ส่องเกษตร : คิดแบบเกษตรกร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460830

449007

ส่องเกษตร : คิดแบบเกษตรกร

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

กลางเดือนธันวาคมของปีนี้ เริ่มมีข่าวเกษตรกรซื้อน้ำมาใช้ในการเกษตรแล้ว ปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนหลักๆ หลายแห่งมีน้อยกว่าปริมาณความต้องการใช้ ประเด็นที่จะตามมาคงหนีไม่พ้นว่าไม้ผลไม้ยืนต้นจะผ่านแล้งที่จะถึงนี้ไปได้อย่างไร เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรัง ปลูกพืชไร่หลังนาจะรอดพอที่จะให้ผลผลิตไหม หรือต้องดิ้นรนซื้อน้ำมาประคองตัวกันไป หรือปลูกไปก่อนแล้วค่อยคิดแก้ไขปัญหาที่จะตามมา หลายฝ่ายต่างตระหนักกันดีว่าแล้งนี้ แล้งแน่ๆ แต่ก็ไม่เห็นมีการเตรียมการโดยเฉพาะหัวขบวนที่รับผิดชอบงานนี้ คงมีแต่ความกังวลใจของระดับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่ใกล้ชิดกับเกษตรกรเท่านั้นสิ่งเดียวที่ผมเห็นผ่านตาน่าจะเป็นป้ายขอความร่วมมือในงดทำนาปรัง แต่ก็ไม่ได้เสนอว่าถ้าเกษตรกรงดทำนาปรังแล้ว เกษตรกรจะไปทำอะไรดี

อากาศหนาวที่ผ่านมาทำให้เกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่ในหลายพื้นที่คงพอยิ้มได้จากการเตรียมต้นลิ้นจี่ให้มีความอุดมสมบูรณ์ หักยอดอ่อนออกเพื่อรอให้แตกตาดอกเมื่อกระทบอากาศหนาว เมื่ออากาศหนาวถูกจังหวะปีนี้ลิ้นจี่น่าจะได้ออกดอกติดผลแน่ หลังจากที่เป็นพันธุ์ดูใบมาเมื่อปีก่อนแต่ขีวิตการเกษตรที่อาศัยดินฟ้าอากาศก็ไม่แน่นอน หากมีฝนหลงฤดูตกลงมา ตาดอกที่เชื่อว่าติดผลแน่อาจกลายเป็นตาใบ แตกใบอ่อนขึ้นมาแทนก็เป็นได้ ยังต้องลุ้นกันต่อไป หนึ่งปีที่ผ่านไปนั้น โดยที่ลิ้นจี่ไม่ติดผลเลย ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถฝากชีวิตการทำการเกษตรกับลิ้นจี่เพียงสิ่งเดียวได้ ต้องประกอบอาชีพอื่นด้วย จึงจะสามารถใช้ชีวติอยู่ได้

การเรียนรู้ของชาวสวนลิ้นจี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากชาวสวนลำไย โดยเฉพาะชาวสวนลำไยในภาคเหนือเริ่มเรียนรู้การตัดแต่งกิ่งและช่อของลำไย เพื่อให้ผลผลิตของลำไยเพิ่มขึ้นจากขนาดผลที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จากที่ไม่เคยมีการตัดแต่งกิ่ง หรือไม่เคยมีการตัดแต่งช่อมาก่อน ซึ่งแตกต่างจากชาวสวนในภาคตะวันออก ที่ปลูกลำไยหลังจากชาวสวนในภาคเหนือแต่มีการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาปรับใช้การตัดแต่งกิ่งและการตัดแต่งช่อของชาวสวนภาคตะวันออก จึงเป็นเรื่องปกติมาก ในสายตาผมชาวสวนภาคตะวันออก เป็นชาวสวนที่สามารถตัดแต่งและรื้อต้นไม้ทิ้งได้ง่ายๆ แตกต่างจากชาวสวนในภาคอื่นๆ สำหรับชาวสวนลำไยในภาคเหนือเริ่มยอมรับการตัดแต่งช่อผลของลำไย ให้มีจำนวนผลไม่เกิน 60 ผลต่อช่อ ตามคำแนะนำที่นักวิชาการให้แนะนำ แต่กว่าจะยอมรับคำแนะนำดังกล่าวได้ก็ต้องใช้เวลากันพอสมควร เพราะชาวสวนเองก็เสี่ยงว่าหากไม่ติดผล เกิดสภาพอากาศแปรปรวน ผลร่วงขึ้นมา อาจไม่ได้ผลผลิตตามที่หวัง แต่เมื่อมีการทำตามคำแนะนำทางวิชาการแล้ว เกิดผลสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ชาวสวนลำไยเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและยอมรับคำแนะนำทางวิชาการดังกล่าวเอง และการตัดแต่งกิ่งและช่อของชาวสวนลำไย
ภาคเหนือจะกลายเป็นเรื่องปกติเช่นเดี่ยวกับชาวสวนในภาคตะวันออก

จากกรณีดังกล่าว จะเห็นได้ว่าเกษตรกรมีความเสี่ยงสูงต่อการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ นอกจากจะต้องมีการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีแล้ว สภาพดินฟ้าอากาศยังต้องเป็นใจด้วย ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการทำการเกษตรในฤดูนั้นๆ จึงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ การยอมรับเทคโนโลยีของเกษตรกรจากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมหรือนักวิชาการ หลายคนอาจไม่เข้าใจ คิดไปเองว่าเมื่อมีสิ่งดีๆ ไปแนะนำ เกษตรกรก็น่าจะยอมรับและนำไปปฏิบัติ แต่หลายครั้งที่เกษตรกรไม่ปฏิบัติตาม สิ่งเหล่านี้นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย คงต้องทำความเข้าใจเหตุแห่งปัจจัยเหล่านั้นที่มีผลต่อการตัดสินใจของเกษตรกร อย่าเอาความรู้สึกของตนเองเป็นที่ตั้ง เข้าใจเขา เข้าใจเรา และคิดถึงความพอดี ความเหมาะสม เป็นที่ตั้ง ทุกอย่างจะสำเร็จและเป็นไปได้เสมอ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมชลฯเข้มมาตรการจัดสรรน้ำทั่วปท. วอนปชช.ช่วยประหยัดยันให้พอใช้จนสิ้นแล้ง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460836

