เจาะยุทธการเเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368992?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เจาะยุทธการเเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย

17 เมษายน 2562 – 11:00 น.
จี้จุดตายคลายจุดเป็น,ไทยรักษาชาติ,OAI Tower,พรรคเพื่อไทย,แบงก์,อนาคตใหม่
เปิดอ่าน 4,306 ครั้ง

คอลัมน์…  จี้จุดตาย..คลายจุดเป็น  โดย…  เร้นกาย ไร้เงา

คนวงในเพื่อไทยอ่านหมากการเมืองในเร็ววันนี้ไว้อย่างน่าพินิจว่า จากนี้ไปควรจะมีพรรคขนาดกลางเป็นสาขา…

เพราะเกมตั้งรัฐบาลส่อเเววยืด….

วันนี้เเม้ว่าเพื่อไทยจะยังเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่ชาวบ้านให้ความวางใจเลือกเข้ามาหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดเขต จากการส่งสองร้อยห้าสิบเขต เเม้จะไม่มีปาร์ตี้ลิสต์เเม้เเต่คนเดียวก็ตาม

หากกติกาหย่อนบัตรเเบบนี้ยังอยู่…รับรองว่า เลือกตั้งคราวต่อไป เพื่อไทยก็อาจอ้างได้ว่าพรรคน่าจะชนะเลือกตั้งอีกเเต่ปาร์ตี้ลิสต์ก็จะไม่มีเช่นเดิม

เมื่อเหลียวมองพรรคอื่นๆ ที่เเทบไร้ขุนพลเข้ารัฐสภาจากกติกานี้หลายชีวิต ร้อยทั้งร้อยรับรองเลยว่า คนการเมืองเสนอเเก้กติกาเเน่นอน เพราะผลที่ออกมามันบ่งชี้เเล้วว่าส่วนใหญ่เเล้วสังคมเเละคนการเมืองไม่เอาด้วย

การขึ้นรูปเกมใหม่ไว้รองรับเลือกตั้งครั้งใหม่? ที่มิรู้ว่าจะมายามใด เเต่การเตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้านั้นน่าจะเหมาะสุดสำหรับเพื่อไทย…เพราะการเมืองไทยวันนี้นั้นคาดเดายากมากครั้งหนึ่ง เเม้เเต่รุ่นเก๋าการเมืองของเพื่อไทยยังหลบในที่ตั้งเพราะไม่รู้ว่าลมจะเเปรไปทางทิศใด?

เเต่ระดับปฏิบัติการนั้นมองเเล้วว่าไม่ว่าอย่างไรต้องเปลี่ยนรูปเเบบการทำงาน เพราะหากยังคงเพื่อไทยไว้เป็นเรือใหญ่ลำเดียว สมมุติว่ามีอะไรขึ้นมา เรืออาจล่มกลางทะเลลึก ดังนั้นเรือขนาดกลางเเละย่อมๆ ควรจะเป็นกองเสริมขนาบข้าง

โมเดล “ไทยรักษาชาติภาคสอง” จึงถูกนำมาถกเถียงเเละขึ้นรูปไว้คร่าวๆ เพื่อหาทางเลี่ยงความเสี่ยงจากกติกาวันนี้เเละวันหน้าที่มิอาจเดาได้ว่าจะเป็นเเบบใด

เพราะมองเเล้วการบอนไซเพื่อไทยมิให้โตนั้นน่าจะเป็นคำตอบที่คนย่าน OAI Tower รู้ดีเเก่ใจ

ย้อนไปเมื่อคราวเเยกไปตั้ง “ไทยรักษาชาติ” เพราะคำนวณเเล้วว่าหากคนเพื่อไทยยังเกาะกลุ่มเป็นพรรคอันดับหนึ่งที่มีส.ส.เกินสองร้อยชีวิตนั้น “ปาร์ตี้ลิสต์” เพื่อไทยจะไม่มีส.ส.ระบบนี้เเน่นอน ฉะนั้นยุทธศาสตร์เเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อยก็อุบัติ โดยมีเพื่อธรรรมกับไทยรักษาชาติ หรือจะผนวกประชาชาติกับเสรีรวมไทยไปด้วยก็ได้ว่า “พรรคเหล่านี้เป็นพรรคเครือข่ายของเพื่อไทย”

ขณะเดียวกันก็มีการเเตกเป็นเเบงก์ย่อยคือส่งคนเสื้อเเดงไปสังกัดพรรคเพื่อชาติเพื่อเเยกฐานการเมืองให้ชัดเเจ้งเเละลบความขัดเเย้งของคีย์เเมนในพรรคที่มองต่างมุมกันบนเกมการเมือง

โดยคราวนั้นมีการตั้งความหวังว่าไทยรักษาชาตินี้น่าจะได้ส.ส.ยี่สิบคนเป็นขั้นต่ำ เเละเครือข่ายควรจะมีส.ส.จำนวนหลักสิบ เเต่เมื่อทษช.เล่นเกมเสี่ยงเเละพลาดไป “อนาคตใหม่” ได้อานิสงส์นี้ไปส่วนหนึ่ง ส่วนเสรีรวมไทย ประชาชาติ เพื่อชาติ ก็ถือว่าสอบผ่านในระดับพอคาดหวัง เหลือเเต่เพื่อธรรมที่ไม่มีว่าที่ส.ส.เลยสักคนในการหย่อนบัตรคราวนี้ เพราะจู่ๆ คีย์เเมนเพื่อธรรมกลับไปย่านเพชรบุรีตัดใหม่เป็นส่วนใหญ่

หวนมาพินิจข้อความข้างต้นว่า การเเตกเเบงก์พันเป็นเเบงก์ร้อย รวมทั้งเเบงก์ย่อย ภาคสองนั้นเพื่อไทยจะดำเนินในรูปเเบบใด?

เเน่นอนว่าเพื่อไทยจะยังเป็นเเบงก์พันอยู่ เเต่จำนวนคนคงจะลดขนาดลงไปบ้าง เพื่อเป็นพรรคเเกนหลักบนเวทีการเมือง

ส่วนเเบงก์ร้อย เเละเเบงก์ย่อยที่จะเเตกมาใหม่นั้น น่าจะกระทำในโมเดลไทยรักษาชาติ เเต่จะไม่เล่นเกมเสี่ยงเเบบเดิม

“เพื่อไทยยังอยู่เป็นพรรคหลัก เเต่จะมีพรรคขนาดกลางที่มีส.ส.ยี่สิบคนขึ้นไป หากมีหลายพรรคมันก็ง่ายในการจับมือ เเละไม่เป็นเป้าโดนโจมตี เเต่มันยากตรงที่ว่าจะส่งใครไปเป็นหัวหน้าพรรค เเละจะมีจุดขายอย่างไรกับสังคม เเต่ตอนนี้ยังพอมีเวลาให้วางเเผน ไม่เช่นนั้นมันเข้าเงื่อนตายการเมืองเเบบวันนี้” คนวงในเพื่อไทยอธิบาย

“ดูตัวอย่างบางพรรค เช่น ภูมิใจไทย ที่เเยกไปจากพลังประชาชน ช่วงเเรกก็ลำบากนิด เเต่เมื่อประคองตัวได้ก็อยู่ได้เเละมีเเรงต่อรองทางการเมือง หากจะเเยกย่อยพรรคก็ต้องวางเเนวทางเเบบนี้”

          ฉะนั้นการเเตกเเบงก์ร้อยเเละเเบงก์ย่อยที่คนวงในเพื่อไทยกำลังหารือไว้ล่วงหน้าเพื่อรับมือเกมใหม่นั้น ต้องรอยลว่าจะมาในเเบบใดเเละตอบโจทย์หรือไม่….

เคลียร์?.. กกต. ตอบข้อสงสัยทุกประเด็น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368987?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เคลียร์?.. กกต. ตอบข้อสงสัยทุกประเด็น

17 เมษายน 2562 – 09:50 น.
กกต,เลือกตั้ง
เปิดอ่าน 2,072 ครั้ง

โดย…   ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกโจมตีอย่างหนักกับการจัดการ “เลือกตั้ง 24 มีนาคม” แถมยังมีผู้ไปยื่นกล่าวหาต่อ ป.ป.ช. ว่า กกต.จงใจกระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

สำหรับผู้ที่รวบรวมรายชื่อยื่นกล่าวหา กกต. ต่อ ป.ป.ช. มีทั้งนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นายเอกชัย หงส์กังวาน นักเคลื่อนไหวทางการเมือง และยังมีองค์กร Change โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่-กลุ่ม We love Thailand ร่วมรณรงค์ล่า 1 ล้านชื่อผ่านเว็บไซต์ Change.org โดยร่วมมือกับเครือข่ายนักศึกษา 10 สถาบันที่ตั้งโต๊ะล่ารายชื่อ เพื่อนำรายชื่อทั้งหมดไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ดำเนินการกับ กกต.

