อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ด่านกักกันสัตว์ตาก เข้มมาตราการคุมโรคให้กำลังใจจนท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/462045

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลงพื้นที่ด่านกักกันสัตว์ตาก เข้มมาตราการคุมโรคให้กำลังใจจนท.

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 16.24 น.

23 ธันวาคม 2562 เวลา 09.00น. นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมด่านกักกันสัตว์ตากพร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานด่านกักกันสัตว์พื้นที่เขต6คุมเข้มมาตราการควบคุมโรคพร้อมด้วยนายพนม  มีศิริพันธุ์ ปศุสัตว์เขต 6 หัวหน้าด่านกักกันสัตว์ในพื้นที่เขต6และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ สรุปผลการดำเนินงานด่านกักกันสัตว์จังหวัดตาก ดังนี้ ภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบด่านกักกันสัตว์ตาก

1. ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์-ซากสัตว์ผ่านจุดตรวจสัตว์ 2. ควบคุมโรคระบาดสัตว์ในพื้นที่รับผิดชอบ 3. งานบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่- พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์พ.ศ.2558- พ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ.2559- พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 – พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510

4. โครงการรณรงค์ทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคไข้หวัดนกในพื้นที่เสี่ยงงานควบคุม 5.ป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่เสี่ยงและเกิดโรคซ้ำซาก 6.ตรวจสอบสถานกักกันสัตว์/ฟาร์มเลี้ยงสัตว์/สถานที่พักซากสัตว์ 7.งานโครงการโคเนื้อสร้างชาติ 8. งานอื่นที่ได้รับมอบหมาย

ทั้งนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์มอบนโยบายในการทำงานเน้นโปร่งใส ตรวจสอบได้ ชื่อสัตว์สุจริต ยกทุกอย่างขึ้นมาบนโต๊ะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกรมปศุสัตว์และการควบคุมโรคให้กับเจ้าหน้าที่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่ถูกต้อง และมอบนโยบายการปฎิบัติงานการลาดตระเวนเข้มงวดตรวจค้นจับกุม การลักลอบนำเข้าสัตว์ -ซากสัตว์และสินค้าปศุสัตว์ รวมถึงมาตรการสกัดกั้นโรค ASF ไม่ให้หลุดรอดเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย

นอกจากนี้อธิบดีกรมปศุสัตว์และคณะลงพื้นที่ดูคอกกักสัตว์ของลุงคำด่านการค้าโค-กระบือที่บริเวณท่า 23 (ท่าลุงคำ) ริมแม่น้ำเมย บ้านวังแก้ว(ห้วยกะโหลก หมู่ 4 ต.แม่ปะ อ.แม่สอด จ.ตากที่ชายแดนไทย-เมียนมา ติดตามสถานการณ์การควบคุมโรคและแนวทางในการปฏิบัติสถานกักกันสัตว์ให้มีองค์ประกอบที่ผ่านเกณฑ์พื้นฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด เพื่อเป็นการควบคุมป้องกันโรคเข้าสู่ประเทศ ต่อไป

เนื่องจากใกล้เข้าวาระดิถีขึ้นปีใหม่ 2563 ในนามอธิบดีกรมปศุสัตว์ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัย ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองตาก จงอำนวยอวยพรให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ จงประสบแต่ความสุข ความสำเร็จ สมบูรณ์ พูนลาภ ในสิ่งอันพึงปรารถนา ทุกประการ เทอญ ณ ด่านกักกันสัตว์ตากวจทางหลวง 1193 (ตลอด 24 ชั่วโมง).

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เมืองคอน มอบส.ป.ก.4-01ผู้ยากไร้-สินเชื่อเงินกู้เงินกองทุนฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461947

‘ธรรมนัส’ลงพื้นที่เมืองคอน มอบส.ป.ก.4-01ผู้ยากไร้-สินเชื่อเงินกู้เงินกองทุนฯ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.05 น.

“ธรรมนัส”มอบส.ป.ก.4-01ผู้ยากไร้พร้อมสินเชื่อเงินกู้เงินกองทุนฯส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกร

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร ใน จ.นครศรีธรรมราช ว่า ในวันนี้ได้มอบเอกสาร ส.ป.ก.4-01 จำนวน 50 ราย และมอบสินเชื่อเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน จำนวน 3 กลุ่ม ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช (ส.ป.ก.นครศรีธรรมรราช) มีพื้นที่รับมอบทั้งสิ้น 785,070 ไร่ มีพื้นที่กันคืนป่าไม้และพื้นที่กันออก 282,625 ไร่ คงเหลือพื้นที่ดำเนินการ 502,805 ไร่ มีผลงานจัดที่ดินทั้งสิ้น 17 อำเภอ 73 ตำบล จำนวน 41,812 ราย 54,032 แปลง เนื้อที่ 481,132 ไร่เศษ พื้นที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 21,673 ไร่ ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร จำนวน 50 ราย

