เช็กชื่อว่าที่ครม.ลุงตู่ 2แกนนำมุ้งใดจะเข้าวิน…

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เช็กชื่อว่าที่ครม.ลุงตู่ 2แกนนำมุ้งใดจะเข้าวิน…

17 พฤษภาคม 2562 – 09:35 น.
พรรคพลังประชารัฐ,บิ๊กตู่,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,ภูมิใจไทย,พรรคประชาธิปัตย์,อุตตม สาวนายน,สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์,สุวิทย์ เมษินทรีย์,กอบศักดิ์ ภูตระกูล
เปิดอ่าน 12,029 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวการเมือง เครือเนชั่น

พรรคพลังประชารัฐกับ 135 ส.ส.ในสังกัดเมื่อบวกกับ 250 ส.ว. รวมพลังประชาชาติไทย 5 ที่นั่ง ประชาชนปฏิรูป 1 เสียง และพรรคจิ๋ว 11 พรรค ก็เพียงพอในขั้นต้นแล้วว่าจะส่ง พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา ขึ้นฝั่งที่ทำเนียบรัฐบาลคำรบที่สองได้ในช่วงเวลาไม่นานนี้ แม้เบื้องต้นจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

          แต่พปชร.วางหมากเดินทีละขั้น เพราะตอนนี้เสียงที่จะเลือกและหนุนลุงตู่พอแล้วที่จะเดินตามแผนงานที่วางไว้ จากนั้นคือเจรจากับคนในพรรคและพรรคร่วมรัฐบาลว่าจะแบ่งสรรเก้าอี้รัฐมนตรีกันแบบใดให้ลงตัว

“เราเป็นพรรคแกนนำ กระทรวงหลักควรอยู่ในการดูแลของพรรค” คีย์แมนอันดับต้นๆ ของ พปชร. ระบุให้พอทราบจังหวะการเคลื่อนเกม

“หากพรรคที่จะมาร่วมตั้งรัฐบาลกับ พปชร. ต้องการทำงานในกระทรวงหลักที่พรรคควรจะทำหน้าที่ (มหาดไทย กลาโหม คลัง คมนาคม เกษตรและสหกรณ์ พาณิชย์ อุตสาหกรรม) ก็ต้องมาคุยกันว่า ใคร คุณสมบัติและประสบการณ์การทำงานของบุคคลที่พรรคต่างๆ จะเสนอชื่อมาเป็นอย่างไร ย้ำว่ายังไม่มีการคุยแบบเป็นทางการ และจะเริ่มในเร็วๆ นี้” คีย์แมน พปชร.ระบุ

“คนนอกหรือเทคโนแครตน่าจะไม่มีการทาบทามมาร่วมรัฐบาล เพราะบุคลากรใน พปชร.มีหลายคนที่มีความเหมาะสม” คีย์แมน พปชร.ระบุ

แบบนี้คือคำตอบปิดตายว่า ครม.ชุดใหม่ที่นำทีมโดยลุงตู่และ พปชร.นั้น โควตานี้ไม่มีในแผนของ พชปร.

          ทราบว่า พรรคขนาดกลาง เช่น ประชาธิปัตย์และภูมิใจไทย จะได้โควตาไปพรรคละกี่เก้าอี้และต้องมาดูว่ากระทรวงใดบ้างที่พรรคสีฟ้าและพรรคสีน้ำเงินต้องการ โดยต้องดูว่าโควตาใดบ้างที่ พปชร.จะยอมแบ่งให้เพื่อนได้ ต้องรออีกนิด…

ส่วนพรรคอื่นๆ ที่ยังไม่ตอบรับว่าจะมาหรือไม่นั้น คนวงใน พปชร.ยิ้มแล้วว่า ชาติไทยพัฒนา, ชาติพัฒนา มาแน่นอน และแบ่งอัตรา ครม.ไปให้แล้ว ส่วนพรรคจิ๋วๆ สิบกว่าพรรคนั้น ทราบแล้วว่าไม่ขอเก้าอี้ ครม. แต่ประธาน กมธ. รวมทั้งตำแหน่งอื่นๆ ในรัฐสภา, ผู้ช่วยรัฐมนตรี, ประธานและบอร์ดรัฐวิสาหกิจ รวมทั้งงบประมาณการบริหารราชการแผ่นดินนั้น พรรคจิ๋วๆ เหล่านี้จะรับไป

และยังไม่รู้ว่างูเห่าสารพัดสีที่เคยมีข่าวว่าจะย้ายค่าย เบอร์เดิมจากพรรคต้านลุงตู่นั้นจะมีกี่คน และหากมาแตะมือกับขั้วนี้จริงแล้วนั้น ต้องมีอะไรต่อรองกันอีก…ฉะนั้นน้ำหนักการตั้งรัฐบาลและ ครม. ที่คนใน พปชร.ต้องหารือไปพร้อมๆ กับการเจรจากับว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลว่า ตำแหน่งใดควรที่จะอยู่ในการบริหารงานของพรรคใดนั้นน่าคิด…

หากฝันของ พปชร.และลุงตู่ส่อเค้าความจริง ครม.ชุดหน้าที่ต้องเริ่มทำงานในเดือนมิถุนายน โควตาตรงของลุงตู่นั้น ต้องดูว่า ครม.ปัจจุบันมีกี่ชีวิตที่จะได้ไปต่อ แต่ทราบว่าหลายคนในวันนี้ ลุงตู่ทาบทามไว้แล้วแต่จะทำงานที่เดิมหรือย้ายไปกระทรวงอื่นๆ แว่วว่าลุงตู่ยังอุบไว้

และรอดูบิ๊กเนมที่อยู่แวดล้อมลุงตู่ว่า จะมีกี่ชีวิตที่ต้องทำหน้าที่ใดบ้างตามที่ลุงตู่มอบหมาย เพราะต้องกุมยุทธศาสตร์และแผนงานที่ คสช.และรัฐบาลนี้ไปสานต่อให้บรรลุ

          “สี่กุมาร” คือ อุตตม สาวนายน, สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, สุวิทย์ เมษินทรีย์ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล ต้องมีเก้าอี้แน่นอน แต่จะได้กี่ตัวและใครจะคว้าไปนั้น รอดูผลการเกลี่ยสัดส่วนที่จะต้องชั่งน้ำหนักทั้งจากในพรรคเองและดูข้อเสนอของคนที่จะมาร่วมงาน

เพราะแว่วว่ากระทรวงเกรดเอที่สี่กุมารหวังไว้นั้น ใครต่อใครทั้งในและนอก พปชร.ก็อยากส่งคนในพรรคไปนั่งทำงานเช่นกัน

ส่วนระดับภาคต่างๆ เริ่มจากภาคเหนือ โควตาเสนาบดีของกลุ่มต่างๆ ที่สร้างผลงานไว้นั้น มีการคาดว่า “สันติ พร้อมพัฒน์” ที่ดูแลเพชรบูรณ์, “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ที่บริหารหลายเขตในภาคนี้ “วราเทพ รัตนากร” จากเมืองชากังราว และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” ที่ปักธงไว้พอตัว