นอกจากนี้ยังมี 121 นักวิชาการ เข้าชื่อกันในนาม “เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง” ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กกต. แสดงความกังขาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ รวมทั้งพรรคการเมืองต่างๆ ก็ออกมารุมเล่นงาน กกต. จากการรวบรวม “ข้อกล่าวหา” ของกลุ่มต่างๆ ที่มีต่อ กกต.มีจำนวน 10 ข้อ และกกต.ชี้แจงดังนี้

         1.จัดการเลือกตั้งล่วงหน้าผิดพลาด บัตรเลือกตั้งถูกส่งไปสลับหน่วย สลับเขต ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ ไม่โปร่งใส และไม่มีข้อมูลผู้สมัคร
กกต.ชี้แจงว่า การส่งบัตรสลับเขต เป็นปัญหาในการส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร โดยบัตรได้ถูกจัดส่งไปให้ผู้ใช้สิทธิครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้จำนวนบัตรที่ถูกจัดพิมพ์และนำออกไปใช้ทั้งหมดมีตัวเลขกำกับชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ ส่วนข้อมูลผู้สมัครและนโยบายพรรคการเมืองสามารถเปิดดาวน์โหลดได้จากแอพพลิเคชั่น สมาร์ทโหวต

อิทธิพร บุญประคอง

ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

          ประเด็นนี้ถือว่า กกต.เคลียร์ขาดไปตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง
2.กกต.วินิจฉัยไม่ถูกต้องเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งล่วงหน้าจากนิวซีแลนด์ จำนวน 1,542 ใบ ที่ไม่นำมานับคะแนนเนื่องจากบัตรเลือกตั้งดังกล่าวเดินทางมาถึงล่าช้าปิดหีบเลือกตั้งในวันเลือกตั้งไปก่อน เป็นการลิดรอนสิทธิการเลือกตั้งของคนไทยในต่างแดนโดยชัดแจ้ง

กกต.ชี้แจงว่า พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 114 เขียนบังคับให้ กกต.ต้องวินิจฉัยไปอย่างนั้น ทั้งที่ กกต.เข้าใจเรื่องสิทธิของประชาชนในต่างแดน และไม่อยากทำแต่ต้องยืนยันในมติที่ไม่ให้นำบัตรเลือกตั้งดังกล่าวมานับคะแนน เพราะการนับคะแนนเสร็จสิ้นลงไปแล้วหากนำมาเปิดนับอาจถูกร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ ครั้นจะสั่งให้เป็นบัตรเสียก็ไม่ได้เพราะบัตรยังไม่ได้ถูกจัดส่งไปยังสถานที่นับคะแนน

อย่างไรก็ตามในชั้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบสาเหตุของการขนส่งบัตรล่าช้าใน 2 จุด จุดแรกคือถุงเมลทางการทูตพิเศษ ซึ่งบรรจุบัตรเลือกตั้งที่สถานกงสุลเวลลิงตันส่งให้สายการบินนิวซีแลนด์ นำส่งไปยังนครโอคแลนด์ แต่มีปัญหาตกค้างอยู่ในคาร์โกของแอร์นิวซีแลนด์ จึงไม่ได้จัดส่งให้สายการบินไทยตามกำหนดเวลา และจุดที่ 2 ในวันที่ 23 มีนาคม เวลา 20.50 น. ถุงเมลบรรจุบัตรเลือกตั้งถูกส่งถึงสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่ไปรับเพื่อนำไปคัดแยกและจัดส่งไปเปิดนับยังสถานที่นับคะแนนกลางของ 350 เขตเลือกตั้งทั้งที่อาจจะมีเวลาน่าเพียงพอในการส่งบัตรให้ถึงปลายทางก่อนเวลา 17.00 น. ของวันที่ 24 มีนาคม เมื่อพบความผิดพลาดชัดเจน ขั้นตอนหลังจากนี้ คือการหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบจากความผิดพลาดบกพร่องกับบัตรลงคะแนนของประเทศนิวซีแลนด์
          การชี้แจงของกกต. ในประเด็นนี้ต้องยอมรับว่ามีทั้งฝ่ายถูกใจและไม่ถูกใจ ท้ายที่สุดคือการหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบทั้ง 2 จุด
         3.มีการเลื่อนและประวิงเวลาการนับและประกาศผลคะแนนขัดต่อ ม.117 พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ที่ระบุว่า การนับคะแนนให้กระทําติดต่อกันจนเสร็จสิ้นและห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนน

กกต.ยืนยันว่าการนับคะแนนดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปิดหีบจนแล้วเสร็จ ไม่มีการหยุดนับ เลื่อนหรือประวิงเวลามีเพียงการรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการผ่าน “แอพพลิเคชั่นแรพพิทรีพอร์ต” เท่านั้น ที่หยุดรายงานผลเมื่อมีการนับคะแนนถึง 95% ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ดังจะเห็นได้จากผู้สังเกตการณ์ของทุกพรรคการเมืองที่สามารถตรวจสอบผลการนับคะแนน 100% ได้จากหน้าหน่วยเลือกตั้งกว่า 9 หมื่นหน่วยทั่วประเทศ

นอกจากนี้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังสามารถขอคัดสำเนาผลคะแนน 100% ได้จากสำนักงานกกต.จังหวัด พร้อมยืนยันว่าการรายงานผลการนับคะแนนใช้เวลาประมาณ 5 วัน ซึ่งเท่ากับการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมาไม่ได้มีความล่าช้าในการรายงานผล
          ประเด็นนี้แม้ว่า กกต.จะตอบชัดแต่สิ่งที่พรรคการเมือง นักวิชาการ และสังคมโซเชียล ต้องการเพิ่ม คือ ให้กกต.ประกาศผลคะแนนเป็นรายหน่วยทั่วประเทศ บนหน้าเพจของกกต. เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบ
4.มีคะแนนเพิ่มขึ้น 4.4 ล้านใบโดยไม่สมเหตุผล โดยหลังปิดหีบลงคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม กกต.แถลงผลการลงคะแนนว่ามีผู้มาใช้สิทธิ จำนวน 33,775,230 คน ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม กกต.แถลงอีกครั้งว่าผู้มาใช้สิทธิเพิ่มเป็น 38,268,375 คน ผ่านไปแค่ 4 วัน มีบัตรเกิดใหม่ในหีบจำนวน 4,493,145 ใบ

กกต.ชี้แจงชัดว่า ข้อกังวลว่ามีบัตรงอก บัตรออกลูกกว่า 4 ล้านใบนั้นไม่เป็นความจริง โดยตัวเลขในการแถลงข่าวของประธานกกต.เมื่อวันที่ 24 มีนาคมนั้น เป็นข้อมูลตามที่ระบบรายงานผลแรพพิทรีพอร์ต ซึ่งรายงานอยู่ที่ 93% แต่ข้อมูลที่สุดท้าย 100% เป็นการรวมผลส่วนที่ยังนับไม่ครบอีก 5% และการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าที่มีผู้มาใช้สิทธิราว 2.3 ล้าน รวมถึงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรที่มีผู้มาใช้สิทธิราว 1 แสนคน เมื่อตัวเลขทบเข้าไปทำให้จำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีเหตุผล ไม่มีใครสามารถทำให้บัตรเพิ่มขึ้น 4 ล้านใบได้ เพราะกระบวนการทั้งหมดมีการตรวจสอบตั้งแต่หน่วยเลือกตั้ง มีการประกาศผลที่หน่วยเลือกตั้งจำนวนบัตรที่ใช้ บัตรที่เหลือ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ และเชื่อว่าผู้สมัครทุกคนได้บันทึกข้อมูลเหล่านั้นไว้ทั้งหมดแล้วไม่มีใครไปเพิ่มผลคะแนนหรือตัวเลขได้
          ประมวลตัวเลขจากการชี้แจงของกกต.ก็ถือว่าฟังขึ้น แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายผู้รับฟังที่จะเลือกเชื่อ กกต. หรือไม่
5.กกต.กล่าวอ้างว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิกับจำนวนบัตรที่ลงคะแนนไม่ตรงกัน กล่าวคือ มีการใช้บัตรเลือกตั้งน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิจำนวน 9 ใบ อาจเกิดจาก “บัตรเขย่ง” ซึ่ง “บัตรเขย่ง” ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประเด็นที่มีสงสัยว่าทำไมผู้มาใช้สิทธิจำนวน 38,268,375 คน กับบัตรเลือกตั้งที่ใช้ 38,268,366 ใบ ต่างกันอยู่ 9 ใบ ตรงนี้เป็นเครื่องยืนยันว่ากกต.ไม่ได้ตกแต่งตัวเลข ส่วนสาเหตุของการเขย่งจะถูกตรวจสอบว่าเกิดขึ้นในหน่วยใด อาจเป็นการบันทึกข้อมูลผู้มาใช้สิทธิลงในแบบส.ส.1/3 คลาดเคลื่อน หรืออาจมีการนับคลาดเคลื่อน หากไม่สามารถระบุสาเหตุได้จะสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งกกต.ได้มีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่แล้วใน 6 หน่วยเลือกตั้งของ 5 จังหวัด

ถือว่าเคลียร์ปม “บัตรเขย่ง” ได้
6.กกต.ไม่เปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วยเลือกตั้ง รวมถึงวิธีการรวบรวมผลการนับคะแนน เนื่องจากผลคะแนนรวมมีจำนวนมากกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ี่และหากผลคะแนนไม่ตรงกัน กกต.ก็ต้องนับคะแนนใหม่ให้สิ้นข้อสงสัย

กกต.ชี้แจงว่า ประเด็นดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะมีการติดประกาศผลการนับคะแนนหน้าหน่วยเลือกตั้งและหน้าสำนักงานกกต.จังหวัด พรรคการเมืองและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบและขอคัดสำเนาได้

กรณีผลการนับคะแนนรวมไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ กกต.สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ใน 2 หน่วยเลือกตั้งใน จ.ขอนแก่น ส่วนอีก 4 หน่วยเลือกตั้งตรวจพบสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ลงลายมือชื่อรับบัตรเลือกตั้งที่ต้นขั้วบัตร แต่ไม่ได้ลงลายมือชื่อในบัญชีผู้แสดงตนใช้สิทธิเลือกตั้งหรือผู้มาใช้สิทธิหย่อนสำเนาบัตรประชาชนใส่หีบแทนบัตรเลือกตั้ง แล้วเก็บเอาบัตรเลือกตั้งกลับบ้าน