อย่างไรก็ตาม วันนี้ได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกรจำนวน 50 ราย เนื้อที่รวมประมาณ 334 ไร่เศษ และมอบเช็คสินเชื่อเงินกู้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมแก่ผู้แทนเกษตรกรจำนวน 3 กลุ่ม (14 ราย) เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 700,000 บาท โดยกระทรวงเกษตรฯ จะเข้ามาดูแลและส่งเสริมการประกอบอาชีพอย่างครบวงจร เพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้พัฒนาอาชีพและสร้างรายได้ สร้างแรงจูงใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และยกระดับคุณภาพของเกษตรกรเป็นไปตามเจตนารมณ์และนโยบายของรัฐบาล ในการเร่งแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับเกษตรกรให้กับผู้ยากไร้ผ่านวิธีการปฏิรูปที่ดิน โดยมุ่งหมายที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนการพัฒนาอาชีพเกษตรกร

ทั้งนี้ มีการจำแนกประเภทการใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน ได้แก่ ยางพารา เนื้อที่ประมาณ 303,900 ไร่เศษ ปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ประมาณ 56,000 ไร่เศษ มังคุด เนื้อที่ประมาณ 14,400 ไร่เศษไม้แลและอื่นๆ เนื้อที่ประมาณ 110,700 ไร่เศษ และนาข้าว เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่เศษ โดยพร้อมที่จะขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการจัดกิจกรรมการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมรายได้ในเขตปฏิรูปที่ดิน ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กิจกรรมบูรณาการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่มังคุด อำเภอชะอวด และกิจกรรมส่งเสริมการปลูก การใช้ประโยชน์และแปรรูปสมุนไพร

ตำรวจทำเกษตร! กองกำกับการ9 ตร.น้ำสานต่อโครงการเศรษฐกิจพอเพียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461930

ตำรวจทำเกษตร! กองกำกับการ9 ตร.น้ำสานต่อโครงการเศรษฐกิจพอเพียง

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.05 น.

“กองกำกับการ9 ตร.น้ำ” สานต่อโครงการแหล่งเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้ตำรวจทำเกษตร “ผกก.เทน” ชี้ ช่วยเสริมสร้างรายได้เสริมกำลังพล

หากจะกล่าวถึง “ตำรวจน้ำ” ซึ่งมีพันธะกิจทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณแหล่งน้ำขนาดใหญ่ แม่น้ำ ภายในราชอาณาจักร ตลอดจน พิทักษ์ ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาในน่านน้ำไทย

แต่ในวันนี้ตำรวจน้ำไม่ได้มีทำหน้าที่เพียงคอยดูแลปราบปรามในเรื่องสิ่งผิดกฎหมายเท่านั้น เมื่อ กองกำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำ( ตรังกระบี่ และสตูล) ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ด้วยการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ว่างเปล่าบริเวณรอบ ๆ สถานีตำรวจน้ำ ให้กลายเป็นสวนเกษตรแบบพอเพียง แบบผสมผสาน

พ.ต.อ.จตุรวิทย์ คชน่วม ผู้กำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำ หรือ “ผู้กำกับเทน” ผู้สนับสนุนส่งเสริมโครงการ เล่าให้ฟังว่า สถานีตำรวจน้ำ จังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล ได้ดำเนินการโครงการแหล่งเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งดำเนินการตามแนวพระราชดำริ “พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9”

โดยปรับพื้นที่รกร้างว่างเปล่าบริเวณสถานีตำรวจน้ำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ด้วยการทำสวนเกษตรพอเพียงแบบผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัว และเลี้ยงสัตว์ สำหรับโครงการดังกล่าวเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของข้าราชการอีกทางหนึ่ง โดยให้ข้าราชการ ได้ศึกษา เรียนรู้ ฝึกปฏิบัติจริงภายในแหล่งเรียนรู้ และสามารถนำประสบการณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองได้
“ที่สำคัญคือ จากการดำเนินงานกว่า 2 ปี สวนผักพอเพียงสามารถลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของข้าราชการตำรวจน้ำ เพราะทุกครัวเรือนทั้งที่อาศัยอยู่บ้านพักและไม่ได้อยู่บ้านพักตำรวจฯสามารถเก็บพืชผักทางการเกษตรกลับไปปรุงอาหารรับประทานได้ ส่วนที่เหลือก็นำไปจำหน่ายและแลกผลิตภัณฑ์อื่นๆกับคนในชุมชน นอกจากนี้ยังเปิดเป็นแหล่งการเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงให้กับนักเรียนโรงเรียนต่างๆ เยาวชนและประชาชนทั่วไปที่สนใจได้เข้ามาศึกษาวิธีการดำเนินงานเพื่อปรับใช้ต่อไป”พ.ต.อ.จตุรวิทย์ระบุ