ส่วนภาคอีสาน ที่นำโดย “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” แห่งกลุ่มสามมิตร ที่สามารถปักธงรบสู้กับเพื่อไทยและภูมิใจไทย “วิรัช รัตนเศรษฐ” แห่งโคราช แม้ผลที่ออกมาจะต่ำกว่าที่คาดไว้ แต่อย่าลืมว่าเบียดเข้ามาได้แบบเหนื่อยไม่น้อย

สำหรับภาคกลางและ กทม. “อนุชา นาคาศัย” และ “ตระกูลนิติกาญจนา” แห่งเมืองโอ่งที่สังกัดกลุ่มสามมิตร “สุชาติ ตันเจริญ” แกนนำกลุ่มพ่อมดดำ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” และ “พุทธิพงศ์ ปุณณกันต์” ที่ดูแลอดีตส.ส.พรรคสีฟ้าที่ย้ายมาและคนหน้าใหม่ “อิทธิพล คุณปลื้ม” จากหัวเมืองตะวันออก

ในส่วนภาคใต้ “ทวี สุระบาล” และ 13 ส.ส.จากปลายด้ามขวาน ที่ออกมาทวง 2 เก้าอี้จากแกนนำพรรค โดยอ้างว่าแกนนำพรรคแทบจะไม่ได้รับการเหลียวแลเลย หากไม่มีคนใกล้ตัวลุงตู่มาช่วยกำกับดูแลแล้วนั้น พปชร.คงมิอาจจะแย่งพื้นที่จากพรรคสีฟ้ามาครองได้ในวันนี้เป็นแน่แท้ และไหนจะมีอดีต ส.ส.และคนการเมืองที่ย้ายค่ายมาแต่สอบตก

ประเมินคร่าวๆ “เก้าอี้เสนาบดี” ที่อยู่ในการดูแลของลุงตู่และ พปชร.นั้น น่าจะเกินหรืออยู่ในระดับกึ่งหนึ่งของ ครม.ทั้งชุด แต่รายชื่อเบื้องต้นที่ปรากฏมาจากหน้าสื่อทั้งของ พปชร.และว่าที่พรรคร่วมรัฐบาลนั้น ทะลุจำนวน ครม.ตามที่กฎหมายระบุไว้แล้ว

          ฉะนั้นจากนี้ไปการเจรจาแบบเข้มข้นจะบังเกิด รวมทั้งการโยนหินถามทางรายวัน ที่จะปูดทางหน้าสื่อหลากแขนงจะบังเกิดแบบต่อเนื่อง

สภาพรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำและมีหลากพรรคมาร่วมงานนั้น ตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมาใครต่อใครมองกันออกว่า อายุคงไม่ยืดและแรงต่อรองต่างๆ นานาที่จะปูดมาเนืองๆ จนอาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลใหม่

ใครบางคนใน พปชร.ยอมรับว่า อายุของรัฐบาลใหม่น่าจะอยู่ในช่วงหนึ่งถึงสองปี ฉะนั้นห้วงเวลาจากนี้ไปไม่มีเวลาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์เพราะรับหน้าที่เมื่อใดก็ลุยงานทันควัน เว้นเสียแต่ว่าลุงตู่จะขันนอตรัฐนาวาลำใหม่จนแน่นเครื่องไม่รวน รวมทั้งเป็นที่คาดหวังของสังคมได้

          แต่ถึงที่สุดแล้ว คนในและคนที่มาร่วมงานนั่นเองที่จะทำให้รัฐนาวาลำนี้ภายใต้การนำของลุงตู่เดินหน้าลำบากและอาจไม่ถึงฝั่งฝัน !

ร่วมด้วยช่วยกันอย่างมีสติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371990?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ร่วมด้วยช่วยกันอย่างมีสติ

17 พฤษภาคม 2562 – 08:55 น.
ร่วมด้วยช่วยกันอย่างมีสติ,รัฐบาลลุงตู่
เปิดอ่าน 274 ครั้ง

บทบรรณาธิการ นสพ.คมชัดลึก ฉบับวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2562

เกิดเป็นคนไทยในช่วงนี้คงต้องทำใจปล่อยวางไปกับข่าวการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาลของพรรคการเมืองต่างๆ และคงต้องหนักแน่น อย่าหวั่นไหว เพราะหากเก็บเอาทุกข่าวมาคิดคงต้องอกแตกตายเป็นแน่แท้…สถานการณ์การจับขั้วรัฐบาลในตอนนี้ดูเหมือนจะมะรุมมะตุ้มยุ่งเหยิงกันจนแยกไม่ออกว่า ข่าวไหนจริง ข่าวไหนเท็จ…เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร แต่ก็เอาเถอะคงต้องให้เวลากันบ้าง ตอนนี้ก็คงต้องขอให้กองเชียร์ กองแช่งใจเย็นๆ กันหน่อย เพราะเชื่อว่าอีกไม่เกินสองสัปดาห์เราจะได้เห็นหน้าค่าตานายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อจากรัฐบาลลุงตู่ และ คสช.กันแล้ว… แม้ยามนี้จะมีข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปลอม หลากรูปแบบที่เผยแพร่กันในหลายวิธีจนบางฝ่ายตื่นตระหนก ส่งผลลบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของคนไทยและชาวต่างชาติกับข่าวการเมืองไทยในยามนี้ก็ตาม

ความจริงนั้นข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปล่อย ข่าวปลอมเกิดขึ้นมานานนม แเละมีหลายวิธีที่นำมาใช้ เพียงแต่ตอนนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า ทำให้การแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็วเร็ว และยิ่งทรงพลังกว่ายุคที่ผ่านมา โดยผู้ส่งสารเพียงแค่นำข้อมูลข่าวสารเข้าสู่ระบบแล้วกดปุ่มส่งจากอุปกรณ์การสื่อสารหลากชนิดเพียงชั่วพริบตาผู้รับสารก็จะได้สิ่งที่ผู้ส่งสารต้องการไปแล้ว และที่สำคัญมันอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงหากคนรับสารส่งต่อแบบเป็นทอดๆ ออกไปยังผู้รับสารคนอื่นๆ หากข้อมูลข่าวสารนั้นๆ เป็นสิ่งที่สังคมสนใจในเวลานั้น

ตอนนี้กระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลกำลังเป็นที่สนใจของสังคมไทยและนานาชาติ เพราะข่าวดังกล่าวมีผลผูกพันกับทิศทางและอนาคตของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อบวกกับเทคโนโลยีสมัยนี้ที่ทำให้ใครต่อใครอ้างตัวเองว่าเป็นสื่อมวลชนแล้วเผยแพร่ข่าวสารออกไปสู่สังคม โดยหลายครั้งขาดความรับผิดชอบและไร้ที่มาของข่าวโดยแท้ ดังนั้นสังคมควรใช้สติในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ก่อนที่จะเชื่อถือ หรือกระจายข้อมูลต่อไป เพราะการส่งต่อข้อมูลข่าวสารที่สร้างความสับสนอาจทำให้ผู้ที่ถูกกล่าวถึงเสียหายได้ ปัจจุบันแม้รัฐบาลจะมีกฎหมายบังคับใช้มาระยะหนึ่งเกี่ยวกับการที่บุคคลไม่หวังดีปล่อยข้อมูลข่าวสาร “ลือ ลวง เท็จและปลอม” ออกมาในหลากจุดประสงค์ และมีการจับกุมลงโทษตามอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่วันนี้เรายังพบการกระทำในลักษณะดังกล่าวออกมาเป็นระยะ โดยไม่มีท่าทีว่า ใครจะเกรงกลัวกฎหมายดังกล่าวแต่อย่างใด