ประเด็นนี้ กกต.ชี้แจงได้เคลียร์
7.ไม่ดำเนินการเอาผิดผู้ที่ทำให้บัตรเลือกตั้งจากนอกราชอาณาจักรมาล่าช้า และไม่ได้เอาผิดผู้ที่ทำให้ยอดบัตรไม่ตรงกับผู้มาใช้สิทธิ เข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่

กกต.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบจากความผิดพลาดบกพร่องกับบัตรลงคะแนนของประเทศนิวซีแลนด์ ส่วนข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งนั้น กกต.ได้รับเป็นสำนวนไว้ตรวจสอบแล้วเช่นกัน

 กกต.ตอบข้อสงสัยได้ดี
8.ไม่เปิดเผยทำความเข้าใจประชาชนเกี่ยวกับสูตรคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อรวมถึงสูตรคำนวณจำนวนส.ส.ของกกต.ที่กระจายส.ส.บัญชีรายชื่อให้พรรคการเมืองที่ได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยที่จะได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน ซึ่งไม่ถูกต้อง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

กรณีนี้กกต.ก็หาคำตอบด้วยตัวเองไม่ได้เนื่องจากไม่มีสูตรใดคำนวณได้ส.ส.ครบ 150 คน จึงมีมติเอกฉันท์ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากกต.จะคำนวณหาจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 128 (5) ซึ่งจะมีผลทำให้พรรคการเมืองที่มีจำนวนส.ส.ที่จะพึงมีต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส.ส. 1 คน ได้รับการจัดสรรส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 1 คน ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 หรือไม่

 กรณีนี้ยังมีมุมมองที่ต่างกันออกไป บ้างก็ว่าตามกฎหมายเขียนชัดเจนอยู่แล้วเกี่ยวกับการคำนวณจำนวน ส.ส. บัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจะได้ ดังนั้น กกต.สามารถวินิจฉัยได้เอง ไม่ต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญ บ้างก็ว่าดีแล้วที่ กกต.ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องสูตรคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อ ยังเห็นต่างกัน การให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะทำให้ได้ข้อยุติ

          9.ไม่สั่งการให้พรรคการเมืองแจ้งจำนวนเงินและที่มาของเงินที่ต้องใช้ตามนโยบายที่พรรคการเมืองนั้นหาเสียง
กกต.ชี้แจงว่าเป็นหน้าที่ที่พรรคการเมืองต้องยื่นแสดงบัญชีรับจ่าย รวมถึงที่มาของงบประมาณในการจัดทำนโยบายหาเสียง ซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายอยู่แล้ว พรรคการเมืองใดฝ่าฝืน ไม่ดำเนินการมีความผิด

     ถือว่ากกต.ตอบได้ชัดเจน
          10.ไม่ดำเนินการเอาผิดผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกคน-ทุกพรรคการเมือง ฐานแจ้งความเท็จ กรณียื่นใบสมัครเป็น ส.ส. ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม

กกต.ชี้แจงว่า อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมาย

ประเด็นนี้ถือว่า กกต.ชี้แจงได้
          บรรดาข้อกล่าวหาโจมตี กกต. ขณะนี้แผ่วลงไปเยอะหลัง กกต.มีปฏิบัติการชี้แจงข่าวเท็จ ข่าวคลาดเคลื่อนแบบทันควัน รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ข้อความเท็จ แต่หลังจาก กกต.รับรองผลการเลือกตั้ง คงมีเรื่องโจมตี กกต.แรงขึ้นอีก ถึงตอนนั้นต้องรอดูว่า กกต. รับมือไหวแค่ไหน

เตือน !กินเสร็จอย่าโยน….ป้องกัน”ไวรัสอหิวาต์สุกร”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368985?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

เตือน !กินเสร็จอย่าโยน….ป้องกัน”ไวรัสอหิวาต์สุกร”

17 เมษายน 2562 – 09:30 น.
สุกร,ไวรัสอหิวาต์สุกร
เปิดอ่าน 2,185 ครั้ง

โดย…   ทีมข่าวรายงานพิเศษ

การแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงหลายชนิด เช่น เอชไอวี โรคไข้หวัดนก โรคซาร์ส โรคไข้เลือดออกอีโบลา ฯลฯ ล้วนเป็นเชื้อโรคจาก “สัตว์ป่า” สู่มนุษย์ (zoonosis)

ปลายปีที่แล้วเกิดข่าวใหญ่ในวงการ “หมู” หลังกระทรวงเกษตรของจีน รายงานการแพร่ระบาดของ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร” (African swine fever) หรือ “โรค ASF” ในหลายพื้นที่ด้วยกัน เช่น มณฑลกุ้ยโจว มณฑลเหลียวหนิง และอีกกว่า 20 มณฑล ที่ทยอยรายงานตัวเลขหมูตายหลายร้อยตัว รัฐบาลจีนออกคำสั่งฆ่าหมูไปอีกกว่า 4 หมื่นตัว เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด

พร้อมขอร้องให้ฟาร์มหมูและผู้บริโภคหมูอย่าตื่นตระหนก เพราะไวรัสตัวร้ายนี้ แค่ทำให้หมูตายแต่ไม่ได้แพร่ระบาดถึงมนุษย์ !

แต่กลุ่มผู้บริโภคและผู้นำเข้าเนื้อหมูจากประเทศจีนยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้มีความทนทานแข็งแรง สามารถอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมหลากหลายรูปแบบ และแพร่พันธุ์หรือแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ความแข็งแรงของไวรัสทำให้หมูที่ติดเชื้อตายลงหรือตายเฉียบพลันหลังรับเชื้อได้ไม่นาน ที่สำคัญคือยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร”

การแพร่ระบาดของเชื้อตัวนี้ในฟาร์มสุกร ส่วนใหญ่ผ่านทางสารคัดหลั่งของหมูที่เป็นโรค หรือการกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน อาการเบื้องต้นคือหมูจะรู้สึกเบื่ออาหาร มีไข้สูง ท้องเสียและทำให้แม่หมูแท้งลูก

ปัญหาน่ากังวลใจสำหรับคนชอบกินอาหารแปรรูปจากหมู คือ ไวรัสตัวนี้ สามารถแอบแฝงเร้นซ่อนตัวอยู่ในอาหารแปรรูปได้นานกว่า 100 วัน เช่น ไส้กรอกดิบ แฮมดิบ

ตอนแรกประเทศไทยยังไม่ค่อยรู้สึกเป็นห่วงมากนัก เพราะประเทศจีนอยู่ห่างออกไปพอสมควร จนกระทั่งมีข้อมูลยืนยันมาว่าประเทศเพื่อนบ้านของเรา อย่างฟาร์มหมูหลายแห่งบริเวณกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ก็ตรวจพบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอหิวาต์ตัวนี้เช่นกัน โดยเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อธิบดีกรมปศุสัตว์ของเวียดนาม ยืนยันว่าโรคนี้หมูที่ติดเชื้อไม่สามารถรักษาหายได้ เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ตาย แต่ไม่พบว่ามีอันตรายต่อมนุษย์

ผู้เชี่ยวชาญจาก องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ตั้งข้อสังเกตว่า การแพร่ระบาดในเวียดนามต้นตอน่าจะมาจากจีน ผ่านทางอาหารแปรรูปที่ทำจากหมูติดเชื้อ ส่งผลให้ฟาร์มสุกรในเวียดนามมากกว่า 15 แห่ง พบการแพร่ระบาดมีหมูป่วยตายไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นตัวแล้ว มีแนวโน้มว่าผลิตภัณฑ์จากเนื้อหมูติดเชื้อจะส่งผลไปยังฟาร์มหมูอีกหลายประเทศ

จากนั้นไม่นาน ประเทศไต้หวันก็รายงานการพบเชื้อไวรัสในแซนด์วิชหมูที่นำเข้าจากเวียดนามเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลไต้หวันต้องรีบขอข้อมูลและสอบสวนต้นทางนำเข้าแซนด์วิชต้นเหตุอย่างเร่งด่วน

ข้อมูลจาก องค์การสุขภาพสัตว์โลก (World Organisation for Animal Health : OIE) ระบุว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 พบการระบาดของเชื้อไวรัส “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” ใน 16 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็น ทวีปยุโรป 11 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 1 ประเทศ คือ จีน นั่นเอง แต่ในปี 2562 ต้องเพิ่มเวียดนามเข้าไปด้วย รวมเป็น 17 ประเทศแล้ว

“เชื้อไวรัส ASF” จากหมูเริ่มเข้าใกล้ประเทศไทย หลังกรมปศุสัตว์ตรวจพบ “ไส้กรอก” ปนเปื้อนสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสตัวนี้ ที่ด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย เป็นจำนวนเกือบ 1 กิโลกรัม เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 เจ้าของคือนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาจากเมืองเฉิงตูของจีน ด้วยสายการบินเสฉวนแอร์ไลน์

ถือเป็นการสุ่มตรวจโดยเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากร เมื่อพบแล้วส่งไปที่ “สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์” หลังยืนยันผลออกมาแน่ชัด ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ 3 ของทวีปเอเชียที่พบเชื้อตัวนี้ในอาหาร โดย 2 ประเทศแรกที่พบคือ ญี่ปุ่น และเกาหลี

