‘KnowKnow’สมาชิกวง Higher Brothers ส่งงานเพลงเดี่ยว‘R&B All Night’สไตล์ 90s #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/461521

news_default

‘KnowKnow’สมาชิกวง Higher Brothers ส่งงานเพลงเดี่ยว‘R&B All Night’สไตล์ 90s

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

“KnowKnow” หนึ่งในสมาชิกแร็ปเปอร์ชื่อดังจากแผ่นดินจีนอย่างวง Higher Brothers อีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสามารถทางดนตรีของเขา ด้วยการส่งผลงานโซโลเดี่ยวเปิดตัวอัลบั้ม “Mr. EnjoyDa Money”กับซิงเกิ้ลที่มีชื่อว่า “R&BAll Night” เพลงที่หวานหยดย้อยท่ามกลางดนตรีกลิ่นอายแบบ 90s ที่จะพาคุณไปดื่มด่ำกับบรรยากาศในวัยนั้นอีกครั้ง

“KnowKnow” ถือเป็นศิลปินแร็ปเปอร์จีนคนแรกที่ได้รับการันตีผลงานเพลงที่มียอดขาย RIAA ระดับGold จากซิงเกิ้ล MidsummerMadness ผลงานร่วมกับ Joji, RichBrian & AUGUST 08 ด้วย สำหรับอัลบั้ม “Mr. Enjoy Da Money” นี้ยังมีแขกรับเชิญพิเศษที่มาร่วมงานด้วยอย่าง Jackson Wang, Masiweiเพื่อนร่วมวง Higher Brothersและ BABYBO ชมมิวสิกวีดีโอเพลง“R&B All Night” https://youtu.be/ UbqqkHbM99I ดาวน์โหลดและฟังสตรีมมิ่งได้ที่นี่ https://88rising.lnk.to/MEDM

‘อาร์สยาม’ตอกยํ้าความแข็งแกร่งของฐานแฟนเพลง ส่ง‘เบิ้ล,ธัญญ่า,ลาดา’ลงมิวสิกซีรี่ส์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/461493

‘อาร์สยาม’ตอกยํ้าความแข็งแกร่งของฐานแฟนเพลง ส่ง‘เบิ้ล,ธัญญ่า,ลาดา’ลงมิวสิกซีรี่ส์

วันเสาร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นับเป็นโปรเจกท์สุดพิเศษส่งท้ายปีที่อาร์สยาม ได้ตอกย้ำความแข็งแกร่งของฐานแฟนเพลงที่ติดตาม ยูทูบ : Rsiammusic กว่า 14 ล้านคน พร้อมส่ง “เบิ้ล-ปทุมราช, ธัญญ่า, ลาดาอาร์สยาม” ลงมิวสิกซีรี่ส์เอาใจ FC ทั่วประเทศ “#อยากแฮชแท็กว่ารักเธอ” กับเรื่องราวสุดฟินของ “เบิ้ล” นักบาสเกตบอลตัวสำรองที่พกความมั่นใจในการโชว์ออฟสุดๆ โดยมี “ลาดา” รุ่นน้องสาวห้าวหนึ่งเดียวของชมรมเป็นคนคอยซัพพอร์ตตลอดเวลา ในขณะที่ “เบิ้ล” กลับแอบชอบ“ธัญญ่า” เชียร์ลีดเดอร์ดาวคณะอยู่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอก็มีแฟนอยู่แล้ว แต่อีกใจ “เบิ้ล” ก็รู้สึกว่า“ลาดา” จะแอบชอบ “ธัญญ่า” ซึ่งหลังจากมีการปล่อยมิวสิกซีรี่ส์ “#อยากแฮชแท็กว่ารักเธอ EP.1” ออกไปก็ได้กระแสตอบรับจากแฟนเพลงที่มีอยู่อย่างหนาแน่น จน “เบิ้ล-ปทุมราช” ต้องเป็นตัวแทนขอบคุณ FC ทุกๆ คนว่า…

“ต้องขอบคุณการต้อนรับที่อบอุ่นเหมือนเดิมครับ เพราะพวกเราเองก็ตั้งใจกับโปรเจกท์พิเศษชุดนี้มากๆ เราถ่ายทำกันถึง 4 วัน เพื่อให้ได้ทั้งเรื่องราวมิวสิกซีรี่ส์ และมิวสิกวีดีโอประกอบอีก 4 บทเพลง ทั้งซิงเกิ้ลรวม หวั่นไหวนะเว้ย ที่ส่งให้ทุกคนได้ชมกันแล้ว และจะมีซิงเกิ้ลเดี่ยวกับเพลง เพิ่งโสด ของลาดา, ให้เขาดูแลต่อ ของ ธัญญ่า และ เลือกคนไหนเสียดายอีกคน ของผมครับ ทั้งหมดถือเป็นของขวัญปีใหม่สุดพิเศษจากใจที่เราอยากมอบให้แฟนเพลงที่ติดตามกันอย่างเหนียวแน่นครับผม”

แฟนละครห่วง’เมฆ-วินัย ไกรบุตร’อาการป่วยกำเริบ ยังใจสู้พร้อมลุกขึ้นมาวิ่งทำบุญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/461610

news_default

แฟนละครห่วง’เมฆ-วินัย ไกรบุตร’อาการป่วยกำเริบ ยังใจสู้พร้อมลุกขึ้นมาวิ่งทำบุญ

วันศุกร์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.40 น.

20 ธันวาคม 2562 เมฆ-วินัย ไกรบุตร ดาราชื่อดัง ซึ่งป่วยเป็นโรคตุ่มน้ำพอง ได้โพสต์ให้เห็นอาการป่วยของเขากำเริบขึ้นมาอีกแล้ว โดยเฉพาะที่เท้า หลังจากก่อนหน้านี้พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จนทำให้อาการดีขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถออกมาทำกิจกรรมวิ่งเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกาย แต่โรคดังกล่าวก็ยังตามมาสร้างความทรมานให้กับเขาอีกจนได้

ทั้งนี้ เมฆ-วินัย ไกรบุตร ได้โพสต์ว่า “หลายคนมีเท้า สมบูรณ์แบบแต่ไม่อยากวิ่ง ไม่อยากออกกำลัง มีอีกหลายคนอยากวิ่ง อยากเดินทางอยากจะใช้ขาใช้เท้า แต่ ไม่มีสิทธิ์ใช้มัน ในเมื่อยังใช้งานมันได้ จงใช้มันเถอะครับ สักวันจะรู้ว่ามันมีค่าอย่างยิ่งใหญ่ นับค่ามิได้ ขอให้ทุกคนวิ่งให้มีความสุขครับ วิ่งเถอะครับๆใช้มันสะ รวมพลคนรักวิ่ง  ที่กระบี่ 15 มีนาคมนี้ ผมต้องวิ่งให้ได้ วิ่งสร้างบุญสาธุๆ”

