สุดอาลัย! ‘พ่อแรม’พ่อ’โอ วรุฒ’ สิ้นใจอย่างสงบแล้วด้วยวัย86ปี

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458882

news_default

สุดอาลัย! ‘พ่อแรม’พ่อ’โอ วรุฒ’ สิ้นใจอย่างสงบแล้วด้วยวัย86ปี

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 12.03 น.

8 ธ.ค.62 หลังจากที่ นายแรม วรธรรม อายุ 86 ปี อดีตนักแสดงอาวุโส และเป็นพ่อของพระเอกชื่อดัง โอ วรุฒ วรธรรม ที่เพิ่งเสียชีวิตไปนั้น มีอาการโรคหัวใจซึ่งเป็นโรคประจำตัวกำเริบและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหางดง เกิดอาการช็อกความดันต่ำ แล้วนำตัวส่งรักษาตัวต่อโรงพยาบาลนครพิงค์ เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ล่าสุด พ่อแรมได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลนครพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยอาการโรคหัวใจ ในอายุ 86 ปี

สำหรับประวัติ พ่อแรม วรธรรม อายุ 86 ปี พ่อของพระเอกโอ วรุฒ วรธรรม พระเอกชื่อดังผู้ล่วงลับ เป็นนักแสดงอาวุโสผู้เคยรับบท “พ่อคำแก้ว” แห่งมงกุฎดอกส้ม รวมถึงตัวประกอบละครดังอย่าง ดั่งดวงหฤทัย, อย่าลืมฉัน, ในรอยรัก และอีกหลายเรื่อง ด้านครอบครัว สมรสกับ นางอรพิน กุญชร ณ อยุธยา บุตรสาวของ ร.ท.ม.ล.พร้อม กุญชร ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่สกุลดัง ซึ่งถือเป็นครอบครัวที่วนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงมาตั้งแต่ยุคของ แรม วรธรรม ด้วยหน้าตาไทยผสมลูกครึ่ง ที่มาจากคุณตา Mr.William Reginald Dibb และส่งต่อความหล่อสไตล์ลูกครึ่งมาถึง โอ วรุฒ วรธรรมด้วย

ฮอต! ‘หญิงแย้’จัดทริปเที่ยวทะเล อวดความแซ่บท้าล้มหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458878

ฮอต! ‘หญิงแย้’จัดทริปเที่ยวทะเล อวดความแซ่บท้าล้มหนาว

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 10.57 น.

8 ธ.ค.62 เรียกว่าเป็นสาวแซ่บสุดซี๊ดจริงๆ สำหรับ “หญิงแย้ นนทพร ธีระวัฒนสุข” ที่ดูได้จากอินสตาแกรมของเจ้าตัวที่มักมีภาพเซ็กซี่ให้หนุ่มๆ ได้ตาลุกวาว ล่าสุด หญิงแย้ก็จัดทริปไปเที่ยวทะเล อวดหุ่นสวยๆ ในชุดว่ายน้ำสีสันสดใส โชว์ความแซ่บท้าลมหนาว แชะภาพอวดเอวเอส ผิวขาวจั๊วะ บอกเลยว่ารับประกันว่าคนนี้เผ็ดทุกครั้งจริงๆ

ดาราพาเที่ยว : ‘ดีเจอั๋น’ ฟินหนักมาก ตะลุยเที่ยวจุใจ เยอรมนี-ออสเตรีย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458815

ดาราพาเที่ยว : ‘ดีเจอั๋น’ ฟินหนักมาก ตะลุยเที่ยวจุใจ เยอรมนี-ออสเตรีย

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สวยตราตรึงจน ดีเจอั๋น-ภูวนาท และผู้โชคดีจากทริป GREEN TRIP #86 The Ultimate Dream Journey :Austria-Germany (กรีนทริป 86ดิ อัลติเมท ดรีม เจอร์นี : ออสเตรีย-เยอรมนี) ถึงขั้นไม่อยากกลับกันเลยทีเดียว เพราะทุกที่ที่ไปเยือนสวยบาดตาบาดใจเหมือนภาพวาดสุดๆ ใครกำลังมีแพลน
ไปยุโรปนำเสนอให้ตามรูทนี้กันไปได้เลยการันตีว่ามันดีต่อใจจริงๆ

ประเดิมกับจุดหมายแรกพระราชวังแฮร์เรนคิมเซ ที่สวยอลังการจนถูกเรียกว่าเป็นแวร์ซายส์แห่ง บาวาเรียนความสวยของที่นี่ทำเอาทุกคนเหมือนตกอยู่ในภวังค์สมแล้วกับที่เป็นพระราชวังที่สวยงามติดอันดับโลก จากนั้นถึงเวลาไปเที่ยวเหมืองเกลือโบราณ เบิร์ชเทสการ์เดน ที่ทุกคนต้องผจญภัยเล็กน้อยกับการนั่งรถรางลอดอุโมงค์ที่มีความยาวกว่า 700 เมตร เข้าไปชมความสวยงามระยิบระยับของถ้ำเกลือที่ไม่ว่าจะหันซ้ายหันขวาก็สวยไปหมดจริงๆ ตกบ่ายๆ ดีเจอั๋นขอไปนั่งชิลปล่อยอารมณ์ชมวิวริมทะเลสอบโคนิกซีที่ถือเป็นทะเลสาบที่น้ำใสและลึกที่สุดของเยอรมนี แถมยังสวยที่สุดจนได้รับยกย่องเป็นมรดกโลก นั่งพักจนหนำใจแล้ว ก็ถึงเวลาไปเยือนอีกไฮไลท์ของทริปนี้กับ Eagle’s Nest หรือ รังอินทรีที่เป็นอาคารโบราณสร้างบนยอดเขาสูงที่รายล้อมไปด้วยหมอกและเทือกเขาที่ทำเอาสายเที่ยวธรรมชาติอย่างดีเจอั๋นและผู้โชคดีในทริปนี้ฟินกันสุดๆ

จากนั้นย้ายไปเที่ยวออสเตรียกันบ้าง ประเดิมด้วย เมืองอินบรูคส์ เมืองเล็กๆน่ารักในอ้อมกอดแห่งภูเขาหิมะ ที่ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนของเมืองก็สวยไปหมด ดีเจอั๋นดูจะแฮปปี้กว่าใครเดินชิลเดินถ่ายรูปมุมนั้นมุมนี้อัพโซเชียลกันไปแบบรัวๆ แล้วต่อด้วยโปรแกรมที่ทุกคนรอคอยกับการไต่ฟ้าขึ้นไปท้าลมหนาวกัน บน ยอดเขาซุกสปิตเซ่ (Zugspitze)  ที่เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในเยอรมนี บนนี้ได้เห็นวิวพาโนราม่าที่ทำเอาทุกคนตื่นตาตื่นใจกันสุดๆ เพราะได้เห็นทีเดียวถึง 4 ประเทศ ทั้งเยอรมนีสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และอิตาลี ทำเอาทุกคนลั้นลากับอุณหภูมิติดลบกันจนสาแก่ใจ ก่อนปิดท้ายด้วยการช็อปปิ้งกันให้จุใจที่ อิงร์กอลสตัดท์ เอ้าท์เลท วิลเลจ ที่ถือเป็นเอ้าท์เลทขนาดใหญ่ของเมืองมิวนิค ที่ไม่ว่าใครมาเยือนเยอรมนีต้องไปพลาดมาเสียทรัพย์กันที่นี่ งานนี้แต่ละคนก็ช็อปปิ้งกันไปแบบเต็มสองมือ เรียกว่าทริปนี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ได้จุใจทั้งความสวยงามของธรรมชาติและวัฒนธรรมของเยอรมนีและออสเตรีย แล้วยังได้เปิดประสบการณ์เที่ยวฟรีแบบพรีเมียมตลอดทริป ใครอยากไปไปเที่ยวแบบนี้บ้าง ติดตามกรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม ไว้ให้ดีกิจกรรมดีๆ แบบนี้มีมาฝากกันตลอดปีแน่นอนจ้า