ขณะที่ “พ.ต.ท.บรรเจิด มานะเวช” สว.ส.รน.3 กก.9 บก.รน บอกว่า สำหรับสถานีตำรวจน้ำสตูล ตั้งอยู่บริเวณตำบลตำมะลัง อำเภอเมือง จังหวัดสตูล ได้ดำเนินการตามนโยบายของ พ.ต.อ.จตุรวิทย์ คชน่วม ผู้กำกับการ 9 กองบังคับการตำรวจน้ำ ในเรื่องการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำมาช่วยกันปรับสภาพพื้นที่บริเวณว่างเปล่าประมาณ 10 ไร่เศษ ทำสวนเกษตรพอเพียงผสมผสานเลี้ยงสัตว์ ปลูกผักสวนครัว มีตั้งแต่การเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพริก ปลูกมะเขือ เลี้ยงแกะ เลี้ยงแพะ ซึ่งการเลี้ยงแกะไม่เหมาะกับพื้นที่ก็มีการเลิกเลี้ยงไป ในส่วนของการดูแลสวนพอเพียง เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสลับกันมาดูแล เจ้าหน้าที่คนไหนว่างเว้นจากการเข้าเวรประจำสถานีก็จะมาช่วยรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยในพื้นที่การเกษตร ด้วยความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ของสถานีตำรวจน้ำสตูลทำให้ทุกคนได้ความรู้ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ปัจจุบันนี้พื้นที่ว่างเปล่า กลายเป็นแหล่งวัตถุดิบขนาดใหญ่ที่นำมาใช้ประกอบเป็นอาหารกลางวันแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำที่มาเข้าเวร สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นสถานที่เรียนรู้แก่นักศึกษา ประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาดูงานอีกด้วย

สศก.แจงโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งปี63 กำหนดเกณฑ์ราคารับซื้อ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461913

news_default

สศก.แจงโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งปี63 กำหนดเกณฑ์ราคารับซื้อ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.14 น.

23 ธันวาคม 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการบริหารการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง และหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ภายใต้ความตกลง WTO ปี 2563 ว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ได้เห็นชอบการนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ปี 2563 ครั้งที่ 1 ปริมาณรวม 5,208.75 ตัน อัตราภาษีในโควตาร้อยละ 0 (อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125)

โดยกำหนดให้การนำเข้ามีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2563 และจัดสรรให้บริษัททั้ง 3 ราย ได้แก่ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด  จำนวน 4,347 ตัน  บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด จำนวน 850 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ จำกัด จำนวน 11.75 ตัน

การนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง กำหนดปีละ 3 ครั้ง เพื่อให้เกษตรกรปลูก คือ 1) ช่วงเม.ย. – ก.ค. 2) ช่วง ส.ค. – ต.ค. และ3) ช่วงพ.ย. – ม.ค. (ปีถัดไป) โดยผู้ที่มีความประสงค์ขอนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งต้องเป็นนิติบุคคล และต้องจัดทำหนังสือแจ้งความประสงค์ขอนำเข้ามายัง สศก. ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเอกสารการนำเข้าประกอบด้วย 1) หนังสือรับรองพื้นที่เพาะปลูก  2) ทะเบียนเกษตรกร 3) ข้อมูลปริมาณหัวพันธุ์ที่สอดคล้องกัน โดยมีเกษตรจังหวัดหรือสหกรณ์จังหวัดรับรอง  ส่วนในกรณีที่บริษัทนำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่ง เพื่อมาเพาะปลูกในพื้นที่ของตนเอง ให้บริษัททำหนังสือรับรองพื้นที่เพาะปลูกและข้อมูลปริมาณหัวพันธุ์ที่สอดคล้องกัน โดยมีเกษตรจังหวัดหรือสหกรณ์จังหวัดรับรองด้วย ทั้งนี้ ผู้นำเข้าจะต้องจำหน่ายหัวพันธุ์มันฝรั่งโรงงานให้แก่เกษตรกร ในราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 35.00 บาท

สำหรับการบริหารการนำเข้าหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป ปี 2563กำหนดอัตราภาษีในโควตาร้อยละ 27 (อัตราภาษีนอกโควตาร้อยละ 125) ปริมาณรวม 52,000 ตันกำหนดการนำเข้าในช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2563 โดยจัดสรรให้ บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 44,750 ตัน บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด ปริมาณ 6,750 ตัน และบริษัท ยูนิแชมป์ จำกัด ปริมาณ 500 ตัน  โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าจะต้องมีการทำสัญญารับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกรผู้ปลูกมันฝรั่งภายในประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบปริมาณในโควตาที่ขอขยายเพิ่มเติม อีกปริมาณ 6,400 ตัน โดยจัดสรรให้บริษัทเป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด ปริมาณ 5,400 ตันบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัดปริมาณ 1,000 ตัน ซึ่งสศก. จะนำเข้าคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์พิจารณา ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป ด้านราคารับซื้อ ผู้นำเข้าหรือผู้แทนผู้นำเข้าจะต้องรับซื้อผลผลิตหัวมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูปจากเกษตรกร ในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 14.00 บาท ในช่วงฤดูฝน (ก.ค.-ธ.ค.) และในราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10.60 บาท ในช่วงฤดูแล้ง (ม.ค.-มิ.ย.)