news_default

กรมชลฯเข้มมาตรการจัดสรรน้ำทั่วปท. วอนปชช.ช่วยประหยัดยันให้พอใช้จนสิ้นแล้ง

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำว่า จากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ว่า ระหว่างเดือนธันวาคม 2562 ถึงเดือนเมษายน 2563 พื้นที่ประเทศไทยตอนบน จะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 5-10 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนทั่วประเทศ และแหล่งน้ำธรรมชาติ มีปริมาณน้ำลดน้อยลงไปด้วย กรมชลประทานจำเป็นต้องวางมาตรการการบริหารจัดการน้ำทุกพื้นที่อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า โดยปัจจุบัน(13 ธ.ค.2562)เขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน48,337 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 64ของความจุอ่าง เป็นน้ำใช้การได้ 24,474 ล้าน ลบ.ม. สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 11,451 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 46 ของความจุอ่างฯรวมกัน มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 4,755 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 26ของปริมาณน้ำใช้การได้

ทั้งนี้ ยืนยันว่า กรมชลประทานจะจัดสรรน้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ให้เป็นไปตามแผนฯอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพออุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศและพืชใช้น้ำน้อย ส่วนข้าวนาปรังเนื่องจากปริมาณน้ำมีไม่พอต่อการเพาะปลูกจึงไม่สามารถสนับสนุนได้ ต้องขอความร่วมแรงร่วมใจจากเกษตรกรลดพื้นที่การเพาะปลูกข้าวนาปรัง รวมทั้ง ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ร่วมกันใช้น้ำอย่างประหยัดเป็นไปตามแผนการจัดสรรน้ำที่วางไว้ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนปีหน้า

ด้าน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ลุ่มน้ำเจ้าพระยาวางแผนจัดสรรน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2562 – 30 เม.ย.2563 รวมกันประมาณ 3,500 ล้าน ลบ.ม. และผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริมอีก 500 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้นำไปใช้แล้วประมาณ 1,072 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 27 ของแผนจัดสรรน้ำฯ ซึ่งกรมชลประทานจะควบคุมการใช้น้ำให้เป็นไปตามแผนที่ได้วางไว้อย่างเคร่งครัด ส่วนด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาวันนี้ยังคงการระบายน้ำในอัตรา 80 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงปากอ่าวไทย

สำหรับแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งปี 2562/63 ได้วางแผนเพาะปลูกพืชทั้งประเทศ รวมทั้งสิ้น 2.83 ล้านไร่ แบ่งเป็น ข้าวนาปรัง 2.31 ล้านไร่ พืชไร่-พืชผัก 0.52 ล้านไร่ ปัจจุบัน(ข้อมูล ณ วันที่ 11 ธ.ค. 2562) ได้ทำการเพาะปลูกทั้งประเทศรวม 1.46 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของแผนฯ แยกเป็นข้าวนาปรัง 1.39 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 60 ของแผนฯ และพืชไร่-พืชผักอีก 0.07 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 13ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาไม่มีแผนการเพาะปลูกพืช เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่พอสนับสนุนด้านการเกษตร แต่จากการสำรวจพบว่าบางพื้นที่ได้เพาะปลูกพืชนอกแผนฯรวมเป็นพื้นที่ประมาณ 1.15 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองเพาะปลูก

อ.ส.ค.มุ่งมั่นอบรมเกษตรกรสานต่ออาชีพเลี้ยงโคนม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460831

news_default

อ.ส.ค.มุ่งมั่นอบรมเกษตรกรสานต่ออาชีพเลี้ยงโคนม

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังมอบนโยบายให้ผู้บริหาร พนักงานองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย(อ.ส.ค.) และเกษตรกร/สหกรณ์โคนม ที่สำนักงานอ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ว่า อาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เป็นอาชีพพระราชทานจากในหลวง รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2505 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ โดย อ.ส.ค.สานต่อการพัฒนาอาชีพนี้ พร้อมร่วมส่งเสริมพัฒนาวงการโคนม และอุตสาหกรรมนมไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันเกษตรกรไทยส่วนใหญ่อายุค่อนข้างมากและก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้การประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีประสิทธิภาพลดลง ขณะที่เยาวชนรุ่นใหม่และบุตรหลานเกษตรกรสนใจเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ทำให้การสานต่ออาชีพเกษตรกรรมจากบรรพบุรุษมีแนวโน้มลดลง ซึ่งการเลี้ยงโคนมก็เป็นหนึ่งอาชีพที่กำลังเผชิญปัญหาดังกล่าว อ.ส.ค.จึงต้องกำหนดแนวทางพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นการสืบสานอาชีพเลี้ยงโคนมให้มั่นคงยั่งยืน นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการตลาด โดยพยายามให้นมของอ.ส.ค.ส่งไปทั่วโลก ทำให้เป็นฮาลาลด้วย โดยต้องปรับปรุงให้เป็นไปตามบทบัญญัติของโลก เพื่อหาช่องทางส่งออกไปตลาดโลกที่หลากหลายเพิ่มขึ้น