ขณะที่ได้มีแฟน ๆ ละคร เข้าไปคอมเม้นต์แสดงความเป็นห่วง และให้กำลังใจดาราดังเป็นจำนวนมาก พร้อมกับขอให้หายไว ๆ เพื่อกลับทำงานแสดงให้หายคิดถึงต่อไป

เปิดโผชื่อ กก.สิทธิฯ…”พรรคฝ่ายค้าน”หายไปไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383688?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เปิดโผชื่อ กก.สิทธิฯ…”พรรคฝ่ายค้าน”หายไปไหน

15 สิงหาคม 2562 – 14:00 น.
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ,กสม,ถ่านหิน
เปิดอ่าน 2,851 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวรายงานพิเศษ

ประเทศไทยมีองค์กรอิสระ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ก็เพราะคุณูปการของรัฐธรรมนูญปี 2540 หากจำกันได้ช่วงนั้น กรรมการรุ่นบุกเบิกออกมาลุยแสดงอิทธิฤทธิเรียกร้องต่อสู้เพื่อชาวบ้านที่ถูกรังแกและละเมิดสิทธิอย่างแข็งขัน จนกลายเป็นข่าวเด่นดังเกือบทุกวัน…ผ่านไป 22 ปี กลับกลายเป็นว่า “กรรมการ” โดนรังแกเสียเอง…

กฎหมายกำหนดให้ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” หรือ “กสม.” มีจำนวน 7 คน วาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี จนถึงปัจจุบันนี้นับเป็นรุ่น 3 ซึ่งมาจากการคัดเลือกในยุค “คสช.” ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2558 แต่อยู่ด้วยกันไม่เท่าไร ก็มีข่าววงในสะพัดว่าทำงานขัดขาและขัดแย้งกันเอง

เนื่องจาก “รัฐธรรมนูญ 2560” กำหนดให้มีการสรรหา “กสม.” ชุดใหม่รุ่น 4 ในระหว่างนั้นชุดเก่าก็ให้ปฏิบัติหน้าที่แทนไปก่อนจนกว่าจะได้ชุดใหม่ แต่การขัดแย้งเริ่มถึงจุดแตกหัก “กรรมการสิทธิฯ” บางคนขออนุญาตไขก๊อกลาออก

เริ่มจาก “สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย” ลาออกวันที่ 5 เมษายน 2560 ตามมาด้วย “ชาติชาย สุทธิกลม” ลาออก 1 มิถุนายน 2562 จากนั้นก็ถึงจุดไคลแมกซ์เมื่อ “เตือนใจ ดีเทศน์” และ “อังคณา นีละไพจิตร” ยื่นหนังสือลาออกพร้อมกันเมื่อ 31 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทำให้เหลือ กสม.ทำงานแค่ 3 คน กลายเป็นว่ามีจำนวนไม่ถึงครึ่งจากที่กำหนดไว้ 7 คน !

ทำไมต้องไขก๊อกทิ้งทวนให้เป็นข่าวใหญ่ !
ผู้ใกล้ชิดแวดวงกรรมการสิทธิฯ วิเคราะห์ให้ “คม ชัด ลึก” ฟังว่า การทำงานที่ผ่านมาของกรรมการสิทธิฯรุ่น 1 -2 ค่อนข้างจะเป็นอิสระ เพราะถือว่าทุกท่านมีเกียรติและศักดิ์ศรี สามารถทำงานได้ตามสไตล์ที่ตัวเองต้องการ เช่น ลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน ไปดูม็อบ ไปขึ้นเวทีสาธารณะ หรือแม้กระทั่งให้สัมภาษณ์นักข่าวในมุมมองความคิดของตัวเอง แต่ “กสม.รุ่น 3” ยุค “คสช.” มีสไตล์แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง เน้นการทำงานแบบเพ่งดูเอกสาร ไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิอย่างจริงจัง

ตัวอย่างเช่น กรณี “ปัญหาเจ้าสาวเบบี๋” หรือ “การออกใบอนุญาตแต่งงานเด็ก” ในพื้นที่พิเศษ 4 จังหวัดชายแดนใต้ของไทยที่ถูกทั่วโลกต่อต้าน แม้กระทั่งชาวมาเลเซียยังทนไม่ไหวช่วยกันล่ารายชื่อรณรงค์ให้ไทยยกเลิกการย่ำยีเด็กโดยใช้ข้ออ้างทางศาสนา แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนของไทยกลับไม่ค่อยสนใจปัญหาที่เกิดขึ้น เสมือนนั่งบนหอคอยงาช้าง

เนื่องจาก กสม.ชุดนี้มีวิธีการทำงานหรือการประชุมที่ขอร้องแกมบังคับให้กรรมการทุกคนทำเหมือนกันอย่างเคร่งครัด จะออกสื่อ จะสัมภาษณ์เดี่ยว จะแสดงความในใจ ฯลฯ ต้องได้รับความยินยอมและเห็นพ้องต้องกันจาก “คณะประชุมใหญ่” ยิ่งไปกว่านั้น การทำงานหรือการตัดสินใจเรื่องราวเอกสารต่างๆ ทุกอย่าง ส่วนมากใช้วิธีการโหวตหรือลงคะแนนตัดสินด้วย “เสียงส่วนใหญ่” แทนที่จะเป็นการพูดคุยส่งเสริมการทำงานซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ สร้างความอึดอัดให้แก่กรรมการบางคนที่เป็น “เสียงส่วนน้อย”

นักสิทธิมนุษยชนชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกระดับท็อปอย่าง “เตือนใจ” และ “อังคณา” ตัดสินใจลาออกดีกว่า เพราะโหวตทีไรก็แพ้ทุกที “อยู่ไปก็ไลฟ์บอย!!!”

การลาออกครั้งนี้สร้างความสั่นสะเทือนได้ไม่น้อย เพราะส่งผลให้เกิดคำถามว่า “กสม.” ที่เหลือ 3 คนจาก 7 คน ควรลาออกทั้งหมดหรือไม่ เพื่อ “ความเหมาะสมและความสง่างาม”

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2562 คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และเครือข่าย ได้ลงชื่อเรียกร้อง กสม.ที่เหลืออีก 3 คน ได้แก่ “วัส ติงสมิตร” “ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์” และ “ฉัตรสุดา จันทร์ดียิ่ง” ลาออกจากตำแหน่ง แล้วเร่งกระบวนการสรรหา “กสม.ชุด 4” มาทำหน้าที่แทน

ขั้นตอนนี้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 2560 มาตรา 11 กำหนดให้มี “กรรมการสรรหา” ที่จะมาคัดเลือกผู้ที่ดำรงตำแหน่งกรรมการสิทธิฯ ต้องประกอบด้วย

(1) ประธานศาลฎีกา (2) ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (3) ประธานศาลปกครองสูงสุด (4) ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน (5) ผู้แทนสภาทนายความ ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข ผู้แทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน (6) อาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษา

แต่ช่วงที่ตั้ง “คณะกรรมการสรรหา” ที่ผ่านมานั้น ยังไม่มีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ในวันนี้มีสภาผู้แทนราษฎรเรียบร้อยแล้ว

วันที่ 2–3 สิงหาคม 2562 “คณะกรรมการสรรหา” มีการนัดกันประชุมใหญ่ โดยรายชื่อผู้เข้าร่วม ได้แก่
1.นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา 2.นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร 3.นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด 4.นายสมชาย หอมลออ ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 5.นางสุนี ไชยรส ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 6.ศ.อมรา พงศาพิชญ์ ผู้แทนองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชน 7.ดร. ถวัลย์ รุยาพร ผู้แทนสภาทนายความ 8.นายสุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์ ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข 9.นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้แทนสภาวิชาชีพสื่อมวลชน 10.ศ.สุริชัย หวันแก้ว กรรมการ ผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา

หลังการประชุมได้ปรากฏรายชื่อ “บุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” 3 คน ได้แก่ “ลม้าย มานะการ” ตัวแทนด้านสิทธิมนุษยชน, “วิชัย ศรีรัตน์” ตัวแทนด้านกฎหมาย และ “บุญเลิศ คชายุทธเดช” ตัวแทนด้านปรัชญา วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตไทย ไปรวมกับ 1 คนที่ได้รับการเสนอชื่อไปก่อนหน้านี้คือ “สุชาติ เศรษฐมาลินี” ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติศึกษา และอีก 2 คนที่ผ่านการสรรหาและได้รับความเห็นชอบจาก สนช.ไปแล้ว คือ “ปิติกาญจน์ สิทธิเดช” อดีตอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและ “พรประไพ กาญจนรินทร์” อดีตอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ

สรุปคือ รายชื่อผ่านทุกขั้นตอนไปแล้ว 2 คน และรายชื่ออีก 4 คนรอเสนอขอความเห็นชอบจาก “วุฒิสภา” รวมเป็น 6 หมายความว่า ตอนนี้เหลืออีกแค่ 1 คนเท่านั้น ที่ยังไม่ผ่านการ “สรรหา”

ขณะนี้จึงต้องรอฝ่ายค้าน ในเมื่อ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาทำหน้าที่กรรมการสรรหาแล้ว ก็ควรมีตัวแทนฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรตามที่กฎหมายกำหนดไว้

คนไทยจะได้มี “กสม.รุ่น 4” เข้ามาทำหน้าที่ปกป้องสิทธิมนุษยชนที่กำลังถูกละเมิดกันอยู่ในทุกพื้นที่ทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแรงงาน กลุ่มเด็ก ผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย กลุ่มผู้บริโภค ฯลฯ

และหวังว่าชุดใหม่จะมาลบล้างคำครหาว่า “คณะกรรมการสิทธิฯ” ทำหน้าที่คุ้มครองตัวเอง “มากกว่า” สนใจคุ้มครองประชาชน !

p33

ดับฝัน”พี่กี้ร์”ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383697?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ดับฝัน”พี่กี้ร์”ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52

15 สิงหาคม 2562 – 11:40 น.
อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,กี้,ประชุมอาเซียน,ถอนฟ้อง
เปิดอ่าน 7,930 ครั้ง

ดับฝัน”พี่กี้ร์”ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52

นอกจากคดีก่อการร้ายที่แกนนำ นปช. รวมทั้ง “พี่กีร์” อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ได้เฮ เพราะศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งหมดแล้ว ยังมีอีก 1 คดีที่ “พี่กี้ร์” หวังลูกฟลุก เป็นคดีที่ “พี่กี้ร์” ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่พัทยา เมื่อปี 52

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายอริสมันต์ ได้นำจำเลยคนอื่นๆ ในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน เข้ายื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดให้ถอนฟ้องพวกตน เพราะพยานคนหนึ่งซึ่งเป็นตำรวจ และให้การกล่าวหาพาดพิงพวกตน ถูกศาลตัดสินแล้วว่าเป็นพยานเท็จ

การยื่นอัยการให้ถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน สรุปง่ายๆ ได้แบบนี้ นายอริสมันต์และพวกถูกฟ้องเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ตัดสินว่ามีความผิดไปแล้ว คดีอยู่ระหว่างฎีกา แต่ปรากฏว่าหนึ่งในพรรคพวกของนายอริสมันต์ไปยื่นฟ้องศาลแยกอีกคดีหนึ่งว่า พยานปากสำคัญซึ่งเป็นตำรวจ และให้การพาดพิงถึงพวกตนในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนนั้น เป็นพยานเท็จ ปรักปรำ ไม่มีหลักฐานยืนยัน

ปรากฏว่าคดีใหม่นี้ ศาลพิพากษาว่าตำรวจที่เป็นพยานกระทำผิดจริง โดยเป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วไม่มีการยื่นฎีกา ทำให้คดีถึงที่สุด นายอริสมันต์และพวกสบช่อง จึงไปยื่นฟ้องตำรวจรายนี้เพิ่มเติม แล้วก็มายื่นอัยการให้ถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน โดยอ้างว่าพยานที่เป็นตำรวจให้การเท็จ พวกตนต้องไม่ได้กระทำผิด ไม่ได้ไปบุกล้มการประชุมอาเซียนกันเลยแม้แต่น้อย

นี่คือที่มาที่ไป โดยตำรวจคนนี้มีการระบุชื่อเลยว่า พ.ต.ท.ศราวุฒิ บุญชัย

“ทีมข่าวเนชั่น” ตามไปตามตรวจสอบ ปรากฏว่าตำรวจรายนี้ ปัจจุบันเป็นสารวัตรปราบปราม อยู่ที่ สภ.ขลุง จ.จันทบุรี

“ทีมข่าวเนชั่น” ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับตำรวจรายนี้ ก็ยอมรับว่าถูกแนวร่วม นปช.ที่เป็นจำเลยในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนฟ้องร้องจริงในคดีเบิกความเท็จ และศาลก็ตัดสินว่าผิดจริง คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลรอการกำหนดโทษ (หมายถึงผิดจริง แต่ศาลยังปรานีไม่ลงโทษ แต่ถ้าทำผิดซ้ำก็จะกำหนดโทษจำคุก)

ตำรวจรายนี้อธิบายว่า คดีมีจำเลยจำนวนมาก และพยานหลักฐานเยอะมาก หลักฐานภาพถ่ายที่จะยืนยันตัวตนของจำเลยบางคนจึงตกหล่น ไม่สามารถนำไปแสดงต่อศาลได้ ซึ่งจริงๆ ก็มีเพียงจำเลยแค่คนเดียวที่ฟ้องตนเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ มีหลักฐานครบหมด ส่วนตัวก็ยอมรับในความผิดพลาดเกี่ยวกับพยานหลักฐานในส่วนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนทั้งหมดจะเสียหาย เพราะมีหลักฐานทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอยืนยันพฤติกรรมเป็นจำนวนมาก

ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและต่อเนื่องกันก็คือ นายอริสมันต์และพวก ไปเรียกร้องให้อัยการถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน โดยอ้างเหตุพยานที่เป็นตำรวจรายนี้ให้การเท็จ คำถามก็คือคดีอาญาแผ่นดินที่มีความผิดร้ายแรงแบบนี้ ถอนฟ้องได้หรือไม่

“ทีมข่าวเนชั่นทีวี” ได้รับคำยืนยันจากแหล่งข่าวที่เป็นอัยการในสำนักงานอัยการสูงสุดว่า โดยปกติแล้วคดีอาญาทั่วไปที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์(ผู้ฟ้อง) สามารถถอนฟ้องได้ทุกคดี ทุกชั้่นศาล ก่อนคดีจะถึงที่สุด แต่สำหรับคดีอาญาแผ่นดิน ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ การถอนฟ้องจะกระทำได้เฉพาะในขั้นตอนก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเท่านั้น หากศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาไปแล้ว จะถอนฟ้องไม่ได้อีก หากมีการยื่นถอนฟ้อง จะเท่ากับเป็นการถอนอุทธรณ์ หรือถอนฎีกา ทำให้คดีถึงที่สุด แต่ก็ต้องยึดตามคำพิพากษาของศาลล่าง คือ ศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ ที่ได้ตัดสินไปแล้ว

จากคำอธิบายนี้ เมื่อนำมาเทียบเคียงกับคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน และศาลล่าง 2 ศาลมีคำพิพากษาแล้ว การที่นายอริสมันต์และพวกจะให้อัยการถอนฟ้อง ย่อมกระทำไม่ได้ และจะให้ถอนฎีกาก็ทำไม่ได้ เพราะอัยการไม่ได้เป็นฝ่ายฎีกา แต่เป็นฝ่ายนายอริสมันต์เอง ฉะนั้นถ้าฝ่ายนายอริสมันต์ถอนฎีกาจริง ก็จะทำให้คดีถึงที่สุด และพวกของนายอริสมันต์ก็ต้องรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ส่วนที่อ้างว่ามีพยานบางปากให้การเท็จ ก็ไม่ได้ส่งผลให้คดีบุกล้มประชุมอาเซียนต้องเสียไป ยกเว้นจะมีการไปรื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างเหตุพยานเท็จ

ขณะที่นักกฎหมายอีกรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า แนวทางที่ถูกต้องคือ นายอริสมันต์และพวกต้องยื่นพยานหลักฐานไปในสำนวนที่ยื่นฎีกา เพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยยื่นคำร้องว่ามีพยานหลักฐานใหม่ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา

ด้าน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวกับ “เนชั่นทีวี” ว่า ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด การถอนฟ้องสามารถทำได้ 2 กรณี คือ 1.การฟ้องผิดตัว หมายถึงกรณีที่อัยการยื่นฟ้อง นาย ก. แต่ภายหลังมีพยานหลักฐานว่า นาย ก. ไม่ได้เป็นคนทำผิด กับ 2.เป็นอำนาจของอัยการสูงสุดพิจารณาว่าคดีไหนถ้าฟ้องไปแล้วไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็อาจขอถอนฟ้องได้ (ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ มาตรา 21)

นอกจากนั้นยังมีหลักเกณฑ์การถอนฟ้องบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35-36 ด้วยว่า คดีความผิดส่วนตัวจะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุด แต่ถ้าเป็นคดีอาญาแผ่นดิน จะต้องยื่นคำร้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

“3 ส.” ปรองดอง “พ่อมดดำ-ลูกเป๊าะ” ผุดมินิกลุ่ม 16 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383695?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“3 ส.” ปรองดอง “พ่อมดดำ-ลูกเป๊าะ” ผุดมินิกลุ่ม 16

15 สิงหาคม 2562 – 11:34 น.
พรรคพลังประชารัฐ,สามมิตร,สุชาติ ตันเจริญ,บ้านริมน้ำ,รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม,สมศักดิ์ เทพสุทิน,ท่องยุทธภพ,เจาะประเด็นร้อน,ขุนน้ำหมึก
เปิดอ่าน 4,542 ครั้ง

คอลัมน์ “ท่องยุทธภพ” โดย “ขุนน้ำหมึก” หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 15 ส.ค.62

การบริหารจัดการภายในพรรคพลังประชารัฐ เริ่มลงตัวแล้ว เมื่อ “พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รองนายกรัฐมนตรี รับจะมาดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคตามความคาดหมาย

หลังจากนี้ “บิ๊กป้อม” จะพิจารณาเลือกคณะกรรมการด้วยตัวเอง เบื้องต้นจะมีโครงสร้างบุคลากรประมาณ 15 คน ประกอบด้วย รองประธานยุทธศาสตร์ฯ เลขานุการ รวมถึงคณะทำงานแต่ละฝ่าย

แม้ “บิ๊กป้อม” จะย้ายที่ทำงานจากบ้านป่ารอยต่อฯ มาอยู่ชั้น ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ แต่ความเป็น “กลุ่มก๊วน” ก็ยังดำรงอยู่โดยธรรมชาติของนักเลือกตั้ง

มัชฌิมาคืนชีพ

การแต่งตั้ง “วิวัฒน์ นิติกาญจนา” เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (สมศักดิ์ เทพสุทินทำให้นึกถึงบรรยากาศพรรคมัชฌิมาธิปไตย เมื่อการเลือกตั้ง 2550

กำนันตุ้ย” วิวัฒน์ นิติกาญจนา เจ้าของอาณาจักรธุรกิจ “กาญจนากรุ๊ป” ต.วังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี ซึ่งทำธุรกิจฟาร์มเลี้ยงหมูและบริษัทอาหารสัตว์

วิวัฒน์-บุญยิ่ง นิติกาญจนา

สมัยอยู่กลุ่มวังน้ำยม พรรคไทยรักไทย กำนันตุ้ยถือว่าเป็น “กระเป๋า” ของสมศักดิ์ เทพสุทิน เวลานั้น กลุ่มวังน้ำยม มีอดีต ส..เข้าร่วมเกือบ 80 ชีวิต

หลังรัฐประหาร 2549 กำนันตุ้ยอพยพไปอยู่กับ “สมศักดิ์” สร้างพรรคมัชฌิมาธิปไตย กำนันตุ้ยสอบตกในการเลือกตั้ง 2550 แต่ก็มีตำแหน่งทางการเมืองสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์

สมศักดิ์เป็นนักจัดตั้งกลุ่มการเมือง ปิดฉากกลุ่มวังน้ำยม เมื่อออกจากไทยรักไทย ก็มาตั้งกลุ่มมัชฌิมา ก่อนจะกลายเป็นพรรคมัชฌิมาธิปไตย 