ขณะที่แนวทางการจัดการสินค้ามันฝรั่ง ในปี 2563 เน้นมาตรการกระจายผลผลิต ในช่วงที่ออกสู่ตลาดมาก อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านเครือข่ายสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ขอความร่วมมือไปยังห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด พร้อมตรวจสอบสต็อกของผู้ประกอบการเพื่อป้องกันการกักตุนและเก็งกำไร ขณะที่กรมศุลกากร จะดำเนินมาตรการในการปราบปรามการลักลอบการนำเข้าอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ สศก. คาดว่า ปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2562/63) มันฝรั่งมีเนื้อที่เพาะปลูก รวมทั้งประเทศ 47,297 ไร่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 4 ผลผลิตรวม 138,782 ตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8 โดยผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว เฉลี่ย2,943 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้น จากปีที่แล้ว 92 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 3 โดยเนื้อที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่งมีแผนความต้องการและส่งเสริมให้ขยายการผลิตในปี 61-63 ซึ่งขอเพิ่มโควตานำเข้าหัวพันธุ์มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน ส่งผลทำให้มีการขยายพื้นที่เพาะปลูก ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต ของมันฝรั่ง และบริษัทผู้รับซื้อมันฝรั่ง ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้หัวพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน ผลผลิตได้ขนาดตามความต้องการ ภาพรวมผลผลิต รวมทั้งประเทศจึงเพิ่มขึ้น ดังนั้น ถึงแม้จะมีการขยายการผลิตและการนำเข้าเพิ่มขึ้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาที่เกษตรกรได้รับเนื่องจากมีการรับซื้อตามราคาขั้นต่ำที่คณะอนุกรรมการฯ กำหนดอยู่แล้ว

ตรวจงานปลูกข้าวโพดหลังนา ผ่านระบบสหกรณ์บางระกำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461805

news_default

ตรวจงานปลูกข้าวโพดหลังนา ผ่านระบบสหกรณ์บางระกำ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสหกรณ์ในจ.พิษณุโลก ติดตามความก้าวหน้าโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ ปีการผลิต 2562/63 และส่งเสริมปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ พันธุ์ กข43 ของสหกรณ์การเกษตรนิคมฯ บางระกำ จำกัด ต.คุยม่วง อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก

สำหรับการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล สหกรณ์มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตให้สมาชิกมีความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยดำเนินโครงการสำคัญดังนี้  1.โครงการส่งเสริมการผลิตและตลาดข้าวโพดหลังฤดูทำนา ประจำปี 2562/2563 ดำเนินการร่วมกับภาคเอกชน มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 141 ราย เนื้อที่ 2,555 ไร่  2. โครงการส่งเสริมการผลิตและการตลาดข้าวเพื่อสุขภาพ พันธุ์ กข. 43 ปีการผลิต 2561/2562 โดยร่วมมือกับภาคเอกชน ที่รับซื้อในราคาประกัน ตันละ 12,500 บาท ความชื้น 15% มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 202 ราย เนื้อที่ 3,802 ไร่ ผลผลิต 2,286 ตัน เป็นเงิน 22,425,108 บาท ซึ่งสมาชิกขายได้ราคาสูงกว่าท้องตลาด 2,500 – 3,000 บาท/ตัน และปัจจุบันสหกรณ์ฯดำเนินโครงการต่อเนื่องปีการผลิต 2562/63 มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 368 ราย เนื้อที่ 6,720 ไร่

ทั้งนี้ สหกรณ์ได้รับเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ปีงบประมาณ 2561 เพื่อก่อสร้างฉางขนาด 10,000 ตัน และก่อสร้างลานตากขนาด 3,200 ตารางเมตร รวมงบประมาณ 13,423,600 บาท (สหกรณ์สมทบ 1,726,400 บาท) ซึ่งดำเนินการก่อสร้างแล้วและได้ใช้ประโยชน์ในการรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือก ข้าวโพดจากเกษตรกรสมาชิกแล้ว ปริมาณการรวบรวม 42,124 ตัน คิดเป็นมูลค่า 294,225,000 บาท โดยรมช.เกษตรมอบนโยบายโดยเน้นให้เกษตรกรเข้มแข็ง ขายผลผลิตได้ มีตลาดแน่นอน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และส่งเสริมเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยและผักปลอดสารพิษ นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนโรงอบแบบครบวงจรเพื่อให้สหกรณ์ได้ใช้อบแห้งข้าวโพดและพืชชนิดอื่น ก่อนส่งจำหน่ายให้คู่ค้า กระทรวงเกษตรฯมุ่งให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่มั่นคงยั่งยืน เพื่อให้ช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุด ซึ่งการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์จะช่วยให้เกษตรกรเข้มแข็ง  นอกจากจะช่วยสร้างอำนาจต่อรองราคาผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ยังทำให้สมาชิกมีแหล่งรับซื้อผลผลิตแน่นอน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ ให้เกษตรกรสมาชิกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กรมชลฯเร่งขุดขยายคลองนาคราช-ชุมพร ระดมเครื่องจักรเสริมทัพกันน้ำท่วมประตูสู่ใต้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461808