กรมปศุสัตว์เร่งปูพรมลงพื้นที่ตรวจเข้มทั่วทุกด่านชายแดน และพยายามส่งสัญญาณให้ “รัฐบาล คสช.” ยกระดับความสำคัญของโรคนี้เป็นวาระแห่งชาติ แม้ว่าเชื้อไวรัสตัวนี้ยังไม่มีรายงานว่าติดต่อมายังมนุษย์ได้ แต่ก็ส่งผลสะเทือนถึงวงการฟาร์มสุกรและผลิตภัณฑ์ที่มาจากเนื้อหมู ที่สำคัญคือถ้ามีการระบาดในไทยจะส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรงทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน สรุปเบื้องต้นได้ว่า แม้ยังไม่ตรวจพบไวรัสตัวนี้ในสุกรของไทย แต่มีความเสี่ยงพอสมควร เพราะเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้วนอกจากไส้กรอกปนเปื้อนแล้ว เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ยังตรวจพบแก๊งห้องเย็นลักลอบนำหมูแช่แข็งเข้ามาขาย มีซากมากกว่า 600 ตัว บริเวณพื้นที่แขวงสวนหลวง และแขวงยานนาวา

นสพ.ชัยวัฒน์ โยธคล ผอ.สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ อธิบายว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2561 หลังมีข้อมูลการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรในประเทศจีน ทางกรมได้แจ้งเจ้าหน้าที่ประจำด่านเฝ้าระวังเข้มข้น ไม่ให้มีการนำเข้าเนื้อหมูและอาหารแปรรูปจากหมู โดยมีรายชื่อ 17 ประเทศที่เฝ้าระวัง แบ่งเป็นทวีปยุโรป 10 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 4 ประเทศ และทวีปเอเชีย 3 ประเทศ ได้แก่ จีน เวียดนาม และมองโกเลีย

“จากการสุ่มตรวจกว่าพันตัวอย่างจากนักท่องเที่ยวประเทศกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย พบสารพันธุกรรมของไวรัสตัวนี้ทั้งหมด 38 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่แฝงมากับอาหารแปรรูปจากจีน เวียดนาม เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แหนม ฯลฯ แม้เชื้อไวรัสตัวนี้คนกินเข้าไปจะไม่ได้รับอันตรายเลยก็ตาม แต่ที่ต้องระวังเพราะกลัวว่าเมื่อคนกินเหลือแล้วเอาเศษอาหารไปโยนทิ้ง จากนั้นก็จะมีคนเก็บเอาไปทำเศษอาหารให้สุกรในฟาร์มกิน”

นสพ.ชัยวัฒน์ ยืนยันว่ายังไม่มีการพบฟาร์มสุกรในไทยติดเชื้อโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” แต่เจ้าหน้าที่ด่านศุลการกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ยังสุ่มตรวจต่อไปเพราะเชื้อไวรัสตัวนี้มีความทนทานต่อความร้อนมาก อาหารบางชนิดต้องใช้ความร้อนระดับ 70 องศา ต้มนาน 30 นาที เชื้อไวรัสตัวนี้ก็ยังไม่ตาย
อันที่จริงแล้วไวรัสทนทานความร้อนตัวนี้ ไม่ได้เพิ่งค้นพบใหม่ แต่เจอมานานกว่า 50 ปีแล้วจากเชื้อหมูป่าแถวทวีปแอฟริกา ก่อนแพร่ไปยังทวีปยุโรปทั้ง อิตาลี ฝรั่งเศส และผ่านเข้าไปทางรัสเซีย ก่อนส่งต่อไปยังจีนภายในไม่กี่ปี โดยเฉพาะช่วง 2-3ปี ที่ผ่านมาตรวจพบความถี่ของการระบาดในประเทศลัตเวีย ยูเครน ลิทัวเนีย ก่อนจบเส้นทางที่จีนและเวียดนาม

“ต้นตอ” หรือตัวการแพร่ระบาดคาดกันว่า มาจากอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเนื้อหมู เนื่องจากตรวจพบว่าเชื้อไวรัสตัวนี้นอกจากทนทานความร้อนแล้ว ยังมีชีวิตอยู่ได้นานเกือบ 200 วัน หรือในไส้กรอกอยู่ได้นานถึง 30 วัน โดยเฉพาะในเนื้อหมูสดแช่แข็งอาจอยู่ได้นานกว่า 1,000 วัน

หลายฝ่ายเริ่มเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของไวรัสอหิวาต์จากหมูมาสู่มนุษย์

“ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า ไวรัสเกือบทุกชนิดที่ติดต่อจากคนสู่คนนั้น ส่วนใหญ่ผ่านมาทาง “สัตว์” ก่อน แต่การจะทำให้คนที่ติดไวรัสมีอาการป่วยได้ต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและมีวิวัฒนาการหลายประการด้วยกัน
“การที่ไวรัสจากสัตว์จะแพร่ระบาดสู่คนจนทำให้เกิดโรค หรือเกิดอาการเจ็บป่วยนั้นไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะต้องผ่านพัฒนาการหลายขั้นตอนที่สลับซับซ้อน เช่น ต้องมีตัวรับเซลล์ไวรัสที่ผิวหนังมนุษย์ หมายถึงเป็นสถานที่ฝังตัวของเซลล์เพื่อให้เซลล์สร้างโปรตีนช่วยเพิ่มการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมเป็นยีนย่อยๆ เมื่อการแบ่งตัวประสบความสำเร็จ ก็ต้องผ่านขั้นตอนการสร้างกลไกภูมิคุ้มกันร่างกายของมนุษย์ ที่จะช่วยกันเข้าไปทำลายเซลล์ที่แปลกปลอมเข้ามา ทำให้เชื้อโรคเหล่านั้นตาย เช่น เชื้อไวรัสบางอย่างสามารถผ่านเข้ามาฝังตัวและเติบโตในเซลล์มนุษย์ได้ แต่ก็ไม่มีจำนวนมากพอหรือแข็งแรงพอที่ทำให้คนมีอาการป่วย เหมือนกับมาฝังตัวไว้เฉยๆ ไม่มีอันตราย แต่เชื้อไวรัสจากสัตว์บางชนิดสามารถเติบโตและแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้ร่างกายป่วยได้เหมือนกัน เช่น เชื้อไวรัสเอชไอวี หรือเอดส์ ที่มาจากลิงในป่า ค่อยๆ ผ่านกระบวนการฝังตัวในเซลล์มนุษย์วิวัฒนาการไปเรื่อย จนทำให้คนป่วยเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง”

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวถึงการเฝ้าระวังของกรมปศุสัตว์เป็นเรื่องที่ดี แต่หากเกิดการแพร่เชื้อไวรัสบางอย่างฟาร์มปศุสัตว์ของไทย ต้องรีบแจ้งให้ประชาชนทราบทันที อย่าให้เกิดเหตุการณ์เหมือนกรณีการระบาดของ “โรคไข้หวัดนก” ที่หน่วยงานรัฐช่วยกันปกปิดข้อมูลหรือไม่มีการเปิดเผยข้อมูล จนทำให้แพทย์ผู้รักษาเองไม่รู้ว่าไข้หวัดที่เกิดขึ้นกับคนป่วยนั้นมาจากพฤติกรรมเสี่ยงเรื่องอะไรบ้าง ขาดโอกาสในการวินิจฉัยรักษาโรคอย่างเหมาะสม เพราะถ้าทุกคนรู้ข้อมูลที่ถูกต้องอย่างรวดเร็ว จะได้ช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้แพร่ระบาดไปมากกว่าเดิม

จากข้อมูลงานสัมมนาหัวข้อ “โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever-ASF) มหันตภัยวงการสุกรไทย ทำอย่างไรจะรอดพ้น” เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2561 กรมปศุสัตว์ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาให้ข้อมูลและช่วยกันกำหนดมาตรการควบคุมป้องกันโรค โดยมีข้อมูลน่าสนใจดังนี้

ช่วงปี 2560-2561 ในยุโรปพบเชื้อตัวนี้มากกว่าร้อยละ 25 โดยพบเจอในหมูป่าประมาณ 7 พันกว่าตัว และหมูในฟาร์ม กว่า 2.2 แสนตัว สร้างความสูญเสียแก่อุตสาหกรรมสุกร ช่วงระหว่างปี 2557-2561 ภายใน 4 ปีพบรายงานการระบาดของโรคมากถึง 820 ครั้งทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงปัจจัยบางอย่างที่กระตุ้นการระบาด
นอกจากนี้ยังมีการวิเคราะห์กันว่า “อาหารเหลือโยนทิ้ง” จากท่าเรือหรือสนามบิน หรือร้านอาหารต่างๆ มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อโรคไปยังสุกรได้เช่นกัน เนื่องจากอาหารเหลือเหล่านี้มักถูกนำไปทิ้งในบ่อขยะของบางพื้นที่ ซึ่งมีบริเวณใกล้เคียงกับฟาร์มสุกรหรือมีหมูป่าเข้ามากินได้ง่าย

ประเทศจีนถือว่าโรคนี้เป็น “โรคอุบัติใหม่” โดยเชื้อไวรัสที่พบในจีนมีลักษณะทางชีวโมเลกุลคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ในยุโรป (Eastern Europe) เชื่อว่าการระบาดจากจีนมีต้นตอมาจากการนำเข้าเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารจากรัสเซีย ลักษณะสุกรในฟาร์มที่ติดโรคจะมีอาการไข้สูง เลือดออกทางจมูก ปอดบวม ปอดอักเสบ ถ่ายเหลวมีเลือดปน ไข้สูงและตายเฉียบพลัน ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ

ล่าสุด เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงของกรมปศุสัตว์จาก 4 ประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้ง ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า ได้เข้าร่วมประชุมปรึกษาหารือแนวทางความร่วมมือร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดการระบาดของโรคนี้โดยเฉพาะ การขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงและผู้ค้าสัตว์ “ไม่นำเศษอาหารเหลือทิ้งเข้ามาในฟาร์ม” และถ้าตรวจพบความผิดปกติต้องรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อช่วยกันลดความสูญเสียในวงกว้าง