ภิรมย์ พลวิเศษ

ปีที่แล้ว สมศักดิ์ตั้งกลุ่มสามมิตร จึงไม่น่าแปลกใจที่ “ภิรมย์ พลวิเศษ” มือดีลการเมืองจะได้รับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจและ “ธนกร วังบุญคงชนะ” โฆษกกลุ่มสามมิตร จะได้รับตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (อุตตม สาวนายน)

อนาคตข้างหน้า “สมศักดิ์” คนชอบไก่ชนจะตั้งซุ้มอะไรอีกโปรดติดตาม

เสี่ยแฮงค์” ไม่เฮิร์ท

หลายคนคงจำภาพวันที่ “เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย ออกมาตัดพ้อต่อว่าผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ หลังจากทราบว่า สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ พลาดเก้าอี้รัฐมนตรีพลังงาน และตัวเองชวด รมช.คลัง

สัปดาห์ที่แล้ว มีการแต่งตั้ง “อนุรุทธิ์ นาคาศัย” รองประธานสโมสรและผู้จัดการสโมสรฟุตบอลชัยนาท ฮอร์นบิล น้องชายเสี่ยแฮงค์ เป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์)

“เสี่ยแฮงค์” อนุชา นาคาศัย 

เสี่ยแฮงค์ ลูกแม่ค้าตลาดโพนางดำตก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท มีน้องชาย คนคือ อนุสรณ์ นาคาศัย นายก อบจ.ชัยนาท และอนุรุทธิ์ นาคาศัย เลขานุการรัฐมนตรีพลังงาน

จะว่าไปแล้ว สมคิด จาตุศรีพิทักษ์สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และสมศักดิ์ เทพสุทิน ก็คือ “สามมิตร” ตัวจริง จึงไม่น่าแปลกใจที่ “กลุ่ม กุมาร” ของสมคิด กับกลุ่มสุริยะสมศักดิ์ จะปรองดองกันได้อย่างรวดเร็ว

ก๊วน .ปรองดอง ลุงตู่ลุงป้อมก็สบายใจหน่อยมิเช่นนั้น มีเรื่องปวดหัวให้ตามแก้ทุกวัน

พนมสารคามแสนสุข

ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีหรือไม่ จึงทำให้ “พ่อมดดำ” กับ “กลุ่มพลังชล” หันมาจับมือกันแน่น

พิกิฏ ศรีชนะ

เมื่อ “เวียง วรเชษฐ์” เป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (อิทธิพล คุณปลื้มและ “พิกิฏ ศรีชนะ” เป็นเลขานุการรัฐมนตรีวัฒนธรรม

ทั้งเวียง วรเชษฐ์ อดีต ส..ร้อยเอ็ด และพิกิฏ ศรีชนะ อดีต ส..ยโสธร ล้วนเป็นสายตรงของ “บ้านริมน้ำ” 

เวียง วรเชษฐ์

พิกิฏเป็น ส..สมัยแรกปี 2550 พรรคเพื่อแผ่นดิน สังกัดบ้านริมน้ำของ “สุชาติ ตันเจริญ” ส่วนเสี่ยเวียงนั้น ในช่วงเลือกตั้ง สุชาติมอบให้ดูแลสนามเลือกตั้งร้อยเอ็ด เขต โซนทุ่งกุลาร้องไห้

การโคจรมาพบกันของสุชาติ ตันเจริญ กับ “สนธยา คุณปลื้ม” ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะสายสัมพันธ์ดั้งเดิมสมัย “กลุ่ม 16” ยังเหนียวแน่น

สนธยา-วิทยา คุณปลื้ม และ ส.ส.เฮ้ง

อีกด้านหนึ่ง กลุ่มพลังชลสายกำนันเป๊าะ สูญเสียกำลังไปส่วนหนึ่ง เมื่อ “สุชาติ ชมกลิ่น” ส..ชลบุรี แยกไปตั้งกลุ่มใหม่ในพรรคพลังประชารัฐ มีกำลังพล 29 คน จึงได้เป็นประธาน ส..ของพรรค

..เฮ้ง” มีหน้าที่ดูแล ส..ทั้งพรรค และรับคำสั่งตรงจาก พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล..ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

..เฮ้งบินไกลจริงๆ จนแทบจะไม่หันกลับซุ้มแสนสุขอีกแล้ว 

พลังประชารัฐ กำลังกลายเป็นพรรคทหารเต็มตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383685?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พลังประชารัฐ กำลังกลายเป็นพรรคทหารเต็มตัว

15 สิงหาคม 2562 – 09:30 น.
พลอประวิตร วงษ์สุวรรณ,บิ๊กป้อม,พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทน์โอชา,ทหาร
เปิดอ่าน 25,863 ครั้ง

คอลัมน์… รักแผ่นดิน โดย… ฅนไท

ในที่สุด “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผู้อยู่เบื้องหลังทั้งพลังขับเคลื่อนการเลือกตั้ง ส.ส.ของพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้ก้าวมายืนข้างหน้า ด้วยการเข้ามาเป็น ประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค อย่างเต็มตัว

แม้ในทางกฎหมาย ตำแหน่งประธานกรรมการยุทธศาสตร์พรรค จะไม่มีผลในโครงสร้างกรรมการบริหารพรรค ตามความหมายของ กกต. แต่การก้าวขึ้นมาครั้งนี้ เพื่อเตรียมการคุมบังเหียนพรรค ที่จะตามมาด้วยการเปิดหน้าของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ปล่อยข่าวกันหนาหูในพรรคพลังประชารัฐว่า จะมาเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพลังประชารัฐ แทน อุตตม สาวนายน ในการเลือกกรรมการบริหารชุดใหม่ ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้

และอาจจะมีการจัดทัพใหม่ในการบริหารพรรค โดยจะเลือกระหว่าง ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ หรือ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สองรัฐมนตรีในสายบิ๊กป้อม ขึ้นเป็นเลขาธิการพรรค แทนสนธิรัตน์ สนธิจิระวงศ์

จะเรียกหรือให้เหตุผลว่าเพื่อ “ความเป็นเอกภาพ”ในการบริหาร และป้องกันความแตกแยก จึงต้องให้ “สองพี่น้องแห่งบูรพาพยัคฆ์” เข้ามาเป็นศูนย์กลางพรรค หรือให้เหตุผลอื่นใดก็แล้วแต่ ทันทีที่ทั้งสองลุง “ลุงป้อม-ลุงตู่” บริหารพรรค ย่อมมี “เสธ.” ต่าง ๆ เดินว่อนในพรรคนี้ และระบบบริหารจัดการในพรรค จะเปลี่ยนไป ตามมาด้วยภาพลักษณ์ ที่ง่ายต่อการ “ระบายสี” ว่านี่คือพรรคทหาร