news_default

กรมชลฯเร่งขุดขยายคลองนาคราช-ชุมพร ระดมเครื่องจักรเสริมทัพกันน้ำท่วมประตูสู่ใต้

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายศุภชัย วรรณะ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานชุมพร กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมชลประทานเร่งขุดขยายคลองนาคราชความยาว 4.7 กิโลเมตร ซึ่งเป็นคลองสาขาของคลองชุมพร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับและระบายน้ำในลุ่มน้ำคลองชุมพรที่มักเอ่อล้นไหลหลากเข้าท่วมต.วังไผ่ วังใหม่ ขุนกระทิง บ้านนา ตากแดด บางหมาก ทุ่งคา และบริเวณใกล้เคียงในเขตอำเภอเมือง ตอนล่าง รวมพื้นที่น้ำท่วม 37,500 ไร่ โดยเฉพาะสี่แยกปฐมพรบนถนนสายเอเชีย 41 โดยจะเพิ่มขีดความสามารถจากเดิมรับและระบายน้ำได้ 30 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็น 350 ลบ.ม.ต่อวินาที ขณะเดียวกันยังได้ขุดลอกคลองชุมพรเดิมในส่วนที่แคบและตื้นเขินให้ระบายน้ำได้เต็มศักยภาพ และขุดขยายคลองชุมพรเดิมช่วงปลายให้ระบายน้ำได้ 550 ลบ.ม.ต่อวินาที

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวอยู่ในโครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร (ลุ่มน้ำคลองชุมพร) ระยะที่ 1 เพื่อช่วยตัดยอดน้ำส่วนเกินผลักลงทะเลให้เร็วขึ้น แม้ขณะนี้เข้าสู่ฤดูฝนของภาคใต้ และการขุดขยายคลองนาคราชยังไม่แล้วเสร็จ แต่สามารถใช้ประโยชน์ได้ระดับหนึ่งแล้ว โดยกรมใช้คลองนาคราชที่ขุดขยายมีต้นคลองอยู่ถนนเพชรเกษมดังกล่าว ดึงน้ำส่วนเกินที่จะท่วมสี่แยกปฐมพรไปลงปลายคลองที่เชื่อมต่อกับคลองชุมพรด้านท้าย ลดปัญหาน้ำท่วมขังสี่แยกไม่ให้การสัญจรลงสู่ภาคใต้ติดขัด พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำเครื่องผลักดันน้ำ 40 เครื่อง บริเวณเกิดน้ำท่วมซ้ำซากตลอดแนวคลองชุมพร จึงมั่นใจว่าน้ำจะไม่ท่วมขังสี่แยกปฐมพรนานหลายชั่วโมงดังเช่นที่ผ่านมแน่นอน

“โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพรจะช่วยลดปัญหาอุทกภัยให้ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มน้ำคลองชุมพรอย่างยั่งยืน ช่วยเหลือราษฎรได้ 16,802 ครัวเรือน และแก้ปัญหาน้ำท่วมถนนสายเอเชีย 41 (แยกปฐมพร) เส้นทางหลักจากภาคกลางสู่ภาคใต้และยังเป็นแหล่งน้ำสำรองที่เก็บกักน้ำไว้ในระบบเพื่อใช้ในฤดูแล้งได้อีกประมาณ6.5 ล้านลบ.ม. เพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำให้เกิดพื้นที่รับประโยชน์อีก 6,875 ไร่ ส่งผลให้ประชาชนพื้นที่มีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ไตรภาคียางไฟเขียวลดผลผลิต หนุนใช้ในปท.-จับมือเฝ้าระวังโรคใบร่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461806