แม้เป็นเรื่องยากที่จะแก้ไข แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องต้องเข้มงวดและจับกุมบุคคลไม่หวังดีเหล่านี้มาลงโทษให้ได้โดยเร็วและเด็ดขาด นอกจากนี้ในส่วนของนักการเมืองต้องพึงสังวร มีจิตสำนึก รู้ดี รู้ชอบ เพราะท่านถือเป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในทางการเมืองโดยตรง ดังนั้นการให้ข่าวต่างๆ ควรให้ข้อมูลที่ชัดเจน ตรงประเด็น สิ่งใดที่เป็นข้อมูลเท็จ หรือไม่ใช่ความจริง ควรเร่งออกมาปฏิเสธข่าวสารเหล่านั้น เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสน เรื่องใดที่มีความคืบหน้าและชัดเจนก็ควรรีบออกมาบอกกล่าว เพื่อคลายความคลุมเครือ และสร้างความเชื่อมั่นอีกทางหนึ่ง และที่สำคัญสื่อมวลชนต้องมีวิจารณญาณในการตรวจสอบ ข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวเท็จ ข่าวปล่อย และข่าวปลอมต่างๆ ว่ามีแหล่งที่มาจากไหน รวมถึงต้องตรวจสอบลงลึกไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยทุกด้านของข่าวดังกล่าวว่ามีเจตนา หรือหวังผลเช่นใด ทั้งนี้หากทุกฝ่ายร่วมด้วยช่วยกันต่างรู้หน้าที่อันพึงมีต่อประเทศชาติ และประชาชนแล้ว “กลุ่มบุคคลใดๆ หรือขบวนการลวงโลกต่างๆ” จะไม่สามารถสร้างผลกระทบในเชิงลบให้แก่ประเทศไทยได้อย่างแน่แท้…

วันวิสาขบูชาห้ามขายเหล้า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/371885?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

วันวิสาขบูชาห้ามขายเหล้า

17 พฤษภาคม 2562 – 08:45 น.
วันวิสาขบูชา,อ๊อด เทอร์โบ,ห้ามขายเหล้า,ระวังน้ำท่วม
เปิดอ่าน 3,025 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พรุ่งนี้ตรงกับ “วันวิสาขบูชา” เป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา ขอแจ้งให้ทราบทั่วกันว่าห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยตำรวจทุกหน่วยจะร่วมมือกับทุกหน่วยงานเข้มงวดกวดขันจับกุมผู้กระทำผิดฝ่าฝืน

กรณีนี้น่าจะเป็นจิตสำนึก ขอร้อง-ขอความร่วมมืองดดื่ม-งดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

ที่ผ่านมามีผู้ฝ่าฝืนถูกตำรวจจับหลายราย-หลายท้องที่ จึงแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน
อ๊อด เทอร์โบ


 ทุกคนต้องมีจิตสำนึก-ร่วมมือ
วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคมนี้ และในโอกาสวันสำคัญดังกล่าวสำนักนายกรัฐมนตรีมีประกาศเรื่องกำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ห้ามผู้ใดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬบูชา วันเข้าพรรษา และวันออกพรรษา ยกเว้นการขายเฉพาะร้านค้าปลอดอากรภายในอาคารท่าอากาศยานนานาชาติ ในปีที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขสุ่มตรวจสถานประกอบการ พบการฝ่าฝืนในหลายพื้นที่

ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการร้านค้า งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดทั่วราชอาณาจักรตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 17 พฤษภาคมจนถึงเวลา 24.00 น. คืนวันที่ 18 พฤษภาคมนี้


 ระวังน้ำท่วม เตรียมป้องกันด่วน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

ทุกๆ ปีโดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนจะประสบปัญหาภัยแล้งมาโดยตลอด อีกทั้งได้ยินได้ฟังนโยบายหรือคำแถลงของนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องน้ำมาอย่างสวยหรู เท่ากับเป็นการหลอกลวง โกหกประชาชน

ฤดูฝนของทุกปี ฝนจะตก-ตกมากและบางทีถึงขนาดมีพายุเข้าหลายๆ ลูก ถึงขนาดทำให้เกิดน้ำท่วมก็เคยปรากฏมาแล้ว แต่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาได้สำเหนียกในหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประชาชนไม่ เพราะข้อมูลข่าวสารจากหน่วยงานดังกล่าวมีพร้อมและมีเป็นจำนวนมาก แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

นอกจากแม่น้ำสายหลัก 25 สายแล้ว ยังมีลำห้วย หนอง คลอง บึง อยู่ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย แต่ลำห้วย หนอง คลอง บึงเหล่านี้ โดยภาพรวมแล้วเหือดแห้งไม่มีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภคหรือเพื่อเกษตรกรรมหรืออื่นๆ ทั้งๆ ที่โดยกฎหมายแล้วในการปกครองระดับล่างเป็นอำนาจและหน้าที่โดยตรงของนายอำเภอ-กำนันและผู้ใหญ่บ้าน ในเรื่องสาธารณประโยชน์ เมื่อเกิดเหตุขึ้นเป็นประจำตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ย่อมหนีไม่พ้นในความรับผิดชอบของนายอำเภอ-กำนัน และผู้ใหญ่บ้านที่ดูแลประชาชน

เข้าฤดูฝนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะมีแผนและโครงการขุดลอกลำห้วย หนอง คลอง บึง และจัดทำฝายน้ำล้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ตลอดปี ไม่ใช่ใช้โวหารพูดจาสวยหรู ดีแต่พูด แต่ไม่มีผลงาน ไม่กระทำ จึงต้องเข้มงวดการงานด้วย
บุญส่ง (โคราช)

ตอบคุณ ‘บุญส่ง’ โคราช
ผมติดตามข่าวรายงานอากาศ ขอแจ้งว่ากรมอุตุนิยมวิทยาประกาศให้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้วและเมื่อได้มาอ่านจดหมายของท่านจึงขอเป็นสื่อกลางให้ทุกหน่วยงานโปรดวางแผนป้องกันระวังน้ำท่วมด้วย

ทุกปีที่ผ่านมาหลายรัฐบาล ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งเป็นปัญหาโลกแตก แก้ไขไม่ได้สักที และใช้เงินทอง งบประมาณมหาศาล

ช่วงนี้กำลังเปลี่ยนถ่ายอำนาจตั้งรัฐบาล-ตั้งรัฐมนตรีคนใหม่ พอเสร็จแล้วโปรดรับมือน้ำท่วมรับฤดูฝนด่วน
อ๊อด เทอร์โบ


‘อ๊อด เทอร์โบ’ มีข่าวดีส่งท้ายมาเรียนให้ทราบ เรื่องกรมเจ้าท่ากำลังจะใช้เรือไฟฟ้าวิ่งบริการคลองแสนแสบ

ถ้าหากทำสำเร็จแล้วขอให้เป็น ‘คลองแสนแสบโมเดล’ ในเส้นทางอื่นๆ ด้วย และเป็นทางเลือกของประชาชนที่จะได้รับความสะดวกรวดเร็ว หนีการจราจรติดขัดบนเส้นทางท้องถนน กทม.

