กษ.จับมือ10กระทรวง Kick off ฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ25ธ.ค.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460581

news_default

กษ.จับมือ10กระทรวง Kick off ฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ25ธ.ค.

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯมีนโยบายขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตรด้วยการขับเคลื่อนพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรอัจฉริยะ (Intelligence Agricultural Big data) และ Gov Tech ของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อยกระดับการพัฒนาและปฏิรูปภาคการเกษตรยั่งยืน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายเกษตร 4.0 กระทรวงเกษตรฯ จึงตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ของกระทรวงเกษตรฯ โดยมีเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นประธาน ภายใต้ชื่อโครงการฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ โดย สศก.จัดประชุมคณะอนุกรรมการช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หารือแผนขับเคลื่อนฐานข้อมูลด้านการเกษตรให้เป็นรูปธรรมใช้ได้จริง และกำหนดแผน Kick off  โครงการพัฒนาฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติวันที่ 25 ธันวาคม เป็นของขวัญต้อนรับปีใหม่ให้เกษตรกรเข้าถึงการบริการข้อมูลสารสนเทศด้านการเกษตรของภาครัฐ ทั้งนี้ จะมีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติร่วมกันทั้ง 10 กระทรวง คือ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เพื่อนำข้อมูลเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางกลางทาง และปลายทาง

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ สศก.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ การดำเนินการจะจัดทำชุดข้อมูล (Datasets) ที่กำหนดหน่วยงานเจ้าของข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ซ้ำซ้อน และจัดเก็บข้อมูลพฤติกรรมเกษตรกรดำเนินการด้านการเกษตรตั้งแต่ผลิตถึงขายผลผลิตโดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่จะให้คำแนะนำแก้ปัญหา (Coaching) สำหรับข้อมูลดังกล่าวจะนำมาจัดเก็บเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ เพื่อวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และให้บริการข้อมูล Open Data และ Open API อย่างมีรอบด้านและมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ ระยะแรก จะเร่งผลักดันฐานข้อมูลเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2563 ด้วยฐานข้อมูลสินค้าเกษตรสำคัญ 5 ชนิดคือ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน และยางพารา รวมทั้งฐานข้อมูลเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร และมีแผนเปิด Open Data และ Open API ชุดข้อมูลสำคัญให้ทุกภาคส่วนได้ใช้ประโยชน์ คาดว่าเมื่อโครงการเสร็จ จะช่วยให้การคาดการณ์พยากรณ์ เตือนภัยภาคเกษตรแม่นยำมากขึ้น เป็นประโยชน์สำหรับจัดทำนโยบายเกษตรบริหารจัดการและตัดสินใจวางแผนการผลิตการตลาด พร้อมบริการข้อมูลข่าวสารทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร

เปิดขึ้นทะเบียนชาวนาเกลือปี’62/63

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460582

news_default

เปิดขึ้นทะเบียนชาวนาเกลือปี’62/63

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เพื่อร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกลือทะเลไทยให้เหมาะสมชัดเจน ครอบคลุมสอดคล้องกับบริบทการดำเนินงานในปัจจุบันและมีประสิทธิภาพ จัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกลือทะเลไทย จัดทำมาตรฐานเกลือทะเล ทำร่างพ.ร.บ.เกลือทะเล พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาเกลือทะเลไทยต่อไป รวมทั้งแก้ปัญหาที่เกษตรกรชาวนาเกลือประสบทั้งภัยธรรมชาติและการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ นอกจากนี้ กรมฯตั้งสำนักเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยขึ้น เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นต่อไป ทั้งนี้ ปกติแล้วการผลิตเกลือสมุทรจะมีช่วงผลิตได้ในหน้าแล้ง (1 พฤศจิกายน-30 เมษายน ของปีถัดไป) ดังนั้น กรมฯจึงขอให้เกษตรกรชาวนาเกลือมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2562/63 กับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อรับสิทธิ์รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยแจ้งขึ้นทะเบียนปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรการทำนาเกลือสมุทรได้หลังจากวันที่ปล่อยน้ำเข้าแปลงแล้ว 1 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่
ส่งเสริมการเกษตรจะลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ตามที่เกษตรกรได้แจ้งไว้ภายในไม่เกิน 60 วัน ต่อไป

สศก.ยันแปลงใหญ่ปลานิลต้นทุนน้อยกำไรงาม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460583

news_default

สศก.ยันแปลงใหญ่ปลานิลต้นทุนน้อยกำไรงาม

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า จากนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ปลานิลในบ่อดิน ภายใต้โครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 ถึงปัจจุบัน (ข้อมูลกรมประมง ณ 26 พฤศจิกายน 2562)พบว่า มีแปลงใหญ่ปลานิลในบ่อดินทั้งสิ้น 32 แปลง ครอบคลุม 21 จังหวัด รวมพื้นที่ 23,152 ไร่ จำนวนเกษตรกรทั้งหมด 2,204 ราย  โดย สศก.ศึกษาศักยภาพการผลิตและการตลาดสินค้าปลานิล ในพื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่  เพื่อศึกษาต้นทุน ผลตอบแทนการผลิต ประสิทธิภาพการผลิต และช่องทางตลาดของเกษตรกรเปรียบเทียบทั้งในและนอกพื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่

สำหรับผลการศึกษาพบว่าเกษตรกรในโครงการแปลงใหญ่ มีต้นทุนการผลิต 34,139.67 บาท/ไร่/รุ่น  ผลผลิต 1,192.07 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 42.19 บาท/กก. ให้ผลตอบแทน 50,293.43 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 16,153.76 บาท/ไร่ หรือ 13.55 บาท/กก. ในขณะที่เกษตรกรนอกพื้นที่แปลงใหญ่ จะมีต้นทุนการผลิต 42,079.63 บาท/ไร่/รุ่น  ผลผลิต 1,345.43 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 41.53 บาท/กก. ให้ผลตอบแทน 55,

นางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมว่า ปลานิลที่ผลิตในพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และมีผลตอบแทนสุทธิสูงกว่าเกษตรกรนอกพื้นที่โครงการ 2,357.68 บาท/ไร่ อย่างไรก็ตาม เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่โครงการ ยังขาดการจัดสรรปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม เช่น ยังปล่อยลูกพันธุ์น้อยกว่าอัตราปล่อยลูกพันธุ์ที่กรมประมงแนะนำคือ 5,000-8,000ตัวต่อไร่ และใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปปริมาณมาก ทำให้เกษตรกรสูญเปล่าจากการใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มากเกินไป  ดังนั้น เกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่โครงการฯ ควรเพิ่มประสิทธิภาพจัดสรรปัจจัยการผลิตในการเลี้ยงให้เหมาะสม คือ อัตราการปล่อยลูกพันธุ์และปริมาณอาหารเม็ดสำเร็จรูปตามคำแนะนำจากกรมประมง และส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาดที่สนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มเพื่อนำไปสู่การแปรรูป และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ให้มากขึ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจผลการศึกษาเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ ส่วนวิจัยเศรษฐกิจปศุสัตว์และประมง สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สศก. โทร. 0-2561-3448 ในวันและเวลาราชการ