‘โซนี่ พิคเจอร์ส’ เปิดแผนหนังใหญ่ อนาคตของสไปเดอร์แมน และไฮไลต์ปี 2020

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458818

‘โซนี่ พิคเจอร์ส’ เปิดแผนหนังใหญ่ อนาคตของสไปเดอร์แมน และไฮไลต์ปี 2020

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

รชต ธีระบุตร, ดุจดาว พรหโมบล และ เบร็ตต์ ฮ็อกก์

ผู้บริหารโซนี่ พิคเจอร์ส เปิดเผยสถานการณ์ภาพยนตร์จัดจำหน่ายโดยโซนีในประเทศไทย ปี 2019ไฮไลต์หนังเข้าส่งท้ายไตรมาสสุดท้าย รวมถึงเปิดแผนหนังใหญ่ปี 2020 อนาคตของสไปเดอร์แมน โดย เบร็ตต์ ฮ็อกก์ (Mr.Brett Hogg) รองประธานบริหารอาวุโส ฝ่ายจัดจำหน่ายอินเตอร์เนชั่นแนล ภาคพื้นเอเชีย บริษัท โซนี่ พิคเจอร์ส รีลีสซิ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล คุณดุจดาว พรหโมบล ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายการตลาด โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนท์(ประเทศไทย) จำกัด คุณรชต ธีระบุตร กรรมการและผู้อำนวยการใหญ่ โซนี่ พิคเจอร์ส เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ประเทศไทย

l สถานการณ์หนังของโซนี่ฯ ในปี 2019 เป็นอย่างไรบ้าง

เบรตต์: ในเอเชีย เรามีส่วนแบ่งถึง 60 เปอร์เซ็นต์ของภาพรวมทั้งหมด ไทยปีนี้ก็ดีและน่าจะได้มากกว่า ปีที่แล้ว ตลาดหนังเมืองไทย ค่อนข้างแข็งแรง โดยเฉพาะหนังไทย และเราได้ส่วนแบ่งถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2018 เราทำได้ค่อนข้างสูง20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในฐานะสตูดิโอผู้สร้างหนังเราต้องรับมือกับเรื่องนี้ เน้นที่การทำโปรดักท์คือตัวหนังของเราที่ควรค่าให้คนดูออกไปดูจอใหญ่ในโรงภาพยนตร์ ท้ายที่สุดแล้ว Product is The King คือตัวหนังเป็นหัวใจสำคัญ ถ้าคุณทำหนังที่ใช่ คนอยากออกมาดูคนก็มักจะออกมาดูในโรงอยู่ดีนะ ซึ่งเราต้องวางกำหนดการฉายให้เหมาะ ให้ลงตัวกับช่วงวันหยุดยาว เทศกาลต่างๆ และทำตลาดให้ตรงกับกลุ่มคนดู และให้คนดูได้รู้จังหวะพอดีกับที่หนังออกฉายในโรง

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ เรากำลังเผชิญกับโลกที่วิ่งเร็วมากในยุคสื่อโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ ที่มันแตกต่างจากสื่อเก่า อย่าง ทีวี และวิทยุ ซึ่งทางเราต้องทำการตลาดแบบโมเดิร์น เราเจอการแข่งขันจากรอบด้าน  แต่ท้ายที่สุดมันก็ยังอยู่ที่ตัวหนัง คือถ้าโปรดักท์มันดี มันใช่ คนก็ยังอยากออกจากบ้านมาดูในโรงภาพยนตร์

Bad Boys

l ในปี 2019 มีหนังเรื่องไหนของโซนี่พิคเจอร์ส ที่ทำรายได้ไม่ถึงเป้าบ้างไหม? 

เบรตต์: ไม่มีนะครับ (หัวเราะ) ถ้าเราสามารถทำนายได้ว่าหนังเรื่องไหนจะทะลุเป้าหรือฮิต ผมคงจะต้องเกษียณไปหลายปีแล้วล่ะ หนังบางเรื่องที่เราไปดู อาจจะฟอร์มไม่ดีเท่าที่คาดหวังไว้ และบางเรื่องก็ฟอร์มดีมากสุดๆ สำหรับปีที่ผ่านมา (2018) หนังอย่าง Spider-Man into Spider-verse ทำรายได้ดีที่สุดในบรรดาหนังแอนิเมชั่นของเราในเมืองไทย และหนังยังคว้ารางวัลออสการ์สาขาแอนิเมชั่นยอดเยี่ยมเมื่อต้นปีด้วย ซึ่งเราก็ตามติดๆ ด้วยการส่งหนังอย่าง Men in Black International ซึ่งทำรายได้ดีมากในภูมิภาคนี้นะ และหนังในตระกูลนี้ หนังภาคต่อแบบนี้ Spider-Man : Far From Home เป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดของโซนี่ ซึ่งสไปเดอร์แมนไปโผล่ในจักรวาลหนังมาร์เวลของค่ายมาร์เวลเช่นเดียวกับหนังสแตนด์อะโลนของโซนี่เราเองด้วย มันประสบความสำเร็จมาก เป็นหนังที่ทำรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของค่ายโซนี่เลย

ในไทยปลายปีนี้ เรายังมีหนังดีๆ ที่เตรียมไว้เริ่มจาก Charlie’s Angels ออกฉาย และต่อด้วย The Angry Birds Movie 2 ซึ่งหนังทำรายได้ดีในประเทศอื่นๆ ของเอเชียนะ สุดท้ายจะเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์ Jumanji : The Next Level  (นำแสดงโดยดเวย์น จอห์นสัน) เดือนธันวาคมปีนี้  ซึ่งพอมองภาพรวมแล้ว โซนี่มีหนังฮิตมากกว่าหนังที่ล้มเหลวนะ

Spider-Man  Far From Home

l ปี 2020 โซนี่จะมีหนังไฮไลต์อะไรบ้างที่จะเข้าฉายในเมืองไทย

เบรตต์ : เรามีไฮไลต์เยอะมากสำหรับปี 2020 มีหนังภาคต่อชุด Bad Boys ที่ วิล สมิธและมาร์ติน ลอว์เรนซ์ จะกลับมารับบทเดิม (จากหนังดังยุค 90) และเราจะได้ทำหนัง Bloodshotที่มี วิน ดีเซล นำแสดง และเราจะมีภาคต่อของหนังผสมไลฟ์แอ๊กชั่น (คนแสดง) กับตัวละครแอนิเมชั่นเรื่อง Peter Rabbit ที่ภาคแรกทำได้ดี และหนังที่ผมตื่นเต้นมากคือ Ghostbusters  เพราะมันเป็นการกลับมาของ เจสัน ไรต์แมน ลูกชายของไอวานไรต์แมน ผู้กำกับหนัง Ghostbusters ต้นฉบับ เจสันมากำกับเองต่อยอดงานต้นฉบับที่พ่อเขาสร้างไว้เองเลย โดยเรื่องราวต่อเนื่องหลังจากต้นฉบับออกฉายเมื่อ 30 กว่าปีก่อนและสำหรับโปรเจกท์ที่เป็นหนังจากตัวละครมาร์เวลสร้างโดยโซนี่ (โซนี่ มาร์เวล ยูนิเวิร์ส) มี 2 เรื่องปีนี้

ซึ่งปี 2017 เราส่ง Venom ได้เปิดตัวคาแร็กเตอร์ใหม่จากจักรวาลหนังมาร์เวล  และทำได้สำเร็จ โดยไม่ต้องมีตัวละครอื่นๆ ที่เคยปรากฏบนจอใหญ่มาแล้วของจักรวาลมาร์เวลอยู่ในหนังเลยเราไม่ต้องมีสไปเดอร์แมนในหนัง Venom เลย ตัวละครต่อไปจากมาร์เวลที่เราจะเปิดตัวครั้งแรกในหนังใหญ่ (ของโซนี่)คือ มอร์เบียส  (Morbius) ตัวละครใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏในหนังเรื่องใดมาก่อน

เบร็ตต์ ฮ็อกก์

อันที่จริง ตัวละครของมาร์เวล มีทั้งหมด 930 ตัว ที่โซนี่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว เราก็จะทยอยปล่อยหนังที่เปิดตัวละครที่เหลือออกมาอย่างต่อเนื่องแน่นอน และเราจะปล่อยหนัง Morbius ออกมาเร็วๆ นี้ ตามด้วย Venom ภาค 2ที่ได้ ทอม ฮาร์ดี้ กลับมารับบทเดิม และอีกเรื่องที่น่าจะทำรายได้ดีในไทยคือ Monster Hunter ที่ได้มิลลา โจโววิช  นางเอกดังจากหนังภาคต่อ Resident Evil จะกลับมารับบทแอ๊กชั่นประกบคู่กับ โทนี่ จา (จา พนม) ถ้าคนไทยไม่ชอบล่ะก็ ผมก็ไม่รู้แล้วว่าจะตีตลาดไทยยังไง

นอกจากนี้ก็มีโปรเจกท์ที่เป็นการร่วมทุนสร้าง เป็นเรื่องแรก ที่จะมีมังกร ซึ่งมีกำหนดคร่าวๆ ว่าจะเริ่มถ่ายทำในช่วงครึ่งปีหลัง จบด้วยโปรเจกท์ที่ดัดแปลงจาก Uncharted เกมยอดฮิตทางโซนี่ เพลย์สเตชั่น เรื่องนี้ได้ ทอม ฮอลแลนด์ พระเอกสไปเดอร์แมน มารับบทนำและจะเป็นหนังแนวแอ๊กชั่นเต็มรูปแบบเลย ตอนนี้ยังเผยรายละเอียดอื่นๆมากกว่านี้ไม่ได้

l การมาของสตรีมมิ่ง มีผลกระทบมากไหม?