ก่อนหน้านี้ พรรคคู่แข่งและคนในและนอกการเมือง ต่างพยายามระบายสีอยู่แล้วว่า พรรคนี้คือพรรคทหาร ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจ แต่เมื่อ “สองบิ๊กยังไม่เคยแสดงตัวตน จึง “จุดไม่ติด” วันนี้เมื่อออกมาแสดงตนในแถวหน้า การระบายสีจะง่ายขึ้น

พรรคฝ่ายค้านทั้ง 7 คงจะยินดีปรีดา ต้อนรับการปรากฏตัวยืนแถวหน้า ของทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ที่มาขับเคลื่อนพรรคพลังประชารัฐ เพราะง่ายต่อการสร้างความเข้าใจต่อสังคมประชาธิปไตยว่า นี่คือพรรคอันเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจโดยแท้

เสธ.คนไหน นักการเมืองคนใดหนอ ที่ช่วยคิดให้ “นาย” มาติดบ่วง! จะได้คุ้มเสียกับการก้าวมายืนแถวหน้าหรือไม่ “คิดเอาเองก็แล้วกัน”

ลุ้นบิ๊กตู่ หลุดบ่วง’ถวายสัตย์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383681?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ลุ้นบิ๊กตู่ หลุดบ่วง’ถวายสัตย์’

15 สิงหาคม 2562 – 09:00 น.
ถอดรหัสลายพราง,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,บิ๊กตู่,ถวายสัตย์
เปิดอ่าน 6,059 ครั้ง

คอลัมน์… ถอดรหัสลายพราง โดย… พลซุ่มยิง

ก็พอได้หายใจหายคอกันไปอีกระยะหนึ่ง หลัง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม มอบหมาย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานยุทธศาสตร์ภาคเหนือ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ไปเป็นกาวใจพูดคุยกับพรรคการเมืองขนาดเล็กไม่ให้ถอนตัวจากรัฐบาล พร้อมจัดสรรตำแหน่งทางการเมือง จนทำให้สถานการณ์คลี่คลายลง

แต่ยังต้องลุ้นกันต่อกับสถานะของ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะรัฐมนตรี(ครม.)ทั้ง 35 คน ว่ามีความสมบูรณ์ในการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ หลังนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้พิจารณาและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง วินิจฉัยกรณีการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนตามมาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ

รวมทั้งขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนข้อเท็จจริง พล.อ.ประยุทธ์ เข้าข่ายจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม มาตรา 234 (1) แห่ง พ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 และมาตรา 5 ประกอบมาตรา 160(5) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถือได้ว่ามีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งอาจเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170(4) ของรัฐธรรมนูญ 2560

ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม.ต่างพร้อมใจกัน ‘รูดซิปปาก’ ไม่เอ่ยคำว่า ‘ลาออก’ หรือ ทำหนังสือขอพระราชทาน ‘อภัยโทษ’ และขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนใหม่ ตามข้อเสนอของ 7 พรรคฝ่ายค้าน แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเดินเข้าสู่กระบวนการและพร้อมน้อมรับคำตัดสิน

“ผมไม่ได้วิตกกังวลอะไรทั้งสิ้น เพราะเชื่อมั่นว่าทำในสิ่งที่ดีงาม ทุกอย่างผมยอมรับในกระบวนการ และเรื่องนี้อยู่ในกระบวนการของผู้ตรวจการแผ่นดินไปแล้ว การที่ผมจะไปตอบหรือพูด จะเกิดอะไรกับผมบ้างล่ะ ทุกคนต้องรอขั้นตอนของผู้ตรวจการแผ่นดิน กติกาเป็นแบบนี้ เมื่อเรื่องเข้ากระบวนการไปแล้วถ้าผมไปตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ เดี๋ยวเรื่องจะบานปลายไปอีก เราต้องปล่อยให้กระบวนการตัดสินเข้าดำเนินการไป ทุกคนอย่าไปก้าวล่วง ไปพูดอะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ จะถูกหรือผิดก็ไม่รู้เหมือนกัน ดังนั้นอย่าเอามาโจมตีกันต่อไปเลย ผมก็ยอมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบแล้ว” นายกรัฐมนตรี ระบุ

ทั้งนี้หากพิจารณา มาตรา 161 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วนจะผิดหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญและไม่มีบทลงโทษบัญญัติไว้ แต่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่ารัฐบาลจะกระทำการใดๆ ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้

ขณะที่มาตรา 5 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า หากการกระทำใดไม่เข้าข่ายมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ให้ยึดตามจารีตประเพณีการปกครองเดิมที่เคยทำมา ซึ่งในอดีตก็ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีคนใดถวายสัตย์ไม่ครบแล้วต้องลาออก

รศ.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ระบุว่า สุดท้ายแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะเข้ามามีบทบาทชี้ขาดว่าจะต้องทำอย่างไร เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญต้องเชื่อมต่อในเรื่องที่เป็นนามธรรม เป็นหลักการในรัฐธรรมนูญมาสู่รูปธรรมในการปฏิบัติ และต้องเป็นผู้วางบรรทัดฐานทางกฎหมายและการเมือง หากเกิดกรณีนี้อีกในอนาคต จะมีแนวทางที่ชัดเจนอย่างไร

“หากศาลชี้ว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญก็หมายความว่าในอนาคตถ้าเกิดกรณีนี้หรือกรณีที่ใกล้เคียง กระบวนการต่างๆ ก็สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องอ้างตัวบัญญัติรัฐธรรมนูญต่อไป ขณะเดียวกันถ้าศาลวินิจฉัยว่าเรื่องนี้ขัดรัฐธรรมนูญ ศาลก็ต้องวางบรรทัดฐานเช่นเดียวกันว่าต้องดำเนินการอย่างไร ต้องกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่หรือไม่ หรือสถานภาพของนายกฯ และครม.สมบูรณ์หรือไม่ หรือต้องมีการแต่งตั้งครม.ใหม่” รศ.ยุทธพร ระบุ

“7 พรรคฝ่ายค้าน” เองก็เช่นกันในระหว่างรอกระบวนการต่างๆ เดินไปตามขั้นตอน ก็ใช้กลไกรัฐสภาเดินเกมบั่นทอนเสถียรภาพและลดความเชื่อมั่นรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไปด้วย ทั้งการตั้งกระทู้ถาม หรือการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในอนาคต และผลพลอยได้ที่จะตามมา ‘ปมถวายสัตย์’ จะกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการรณรงค์ประชาชนเข้าชื่อสนับสนุนเพื่อกดดันให้รื้อรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ผ่านการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ลักษณะเดียวกับปี 2540

แต่ในส่วนของ อดีตนายทหาร กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเกมการเมืองของฝ่ายค้านที่ให้ความสนใจแค่เพียงโจมตีรัฐบาลมากกว่าการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชน เพราะการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตน ของ พล.อ.ประยุทธ์ และครม. ถือว่าครอบคลุมและมีความสมบูรณ์อยู่ในตัวแล้ว และเชื่อว่าจะผ่านข้อครหานี้ไปได้