รักษ์เกษตร : ดิน…การป้องกัน และปรับปรุงบำรุงรักษาดินให้มีคุณภาพ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460579

news_default

รักษ์เกษตร : ดิน…การป้องกัน และปรับปรุงบำรุงรักษาดินให้มีคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คำถาม ผมมีที่รกร้างว่างเปล่ามากครับ และเป็นดินที่ไม่มีคุณภาพ อยากจะขอทราบวิธีปรับปรุงบำรุงรักษาดินให้คุณภาพขึ้น ด้วยครับ ขอบคุณครับ

แสงนิล วิเชียรฉาย

อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

คำตอบ

ดิน เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างมาก มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ด้านการเกษตร การป่าไม้ และการปศุสัตว์ การใช้ดินเป็นระยะเวลานาน ทำให้ดินเสื่อมโทรมลง จากการที่พืชนำธาตุอาหารไปใช้ และไม่ได้รับคืนความอุดมสมบูรณ์กลับสู่ดิน รวมทั้งดินถูกชะล้างพังทลายอยู่ตลอดเวลา จึงจำเป็นต้องทำการบำรุงรักษาดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยการใช้ดินอย่างถูกวิธี มีการบำรุงดินและมีการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นดินได้อย่างยั่งยืนต่อไป

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์  เกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่น การถางพืชที่ปกคลุมหน้าดินออกไปจนหมด ทำให้น้ำฝนชะเอาผิวหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไหลไปด้วย การเผาหญ้าที่ขึ้นในไร่นา ทำให้แร่ธาตุและจุลินทรีย์ที่อยู่ในดินซึ่งมีประโยชน์ต่อพืชถูกทำลายไปการทำไร่บนเนินที่มีความลาดเอียงมาก โดยการไถพื้นดินให้เป็นร่องจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำจะทำให้น้ำฝนชะหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วย การปลูกพืชชนิดเดียวติดต่อกันเป็นเวลานานก็จะทำให้แร่ธาตุในดินบางชนิดหมดไป ผลผลิตของพืชจึงลดลง และการใช้ปุ๋ยเคมีในปริมาณมากเกินความต้องการของพืช จะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพลงเป็นต้น

การบำรุง ป้องกันรักษาดินให้มีคุณภาพมีหลายวิธี ได้แก่

1. การใช้วัสดุธรรมชาติคลุมดิน ในช่วงเวลาที่หยุดพักการปลูกพืช ไม่ควรปล่อยให้ดินว่างเปล่าควรหาวัสดุมาคลุมดินไว้ วัสดุที่เหมาะสำหรับคลุมดินคือ หญ้า และฟาง จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ช่วยรักษาความชื้นของดิน และยังสลายกลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

2. การปลูกพืชคลุมดินเพื่อเป็นการป้องกันการชะล้างของน้ำฝน พาเอาหน้าดิน ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ไป พืชที่ปลูกคลุมดิน ควรเป็นพืชที่แผ่กิ่งก้านและใบเกาะไปตามผิวดินได้ดี และมีรากยาวและแผ่กว้าง จะช่วยลดอัตราการชะล้างพังทลาย ของหน้าดินได้ดี

3. การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชสลับชนิดกันในพืชหลัก เช่น การปลูกถั่วสลับกับพืชที่เราต้องการผลผลิต จะช่วยป้องกันการพังทลายของดิน ช่วยเพิ่มรายได้และยังช่วยบำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์ขึ้น

4. การปลูกพืชแซม การปลูกพืชที่ให้ผลผลิตในพื้นที่ว่างระหว่างแถวของพืชหลัก ช่วยป้องกันไม่ให้พื้นที่ว่างนั้นพังทลายลงและช่วยป้องการเจริญชองวัชพืชได้อีกด้วย

5. การปลูกพืชแบบขั้นบันได เป็นเป็นการปลูกพืชบนพื้นที่เนิน หรือไหล่เขาทำได้โดยการสร้างคันดินหรือแนวหินขวางความลาดเอียงของพื้นที่ แล้วปลูกบนขั้นบันได

6. การเติมปุ๋ย อาจจะปลูกเป็นพืชปุ๋ยสด หรือใช้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอินทรีย์ก็ได้ ทำการหว่านให้ทั่ว จะช่วยให้ดินมีแร่ธาตุอาหารอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ

7. การปลูกป่า จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี ป่าไม้จะช่วยชะลอการไหลของน้ำทำให้น้ำซึมเข้าสู่ดินได้มากขึ้น และหน้าดินไม่พังทลาย และช่วยให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล ไม่เกิดความแห้งแล้งแก่ดิน และไม่เกิดน้ำท่วมอีกด้วย

นาย รัตวิ

เฉลิมชัยรอเจอ2ม็อบ ประมง-กลุ่มหนี้สิน พร้อมถกแก้ปัญหา

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460660

news_default

เฉลิมชัยรอเจอ2ม็อบ ประมง-กลุ่มหนี้สิน พร้อมถกแก้ปัญหา

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

เฉลิมชัยรอเจอ2ม็อบ

ประมง-กลุ่มหนี้สิน

พร้อมถกแก้ปัญหา

เตรียมข้อมูลแจงยิบ

“เฉลิมชัย”ลั่นพร้อมรับหนังสือร้องเรียนจากม็อบประมง 22 จังหวัด -กลุ่มหนี้สินเกษตรกรที่มาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ 17 ธันวาคม ด้วยตัวเอง ไม่หวั่นม็อบชนม็อบพร้อมรับฟังปัญหา เตรียมข้อมูลแจงยิบ รับปากเร่งแก้ไข พร้อมนำชื่อสมาชิก กฟก. 2.4 พันคนที่ตกหล่นเข้าที่ประชุมพุธนี้