การป้องกันเชื้อโรคอันตรายจากต่างถิ่น เข้ามายังประเทศไทยนั้น จะสำเร็จได้ด้วยดี หากคนไทยทุกคนร่วมมือร่วมใจกันเป็นหูเป็นตา และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ผู้ใดพบเห็นการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูแช่แข็ง หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อหมูจากประเทศกลุ่มเสี่ยง แล้วไม่แน่ใจว่าถูกกฎหมายหรือไม่ สามารถแจ้งไปที่กรมปศุสัตว์โทร.06-3225-6888 หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น “DLD 4.0” ที่สามารถติดตั้งได้ในโทรศัพท์ทุกระบบ

   “10ข้อห้าม”ป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF)
– ห้ามนำเนื้อหมูจากแหล่งอื่นเข้าไปกินในฟาร์ม
– ห้ามนำเศษอาหารในครัวเรือนเลี้ยงสุกร
– ห้ามนำสัตว์พาหะเข้าเขตฟาร์ม
– ห้ามบุคคลภายนอกเข้าเยี่ยมฟาร์ม
– ห้ามนำอุปกรณ์และของใช้ส่วนตัวเข้าฟาร์ม
– ห้ามรถขนส่งภายนอกเข้าฟาร์ม
– ห้ามรถลูกค้าเข้ามาซื้อหมูที่ฟาร์ม
– ห้ามรับหมูทดแทนจากพื้นที่เสี่ยงเข้าฟาร์ม
– ห้ามนำน้ำจากภายนอกเข้าไปใช้ในฟาร์ม
– ห้ามขายหรือนำหมูป่วย หมูตายออกนอกฟาร์ม

“ตำรวจ” ต้องปฏิบัติงานเข้มข้น

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/scoop/368868?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=scoop

“ตำรวจ” ต้องปฏิบัติงานเข้มข้น

17 เมษายน 2562 – 09:10 น.
อ๊อด เทอร์โบ,ตำรวจ
เปิดอ่าน 291 ครั้ง

คอลัมน์… อ๊อด เทอร์โบ..ดับเครื่องชน oddturbo1900@gmail.com

‘ดับเครื่องชน’ ได้รับจดหมายร้องเรียนมาเกี่ยวกับการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยปละละเลยให้มีบ่อนการพนันและปล่อยให้มีร้านอาหารสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน

ที่เมืองมุกดาหาร ชาวบ้านแจ้งเรื่องบ่อนและการพนันหลายรูปแบบมา ซึ่งคนทั่วไปรู้ แต่ทำไมตำรวจไม่รู้ไม่เห็น ซึ่งจะมีผลถึงการก่ออาชญากรรมและปัญหาสารพัดตามมาเป็นลูกโซ่

ส่วนที่เขต สน.บึงกุ่ม ในนครบาลนี่เอง มีร้านอาหารเส้นใหญ่สร้างความเดือดร้อน จึงขอให้จัดการตามกฎหมายด้วย
อ๊อด เทอร์โบ


 มุกดาหารมีบ่อนพนัน
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

จังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดนติดประเทศลาว อยู่ห่างจากกรุงเทพ ระยะทาง 650 กิโลเมตร มีตลาดอินโดจีนที่นักท่องเที่ยวไปเที่ยวจำนวนมาก

แต่สิ่งที่มีอยู่ดาษดื่นคือ มีการพนันมากมาย ทั้งหวยใต้ดิน บ่อนการพนันออนไลน์อยู่ทุกมุมเมือง โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงในจังหวัดไม่เคยเอาใจใส่ ปล่อยปละละเลยมานับสิบปี ทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในจังหวัดเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้อีกต่อไป ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคมจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

จึงขอวิงวอนให้ท่านช่วยกระตุกต่อมสำนึกของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ให้เห็นแก่ความสงบสุขของประชาชน ช่วยตีพิมพ์สิ่งเลวร้ายที่สุด คือการพนันทุกชนิดให้หมดสิ้นไป

อย่าให้มีการเปิดอย่างเปิดเผย ทำความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนในจังหวัดนี้ และจังหวัดใกล้เคียง
ประชาชนผู้รักความยุติธรรม


 ร้านอาหารเส้นใหญ่?
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ
ผมอยู่ซอยนวมินทร์ 68 เขตบึงกุ่ม สน.บึงกุ่ม กทม. ได้รับความเดือดร้อนมากจากร้านอาหารที่มีดนตรีสดเล่น โดยไม่ปิดกั้นอะไรเลย เวลากลางคืนตั้งแต่ 3 ทุ่มไปจนถึงตี 1 ตี 2 ทุกคืน ตอนหัวค่ำก็จะไม่ค่อยดังเท่าไร

แต่หลังจาก 5 ทุ่มถึงตี 1 ตี 2 เสียงจะดังมาก เหมือนมีคอนเสิร์ตยังไงยังงั้น บางทีผมหลับ 4 ทุ่มแต่ต้องมาสะดุ้งตื่นตอนเที่ยงคืนแล้วก็นอนฟังเขาเล่นจนกว่าจะเลิก พอเลิกแล้วตี 2 ตี 3 ผมก็นอนไม่หลับ เพราะเลยเวลานอนไปแล้ว ต้องอาศัยยานอนหลับเป็นอย่างนี้ประจำ และผมก็อายุมากแล้ว

ผมได้โทรไปแจ้ง 191, 1555, 1599, 1111 แต่จนป่านนี้ก็ยังดังอยู่เหมือนเดิม

ผมโทรไปทวงถาม กทม.เขาบอกว่าได้ให้สิ่งแวดล้อมไปดูแล้วและปรากฏว่ามีเสียงดังจริงๆ ผิดกฎหมายตามมาตราอะไรผมก็จำไม่ได้ เป็นร้านที่เปิดโดยไม่มีใบอนุญาต จึงให้หยุดกิจการและได้ส่งเรื่องไปให้ สน.บึงกุ่ม จัดการ

แต่จนทุกวันนี้ ร้านนี้ก็ยังดังอยู่เหมือนเดิม หรือกลับดังมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ

อย่างนี้ก็แสดงว่าร้านนี้อยู่เหนือกฎหมายใช่ไหมครับ ผมร้องเรียนไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมก็ยังไม่เห็นมีอะไรคืบหน้า ผมไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครได้แล้ว

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า คุณอ๊อดจะเข้าใจถึงความทุกข์ของคนที่ถูกแย่งสิทธิ์จากการหลับนอนไปคืนละหลายชั่วโมง จากคนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้
ประสิทธิ์ (ชาวบึงกุ่ม)


 ขอให้ตรวจสอบคุณภาพสินค้า
 เรียน คุณอ๊อด เทอร์โบ

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับร้านที่เปิดขายสินค้าราคาถูก เป็นร้านของชาวญี่ปุ่น ซึ่งนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย หลากหลายชนิด แม้แต่หลอดไฟฟ้าที่ส่งกล่องบรรจุมาให้ดูนี้ราคาหลอดละ 20 บาท ซึ่งถูกมาก แต่ก็มีคนบอกว่าไม่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรมของไทย(มอก.) อาจจะเป็นอันตรายได้ แต่ข้างกล่องก็มีเครื่องหมาย มอก. แสดงไว้ จึงสงสัยว่าเป็นเครื่องหมายปลอมหรือไม่

ร้านค้าเหล่านี้มีเปิดเยอะมากในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดใหญ่ๆ มีทั้งเจ้าของที่เป็นคนญี่ปุ่นและคนไทย สินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากจีนและเวียดนาม ตามที่คนขายในร้านเคยบอกให้ทราบและก็มีผลิตในประเทศไทยด้วย จะมีโรงงานผลิตสินค้าราคาถูกอยู่ในประเทศไทยที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ และมีร้านที่ขายสินค้าราคาถูกเปิดอยู่ตามห้าง เช่น โรบินสัน, เซ็นทรัล, ศูนย์การค้า, ห้างท้องถิ่น หรือเปิดเป็นร้านตามงานการค้าต่างๆ

นอกจากจะไม่แน่ใจในคุณภาพแล้ว การแสดงข้อมูลคุณลักษณะของสินค้าข้างกล่อง ก็แสดงด้วยตัวอักษรที่มีขนาดเล็กมาก ดังตัวอย่างกล่องบรรจุหลอดไฟที่ส่งมาให้ดู ต้องใช้แว่นขยายส่องดูตัวอักษร เพื่ออ่านข้อมูลที่ระบุมาข้างกล่อง

แบบนี้ถือว่าผิดกฎหมายของการให้รายละเอียดข้อมูลของสินค้าหรือไม่ เหมือนกับมีเจตนาที่ไม่ต้องการให้คนอ่านได้ เพียงแค่แสดงเอาไว้เฉยๆ

ไม่รู้ว่าสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้หรือเปล่า ขอรบกวนคุณอ๊อด ช่วยตรวจสอบและประสานงานกับผู้เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลร้านค้า สินค้าราคาถูกดังกล่าว ว่าเป็นสินค้าที่ได้คุณภาพต่อการใช้งานหรือไม่ ไม่เสี่ยงหรืออันตรายต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม
สมพร (เมืองชล)


ตอบคุณ ‘สมพร’ เมืองชล
ประเทศไทยเรามีหน่วยงานมากมายที่จะดูแลรักษาผลประโยชน์และตรวจสอบสินค้า แต่ปรากฏว่าไม่ได้ดูแลมาตรฐานจนเข้าข่ายหลอกหลวง เอารัดเอาเปรียบผู้ซื้อ-ผู้ใช้