จากนั้นได้เยี่ยมชมโรงงานนมเชียงใหม่ที่อ.ส.ค.ได้ขยายกำลังผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ โดยนำไปปรับปรุงในส่วนโรงงาน ระบบการผลิต และเครื่องจักรใหม่ ซึ่งปัจจุบันการผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของตลาด ดังนั้น การลงทุนปรับปรุงและขยายไลน์ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ที่โรงงานนม อ.ส.ค. จ.เชียงใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้รองรับปริมาณน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมจากภาคเหนือได้มากขึ้น เพราะปริมาณน้ำนมดิบภาคเหนือมีเพียงพอและมีมากกว่ากำลังการผลิตเดิมที่เคยผลิตได้ 15 ตัน/วัน ขยายเป็น 30 ตัน/วัน ทำให้อ.ส.ค.รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้มากขึ้นอีกเท่าตัว

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า เมื่อกำลังผลิตนมพาสจอร์ไรส์สูงขึ้น จะส่งผลิตภัณฑ์สู่ตลาดเพิ่มขึ้นด้วย จึงเป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดเชิงรุกให้ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ที่กระจายผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ให้เข้าถึงและทั่วภาคเหนือ รวมถึงภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์นมพาสเจอร์ไรส์ไทย-เดนมาร์คยังวางแผนขยายตลาดไปกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ตลอดจนร้านนมในพื้นที่ภาคเหนืออีกด้วย

กางแผนบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ปี’63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460833

news_default

กางแผนบริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ปี’63

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การทำอาชีพเกษตรปัจจุบันนอกจากต้องรับมือกับปัญหาแมลงศัตรูพืชและโรคพืชแล้ว เกษตรกรต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบต่อการทำการเกษตรทุกประเภท กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจัดทำโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ขึ้น เพื่อให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯแก้ปัญหาที่เกษตรกรพบในการทำเกษตร สำหรับปี 2563 โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ กำหนดจัดงาน 4 ครั้ง แบ่งเป็น ครั้งที่ 1 เดือนตุลาคม – ธันวาคม 2562 ครั้งที่ 2 เดือนมกราคม – มีนาคม 2563 ครั้งที่ 3 เดือน เมษายน – มิถุนายน 2563 และครั้งที่ 4  โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 22 – 31 กรกฎาคม 2563

จากการดำเนินงานนปี 2562 มีเกษตรกรเข้ารับบริการ 98,639 ราย และเข้ารับบริการในคลินิกต่างๆรวม  365,536 ราย ซึ่งการให้บริการของคลินิกเกษตรเคลื่อนที่จำแนกเป็น 11 ด้าน คือ
1. คลินิกดิน 2. คลินิกพืช 3. คลินิกปศุสัตว์ 4. คลินิกประมง 5. คลินิกชลประธาน6. คลินิกสหกรณ์ 7. คลินิกบัญชี 8. คลินิกกฎหมาย 9. คลินิกข้าว 10. คลินิกหม่อนไหม 11.คลินิกอื่น  นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอื่น เช่น ฝึกอาชีพด้านการเกษตร หรือนำเสนอผลงานดีเด่นด้านการเกษตรของจังหวัด

ทั้งนี้ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่มีวัตถุประสงค์ให้บริการช่วยเหลือเกษตรกรใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯบูรณาการความรู้และงานวิจัยเพื่อถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีทางการเกษตร และแก้ปัญหาทำการเกษตร ติดตามผลเพื่อให้มั่นใจได้ว่าปัญหาที่เกษตรกรพบได้แก้ไขถูกต้องสัมฤทธิผล โดยกรมดำเนินโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ต่อเนื่องกว่า 18 ปี

สศก.เร่งทำปฏิทินสินค้าเกษตรรายจว. สร้างความมั่นคงด้านอาหาร-การผลิต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460834

news_default

สศก.เร่งทำปฏิทินสินค้าเกษตรรายจว. สร้างความมั่นคงด้านอาหาร-การผลิต

วันพุธ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า บทบาทภารกิจของ สศก. ในการจัดทำและบริการข้อมูลสารสนเทศการเกษตรที่สำคัญประการหนึ่งคือ ทำปฏิทินสินค้าเกษตรที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรทราบถึงข้อมูลช่วงเวลาการผลิตและการเก็บเกี่ยวสินค้าเกษตรในแต่ละเดือนของปีเพาะปลูกนั้นๆ โดยจัดทำและรวบรวมสินค้าเกษตรสำคัญ 20 ชนิด เผยแพร่ให้เกษตรกรใช้วางแผนการผลิตและผู้สนใจได้นำไปใช้ประโยชน์ ปัจจุบัน สศก.พัฒนาการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรให้ลงลึกรายละเอียดระดับจังหวัดมากขึ้น โดยบูรณาการกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรด้านการผลิตแล้ว ยังเสริมสร้างความมั่นคงอาหาร รวมทั้งสร้างสมดุลตลาดสินค้าเกษตรระดับพื้นที่เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจในชุมชนและท้องถิ่นไปพร้อมกัน

สำหรับการจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด  สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด โดยจะคาดการณ์ปริมาณผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญที่จะออกสู่ตลาดในแต่ละเดือนล่วงหน้า ซึ่งความคืบหน้าขณะนี้ สศก. ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆในพื้นที่จัดทำปฏิทินฯ ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมงให้เสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน และจัดส่งข้อมูลการจัดทำปฏิทินให้สศก. เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอผลการจัดทำปฏิทินต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านความมั่นคงอาหารตลอดห่วงโซ่ และคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ

ทั้งนี้ การจัดทำปฏิทินสินค้าเกษตรระดับจังหวัด จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการวางแผนการผลิตและการจัดการพื้นที่เกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยวางแผนหรือเตรียมรับมือกับสถานการณ์สินค้าเกษตรล่วงหน้า โดยผ่านกลไกคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ระดับจังหวัด (อพก.)  ตลอดจนนำมาใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายบริหารจัดการความมั่นคงอาหารและโภชนาการ ทราบถึงแหล่งผลิตอาหารในระดับพื้นที่ ตามกรอบยุทธศาสตร์การจัดการด้านอาหารของประเทศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2561 – 2580)  ซึ่งเมื่อหน่วยงานระดับจังหวัดส่งข้อมูลปฏิทินสินค้าเกษตรแล้ว สศก.จะจัดทำเป็นปฏิทินรายจังหวัดเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

เปิดยิ่งใหญ่ OTOP City 2019 ตระการตาอาณาจักรของขวัญของฝากทั่วไทย ปลุกเศรษฐกิจปลายปีคึกคัก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460930

เปิดยิ่งใหญ่ OTOP City 2019 ตระการตาอาณาจักรของขวัญของฝากทั่วไทย ปลุกเศรษฐกิจปลายปีคึกคัก

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 20.55 น.