คุณตู่: มีผลมาก เพราะหนังที่คนดูจะออกไปดูโรงต้องเป็นสเกลใหญ่ แต่โซนี่เรามีหลายแบรนดิ้ง คงไม่มีใครดูหนังแอ๊กชั่นได้ตลอด เราก็ต้องมีหนังเด็กหนังแฟมิลี่บ้าง เมื่อก่อนเราก็มี โซนี่ คลาสสิก ซึ่งตอนนี้เราจัดฉายกับโรงภาพยนตร์เฮ้าส์ มันมีผลอยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกหนังไหนเข้าโรง

คุณรชต: ยุคนี้ทางสตูดิโอก็ สร้างงานที่ควรค่าแก่การเสียเงินในโรง คนดูจะไปดู ทางสตูดิโอก็ต้องสร้างโปรดักท์ให้เหมาะสม กับความคาดหวังคนดู

รชต ธีระบุตร และ เบร็ตต์ ฮ็อกก์

l หนังเรื่องไหนของโซนี่ที่เป็นเซอร์ไพรส์ฮิต ที่มีผลต่อการทำหนังต่อไป

เบรตต์:  Spider-Man : Far From Homeสไปเดอร์แมน ฟาร์ ฟอร์ม โฮม ทำรายได้ดีมากๆถ้าจำไม่ผิดนี่เป็นครั้งที่สองที่เราทำ และตัวละครนี้ก็ไปโผล่ในหนังของมาร์เวล 3-4 ครั้งแล้ว

คุณรชต: ผมขอเสริมจากคุณเบรตต์ ว่า Spider-Man into Spider-verse (สไปเดอร์แมน สไปเดอร์เวิร์ส) ทำได้ดีเกินคาดมากในประเทศไทยกลายเป็นหนังแอนิเมชั่นที่ทำเงินได้สูงสุดของค่ายโซนี่

คุณตู่: Zombieland มันก็แปลกมากเพราะหนังมันไม่มีผีสักตัว แต่บางทีเราพยายามใส่ความเป็นหนังซอมบี้ เราไม่ได้หลอกคนดู แต่เราทำออนไลน์แคมเปญ ที่ใส่ความเป็นซอมบี้ ที่มันมากกว่าที่เขาทำตลาดในอเมริกา ก็ประสบความสำเร็จนะ

วิน ดีเซล ในภาพยนตร์ Bloodshot

l โซนี่มีแผนอะไรเกี่ยวกับสไปเดอร์แมนภาคต่อในอนาคตบ้างไหม?

เบรตต์: มีแผนเยอะเลยล่ะ และเราก็ยังจับมือกับมาร์เวลเหนียวแน่น จะร่วมมือกันต่อกับทั้งค่ายดิสนี่ย์และการร่วมในจักรวาลหนังมาร์เวล และสไปเดอร์แมนจะไปโผล่ในหนังมาร์เวลพร้อมๆ กับ มีหนังฮีโร่เดี่ยวกับโซนี่ด้วย และที่สำคัญเราหวังจะสร้างจักรวาลหนังมาร์เวลของโซนี่ (Marvel’s Sony universe) พัฒนาตัวละครอื่นๆ และหนังเรื่องใหม่ในอนาคต อย่างหนังเรื่อง Morbius (มอร์เบียส) และมีโอกาสที่จะครอสโอเวอร์กันเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่า คนดูตอบรับหนังเหล่านี้ยังไงบ้าง ที่แน่นอนคือมีแผนใหญ่ในอนาคตสำหรับสไปเดอร์แมน และอย่าลืมว่าเรามีคาแร็กเตอร์จากมาร์เวลคอมมิกอีก 930 ตัว ที่เราเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ (ทำเป็นหนัง)แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ที่รอให้พัฒนาต่ออีกหลายเรื่อง

l โซนี่จะมีอะไรเซอร์ไพรส์ ที่จะทำให้ Venom มันใหญ่ขึ้นอีกไหม?

เบรตต์: มีครับ ถ้าจำได้ จะเห็นว่าในตอนจบของ Venom ภาคแรก โดยเฉพาะตัวละคร (คลีตุสคาซาดี) ที่แสดงโดย วู้ดดี้ ฮาเรลสัน น่าจะมีพิเศษในหนังภาคต่อไป นอกเหนือจากนั้น เรายังบอกอะไรมากไม่ได้ เพราะเรามีนโยบายเข้มงวดห้ามสปอยล์เด็ดขาด แต่เราเตรียมบิ๊กเซอร์ไพรส์ไว้แน่นอนสำหรับหนังแนวๆ นี้ แน่นอนว่าจะมีอะไรใหญ่ๆ

‘แพนเค้ก’ควง‘สารวัตรหมี’เที่ยวมาเก๊า ร่วมวิ่ง‘มาเก๊า มาราธอน 2019’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458813

‘แพนเค้ก’ควง‘สารวัตรหมี’เที่ยวมาเก๊า ร่วมวิ่ง‘มาเก๊า มาราธอน 2019’

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

นางเอกสาวเรื่องราวดีๆ “แพนเค้ก-เขมนิจ จามิกรณ์” จัดทริปกระชับรักควงแฟนหนุ่ม “สารวัตรหมี-พ.ต.ต.ศักดิ์สุนทร เปรมานนท์” ขอโชว์หวานสุดสตรอง เที่ยวมาเก๊าแบบครบรส เพราะงานนี้ทั้งคู่ได้ร่วมลงแข่งขันวิ่งมาราธอนระดับนานาชาติ ในรายการ “มาเก๊า มาราธอน 2019” (Macao InternationalMarathon 2019) ที่เมืองมาเก๊า โดยทั้งคู่ได้ลงแข่งในประเภท ฮาล์ฟ-มาราธอน ด้วยระยะทาง 21.975 กิโลเมตร ซึ่งเป็น ฮาล์ฟมาราธอน ครั้งที่ 2 ของสาวแพนเค้กด้วย

หลังจากที่ลงวิ่ง มาเก๊ามาราธอน เสร็จเรียบร้อยทั้งคู่ยังได้ควงคู่กันไปทำบุญเสริมดวงต่อทันที โดยได้ไปไหว้พระขอพรวัดดังของมาเก๊า เริ่มกันที่ “วัดกวนอู” ซึ่งเล่าขานว่าวัดนี้ศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องของการขอพรเกี่ยวกับเรื่องงาน ใครมาขอพรที่นี่ มักจะสมหวังทุกราย จากนั้นทั้งคู่ก็ได้ไปไหว้ขอพรกันต่อที่ “วัดอาม่า” เป็นวัดที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองของมาเก๊า สำหรับใครที่อยากขอพรเรื่องการเงินการค้าขาย ให้เงินทองไหลมาเทมา ต้องไม่พลาดมาไหว้ขอพรที่วัดนี้ให้ได้ งานนี้ทั้งคู่ อิ่มบุญสุขใจกันถ้วนหน้าและปิดท้ายกับทริปมาเก๊าที่ทั้งคู่ขอเวลาพักสวีทหวาน 2 ต่อ 2 แวะชมงานเทศกาลงานแสดงไฟสุดยิ่งใหญ่Macao Light Festival 2019 ที่บริเวณทะเลสาบนามวาน (Nam Van Lake) ชมลานดอกบัวเรืองแสงขนาดใหญ่สุดอลังการ ทั้งแสง สี ไฟบวกกับอากาศที่เย็นๆ หนาวเบาๆ โรแมนติกสุดๆ เรียกว่ามาเที่ยวมาเก๊าครั้งนี้ ครบทุกรสชาติจริงๆ!!

Celebrity Gossip : 8 ธันวาคม 2562

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458789

Celebrity Gossip : 8 ธันวาคม 2562

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ

O ลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ นักแสดงฮอลลีวู้ดชื่อดังโต้เรื่องที่ถูกประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร ของบราซิล กล่าวหาว่าบริจาคเงินให้แก่องค์กรการกุศลที่ผู้นำบราซิลระบุว่าเป็นต้นตอไฟป่าใหญ่ในแอมะซอน ป่าดิบชื้นใหญ่ที่สุดในโลก ยืนยันว่าเขาไม่ได้ให้เงินสนับสนุนกองทุนสัตว์ป่าโลก หรือดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ แม้สมควรที่จะได้รับการสนับสนุนก็ตาม ประธานาธิบดีโบลโซนาโรพูดถึงเขาระหว่างการออกอากาศสดทางออนไลน์เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้วว่า ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ จ้างเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจุดไฟในป่าแอมะซอนแล้วถ่ายรูปถ่ายคลิปเพื่อรณรงค์ต่อต้านบราซิล และติดต่อไปยังลีโอนาร์โด ดิคาปริโอ ซึ่งบริจาคเงินให้ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15.1 ล้านบาท)เงินส่วนหนึ่งเข้ากระเป๋าคนที่เป็นต้นตอไฟป่า ดิคาปริโอจึงมีส่วนร่วมทำให้เกิดไฟป่าแอะซอน ดิคาปริโอ ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มักพูดเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมรวมถึงไฟป่าแอมะซอน

เมนา เมสซูด

O เมนา เมสซูด ได้รับเลือกให้สวมบทบาทเป็น อลาดิน ใน Aladdin ฉบับคนแสดง และเข้าฉากกับซูเปอร์สตาร์อย่าง วิล สมิธ เกือบทั้งเรื่อง แต่สุดท้ายหนุ่มวัย 28 ปี ได้เปิดเผยว่าแม้ Aladdin จะทำเงินเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแต่อาชีพนักแสดงของเขาก็ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคเหมือนเดิม ไม่ได้ออดิชั่นแม้แต่งานเดียวด้วยซ้ำไปหลังภาพยนตร์ออกฉาย ด้าน The Daily Beast ท่าสัมภาษณ์นักแสดงหนุ่ม ยืนยันว่าในการให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ เมสซูด ไม่ได้โอดครวญ หรือตัดพ้ออย่างสิ้นไร้ไม้ตอก สิ่งที่นักแสดงหนุ่มเชื้อสายอียิปต์ต้องการจะพูดก็คือ การแสดงให้เห็นว่าชีวิตของนักแสดงเชื้อสายต่างชาติอย่างเขาในฮอลลีวู้ด ก็ยังยากเย็นแสนเข็ญเหมือนเดิม

จอห์น เลนนอน

O แว่นตาทรงกลม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ จอห์น เลนนอน แห่งวงดนตรีเดอะ บีเทิลส์ กำลังถูกนำออกประมูลขายพร้อมกับสิ่งของที่ระลึกเกี่ยวกับเดอะ บีเทิลส์ อื่น ๆ ระหว่างวันที่ 6-13 ธันวาคมนี้ โดย“ซอธบี” สำนักประมูลชื่อดัง เป็นที่คาดหมายว่า แว่นตา ซึ่งเป็นสิ่งของที่ถูกเก็บไว้นาน 50 ปี ของอลัน เฮอร์ริ่ง ซึ่งทำงานเป็นคนขับรถให้กับริงโก สตาร์ มือกลอง และจอร์จ แฮริสัน มือกีตาร์ ของเดอะ บีเทิลส์ในช่วงปลายทศวรรษหลังปี 1960 ที่ได้รับมอบจากมือของเลนนอน และยังไม่ได้ซ่อมแซมขาแว่นที่หักตั้งแต่วันนั้น อาจจะขายได้ถึง 8,000 ปอนด์หรือ ประมาณ 300,000 บาท

เอ็มม่า สโตน –  เดฟ แมคแครี

O ถึงคราวสละโสดของดาราดังเจ้าของรางวัลออสการ์ เอ็มม่า สโตน วัย 31 ปี ที่ตกปากรับคำหมั้นกับแฟนหนุ่ม เดฟ แมคแครี วัย 34 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังคบหากันมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2017 ทั้งคู่ได้ประกาศข่าวดีผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวของฝ่ายชาย โดยการโพสต์ภาพขณะดาราสาวคนดังจากภาพยนตร์ La La Land สวมแหวนหมั้นสุดน่ารัก ยืนเคียงข้างนักเขียนบทและผู้กำกับรายการ Saturday Night Live โดยเดฟใช้อีโมจิรูปหัวใจเป็นการสื่อความรู้สึกทั้งหมด งานนี้ก็มีทั้งเพื่อนๆ และแฟนๆ เข้ามาแสดงความยินดีกันเป็นจำนวนมาก การหมั้นในครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้เหล่าแฟนคลับของเอ็มม่าตกใจเท่าไหร่ และเมื่อไม่นานมานี้เธอก็ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Elle ว่าเธอเริ่มคิดที่จะสร้างครอบครัวแล้ว

ออร์แลนโด บลูม – เคที เพอร์รี

O ออร์แลนโด บลูม พระเอกชาวอังกฤษวัย 42 ปี ส่อเค้าว่าต้องเลื่อนพิธีแต่งงานกับ เคที เพอร์รี นักร้องชื่อดังชาวอเมริกัน วัย 35 ปี แฟนสาวออกไปก่อนจากที่แพลนไว้ว่าจะจัดขึ้นในเดือนธันวาคมนี้ เนื่องจากยังหาสถานที่จัดงานถูกใจไม่ได้ ยืนยันว่าทั้งสองคนยังรักกันดี ไม่ใช่เลื่อนงานแต่งเพราะมีดราม่าแต่อย่างใด สื่อรายงานว่าบลูมขอเพอร์รีแต่งงานเมื่อวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้วยแหวนเพชรสีชมพูมูลค่า5 ล้านดอลลาร์ แต่นับตั้งแต่กลับมาคบหาดูใจกันอีกรอบเมื่อปี 2559ทั้งสองคนก็ไม่ได้รีบร้อนเรื่องการตัดสินใจแต่งงานแต่อย่างใด เพอร์รีบอกว่าเป็นเพราะทั้งคู่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว เพอร์รีผ่านการแต่งงานกับรัสเซลแบรนด์ นักแสดงตลก 2 ปี ระหว่างปี 2553-2555 ส่วนบลูมใช้ชีวิตคู่กับมิแรนดา เคอร์ นางแบบสาวออสซี่ ปี 2553-2556 แต่ไปไม่รอดทั้งคู่

‘เจเจ-แบงค์-กัปตัน’ร่วมออกแบบคาแร็กเตอร์‘ซานต้า’ในเทศกาลแห่งความสุข

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458812

‘เจเจ-แบงค์-กัปตัน’ร่วมออกแบบคาแร็กเตอร์‘ซานต้า’ในเทศกาลแห่งความสุข

วันอาทิตย์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อโศก นำโดย สุภัชญา เกตุปมา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด ยกขบวนฉลองเทศกาลความสุขอย่างจัดเต็มส่งท้ายปีกับงาน “Gift Fest 2020” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Happiness is all around Santa HO HO HO” โดยเป็นการเปิดตัว 3 ดาราหนุ่มวัยรุ่นสุดฮอต เจเจ-กฤษณภูมิ, แบงค์-ธิติ และ กัปตัน-ชลธร ผู้ร่วมออกแบบคาแร็กเตอร์ของเหล่าซานต้า HO HO HO!! ทั้ง 3 ตัว สำหรับ “Gift Fest 2020” ในปีนี้ โดยทางศูนย์การค้าได้เนรมิตบรรยากาศให้ทุกท่านตื่นตาตื่นใจไปกับอุโมงค์แสงเหนือ และจุดแลนด์มาร์คถ่ายภาพมุมสวยๆ กับเหล่าซานต้าคาแร็กเตอร์สุดน่ารักทั่วทั้งศูนย์ฯ และบริเวณทางเชื่อม BTS & MRT ณ ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 อโศก

ในระหว่างวันที่ 20 ธ.ค. 2562-5 ม.ค. 2563 นี้ พบมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินชื่อดังที่มามอบเพลงเพราะๆ และความสนุก อาทิ วงSEASON FIVE (20 ธ.ค.2562) วง DAIFUKU & PARFAIT(21 ธ.ค.2562) วง HONEY TOAST (22 ธ.ค.2562) อิงค์-วรันธร (25 ธ.ค.2562)ตู่-ภพธร (31 ธ.ค.2562) และวง MEAN(3 ธ.ค.2563) สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม https://www.facebook.com/Terminal21Asok/

หลีกทางหน่อย…แม่จะมง! เอ็มซีตัวแม่ นัท-พิกุลทอง ลุ้นมงกุฎใหญ่ที่พม่า

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/entertain/458823

หลีกทางหน่อย…แม่จะมง! เอ็มซีตัวแม่ นัท-พิกุลทอง ลุ้นมงกุฎใหญ่ที่พม่า

วันเสาร์ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 18.50 น.

สายสะพานนางงามไทยแลนด์นาทีนี้คึกคักสุดๆ อีกหนึ่งเวทีที่มีลุ้นอีกหนึ่งมงฯ คงหนีไม่พ้นเวทีมิสซิสรุ่นใหญ่ สตรีที่ผ่านการสมรสมาแล้ว อย่างเวทีการประกวด MRS.CLASSIC ASIA INTERNATIONAL 2019 ซึ่งปีนี้จัดใกล้ๆบ้านเรา ที่เมืองมันฑ์เลย์ ประเทศพม่า ในวันที่ 8-15 ธันวาคม ที่จะถึงนี้

โดยปีนี้สาวไทยของเราเต็งจ๋าเป็นที่พูดถึงอย่างมากตั้งแต่ตัดสินใจลงประกวด เธอคือ คุณแม่เลี้ยงเดี่ยววัย 40 กระรัต “นัท-พิกุลทอง ฮาวกันทะ” สาวใหญ่แต่ยังแซ่บ อายุ 40 ปี อดีตพิธีกร พริตตี้ เอ็มซีตัวแม่ ที่เคยฮอตที่สุดในงานมอเตอร์โชว์ ปัจจุบันหันมาลุยธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์​ และร้านอาหาร สถานะภาพตอนนี้โสด เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสาววัย 5 ขวบ มีแรงบันดาลใจตัดสินใจเข้ามาประกวดเพราะอยากเป็นกระบอกเสียงให้คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวลุกขึ้นมาเห็นคุณค่าในตัวเอง จัดการปัญหาของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวได้อย่างราบรื่น มุ่งมั่นเดินหน้าเข้าสู่แวดวงนักจิตวิทยา ดันรายการเพื่อแม่และเด็กในอนาคตต่อไป

ซึ่งงานนี้ดูจากโปรไฟล์ของสาวไทยเจ้าของตำแหน่ง MRS. CLASSIC THAILAND ASIA INTERNATIONAL 2019 เธอคนนี้ไม่ได้มีดีแค่สวย แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจเรื่องราวดีๆให้กับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวได้ดีอีกด้วย ณ จุดนี้คงต้องตามเชียร์ตามลุ้น ส่งกำลังใจให้อีกหนึ่งสาวแกร่ง “นัท-พิกุลทอง” สายสะพายขาอ่อนสยามเมืองยิ้ม สร้างชื่อก้องโลกบนเวทีมิสซิสระดับอินเตอร์ในครั้งนี้ คว้ามงกุฎมาฝากคนไทยให้สำเร็จสมใจกองเชียร์ไทยแลนด์

ไผเป็นไผ “มือทำม็อบ” สายส้มห้าว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369736?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

ไผเป็นไผ “มือทำม็อบ” สายส้มห้าว

25 เมษายน 2562 – 11:53 น.
พรรคอนาคตใหม่,รังสิมันต์ โรม,โรม รังสิมันต์,สุนทร บุญยอด,พรรส้มหวาน,การชุมนุม,ต่อต้านรัฐประหาร,รัฐบาลทหาร,คสช,เผด็จการ,การเลือกตั้ง,ผู้สมัคร สส,คนเดือนตุลา,ธนาธร,เอก ธนาธร,พิษหุ้นสื่อ,กกต
เปิดอ่าน 8,125 ครั้ง

บางฝ่ายอาจประเมินสถานการณ์การเมือง กรณี “ธนาธร” เจอพิษหุ้นสื่อ ไม่น่าจะบานปลาย กลายเป็นการจุดเชื้อไฟการลุกฮือต้าน “ผู้มีอำนาจ” ของกองเชียร์สายส้มหวาน

*****************

ด้วยความเป็นห่วงกังวลการเผชิญหน้า นพ.ประเวศ วะสี ลงมือเขียนบทความเรียกร้องให้พรรคอนาคตใหม่กับกองทัพร่วมมือกันเพื่อบ้านเมือง ขณะที่ “ธนวัฒน์ วงค์ไชย” อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความไม่พอใจ กกต.จะเล่นงาน “พ่อฟ้า” กรณีถือหุ้นสื่อ

“อย่าได้ทำให้ประชาชนหมดความอดทนไปมากกว่านี้เลยครับ ถ้าหากประชาชนหมดความอดทนกับสิ่งที่พวกท่านทำอยู่เมื่อไร พวกเขาจะเปลี่ยนจาก #พลังโซเชียล มาเป็น #พลังบนถนน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

น้ำเสียงของ “บอล ธนวัฒน์” เพื่อนรักของ “เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์” เหมือนส่งสัญญาณถึงฝ่ายผู้มีอำนาจว่าอย่าท้าทายพลังประชาชน

ทีมคนอยากเลือกตั้ง

บางฝ่ายอาจประเมินสถานการณ์การเมือง กรณี “ธนาธร” เจอพิษหุ้นสื่อ ไม่น่าจะบานปลาย กลายเป็นการจุดเชื้อไฟการลุกฮือต้าน “ผู้มีอำนาจ” ของกองเชียร์สายส้มหวาน

จริงๆ แล้ว มวลชนของพรรคอนาคตใหม่ ไม่ได้มีแค่คนรุ่นใหม่ในโลกออนไลน์ ยกตัวอย่างคนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งที่ก่อการต้าน คสช.มาแต่ปี 2558 ทั้งในชื่อขบวนการประชาธิปไตยใหม่, กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย และคนอยากเลือกตั้ง

รังสิมันต์ โรม และ ปิยรัฐ จงเทพ ในวันนำม็อบคนอยากเลือกตั้ง

วันนี้ “รังสิมันต์ โรม” และ “ปิยรัฐ จงเทพ” ผู้ก่อตั้งกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ ส่วนอานนท์ นำภา, สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ “โบว์” ณัฏฐา มหัทธนา ก็ยังเป็นแนวร่วมของพรรคนี้

          “เบิ้ม พิชิต พิทักษ์” แห่งกลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน ที่เข้ามาเป็นเสนาธิการทัพอนาคตใหม่สายอีสานนั้น มีประสบการณ์การเคลื่อนไหวมวลชนบนท้องถนนมายาวนานกว่า 20 ปี ตั้งแต่สมัชชาเกษตรกรรายย่อยภาคอีสาน จนมาถึงกลุ่มคนเสื้อแดงสายประชาธิปไตย

โรม และ ปิยรัฐ ในสีเสื้ออนาคตใหม่

มินับ “คารม พลพรกลาง” และ “วิเชียรชนินทร์ สินธุไพร” ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ ก็คลุกคลีอยู่กับขบวนการ นปช. มาตั้งแต่ปี 2553

          ส่องในโซเชียลปีกคนเสื้อแดงร้อนเป็นไฟ เหมือนปลุกเร้าบรรยากาศแดงทั้งแผ่นดิน

กลุ่มกรรมกรก้าวหน้า

ต้องยอมรับว่า พรรคอนาคตใหม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ผลการเลือกตั้ง ส.ส.เขต ในสมุทรปราการ, สมุทรสาคร และปทุมธานี ได้ให้คำตอบไว้ชัดเจน

          “สุนทร บุญยอด” ในฐานะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ในสัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน มีบทบาทอย่างสูงต่อการสร้างฐานเสียงกรรมกรให้พรรค เนื่องจากสุนทรเป็นผู้นำแรงงานสาย “สภาองค์กรลูกจ้างสภาศูนย์กลางแรงงานแห่งประเทศไทย”

สุนทร บุญยอด

สุนทรรู้จัก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตั้งแต่ปี 2542 สมัยที่ธนาธรยังเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ และมักจะเข้าร่วมกิจกรรมการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงานอยู่เป็นประจำ

หลังรัฐประหาร 2549 สุนทร ได้นำกรรมกรจากสหพันธ์แรงงานกระดาษและการพิมพ์แห่งประเทศไทย และสหพันธ์แรงงานอาหารและเครื่องดื่มแห่งประเทศไทย เข้าร่วมชุมนุมต้านเผด็จการ ในนาม “กลุ่มกรรมกรปฏิรูป”

          คาดว่า กรรมกรปฏิรูป อาจกลับมาปรากฏตัวในอนาคตอันใกล้นี้

กลุ่มนักกิจกรรม 3 รุ่น

เวลาพูดถึงม็อบต้านเผด็จการหรือม็อบต้านอำมาตย์ ก็จะนึกถึง นปก. หรือ นปช. แต่หลายคนลืมไปว่า คนกลุ่มแรกๆ ที่ออกหน้ามาท้าชน “คณะรัฐประหาร” เมื่อปี 2549 คือ “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร”

          “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” เป็นการรวมตัวของนักศึกษา และนักกิจกรรม 3 รุ่น ที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

นักกิจกรรม 3 รุ่นนั้น หมายถึงคนรุ่น 6 ตุลา, นักเคลื่อนไหวเดือนพฤษภา 2535 และนักกิจกรรมยุคหลังพฤษภาทมิฬ

การชุมนุมของเครือข่าย 19 กันยาฯ ที่ท้องสนามหลวง

คนรุ่น 6 ตุลาบางกลุ่มได้เข้าร่วมการก่อตั้ง “กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ” มีการชุมนุมกลางท้องสนามหลวงทุกสัปดาห์ และได้กลายเป็นแหล่งรวม “ซ้ายเก่า” บางกลุ่มพัฒนาเป็นองค์กร “แดงใต้ดิน”

          เมื่อ 18 มีนาคม 2550 “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” ได้จัดการเดินขบวนเป็นครั้งแรกนับแต่เกิดรัฐประหาร โดยเครือข่ายฯ ระดมมวลชนได้สองพันคน ออกเดินจากหน้า ม.ธรรมศาสตร์ ไปบ้านสี่เสาเทเวศร์

หลังจากจักรภพ เพ็ญแข และจตุพร พรหมพันธุ์ จัดเวทีชุมนุมมวลชนที่ท้องสนามหลวง ในนาม “ม็อบพีทีวี” ก่อนจะขยับปรับองค์กรเป็น นปก. แกนนำเครือข่าย 19 กันยาฯ ก็ลดบทบาทลง และถอยห่างออกมาอยู่วงนอก

วันนี้ ตัวละครที่เป็น “เสนาธิการ” อยู่เบื้องหลัง “เครือข่าย 19 กันยาฯ” มากองรวมอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ มีทั้งเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค และแนวร่วม

          นัยว่าคนรุ่น 6 ตุลา มีความกระตือรือร้นเหลือเกิน ที่จะเดินสู่ท้องถนนอีกครั้ง

137 ปี ศาลยุติธรรม ก้าวสู่ “D-Court”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/369734?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

137 ปี ศาลยุติธรรม ก้าวสู่ “D-Court”

25 เมษายน 2562 – 11:35 น.
กระบวนการยุติธรรมไทย,ศาลยุติธรรม,ศาลดิจิทัล,Digital Court,สราวุธ เบญจกุล,ประธานศาลฎีกา
เปิดอ่าน 2,233 ครั้ง

โดย…  เกศินี แตงเขียว

“21 เมษายน” ของทุกปี นับเป็นวันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย เป็นวันที่ “ศาลยุติธรรม” ได้ปฏิรูปขึ้นครั้งแรกในดินแดนสยาม เมื่อปี 2425 จนถึงวันนี้ 137 ปีแล้ว ที่ “ศาลยุติธรรม” เคียงคู่กับสังคมไทย ใช้อำนาจตุลาการ 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสงบสุข ให้เกิดกับพลเมืองไทยทุกคน ด้วยการอำนวยความยุติธรรมอย่างเสมอภาค เท่าเทียม เป็นธรรม

แล้วในวันที่สังคม กำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) 4.0 “ศาลยุติธรรม” ต้องขยับตัวให้เข้าสู่วิถีด้วย ซึ่งในปีที่ 137 นี้ “ชีพ จุลมนต์” ประธานศาลฎีกาคนที่ 44 ประมุขสูงสุดการใช้อำนาจตุลาการ ได้ส่งเสริมแนวคิดให้ผู้พิพากษา-บุคลากรในศาลยุติธรรม พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยี สร้างช่องทางให้ประชาชนทุกสถานภาพ เข้าถึงความยุติธรรม ด้วยความสะดวก-รวดเร็ว โดย “ประธานศาลฎีกา” ประกาศชัดเจน ยุทธศาสตร์พัฒนาศาลยุติธรรม เป็น “ศาลดิจิทัล” Digital Court ในปี 2563

ซึ่ง “สราวุธ เบญจกุล” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เผยถึงโรดแม็พ แผนพัฒนา “ศาลดิจิทัล” ที่เป็นรูปธรรม ทั้งที่เริ่มแล้วและกำลังเริ่ม
1.ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พัฒนาระบบไอทีสร้างฐานข้อมูลหมายจับ-หมายค้น ซึ่งปัจจุบัน 11 สน. สังกัด บก.น.2 กองบัญชาการตำรวจนครบาล ก็ทำได้ 100% แล้ว โดยเวลาจะยื่นขอหมายจับ ให้ยื่นเอกสารผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบออนไลน์ ที่จะบันทึกรายละเอียดการขอหมายจับรวมทั้งคำสั่งศาลแบบไฟล์ออนไลน์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถกดดูในระบบได้แบบเรียลไทม์ จากเดิมการขอหมายจะเขียนทุกอย่างในกระดาษยื่นเป็นเอกสาร โดยอนาคตอีก 2 เดือน จะขยายฐานข้อมูลไปสถานีตำรวจอื่นๆ ในสังกัด ตร.

“หากทำได้ครบทั่วทั้งประเทศ จะเป็นความก้าวหน้าในการบูรณาการข้อมูล ระหว่างหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมได้ ที่จะเช็กข้อมูลง่าย สะดวกขึ้น และเสริมประสิทธิภาพภารกิจการจับกุมดียิ่งขึ้นตามไปด้วย เพียงแค่กดปุ่มดูข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก็จะได้ทราบว่าบุคคลที่พบน่าสงสัยนั้นเป็นผู้ที่ถูกออกหมายจับหรือไม่”

ขณะที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ก็กำลังหารือกันว่า จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลกรณีเมื่อศาลมีคำสั่งกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหา/จำเลยเดินทางออกนอกประเทศ ซึ่งรอเพียงความพร้อมจากฝั่ง ตม. ที่จะสร้างระบบพร้อมลิงค์ข้อมูลจากฝั่งศาลยุติธรรมเท่านั้น ถ้าเมื่อใดที่ศาลมีคำสั่งการห้ามเดินทางออกนอกประเทศแล้ว ต่อไประบบจะทำให้ ทุกด่าน ตม.ทั่วประเทศได้รับทราบข้อมูลทันทีภายในเวลารวดเร็วแบบเรียลไทม์กดดูข้อมูลได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งจะเป็นการป้องกันการอาศัยช่องว่าง เดินทางหลบเลี่ยงไปทางด่านต่างๆ ในช่วงที่ ตม.ยังไม่รับทราบคำสั่งศาล ในอดีตกระบวนการแจ้งข้อมูลเหล่านี้จะทำเป็นเอกสารส่งผ่านระบบหนังสือราชการ ก็อาจจะใช้เวลาข้ามวัน ดังนั้นการสร้างฐานข้อมูลรูปแบบออนไลน์ จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสกัดการเดินทางออกนอกประเทศ ของผู้ที่ถูกศาลกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว

ส่วน “กรมสอบสวนคดีพิเศษ” (DSI) เวลานี้ ก็ประสานให้ศาลจัดวิทยากร เข้าไปอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ ส่วนการเชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลดีเอสไอก็ทำได้ 100% พร้อมที่จะใช้งานแล้ว ขณะที่ “กรมราชทัณฑ์” ก็กำลังศึกษาระบบในส่วนฐานข้อมูลเรื่องหมายขัง-หมายปล่อย เวลานี้ก็อยู่ในขั้นตอนเตรียมการเพราะต้องเขียนโปรแกรมระบบมารองรับ ส่วน “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.), กรมการปกครอง ก็เห็นด้วยกับแนวคิดการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงฐานข้อมูลหมายจับนี้เช่นกัน แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ

2.การพัฒนาระบบไอที สร้างความสะดวกให้คู่ความ e-Notice System ระบบส่งเอกสารและประกาศนัดไต่สวนหน้าเว็บ แทนการลงประกาศในหนังสือพิมพ์และหน้าศาล ประชาชนก็ประหยัดค่าใช้จ่าย-ลดขั้นตอนเวลาด้วย ซึ่งลงแล้ว 39,616 ประกาศ

– ระบบ ClOS บริการข้อมูลคดีศาลยุติธรรมทั่วประเทศ 253 ศาล ช่วยในการติดตามคดี-คัดถ่ายเอกสารในสำนวนคดีแบบออนไลน์
– การเชื่อมโยงข้อมูลกรมบังคับคดี เรื่องหมายบังคับคดี ผ่าน Web Service, การเชื่อมโยงข้อมูลกรมคุมประพฤติ, การสืบเสาะประวัติและพินิจจำเลย ใน 246 ศาล
– ระบบสืบพยานทางไกลผ่านจอภาพ (Teleconferencing System), ระบบสืบพยานทางจอภาพเพื่อลดการเผชิญหน้า (Reduce Confrontation System), ระบบการบันทึกการพิจารณาคดีโดยสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Hearing Recording System), ระบบตรวจสอบติดตามการมาศาลของพยาน และการตอบรับเข้าร่วมไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผ่านระบบ QR Code
– จัดงบประมาณ 177 ล้านบาท ติดกล้องวงจรปิดที่ห้องพิจารณาคดีในศาลทั่วประเทศให้เสร็จปี 2562 เพื่อรักษาความปลอดภัย ใครจะมาทำมิดีมิร้ายในศาลไม่ได้แล้วเพราะสามารถนำภาพ-เสียงนั้นมาดำเนินคดีได้
– การทำเอ็มโอยูกับธนาคารกรุงไทย ปรับปรุงระบบบริการชำระเงินค่าธรรมเนียมศาล e-Filing กับศาลยุติธรรมทั่วประเทศ ให้คู่ความสะดวกชำระเงินผ่านธนาคารโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

3.พัฒนาระบบอนุญาโตตุลาการ ทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียกว่า e-Arbitration ใช้งบ 27 ล้านบาท สร้างระบบการบันทึกข้อมูลทุกอย่างในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ระดับมาตรฐานระดับสากล โดยซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปเหมือนที่ประเทศสิงคโปร์ใช้ ซึ่งเดือนพฤษภาคมนี้ จะได้เห็นระบบอนุญาโตฯ ไทย ทันสมัยเทียบเท่าสากลและเสริมสร้างประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วย

4.พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายการฝึกอบรมต่างๆ เช่น การอบรมผู้พิพากษาสมทบ, ผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย, ผู้ประนอมข้อพิพาท เน้นผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ให้มากขึ้น ส่งสัญญาณภาพเสียงไปศาลทั่วประเทศ ก็จะลดค่าเดินทาง ค่าที่พัก ซึ่งมีบุคลากร 10,000 กว่าคนที่จะต้องเข้าฝึกอบรมต่อเนื่อง และยังใช้ไอทีในการจัดประชุมผ่านระบบ Streaming หรือ Facebook Live ด้วย การพัฒนาระบบรายชื่อติดต่อในองค์กร เป็น e-phonebook ลดการใช้กระดาษ

5.พัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรของศาลยุติธรรม ในแอพพลิเคชั่นไลน์ ชื่อ Inside COJ มีสมาชิก 27,368 คน ก็มีทั้ง V LOVE COJ เป็นช่องทางการรับฟังความคิดเห็น, COJ Alerts ใช้แจ้งข้อมูลทันทีที่มีเหตุด่วน คดีสำคัญ ผอ.ศาลแต่ละแห่ง จะรายงานข้อมูลตรงแบบเรียลไทม์ให้ประธานศาลฎีกา, เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และโฆษกศาลยุติธรรม รู้ทันที และยังสามารถค้นหาเขตอำนาจศาลแต่ละแห่ง-ข้อมูล กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องได้ด้วย

ขณะที่บทบาทหน้าที่ “ศาล” ในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี หลักความเป็นอิสระจึงเป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้ไอที “137 ปีศาลยุติธรรม” ก็ได้พัฒนาหลักความเป็นอิสระขึ้นอีกก้าว โดยรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดให้ กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) สัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 2 คนซึ่งมีหน้าที่ร่วมดูแลบัญชีโยกย้าย การพิจารณาโทษผู้พิพากษา ที่เดิมให้ ส.ว.เป็นผู้เลือก ก็เปลี่ยนให้ผู้พิพากษาทั่วประเทศเลือก ก็นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความสำคัญ และเป็นบทบาทที่สังคมได้รับการคุ้มครองด้วย เพราะถ้า ก.ต.มีหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา มีความอิสระอย่างแท้จริง ก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับของเวทีสากลด้วย

นอกจากความเป็นอิสระตุลาการที่ได้พัฒนาแล้ว ในการคุ้มครองสิทธิประชาชนที่เป็นคู่ความ และการสร้างความสะดวก ศาลก็ได้พัฒนาก้าวตามกันไปด้วย เรื่องใหม่ คือ 1.เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ สนช.เห็นชอบ “ร่าง พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ….” ซึ่งมาตรา 6 ให้อำนาจที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ว่าบทบัญญัติกฎหมายใดซึ่งมีโทษทางอาญา โทษทางปกครอง หรือสภาพบังคับที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ฝ่าฝืนนั้น สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรืออาชีพ เป็นภาระแก่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งถือเป็นอำนาจใหม่ที่เกิดขึ้น ในอดีตไม่มีกฎหมายใดเปิดช่องให้อำนาจที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำเช่นนี้ได้

ยกตัวอย่างคดีในอดีต เช่น ซาเล้งเก็บซีดีเก่ามาขาย ถูกฟ้องกระทำผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษปรับขั้นต่ำไว้เช่น 200,000 บาท ก็ต้องลงโทษปรับตามนั้น แต่ถ้าร่าง พ.ร.บ.หลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายฯ บังคับใช้แล้ว ระหว่างการพิจารณาคดีใดหากเห็นว่ากฎหมายนั้นจะมีข้อต้องส่งให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทกำหนดโทษขั้นต่ำนั้นไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม ซึ่งหากยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในเรื่องนั้น ศาลที่กำลังพิจารณาคดีสามารถเสนอได้ และหากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทกำหนดโทษขั้นต่ำนั้นไม่เป็นธรรม ศาลนั้นจะไม่ลงโทษเลย หรือลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ก็ได้ โดยขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้

2.เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2562 ศาลเริ่มใช้ “ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยระยะเวลาในการจัดพิมพ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น พ.ศ.2562” กำหนดเวลาชัดเจนให้คู่ความคัดถ่ายคำพิพากษาหลังจากมีการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นแล้วได้ภายใน 7 วัน โดยระเบียบนี้สอดคล้องกับแนวคิดการปฏิบัติที่ดีที่สุด Best Practice ของธนาคารโลก เรื่องความมีประสิทธิภาพการบริหารจัดการคดี Case Management ของศาล ที่ต้องกำหนดระยะเวลามาตรฐาน Time Standard โดยการปฏิบัติตามระเบียบดังกล่าวยังจะส่งผลต่อรายงานการประเมินความยากง่ายในการทำธุรกิจ Doing Business ของธนาคารโลกที่จะทำขึ้นทุกปี เป็นการยกระดับความเชื่อมั่นต่อศาลยุติธรรมไทยในระดับสากลอีกด้วย

3.การให้อำนาจ “ศาลฎีกา” พิจารณาคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระตาม “ระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ.2561” ที่ออกมารองรับรัฐธรรมนูญฯ ปี 2560 มาตรา 219 บัญญัติให้องค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ

4.การเปิดศาลแขวงเพิ่มขึ้นอีก 5 แห่ง คือ ศาลแขวงระยอง, ศาลแขวงภูเก็ต, ศาลแขวงเชียงราย, ศาลแขวงบางบอน, ศาลแขวงราชบุรี เป็นรูปธรรม ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วต่อคู่ความในคดี โดยเมื่อคดีเข้าสู่ศาลมีจำนวนมาก การจัดแยกประเภทคดีเล็กน้อยจะทำให้การทำคดีรวดเร็วมากขึ้น เปรียบเทียบเหมือนโรงงานก็จะมีการแยกสายการผลิต ซึ่งคดีที่มีอัตราโทษเล็กน้อยหากฟ้องแล้วรับสารภาพก็จะตัดสินเสร็จได้เลย ถ้าปล่อยให้คดีโทษเล็กน้อย พิจารณาไปในศาลเดียวกันกับคดีที่มีอัตราโทษสูงทั้งที่วิธีพิจารณาคดีศาลแขวงแตกต่างกันกับศาลจังหวัดก็จะทำให้คดีเสร็จล่าช้า

5.การเปิดทำการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และภาค 1-9 ครบทั้ง 10 แห่ง เรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 นั้น โดยใช้ระบบวิธีพิจารณาคดีแบบไต่สวน ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการคุ้มครองประชาชนที่จะดำเนินการกับคดีที่มีการทุจริต ประพฤติมิชอบ

6.การปรับปรุงกระบวนการตัดสินคดีในเวลาที่ไม่ล่าช้า โดยประธานศาลฎีกา ประกาศนโยบายการดำเนินคดีว่า ศาลชั้นต้น ตั้งแต่รับคดีต้องทำให้เสร็จไม่เกิน 2 ปี ศาลอุทธรณ์จะต้องไม่เกิน 6 เดือน และศาลฎีกา จะไม่เกิน 1 ปี

7.เรื่องการคืนเงินในคดี ที่ได้กำหนดระยะเวลาให้ชัดเจน พร้อมกับเปลี่ยนระบบที่คืนเงินจากเดิมด้วยการสั่งจ่ายเช็ค เป็นการเข้าบัญชีของคู่ความเลย ก็จะลดขั้นตอนต่างๆ ทำให้คู่ความได้รับเงินคืนในเวลารวดเร็วและยังป้องกันการทุจริตด้วย

8.โครงการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กำไลอีเอ็มที่นำมาช่วยเสริมการกำกับดูแลการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา/จำเลย ที่ไม่มีเงินสดหรือหลักทรัพย์พอวางเป็นหลักประกัน ก็แจ้งความประสงค์ขอพิจารณาติดอุปกรณ์นี้ได้

9.การแก้ไข ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) ขยายเพดานอัตราโทษจำคุก ที่จะให้ศาลอนุญาตปล่อยชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหลักประกัน จากเดิมที่กำหนดไว้คดีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ก็เป็นคดีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี

10.การแก้ไข ป.วิ.อ.ฉบับที่ 34 พ.ศ.2562 มาตรา 161/1 เรื่องใช้สิทธิการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาโดยไม่สุจริต ซึ่งหากปรากฏต่อศาลว่าโจทก์ยื่นฟ้องคดีโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย ก็ให้ศาลยกฟ้องได้และห้ามโจทก์ยื่นฟ้องในเรื่องเดียวกันอีก โดยศาลเสนอแก้ไขกฎหมายนี้ เพราะศาลได้เจอปัญหาเอง ที่มีคนมาใช้สิทธิทางศาลแกล้งฟ้องกันจำนวนมาก ดังนั้นมาตรานี้จะเป็นกลไกสำคัญป้องกันผู้ที่ถูกฟ้องโดยไม่สุจริตจะได้รับความคุ้มครอง

11.การตั้ง “ศูนย์อำนวยความยุติธรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อบริหารจัดการล่ามแปลภาษา” ทั้งกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นชาวต่างชาติ หรือพิการทางการฟัง ก็จัดล่ามผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ซึ่งมีล่ามมากกว่า 10 ภาษา ล่ามผู้แปลภาษาสะดวกไม่ต้องเดินทางไปยังศาลจังหวัดต่างๆ ส่งผลให้คดีเกิดความรวดเร็ว ไม่ต้องเลื่อนคดีเพราะรอการจัดหาล่ามแปลภาษาด้วย
“สราวุธ” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังย้ำถึงเป้าหมายใหญ่ของศาลยุติธรรมในปี 2563 ที่จะพัฒนาระบบให้เป็น D-Court ว่า สิ่งที่สำคัญบุคลากรต้องยกระดับศักยภาพให้มีความพร้อมและทักษะในการใช้เทคโนโลยีระบบดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน 3 อย่างทั้ง Software-Hardware-Peopleware ที่มีความสำคัญมากแล้ว ก็ยังจะต้องมีเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยรวมอยู่ด้วย เราจึงให้ความสำคัญกับเรื่อง Cybersecurity ซึ่งเป้าหมาย D-Court นั้นจะเสริมสร้างประสิทธิภาพการพิจารณาพิพากษาคดีให้รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่าย ให้ความสะดวกประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่ายขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ Faster And Better Service โดยในปี 2564 เราจะทำให้เป็น Effective สร้างประสิทธิภาพมีมาตรฐานระดับสากล

“ในส่วนความเป็นประชาธิปไตยนั้น 137 ปีศาลยุติธรรม ที่ผ่านมาก็เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว และดำรงอยู่ควบคู่กับสังคมตลอดมาในการทำหน้าที่ บทบาทของตุลาการก็ได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแห่งคดีซึ่งเป็นเสาหลักอันหนึ่งในการรักษาประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของรัฐ โดยอำนาจตุลาการก็เป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย เช่นเดียวกับอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งผู้พิพากษาทุกคน ตระหนักดีถึงการปฏิบัติหน้าที่และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาต้องปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเป็นกลาง ด้วยความเป็นอิสระ และทำด้วยความถูกต้อง-สุจริต-เป็นธรรม เป็นสำคัญ”

มือปราบคู่บัลลังก์ศาล ล่าผู้ต้องหา-คนหนีคดี
ที่กำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในการสร้างความมั่นใจต่อระบบการรักษาความปลอดภัยของศาลยุติธรรม ก็คือ ออก “พ.ร.บ.เจ้าพนักงานตำรวจ พ.ศ.2562” (ลงประกาศราชกิจจานุเบกษาแล้ววันที่ 16 เม.ย.62) โดยกฎหมายนี้ เรียกง่ายๆ ทั่วไปว่า คอร์ทมาร์แชล (Court Marshal) ก็ได้ โดย “เจ้าพนักงานตำรวจศาล” จะดูแลเรื่องความเรียบร้อยปลอดภัยในบริเวณศาล และยังมีอำนาจหน้าที่ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา/จำเลยที่หลบหนีระหว่างปล่อยชั่วคราวของศาล หรือผู้ที่ฝ่าฝืนหมายเรียกของศาลด้วย ซึ่งจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ซึ่งตอนนี้มีการคัดเลือก “ผอ.ศูนย์รักษาความปลอดภัย” คอร์ทมาร์แชลคนแรกแล้ว จากผู้สมัคร 14 คน เลือกได้ ผกก.บก.ส.3 จากกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ซึ่งไม่ได้เจาะจงว่าจะต้องเป็นผู้ที่สมัครมาจากสังกัดสันติบาล เราเลือกจากทุกคนใครก็ได้ที่มีคุณภาพพิจารณาหลายองค์ประกอบ เราต้องการเลือกคนเก่ง-คนดี มาทำงาน ไม่มีเด็กฝากของใคร เพียงแต่การคัดเลือก ผอ.ศูนย์ฯ เมื่อได้ตำรวจจากสันติบาล ก็ถือว่าเป็นข้อดี เพราะงานสันติบาลผ่านงานอารักขาบุคคลสำคัญและเรื่องข้อมูลข่าวสาร เรียกว่ามีทั้งความเชี่ยวชาญและทักษะความรู้ ซึ่ง ผอ.ศูนย์ฯ นี้ ยังต้องรับผิดชอบ “ศูนย์ควบคุมติดตามด้วยระบบกำไลอิเล็กทรอนิกส์อีเอ็ม” ด้วย ในการติดตามผู้หลบหนีประกัน (ข้อมูล ณ เดือน เม.ย.62 มีจำนวนผู้หลบหนี 250 คน) ซึ่งอัตรากำลังเจ้าพนักงานตำรวจศาลปีแรก กำหนดไว้ 39-40 อัตรา ในเวลา 5    ปีจะมีให้ได้ครบเต็มอัตรา 109 อัตรา งบ 316.98 ล้านบาท