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มเกษตรกรนัดมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเดือดร้อนวันที่ 17 ธันวาคมว่า ตนจะมารับข้อร้องเรียนของกลุ่มเกษตรกรด้วยตัวเองแน่นอน โดยกลุ่มแรก เป็นชาวประมงจาก 22 จังหวัดชายทะเล ซึ่งตนจะชี้แจงให้เข้าใจว่า กระทรวงเกษตรฯผ่อนคลายปัญหาต่างๆ ให้แล้วทั้งด้านโครงการเงินกู้สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนรออกทำประมง การพิจารณาเพิ่มวันทำประมง การให้ข้ามฝั่งจากอ่าวไทยไปอันดามันและจากอันดามันไปอ่าวไทยได้ตามฤดูกาล อีกทั้ง ไม่มีการออกกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และคำสั่งต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพ มีแต่การออกกฎหมายลำดับรองที่ส่งเสริมต่อการประกอบอาชีพของชาวประมง เช่น จะออกกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ พ.ศ. …. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างนำไปประกาศในราชกิจจานุเบกษา

ส่วนการปรับปรุงยกร่างกฎหมายประมงนั้น คณะกรรมาธิการเกษตรและสหกรณ์ สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณา สำหรับการนำเรือประมงขาว-แดงออกนอกระบบ ซึ่งขณะนี้เหลืออยู่ 53 ลำ งบประมาณ 294,850,200 บาท รอการจัดสรรงบประมาณปี 2563 เมื่อได้รับแล้วจะเร่งดำเนินการต่อไป สำหรับโครงการการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน ระยะที่ 2 โดยนำเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐและ/หรือประสงค์จะเลิกอาชีพประมง 2,768 ลำ งบประมาณค่าใช้จ่ายในการชดเชยเรือประมง 7,143,847,900 บาทอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

“ปัญหาภาคการประมงนั้น รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการแก้ปัญหาเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง ในส่วนที่กระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบนั้นได้ดำเนินการแล้ว แต่บางเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงอื่น ได้ประสานงานให้ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ได้ประสานกระทรวงแรงางาน ด้านการอำนวยความสะดวกในการซื้อขายน้ำมัน และการบริการคือ มีเรือ Tanker ที่เข้าร่วมในโครงการฯประมาณ 50 ลำ จะนำเรือไปจอดทอดสมอเพื่อขายน้ำมันบริเวณทะเลเขตต่อเนื่องให้เรือประมง

ส่วนเรือประมงที่ประสงค์จะเติมน้ำมันเขียวจะต้องได้รับโควต้าปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละเที่ยวเรือที่ออกจับปลาในทะเล จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย การเข้าเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง เพื่อเข้าไปเติมน้ำมันจากเรือ Tanker สถานีบริการนอกชายฝั่งทะเล และต้องไม่เกินกว่าปริมาณความจุของถังน้ำมันใช้การของเรือ โครงการนำระบบฟรีทการ์ด (Fleet Card) มาใช้ เพื่อประโยชน์ในการกำกับ ติดตามและบริการการใช้น้ำมัน (เขียว) ให้ถูกต้อง ทันสมัย และตรวจสอบปริมาณการใช้น้ำมันได้ตั้งแต่โรงกลั่น เรือ Tanker จนถึง เรือประมง โดยได้มอบหมายให้ผู้แทนจาก ธนาคารกรุงไทย ได้มาร่วมรับฟังศึกษาหาข้อมูลเบื้องต้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อนำมาประกอบการพิจารณาให้ระบบฟรีทการ์ดสามารถใช้เป็นบัตรเครดิตสำหรับเติมน้ำมันเขียวกับเรือประมง

สำหรับสมาคมผู้ค้าน้ำมันเรือ Tanker ได้เข้าร่วมประชุมด้วยก็มีท่าทีไม่ขัดข้อง หากธนาคารกรุงไทยสามารถให้เครคิตการชำระหนี้น้ำมันในระยะเวลาที่เหมาะสมได้ ซึ่งอธิบดีกรมสรรพสามิตประธานกรรมการโครงการได้ประชุมร่วมกับประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยแล้ว

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อถึงกลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้สิน โดยประเด็นที่เกษตรกรเรียกร้อง มีทั้งปรับโครงสร้างหนี้สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ตกหล่น 2,400 คน ซึ่งจะตรวจสอบและนำเสนอคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) พิจารณา ซึ่งจะประชุมในวันพุธที่18 ธันวาคมนี้

‘เทพรัตน์ไพลิน63’อัญชันพันธุ์ใหม่ คุณสมบัติเทพให้ผลผลิตสูงเก็บเกี่ยวเร็ว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460585

news_default

‘เทพรัตน์ไพลิน63’อัญชันพันธุ์ใหม่ คุณสมบัติเทพให้ผลผลิตสูงเก็บเกี่ยวเร็ว

วันอังคาร ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า อัญชัน เป็นพืชออกดอกเกือบตลอดปี อย่างไรก็ตาม แม้เป็นพืชที่ผสมตัวเอง แต่ในธรรมชาติมักพบผสมข้ามสายพันธุ์โดยแมลงสูงมากจึงทำให้มีการกระจายตัวทางพันธุกรรม  โดยอัญชันพันธุ์ปลูกทั่วไปพบมีความแปรปรวนทางพันธุกรรม ทำให้ลักษณะกลีบดอกไม่สม่ำเสมอ มีกลีบดอกตั้งแต่ 3-5 กลีบปะปนในต้นเดียวกันและมีทั้งซ้อนและไม่ซ้อนกัน ทำให้ได้ผลผลิตและสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารสำคัญช่วยต้านอนุมูลอิสระ และชะลอความเสื่อมของเซลล์ในอัญชัญไม่คงตัวและไม่สม่ำเสมอ

ในปี 2554 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร กรมวิชาการเกษตร จึงได้ปรับปรุงอัญชันพันธุ์ปลูกทั่วไป โดยปลูกและคัดเลือกอัญชันพันธุ์ปลูกทั่วไป ใช้การคัดเลือกพันธุ์บริสุทธิ์  คัดแยกเป็นสายพันธุ์ โดยคัดเลือกต้นที่เก็บเกี่ยวผลผลิตดอกเร็ว ผลผลิตสูง ลักษณะดอก มีกลีบดอก 4-5 กลีบ ซ้อน และให้ปริมาณแอนโทไซยานินรวมสูงสุดหรือไม่น้อยกว่า 70 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักกลีบดอกสด 100 กรัม  และปลูกทดสอบพันธุ์ร่วมกับพันธุ์ปลูกทั่วไปในแปลงของเกษตรกร เพื่อให้ได้อัญชันพันธุ์แท้ที่มีความสม่ำเสมอของลักษณะดอก และให้ผลผลิตมากกว่าพันธุ์ปลูกทั่วไปอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่าการปรับปรุงพันธุ์อัญชันประสบความสำเร็จ ได้อัญชัญพันธุ์ใหม่เสนอเป็นพันธุ์พืชแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ใช้ชื่อว่า“อัญชันพันธุ์เทพรัตน์ไพลิน 63” มีลักษณะเด่นตามที่ต้องการคือ ให้ผลผลิตดอกสดสูงถึง 2,122 กิโลกรัมต่อไร่ มากกว่าพันธุ์ปลูกทั่วไป และยังเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกได้เร็วกว่าพันธุ์ปลูกทั่วไป 6 วัน  มีปริมาณแอนโทไซยานินรวมมากกว่าพันธุ์ปลูกทั่วไป 1.5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักกลีบดอกสด 100 กรัม  และลักษณะเด่นสำคัญคือ ลักษณะดอกมีกลีบดอกใหญ่ 5 กลีบซ้อนเวียน ซึ่งการมีจำนวนกลีบดอกที่เท่ากันและสม่ำเสมอในต้นเดียวกัน จะช่วยเพิ่มผลผลิตและเพิ่มน้ำหนักดอก ในขณะเดียวกันถ้าจำนวนกลีบดอกไม่เท่ากัน น้ำหนักแต่ละดอกก็จะต่างกัน ผลผลิตโดยรวมจะไม่คงตัว ทำให้ได้ผลผลิตไม่คงที่

ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรกระจายเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกรนำไปปลูกแล้วหลายจังหวัด โดยเมล็ดพันธุ์คัด 2 กิโลกรัม ถ้าปลูกขยายพันธุ์ในพื้นที่ 10 ไร่  ผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์หลักได้ 1,000 กิโลกรัม เมื่อนำเมล็ดพันธุ์หลักไปปลูกต่อสามารถผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ขยายได้ 500 ตัน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรให้คำแนะนำการปลูกแก่เกษตรกร กรณีปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ให้ได้ตรงตามพันธุ์ และเพื่อรักษาคุณภาพเมล็ดพันธุ์ โดยปลูกให้มีระยะห่างจากพันธุ์อื่น ป้องกันการผสมข้ามโดยแมลง  ซึ่งทำให้เมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อแปรปรวนได้  ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรนำอัญชันพันธุ์เทพรัตน์ไพลิน 63 ที่ได้รับจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรไปปลูกขยายเป็นการค้า ส่งออกดอกอัญชันไปประเทศเกาหลีเพื่อนำไปแปรรูปเป็นชา  ถือเป็นการสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้สินค้าได้อีกทาง เกษตรกรที่สนใจพันธุ์อัญชันเทพรัตน์ไพลิน 63 สอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตรโทร.0-5699-0035

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากกรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เพื่อร่วมกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านเกลือทะเลไทยให้เหมาะสมชัดเจน ครอบคลุมสอดคล้องกับบริบทการดำเนินงานในปัจจุบันและมีประสิทธิภาพ จัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกลือทะเลไทย จัดทำมาตรฐานเกลือทะเล ทำร่างพ.ร.บ.เกลือทะเล พิจารณาแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาเกลือทะเลไทยต่อไป รวมทั้งแก้ปัญหาที่เกษตรกรชาวนาเกลือประสบทั้งภัยธรรมชาติและการนำเข้าเกลือจากต่างประเทศ นอกจากนี้ กรมฯตั้งสำนักเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยขึ้น เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานอื่นต่อไป ทั้งนี้ ปกติแล้วการผลิตเกลือสมุทรจะมีช่วงผลิตได้ในหน้าแล้ง (1 พฤศจิกายน-30 เมษายน ของปีถัดไป) ดังนั้น กรมฯจึงขอให้เกษตรกรชาวนาเกลือมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2562/63 กับกรมส่งเสริมการเกษตรได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อรับสิทธิ์รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยแจ้งขึ้นทะเบียนปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรการทำนาเกลือสมุทรได้หลังจากวันที่ปล่อยน้ำเข้าแปลงแล้ว 1 วัน จากนั้นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรจะลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่ตามที่เกษตรกรได้แจ้งไว้ภายในไม่เกิน 60 วัน ต่อไป

เคลื่อนพล!‘ม็อบประมงกระบี่’ลุยเข้ากรุง ประกาศพร้อมชุมนุมยืดเยื้อ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/460675

เคลื่อนพล!‘ม็อบประมงกระบี่’ลุยเข้ากรุง ประกาศพร้อมชุมนุมยืดเยื้อ

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 21.24 น.

เคลื่อนพล!‘ม็อบประมงกระบี่’ลุยเข้ากรุง ประกาศพร้อมชุมนุมยืดเยื้อ

16 ธันวาคม 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.กระบี่ ว่า เครือข่ายประมงพาณิชย์จังหวัดกระบี่ และเจ้าของธุรกิจต่อเนื่องประมงทุกชนิด ได้ทยอยขึ้นรถบัสที่ทางสมาคมชาวประมง จังหวัดกระบี่เตรียมไว้ เพื่อเดินทางเข้า กทม. โดยบางส่วนเดินทางก่อนหน้านี้ไปสมทบกับเครือข่ายสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยทั้ง 22 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล เพื่อร่วมชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อทวงถามข้อเรียกร้อง 11 ข้อที่ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านผู้ว่าราชการจังกระบี่ พร้อมกันทั้ง 22 จังหวัดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา หลังรัฐบาลไม่ตอบสนองข้อเรียกร้อง พร้อมประกาศร่วมชุมนุมยืดเยื้อ (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ม็อบประมง’22จว.ลุกฮือ!บุกศาลากลางจี้นายกฯแก้11ข้อ ฮึ่ม16ธ.ค.ไม่เคลียร์ลุยเข้ากรุง)

นายมานิตย์ ดำกุล นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ เปิดเผย่า พร้อมจะร่วมชุมนุมยืดเยื้อ รอฟังคำตอบรับแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องทั้ง 11 ข้อ ที่ได้ยื่นไป หากรัฐบาลไม่ยังตอบสนองพร้อมจะหยุดทำการประมง และหยุดดำเนินกิจการทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับประมง เพราะปัญหาต่างๆทั้งหมดเหล่านี้เป็นปัญหามายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว และเคยเรียกร้องมาแล้วหลายครั้งแต่ได้รับการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด เช่น หยุดออกกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่งต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพประมงเพิ่มเติมอีก , เสนอให้แก้กฎหมาย พ.ร.ก.ประมง พ.ศ.2558 ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยเร็ว , ปัญหาขาดแคลนแรงงานประมง , เรือประมงที่มีขนาดไม่เกิน 30 ตันกรอส ไม่ควรมีนโยบายให้ติดระบบติดตามเรือ (VMS) , หยุดการนำเข้าสัตว์น้ำจากต่างประเทศทันที , เพิ่มวันทำการประมง และให้ทบทวนแนวทางที่จะบังคับให้บริษัทจำหน่ายน้ำมันดีเซลให้กับชาวประมงต้องจ่ายเงินผ่านบัตรฟรีทการ์ด ( Fleet CARD) เป็นต้น