เปิดยิ่งใหญ่ !! OTOP CITY 2109 กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน ชวนคนไทยช้อปของขวัญปีใหม่จากผลิตภัณฑ์ชุมชน ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ตื่นตาตื่นใจกับมหัศจรรย์งานศิลป์ ของเหล่าศิลปิน OTOP ทั้ง “เรือสุพรรณหงส์จำลอง” และ “ผลิตภัณฑ์ไม้รูปสัตว์จากเมืองแพร่” พร้อมเปิดโซนใหม่ OTOP Lady เอาใจสาวนักช้อป “ช้อปสินค้าได้ครบในที่เดียว” และโซน “ตัดเย็บเสื้อผ้า” โดยงานจะมีไปจนถึงวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงาน OTOP City 2019 ครั้งที่ 14 ภายใต้แนวคิด “เทศกาลของขวัญปีใหม่ ของฝากถูกใจ ผลิตภัณฑ์ทั่วไทย รวมไว้ใน OTOP City 2019” เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2562 พร้อมมอบเกียรติบัตรแก่ผู้แทนคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับจังหวัด โดยมี นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ คณะทูตานุทูต คณะรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูง และประชาชนเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การจัดงาน OTOP City 2019 เป็นการจัดงานเพื่อให้ประชาชนคนไทยได้ซื้อหาของขวัญของฝากที่เป็นผลิตภัณฑ์อันมีค่าจากฝีมือคนไทย โดยการจัดงานครั้งนี้ ถือเป็นการนำองค์ความรู้เชิงนวัตกรรมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานำเสนอ ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่สำคัญ คือ การเป็นศูนย์เรียนรู้ระหว่างผู้ประกอบการ OTOP และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ การพัฒนาสินค้า OTOP เป็นสิ่งที่รัฐบาล และกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญและสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง และจะสนับสนุนช่องทางการตลาดด้าน E-Commerce Online ให้มากขึ้น โดยการเชื่อมประสานแบบบูรณาการกับภาคเอกชน ประชารัฐ องค์การตลาด และส่วนราชการ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนและผลักดันยอดจำหน่ายสินค้า OTOP ให้ถึงเป้าหมายสามแสนล้านบาทต่อไป

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน มีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้ามากกว่า 2,500 บูท  ผลิตภัณฑ์ OTOP มากกว่า 20,000 รายการ ทั้งนี้ ในการจัดงานทุกครั้งที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ผ้าทอไทยมักมียอดจำหน่ายสูงสุด   ดังนั้น กรมการพัฒนาชุมชน จึงได้ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รณรงค์ให้คนไทยสวมใส่  ผ้าไทยให้มากขึ้น ซึ่งหากคนไทยเพียง 35 ล้านคน สวมใส่ผ้าไทยเฉลี่ยคนละ 10 เมตร เมตรละ 300 บาท จะมีการใช้ผ้าไทยถึง 350 ล้านเมตร คิดเป็นเงินกว่า 100,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ภายในงานยังมีโซน OTOP Lady ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเอาใจสาวนักช้อปที่มีเวลาน้อยให้ “ช้อปสินค้าได้ครบในที่เดียว” ซึ่งภายในโซนจะมี    ทั้งเสื้อผ้า (ผ้าผืน/เสื้อผ้าสำเร็จรูป) กระเป๋า รองเท้า หมวก เครื่องประดับ (เครื่องทอง เงิน เพชรพลอย มุก ลูกปัด ฯลฯ) และเครื่องสำอาง เป็นต้น

ส่วนกระแสตอบรับจากผู้เข้าชมงานในวันแรก (15 ธ.ค.62) สร้างยอดจำหน่ายแล้วกว่า 152 ล้านบาท โดยมียอดจำหน่ายสูงสุด 5 ลำดับแรก ประกอบด้วย 1.นางสมสมัย  เขาหิน ทองสุโขทัย จ.สุโขทัย 2. หินหยกแกะสลัก จ.เชียงราย  3.นางอรอนงค์  พิพิธทอง ทองสุโขทัย จ.สุโขทัย  4. ลำพูนไทยซิลด์  ไหมยกดอกลำพูน จ.ลำพูน 5.นางสาวปาริชาติ แก้วหนัก ผ้าไหมยกดอก จ.ลำพูน  ทั้งนี้  ภายในงาน มีกิจกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย 1. นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ภายใต้แนวคิด “จิตอาสา ทำความดีด้วยหัวใจ”

2. การจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP 5 ประเภท 3.กิจกรรม Highlight  ได้แก่ โซนของขวัญปีใหม่ โซนหมู่บ้านท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี โซน OTOP Masterpiece โซนผลิตภัณฑ์ที่ชนะการประกวด Knowledge based OTOP (KBO) และโซนตัดเย็บเสื้อผ้า 4. การจัดนิทรรศการของหน่วยงานภาคี ที่ขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ร่วมกัน 5. กิจกรรมการบริการ เช่น ธนาคาร/ไปรษณีย์, Health & Spa, บริการห่อของขวัญ

6.OTOP ชวนชิม นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมความบันเทิงต่าง ๆ เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงมินิคอนเสิร์ต กิจกรรมสินค้านาทีทอง กิจกรรมจับรางวัลชิงโชค เพียงช้อปสินค้า OTOP ครบทุก 1,000 บาท ลุ้นรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและสร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง ทุกวัน ๆ ละ 5 เส้น รวม 45 รางวัล วันสุดท้ายลุ้นรับรางวัลใหญ่ สร้อยคอทองคำหนัก 5 บาท จำนวน 5 รางวัล มูลค่ารวม 500,000 บาท

