๆ ที่รับจ้างยิงดาวเทียม เพราะดาวเทียมยุคใหม่จัดส่งกันพร้อมกันได้ครั้งละหลักร้อยดวง จนถึงหมื่นดวง

การท่องเที่ยวอวกาศ เมื่อยานอวกาศมีการพัฒนามากขึ้น เมื่อยิงขึ้นออกไปนอกโลกแล้วสามารถกลับเข้ามาได้ เช่น สเปซเอ็กซ์ของอีลอน มัสก์ แนวคิดของการท่องเที่ยวรูปแบบนี้อาจเริ่มต้นด้วยการทัวร์อวกาศส่วนที่ติดขอบโลกก่อนแล้วต่อไปที่ดวงจันทร์ ดาวอังคาร เป็นต้น

และ ดาวเทียม จากนี้ไปดาวเทียมจะไม่จำกัดการใช้ประโยชน์เฉพาะการเป็นดาวเทียมสื่อสารแต่สามารถถูกใช้ประโยชน์ได้อีกหลายรูปแบบ และปัจจุบันดาวเทียมสื่อสารเริ่มขยับจากบทบาทการใช้งานบรอดคาสต์หรือถ่ายทอดโทรทัศน์มาเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์ ส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมผู้ใช้งานปลายทางได้

“อีกส่วนหนึ่งที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็คือการใช้ดาวเทียมในการนำทาง ซึ่งนอกจากเทคโนโลยีระบบจีพีเอสของสหรัฐแล้ว ปัจจุบันหลายประเทศเริ่มพัฒนาระบบของตัวเอง เช่น รัสเซีย จีน และสหภาพยุโรป และยังมีระดับภูมิภาค เช่น ระบบดาวเทียมนำทางของอินเดีย และญี่ปุ่น สร้างให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องตามมาอีกมากมาย”

นอกจากนี้ยังเริ่มเห็นกิจการเกิดใหม่ที่เป็นบริษัทลงทุนด้านอวกาศโดยเฉพาะ บางแห่งมีการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในอเมริกาแล้วด้วย อีกทั้งเห็นแนวโน้มบริษัทใหญ่ๆ ที่เกี่ยวกับริการดิจิทัล เจ้าของเริ่มมาลงทุนในกิจการอวกาศยุคใหม่ ได้แก่ อีลอน มัสก์ ของสเปซเอ็กซ์, เจฟฟ์ เบซอส แห่งอเมซอน และเจ้าของกลุ่มบริษัท เวอร์จิ้น ที่มีเครือข่ายกิจการหลากหลายตั้งแต่เครื่องบินไปถึงสื่อบันเทิงและฟิตเนส

หันกลับที่ประเทศไทยจากผลการศึกษาของ GISDA พบว่าเศรษฐกิจอวกาศของไทยสัดส่วนหลักราว 90% อยู่ที่ดาวเทียม โดย 2 ระบบที่น่าสนใจ คือ ดาวเทียมสื่อสารและดาวเทียมนำทาง ดังนั้นเป็นสัญญาณชี้ว่าประเทศไทยควรเริ่มต้นด้วยแนวโน้มนี้

นายวราวุธ เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด บริษัทสตาร์ทอัพด้านดาวเทียมที่จัดตั้งมาได้ราว 2 ปีครึ่ง เริ่มด้วยการมุ่งเน้นเทคโนโลยีดาวเทียมบรอดแบนด์ และมองไกลถึงการพาคนออกไปท่องอวกาศ ตั้งเป้าว่าในปี 2565 จะจัดส่งดาวเทียมบรอดแบนด์ของบริษัทเองขึ้นสู่อวกาศ และเปิดให้บริการปีถัดไป

หนึ่งในประเด็นน่าสนใจจากประสบการณ์ของผู้เล่นหน้าใหม่แต่เก๋าด้วยประสบการณ์ด้านดาวเทียมรายนี้ ก็คือ เขาบอกว่า หลายเทคโนโลยีในโทรศัพท์มือถือได้ถูกนำมาใช้ในดาวเทียม เช่น อุปกรณ์เซ็นเซอร์และชิ้นส่วนบางตัว ด้วยข้อดีของการ economy of scale ของชิ้นส่วนมือถือ ทำให้ต้นทุนอุปกรณ์ในการพัฒนานวัตกรรมด้านดาวเทียมลดลง ช่วยให้ทั้งบริษัทหน้าใหม่และผู้เล่นรายเดิม สามารถพัฒนานวัตกรรมได้มากขึ้น สร้างอีโคซิสเต็มใหม่ๆ เกิดบริการใหม่ๆ มากขี้นได้อีก

“สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอวกาศเกิดได้ต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐ จากที่ศึกษาจากประวัติศาสตร์มา ความต้องการจะเกิดจากภาครัฐก่อน ถ้าภาครัฐขยับ คิดล่วงหน้าไป ก็จะทำให้เกิดการจ้างงาน มีนวัตกรรมไปตอบโจทย์เศรษฐกิจ 4.0 ของประเทศไทย แต่ก็ต้องใช้เวลาและกล้าเสี่ยง กล้าทำอะไรใหม่ๆ และลองผิด ลองถูก ซึ่งบริษัทก็ทำอยู่”

“ร้ายก็มี…ดีก็มาก” ปี 2562 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407186?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

“ร้ายก็มี…ดีก็มาก” ปี 2562

30 ธันวาคม 2562 – 00:05 น.
ลิ่มอติบูลย์,ไกรฤกษ์,น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ,แม่เปิ้ล จริยดี,ออม ดิษยา สรไกรกิติกูล,มลอภิมงคล โสณกุล,วรางคณา จิตศักดานนท์,มลสมรดา ชุมพล,มลกรกสิวัฒน์ เกษมศรี,ดรก้องเกียรติ โอภาสวงการ,แพทองธาร ชินวัตร,ปิฎก สุขสวัสดิ์,ดวงภัทร โพธิรัตนังกูร,มรวจันทรนิภา ยุคล,อนุทิน ชาญวีรกูล,ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์,เมญ่า นนธว
เปิดอ่าน 459 ครั้ง

หลากเรื่องราวหลายรสชาติของชีวิตสังคมไฮโซไซตี้ตลอด 1 ปี

1 ปีมี 365 วัน คิดเป็น 8,760 ชั่วโมง คิดเป็น 525,600 นาที หรือ 31,536,000 วินาที เห็นจำนวนตัวเลขแล้วหลายคนอาจจะคิดว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีช่างยาวนานมากซะเหลือเกิน แต่เชื่อหรือไม่ว่าในแต่ละช่วงวินาทีที่ผันผ่านไปนั้นกลับมีเรื่องราวต่างๆ ทั้งดีและไม่ดีเกิดขึ้นมากมาย ในโอกาสที่ปีหมูทองกำลังจะผ่านไปในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ “ทีมข่าวสังคมสตรีคมชัดลึก” ขอรวบรวมเหตุการณ์ต่างๆ ในแวดวงสังคม ซึ่งมีทั้งข่าวเกิด ดับ รักร้าง และวิวาห์พาสุข มาให้คุณผู้อ่านได้รำลึกนึกถึงว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่กำลังจะผ่านไปนี้ เราและท่านผ่านหรือตกหล่นเรื่องราวใดไปบ้าง

เริ่มต้นเรื่องราวดีๆ ของปีด้วยข่าวคราวแห่งการก่อกำเนิด

แม่เข็ม-น้องผ้า-พี่ด้าย

ครอบครัว “ลิ่มอติบูลย์” ซึ่งปีที่ผ่านมาได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ถึง 2 คนจาก ครอบครัว “พ่อแก๊ป” สุรภาพ ลิ่มอติบูลย์-“แม่เข็ม” ธีราภา พร้อมพันธุ์ ได้ทายาทคนที่สองเป็น “น้องผ้า” ต่อจาก “พี่ด้าย” เติมเต็มความสุขและรอยยิ้มให้ทุกคนเพิ่มมากยิ่งขึ้น