ท้ายที่สุดแล้ว คงต้องรอศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ชี้ขาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ และ ครม. มีความสมบูรณ์ในการเข้าปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

แต่สิ่งที่จะตามมาต่อจากนี้ คือปัญหาการไม่ยอมรับกติกาและคำตัดสิน เมื่อต่างฝ่ายต่างมี ‘ธง’ ไว้ในใจ

พระพันปีหลวงทรงพระเจริญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383680?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

พระพันปีหลวงทรงพระเจริญ

15 สิงหาคม 2562 – 08:25 น.
พระพันปีหลวงทรงพระเจริญ
เปิดอ่าน 1,832 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

พสกนิกรชาวไทยทั้งปวงปลื้มปิติที่ ‘สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ ทรงมีพระพลานามัยที่สมบูรณ์ ทรงสดชื่นแจ่มใสกว่าหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

บรรดาสื่อมวลชนทุกสำนักต่างรายงานภาพข่าวอันอบอุ่นนี้เป็นข่าวใหญ่ในวันรุ่งขึ้น และบรรดาคนไทยต่างร่วมทำบุญถวายเป็นพระราชกุศลด้วย

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ เป็นที่พึ่งพาทางจิตใจของพสกนิกรตลอดไป
อ๊อด เทอร์โบ


 สิ่งควรทำ-ข้อห้าม
 เพื่อช่วยกันดูแลลูก

สภาพเศรษฐกิจสังคมไทยทุกวันนี้บีบรัดทำให้ครอบครัวล่มสลาย ชีวิตสมรสหย่าร้างกันมากมาย และมีแนวโน้มสูงขึ้น

‘อ๊อด เทอร์โบ’ ขอเป็นสื่อกลางนำข้อแนะนำและข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก ‘พญ.กรองกาญจน์ แก้วชัง’ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ มาแจ้งให้ทราบ เพื่อจะได้นำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป

ขอให้ยึดข้อปฏิบัติและข้อละเว้นเพื่อความสุขที่จะเกิดขึ้นได้และทางที่ดีที่สุดควรทำให้ชีวิตสมบูรณ์แบบ

อย่าให้การหย่าร้างหรือครอบครัวล่มสลายเกิดขึ้นกับใครเลย
อ๊อด เทอร์โบ


 ปัญหาอย่าร้างเพิ่มขึ้น
 กทม.มาอันดับแรก

ปัญหาการหย่าร้างของครอบครัวไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สถิติของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ในปี 2547 มีอัตราการหย่าร้างร้อยละ 24 โดยมีผู้จดทะเบียนสมรส 365,721 คู่ จดทะเบียนหย่า 86,982 คู่

ล่าสุดในปี 2560 อัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 41 มีผู้จดทะเบียนสมรส 297,501 คู่ หย่า 121,617 คู่ เฉลี่ยหย่าวันละ 333 คู่ จังหวัดที่มีจำนวนหย่าร้างสูงที่สุดในปี 2560 อันดับ 1 คือ กทม. 16,187 คู่ รองลงมาคือชลบุรี 6,476 คู่ และนครราชสีมา 4,572 คู่

สาเหตุของการหย่าร้างในปัจจุบันนี้ อาจเนื่องมาจากลักษณะของครอบครัวยุคใหม่เป็นครอบครัวเดี่ยว คืออยู่กันเฉพาะพ่อแม่ลูก ทำให้มีความเปราะบาง และจากแรงกดดันภายนอก สามีภรรยาใช้เวลาส่วนใหญ่กับการทำงานนอกบ้าน อาจเกิดความเครียดทั้งจากหน้าที่การงาน สภาวะสังคมและเศรษฐกิจเช่นภาระหนี้สินต่างๆ ทำให้ต้องทำงานหนักมากขึ้น ขณะเดียวกันความอดทนต่อปัญหาในครอบครัวอาจน้อยลง เนื่องจากทั้ง 2 ฝ่ายต่างมีงานทำมีรายได้

หย่าร้าง เป็นการสิ้นสุดอย่างหนึ่งของชีวิตสมรส เกิดขึ้นได้ทั่วไป ไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือเป็นความผิดของใคร ซึ่งจะมีผลกระทบต่ออารมณ์จิตใจทำนองการสูญเสีย ผู้ที่หย่าร้างใหม่ๆ จะมีความรู้สึกคล้ายๆ กับการสูญเสียอะไรบางอย่างที่เคยอยู่ใกล้ใจ หากเป็นครอบครัวที่มีลูกด้วยกันการหย่าร้างจะเป็นการเริ่มต้นใหม่ของชีวิตการเป็นผู้นำทั้งพ่อทั้งแม่ในคนคนเดียวกัน หรือที่เรียกว่าพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว

แม้ว่าชีวิตสมรสจะสิ้นสุด แต่ความเป็นครอบครัวของลูกต้องไม่สิ้นสุดหรือสลายตามไปด้วย ทั้ง 2 คนยังคงต้องทำบทบาทพ่อและแม่ของลูกตลอดไป ไม่ว่าลูกจะอยู่กับฝ่ายใดก็ตาม เพื่อลดปัญหาและผลกระทบต่อจิตใจลูกที่อาจตามมาในภายหลังให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะปฏิกิริยาสูญเสีย เช่นเด็กอาจว้าวุ่นใจ ก้าวร้าว หงุดหงิด ซึมเศร้า ผลการเรียนตกต่ำ เป็นต้น สำหรับผู้ใกล้ชิดกับคู่หย่าร้างก็ต้องช่วยกันให้กำลังใจ ไม่ควรพูดแสดงความเสียใจ หรือแสดงความยินดี เพราะอาจเป็นการสะกิดแผลในใจ

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำหลังหย่าร้างมี 4 ประการ ไม่ว่าเด็กจะอยู่กับใครก็ตาม ได้แก่ 1.ต้องให้ความมั่นใจแก่เด็กว่าการที่พ่อแม่แยกทางกันไม่ใช่มีสาเหตุมาจากลูกและยังคงรักลูกเหมือนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เนื่องจากเด็กมีระบบความคิดที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ มักจะเข้าใจว่าตนเองเป็นสาเหตุทำให้พ่อแม่แยกทางกัน เช่นดื้อ เรียนไม่ดี 2.บอกความจริงแก่เด็ก เป้าหมายสำคัญคือการให้ความมั่นใจอนาคต จะทำให้การปรับตัวของเด็กในระยะยาวดีกว่าการปิดบังเด็กซึ่งเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้เด็กเกิดความรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง หรือคิดว่าตนเองเป็นคนผิด ทำให้มีปัญหาการปรับตัว