คุณแหน : 16 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460372

650935

คุณแหน : 16 ธันวาคม 2562

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ll ยินดีกับ ชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ที่ได้รับพระราชทานปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปีการศึกษา 2562…

ll แม้มีภารกิจมากแต่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ในฐานะประธาน digital CEO # 1 ยังจัดคิว มาร่วมงานประชุมการเตรียมจัดกิจกรรม CSR และสังสรรค์รับปีใหม่ 19 ธ.ค.นี้ ตอนนี้มีคนลงชื่อมากกว่า 50 คนแล้ว…

ll เจิมใจ พรพิบูลย์ วัฒนาวิทยาลัย รุ่น 105 กำหนด วันฌาปนกิจน้องชาย รุจเวส พรพิบูลย์ CEO บริษัทวิบูลย์กิจ 22 ธ.ค. เวลา 17.00 น. ณ วัดธาตุทอง เมรุหลัง…

ll แม้จะเรียนจบหลักสูตร ปธพ. 1 มากว่า 7 ปีแล้ว ล่าสุด นพ.กำพล พลัสสินทร์ ประธานรุ่นคนที่ 3 นัดเลี้ยงสังสรรค์มีเพื่อนๆ มากว่า 50 คน อาทิ ศ.นพ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์, นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์, ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์, รศ.นพ.ชัยวัฒน์ บำรุงกิจ โดยมี ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ รับเป็นพิธีกร..ในงานนี้ได้ประธาน ปธพ. 1 คนใหม่ คือ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ…นอกจากนี้ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ ผอ.หลักสูตรฯแม้เพิ่งสร่างไข้ออกจากนอนโรงพยาบาล มากว่า 10 วัน ก็มาร่วมงานด้วย…

ll รศ.(พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ อดีตนายกสภาเภสัชกรรม เสนอแนะให้แพทยสภาทำตามหลักสากล การแก้ไข “พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม” ต้องไม่ล้ำเส้นวิชาชีพอื่น เพราะทั้ง 2 วิชาชีพ-แพทย์ และเภสัชนี้ใกล้ชิดกันมาก เหตุที่มีการแบ่งหน้าที่ระหว่างแพทย์และเภสัชกรก็เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้ป่วย แพทย์ทำหน้าที่ในการรักษา ส่วนเภสัชกรก็ช่วยดูเรื่องยาว่ายาที่สั่งมาจะเกิดปัญหาอะไรหรือไม่ จะเกิดการแพ้ยาดื้อยาหรือไม่ ถ้าคิดว่าจะเกิดปัญหาก็ต้องหารือกับแพทย์ ดังนั้นทิศทางการพัฒนาต่างๆ ควรจะเป็นไปในทางที่เป็นสากลมากกว่าไม่ควรก้าวล่วงวิชาชีพอื่นๆ…

ll วลี กิตติรัตนวิวัฒน์ เข้ารักษานิ่วในท่อไตที่ รพ.สมิติเวช สุขุมวิท ไม่กี่วัน คนแห่เยี่ยมมากจนแทบไม่ได้พักด้วย “คุณเล็ก” เป็นที่รักของเพื่อนทุกคน จึงขอแจ้งข่าวว่าปลอดภัยดีแล้ว คุณหมอให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านแล้ว…

ll ชลิตา สาลีรัฐวิภาค เจ้าของร้านใหม่ อีทเทอร์รี่ ศูนย์การค้าเพนนินซูล่า พลาซ่า ถ.ราชดำริ จัดเมนูพิเศษเฉพาะช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีนี้กับ ไก่งวง โฮมเมด นุ่ม ชุ่มฉ่ำ และเค้กคริสต์มาส พานาโตเน่ (Panetto) ยอดฮิตของอิตาลี มีเสิร์ฟถึงแค่สิ้นเดือนแห่งความสุข ธ.ค.นี้ สั่งล่วงหน้า โทร.02-6521399…

ll มอบความสุขให้น้องๆ3 จังหวัดชายแดนใต้ มาครบ 1 ทศวรรษกับงาน “มิลเลียนกิฟท์ มิลเลียนสมายล์ปีที่ 10” บุษบา จิราธิวัฒน์ เชิญชวนทุกคนร่วมกันแบ่งปันของขวัญชิ้นใหม่ จะเป็นเครื่องเขียน อุปกรณ์กีฬา หรือของเล่นเด็ก 17 ธ.ค. 17.00 น. ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี…

ll ส่งท้ายปลายปี มยุรี ชัยพรหมประสิทธิ์ แม่ทัพใหญ่แห่งสยามพารากอน รังสรรค์มหกรรมความสนุก ส่งตรงโชว์จากต่างประเทศระดับเวิลด์คลาส จัดงาน Siam Paragon World Magical Celebrations : The International Carnivals มอบการแสดงสุดตื่นตาตื่นใจหลากหลายแนวจากประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน และชิลี บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปลายปี 17-31 ธ.ค.พาร์ค พารากอน สยามพารากอน…ll

คุณแหน

3 นักวิจัยคว้าทุนวิจัย ‘แบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2019’ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้มีสุขภาพที่ดียืนยาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460348

news_default

3 นักวิจัยคว้าทุนวิจัย ‘แบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2019’ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้มีสุขภาพที่ดียืนยาว

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มอบรางวัลทุนวิจัยแบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2019 เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยและการค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านสุขภาพอันจะเกิดประโยชน์กับคนไทย ในงานประชุมวิชาการด้านโภชนาการ “แบรนด์ เฮลธ์ คอนเฟอร์เรนซ์ 2019” เรื่อง “อาหารและโภชนาการเพื่อเสริมสุขภาพสมอง” โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงโปรดให้ หม่อมราชวงศ์สมลาภ กิติยากร เป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธานเปิดงานและมอบทุนวิจัยในครั้งนี้

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ชมรมโภชนวิทยามหิดล วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต และมูลนิธิแบรนด์เฮลธ์เพื่อการวิจัยสุขภาพของคนไทย จัดงานประชุมวิชาการด้านโภชนาการ “แบรนด์ เฮลธ์ คอนเฟอร์เรนซ์ 2019” เรื่อง “อาหารและโภชนาการเพื่อเสริมสุขภาพสมอง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการใช้อาหารและโภชนาการในการดูแลสุขภาพสมอง รวมถึงเผยแพร่งานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่น่าสนใจ เพื่อส่งเสริมสุขภาพสมองและคุณภาพชีวิต ให้แก่บุคลากรทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โดยมีแพทย์ เภสัชกร นักโภชนาการ พยาบาล นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการทั่วไปเข้าร่วมประชุมกว่า 900 คน ณ ห้องสยามมกุฎราชกุมาร อาคารเฉลิมพระบารมี 50 ปี