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องสั่งการเข้มงวด โดยเฉพาะสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคที่มีเครือข่ายทำงานครอบคลุม โดยมีกฎหมายบังคับใช้
ขอบคุณจดหมายของคุณที่ได้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบมาตรฐานสินค้า ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก
อ๊อด เทอร์โบ

สูญกว่าสองพันล้านโรคใบร่วงระบาดหนักสวนยาง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403298?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

สูญกว่าสองพันล้านโรคใบร่วงระบาดหนักสวนยาง

8 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
กยท,การยางแห่งประเทศไทย,โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา,ยางพารา
เปิดอ่าน 133 ครั้ง

กยท.เดินหน้ายับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา สูญรายได้2,400 ล้าน ส่อลามพืชอื่นอีกหลายชนิด

8 ธันวาคม 2562 จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา (Pestalotiopsis sp., Colletotrichum sp. ) มีการแพร่ระบาดเข้ามาพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย

ทั้งนี้เมื่อเดือนกันยายน 2562 ทำให้ต้นยางมีใบร่วงรุนแรง สภาพเสื่อมโทรม ผลผลิตน้ำยางทยอยลดลงๆ ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องหยุดกรีดยาง และขาดรายได้ ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2562 พบการระบาดของโรคใน 8 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา ตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี รวมพื้นที่ประมาณ 450,433 ไร่

มีเกษตรกรชาวสวนยางทั้งที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท. ได้รับผลกระทบ 43,563 ราย ผลผลิตลดลงประมาณ 60,000 ตัน เกษตรกรสูญเสียรายได้ในภาพรวมมูลค่า 2,400 ล้านบาท และพบการระบาดของโรคนี้ในพืชอื่นบริเวณข้างเคียง เช่น ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน กล้วย มะละกอ มันสำปะหลัง ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผัก และวัชพืชอีกหลายชนิดด้วยนั้น

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า กยท. ได้ดำเนินการช่วยบรรเทาสถานการณ์การระบาดของโรคไปแล้วหลายวิธี ได้แก่ การสำรวจเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค การประสานขอความร่วมมือ GISTDA ในการประเมินการระบาดของโรคจากการร่วงของใบด้วยภาพถ่ายจากดาวเทียม

การสาธิตการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ฉีดพ่นสารเคมีควบคุมและกำจัดเชื้อรา ในพื้นที่นราธิวาส ตรัง และพังงา นำร่องจังหวัดละ 300 ไร่ รวม 900 ไร่ เร่งศึกษาวิจัยหาเชื้อสาเหตุและกลไกการเข้าทำลาย ทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีในการป้องกันกำจัดในพื้นที่เกิดโรค วิจัยและพัฒนาพันธุ์ต้านทาน

โดยกยท.ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นทั้งในประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร GISTDA และองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ ANRPC IRRDB รวมถึงประชาสัมพันธ์ข้อมูลการตรวจสอบลักษณะอาการของโรคและคำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรค การกำจัดใบเป็นโรคที่ร่วงหล่นและวัชพืชในสวนยางแก่เจ้าหน้าที่ บุคลากร และเกษตรกรชาวสวนยาง ในพื้นที่ประสบโรคและพื้นที่เสี่ยง

รักษาการ ผวก.กยท. กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากยท. มิได้นิ่งนอนใจ ได้จัดสรรงบประมาณดำเนินการต่างๆ เพื่อป้องกันและเยียวยา แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคที่รวดเร็วและรุนแรง ขณะนี้ กยท.ได้ประสานงานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งพร้อมสนับสนุนจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อเดินหน้ามาตรการที่จำเป็นต่อการเร่งยับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค บรรเทาความเดือดร้อน และช่วยเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท.

รวมถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชชนิดอื่นที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้อย่างเร่งด่วน เช่น มาตรการควบคุมและกำจัดโรคในสวนยางพาราที่พบการระบาดแล้ว จำนวนพื้นที่ 500,000 ไร่ โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา มาตรการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด จำนวน 50,000 ราย มาตรการป้องกันโรคในสวนยางในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง จำนวนพื้นที่ 2,000,000 ไร่ โดยใช้ยาป้องกันกำจัดเชื้อรา การจัดการธาตุอาหารพืชให้ต้นยางสมบูรณ์แข็งแรง  มาตรการเฝ้าระวัง เตือนภัยและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค

รวมถึงมาตรการเตรียมความพร้อมในการรับมือการแพร่ระบาดของโรคในภาคส่วนของเกษตรกร เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการร่วมมือป้องกันกำจัดโรคนี้ ทั้งหมดนี้ คาดว่าจะช่วยยับยั้งสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคและจัดการปัญหาให้คลี่คลายโดยเร็วต่อไป สำหรับเกษตรกรชาวสวนยางที่เจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนี้ ติดต่อขอคำปรึกษาและข้อแนะนำได้จาก กยท. ในพื้นที่ใกล้บ้าน

เตือนกะหล่ำ ผักกาดระวังโรคราน้ำค้างระบาดหน้าหนาว

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403269?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

เตือนกะหล่ำ ผักกาดระวังโรคราน้ำค้างระบาดหน้าหนาว

8 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ผักคะน้า,กรมวิชาการเกษตร,โรคราน้ำค้างระบาด,ผักกาด
เปิดอ่าน 27 ครั้ง

กรมวิชาการเกษตรแนะผู้ปลูกพืชผักตระกูลกะหล่ำและผักกาดระวังโรคราน้ำค้างระบาดในฤดูหนาว

8 ธันวาคม 2562 น.ส. เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ช่วงนี้อุณหภูมิลดต่ำลงมาก ขอให้เกษตรกรที่ปลูกกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กวางตุ้ง คะน้า ผักกาดขาว ผักกาดหอม และบรอกโค เตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้าง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า สำหรับ การเตรียมรับมือการระบาดของโรคราน้ำค้างนั้น สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช ทั้งระยะต้นกล้าซึ่งใบเลี้ยงจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาล ทำให้ลำต้นเน่าหรือแคระแกร็น ระยะต้นโตจะพบอาการเริ่มแรกบริเวณด้าน บนใบเป็นจุดแผลสีเหลือง หรืออาจเป็นปื้นสีเหลือง กรณีสภาพอากาศชื้นในตอนเช้า ถ้าพลิกดูด้านใต้ใบมักจะพบเส้นใยเชื้อราสีขาวหรือเทาคล้ายปุยฝ้าย หากพบโรคระบาดรุนแรง แผลจะลามมีขยายใหญ่ ทำให้เนื้อใบเป็นสีน้ำตาลและแห้งตาย ส่วนในกะหล่ำดอกและบรอกโคลี ถ้าพบเชื้อราเข้าทำลายรุนแรง ก้านดอกจะยืดและดอกอาจจะบิดเบี้ยวเสียรูปทรงได้

ทั้งนี้เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค โดยก่อนปลูกควรแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส (ต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำอุณหภูมิปกติลงไปผสมอีก 1 เท่า) นาน 20-30 นาที หรือคลุกเมล็ดพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม

จากนั้น เกษตรกรควรปลูกพืชให้มีระยะห่างกันพอสมควร ไม่เบียดแน่นจนเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท และโรคระบาดได้รวดเร็ว หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว ให้เกษตรกรควรเก็บเศษซากพืชส่วนที่หลงเหลือในแปลง และหมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดการสะสมเชื้อราสาเหตุโรค ควรหลีกเลี่ยง การปลูกพืชชนิดเดียวกันซ้ำในพื้นที่แปลงเดิม ให้ปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน และทำสะอาดเครื่องมืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่ใช้กับต้นเป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่กับต้นปกติทุกครั้ง

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า หากพบโรคเริ่มระบาด ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งด้านบนใบและใต้ใบ ทุก 5-7 วัน

หมามารถ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403305?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

หมามารถ

8 ธันวาคม 2562 – 08:45 น.
หมาเมารถ
เปิดอ่าน 19 ครั้ง

คอลัมน์ – พิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง  โดย – น.สพ.วิรัช ธนพัฒน์เจริญหรือหมอเล็ก viruch_dvm@yahoo.com 

สวัสดีครับ ใกล้ปีใหม่แล้ววางแผนพักผ่อนกันเรียบร้อยแล้วนะครับ

วันนี้คนรักสัตว์เลี้ยงอย่างเรา ทำอย่างไรกันบ้างครับกับน้องสุนัข แมว ไก่ ปลา เต่า กระต่าย นก หนู งู ฯลฯ หลายคนสามารถพาไปด้วยกันได้ หลายคนต้องหาที่ฝากเลี้ยง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีให้เลือกมากพอสมควร แต่หลายคนก็เลือกที่อยู่บ้านใช้เวลากับพวกเค้าอย่างเต็มที่ในช่วงวันหยุด

หมอขอตอบคำถามที่คนไข้ถามว่า สุนัขเมารถได้มั้ย และจะทราบได้อย่างไรว่าสุนัขเมารถ ?