ขอเรียนว่าจะต้องคำนึงถึง ‘ความปลอดภัย’ ไว้ก่อน ไม่ใช่เฉพาะบนเรือแต่รวมถึงท่าน้ำและแผนการช่วยเหลือหากมีอุบัติเหตุไม่คาดฝัน
อ๊อด เทอร์โบ


 เรือไฟฟ้าคลองแสนแสบ
 ทดลอง ‘ฟรี’ ประตูน้ำ-ผ่านฟ้า

กรมเจ้าท่ากำลังจัดระเบียบเรือโดยสารคลองแสนแสบที่มีผู้ใช้บริการ 60,000 คนต่อวัน โดยจะจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วงเงิน 19 ล้านบาท ให้ดำเนินโครงการจัดหาระบบเรือโดยสารไฟฟ้าต้นแบบในคลองแสนแสบ คาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2563

ในเดือนธันวาคมนี้ จะนำเรือไฟฟ้าต้นแบบมาทดลองใช้บริการจริงพร้อมทั้งเก็บข้อมูลการให้บริการนำมาวิเคราะห์ประสิทธิภาพ และความคุ้มทุน รวมถึงกำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ เพื่อปรับเปลี่ยนมาใช้เรือไฟฟ้า

เส้นทางทดลองใช้เรือไฟฟ้าอยู่ในเส้นทางประตูน้ำ–ผ่านฟ้า โดยเปิดให้ประชาชนใช้บริการฟรี หากพบว่าสามารถตอบโจทย์เรื่องวิ่งแล้วเกิดคลื่นน้อย ไม่มีเสียง ควันมลพิษ

ถ้าหากมีประชาชนให้การตอบรับที่ดีก็จะนำแผนเรือต้นแบบไฟฟ้าเสนอให้ผู้ประกอบการเรือคลองแสนแสบนำไปพิจารณา ปรับเปลี่ยนเรือจากเครื่องยนต์ดีเซลเป็นเรือไฟฟ้าทั้งหมด ใช้เงินลงทุนลำละ 15 ล้านบาท พร้อมประสานกับสถาบันการเงินให้เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษในการปรับเปลี่ยนเรือให้เอกชน

เร่งระบายเกลือล้นฉางก่อนรับฤดูใหม่เกือบ 1 ล้านตัน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403841?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เร่งระบายเกลือล้นฉางก่อนรับฤดูใหม่เกือบ 1 ล้านตัน

11 ธันวาคม 2562 – 00:03 น.
นาเกลือ,อลงกรณ์ พลบุตร,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 44 ครั้ง

เกษตรเดินหน้า แก้ปัญหาชาวนาเกลือทั้งระบบ เร่งระบายเกลือล้นฉาง 25,000 ตันพร้อมรับมือเกลือฤดูใหม่เกือบ1ล้านต้น ประสานพาณิชย์-กรมศุลกากรป้องกันปัญหาเกลือต่างประเทศ

11  ธันวาคม 2562 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย เปิดเผยว่าจากการตรวจสอบล่าสุดพบว่า ขณะนี้มีปัญหาเกิดขึ้นที่กระทบค่อช่วนาเกลือในประเทศอย่างมาก

ทั้งนี้เนื่องมาจากมีการนำเข้าเกลือต่างประเทศจำนวนมากราคาไม่ถึง 1 บาทต่อ กก. ซึ่งต่ำกว่าราคาต้นทุนของเกษตรกรในประเทศ อย่างมาก ทำให้เกลือทะเลในประเทศขายไม่ออกค้างสต๊อกอยู่ในยุ้งฉางกว่า 25,000 ตัน เกษตรกรชาวนาเกลือขาดเงินทุนหมุมเวียนและไม่มียุ้งฉางรองรับเพียงพอยิ่งกว่านั้นจะมีเกลือฤดูใหม่เริ่มทยอยเก็บตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมนี้ถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้าอีกเกือบ 1 ล้านตัน

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยล่าสุดกระทรวงเกษตรฯได้กำหนด 5 มาตรการเพื่อช่วยเหลือชาวนาเกลือ1.มาตรการเร่งระบายเกลือค้างสต๊อก2.มาตรการจำนำเกลือในยุ้งฉาง. 3.มาตรการสินเชื่อเพื่อซ่อมเสริมสร้างยุ้งฉางและพัฒนาการผลิต

4.มาตรการแก้ไขกฎระเบียบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม  5.มาตรการส่งเสริมการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์เกลือทะเล ขณะเดียวกัน คณะกรรมการฯยังมีมติให้ผู้แทนจากกระทรวงพาณิชย์ฯและกรมศุลการกรซึ่งเป็นกรรมการเร่งหามาตรการและแก้ไขกฏระเบียบต่างๆเกี่ยวกับการนำเข้าและราคาเกลือต่างประเทศเพื่อให้เกิดการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade)แก่เกษตรกรชาวนาเกลือโดยเร็ว

สำหรับปัญหาเฉพาะหน้าเกลือทะเลที่ค้างสต็อคจนเต็มยุ้งฉางกว่า 25,000 ตันนั้น คณะกรรมการได้ขอความร่วมมือภาครัฐภาคธุรกิจและผู้บริโภคให้ช่วยซื้อเกลือทะเลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรรวมถึงมาตรการส่งเสริมการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งมาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกลือทะเลซึ่งจะมีการเร่งรัดความคืบหน้าในมาตรการต่าง ๆ ในการประชุมสัปดาห์หน้า

นายคฑาวุธ บุญมา ประธานสหกรณ์การเกษตรเกลือทะเลไทยเพชรบุรี จำกัด กล่าวว่าเรื่องเกลือค้างสต๊อกปี 62 จำนวนกว่า 25,000 ตันในชุมนุมสหกรณ์ฯนั้น ทางออกที่ด่วนที่สุดคือขอให้หน่วยงานราชการและเอกชนช่วยอุดหนุนคนละไม้คนละมือไม่ว่าจะผ่านทางสหกรณ์ทั่วประเทศ,ส่วนราชการทั่วประเทศ ซึ่งน่าจะเป็นกลไกที่ช่วยระบายเกลือทะเลออกสู่ท้องตลาดได้เร็วสุดและสู่ผู้บริโภค โดยตรงเพื่อชาวนาเกลือจะได้มีทุนไว้ขึ้นเกลือในปี 63 ซึ่งเวลานี้กำลังจะขึ้นกันแล้ว

นายเลอพงษ์ จั่นทอง ประธานสหกรณ์กรุงเทพ จำกัด และรองประธานชุมนุมเกลือทะเลไทย จำกัด กล่าวว่าพี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลทั้ง 7 จังหวัดเห็นด้วยและขอบคุณคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลในการ “ซ่อมสร้างเสริม” ยุ้งฉางเก็บเกลือทะเลรวมถึงมาตรการต่างๆอย่างเป็นรูปธรรม

ส.ป.ก.-ป่าไม้ซัดกันนัว ฟาร์มไก่บานปลายเร่งหาข้อยุติ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403840?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ส.ป.ก.-ป่าไม้ซัดกันนัว ฟาร์มไก่บานปลายเร่งหาข้อยุติ

11 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กรมป่าไม้,ปารีณา,รุกที่
เปิดอ่าน 369 ครั้ง