ปริชญ์ รังสิมานนท์-สุรัชนี ลิ่มอติบูลย์-น้องริช

ขณะเดียวกันฟาก “กุ๊กกุ๊ก” สุรัชนี ลิ่มอติบูลย์-ปริชญ์ รังสิมานนท์ หลังจากซ้อมอุ้มหลานอยู่นานสองนาน ก็ได้เวลาอุ้มลูกชายของตัวเอง “น้องริช” แล้วแถมยังเพิ่มตำแหน่งให้ “คุณแม่ไก่” พาสิณี ได้เป็นคุณยายครบถ้วน

น้องฟิฬ-พี่วิน

ข้ามมาฝั่งบ้าน “ไกรฤกษ์” ก็ไม่น้อยหน้ามีสมาชิกใหม่ในว่านเครือเพิ่มความสดใสขึ้นอยู่สองบ้าน อย่าง “คุณพ่อคอรี่” ธาวิน ศรีเฟื่องฟุ้ง-“คุณแม่ตุ๊ย” ทิพนันท์ (ไกรฤกษ์) ศรีเฟื่องฟุ้ง ในปีนี้มี “น้องฟิฬ” ลูกชายวัย 8 เดือนเศษให้ “พี่วิน” เป็นเพื่อนเล่น

น้องเอญ่าพี่เอวา

เช่นเดียวกับ “แม่แตงกวา” จุฑาวรรณ ไกรฤกษ์-“พ่อเอ” ร.อ.ธิรุตม์ สุวรรณมาศ ก็มีสาวน้อยคนใหม่ “น้องเอญ่า” ให้ “พี่เอวา” ได้เชยชม…สงสัยว่างานนี้คุณพ่อเอต้องไว้ทั้งหนวดทั้งเคราเพราะมีลูกเป็นสองสาวแถมมีแววว่าจะสวยวันสวยคืนอีกซะด้วย

พี่อัณยา-แม่บุ๋ม-น้องธีโอ

ขณะที่ “แม่บุ๋ม” น้ำทิพย์ เทือกสุบรรณ และ “พ่อนิโคลัส โฮ” ปีนี้ก็ได้มอบน้องชายนามว่า “ธีโอ” เป็นของขวัญคริสต์มาสให้ “พี่อัณยา” และคุณตาสุเทพ เทือกสุบรรณ เรียกว่าเป็นของขวัญที่ถูกใจทุกคนในครอบครัวก็ไม่ผิด

แม่เปิ้ล-พ่อเจย์-พี่เจค-น้องจาญา

กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา “แม่เปิ้ล” จริยดี-พ่อเจย์-น้องเจค สเป็นเซอร์ ก็เป็นอีกหนึ่งครอบครัวที่ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ในปีนี้เป็นสาวน้อย “น้องจาญา” มาเติมเต็มความสุขความสมบูรณ์ในครอบครัวให้เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น

แม่ออม-น้องอบอุ่น-พ่อเอ

หลังจากซูเปอร์มัมเจ้าของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ “ออม” ดิษยา สรไกรกิติกูล และซูเปอร์แดดแห่งเอลิสต์ “เอ” ดนัย สรไกรกิติกุล ต้อนรับสมาชิกคนแรกเป็นลูกสาวชื่อว่า “พี่อิ่มเอม” อีก 12 ปีต่อมาก็ได้ต้อนรับสมาชิกหนุ่มน้อย “น้องอบอุ่น” เพิ่มความอบอุ่นอันแสนอิ่มเอมให้ครอบครัวตัวเอในปีนี้

แม่นาเดีย-พ่อภิ-พี่ภพ-น้องโมนา

อีกหนึ่งบ้านถึงแม้จะมีลูกชายหนึ่งคนให้เชยชม แต่เมื่อได้สมาชิกใหม่เป็นลูกสาว “น้องโมนา” จึงอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นเพราะ คุณแม่นาเดีย และ “คุณพ่อหล่อเล็ก” ม.ล.อภิมงคล โสณกุล ต่างเฝ้ารอแก้วตาดวงใจคนนี้มานานกว่า 3 ปี…อะ ชายหนึ่งหญิงหนึ่งครบถ้วนตามสูตรยินดีด้วยจ้า

น้องสิตางศุ์ ลูกสาวแม่จริง

มาถึงคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันบ้าง เริ่มที่คุณแม่สุดแซบ “จริง” วรางคณา จิตศักดานนท์-“ซัน” อนุพล การิวัลย์ กับลูกสาวคนแรก “น้องสิตางศุ์” หรือ ด.ญ.จิณณาสิตางศุ์ ซึ่งมีความหมายว่า “พระจันทร์” ส่วนที่มาของชื่อนั้นก็เป็นการครีเอทร่วมกันระหว่างชื่อแม่และชื่อพ่อ “จริง-ซัน=จันทร์” เก๋ไปอี๊กกกก!!!

น้องเจ็มม่า-แม่เอ็ม-พ่อจ๊อบ

หลังจากอุ้มท้องมานาน 9 เดือนเต็มในที่สุด “น้องเจ็มม่า” สุดน่ารักลูกสาวคนแรกของคุณพ่อป้ายแดง “จ๊อบ” กิตติชัย ตรีรัชตพงษ์ และคุณแม่มือใหม่ “เอ็ม” ศิรประภา จีระพันธุ ก็ลืมตาดูโลกทักทายพี่ป้าน้าอา แน่นอนว่าที่ตื่นเต้นที่สุดย่อมไม่พ้น “พ่อจ๊อบและแม่เอ็ม” แต่ถ้าเห่อสุดๆ บอกเลยไม่พ้น “คุณยายแดง” สุมาลี จีระพันธุ ทราบมาว่าเฝ้าขอบเตียงไม่ห่าง

พ่อกร-แม่กิ๊ก-น้องคิริน

ปล่อยให้พี่ป้าน้าอาล่วงหน้ามาเนิ่นนานและในที่สุดปีนี้ “คุณกิ๊ก” ม.ล.สมรดา ชุมพล-“คุณกร” ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ก็ส่งสมาชิกใหม่เป็นลูกชายชื่อ “น้องคิริน” เข้าประกวดหนุ่ม(น้อย)สุดหล่อแห่งปี สร้างความยินดีให้แก่ราชสกุลชุมพลและเกษมศรี ด้วยความปรีดาอย่างยิ่ง

เรื่องราวดีๆ ยังคงมีในแวดวงสังคมของปีนี้ด้วยข่าวงานมงคลสมรส
ประเดิมด้วยงานวิวาห์แห่งปี ระหว่าง ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ซีอีโอมือทองแห่งบริษัทหลักทรัพย์เอเชียพลัส กับแฟนสาวมิสเวียดนาม ดวง ธู ฮึง หลังออกมาประกาศบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อต้นปีว่าเป็นอิสระและได้หย่าอย่างเป็นทางการแล้ว!! เรียกเสียงฮือฮาไปทั้งบ้านทั้งเมือง ล่าสุดก็แสดงความเป็นสุภาพบุรุษทั้งแท่ง ควงแฟนสาวที่คบหาดูใจกันมา 2 ปี เข้าประตูวิวาห์รอบสองสนั่นอาเซียน

ปิฎก สุขสวัสดิ์-แพทองธาร ชินวัตร

และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คืองานวิวาห์ระหว่าง “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวคนเล็กของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร กับแฟนหนุ่มนักบิน “ปอ” ปิฎก สุขสวัสดิ์ โดยทักษิณ ชินวัตร  ถึงแม้จะไม่ได้ไปร่วมงาน แต่ได้อวยพรผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ท่ามกลางแขกคนสำคัญมากมาย