news_default

ไตรภาคียางไฟเขียวลดผลผลิต n หนุนใช้ในปท.-จับมือเฝ้าระวังโรคใบร่วง

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยผลประชุมสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ (International Tripartite Rubber Council : ITRC) ครั้งที่ 33 ที่อินโดนีเซียระหว่างวันที่ 2-5 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า ประเทศสมาชิกสภาไตรภาคีฯทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซียและมาเลเซีย บรรลุเป้าหมาย ในประเด็นลดปริมาณผลผลิตยางพารา ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายแผนยุทธศาสตร์ยางพาราในระยะ 20 ปีของไทยรวมทั้งประเทศสมาชิกสามารถบรรลุเป้าหมายของมาตรการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในแต่ละประเทศ โดยมีสัดส่วนการใช้ยางต่อปริมาณผลผลิตในประเทศ ดังนี้ มาเลเซีย มีสัดส่วนร้อยละ 78.36 (ข้อมูลระหว่าง ม.ค.- ก.ย. 2562) อินโดนีเซีย มีสัดส่วนร้อยละ 19.37 (ข้อมูลระหว่าง ม.ค. – พ.ย. 2562) และประเทศไทย มีสัดส่วนร้อยละ 18.93 (ข้อมูลระหว่าง ม.ค.-ต.ค. 2562) หากพิจารณาอัตราขยายตัวของการใช้ยางในประเทศไทยมีการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 18.53 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นผลจากมาตรการต่างๆที่ภาครัฐดำเนินการ เช่น ทำถนนมียางพาราเป็นส่วนผสม ขณะที่อินโดนีเซียมีอัตราใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.55 และมาเลเซียมีอัตราใช้ลดลงร้อยละ 2.60 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยทั้ง 3 ประเทศ เห็นด้วยกับมาตรการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศ รวมถึงมาตรการส่งเสริม/สนับสนุนแหล่งเงินทุนต่อเนื่องแก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมยางพารา

นอกจากนี้ ผู้แทน สศก.เสนอประเด็นการระบาดของโรคใบร่วงยาง  เพื่อขอความเห็นให้ประเทศสมาชิกร่วมหาแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งขณะนี้ผลผลิตของประเทศสมาชิก ที่เป็นแหล่งผลิตหลักของโลก โดยอินโดนีเซียได้รับผลกระทบมากที่สุด 2.38 ล้านไร่ ไทยได้รับผลกระทบกว่า 300,000 ไร่ และมาเลเซียกว่า 30,000 ไร่ คาดว่าผลกระทบจากโรคดังกล่าวกรณีรุนแรงที่สุด ทำให้ผลผลิตลดลงร้อยละ 70 – 90 และในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบปานกลางทำให้ผลผลิตลดลง
ร้อยละ 30 – 50   โดยปี 2562 ประเทศสมาชิก ITRC คาดการณ์ผลผลิตยางพาราลดลงถึง 800,000 ตัน จากการระบาดของโรคใบยางร่วงดังกล่าว รวมถึง ปัจจัยสภาพอากาศ เศรษฐกิจโลก และมาตรการทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ คาดว่าจะมีผลต่อราคายางในตลาดโลก

เลขาธิการสศก. กล่าวต่อว่า มติที่ประชุม ITRC มอบให้ บริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ (International Rubber Consortium, Ltd.: IRCo)  ในฐานะฝ่ายเลขาของ ITRC เผยแพร่ข่าวให้ทั่วโลกรับรู้ถึงผลกระทบซึ่งส่งผลต่อการลดลงของผลผลิตยางพารา และคาดว่าจะมีผลต่อราคายางในตลาดโลก ทั้งนี้ ในส่วนการเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบร่วงยาง ทั้ง 3 ประเทศ มีมาตรการเฝ้าระวัง ควบคุมกำจัดต่อเนื่อง โดยมาเลเซียจัดทีมเฉพาะกิจ (task force team) เข้าควบคุม ฉีดพ่นสารควบคุมในพื้นที่ของเกษตรกรที่ได้รับการระบาดของโรค ขณะที่ประเทศไทย กระทรวงเกษตรฯ โดยสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย และกรมวิชาการเกษตร เผยแพร่ข้อมูลตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นระบาด ย้ำเตือนอาการของโรคจนถึงแนวทางป้องกัน โดย สศก. จะร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์และเตือนภัย หากเกษตรกรพบข้อสงสัยว่าจะมีการระบาดของโรคในพื้นที่ สอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานการยางแห่งประเทศไทยใกล้บ้าน

‘มันสำปะหลังระยอง15’พันธุ์ใหม่คุณสมบัติเทพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461803