ส.ป.ก.ป่าไม้ซัดกันนัว ฟาร์มไก่ปารีณาบานปลาย ต่างเร่งหาข้อยุติทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินฟาร์มไก่ 682 ไร่ในเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์

11 ธันวาคม 2562 ส.ป.ก. ป่าไม้ ซัดกันนัว ฟาร์มไก่ ปารีณา บานปลาย ต่างเร่งหาข้อยุติทางกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินฟาร์มไก่ 682 ไร่ในเขตปฏิรูปที่ดิน แต่ไม่ได้เข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ์ ชี้ ส.ป.ก. ยังไม่แจ้งความดำเนินคดี กรมป่าไม้พร้อมเอาผิดเพิ่มตามพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484

อ่านข่าว –  ป่าไม้เข้าติดป้าย ยึดคืนพื้นที่ป่าในฟาร์มไก่ ปารีณา 

นายนภดล ตันติเมฆิน ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย ส.ป.ก. ระบุว่า ที่ดินซึ่งน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ครอบครองอยู่ 682 ไร่นั้น เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้วจึงถือว่า ต้องเพิกถอนการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินจึงยังมีพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ครอบคลุมอยู่

ส.ป.ก. ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายป่าไม้ ดังนั้นหากได้ข้อสรุปทางกฎหมายว่า กรมป่าไม้สามารถดำเนินคดีในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินได้ จะแจ้งความเอาผิดน.ส. ปารีณาเพิ่ม โดยให้ส.ป.ก. นำชี้แนวเขตที่ดิน

นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ หัวหน้าคณะทำงานตรวจสอบการครอบครองที่ดินของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า กำลังเร่งศึกษาข้อกฎหมายให้ชัดเจนว่า สามารถดำเนินคดีน.ส. ปารีณาเพิ่มเติมในพื้นที่ 682 ไร่ซึ่งกรมป่าไม้ได้ส่งมอบแก่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) แล้วได้หรือไม่

ทั้งนี้เนื่องจากต้องพิจารณารายละเอียดทั้งคำพิพากษาของศาลฎีกาในอดีตที่มีการฟ้องร้องบุคคลซึ่งครอบครองที่ดินส.ป.ก. ก่อนประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินที่ปรากฎว่า เป็นความผิดตามพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดยส.ป.ก.สามารถเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษได้เพราะเป็นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของส.ป.ก. ขณะนี้จึงรอการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่กรมป่าไม้หารือไปเพื่อนำมาประกอบการดำเนินการต่อ

“ภายใน 2-3 วันจะประสานไปยังคณะทำงานของส.ป.ก.เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันพิจารณาข้อกฎหมายให้รอบคอบเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับ 2 หน่วยงาน ยืนยันว่า ไม่มีความพยายามอุ้มหรือช่วยเหลือใครทั้งนั้น เมื่อได้ข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับการตีความกฎหมายว่า หน่วยงานใดรับผิดชอบในการดำเนินคดี อธิบดีกรมป่าไม้จะแถลงข่าวอีกครั้งและเร่งดำเนินการตามกฎหมายแน่นอน” นายธวัชชัยกล่าว

ม็อบประมง-เครือข่ายหนี้สินบุกกรุงปักหลักหน้าก.เกษตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403836?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ม็อบประมง-เครือข่ายหนี้สินบุกกรุงปักหลักหน้าก.เกษตร

11 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ประมง,ชุมนุม,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดอ่าน 113 ครั้ง

ม็อบประมง -เครื่อยข่ายหนี้สิน กว่าหมื่นคน แห่จองพื้นที่ชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯปักหลักยาว 17ธ.ค.-15 ม.ค.ปีหน้า ร้องรมว.เกษตรฯลงมารับปัญหาด้วยตนเองอย่าโยน

11 ธันวาคม 2562 นายมงคล สุขเจริญคณา ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่ามติที่ประชุม 9 ผู้แทนชาวประมง 22 จังหวัดชายทะเลถึงแนวทางการขับเคลื่อน หลังจากที่สมาคมประมงจังหวัดและสมาชิกชาวประมงจังหวัดต่าง ๆ ได้ยื่นหนังสือให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 22 จังหวัดชายทะเลแล้ว

ที่ประชุมมีมติให้มีการดำเนินการตามมติที่ประชุมใหญ่สมาชิกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยและสมาคมอวนล้อม(ประเทศไทย)และสมาชิกสมาคมฯคือการขอให้มีการจัดการชุมนุมสาธารณะ ที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 17 ธันวาคม 2562 ตั้งแต่ 07.00 น. เป็นต้นไปถึงวันที่ 15 มกราคม 2563 จึงขอประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกสมาคมประมงจังหวัดต่าง ๆ นัดประชุมสมาชิกชาวประมงในจังหวัดของท่านเพื่อเตรียมความพร้อม และขอความร่วมมือให้ร่วมมือมาร่วมชุมนุมสาธารณะที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ด้วย

นายมงคล กล่าวว่า ได้แจ้งการชุมนุมกับสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง แล้วตามพ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ โดยจะมีชาวประมงมาจาก 22 จังหวัดกว่า 10,000 คนเดินทางมาเรียกร้องรัฐบาล เพราะประสบความเดือดร้อนจากกฎ เกณฑ์ ประกาศคำสั่ง ระเบียบต่าง ๆ จากพ.ร.ก.ประมง ตามกฎไอยูยู กระทบอาชีพประมงมากว่า 5-6 ปี แต่มาตรการแก้ไขเยียวยาของรัฐบาลไม่เคยเกิดผลเป็นรูปธรรม

นายมงคล กล่าวว่า ทราบข่าวในวันที่ 11 ธันวาคมนี้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะแถลงข่าว เรื่อง ปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง นั้นไม่มีผล เพราะเลยอำนาจของที่ปรึกษาแล้วคนที่จะมาเจรจาจะต้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นไปเพราะจะมีอำนาจในการแก้กฎหมายให้กับชาวประมงได้

นายสิตภิธัมพอน เกษรแก้วชวนันท์  ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรของพระราชา ได้ขออนุญาตชุมชนเช่นกัน ได้แจ้งหนังสือกับสน.นางเลิ้ง ถึงการชุมนุมที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในวันที่ 17-20 ธันวาคม ชุมนุมพักค้างคืน โดยจะเดินทางถึงช่วงเช้ามืดวันที่ 17 ธ.ค.62 สาระสำคัญก็คือ สมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในนามกลุ่มเกษตรกรของพระราชา ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร และ จ.นครสวรรค์  ประมาณ 1,000 คน

พร้อมกับกลุ่มเกษตรกร ของนายโกวิทย์ เทพไพฑูรย์ ที่ปรึกษากลุ่มเกษตรกรของพระราชา ฯ นายมาโนช อินทะกูล  ประธานกลุ่มเกษตรกรของพระราชาจังหวัดกำแพงเพชร และ น.ส.ราตรี เอี่ยมสะอาด ประธานกลุ่มเกษตรกรของพระราชาจังหวัดนครสวรรค์ น.ส.ศศิรัศมิ์ พันธ์พลกลาง นายสิตภิธัมพอน เกษรแก้วชวนันท์ เเนวร่วมจ.อ่างทอง