นอกจากนี้ ภายในงานพิธีเปิดยังจัดให้มีพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้แทนคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ที่มีการบริหารจัดการหนี้กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีดีเด่น จำนวน 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ พะเยา น่าน เชียงราย แพร่ สุพรรณบุรี อุตรดิตถ์ สระแก้ว และจังหวัดตาก เพื่อยกย่องเชิดชูแบบอย่างของการบริหารกองทุนฯ ทั้งนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้รับมอบหมายตามมติคณะรัฐมนตรีให้รับผิดชอบกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2559 เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้แก่สตรีและองค์กรสตรีในการนำไปประกอบอาชีพสร้างงานสร้างรายได้ ส่งเสริมพัฒนาบทบาทสตรี และพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรี ผู้ด้อยโอกาสในชุมชน ปัจจุบันมีทรัพย์สินกองทุนมากกว่า 7,200 ล้านบาท มีสมาชิกกว่า 13 ล้านคน โดยในปี 2560 – 2562 ได้อนุมัติเงินอุดหนุนและเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 48,900 โครงการ เป็นเงินกว่า 5,000 ล้านบาท มีสตรีได้รับประโยชน์มากกว่า 1.7 ล้านคน

‘เฉลิมชัย’ฉุน! เพิ่งเข้ามาทำงาน‘ม็อบ’มาแล้ว ย้ำต้องดูได้รับการแก้ไขหรือไม่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460924

news_default

‘เฉลิมชัย’ฉุน! เพิ่งเข้ามาทำงาน‘ม็อบ’มาแล้ว ย้ำต้องดูได้รับการแก้ไขหรือไม่

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 19.59 น.

รมว.เกษตรฯฉุน! เข้ามาทำงานไม่เท่าไร มีม็อบมาแล้ว ย้ำต้องดูว่ามีม็อบแล้วได้รับการแก้ไขหรือไม่ เผยกรมประมงเตรียมหารือ “ก.แรงงาน-กรมเจ้าท่า” เพื่อแก้ปัญหาประมงแล้ว

17 ธันวาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณี เครือข่ายสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย 22 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล เดินทางมาชุมนุมทวงถามข้อเรียกร้อง 11 ข้อต่อรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่) ว่า เรื่องนี้ได้มีการชี้แจงไปหมดแล้ว ว่า ในวันที่ 18 ธันวาคม 2562 กรมประมงได้ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน กรมเจ้าท่า เพื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขที่ยื่นมา 11 ข้อนั้น ในส่วนของกรมประมง ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการไปเกือบทุกข้อแล้ว ยังเหลือการดำเนินการในเรื่องของรายงานเรื่องน้ำมันเขียว การแก้ไขกฎหมายซึ่งคณะกรรมการฝ่ายกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะแก้ในจุดไหนบ้าง โดยยึดกรอบว่าต้องแก้ไขภายใต้กฎหมาย การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือกฎหมายไอยูยู ทั้ง 11 ข้อ คิดว่าเราดำเนินการไปเกือบทุกข้อแล้ว วันนี้กรมประมงก็จะมีหนังสือชี้แจงไปยังกลุ่มผู้ชุมนุมให้ทราบว่าเราได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง

เมื่อถามว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมองว่าสิ่งที่กระทรวงเกษตรกำลังดำเนินการนั้นไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กรณีนี้ต้องมีการพูดคุยกัน เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ อย่างกรณีกองทุนกู้ยืมที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็ได้ทำให้แล้ว แต่การดำเนินการแง่ต่างๆ ก็อยู่ในกรอบของพ.ร.บ.วิธีการใช้งบประมาณ ซึ่งขณะนี้รอเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะเข้าครม.ทันภายในปีนี้ ก็ยังต้องรอ ให้พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่าน เพื่อให้กรอบวงเงินขยาย โดยเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนตนได้เสนอให้สำนักงบประมาณและสภาพัฒน์พิจารณาแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตั้งแต่รัฐมนตรีเข้ามา มีม็อบแล้วถึง 3 ม็อบ นายเฉลิมชัย กล่าวอย่างมีอารมณ์ว่า “ผมไม่อยากให้มองอย่างนั้น อย่าไปมองว่าหลังจากผมเข้ามาแล้วมีม็อบมามากขึ้น ซึ่งมันไม่ใช่  ที่ผ่านมาก็มีม็อบ แต่ต้องถามว่าตอนนี้พอมีม็อบเข้ามาแล้วเป็นอย่างไร เราก็ตามเรื่อง จนได้รับการแก้ไขปัญหาเป็นที่พอใจ อย่ามาถามนำแบบนี้”

‘น้ำเค็ม’ทะลักเข้าสถานีสูบน้ำประปาสำแล‘ปทุมธานี’แล้ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460882

‘น้ำเค็ม’ทะลักเข้าสถานีสูบน้ำประปาสำแล‘ปทุมธานี’แล้ว

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.13 น.

“น้ำเค็ม”ทะลักเข้าสถานีสูบน้ำประปาสำแล จ.ปทุมธานี แล้ว พบความเค็มเกินมาตรฐาน 0.92 กรัม/ลิตร รองอธิบดีกรมชลฯสั่งด่วนเร่งเพิ่มระบายแม่น้ำป่าสัก ผ่านเขื่อนพระราม 6  พร้อมผันน้ำแม่กลองมาช่วยผลักดันค่าความเค็มลุ่มเจ้าพระยา บริหารจัดการน้ำและเฝ้าระวังอย่างเต็มกำลัง ควบคุมน้ำเค็ม 4 แม่น้ำสายหลัก

17 ธันวาคม 2562 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเกิดน้ำทะเลหนุน ประกอบกับปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย กรมชลประทานจึงวางแผนและดำเนินการบริหารจัดการน้ำ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ การลำเลียงน้ำจากคลองและแม่น้ำสายหลัก เร่งผลักดันน้ำเพื่อลดค่าความเค็มและผลกระทบด้านคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ(SWOC) ได้ติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำด้านค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และจากการสำรวจพบว่าในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ช่วงเวลา 13.30 – 17.30 น. ในแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดลิ่มความเค็มรุกตัวเพิ่มขึ้นจากน้ำทะเลหนุนสูง หลังจากนั้นในวันเดียวกัน เวลาประมาณ 22.30 น. แม่น้ำเจ้าพระยา ที่สถานีประปาสำแล จ.ปทุมธานี มีค่าความเค็มขึ้นสูงถึง 0.92 กรัมต่อลิตร เกินเกณฑ์มาตรฐานในการผลิตน้ำประปาที่ 0.50 กรัมต่อลิตรนั้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่นิ่งนอนใจเร่งดำเนินการบริหารจัดการน้ำเพื่อผลักดันค่าความเค็มลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเร่งด่วน โดยในวันนี้(17 ธันวาคม 2562) เวลา 06.00 น. แม่น้ำป่าสัก ได้เพิ่มอัตราการระบายที่เขื่อนพระรามหก จากเดิม 5 ลบ.ม./วินาที เป็น 15 ลบ.ม./วินาที อีกทั้ง ใช้ปริมาณน้ำจากแม่น้ำแม่กลองมาสนับสนุน โดยทำการลำเลียงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองผ่าน 3 คลองหลัก เชื่อมมายังแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยผลักดันค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ คลองจรเข้สามพัน ลำเลียงน้ำผ่านประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ในอัตราไม่น้อยกว่า 25 ลบ.ม./วินาที ลงสู่แม่น้ำท่าจีน และใช้เครื่องสูบน้ำช่วยสูบน้ำที่ประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ ซึ่งจะต้องรักษาระดับน้ำบริเวณประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ ให้สามารถสูบน้ำเข้าคลองพระยาบรรลือได้ ซึ่งควบคุมให้มีอัตราการไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาไม่น้อยกว่า 30 ลบ.ม./วินาที

“เพิ่มอัตราการระบายน้ำที่เขื่อนพระรามหก จาก 5 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 15 ลบ.ม.ต่อวินาที ตั้งแต่ 06.00 น.ของวันนี้ พร้อมกับประสานการประปานครหลวง( กปน.)ในการลำเลียงน้ำเพื่อควบคุมค่าความเค็ม ประกอบกับติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติมที่บริเวณประตูระบายน้ำพระยาบรรลือ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในคลองพระบรรลือ โดยสำนักงานชลประทานในพื้นที่ ควบคุมกํากับในการลําเลียงน้ำผ่านคลองพระยาบรรลือสู่ แม่น้ำเจ้าพระยา ไม่น้อยกว่า 30 ลบ.ม.ต่อวินาที และควบคุมกํากับให้มีการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำสองพี่น้อง ไม่น้อยกว่า 25ลบ.ม.ต่อวินาที” นายทวีศักดิ์ กล่าว

ทางด้านคลองประปา ลำเลียงปริมาณน้ำมาลงยังคลองปลายบาง โดยผ่านคลองประปาและคลองมหาสวัสดิ์ ก่อนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และคลองท่าสาร-บางปลา ลำเลียงน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงสู่แม่น้ำท่าจีน เพื่อช่วยผลักดันค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีน บริเวณประตูระบายน้ำคลองจินดา เพื่อควบคุมค่าความเค็มสำหรับกล้วยไม้ ไม่ให้เกิน 0.75 กรัมต่อลิตร

ทั้งนี้การดำเนินการบริหารจัดการน้ำดังกล่าว จะต้องควบคุม ติดตาม และเฝ้าระวังคุณภาพน้ำด้านค่าความเค็มของแม่น้ำทั้ง 4 สาย (แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำท่าจีน, แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง) และด้านการลำเลียงน้ำ ให้เป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบและสามารถดำเนินกิจกรรมการใช้น้ำ เช่น การผลิตประปา ได้ตามปกติ ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือจากประชาชน    ใช้น้ำตามแผนที่กำหนดไว้ เพื่อให้สามารถลำเลียงน้ำไปยังจุดหมายได้ตรงตามแผนฯ ที่วางไว้ เพื่อเร่งผลักดันค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ปัจจุบัน(17 ธันวาคม 2562) มีปริมาณน้ำในอ่างฯรวมกัน 45,098 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุเก็บกักรวมกัน โดยมีปริมาณน้ำใช้การได้ 21,625 ล้าน ลบ.ม. โดยปริมาณน้ำที่มีอยู่ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ดังกล่าว จะเน้นส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ผลิตประปา และรักษาระบบนิเวศ ตามแผนที่ได้กำหนดไว้ของแต่อ่างฯเท่านั้น จึงขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัดมากที่สุด โดยเฉพาะสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขอให้ปฏิบัติตามแผนการสูบน้ำที่ได้กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด เพียงพอใช้ต่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ รวมถึงการผลักดันค่าความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้ตลอดฤดูแล้งนี้

ส่วนสภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง จำนวน 412 แห่ง วันที่ 17 ธันวาคม 2562 แบ่งได้ดังนี้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า หรือเท่ากับ 30% มีจํานวน 87 แห่ง , อ่างที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 30-50% มี 85 แห่ง และที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 50-80% มี 153 แห่ง และมากกว่า80% มี 97 แห่ง

‘ประภัตร’ลั่นฆ้องคลิกออฟ ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ดัน’ขอนแก่นโมเดล’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460767

‘ประภัตร’ลั่นฆ้องคลิกออฟ ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ดัน’ขอนแก่นโมเดล’

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 14.35 น.