ภายในงานยังมีการมอบรางวัลทุนวิจัยแบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2019 ขึ้น เพื่อสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยและการค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านสุขภาพ อันจะเกิดประโยชน์กับคนไทยอีกทั้งยังเป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางวิชาการของนักวิจัยไทยไปสู่ระดับโลก โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงโปรดให้หม่อมราชวงศ์สมลาภ กิติยากร เป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธานเปิดงานและมอบทุนวิจัยในครั้งนี้ โดยมีศ.เกียรติคุณ นพ.จอมจักร จันทรสกุล ประธานคณะกรรมการพิจารณาทุนวิจัยฯ ให้การต้อนรับ

ทุนวิจัยแบรนด์ เฮลธ์ รีเสิร์ช อวอร์ด 2019 เป็นทุนวิจัยต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 มอบทุนวิจัย 500,000 บาททุกปี โดยไม่มีข้อผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งที่ผ่านมามีนักวิจัยได้รับทุนจากโครงการไปแล้วกว่า 60 ผลงาน โดยในปีนี้มีผลงานที่
ได้รับทุนจำนวน 3 ราย ได้แก่ ศ.ดร.ทพญ.วิภาวี นิตยานันทะ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอโครงงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลผสมสารสกัดธรรมชาติที่มีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็งช่องปาก” (Development of gel containing plant-derived compounds with anti-oral cancer activity) เนื่องจากมะเร็งช่องปากมีสาเหตุการเกิดสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การเคี้ยวหมากสูบบุหรี่ และดื่มสุรา รวมทั้งการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนปาปิลโลมา ชนิดที่ 16 (HPV-16) ซึ่งจากการศึกษาพบว่า สารสกัดจากเปลือกมังคุด และสารสกัดเปลือกทับทิมมีคุณสมบัติยับยั้งการติดเชื้อไวรัส โดยไม่เป็นพิษต่อเซลล์เยื่อบุผิวช่องปาก ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการนำคุณสมบัติดังกล่าวมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เจล ที่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งช่องปาก
ในประชากรที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เคี้ยวหมาก และผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศต่อการติดเชื้อ HPV-16 ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสก่อมะเร็ง นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิตทางการเกษตรอีกด้วย

รศ.ดร.ดวงดาว ฉันทศาสตร์ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอโครงงานวิจัยเรื่อง ไอออนโทโฟเรซิสสำหรับนำส่งยาพรามิเพกซอล ผ่านผิวหนัง เพื่อรักษาโรคพาร์กินสัน (Iontophoresis of pramipexole transdermal delivery for the treatment of Parkinson’s disease) โรคพาร์กินสันจัดเป็นโรคความเสื่อมของระบบประสาทที่พบได้มากเป็นอันดับสอง รองจากโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ซึ่งพบมากในผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เกิดจากเซลล์สมองในซับสแตนเชียไนกราบางส่วนตาย หรือลดจำนวนลง ทำให้สารสื่อประสาทชื่อว่า “โดพามีน” ที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายลดลง ทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวช้า สั่น เกร็ง และสูญเสียการทรงตัว รวมทั้งอาจจะมีความแปรปรวนของการนอนหลับ อารมณ์ พฤติกรรม และความจำเสื่อมร่วมด้วย ทำให้ประสิทธิภาพการทำงาน คุณภาพชีวิตและอายุขัยลดลง ดังนั้นการศึกษานี้จึงมุ่งศึกษาสภาวะที่เหมาะสมสำหรับนำส่งยาพรามิเพกซอลไดโฮไดรคลอไรด์ผ่านผิวหนังด้วยระบบไออนโทโฟเรซิสได้แก่ pH และความเข้มข้นของสารละลายยา ความแรงและรูปแบบของกระแสไฟฟ้า เพื่อนำไปใช้เป็นวิธีทางเลือกในอนาคตในการรักษาผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่มีปัญหาการกลืนยายาก

ผศ.ดร.พรรัศมิ์ จินตฤทธิ์ ภาควิชาโภชนศาสตร์เขตร้อน และวิทยาศาสตร์อาหาร คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ทำการศึกษาเรื่อง “การศึกษากรดไขมันชนิดสายสั้นที่เกิดขึ้นในกระบวนการหมักกากถั่วเหลืองในอาหาร “ถั่วเน่า” โดยใช้ไมโครไบโอม ตามธรรมชาติเพื่อประโยชน์ทางสุขภาพและโภชนาการต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของคน” (Studying short chain fatty acid occurring in fermenting process soybean meal in food “Thua-nao” from natural microbiome for usefulness in health and nutrition and their impact on human metabolism) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาและแยกชนิดแบคทีเรียที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในถั่วเน่า ตลอดจนประโยชน์ในการผลิตสาร Metabolite กรดไขมันสายสั้นที่มีฤทธิ์ต้านสารอักเสบ ยับยั้งการออกฤทธิ์และควบคุมการแสดงออกของเอนไซม์ Histone deacetylase (HDAC) กระตุ้นการแสดงออกของยีนจำเพาะที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการแก่ และการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษาอย่างเป็นระบบถึงจุลินทรีย์ในถั่วเน่านำมาซึ่งความเข้าใจและสามารถพัฒนาถั่วเน่าให้เป็นอาหารเสริมสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุหรือกลุ่มคนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง นอกจากนี้ยังสามารถนำไมโครไบโอมในถั่วเน่าไปใช้เป็นหัวเชื้อในทางอุตสาหกรรมอาหารและยาต่อไป

ทั้งนี้ การคิดค้นวิจัยองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านการดูแลและส่งเสริมสุขภาพ นับตัวแปรที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคตดังนั้น 3 งานวิจัยข้างต้นนี้จะมีประโยชน์ช่วยเปิดทางการรักษาโรคและดูแลสุขภาพด้วยวิธีใหม่ๆ รวมไปถึงจะเป็นอีกแรงผลักดันและยกระดับการสาธารณสุขไทยเพื่อช่วยตอบโจทย์ปัญหาด้านโภชนาการและสาธารณสุขของไทยอีกทางหนึ่ง

มิติใหม่ กับการบริการประชาชน‘รถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/460397

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประธานในพิธี พร้อมด้วย ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค ผช.เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้านสนับสนุนและพัฒนาโครงการใหม่,
ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กก.ผจก.บจ.ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ และ สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผอ.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยมี ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) ต้อนรับ

มิติใหม่ กับการบริการประชาชน‘รถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551’

วันจันทร์ ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

มิติใหม่ กับการบริการประชาชน‘รถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551’