Evan Lysacek-ดวงภัทร โพธิรัตนังกูร

ต่อที่ “ลูกแดง” ดวงภัทร โพธิรัตนังกูร เพิ่งจัดงานแต่งงานสุดอบอุ่นและเรียบง่ายกับแฟนหนุ่มชาวอเมริกัน Evan Lysacek ดีกรีนักกีฬาสเกตน้ำแข็งลีลา แชมป์โอลิมปิกปี 2010 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา ที่บ้านของคุณยาย ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ หลังจากรู้จักกันมากว่า 10 ปี

ภาคย์ธนา ปรีดาวิภาต-ม.ร.ว.จันทรนิภา ยุคล

และในปีนี้ราชสกุลยุคลก็มีงานมงคลเมื่อธิดาคนเล็กของ “ท่านชายใหม่” ม.จ.จุลเจิม ยุคล นามว่า “คุณหญิงไหม” ม.ร.ว.จันทรนิภา ยุคล เข้าพิธีแต่งงานกับแฟนหนุ่ม “กล้า” ภาคย์ธนา ปรีดาวิภาต อย่างอบอุ่นและชื่นมื่น

เลิกแล้วหนูเลิกกับเขาแล้วค่ะ

อนุทิน-ศศิธร

เดือนเมษาที่ว่าร้อนที่สุดยังแพ้ข่าวซุบซิบของชีวิตคู่คนดังระดับประเทศอย่าง “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล กับข่าวการกลับเป็นโสดครั้งที่ 2 หลังจาก เปลี่ยนแปลงสถานภาพสมรสกับ “มาดามจ๋า” ศศิธร ไปเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาอย่างเงียบๆ แต่ถึงสถานะจะเปลี่ยนไปแต่ระดับความสัมพันธ์ในฐานะกัลยาณมิตรยังแน่นแฟ้นเหมือนเดิมนะคะ

ชนัดดา พิทยศิริ- ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์

ถัดมาต้นเดือนกันยายน “ส้ม” ชนัดดา คุณแม่ยังสาวของ “หนุ่มพีช” พชร จิราธิวัฒน์ ตั้งโต๊ะประกาศ “เลิกแล้วค่ะ ส้มเลิกกับเขาแล้วค่ะ” เพราะได้ตกลงแยกทางกับ ธีระยุทธ จิราธิวัฒน์ แม้ผู้ใหญ่จะเรียกไปไกล่เกลี่ยแต่ก็ไม่เป็นผล รายงานข่าวระบุว่าการหย่ามีผลเป็นที่เรียบร้อย กลับมาใช้นามสกุล “พิทยศิริ” โดยมีการจ่ายค่าเลี้ยงดูมูลค่า 100 ล้านบาท สวยๆ ไปค่ะ

“เมญ่า” นนธวรรณ- ฟิลลิป บรามาส

ปิดฉากความรักอีกคู่สำหรับนางงามคุณแม่ลูกหนึ่ง “เมญ่า” นนธวรรณ หลังจากแต่งงานกับสามีฝรั่ง ฟิลลิป บรามาส มาได้ปีกว่า และมีทายาทตัวน้อยเป็นลูกชายสุดที่รัก น้องเบฬิน ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งมีข่าวลือว่าเมญ่าเลิกกับสามีออกมาแล้วแต่ในเวลานั้นเมญ่าบอกว่าไม่ใช่เรื่องจริงจนมาเมื่อต้อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา “เมญ่า” ออกมายืนยันว่าตอนนี้เธอกับสามีได้เลิกรากันแล้ว ซึ่งเมญ่าออกมาประกาศจุดยืนชัดเจนว่าเธอและสามีได้ทำหน้าที่เฉพาะพ่อแม่ของพี่เบฬินเท่านั้น แต่ไม่ใช่คนรักอีกต่อไป

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคู่ที่ถูกพูดถึงว่าแยกย้ายทางใครทางมันกันไปแล้วอย่าง “แพม” อณิชา อรรถสกุลชัย ทายาทบีทาเก้น สามี “โน้ต” จิรโมท พหูสูตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) แม้จะยังไม่มีการคอนเฟิร์มว่าสวมคอนเวิร์ส แต่ในไอจีล่าสุดของสาวแพมไม่โชว์รูปคู่ให้เห็นมาสักพักแล้วจ้า

ส่วนอีกคู่แต่งงานสายเนิร์ดอย่าง “โน้ต” ณรัณ ธรรมาวรานุคุปต์ ซีอีโอแห่ง PMT The Hour Glass และเจ้าสาวคนสวย คิม จงสถิตย์วัฒนา ซีอีโอแห่งนานมีบุ๊คส์….อย่างไรก็ตามขอให้เป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างเท่านั้น เพราะคู่ชีวิตย่อมเหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา

มีเกิดย่อมมีดับ และปี 2562 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ประเทศไทยต้องสูญเสียบุคคลสำคัญจากวงการต่างๆ ไป

วีรชัย พลาศรัย

          ไล่เรียงตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 62 วีรชัย พลาศรัย อดีตเอกอัครราชทูตวิสามัญ ผู้มีอำนาจเต็มประจำสหรัฐอเมริกาและอีกหลายแห่ง มีชื่อเสียงในฐานะเป็นหัวหน้าคณะทนายกฎหมายระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหาร ได้ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบด้วยโรคมะเร็งไขกระดูก สิริอายุ 58 ปี

วันที่ 26 พฤษภาคม  พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและ รัฐบุรุษ ได้ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ หลังจากมีอาการป่วยระบบหัวใจล้มเหลวและเจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาล สิริอายุได้ 98 ปี

สมชาย คุณปลื้ม

วันที่ 17 มิภุนายน  สมชาย คุณปลื้ม หรือ กำนันเป๊าะ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี ด้วยโรคมะเร็ง สำหรับ สมชาย คุณปลื้ม เป็นนักการเมือง นักธุรกิจ ชาวจังหวัดชลบุรี ผู้กว้างขวางในภาคตะวันออกและเคยเป็นอดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุขที่มีผลงานมากมายจนทำให้ชลบุรีเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังและให้การสนับสนุนนักการเมืองจากภาคตะวันออกหลายคน

 ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์

วันที่ 27 สิงหาคม  ม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ศิลปินแห่งชาติ นักแสดง นักร้อง นักเขียน และนักจัดรายการวิทยุโทรทัศน์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากการแนะนำและจัดระดับความอร่อยของร้านอาหารในชื่อ “เชลล์ชวนชิม” เสียชีวิตลงอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลเปาโล สิริรวมอายุ 93 ปี

พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์

วันที่ 21 กันยายน  พล.อ.อ.กำธน สินธวานนท์ อดีตองคมนตรี ถึงแก่อสัญกรรมด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิต สิริอายุได้ 93 ปี โดยพลอากาศเอกกำธน ลาออกจากราชการทหารอากาศขณะมียศเป็นนาวาอากาศตรี เมื่อ พ.ศ.2503 เพื่อไปทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (ขณะนั้นเป็นการไฟฟ้ายันฮี) ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2528 แล้วจึงลาออกจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเมื่อ พ.ศ.2530 เมื่อได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรี

คุณหญิงสุภัจฉรี ภิรมย์ภักดี-จุไรรัตน์ ดิศกุล ณ อยุธยา

วันที่ 23 ธันวาคม  คุณหญิงสุภัจฉรี ภิรมย์ภักดี นายหญิงแห่งบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด ถึงแก่กรรมอย่างสงบที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ด้วยวัย 88 ปี สำหรับ “คุณหญิงสุภัจฉรี” คือหนึ่งในตำนานไฮโซไซตี้เมืองไทย เป็นภรรยา จำนงค์ ภิรมย์ภักดี ซึ่งล่วงลับไปแล้ว โดดเด่นเคียงคู่มากับค่ายสิงห์ มีบุตร-ธิดา 3 คน จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี จีรานุช ภิรมย์ภักดี และจุไรรัตน์ ดิศกุล ณ อยุธยา