‘ประภัตร’ จับมือทุกหน่วยงานในพื้นที่ ลั่นฆ้องคลิกออฟ ‘โคเนื้อสร้างชาติ’ดัน ‘ขอนแก่นโมเดล’ หนุนสินเชื่อ 33 ล้านบาท มอบของขวัญปีใหม่ชาวอิสาน สร้างรายได้นะยะสั้น

17 ธันวาคม 2562 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน การขับเคลื่อนโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง “ขอนแก่นโมเดล” ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีนครขอนแก่น ต.บ้านทุ่ม อ.เมือง จ.ขอนแก่น ตลอดจนในช่วงบ่ายเดินทางไปมอบปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากพายุโพดุล ณ วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น โดยมี ดร.สมศักดิ์ จังตระกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายจิรวัฒน์ โลหะ ผู้อำนวยการสำนักงาน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จังหวัดขอนแก่น คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยฯ  หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ และมีเกษตรกรเข้าร่วมรวมกว่า 2,000 คน

ทั้งนี้ นายประภัตร กล่าวว่า รัฐบาลได้ตระหนักและมีความเป็นห่วงเกษตรกร และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทั้งอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซากในหลายพื้นที่ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถทำการเกษตรได้ตามปกติ ผลผลิตได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบด้านราคา อีกทั้งเกษตรกรรายย่อยมักขาดโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อใช้ในการฟื้นฟูหรือปรับเปลี่ยนอาชีพ รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน ให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น จึงได้จัดทำโครงการภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมปศุสัตว์ กับ ธ.ก.ส. ไปแล้ว วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถภาคปศุสัตว์ไทย ฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกร บรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ พร้อมทั้งสนับสนุนการจัดการตลาดผลิตผลการเกษตรที่เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ และเพื่อเป็นการสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงสัตว์จำหน่ายทั้งภายในและต่างประเทศ ได้แก่ โคเนื้อ กระบือ แพะแกะ และไก่พื้นเมือง รวมถึงกิจการที่เกี่ยวเนื่อง

สำหรับจังหวัดขอนแก่น มีเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อ จำนวน 28,774 ราย มีโคเนื้อรวม 162,863 ตัว ตลอดจนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในด้านการเลี้ยงโคเนื้อ และเป็นศูนย์กลางในภาคอิสาน จึงมองเห็นโอกาสที่จะช่วยฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกรที่ประสบภัยในช่วงที่ผ่านมา จึงได้จัดทำโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ ภายใต้ชื่อ “โครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนสร้างรายได้ ภายใต้โครงการโคเนื้อสร้างชาติ” ด้วยการเลี้ยงโคขุนระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรในการยังชีพ และผลิตปุ๋ยมูลสัตว์ใช้ในการเพาะปลูก เพื่อลดต้นทุนการผลิตได้อีกทางหนึ่ง โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนระยะสั้น ตลอดจนพัฒนาศักยภาพคอกกลางรวบรวมโคขุน และคอกกักเพื่อการส่งออกให้กับสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน จำนวน 40,000 รายในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเกษตรกรต้องจัดหาซื้อโคตามคุณลักษณะที่กรมปศุสัตว์กำหนด คือโคเนื้อเพศผู้ จำนวน 5 ตัว อายุระหว่าง 1 ปีครึ่ง – 2 ปี น้ำหนักเฉลี่ย 250 กก. พร้อมกันนี้รัฐสนับสนุนค่าอาหารสัตว์ (TMR) สนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัย ตลอดจนและสนับสนุนบ่อบาดาลเพื่อการเกษตร อีกด้วย

“จ.ขอนแก่นมีความพร้อมทั้งในด้านพื้นที่ จึงได้เริ่มขับเคลื่อน ‘ขอนแก่นโมเดล’ เพื่อเป็นต้นแบบให้อีก 20 จังหวัดในภาคอิสาน และเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องเกษตรกร โดยภายในงานมีการจัดประชุมชี้แจงให้กับเกษตรกร และผู้ที่สนใจในอาชีพปศุสัตว์เข้าร่วมรับฟัง จาก 15 อำเภอ ใน จ.ขอนแก่น รวม 1,000 คน ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีนครขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น และจาก 11 อำเภอ ใน จ.ขอนแก่น รวม 1,000 คน ณ วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ทั้งนี้ จังหวัดขอนแก่นได้ดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องไปเบื้องต้นแล้ว มีกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มสหกรณ์สนใจขอเข้าร่วมโครงการจำนวน 149 กลุ่ม จำนวนเกษตรกร 1,487 คน ปัจจุบัน ธ.ก.ส. ได้อนุมัติเงินงบประมาณให้กับเกษตรกรและแปลงใหญ่โคเนื้อ จำนวน 3 กลุ่ม เป็นเงิน 25.57 ล้านบาท โครงการสินเชื่อชุมชนปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาอาชีพของผู้มีรายได้น้อย (XYZ) จำนวน 4 กลุ่ม เป็นเงิน 7.44 ล้านบาท รวม 33 ล้านบาท และยังมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการอีกจำนวนมาก โดยได้มอบป้ายสนับสนุนเงินเพื่อผลักดันโครงการให้เกิดขึ้นอย่างมีศักยภาพ” นายประภัตร กล่าว