เส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

สืบเนื่องจากทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้รับทราบถึงปัญหาของประชาชน ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และผู้ที่เดินทางมารับการรักษาจากทางสถาบันและโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เรื่องความไม่สะดวกในการเดินทางเข้ามารับบริการ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องใช้บริการรถโดยสารประจำทางในการเดินทางด้วยเหตุผลดังกล่าว ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ประสานไปยังกรมการขนส่งทางบกเพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน กรมการขนส่งทางบกจึงได้พิจารณา เปิดเส้นทางการเดินรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ หมวด 4 สาย 1551 เส้นทาง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม2550 เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้กับประชาชน ข้าราชการ และพนักงานของรัฐที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในเส้นทางดังกล่าว ที่สำคัญยังเป็นการอำนวยความสะดวกของผู้ป่วย ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สามารถเดินทางมารับบริการ และให้บริการได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น สามารถเชื่อมต่อการขนส่งจากระบบล้อสู่ราง ขนถ่ายผู้โดยสารไปยังถนนวิภาวดีรังสิตและถนนแจ้งวัฒนะ ที่สำคัญในอนาคตอันใกล้จะขยายเส้นทางเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าสายสีแดงและสีชมพูอีกด้วย ทางกรมการขนส่งทางบกได้พิจารณาออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งรถประจำทางให้กับบริษัท รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ EVT เพื่อนำรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศมาให้บริการรับ-ส่งผู้โดยสารตามเส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 รถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 1551 ซึ่งเป็นเส้นทางรถโดยสารไฟฟ้าแห่งแรกในกรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ได้จัดงานแถลงข่าวการเปิดให้บริการรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551 เส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โดยได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.นิธิ
มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานเปิดงาน โดยมี พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค ผู้ช่วยเลขาธิการ
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้านสนับสนุนและพัฒนาโครงการใหม่ เป็นผู้กล่าวรายงานถึงโครงการดังกล่าว ร่วมด้วย ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม,ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด และ ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธานกรรมการ บริษัท รถไฟฟ้า(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงข่าวพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติร่วมเป็นสักขีพยานณ ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

รถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551 เส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 วิ่งให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-19.00 น.ไป-กลับตามเส้นทางจากศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 (บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ) ไปตามซอยแจ้งวัฒนะ 7 แยกซ้ายไปตามซอยเชื่อมระหว่างซอยแจ้งวัฒนะ 5 กับซอยแจ้งวัฒนะ 7 ผ่านโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ แยกซ้ายไปตามซอยแจ้งวัฒนะ 5 ไปจนสุดเส้นทางบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ รวมระยะทางตลอดสาย 4 กิโลเมตร อัตราค่าบริการ 15 บาทตลอดสายมีระยะเวลาเบื้องต้น 3 ช่วงๆ ละ 7 ปี

โดยคุณลักษณะของรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทางสาย 1551 ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ที่มา
จากแหล่งกำเนิดไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟตที่มีความปลอดภัยสูง (Electric Vehicle หรือ EV) เป็นพลังงานสะอาด ไร้มลพิษ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปราศจากฝุ่นละออง PM2.5 และควันดำ โดยในเส้นทางที่รถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศประจำทางสาย 1551 วิ่งผ่าน จะคงไว้ซึ่ง “พื้นที่สีเขียวปราศจากมลพิษ” อย่างแท้จริง ตัวรถเป็นแบบชั้นเดียว ติดตั้งระบบปรับอากาศ มีขนาด 22 ที่นั่ง (รวมที่นั่งคนขับ) พร้อมเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง เป็นรถโดยสารไฟฟ้าที่จดทะเบียนเป็นไปตามมาตรฐานข้อกำหนดของกรมขนส่งทางบก ความเร็วสูงสุด 80 กม./ชม. สามารถวิ่งได้ระยะทางไม่ต่ำกว่า 150-200 กม. ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง โดยใช้ระยะเวลาการชาร์จไฟ 30 นาทีความยาวตัวรถ 6.8 เมตร ความกว้าง2.30 เมตร และความสูง 2.90 เมตร ประตูขึ้น-ลงเป็นระบบอัตโนมัติ มีระบบป้องกันประตูหนีบ ติดตั้งจำนวน 2 ประตูบริเวณฝั่งซ้ายด้านหน้า และกลางตัวรถ (ขึ้นด้านหน้า และลงประตูหลัง) ส่วนประตูฉุกเฉินอยู่ด้านท้ายฝั่งขวา พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง และอุปกรณ์ทุบกระจก มีระบบไฟส่องสว่างในห้องโดยสาร และติดตั้งกล้องวงจรปิดทั้งภายในตัวรถและรอบรถ ระบบ GPS แสดงข้อมูลตำแหน่งรถแบบ Real Time ผ่าน Mobile Application พร้อมระบบ E-Ticket

ด้านผลงานการให้บริการรถโดยสารไฟฟ้าของ บริษัท รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีดังนี้ บริการรถโดยสารไฟฟ้าฯ ให้กับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, บริการรถโดยสารไฟฟ้าฯ ให้กับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน, บริการรถโดยสารไฟฟ้าฯ ให้กับ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จ.สงขลา, บริการรถโดยสารไฟฟ้าฯ ให้กับ โรงพยาบาลรามาธิบดี, บริการรถโดยสารไฟฟ้าฯ ให้กับ ธนาคารไทยพาณิชย์ (สำนักงานใหญ่), บริการรถโดยสารไฟฟ้าฯ ให้กับ เทศบาลนครนครเชียงราย และล่าสุดบริการรถโดยสารไฟฟ้าฯ สาย 1551 โรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

สำหรับ บริษัท รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทชั้นนำของคนไทยที่มีประสบการณ์ในการให้บริการรถโดยสารที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า มานานกว่า 25 ปี พร้อมกับบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถ เป็นบริษัทฯ ที่ลงทุนระหว่างกลุ่มนักธุรกิจที่มีแนวความคิดและความต้องการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ชุมชนเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันยังเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาระบบขนส่งมวลชนของประเทศไทย และมีส่วนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้พลิกโฉมด้วยนวัตกรรมการใช้พลังงานสะอาดอย่างระบบไฟฟ้า มาทดแทนการใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่สร้างปัญหามลพิษทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัจจุบันมีดร.นุชนาถ วสุรัตน์ เป็นประธานกรรมการบริหาร โดยบริษัทได้รับการสนับสนุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI เลขที่ 5144/2543 (7-1911-2538) ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในการลงทุนการผลิต และจัดจำหน่าย ยานพาหนะระบบพลังงานไฟฟ้าเพื่อตอบสนองตลาดภายในประเทศ และส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ.2538 เป็นต้นมา