สำหรับปี 2562 เป็นอีกหนึ่งปีที่มีทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา ถือเป็นธรรม(ะ)ดาของโลก….ส่วนปีหน้า 2563 ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตาม ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย อำนวยพรให้คุณผู้อ่านโชคดีมีชัยในทุกๆ วัน สวัสดีค่ะ

สุดจัด!! ‘2562’ ปีทองนางงามไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/407101?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=lifestyle

สุดจัด!! ‘2562’ ปีทองนางงามไทย

29 ธันวาคม 2562 – 01:20 น.
บิ๊นท์ สิรีธร,แอน แอนโทเนีย โพธิ์ซิ้ว,ฟ้าใส ปวีณสุดา ดรูอิ้น,โกโก้อารยะ ศุภฤกษ์,นางงามไทย,ปีทอง,เจนนี่ นฤมล คำพันธ์,พลอยพีรชาดา ขุนรักษ์,น้ำเพชรฏีญาภาร์ กฤษณสุวรรณ,คันทรี ออฟ เดอะ เยียร์ 2019,มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019,มิสซูปร้าเนชั่นแนล 2019,มิสยูนิเวิร์ส 2019
เปิดอ่าน 266 ครั้ง

เข้ารอบสุดท้ายได้ทุกเวที ตั้งแต่เวทีแกรนด์สแลม ไล่ไปจนถึงเวทีระดับรองลงมา ผุดผาดขึ้นไป “ยืน 1” บนหัวตาราง

ในแวดวงการประกวดนางงามเวทีระดับนานาชาติ ในแต่ละปีจะมีการสรุปผลงานของแต่ละประเทศ ปิดจ๊อบปี 2562 เป็นที่น่าชื่นชมยินดีว่าประเทศที่ทำผลงานได้ดีที่สุดคือ “ประเทศไทย” โดยสาวงามภายใต้สายสะพาย “ไทยแลนด์” แสดงศักยภาพให้ทั่วโลกได้เห็นสามารถผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้ทุกเวที ตั้งแต่เวทีแกรนด์สแลมไล่ไปจนถึงเวทีระดับรองลงมา ผุดผาดขึ้นไป “ยืน 1” บนหัวตารางได้อย่างเต็มความภาคภูมิ

“บิ๊นท์” สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์

ผลงานของแต่ละคนที่ช่วยกันเก็บคะแนนสะสมจนขึ้นที่ 1 “คันทรี ออฟ เดอะ เยียร์ 2019” ด้านความงาม เริ่มจากเวที “มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019” ที่ประเทศญี่ปุ่นเจ้าของลิขสิทธิ์การจัดประกวด สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยชัยชนะของสาวธรรมดาแต่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าชื่อ “บิ๊นท์” สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ เภสัชกรสาววัย 25 ปีที่สามารถคว้ามงกุฎมิสอินเตอร์เนชั่นแนลคนแรกให้ประเทศไทยในรอบ 59 ปี ประเด็นอยู่ที่ถูก “บูลลี่” จากแฟนนางงามบางกลุ่มตั้งแต่แรกรับมงกุฎนางสาวไทย แต่ความที่เป็นสาว “คิดบวก” เธอกัดฟันยิ้มสู้พร้อมเปิดใจแก้ไข (แทบ) ทุกเรื่องที่ถูกติชม จนสุดท้ายสามารถเปลี่ยนคน “ด่า” ให้มา “รัก” สำเร็จ

   “แฟนนางงามไม่มีคนเกลียดเราขนาดนั้นหรอก ถ้าเราพัฒนาแล้วพิสูจน์ตัวเองได้ สุดท้ายทุกคนก็กลับมารัก รู้สึกภูมิใจกับมันมาก ถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง” ความมั่นใจเชิงบวกแบบนี้นี่เองที่หลายชนชื่นชมและหลงรักเธอในที่สุด

“แอน” แอนโทเนีย โพธิ์ซิ้ว

ความชื่นชมยินดีกับตำแหน่งมิสอินเตอร์เนชั่นแนลคนล่าสุดยังไม่จางหาย ไม่กี่สัปดาห์ต่อมาแฟนนางงามไทยก็ได้เฮลั่นอีกครั้ง เมื่อผลการตัดสิน “มิสซูปร้าเนชั่นแนล 2019” ที่ประเทศโปแลนด์ ปรากฏว่า “มงลง” สาวลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก “แอน” แอนโทเนีย โพธิ์ซิ้ว ตัวแทนประเทศไทย และเป็นการคว้ามงกุฎแรกนับแต่มีการส่งเข้าร่วมประกวดเช่นเดียวกัน ต่างกันเล็กน้อยตรงที่สาวคนนี้ได้รับแต่คำชื่นชมว่าเหมาะสมตั้งแต่ในบ้าน กระแสดีไปถึงนอกบ้าน จนถูกยกให้เป็น “ตัวเต็ง” ที่จะคว้ามงกุฎปีนี้ แล้วก็เป็นไปตามคาด !

วันหอบรางวัลการันตีความงามกลับบ้านเกิด “แอน” เปิดใจด้วยใบหน้าปริ่มสุขว่า ภูมิใจมากเพราะประเทศไทยยังไม่เคยชนะการประกวดมิสซูปร้าฯ มาก่อน ตอนไปประกวดพยายามทำให้เต็มที่ เอาความเป็นคนไทยไปนำเสนอด้วย ความเป็นลูกครึ่งกรรมการอาจจะเห็นว่าเป็นฝรั่งมากกว่า ตลอดการประกวดจึงต้องใช้ความอดทนมาก พยายามแสดงให้เขารู้จักเราให้มาก มีความกดดันพอสมควร แต่พอขึ้นเวทีรอบสุดท้ายพยายามร่าเริงสดใสที่สุด คิดในใจเราซ้อมมาเยอะ จะต้องทำให้เต็มที่ แต่ต้องมีความสุขด้วย

หลายคนที่มีโอกาสติดตามการประกวดรอบตัดสินบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า สาวลูกครึ่งคนนี้ความคิดความอ่านเป็นเลิศ ตอบคำถามได้ดีมากๆ ฉะฉาน ชัดเจน ตรงประเด็น จนชนะใจกรรมการ ที่สำคัญภาษาอังกฤษที่ใช้สื่อสารยังยอดเยี่ยม เจ้าตัวสารภาพว่าอาจเพราะส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในชีวิตประจำวัน แต่เหนือสิ่งอื่นใด “ใช้ใจ” ในการถ่ายทอดความคิด พยายามให้เป็นธรรมชาติที่สุด คงต้องยกเครดิตให้ครอบครัวที่ส่งเข้าเรียนโรงเรียนอินเตอร์ แล้วก็ย้ายมาหลายที่ ทำให้เข้าใจวัฒนธรรมและมุมมองแต่ละประเทศ จึงนำส่วนนี้มาเป็นประโยชน์ในการตอบคำถาม

ผู้หญิงไทยหลายคนอาจจะคิดว่าต้องผอม ต้องสูง ต้องผิวแบบนี้ ต้องสวยมากๆ ถึงจะประกวดนางงามได้ แต่แอนอยากจะบอกว่าขอให้มีความมั่นใจอย่างที่คุณมี ถ้ากองเห็นว่าคุณมีความมั่นใจและความสามารถในแบบตัวเองก็จะเลือกเอง อย่างตอนแอนประกวดมิสซูปร้าไทยแลนด์ ตอนนั้นยังอ้วน ยังจัดฟันอยู่ เอาความคิดด้านลบออกไปก่อน แล้วมั่นใจในความสามารถของเรา ขอให้มีความอดทน สนุก และทำมันจากใจ” เจ้าของมงกุฎมิสซูปร้าเนชั่นแนลคนล่าสุด เผยพร้อมกับยอมรับว่ารู้สึกภาคภูมิใจสุดๆ ที่เป็นหนึ่งแรงผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้น “คันทรี ออฟ เดอะ เยียร์” ปีนี้…ภารกิจหลังจากนี้คงต้องเน้นไปที่การเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ เรื่องการเรียนรู้ชีวิตในทุกๆ ด้านตามความสนใจส่วนตัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว..