ขณะที่นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า โครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง รายละเอียด ดังนี้ 1) โครงการส่งเสริมการผลิตโคเนื้อ กิจกรรมการเลี้ยงโคขุนจำนวน 40,000 รายๆ ละ 5 ตัว รวมโคขุนอย่างน้อย 200,000 ตัว สร้างหรือพัฒนาคอกกลางรวบรวมโคขุน  200 แห่ง (สัดส่วนประมาณ 500/คอก) ในพื้นที่ทั่วประเทศ และคอกกักเพื่อการส่งออก จำนวน 20 แห่ง (รองรับโคขุนประมาณ 1,000 ตัว/คอก) ในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือ หรือพื้นที่ที่มีศักยภาพให้กับเกษตรกร 2) โครงการส่งเสริมการผลิตกระบือ เกษตรกรเป้าหมาย 4,000 รายๆ ละ 5 ตัว รวม 20,000 ตัว 3) โครงการส่งเสริมการผลิตแพะเนื้อ เกษตรกรเป้าหมาย 1,000 รายๆ ละ 21 ตัว รวม 21,000 ตัว  4) โครงการการส่งเสริมการผลิตไก่พื้นเมือง เกษตรกรเป้าหมาย 294 ราย ผลิตไก่พื้นเมืองขุน 264,000 ตัว/ปี และ 5) กิจการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทั่วประเทศตามศักยภาพและแผนธุรกิจที่มีความชัดเจน ได้แก่ ธุรกิจศูนย์ผลิตอาหารสัตว์ (Feed Center) การผลิตพืชอาหารสัตว์ การผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธุรกิจการส่งขนและการกระจายสินค้า (Logistics) เป็นต้น

ในส่วนของคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร หรือวิสาหกิจชุมชน มีความพร้อมในการจัดเตรียมโรงเรือนเลี้ยงสัตว์อย่างเหมาะสม จัดหาอาหารสัตว์ให้กินอย่างเพียงพอตลอดระยะเวลาการเลี้ยงเพื่อให้สัตว์มีการเจริญเติบโตเต็มที่อย่างมีศักยภาพ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องดำเนินการจัดซื้อจัดหาพันธุ์สัตว์และปัจจัยการผลิตตามโครงการด้วยตนเอง นอกจากนี้ ธ.ก.ส.สนับสนุนสินเชื่อไม่เกิน 1 ล้านบาท ดอกเบี้ย 100 บาท/ปี กลุ่มละไม่เกิน 10 ล้านบาท โดยเป็นไปตามเงื่อนไขของแต่ละโครงการ ส่วนเกษตรกรที่เป็นหนี้ NPL นั้นสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยติดต่อที่ ธกส. เพื่อให้ความช่วยเหลือในการแบ่งผ่อนตามระเบียบต่อไป

โดยขณะนี้ได้ประชุมทำความเข้าใจกับปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศไปแล้ว เพื่อสำรวจความต้องการกลุ่มที่มีความพร้อมเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ยังได้มอบนโยบายให้ทดลองเลี้ยงโคเนื้อ ที่ จ.สุพรรณบุรี ใช้เวลาเลี้ยง 117 วัน มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 200 กก. ซึ่งสามารถขายได้ กก.ละ 100 บาท จึงมั่นใจว่าหากเกษตรกรมีความตั้งใจและปฏิบัติอย่างถูกต้องจะสร้างรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ อาทิ แพะ  ไก่พื้นเมือง ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ และ รมช.เกษตรฯ ได้เน้นย้ำให้ส่งเสริมผู้เลี้ยงหมูรายย่อยเพิ่มจำนวนหมูเพื่อส่งออกไปจีน เนื่องจากขณะนี้ไทยเป็นประเทศที่ปลอดโรคอหิวาห์ทำให้ต่างประเทศมั่นใจในความปลอดภัย

มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460744

มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 13.31 น.

มาตามนัด!‘ม็อบประมง’ปักหลักหน้าก.เกษตรฯ ขีดเส้น3วันไม่เคลียร์ ยกระดับชุมนุมใหญ่

17 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า เครือข่ายสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยทั้ง 22 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล เดินทางมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง 11 ข้อที่ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ม็อบประมง’22จว.ลุกฮือ!บุกศาลากลางจี้นายกฯแก้11ข้อ ฮึ่ม16ธ.ค.ไม่เคลียร์ลุยเข้ากรุง)

นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ที่มาชุมนุมในวันนี้เพื่อเตรียมยื่นข้อเสนอ 11 ข้อต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่นายเฉลิมชัย ติดประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถ้ากระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มารับเรื่องร้องเรียน พวกตนจะไม่คุยด้วยเพราะตัดสินปัญหาไม่ได้

นอกจากนี้เดิมตั้งใจจะมาชุมนุมยืดเยื้อถึง 1 เดือนเต็ม แต่ล่าสุดจากการหารือกับ 9 แกนนำ มีข้อสรุปเบื้องต้นว่าหาก 3 วันนี้ พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ไม่มารับข้อเรียกร้องทั้ง 11 ข้อด้วยตัวเอง กลุ่มผู้ชุมนุมเตรียมยกระดับการชุมนุมให้ใหญ่กว่านี้ และกลุ่มชาวประมงที่มาในวันนี้ไม่ใช่ม็อบจัดตั้ง ทุกคนที่มาคือกลุ่มชาวประมงที่เดือดร้อนจากการทำประมงอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมจะรอฟังคำตอบรับการแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องทั้ง 11 ข้อที่ได้ยื่นไป หากรัฐบาลยังไม่ตอบสนองพร้อมจะหยุดทำการประมง และหยุดดำเนินกิจการทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับประมงเพราะปัญหาต่างๆ​ ทั้งหมดเหล่านี้เป็นปัญหามายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว และเคยเรียกร้องมาแล้วหลายครั้งแต่ได้รับการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด

สำหรับข้อเรียกร้อง 11 ข้อที่สำคัญ คือ ให้หยุดการออกกฎหมาย กฏ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่างๆ​ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงเพิ่มเติมอีก เสนอให้แก้กฎหมาย พ.ร.ก.ประมง พ.ศ.2558 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเร็ว , ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติดระบบติดตามเรือ (VMS)  หยุดการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศทันที เพิ่มวันทำการประมง และให้ทบทวนแนวทางที่จะบังคับให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับชาวประมงต้องจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด  เป็นต้น