3.พยายามรักษาสภาพความเป็นอยู่ให้ใกล้เคียงกับชีวิตเดิมของลูกที่สุดเท่าที่จะทำได้ 4.ปฏิบัติต่อเด็กด้วยความรักความใส่ใจเหมือนเดิม ทั้งหมดนี้จะทำให้เด็กใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตามวัย ไม่เกิดบาดแผลทางใจหรือปมในใจติดตัวไปตลอดชีวิต

พ่อหรือแม่ไม่ควรทำกับลูกเป็นอย่างยิ่งภายหลังหย่าร้าง มี 4 ประการคือ 1.การด่าหรือเล่าความไม่เอาไหนของอีกฝ่ายหนึ่งให้ลูกฟัง ซึ่งมักจะเกิดจากพ่อหรือแม่มีความเจ็บปวด ทนทุกข์กับการกระทำของอีกฝ่าย จะเป็นการสร้างความเกลียดชังเกิดขึ้นในใจของเด็กและทุกข์ทรมานใจไปตลอดชีวิต พ่อแม่ควรระบายความโกรธ ความอึดอัดคับข้องใจกับญาติหรือเพื่อนสนิทแทน

2.การดึงลูกให้เข้ามาเป็นพวกกับฝ่ายของตน เช่นบางคนกีดกัน แสดงความไม่พอใจเมื่อลูกไปคุยกับอีกฝ่าย บางคนพูดให้ลูกรู้สึกผิด เช่นถ้าลูกไปคุยกับพ่อ แปลว่าลูกไม่รักแม่ เป็นต้น 3.การใช้ลูกเป็นสื่อกลาง ส่งสารระหว่างพ่อกับแม่ที่ไม่พูดกัน 4.บังคับให้เด็กเลือกว่าจะอยู่กับใคร จะทำให้เด็กรู้สึกผิดอย่างมากกับฝ่ายที่เขาไม่ได้เลือก รู้สึกเสียใจ และกลัวพ่อแม่จะเลิกรักเขา

หากต้องการรู้ว่าเด็กอยากอยู่กับใครมากกว่ากัน พ่อแม่อาจใช้วิธีการอ้อมๆ คือถามญาติที่สนิทกับเด็กจะดีกว่า

รับมือให้มีประสิทธิภาพ”ศก.ขาลง” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/383679?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

รับมือให้มีประสิทธิภาพ”ศก.ขาลง”

15 สิงหาคม 2562 – 07:38 น.
เศรษฐกิจ,รัฐบาล
เปิดอ่าน 1,687 ครั้ง

บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม 2562

มีกระแสข่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลได้เตรียมไว้โดยคาดว่าจะเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีภายในเดือนนี้มีวงเงินประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เน้นในกลุ่มคนจนและสูงอายุโดยมีแนวคิดแจกเงินให้คนละ 1,000 บาท ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่คาดว่าใช้เงินประมาณ 2 หมื่นล้านบาท เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านั้นนำเงินไปใช้จ่ายบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจและเงินดังกล่าวไหลลงสู่ระบบเศรษฐกิจฐานราก นอกจากนี้จะใช้ยาแรงจึงมีแนวคิดที่จะนำมาตการแจกเงินท่องเที่ยว 1,500 บาทต่อคน โดยเป็นการใช้จ่ายระบบอีเพย์เมนต์ยังร้านค้า โรงแรม หรือที่ท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ ซึ่งประเมินว่าจะมีเงินสะพัดจากการท่องเที่ยวตรงนี้ไม่ต่ำกว่า 2-3 หมื่นล้านบาทรวมไปถึงช่วยเหลือการเกษตรและเอสเอ็มอีโดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐสนับสนุนด้านดอกเบี้ยซึ่งมาตรการเหล่านี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะที่นักวิชาการมองว่าหนี้ครัวเรือนไทยเริ่มมีอัตราการขยายตัวเร็วกว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนซึ่งเห็นได้จากสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยเมื่อสิ้นปี 2561 อยู่ที่ 78.6% ซึ่งปรับขึ้นจากปีที่แล้ว และพบอีกว่าพฤติกรรมของผู้กู้มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยมากกว่า 50% ของผู้กู้ใหม่ในแต่ละปีมีอายุน้อย และมีสัดส่วนผู้กู้อายุต่ำกว่า 25 ปีสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนของผู้กู้สูงอายุในกลุ่มผู้กู้เดิมมีหลายบัญชี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีหนี้เร็วขึ้นและนานขึ้นและมีโอกาสเสี่ยงเป็นหนี้เสียสูงขึ้น อีกทั้งสำหรับไตรมาสหนึ่งปี 2562 หนี้สินครัวเรือนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยพิจารณาจากยอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคซึ่งแม้ส่วนหนึ่งหนี้ครัวเรือนมีผลจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงเศรษฐกิจซบเซาแต่จำเป็นที่ภาครัฐต้องใส่ใจควบคุมดูแล

ภาวะครึ่งปีหลังอยู่ในสถานการณ์ที่แทบจะฟันธงได้ว่าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำค่อนข้างแน่ชัดและตัวสะท้อนหนึ่งจากที่รัฐบาลสิงคโปร์ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปีนี้ลงอยู่ที่ 0.0-1.0% จากเดิมที่คาดหมายว่าจะเติบโต 1.5-2.5% ซึ่งเป็นผลจากภาวะการส่งออกของสิงคโปร์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากพิษสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนนับเป็นการปรับลดของสิงคโปร์เป็นครั้งที่ 2 ในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์ในปีที่แล้วเติบโต 3.2% โดยกระทรวงการค้าสิงคโปร์ชี้ว่าโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ที่สำคัญและเขตเศรษฐกิจกำลังพัฒนารวมถึงจีนย่ำแย่ลงพร้อมเตือนด้วยว่าภาวะไม่แน่นอนและความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่จะอยู่ในช่วงขาลงมีมากขึ้นนับจากเมื่อ 3 เดือนก่อนนับเป็นสัญญาณด้านลบที่ประเทศอื่นในเอเชียต้องเฝ้าระวังรับมือ

นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกเตือนว่ามีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่คาดการณ์ว่าภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกในปีนี้เมื่อดูจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายภูมิภาคที่ปรับตัวลงและยังเตือนว่าการไม่มีเครื่องมือสำหรับการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจขาลงอาจกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจขาลงที่เกิดขึ้นแล้วยิ่งเลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิมเนื่องจากผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจรับมืออย่างไร้ประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ยังให้น้ำหนักความตึงเครียดในการค้าโลกและภาวะไร้เสถียรภาพโดยระบุการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะปรับตัวสูงขึ้นในปี 2563 ถือเป็นเรื่องที่ “ไม่แน่นอน” ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการรับมือที่มีประสิทธิภาพเพราะลำพังการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งจะเห็นผลระยะสั้นคงไม่เพียงพอต้องมองถึงทิศทางในปีหน้าด้วยแล้ว