news_default

‘มันสำปะหลังระยอง15’พันธุ์ใหม่คุณสมบัติเทพ

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ศ.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับ 1 ของโลก มูลค่ามากกว่าปีละ 90,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม จากปัญหาขาดแคลนแรงงาน ราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้น สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปปัญหาโรคแมลงที่รุนแรงขึ้น ทำให้ต้นทุนผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรสูงขึ้น   นอกจากนี้ จากสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน ทำให้การผลิตมันสำปะหลังในบางท้องที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น เกษตรกรต้องการรายได้เร็วขึ้น หรือต้องการใช้พื้นที่ปลูกพืชหมุนเวียน ดังนั้น การปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังของกรมวิชาการเกษตร จึงตั้งเป้าปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูงเปอร์เซ็นต์แป้งสูง เมื่อเก็บเกี่ยวที่อายุ 8 เดือน ซึ่งโดยปกติมันสำปะหลังจะเก็บเกี่ยวได้ที่อายุ 11-12 เดือน  เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังได้เร็วขึ้น และให้ผลตอบแทนต่อไร่เพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า  ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยปรับปรุงมันสำปะหลังให้ได้พันธุ์ที่อายุเก็บเกี่ยวสั้นไม่เกิน 8 เดือน ให้ผลผลิตแป้งสูงกว่าพันธุ์ระยอง 5  ระยอง 7 และระยอง 72 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 โดยเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนปรับปรุงพันธุ์ในปี 2545 จนได้มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการพิจารณารับรองเป็นพันธุ์ล่าสุดจากกรมวิชาการเกษตรเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2562 ใช้ชื่อว่า “มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 15” ลักษณะเด่นคือ อายุเก็บเกี่ยวสั้น เก็บผลผลิตได้ที่อายุ 8 เดือน ให้ผลผลิตหัวสดสูงถึง 4,632 กก./ไร่  ให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูง 29.2% และให้ผลผลิตแป้งสูง 1,355 กก./ไร่ ซึ่งสูงกว่ามันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 5  ระยอง 7  ระยอง 72 และเกษตรศาสตร์ 50

มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 15 ได้จากการผสมเปิดของพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ซึ่งเป็นพันธุ์แม่ที่ให้ผลผลิตสูงและปรับตัวได้ดีกับสภาพแวดล้อม ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง  หลังผ่านการคัดเลือกและเปรียบเทียบพันธุ์เบื้องต้นที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง แล้วได้นำไปปลูกเปรียบเทียบกับพันธุ์มาตรฐานและประเมินผลผลิตที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร ตลอดจนไร่เกษตรกรจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมันสำปะหลังที่สำคัญของประเทศรวม 16 จังหวัด

“ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยองพร้อมขอพันธุ์ที่นำไปปลูกขยายต่อในแปลงของเกษตรกรปี 2562 ได้ท่อนพันธุ์ประมาณ 50,000 ท่อน ปลูกได้ในพื้นที่ 25 ไร่ และปี 2563 คาดว่าจะได้ท่อนพันธุ์ประมาณ 250,000 ท่อน เพื่อใช้ปลูกในพื้นที่125 ไร่ เกษตรกรที่สนใจติดต่อขอรอรับพันธุ์มันสำปะหลังระยอง 15 ได้ ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง โทรศัพท์ 0-3868-1514 ถือเป็นการมอบของขวัญให้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจำนวนมากที่รอพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวได้เร็วมานาน”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

คุมเข้มใช้3สาร หาช่องเก็บภาษีส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461887

news_default

คุมเข้มใช้3สาร หาช่องเก็บภาษีส่งออก

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“มนัญญา” ลุยแผนจำกัดการใช้ 3 สารเคมีเกษตร ย้ำต้องรายงานสต๊อกการซื้อ-ขายทุก 15 วัน ป้องกันตัวเลขสต๊อกดิ้นได้ ปิ๊งไอเดียเก็บภาษีสารเคมีทางการเกษตรส่งออก นำรายได้มาพัฒนาวิจัยภาคเกษตร เร่งชงร่างพรบ.วัตถุอันตราย เข้าบอร์ดวัตถุอันตราย เข้มใช้สารพิษทุกชนิดยึดหลักสุขภาพประชาชน

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า เตรียมส่งร่างกฎหมายพ.ร.บ.วัตถุอันตราย ที่ปรับแก้ใหม่ เข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย (คก.วอ.) ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมเป็นประธานเพื่อทราบ ตามกฎหมาย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย มีอยู่แล้วได้ปรับบางข้อที่ไม่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบันมาเพิ่มให้รัดกุม ครอบคลุมสารเคมีวัตถุอันตรายทางการเกษตรทุกชนิด การนำเข้า การผลิต ต้องผ่านโรงงานที่มีมาตรฐานสากล มีห้องปฎิบัติการติดตามตรวจสอบความเป็นพิษและสารตกค้างได้ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาได้ จะควบคุมตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ยึดหลักสุขภาพ ความปลอดภัยของประชาชนต้องมาก่อน โดยคุมเข้ม ผู้นำเข้า โรงงาน ร้านค้า โดยเฉพาะสารไกลโฟเซต ที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย คก.วอ.มีมติกำจัดการใช้ ต่อไปจะต้องควบคุมให้สารไกลโฟเซต เป็นชื่อการค้าเพียงชื่อเดียว ไม่ให้ไปแตกหลายยี่ห้อ จากที่ผ่านมา จึงไม่ใช่มาตรการจำกัดการใช้ที่ถูกต้อง