“ฟ้าใส” ปวีณสุดา ดรูอิ้น

สองมงใหญ่บนเวทีแกรนด์สแลมไม่อาจหยุดความร้อนแรงของสาวไทยได้ ดูเหมือนสายสะพายไทยแลนด์กำลังขึ้นหม้อ ในเวลาไล่เลี่ยกันอีกหนึ่งความหวังสุดๆ ที่มาพร้อมกระแสทุกช่องทางการสื่อสาร เวทีจักรวาล “มิสยูนิเวิร์ส 2019” ที่ปีนี้ย้ายกลับไปจัดประกวดที่ถิ่นเจ้าของลิขสิทธิ์สหรัฐอเมริกา งานนี้ “ฟ้าใส” ปวีณสุดา ดรูอิ้น สาวลูกครึ่งไทย-แคนาดา มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019 ที่ “เต็งจ๋า” ติดโพลล์อัันดับที่ 1 หรืออย่างน้อยก็ท็อป 5 ทุกสำนักตลอดการประกวดก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง

สาวไทยมาแรงทุกโพลล์

มงไม่มาไม่เป็นไร แต่กำลังใจเพียบ

ทุกรอบที่เธอปรากฏตัวบนเวทีสร้างความสุขให้คนไทยถ้วนหน้า จนมาถึงรอบ 5 คนสุดท้ายที่ต้องโชว์กึ๋นตอบคำถามที่ว่ากันว่าความยาก “ระดับข้อสอบดอกเตอร์” ขนาดเจ้าของฉายา “อย่าให้ฟ้าใสได้จับไมค์” ยังไม่โดนใจกรรมการ กลายเป็นจุดหยุดความฝันในที่สุด แต่แม้จะทำได้เพียงยืน 5 คนสุดท้าย “มง 3 ยังไม่มา” ก็เชื่อว่าคนไทยไม่ตำหนิ ตรงกันข้ามมีแต่ “กำลังใจดีๆ” ที่มอบให้ ภาพคลื่นมหาชนที่ไปส่งและรับเธอหลังประกวดยืนยันชัดเจน!

“โกโก้” อารยะ ศุภฤกษ์

ยังมีความสำเร็จของสาวไทยจากเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ “โกโก้” อารยะ ศุภฤกษ์ ที่แม้จะมี “ดราม่า” ตอนรับมงกุฎในบ้าน แต่เมื่อสวมสายสะพายประเทศไทยไปร่วมประชันกับสาวงามทั่วโลกบนเวที “มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 2019” ที่ประเทศเวเนซูเอลา คนไทยก็ไม่ทิ้งกันช่วยกันตามเชียร์และส่งแรงใจจนเธอสามารถคว้ารองอันดับ 2 มาครองได้สำเร็จ

“เจนนี่” นฤมล คำพันธ์

“พลอย” พีรชาดา ขุนรักษ์

เช่นเดียวกับสาวงามจากเวทีเดียวกัน “เจนนี่” นฤมล คำพันธ์ ที่ทั้งหุ่นและหน้าตาสวยจัดเข้าตากรรมการอย่างจังคว้ารองอันดับ 2 “มิสอินเตอร์คอนติเนนตัล 2019” ที่ประเทศอียิปต์มาครอง ขณะที่อีกสาวสวยคม “พลอย” พีรชาดา ขุนรักษ์ รองอันดับ 1 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2019 ก็ผงาดคว้ามงกุฎ “มิสเฟซ ออฟ บิวตี้ อินเตอร์เนชันแนล 2019” ที่ฟิลิปปินส์มาได้เช่นกัน

“เกรซ” นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ

“น้ำเพชร” ฏีญาภาร์ กฤษณสุวรรณ

รวมถึงสาวหมวยเรื่อยๆ มาเรียงๆ “เกรซ” นรินทร ชฎาภัทรวรโชติ มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019 แม้จะดูเงียบๆ ก็สามารถผ่านเข้ารอบ 40 คนสุดท้าย “มิสเวิลด์ 2019” และสาวงามคนดังอย่าง “น้ำเพชร” ฏีญาภาร์ กฤษณสุวรรณ ตัวแทนสาวไทยที่ใช้ความสามารถล้วนๆ ผ่านเข้ารอบ 20 คนสุดท้าย “มิสเอิร์ธ 2019” ที่ประเทศฟิลิปปินส์ได้สำเร็จ…นี่ยังไม่นับเวทียิบย่อยที่อาจตกหล่นอีกเยอะ

 แต่แค่นี้ก็มากพอที่จะส่งให้ปีนี้เป็น “ปีทอง” ของสาวไทย และสามารถพูดได้เต็มปากว่าความสวยและความสามารถของพวกเธอไม่เป็นรองใครบนเวทีระดับอินเตอร์จริงๆ ปรบมือรัวๆ   

ทรานฟอร์ม การศึกษาไทย ปี63 จัดทำข้อมูล ใช้เทคโนโลยีอัพคุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/407483?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ทรานฟอร์ม การศึกษาไทย ปี63 จัดทำข้อมูล ใช้เทคโนโลยีอัพคุณภาพ

30 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ทรานฟอร์ม การศึกษาไทย ปี63,เทคโนโลยี,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
เปิดอ่าน 74 ครั้ง

ทรานฟอร์ม การศึกษาไทย ปี 63 จัดทำข้อมูล ใช้เทคโนโลยีอัพคุณภาพ โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศเรื่องนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 อย่างชัดเจน ว่าต่อจากนี้การบริหารจัดการศึกษาจะเน้นให้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติโดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วน เรื่องการเตรียมคนสู่ศตวรรษที่ 21

ไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาชีวศึกษา จะมีการสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้และใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะคิดแบบมีเหตุผล เป็นขั้นตอน ออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้แอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง เรียนจากประสบการณ์จริง และเด็กต้องมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและภาษาต่างประเทศ รวมถึงเชื่อมโยงสู่การสร้างอาชีพ

ปีที่ผ่านมาจนถึงปี 2563 ศธ.จะนำงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปขับเคลื่อนการปฏิบัติ อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลของ ศธ.ให้ครบถ้วน ถูกต้อง ทันสมัย แก้ปัญหาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กให้มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงให้เกิดความคล่องตัว โดยจะรัดเข็มขัดงบประมาณ ศธ. ใน 4 เรื่องที่สำคัญ คือ งด การศึกษาดูงานต่างประเทศ 1 ปี ลด การจัดประชุมสัมมนาที่ใหญ่โต เพราะสามารถทดแทนได้ด้วยเทคโนโลยี ยกเลิก การจัดงานที่มีค่าใช้จ่ายสูงหรืองานลักษณะอีเวนท์

นอกจากนั้น ศธ.จะลงทุนด้านดิจิทัล ในเดือนพฤษภาคมปี 2563 โรงเรียน 95% ต้องมีอินเทอร์เน็ตใช้ พัฒนาครูให้สามารถสอนเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ รวมถึงครูต้องมีทักษะภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และมีความรู้ในวิชาที่ตนเองสอน เพราะเมื่อครูเก่ง เด็กก็จะมีความสามารถเพื่อเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น เป็นวงจรแห่งการเรียนรู้ ตอบโจทย์โอกาสของประเทศไทย

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่าปี 2563 นี้ จะได้เห็นการนำเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงเข้ากับการเรียนการสอนของโรงเรียน และส่วนกลางของศธ.ในลักษณะของเรียลไทม์มากขึ้น พร้อมจะมีการจัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อสะดวกต่อการตัดสินใจรวมถึงการส่งรายงาน การของบประมาณ การอัพเดตสถานการณ์ การประเมินต่างๆ ทั้งในส่วนของครู ผู้อำนวยการโรงเรียนและสถานศึกษา ผู้บริหารในเขตพื้นที่ และผู้บริหาร ศธ. เป็นการประเมินจากรอบด้าน ได้รู้ว่าจุดอ่อน สถานะของแต่ละคนอยู่ตรงไหน อยากให้มองการนำเทคโนโลยี การจัดทำข้อมูลไปในทางบวก ไม่ใช่การจับผิด เพราะยุคนี้สมัยนี้ต้องมีการข้อมูล ระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อนำข้อมูลในระบบมาประกอบการตัดสินใจ แก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

“ปัญหาทุกอย่างถ้าเอาความเป็นจริงมาพูดก็จะแก้ได้ แต่ถ้าปิดบังข้อมูลก็จะไม่ได้รับการแก้ไข หรือแก้ไขในผิดทาง ดังนั้นการเปลี่ยนผ่านของกระทรวงศึกษาธิการต้องมีการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ทั้งในด้านการจัดการข้อมูล การอบรม สัมมนาพัฒนาครู การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน การปรับหลักสูตร เทคโนโลยีเป็นกลไกการขับเคลื่อน” รมว.ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ รมว.ศธ.ยังเชื่อมั่นว่าการเรียนการสอนต้องใช้ความสามารถของครู ซึ่งมั่นใจในจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูของครูส่วนใหญ่ในองค์กร ศธ. รวมถึงคนที่จะเข้ามาเป็นครู ทุกคนอยากเป็นตัวอย่างที่ดี อยากเป็นคนที่ให้ความรู้แก่เด็ก แต่ศธ.ต้องจัดทำข้อมูล เสริมอุปกรณ์อาวุธทางปัญญาที่ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า การจัดการเทคโนโลยีต้องรอ ศธ.จัดการให้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากระบบเทคโนโลยียังไม่เอื้ออำนวยให้ครูทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่ง ศธ.จะพยายามในการใช้เทคโนโลยีมาทำเรื่องดีๆ และสร้างความคุ้นเคยให้แก่ครู เพราะครูขาดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าจะใช้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดได้อย่างไร เช่น DLTV หรือการจัดการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมเป็นเรื่องที่ดี ทำให้นักเรียนได้มีโอกาสสัมผัสครูที่เก่งแต่ด้วยทักษะพื้นฐานของเด็กไม่เท่ากัน ต้องใช้ครูที่เป็นตัวตนพยุงเด็ก

ดังนั้นถ้ามี DLTV ที่เปิด หยุด และตอบคำถามเมื่อใดก็ได้ จะช่วยให้การเรียนการสอนได้รับความเข้มข้นมากขึ้น มีความชัดเจน หรือในระหว่างการสอนมีเทคโนโลยีที่จับความรู้สึก ความเข้าใจของเด็กได้ว่าเขาเข้าใจจริงหรือไม่จริง ถ้ามีเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้จะทำให้เด็กได้เรียนรู้ไม่หลุดไปจากการเรียนการสอนและช่วยเด็กได้ทุกคน

“ถ้าทำให้การศึกษาเท่าเทียมกันต้องทำให้หลักสูตรพื้นฐานเอื้อต่อเด็กที่มีความสามารถในการรับรู้ระดับกลางไปจนน้อย ส่วนเด็กที่เก่งก็ต่อยอดให้ดีขึ้น ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเอาเทคโนโลยีมาคัดกรองหรือแบ่งแยกเด็ก แต่ในการสอนครูต้องเป็นคนเข้าใจเด็กว่าเด็กแต่ละคนอยู่ในสถานภาพอย่างไร มีความสามารถในการรับรู้อย่างไรและค่อยเติมแต่งเข้าไป” นายณัฏฐพล กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อไปว่า การเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาได้จริง นอกจากเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้แล้ว ต้องให้อิสระครูจัดการห้องเรียนของตนเอง จัดการเรียนรู้ ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้ครูมีเวลาอยู่กับเด็กมากขึ้น มีโอกาสพัฒนาตนเอง เข้าใจหลักสูตรที่ตนเองต้องสอน ซึ่งตอนนี้ครูอาจจะยังไม่มีเวลามากพอ ดังนั้นได้ปลดล็อกให้ครู ผู้อำนวยการโรงเรียนมีความสามารถในการกำหนดทิศทางตามบริบทของตนเอง เข้าใจนโยบายของศธ. โดยศธ.พร้อมสนับสนุน เปิดให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลมากขึ้น แต่การเป็นนิติบุคคลต้องไม่ล่วงละเมิดสิทธิที่ได้รับ ไม่ไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

“บทบาทหน้าที่ของผู้บริหาร ศธ.ทุกคนต้องเข้าใจลึกซึ้งในปัญหาของหน่วยงานที่ตนเองรับผิดชอบและมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพให้เด็กปัจจุบันเป็นอย่างไร ในปีหน้า ศธ.จะทำให้โรงเรียน 95% มีอินเทอร์เน็ตใช้ โดยการเรียนการสอน ครูประกบกับเทคโนโลยี อย่าง DLTV ให้มีคุณภาพเต็มที่แก่เด็ก ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการข้อมูล จัดระบบการอบรมครูภายใต้การบริหารจัดการงบประมาณที่มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ของเด็ก หลักสูตรยังคงต้องให้เด็กได้อ่านหนังสือ ท่องจำส่วนหนึ่งแต่ต้องเรียนรู้จากการเป็นปฏิบัติ การศึกษาค้นคว้าจากของจริงเป็นหลัก อนาคตอาจจะมีการลดเวลาเรียนเฉลี่ย 55 ชั่วโมงต่ออาทิตย์เหลือ 45 ชั่วโมงต่ออาทิตย์ และเวลาที่เหลือให้เด็กได้ไปทำอย่างอื่น ไปเล่นกีฬา ดนตรี ศิลปะ หรือทำเรียนรู้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ เพราะการเรียนรู้ต้องทำให้เด็กมีทักษะศตวรรษที่ 21 และมีความสุข ทักษะชีวิตด้วย” รมว.ศธ. กล่าว

“ผ้าภูอัคนี”ของดีจากดินภูเขาไฟ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407581?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

“ผ้าภูอัคนี”ของดีจากดินภูเขาไฟ

30 ธันวาคม 2562 – 08:31 น.
ผ้าภูอัคนี
เปิดอ่าน 26 ครั้ง

 “ผ้าภูอัคนี”ของดีบุรีรัมย์ ผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญามาจากดินภูเขาไฟ

กล่าวสำหรับ จ.บุรีรัมย์  มีตำนานเล่าขานมากมาย แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกสิ่งหนึ่งนั้นก็คือ “ผ้าฝ้าย”ที่มีสีและการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่คงความเป็นอัตลักษณ์ของเมือง ผ้าฝ้ายที่จังหวัดแห่งนี้มีแหล่งผลิตหลายที่ แต่ที่น่าสนใจคือผ้าฝ้ายจากหมู่บ้านเจริญสุข ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ อีกทั้งยังตั้งเป็นกลุ่มอาชีพทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน

     พิมพ์อัปสร เมืองประทุม สมาชิกกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย จังหวัดบุรีรัมย์ย้อนอดีตให้ฟังว่าก่อนการริเริ่มทำผ้าทอ ชาวบ้านก็ได้เข้าไปในป่าเพื่อหาของป่าตามปกติ แต่ในช่วงนั้นเป็นฤดูฝนทำให้พื้นที่ภายในป่ามีความชื้นและดินโคลนภายในป่าค่อนข้างลื่นและชันมาก ในระหว่างที่ชาวบ้านกำลังหา ของป่าก็ได้ลื่นล้มทำให้ดินโคลนภายในป่าเปื้อนเสื้อผ้า และเมื่อกลับมาบ้านก็ได้นำเสื้อที่เปื้อนดินโคลนไปทำความสะอาด แตทำอย่างไรผ้าก็ยังมีสีของดินติดอยู่ และในระหว่างนั้นนายอำเภอของจังหวัดบุรีรัมย์ที่เพิ่งย้ายมาประจำการก็ได้มาขอให้คนในชุมชนบ้านเจริญสุขจัดทำผ้าฝ้ายทอมือที่มีลักษณะไม่เหมือนกับที่อื่นเพราะในหมู่บ้านเจริญสุขเป็นหมู่บ้านที่ทอผ้าอยู่แล้วเพื่อใช้เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์และเพื่อให้ข้าราชการได้สวมใส่และเป็นอัตลักษณ์ให้ทุกอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์

“ระหว่างนั้นชาวบ้านจึงนึกได้ว่าเมื่อวันก่อนได้เข้าไปในป่าและมีสีของดินโคลนติดเสื้อซึ่งเป็นสีที่แปลกและไม่เคยเห็นมาก่อนจึงได้ไปดูพบว่าสีดินโคลนดังกล่าวยังคงติดเสื้ออยู่ทั้ง ๆ ที่ทำความสะอาดแล้วสีดังกล่าวก็ยังคงติดอยู่ จากนั้นจึงจุดประกายแนวคิดด้วยการนำสีของดินที่เชื่อว่าเป็นดินภูเขาไฟที่อยู่บนเขาพระอังคาร ที่เป็นตำนานว่าเป็น 1 ใน 6 ภูเขาไฟของจังหวัดบุรีรัมย์ ดินบริเวณนี้จึงอุดมด้วยแร่ธาตุจากลาวาภูเขาไฟที่ปะทุออกมาในอดีต จากนั้นได้นำมาสร้างเป็นผ้าทอที่มีสีสันงดงามและไม่เหมือนกับที่อื่นจนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผ้าทออัคนี” ที่ได้รับผลตอบรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

เธอเล่าต่อว่าหลังจากค้นพบความอัศจรรย์ของดินภูเขาไฟแล้ว จึงได้นำดินดังกล่าวมาใช้ในการย้อมผ้าและ มีการผสมผสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษให้สีของผ้ามีความงดงามมากขึ้น โดยการนำเปลือกของต้นประดู่มาผสมกับดินเพื่อให้มีสีที่เข้มขึ้นและมีความคงทนสวมใส่แล้วจะทำให้สัมผัสได้ถึงความนุ่มของผ้าที่สวมใส่แล้วสบายตัวและไม่มีที่ไหนเหมือนด้วยวัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อและเอกลักษณ์ด้านสิ่งทอที่มีชื่อว่า“ผ้าทออัคนี”ที่ผ่านการผสมผสานจากผ้าฝ้ายสีขาว เปลี่ยนเป็นสีดินน้ำตาลอ่อนกับน้ำตาลแดงแบบดินภูเขาไฟ

ส่วนขั้นตอนการย้อมเริ่มต้นจากการนำดินภูเขาไฟใกล้ๆ กับเขาพระอังคารมาและนำมาคัดเศษผงที่ เจือปนออก หลักจากนั้นก็นำไป ผสมกับน้ำในอัตราส่วน ดินภูเขาไฟ 3 กิโลกรัมต่อ น้ำเปล่า 10 ลิตร ก็จะได้น้ำดินภูเขาไฟที่มีสีน้ำตาล สำหรับขั้นตอนนี้หากอยากได้ผ้าสีเข้มก็ผสมน้ำให้น้อยลง หากอยากได้สีอ่อน ก็ผสมน้ำให้มากขึ้น ขั้นตอนต่อไปคือ ขั้นตอนการย้อมสีผ้า โดยจะนำผ้าฝ้าย หรือผ้าไหมที่ต้องการย้อมสีและจะใช้ผ้าน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ในการย้อมแต่ละครั้ง นำผ้าลงไปแช่ในน้ำดินภูเขาไฟที่เตรียมไว้ โดยจะใช้เวลาในการแช่ผ้าทิ้งไว้ประมาณ 8-10 ชั่วโมง ก็จะได้ผ้าสีน้ำตาลเย็นตา สีสันสวยงามตามที่ต้องการ หลังจากนั้นก็จะนำผ้าที่ได้ไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำไปตากที่ราวและยืดให้ตรง ก็จะได้ผ้าตามต้องการ

นอกจากนั้นที่หมู่บ้านเจริญสุขแห่งนี้ ก็ยังมีภูมิปัญญาที่จะรักษาสีผ้าให้คงทนด้วยเช่นกัน นั่นคือการนำผ้าที่ได้จากการย้อมดินภูเขาไฟไปต้มกับ“น้ำเปลือกต้นประดู่”ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาชาวบ้าน ในการนำวัตถุดิบที่หาได้จากท้องถิ่นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ขั้นตอนการนำผ้าเเช่น้ำเปลือกประดู่ต้มนั้น ซึ่งพิมพ์อัปสรให้ฟังอีกว่า

“นำเปลือกต้นประดู่มาต้มในน้ำซึ่งน้ำต้มจะต้องร้อนแต่ไม่ให้เดือดจนเกินไป หลังจากนั้นนำผ้าที่ต้องการย้อมลงไปแช่ประมาณครึ่งชั่วโมง ขั้นตอนนี้จะเป็นการป้องกันการตกสี อีกทั้งในน้ำเปลือกต้นประดู่ก็ยังมียางและสีที่คล้ายกับสีดินภูเขาไฟจึงเป็นการเคลือบสีลงไปในตัวผ้า เนื้อผ้าที่ได้จึงเงางามยิ่งขึ้นและไม่ตกสีนั้นเอง”

“ผ้าทออัคนี”หรือ“ผ้าย้อมดินภูเขาไฟ” เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีความมหัศจรรย์ที่เกิดจากธรรมชาติและความบังเอิญหลายๆ อย่างที่มีสีสันที่งดงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นชื่อในจังหวัดบุรีรัมย์ และสามารถซื้อกลับไปเป็นของฝากได้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีการนำไปแปรรูปในลักษณะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อ ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ เป็นต้น โดยชาวบ้านมีความเชื่อว่า ภูเขาไฟอังคารมีลักษณะรูปร่างคล้ายพญาครุฑนอนคว่ำหน้า อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของวัดเขาอังคาร ดังนั้นการนำดินที่มาใช้ในกระบวนการผลิตจึงมีความเชื่อเกี่ยวกับผู้สวมใส่ว่าเมื่อใส่แล้วจะทำให้มีสิริมงคลในชีวิต

ปัจจุบันกลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย จังหวัดบุรีรัมย์ ได้ผ่านการรับรองจากกระทรวงอุตสาหกรรมและยังได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OVC หรือ OTOP Village Champion ที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหหาดไทย โดยทางกลุ่มของชาวบ้านเจริญสุขได้มีการพัฒนารูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่แปลกใหม่เพื่อให้เข้ากับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงหรือยุค 4.0 ในปัจจุบันให้มีความทันสมัยและเหมาะกับการนำไปใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังมีการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ทั้งญี่ปุ่น อิตาลี อังกฤษ เพื่อนำไปเผยแผ่ความมหัศจรรย์จากธรรมชาติของไทยเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ที่รู้จักไปทั่วโลกอีกด้วย

นอกจากนี้กลุ่มอาชีพสตรีทอผ้าไหม–ผ้าฝ้าย ในหมู่บ้านเจริญสุข ตำบลเจริญสุข อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ยังเปิดโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวหรือบุคคลที่สนใจสามารถเข้าไปเยี่ยมชมเกี่ยวกับวิถีชีวิตและขั้นตอนในการรังสรรค์สิ่งมหัศจจรย์ของการทำผ้าทออัคนี หรือ ผ้าย้อมดินภูเขาไฟในทุกขั้นตอน เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและการอนุรักษ์เรื่องราวที่มีคุณค่าอีกอย่างหนึ่งของไทยให้คงอยู่และยั่งยืนสืบต่อไป