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประธานในพิธี พร้อมด้วย ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค ผช.เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้านสนับสนุนและพัฒนาโครงการใหม่,
ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กก.ผจก.บจ.ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ และ สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผอ.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยมี ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) ต้อนรับ

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประธานในพิธี พร้อมด้วย ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค ผช.เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้านสนับสนุนและพัฒนาโครงการใหม่, ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กก.ผจก.บจ.ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ และ สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผอ.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ โดยมี ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) ต้อนรับ
ประธานในพิธี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์
เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
กล่าวเปิดงาน

ประธานในพิธี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวเปิดงาน
ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย พล.อ.ต.นพ.สันติ
ศรีเสริมโภค ผช.เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ดร.นุชนาถ
วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) และ ดร.นาฬิกอติภัค
แสงสนิท กก.ผจก.บจ.ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ ร่วมกันแถลงข่าว

ชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค ผช.เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) และ ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กก.ผจก.บจ.ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ ร่วมกันแถลงข่าว
ประธานในพิธีพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ร่วมสัมผัสของจริง โดยขึ้นนั่งรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551 ในเส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

ประธานในพิธีพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ร่วมสัมผัสของจริง โดยขึ้นนั่งรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551 ในเส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
ประธานในพิธีพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ร่วมสัมผัสของจริง โดยขึ้นนั่งรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551 ในเส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

ประธานในพิธีพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ร่วมสัมผัสของจริง โดยขึ้นนั่งรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551 ในเส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
ประธานในพิธีพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ร่วมสัมผัสของจริง โดยขึ้นนั่งรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551 ในเส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

ประธานในพิธีพร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ ร่วมสัมผัสของจริง โดยขึ้นนั่งรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551 ในเส้นทางโรงพยาบาลจุฬาภรณ์-ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ชัยวัฒน์ ทองคําคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ต.นพ.สันติ
ศรีเสริมโภค, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท, กฤศ โกษานันตชัย, พล.อ.ประสงค์ ล้อมทอง, พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ และ ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด

ถ่ายภาพร่วมกันเป็นที่ระลึก ชัยวัฒน์ ทองคําคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์, ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท, กฤศ โกษานันตชัย, พล.อ.ประสงค์ ล้อมทอง, พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ และ ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด
แขกผู้มีเกียรติ ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ มี พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์, สุชาดา ดาวล้อมทอง,
รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์, ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด, พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค, วัลย์ณี ทวีแสงศิริ,
พล.อ.ประสงค์ ล้อมทอง และ พล.ต.พิเชษฐ์ คงศรี

แขกผู้มีเกียรติ ร่วมแสดงความยินดีกับ ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ มี พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์, สุชาดา ดาวล้อมทอง, รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์, ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด, พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค, วัลย์ณี ทวีแสงศิริ, พล.อ.ประสงค์ ล้อมทอง และ พล.ต.พิเชษฐ์ คงศรี
ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย)

ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย)
กฤศ โกษานันตชัย
ผจก.ทั่วไป บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย)
(ทายาท ดร.นุชนาถ
วสุรัตน์ ประธาน กก.)
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรถพลังงานไฟฟ้า

กฤศ โกษานันตชัย ผจก.ทั่วไป บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) (ทายาท ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรถพลังงานไฟฟ้า
กฤศ โกษานันตชัย
ผจก.ทั่วไป บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย)
(ทายาท ดร.นุชนาถ
วสุรัตน์ ประธาน กก.)
ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรถพลังงานไฟฟ้า

กฤศ โกษานันตชัย ผจก.ทั่วไป บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) (ทายาท ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีรถพลังงานไฟฟ้า
ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด และ ศรีสอาด ชั้นสามารถ

ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด และ ศรีสอาด ชั้นสามารถ
สมจิตร อัครพันธุ์, วัลย์ณี ทวีแสงศิริ, ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก, รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์ และ ดาริกา ปุณณกันต์

สมจิตร อัครพันธุ์, วัลย์ณี ทวีแสงศิริ, ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก, รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์ และ ดาริกา ปุณณกันต์
ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ มอบของ
ที่ระลึกแด่ ดร.นาฬิกอติภัค
แสงสนิท

ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ มอบของ ที่ระลึกแด่ ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท
ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ มอบของ
ที่ระลึกแด่ พล.อ.ต.นพ.สันติ
ศรีเสริมโภค

ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ มอบของ ที่ระลึกแด่ พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค

ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) นำประธานในพิธี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัย
จุฬาภรณ, ชัยวัฒน์ ทองคําคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ต.นพ.สันติ
ศรีเสริมโภค ผช.เลขาธิการราชวิทยาลัย
จุฬาภรณ์ฯ และแขกผู้มีเกียรติ คุณหญิงชดช้อย
โสภณพนิช, ผาณิต พูนศิริวงศ์, รศ.นรีวรรณ
จินตกานนท์, วิภาดา เลิศสุวรรณกุล ร่วมทดสอบนั่งรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551

ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) นำประธานในพิธี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัย จุฬาภรณ, ชัยวัฒน์ ทองคําคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค ผช.เลขาธิการราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ฯ และแขกผู้มีเกียรติ คุณหญิงชดช้อย โสภณพนิช, ผาณิต พูนศิริวงศ์, รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์, วิภาดา เลิศสุวรรณกุล ร่วมทดสอบนั่งรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ชัยวัฒน์ ทองคําคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค ผช.เลขาธิการราชวิทยาลัย
จุฬาภรณ์ ด้านสนับสนุนและพัฒนาโครงการใหม่, ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กก.ผจก.บจ.ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย), พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์, สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผอ.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และ กฤศ โกษานันตชัย ผจก.ทั่วไป บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) ร่วมเป็นสักขีพยานในงานแถลงข่าวเปิดให้บริการรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551

ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, ชัยวัฒน์ ทองคําคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม, พล.อ.ต.นพ.สันติ ศรีเสริมโภค ผช.เลขาธิการราชวิทยาลัย จุฬาภรณ์ ด้านสนับสนุนและพัฒนาโครงการใหม่, ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท กก.ผจก.บจ.ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์, ดร.นุชนาถ วสุรัตน์ ประธาน กก.บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย), พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์, สุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผอ.องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และ กฤศ โกษานันตชัย ผจก.ทั่วไป บมจ.รถไฟฟ้า (ประเทศไทย) ร่วมเป็นสักขีพยานในงานแถลงข่าวเปิดให้บริการรถโดยสารไฟฟ้าปรับอากาศสาธารณะประจำทาง สาย 1551