สุนัขเมารถได้ครับ สำหรับคนที่เลี้ยงสุนัขมาก่อนและพาไปไหนมาไหนด้วยก็จะพอทราบว่าสุนัขเมารถมีอาการอย่างไร แต่สำหรับคนเลี้ยงมือใหม่หรือใครที่ยังไม่เคยพาสุนัขเดินทางอาจจะมึความกังวลสงสัยว่าควรทำอย่างไรบ้าง

เรามาเริ่มที่ว่าทำไมสุนัขถึงเมารถนะครับ เพราะสุนัขที่ไม่เคยเดินทางจะมีความกลัว เครียด กับสถานการณ์ที่แปลกใหม่ และบนรถมีพื้นที่จำกัด อากาศตรงที่สุนัขอยู่แอร์ถึงพอดีมั้ย หนาวไปร้อนไปหรือเปล่า กลิ่นในรถ น้ำหอมปรับอากาศเป็นสิ่งแวดล้อมที่สามารถกระตุ้นให้สุนัขเกิดอาการเมารถได้ โดยเฉพาะขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วต่าง ๆ มีหยุดชะงัก และออกตัวเป็นระยะๆ

โดยเฉพาะการเดินทางไกลๆ สุนัขจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่ได้รับการฝึกจนคุ้นชินก็หนักหนาสำหรับสุนัขมากอยู่ครับ หมอขอเทียบกับคนที่ขึ้นรถโดยสารถ้าหากเราไม่ค่อยได้ใช้บริการ เวลารถเบรกเราก็จะไถลไปข้างหน้าทีข้างหลังที แต่คนที่ใช้บริการเป็นประจำจะสามารถทรงตัวและปรับตัวต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างดี สุนัขก็เช่นเดียวกันครับ ถ้าหากเราได้ฝึกให้สุนัขคุ้นชินกับการเดินทางอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ก็จะลดปัญหาเหล่านี้ได้

แต่บางครั้งสุนัขก็ยังเมารถได้ เพราะในช่องหูส่วนในของสุนัขทำหน้าที่ในการควบคุมการทรงตัวไม่ปกติ ก็ทำให้สุนัขเมารถได้ ในกรณีอย่างนี้สามารถใช้ยาช่วยได้ แต่ต้องให้โดยสัตวแพทย์เท่านั้นครับ

ทีนี้มาดูกันครับว่าสุนัขที่เมารถมีอาการอย่างไร ง่ายๆ เลยครับ ให้สังเกตว่าสุนัขกระสับกระส่าย มีท่าทีไม่นิ่ง หรือทรงตัวไม่ดีมั้ย ชัดเจนขึ้นอีกก็คือสุนัขจะมีน้ำลายมากกว่าปกติ และบางตัวจะมีการอาเจียน หากมีสุนัขอาการไม่สบายตัว กระสับกระส่ายควรหาที่จอดรถ แล้วนำสุนัขลงไปพักผ่อนรับอากาศโปร่งๆ และให้สุนัขผ่อนคลาย จนกระทั่งอาการดีขึ้นค่อยเดินทางต่อ ระหว่างพักไม่ต้องให้อาหารหรือขนมนะครับ แต่อาจจะให้น้ำได้บ้างหลังจากพักสักครู่

ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก่อนออกเดินทางคือ ให้อาหารในปริมาณที่น้อยกว่าปกติเพื่อไม่ให้สุนัขหิว และควรให้ก่อนออกเดินทางอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง นำสุนัขไปขับถ่ายให้เรียบร้อยและจากนั้นไม่ควรให้อาหารอีก ควรให้สุนัขได้พักทุก 2-3 ชั่วโมงระหว่างเดินทางสามารถให้น้ำ ควรพาสุนัขลงเดินเพื่อผ่อนคลายและปัสสาวะ แต่ถ้าหากเดินทางไกลมากๆ สามารถให้อาหารสุนัขได้เท่าที่จำเป็น และอย่าลืมให้พักอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนเดินทางต่อ เพียงเท่านี้การเดินทางก็สะดวกสบายทั้งสุนัขและเราครับ

หมอขอย้ำนะครับว่า ขอให้เราเตรียมพร้อมสุนัขโดยไม่ใช้ยา แต่หากจำเป็นต้องใช้ยาก็ขอให้สัตวแพทย์เป็นผู้ดูแลเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของสุนัขแสนรักครับ!

สำรวจอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดต้นแบบจัดการ”ป่าต้นน้ำ”

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403304?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

 สำรวจอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดต้นแบบจัดการ”ป่าต้นน้ำ”

8 ธันวาคม 2562 – 08:27 น.
อ่างเก็นน้ำแม่ต้มข้าวสุด
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

 สำรวจอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดดูชาวบ้านบริหารจัดการ”ป่าต้นน้ำ”

พื้นที่ในตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย รายล้อมไปด้วยภูเขา บางส่วนเป็นที่ราบเชิงเขา ในอดีตราษฎรส่วนใหญ่มีอาชีพทำไร่เลื่อนลอยปลูกพืชไร่เป็นหลัก เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นทำให้เกิดการบุกรุกแพ้วถางพื้นที่ป่า เป็นผลให้สภาพอากาศและภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไป ลำห้วยเหือดแห้ง ขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ในขณะที่ฤดูฝนเกิดการชะล้างของหน้าดิน ปริมาณน้ำจำนวนมากไหลลงสู่พื้นที่ทางตอนล่างด้วยความรวดเร็ว สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินมาอย่างต่อเนื่อง

จากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ราษฎรจึงได้ขอพระราชทานความช่วยเหลือเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ ณ บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด ตำบลท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริเมื่อปี 2533

     “ท่องโลกเกษตร“อาทิตย์นี้ตามองคมนตรี”พลากร สุวรรณรัฐ” ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมคณะอนุกรรมการฯ นำคณะผู้บริหารสำนักงานกปรลงพื้นที่เพื่อเยี่ยมชมและติดตามความคืบหน้าในการใช้ประโยชน์ของโครงการฯ ซึ่งพบว่าปัจจุบันมีราษฎรจำนวน 2,212 ครัวเรือน รวม 5,198 คน มีน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอ รวมทั้งเป็นแหล่งน้ำสนับสนุนพื้นที่เกษตรกรรมได้ถึง 1,800 ไร่ โดยราษฎรสามารถปลูกข้าวได้ทั้งข้าวนาปีและข้าวนาปรัง โดยข้าวนาปีได้ผลผลิตเฉลี่ย 750 ถึง 800 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวนาปรังเฉลี่ย 900 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันดูแลบำรุงรักษาอ่างเก็บน้ำ และรักษาป่าต้นน้ำลำธารในรูปแบบของกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุดอีกด้วย

ในการนี้องคมนตรีได้พบปะเยี่ยมราษฎร รับทราบปัญหาอุปสรรคและความต้องการการใช้น้ำเพื่อนำไปพัฒนาต่อยอด ขยายผล ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมกล่าวชื่นชมการบริหารจัดการน้ำและการดูแลรักษาป่าต้นน้ำของราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำฯ ด้วยว่า

ความร่วมมือร่วมใจกันของราษฎรในพื้นที่แห่งนี้นับเป็นแบบอย่างที่ดีที่หลาย ๆ พื้นที่ที่มีอ่างเก็นน้ำควรเอาเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะการปลูกป่าและรักษาป่าต้นน้ำที่สามารถทำให้ป่าไม้ช่วยเก็บกักน้ำไว้ในป่าตามธรรมชาติแล้วค่อย ๆ ซึมซับมายังอ่างเก็บน้ำทำให้อ่างเก็นน้ำมีปริมาณน้ำที่เต็มอ่างตลอดทั้งปีแม้จะเป็นช่วงฤดูแล้งก็ตาม ทำให้ราษฎรในพื้นที่มีน้ำเพียงพอในการนำมาใช้อุปโภคบริโภคและทำการเกษตรอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี

“กลุ่มผู้ใช้น้ำในพื้นที่อ่างเก็บน้ำอื่น ๆ ควรเข้ามาศึกษาดูงานการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ รวมถึงแนวทางในการปลูกและดูแลรักษาป่าแล้วนำกลับไปใช้ในพื้นที่ของตนเอง” องคมนตรีกล่าว

บุญช้วน อุ้ยน้ำเที่ยง ผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าสุด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เล่าให้ฟังว่า จากอดีตที่ทุกคนในหมู่บ้านประสบปัญหาความแห้งแล้งและน้ำท่วม ทำให้เข้าใจว่าหากมีป่าที่สมบูรณ์ทางตอนเหนือของอ่างเก็บน้ำ ปริมาณน้ำในอ่างจะเพียงพอกับความต้องการของชุมชน ทุกคนจึงช่วยกันดูแลป่าไม้ในพื้นที่เป็นอย่างดี

“ไม่มีการเข้าไปตัดหรือทำลาย ทุกครั้งที่เดินทางเข้าป่าเพื่อหาของป่าก็จะนำเอากล้าไม้ติดมือเข้าไปปลูกในพื้นที่ด้วย ทำกันอย่างนี้ทุกคนและต่อเนื่อง แม้แต่ปัจจุบันก็ยังทำกันอยู่ สภาพป่าจึงสมบูรณ์ เป็นผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีมากและไม่เคยขาดแคลน เพราะพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำมีป่าไม้ช่วยดูดซับน้ำในหน้าฝนเอาไว้”ผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าสุดกล่าว

ขณะที่ คำจันทร์ ยาโน หนึ่งในราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการฯอีกราย ซึ่งมีอาชีพทำการเกษตรและแกะสลักไม้เป็นผลิตภัณฑ์และเครื่องประดับ เผยว่า ในพื้นที่มีราษฎรจำนวนหนึ่งที่มีอาชีพแกะสลักไม้ ซึ่งในอดีตจะนำไม้จากป่ามาแกะสลักเพื่อจำหน่ายหารายได้ แต่เมื่อประสบปัญหาป่าลดจำนวนลง ทำให้ทุกคนไม่ตัดไม้อีกต่อไป แต่ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนกับอาชีพช่างแกะสลักไม้ ทุกคนที่มีอาชีพนี้ก็ยังคงแกะสลักดังเดิม เพียงแต่ไม่แกะสลักจากไม้ที่ตัดใหม่ จะทำจากตอไม้ที่มีอยู่ในหัวไร่ปลายนาซึ่งมีอยู่จำนวนมาก เนื่องจากในอดีตที่มีการตัดต้นไม้เพื่อทำไร่เลื่อนลอย