ส่วนผู้ที่สนใจแวะชม ผ้าภูอัคนีหรือดูกรรมวิธีการผลิตสามารถติดต่อได้ที่ กลุ่มสตรีทอผ้าไหม-ผ้าฝ้าย หมู่บ้านเจริญสุข สอบถามเพิ่มเติม โทร. 08-9526-6071, 08-5632-7629 ทุกวันไม่เว้นวันหยุด

อธิบดีกรมป่าไม้แฉต่างชาติฮุบป่าม่อนแจ่ม ไล่เช็กบิลเอาผิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/407515?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อธิบดีกรมป่าไม้แฉต่างชาติฮุบป่าม่อนแจ่ม ไล่เช็กบิลเอาผิด

30 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,รุกป่า,ม่อนแจ่ม,รีสอร์ต
เปิดอ่าน 513 ครั้ง

อธิบดีกรมป่าไม้แฉต่างชาติฮุบป่าม่อนแจ่ม 2 รีสอร์ต รวมทุนกับคนไทยจากกรุงเทพ ไล่เช็กบิลเอาผิด รู้ผลภายในเดือนมกราคม

30 ธันวาคม 2562 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ศูนย์ปฎิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป) ม่อนแจ่ม อ. แม่ริม จ. เชียงใหม่ ขยายผลตรวจสอบพบว่า มีรีสอร์ต 2 แห่งครอบครองโดยกลุ่มทุนชาวชาวต่างชาติ

ทั้งนี้ประกอบด้วย รีสอร์ตม่อนม่วน โดยได้ทำเกินพื้นที่จากเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 3-2-45 ไร่ ซึ่งเข้าข่าย จะต้องถูกดำเนินคดีทันที  อีกแห่งคือ รีสอร์ตม่อนจ้อ มีรายงานทางลับว่า เจ้าของกิจการเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งลงทุนร่วมกับบุคคลจากกรุงเทพฯ โดยรีสอร์ตทั้ง 2 แห่งเป็นรีสอร์ตขนาดใหญ่ คณะเจ้าหน้าที่จึงจะขยายผลตรวจสอบเพื่อทำบันทึกและร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเร็วที่สุด

จากการประชุมร่วมผู้ประกอบการที่ครอบครองทำประโยชน์ทั้งหมดในที่ดินป่าไม้ของกรมป่าไม้ รวมเนื้อที่ประมาณ​ 229ไร่ ที่โครงการ​หลวง​หนองหอย ตำบลโป่งแยงวานนี้ (28 ธ.ค.) พบว่า ผู้ที่ครอบครองที่อยู่ในแปลงจัดสรรที่ดิน ตามโครงการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าของกรมป่าไม้มี 53 ราย รวมเนื้อที่ 229ไร่

โดยตรวจสอบปรากฏว่า มีสิทธิ์อยู่ทำกิน 38 ราย ส่วนอีก 12 ราย มีสิทธิอยู่อาศัยทำกิน แต่ทำเกินพื้นที่ และมี 3 ราย ที่เปลี่ยนมือผู้ครอบครองทำประโยชน์เป็นบุคคลจากท้องที่อื่นไม่มีรายชื่อในโครงการซึ่งเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีแล้ว ได้แก่ม่อนแสนสิริจันทรา ม่อนดอยลอยฟ้า และบ้านท่าจันทร์ รวมเนื้อที่ 8 ไร่เศษ

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจให้ผู้ครอบครองแปลงที่ดินทราบวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการจัดระเบียบและชี้แจง แนวทางปฏิบัติตามนโยบายของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้พิจารณาการดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บนพื้นฐานของหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป เพื่อการบริหารจัดการที่ดินป่าไม้อย่างยั่งยืน

พร้อมทั้งชี้แจงแก่ผู้ครอบครองที่ดินว่าห้ามก่อสร้างเพิ่มเติมโดยเด็ดขาด หากมีการก่อสร้างใหม่จะจับกุมและดำเนินคดีและหมดสิทธิ์ในที่ดินที่ทางรัฐจะจัดสรรให้ทำกิน โดยจัดทำป้ายติดประกาศให้ผู้ครอบครองทำประโยชน์ที่ดินแต่ละรายทราบ จะคัดกรองบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติในแปลงที่ดิน 50 กว่ารายเช่น คนจากต่างถิ่น นายทุน ซึ่งจะดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะนี้ดำเนินคดีไปแล้ว 4 ราย ซึ่งจะคัดกรองต่อไปให้ถึงที่สุด โดยจะดำเนินคดีทุกรายที่ตรวจสอบพบว่า เป็นกลุ่มบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติรายอื่นที่เข้ามาครอบครองทำประโยชน์ที่ดินในเขตดอยม่อนแจ่ม

สำหรับกลุ่มประชาชนที่ทำกินด้านการเกษตรและให้บริการด้านท่องเที่ยวทั้ง 50 แปลง ถ้าตรวจสอบพบว่า ก่อสร้างออกนอกแปลงออกไป ห้รื้อถอนออกไปภายใน 15 วัน หลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบ ซึ่งผู้ครอบครอง แปลงที่ดินที่เข้าร่วมประชุมเข้าใจเป็นอย่างดี พร้อมจะปฏิบัติตาม

นอกจากนี้ คณะเจ้าหน้าที่เสนอที่ประชุมให้ตั้งจุดตรวจสอบ การขนย้ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างเข้าพื้นที่
เพื่อควบคุมการก่อสร้างเพิ่มเติม โดยจะตั้งจุดตรวจสอบที่บริเวณหน้าโครงการหลวงหนองหอย รวมทั้งเสนอให้ มีการย้ายจุดที่ทิ้งขยะที่มีปัญหาไปที่ใหม่ แล้วจะขออนุญาตใช้พื้นที่ให้ถูกต้องตามระเบียบต่อไป สำหรับที่ทิ้งขยะเดิม ทางชุมชนจะฝังกลบเพื่อสงวนรักษาพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1 A

นายอรรถพล กล่าวต่อว่า รีสอร์ตขนาดใหญ่ที่มีสิ่งก่อสร้างถาวรจำนวนมากแจ้งว่า มีเอกสารสิทธิที่ดินซึ่งไม่ได้อยู่เขตป่าสงวนแห่งชาติ ทางศปก.พป. จะเร่งตรวจสอบความถูกต้องต่อไป จากการขยายผลคาดว่า มีรีสอร์ตที่ไม่เข้าแสดงตัวอีกหลายราย เบื้องต้นตรวจสอบพบแล้ว 2 ราย และพบลานกางเต้นท์เพิ่มเติมอีก 8 ราย

ผลการตรวจสอบล่าสุดพบ รีสอร์ตและลานกางเต้นท์รวม 63 ราย ซึ่งยังมีผู้ที่ไม่ยอมมาแสดงตัวอีกหลายรายที่ต้องขยายผลตามแผนงานต่อไป จากประเมินสถานการณ์ในการจัดระเบียบม่อนแจ่มครั้งนี้ยังไม่พบการต่อต้านหรือการสร้างความรุนแรงใด ๆ จากชาวม้งในพื้นที่และกลุ่มเสียผลประโยชน์

คาดว่าภายในเดือนมกราคมจะได้รายละเอียดสถานภาพการครอบครองพื้นที่การประกอบการรีสอร์ตหรือที่พักครบถ้วนทุกรายก่อนหน้านี้ว่า ใครเป็นผู้ครอบครองเดิมและใครบุกรุกใหม่หรือเปลี่ยนมือมา ซึ่งกรมป่าไม้จะดำเนินคดีผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและข้อตกลงอย่างถึงที่สุด