สำหรับประเด็นเรียกร้องรมว.เกษตรฯในฐานะประธานคฟก.ต้องดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้สมาชิกที่ตกหล่นเพิ่มเติม ฯ ตามมติ ครม. 7 เมษายน 2553 จำนนวน 36,605 คนโดยหลังมติ ครม. เมื่อ 2 ตุลาคม 2561 คงเหลือสมาชิก ได้รับการดำเนินการปรับโครงสร้างหนี้สินฯ ประมาณ 18,000 คน ทำให้สมาชิกฯ ตกหล่น ไม่ได้รับการแก้ไขฯ เข้าสู่ที่ประชุม มติ ครม. และขอให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ อาทิ ธกส. , สหกรณ์การเกษตร จำกัด , ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ร่วมมือกับ สนง.กฟก. เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิก และจัดทำแผนโครงการฟื้นฟูอาชีพของเกษตรกรด้วยโดยเร็ว

เกษตรฯ จับมือลาซาด้า เปิดมิติใหม่ของธุรกิจสินค้าเกษตร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403826?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

   เกษตรฯ จับมือลาซาด้า เปิดมิติใหม่ของธุรกิจสินค้าเกษตร

10 ธันวาคม 2562 – 19:31 น.
ลาซาดา
เปิดอ่าน 72 ครั้ง

   เกษตรฯ จับมือลาซาด้า เปิดมิติใหม่ของธุรกิจสินค้าเกษตร เปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ

เกษตรฯ จับมือลาซาด้า เปิดมิติใหม่ของธุรกิจสินค้าเกษตร เปลี่ยนเกษตรกรเป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ

        นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ


นายเฉลิมชัย  ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน การซื้อขายออนไลน์ เป็นเทรนด์ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยในปี 2561  ไทยมีมูลค่าการค้าขายในระบบอีคอมเมิร์ช (E-Commerce) กว่า 3 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการผลักดันสินค้าเกษตรออนไลน์ เป็นหนึ่งในนโยบายขับเคลื่อนเทคโนโลยีดิจิทัลด้านการเกษตร                ของกระทรวงเกษตรฯ สู่ไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 ในการเพิ่มช่องทางและโอกาสทางการตลาด

ที่สำคัญตามแนวทางนโยบายตลาดนำการเกษตร ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้ายกระดับตลาดเกษตร 4.0 พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ในลักษณะเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถซื้อขายสินค้าเกษตรออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง อาทิ DGTFarm หรือ ดิจิตอลฟาร์ม ผ่านทาง http://www.dgtfarm.com และ อตก. เดลิเวอรี่  ผ่านทาง http://www.ortorkor.com ซึ่งวันนี้ กระทรวงเกษตรฯ กำลังขยายความร่วมมือก้าวไปอีกขั้น สู่แพลตฟอร์มลาซาด้า ผู้นำอีคอมเมิร์ช ในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้มีการหารือเบื้องต้นกับทีมบริหาร              งานผู้ขายลาซาด้า เพื่อสร้างโอกาสร่วมกันให้กับสินค้าเกษตรและเกษตรกรไทย
การจับมือร่วมกันในครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ กับ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ต่างเล็งเห็นถึงโอกาสสำคัญที่จะร่วมกันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ รวมถึงช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้ไปถึงมือผู้บริโภคโดยตรง เพื่อยกระดับเกษตรกรไทยให้ทัน              ต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี พัฒนาความรู้แบบยั่งยืนโดย สามารถเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้า เพื่อนำสินค้าเกษตรเข้าสู่ช่องทางออนไลน์โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นอกจากจะช่วยในเรื่องการเพิ่มช่องทางการตลาด ให้เกษตรกรได้กระจายผลผลิตในช่วงผลผลิตออกตลาดมากแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรขยายฐานกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างไม่จำกัด สามารถทำความรู้จักกับกลุ่มลูกค้าของตัวเอง  ทำการซื้อขายกับผู้ซื้อ ส่งผลให้เกิดการพัฒนาสินค้าเกษตรที่ตรงกับความต้องการของตลาด ลดความเหลื่อมล้ำ และยังสามารถนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่ดี จากเกษตรกรสู่ผู้บริโภคโดยตรง


รัฐมนตรี เกษตรฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเริ่มเปิดตัวโครงการต้นปี 2563 เป็นของขวัญปีใหม่ ให้แก่เกษตรกร โดยจัดกิจกรรมอบรมทักษะให้เกษตรกรในแต่ละภูมิภาคของประเทศ เพื่อให้สามารถขายสินค้าผ่านลาซาด้า  โดยจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่จากกระทรวงเกษตรฯ และทีมงานมหาวิทยาลัยลาซาด้า ที่จะมาให้ความรู้เกี่ยวกับการเริ่มต้น                   เป็นผู้ประกอบการออนไลน์ การสมัครเป็นผู้ขาย การใช้ระบบต่างๆ ไปจนถึงเทคนิคการโปรโมทสินค้าเพื่อทำให้ร้านค้ามีความน่าสนใจ การตกแต่งร้านค้าให้โดดเด่น รวมถึง การใช้เครื่องมือต่างๆเพื่อถ่ายภาพสินค้า การทำคลิปวีดีโอ การบรรจุผลิตภัณฑ์ และขนส่ง                 ไปจนถึงการร่วมแคมเปญ และกิจกรรมการตลาดต่างๆ ของ ลาซาด้า เพื่อกระตุ้นยอดขาย ในขณะที่กระทรวงเกษตรฯ จะพัฒนาให้เกษตรกรมีความรู้ความสามารถในการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพ การแปรรูป และบรรจุสินค้าให้ได้มาตรฐานไปพร้อมๆ กัน
ในขั้นตอนแรกจะเน้นจัดกิจกรรมอบรมให้แก่กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่มYoung Smart Farmer ซึ่งปัจจุบัน มีแปลงใหญ่กว่า 6,000 แปลง เกษตรกรมากกว่า 350,000 ราย  ในขณะที่สหกรณ์การเกษตรกว่า 3,000 แห่ง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกว่า 86,000 แห่งทั่วประเทศ และ Young Smart Farmer มากกว่า 11,000 ราย  ซึ่งมีสินค้าเกษตรคุณภาพจำนวนหลากหลาย ทั้งกลุ่มพืช พืชผัก/สมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอกไม้ประดับ ปศุสัตว์ ประมง แมลงเศรษฐกิจ รวมไปถึงกลุ่มของใช้ต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า ของตกแต่ง เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับที่มาจากผลผลิตภาคเกษตรคุณภาพดี ซึ่งพร้อมจะพัฒนา และแปรรูปจำหน่ายสู่มือผู้บริโภคกับลาซาด้า โดยตรง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำข้อตกลงกับลาซาด้า และจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบในโอกาสต่อไป               ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นการเปิดโอกาส และเป็นมิติใหม่ให้แก่เกษตรกรที่มีความสนใจและยังไม่เคยมีประสบการณ์ขายของออนไลน์                  ได้เรียนรู้การขายสินค้าเกษตรผ่านระบบออนไลน์ ด้วยการเป็นผู้จำหน่ายสินค้าด้วยตนเอง และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน                       ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเกษตร 4.0 โดยกระทรวงเกษตรฯ ยังเล็งช่องทางการตลาดออนไลน์                  โดยขยายไปสู่แหล่งช้อปปิ้งออนไลน์รายอื่นๆ เพิ่มเติม ทั้งในประเทศไปจนถึงสู่ลูกค้าต่างประเทศในอนาคตต่อไป

เตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงรับมือแมลงดำหนามมะพร้าว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403671?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงรับมือแมลงดำหนามมะพร้าว

10 ธันวาคม 2562 – 09:50 น.
แตนเบียน,กรมส่งเสริมการเกษตร,สวนมะพร้าว,แมลงดำหนาม
เปิดอ่าน 40 ครั้ง

รับมือแมลงดำหนามมะพร้าว พร้อมเตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าวสม่ำเสมอ จะป้องกันศัตรูพืชเข้าทำลายทันเวลา ช่วยลดความเสียหายผลผลิต

10 ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมการเกษตรพร้อมรับมือแมลงดำหนามมะพร้าว พร้อมเตือนเกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าวสม่ำเสมอ จะป้องกันศัตรูพืชเข้าทำลายทันเวลา ช่วยลดความเสียหายผลผลิตได้

ในช่วงฤดูแล้ง สภาพอากาศแห้งจะเหมาะสมกับการระบาดของแมลงดำหนามในมะพร้าว กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวในทุกภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวที่สำคัญ ต้องหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง เมื่อพบการเข้าทำลายของศัตรูพืชจะแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อรับมือกับการระบาดของแมลงดำหนามในช่วงฤดูแล้ง และลดความเสียหายต่อผลผลิตมะพร้าวของเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดที่มีแหล่งปลูกมะพร้าว ส่งเจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืชลงพื้นที่สำรวจการเข้าทำลาย และชี้แจงทำความเข้าใจ พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสวนมะพร้าวให้กับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดสุพรรณบุรี และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืชจังหวัดชลบุรี ดำเนินการผลิตขยายพ่อแม่พันธุ์แตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าวสนับสนุนให้กับศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน (ศจช.) ที่มีศักยภาพในพื้นที่ เพื่อนำไปผลิตขยายและมอบให้กับเกษตรกรชาวสวนมะพร้าวที่มีพื้นที่ระบาดของแมลงดำหนามนำไปปล่อยควบคุมการระบาดเป็นระยะๆ แล้ว

สำหรับแตนเบียนแมลงดำหนามชนิดนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรเคยดำเนินการผลิตและปล่อยเพื่อควบคุมการระบาดของแมลงดำหนามอย่างได้ผลมาแล้วในพื้นที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สามารถช่วยลดความเสียหายของผลผลิตมะพร้าวได้ดี แต่เนื่องจากวิธีการผลิตค่อนข้างยุ่งยากจึงทำให้เกษตรกรผลิตได้น้อย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) จึงต้องดำเนินการผลิตขยายเพื่อสนับสนุนให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวหมั่นสำรวจแปลงปลูกมะพร้าว หากพบการเข้าทำลายของแมลงดำหนามระยะแรก จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ทันสถานการณ์ และลดความเสียหายต่อผลผลิตมะพร้าวได้

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับ “แมลงดำหนาม” ปัจจุบันถือว่าเป็นแมลงศัตรูมะพร้าวประจำถิ่น พบการเข้าทำลายมะพร้าวได้ตลอดทั้งปี โดยจะระบาดรุนแรงในช่วงฤดูแล้ง (เดือนพฤศจิกายน – เดือนเมษายน) ทั้งตัวหนอนและตัวเต็มวัยของแมลงดำหนามมะพร้าวจะซ่อนตัวในใบอ่อนและกัดกินยอดอ่อน โดยเฉพาะยอดที่ยังไม่คลี่ ทำให้ยอดอ่อนของมะพร้าวชะงักการเจริญเติบโต

หากต้นมะพร้าวถูกทำลายรุนแรงติดต่อกัน ทำให้ทางใบที่ถูกทำลายแห้งกลายเป็นสีน้ำตาล มองเห็นเป็นสีขาวโพลนชัดเจน หรือที่ชาวสวนมะพร้าวมักเรียกว่า “โรคหัวหงอก” หากเกษตรกรพบการระบาดไม่รุนแรง สามารถใช้วิธีตัดยอดที่ถูกแมลงดำหนามทำลายออกแล้วนำไปทำลายนอกแปลงปลูก หรือปล่อยแมลงหางหนีบ หรือแตนเบียนแมลงดำหนามมะพร้าว หรือใช้เชื้อราเขียวเมตตาไรเซียม ช่วยควบคุมการระบาดได้

ส่วนกรณีพบการระบาดของแมลงดำหนามในระดับรุนแรง ให้เกษตรใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่ มะพร้าวต้นเตี้ยใช้สารเคมี cartap hydrochloride 4% GR อัตรา 30 กรัม/ต้น ห่อใส่ถุงผ้าเหน็บไว้ที่ยอดมะพร้าว จะมีประสิทธิภาพช่วยป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้นาน 1 เดือน สำหรับมะพร้าวต้นสูงให้ใช้สารเคมี emamectin benzoate 1.92% EC ฉีดเข้าลำต้น อัตรา 50 ซีซี/ต้น จะมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงดำหนามได้นานไม่น้อยกว่า 2 เดือน

อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคากุ้งตก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403664?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

อัดแคมเปญแก้ปัญหาราคากุ้งตก

10 ธันวาคม 2562 – 09:17 น.
กุ้งขาวแวนนาไม,ส่งออก,ราคาลดต่ำ,สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
เปิดอ่าน 82 ครั้ง

เร่งแก้ปัญหากุ้งราคาตก ภาครัฐลุยอัดแคมเปญ ช่วยเกษตรกรพยุงราคา

10 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ราคาซื้อขายกุ้งขาวแวนนาไมที่ปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – กันยายน ปี 2562

โดยพบว่า กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 139 บาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 6  เนื่องจากไทยส่งออกกุ้งลดลง ปริมาณส่งออก 126,658 ตัน (ลดลงร้อยละ 5) คิดเป็นมูลค่า 37,531 ล้านบาท (ลดลงร้อยละ 10) เนื่องจากราคากุ้งไทยมีราคาที่สูงกว่าคู่แข่ง จึงส่งผลการส่งออกกุ้งไทยไปตลาดโลกลดลง ประกอบกับการแข็งค่าของเงินบาท ความสามารถในการแข่งขันของไทยจึงลดลงไปด้วย

นอกจากนี้ ทางผู้ประกอบการห้องเย็นและโรงงานแปรรูปขาดสภาพคล่อง รวมทั้งเลิกกิจการไปบางส่วนความต้องการกุ้งเพื่อส่งออกจึงน้อยลง และกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับความเดือดร้อนจากราคากุ้งที่ตกต่ำตั้งแต่ช่วงต้นปี 2562 เป็นต้นมา

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. และ กรมประมง ได้ร่วมประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคากุ้งขาวแวนนาไมร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมการค้าต่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย และเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย ที่ประชุมได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหา โดยการนำผลผลิตส่วนเกินกุ้งออกจากตลาด จำนวน 40,000 ตัน และกำหนดราคาเป้าหมายที่เกษตรกรขายได้ให้กุ้งขนาด 70 ตัวต่อกิโลกรัม อยู่ที่กิโลกรัมละ 150 บาท