“อาชีพนี้ยังอยู่ได้ และดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากกว่าที่ผ่านมาด้วย เพราะตอไม้จากไร่จะมีความแข็งแรงผ่านการถูกเผามาแล้ว จึงเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความทนทาน ขณะที่ลวดลายต่าง ๆ ก็สวยงามกว่า ทุกคนที่แกะสลักตอไม้จะเอาตอไม้จากในไร่มาทำ ซึ่งเจ้าของพื้นที่ก็ยินดีเพราะจะช่วยให้แปลงเพาะปลูกของเขาไม่มีตอไม้เกะกะเมื่อต้องการปลูกพืช”  คำจันทร์กล่าว

อย่างไรก็ตามสำหรับอ่างเก็บน้ำแม่ข้าวต้มท่าสุด อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2538 เป็นอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดความจุที่ระดับเก็บกัก 520,000 ลูกบาศก์เมตร สามารถช่วยเหลือราษฎร 6 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ที่ 2 บ้านสันต้นกอก, หมู่ที่ 3 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด, หมู่ที่ 4 บ้านห้วยเคียน, หมู่ที่ 5 บ้านบ่อทอง, หมู่ที่ 8 บ้านศรีวิเชียร และหมู่ที่ 10 บ้านแม่ข้าวต้มท่าสุด โดยมีราษฎรในพื้นที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ บริหารจัดการน้ำและช่วยดูแลรักษาอ่างเก็บน้ำให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน พร้อมปลูกป่าทางตอนบนของอ่างเก็บน้ำ ซึ่งใช้พันธุ์ไม้ดั้งเดิมและปลูกมาอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่มีเพิ่มขึ้น

ปิดฉากปารีณารุกที่สปก.ให้เวลา 7 วันส่งคืนไม่เอาผิด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/agricultural/403301?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=agricultural

ปิดฉากปารีณารุกที่สปก.ให้เวลา 7 วันส่งคืนไม่เอาผิด

8 ธันวาคม 2562 – 00:00 น.
ปารีณา,สปก,ฟาร์มไก่,ธรรมนัส
เปิดอ่าน 134 ครั้ง

ธรรมนัส ปิดฉากปารีณารุกสปก.นำทีมลงราชบุรีรับมอบที่ดินส.ป.ก.682 ไร่ให้เวลา 7 วันเคลียร์ ไม่เอาผิดทางกฎหมาย

8 ธันวาคม 2562 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ได้เดินทางที่ฟาร์มไก่ เขาสนฟาร์ม หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี   หลังจากได้รับหนังสือแจ้งจาก นางสาวส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้แสดงความจำนงในการขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 รวม 29 แปลง รวม 682 ไร่ เพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร

ทั้งนี้ น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ นายสมใจ สะทองเลียบ นำเอกสารประกอบด้วยหนังสือมอบอำนาจในการส่งคืนพื้นที่ โดยนายสมใจได้นำคณะทั้งหมดพร้อมสื่อมวลชนเดินเข้าไปชี้แนวเขตของพื้นที่และสำรวจโรงเรือนเลี้ยงไก่ ซึ่งได้ย้ายไก่ออกไปหมดแล้ว

ร้อยเอกธรรมนัส  บอกว่าน.ส.ปารีณา ได้ส่งหนังสือถึงนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่อง ขอส่งคืนพื้นที่ตาม ภ.บ.ท.5 เพื่อข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร  โดยหลังจากนี้ น.ส.ปารีณาจะไม่สามารถดำเนินกิจกรรมใดๆในที่ ส.ป.ก.ทั้ง 29 แปลงนี้ และจะให้เวลาขนของออก 7 วันนับจากวันนี้

ส่วนโรงเรือนเสาไฟฟ้าปักที่โรงไก่สิ่งก่อสร้างถ้าจะรื้อออกก็ให้อยู่ในเวลาที่กำหนด และยืนยันว่าได้ทำงานเร็วที่สุดแล้ว ส่วนเรื่องการดำเนินดคี กรณีของน.ส.ปารีณา ครอบครองพื้นที่นี้มาก่อนที่จะมีกฎหมายปฏิรูปที่ดิน และเมื่อคุณปารีณาส่งมอบคืนให้รัฐ ตามกฎหมาย ส.ป.ก.จึงไม่สามารถเอาผิดได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเขาสนฟาร์ม บริเวณที่ตั้งฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐบรรยากาศเงียบเหงามีรถบรรทุก เข้าออกตลอดเวลา  โดยคาดว่าน่าจะดำเนินการขนย้ายข้าวของ อุปกรณ์ เครื่องจัก เครื่องมือ ในฟาร์มไก่ออก หลังจากมีกระแสข่าวว่า น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือมอบคืนที่ ส.ป.ก. จำนวน 682 ไร่ แก่ทางการแล้วในวันที่ 6 ธ.ค.2562

ชุมสาย ตอก ธนากร ข้อเท็จอธิบายงูเห่าได้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403325?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ชุมสาย ตอก ธนากร ข้อเท็จอธิบายงูเห่าได้

8 ธันวาคม 2562 – 10:25 น.
ชุมสาย,เพื่อไทย,พปชร,ธนกร,อธิบาย,งูเห่า,ระวังแตก,พรรคร่วม
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

“ชุมสาย”​ ตอก “ธนากร” ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ อธิบายงูเห่าได้ คนทั้งประเทศไม่สงสัย ยัน พท.เป็นเนื้อเดียวกัน พปชร.หลายองค์ประกอบ ระวังแตก

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2562 – นายชุมสาย​ ศรียา​ภัย​ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายธนกร​ วังบุญคงชนะโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยบางท่านมโนไปเองเรื่องงูเห่า จึงอยากชี้ความจริงให้เห็น ดังนี้

1.เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดจนพ่ายแพ้ไป 4 เสียงของพรรค รัฐบาลในคราวประชุมเพื่อพิจารณาตั้ง​ กมธ.วิสามัญฯ​ ศึกษาผลกระทบการใช้ ม.44 ครั้งแรก ซึ่งต้องถือว่ามีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้วการอ้างว่านับคะแนนคลาดเคลื่อนเป็นข้ออ้างลอยๆ แต่ประธานสภาฯ​ ยังคงสั่งให้ลงคะแนนใหม่ท่ามกลาง เสียงทักท้วงทั้งภายในและนอกสภาฯ​ ซึ่งน่าสงสัยว่าเพื่อปกป้องการตรวจสอบ​ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี

2.สภาพรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำ มีความจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนจากฝ่ายค้าน ให้ปลอดภัยเพื่อหยุดการตั้งกรรมาธิการชุดนี้ให้ได้​ จึงต้องวางแผนเพื่อการดังกล่าว​ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ยอมให้มีการตรวจสอบการออกคำสั่งตาม​ ม.44 ไม่ได้ เช่นคำสั่งปลดข้าราชการโดยไม่มีการสอบสวน​ กรณีคำสั่งปิดเหมืองทองอัคราฯ​ เป็นต้น

3.ประชาชนทั้งประเทศที่ติดตามการเมือง ย่อมเข้าใจได้โดยตัวเขาเองว่าเกิดอะไรขึ้น​ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านักการเมืองค่ายประชาธิปไตยจะยกมือโหวตให้ รัฐบาลร่างทรง​ คสช.โดยปราศจากเงื่อนไขหรือข้อต่อรองใดๆ พปชร.ไม่ต้องเสียเวลาแก้ต่างเรื่องนี้​ เพราะคนไม่เชื่อ

4. มีข่าวว่ามีการต่อสายตรงจากแกนนำกลุ่มสามมิตรคุยกับงูเห่าในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง ซึ่งหากเป็นความจริงและมีหลักฐานเพียงพออาจนำไปสู่การยื่นคำร้องให้ยุบพรรค​ พปชร.ได้

“หัวเด็ดตีนขาด กมธ.วิสามัญฯ​ คณะนี้ก็ให้เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ กลัวที่สุดคือการต้องไปชี้แจงหรือตอบคำถามคณะ​ กมธ. เพราะตอนมี​ ม.44 ในมือ ได้กระทำสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อประเทศชาติประชาชนไว้มากมาย​ และอย่าได้หวังว่า การใช้บริการงูเห่าจะต่อลมหายใจ รัฐบาลร่างทรงเผด็จการได้ครบเทอม เพราะประชาชนทุกหย่อมหญ้าสิ้นศรัทธาต่อรัฐบาลแล้ว​ ต่างจากสมัยนายทักษิณ ชินวัตร​ เป็นนายกฯได้พาประเทศชาติ ก้าวหน้า ประชาชน อยู่ดีกินดี กันถ้วนหน้า” นายชุมสาย กล่าว

นายชุมสาย กล่าวต่อไปว่า สำหรับเรื่องภายในพรรคเพื่อไทย ขอเรียนว่า นายธนากรไม่ต้องห่วง พรรคเพื่อไทย ยังกลมเกลียวเป็นปึกแผ่น ให้ระวัง พรรคของท่านและพรรคร่วมฯ​ ให้ดี​ เพราะมีหลายองค์ประกอบ หลายกลุ่มผลประโยชน์ จะแตกหักกันวันไหนก็ได้