“มาตรการจำกัดการใช้สารเคมีวัตถุอันตรายทางเกษตร จะต้องรายงานทุก 15 วัน เข้ามาให้หน่วยงานที่กำกับควบคุม สามารถติดตามได้ว่า ร้านไหน ขายไปเท่าไหร่ ขายให้กับผู้ผ่านการอบรมใช้สารหรือไม่ ต้องแจ้งให้ชัดเจนและถ้าวันใดต้องยกเลิกสารเหล่านี้ จะรู้ได้ทันทีว่าร้านไหนขายเท่าไหร่ โรงงานสต็อกเท่าไหร่ จะไม่เกิดปัญหาตัวเลขบวม เหมือนในขณะนี้ที่กรมวิชาการเกษตร รายงานตัวเลขสต็อกสารดิ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้น ร่างพ.ร.บ.ใหม่ จะควบคุมตรงนี้ได้ทุกสารเคมี ช่วงนี้ให้ระยะเวลาปรับตัวผู้นำเข้าสารเคมีมีพิษเข้ามา ต้องเข้าใจใหม่ถึงมาตรการจำกัดการใช้ และการยกเลิก 2สารเคมีทางการเกษตรคือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ที่เกิดขึ้นปีหน้าจะต้องปฏิบัติอย่างถูกต้อง ชัดเจนทุกพื้นที่ มีหน่วยงานติดตามผลตลอดเวลา ไม่ใช่ทำกันอยู่แค่ในกระดาษ”น.ส.มนัญญากล่าว

และย้ำว่า ตั้งแต่มาเป็นรมช.เกษตรฯไม่อนุญาตให้สารเคมีทางการเกษตร 3 ชนิดคือ พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส นำเข้าประเทศไทย แต่ตอนนี้กลับมีสต็อกเพิ่ม 2.4 หมื่นตัน จากตอนแรกที่กรมวิชาการเกษตร แจ้งคณะกรรมการวัตถุอันตรายว่า มีสต็อก 2.3 หมื่นตัน ดังนั้น เมื่อพ.ร.บ.ผ่านคณะกรรมการวัตถุอันตรายรับทราบแล้ว ก็จะประกาศกฎกระทรวง โดยรมว.เกษตรฯ ลงนาม ซึ่งหลังจากนั้นต่อไปเรื่องการลักลอบนำเข้าจะไม่มี เมื่อร่างกฎหมายตัวนี้ออกมา ทุกขั้นตอนรัดกุมและราคาต้องควบคุมได้ เพราะยกเว้นภาษีนำเข้า ในส่วนส่งออก จะหารือหน่วยงานที่ดูแลต่อไป ดูว่าการเก็บภาษี จะแยกมาเพื่อส่งออก และนำรายได้จากนี้ไปใช้พัฒนาวิจัยภาคเกษตร จะเหมือนกับภาษีบาป เหล้า บุหรี่

ติวเข้มผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงรุ่น5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/461804

news_default

ติวเข้มผู้สังเกตการณ์บนเรือประมงรุ่น5

วันจันทร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า ตามความในมาตรา 50 และ 51 แห่งพ.ร.ก.การประมงพ.ศ. 2558 กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตทำประมงนอกน่านน้ำไทย จำเป็นต้องมีผู้สังเกตการณ์ประจำการอยู่ในเรือประมง ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลการจับสัตว์น้ำ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และสังเกตพฤติกรรมทำประมงของเรือประมงนอกน่านน้ำ ให้ปฏิบัติตามมาตรการอนุรักษ์และบริหารจัดการแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำ ป้องกันขจัดการทำประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพันธกรณีระหว่างประเทศตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กรมฯฝึกอบรมเข้มข้นทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติส่งผลให้กรมสร้างผู้สังเกตการณ์บนเรือได้ 4 รุ่น ปัจจุบันออกกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวกับการทำประมงนอกน่านน้ำ ขนถ่ายสัตว์น้ำ รวมทั้งปรับปรุงเพิ่มเติมข้อกำหนดให้สอดคล้องกับมติองค์การบริหารจัดการประมงระดับภูมิภาค (RFMOs) โดยเฉพาะภาคีความตกลงว่าด้วยการประมงในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ (SIOFA) ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในภาคีสมาชิกและเป็นพื้นที่ทำประมงที่เรือประมงไทยนอกน่านน้ำประสงค์ออกไปทำประมง เพื่อเตรียมพร้อมให้ผู้สังเกตการณ์ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถูกต้อง น่าเชื่อถือ เป็นไปตามกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆ กรมจึงจัดอบรมหลักสูตรพัฒนาความรู้ของผู้สังเกตการณ์บนเรือขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 21 ธันวาคม โดยเน้นเสริมสร้างพัฒนาทบทวนความรู้ ความเข้าใจของผู้สังเกตการณ์บนเรือด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับที่เกี่ยวข้องทันสมัย และใช้แบบฟอร์มวิธีบันทึกข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์จากการปฎิบัติงานของผู้ที่เคยทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์บนเรือมาก่อน เพื่อลดปัญหาอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ทั้งนี้ ความรู้ที่ผู้เข้าอบรมได้รับจะเป็นประโยชน์ในการเตรียมพร้อม และใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักมาตรฐานสากล ทำให้เกิดการยอมรับต่อสินค้าประมงที่ส่งออก ส่งผลให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ และความมั่นคงต่อทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนต่อไป