นางอัญชนา  ตราโช  รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า สำหรับมาตรการช่วยแก้ไขปัญหาราคากุ้ง กรมการค้าภายใน ได้เตรียมดำเนินการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพิ่ม จำนวน 30,000 ตัน  วงเงินกู้ 5,000 ล้านบาท โดยชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 75 ล้านบาท และการเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่รับซื้อกุ้งเพื่อเก็บในสต๊อก ระยะเวลา 3 เดือน จำนวน 10,000 ตัน วงเงินกู้ 1,500 ล้านบาท ชดเชยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ระยะเวลา 6 เดือน วงเงิน 22.50 ล้านบาท และชดเชยค่าเก็บกิโลกรัมละ 1 บาท เป็นเงิน 10 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 32.50 ล้านบาท  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งจัดทำโครงการและมาตรการดังกล่าว

นอกจากนี้ เตรียมขยายการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ให้มากขึ้น โดยให้กรมการค้าต่างประเทศจัดทีมเจรจาระหว่างผู้ประกอบการส่งออกไทยกับผู้ประกอบการนำเข้ารายใหม่ๆ พร้อมกับส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ โดยให้กรมการค้าภายในจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภค เช่น นำกุ้งจากฟาร์มเกษตรกรจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรงผ่านช่องทางที่หลากหลาย เช่น การขายออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปลายปีที่เป็นช่วงเทศกาลที่ผู้บริโภคภายในประเทศจะซื้อกุ้งในราคาถูกลงกว่าท้องตลาดทั่วไป ซึ่งเชื่อมั่นว่า มาตรการดังกล่าว จะสามารถช่วยยกระดับราคากุ้ง ให้สูงขึ้นได้อย่างแน่นอน

ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาประกันราคารับซื้อ 8 บาท/กก.

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403524?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาประกันราคารับซื้อ 8 บาท/กก.

10 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ข้าวโพดหลังนา,กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดอ่าน 111 ครั้ง

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์จับมือบริษัทผลิตอาหารสัตว์ประกันราคารับซื้อ 8 บาท/กก. ความชื้นไม่เกิน 14.5 %

10  ธันวาคม 2562 กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ หลังประสบผลสำเร็จปีที่ผ่านมาช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร เบื้องต้นเปิดรับสหกรณ์สนใจร่วมโรงการแล้ว 156 แห่ง พื้นที่ 156,203 ไร่ จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ 100  ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี  ให้สมาชิกสหกรณ์กู้ยืมไปลงทุนเพาะปลูก พร้อมประสานบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์เปิดจุดรับซื้อประกันราคาไม่ต่ำกว่า 8 บาท/กก. ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5 %

นายพิเชษฐ์ วิริยะหาหะ  อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปีนี้กรมฯได้จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนาผ่านระบบสหกรณ์ ปีการผลิต  2562/2563  ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการนี้เมื่อปีที่ผ่านมาสหกรณ์ได้ลงไปส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ลดพื้นที่ทำนาปรังหันมาปลูกข้าวโพด ซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และมีหน่วยงานต่าง  ๆ เข้าไปให้การสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ ตั้งแต่การเตรียมดิน การดูแลพื้นที่เพาะปลูก

ตลอดจนการเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อส่งจำหน่ายให้กับบริษัทเอกชน ซึ่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์ได้เข้ามาเปิดจุดรับซื้อจากสหกรณ์ ทำให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับสหกรณ์มีรายได้ดีกว่าการทำนา เนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าและมีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน รวมถึงเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย สามารถปลูกได้ผลดีในช่วงหน้าแล้ง

ขณะนี้กรมฯได้สำรวจสหกรณ์ที่มีความพร้อมจะเข้าร่วมโครงการในปีนี้ และย้ำว่าต้องเป็นพื้นที่ที่มีน้ำเพียงพอ ต่อการเพาะปลูก และเกษตรกรต้องลงมือปลูกไม่เกินวันที่ 15 มกราคม 2563 เพื่อจะเก็บเกี่ยวได้ทันในช่วงฤดูแล้ง เบื้องต้น มีสหกรณ์สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดหลังนา 156 สหกรณ์ ใน 33 จังหวัด สมาชิก  21,392  ราย พื้นที่ประมาณ 156,203 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตประมาณ  1.5 – 2 แสนตัน

มีสหกรณ์ที่ต้องการให้ช่วยเหลือในเรื่องเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ จำนวน  74 สหกรณ์ สมาชิกประมาณ  13,971 ราย กรมฯจึงได้จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 100 ล้านบาท ให้สหกรณ์กู้ไปให้สมาชิกลงทุนช่วงเริ่มต้นฤดูการเพาะปลูกและจัดหาปัจจัยการผลิตและเครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อบริการสมาชิก โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1 %  ปัจจุบันมีสหกรณ์ ขอกู้เงินดังกล่าวแล้ว  39 สหกรณ์ สมาชิก  3,050  ราย  วงเงิน  38.9  ล้านบาท

สมาชิกสหกรณ์เหล่านี้เคยร่วมโครงการปลูกข้าวโพดหลังนาในปีที่ผ่านมา และปีนี้ต้องการให้สหกรณ์ทำโครงการนี้อีก ซึ่งเราจะนำปัญหาอุปสรรคเมื่อปีที่แล้วมาปรับปรุงและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ ทั้งในเรื่องเกษตรกรขาดความรู้ในการปลูกข้าวโพด ปัญหาโรคแมลงระบาด  เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนกำหนด และฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์เนื่องจากน้ำไม่เพียงพอ ซึ่งได้เน้นย้ำให้สหกรณ์เข้าไปแนะนำสมาชิก ดูแลระหว่างการปลูก และการรวบรวมผลผลิต

โดยกรมฯได้ประสานหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดูแลด้านการผลิต ส่งนักการเกษตรลงพื้นที่  เพื่อไปให้ความรู้แก่เกษตรกร ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ การเตรียมแปลงปลูก การดูแลผลผลิต การให้ปุ๋ย ให้น้ำการกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช สำหรับตลาดรับซื้อขณะนี้ได้มีการจับคู่ธุรกิจระหว่างบริษัทเอกชนผู้ผลิตอาหารสัตว์กับสหกรณ์ ซึ่งจะมีการกำหนดจุดรับซื้อร่วมกัน และประกันราคารับซื้อข้าวโพดไม่ต่ำกว่า 8 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้น  14.5% ซึ่งเป็นราคา ณ หน้าโรงงาน หากความชื้นมากกว่านั้น จะมีการระบุราคารับซื้อตามอัตราความชื้นที่ชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกร“ นายพิเชษฐ์กล่าว

ทั้งนี้ กรมฯได้กำหนดห้วงเวลาดำเนินการ ในการชี้แจงโครงการ การเตรียมเมล็ดพันธุ์และการดูแลการปลูก 30 พฤศจิกายน 2562 –  15 มกราคม 2563  การทำสัญญารับซื้อข้าวโพดล่วงหน้าระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2562 –  15 มกราคม 2563 และคาดว่าจะเริ่มรวบรวมผลผลิตส่งให้บริษัทคู่ค้าตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป