สำรวจ…นักการเมืองแบบไหนคนไทยชื่นชม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403326?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สำรวจ…นักการเมืองแบบไหนคนไทยชื่นชม

8 ธันวาคม 2562 – 09:49 น.
สวนดุสิตโพล,นักการเมือง
เปิดอ่าน 14 ครั้ง

สวนดุสิต เผยโพลสำรวจ การทำหน้าที่ของนักการเมือง แบบไหน ที่ประชาชนชื่นชม

8 ธันวาคม 2562 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,263 คน ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 3-7 ธันวาคม 2562 หัวข้อ การทำหน้าที่ของนักการเมือง ณ วันนี้ ในสายตาประชาชน

ทั้งนี้เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง เนื่องจากตลอดระยะเวลา 4 เดือนเต็ม นับตั้งแต่ที่มีการจัดตั้งรัฐบาลประยุทธ์ 2 การทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างก็เป็นที่จับตามองของประชาชน โดยเฉพาะบทบาทของนักการเมืองที่อยู่ในสภาและนอกสภาที่กำลังเป็นประเด็นร้อนของสังคมอยู่ในขณะนี้ สรุปผลได้ดังนี้

1.การทำหน้าที่ของนักการเมือง ณ วันนี้ แบบไหน? ที่ประชาชนชื่นชม

อันดับ 1 ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ซื่อสัตย์ ไม่ทุจริต 58.90%

อันดับ 2 ใช้ความรู้ความสามารถแก้ปัญหา มีผลงาน 44.34%

อันดับ 3 เสียสละ ทุ่มเท เป็นกลาง ตรงไปตรงมา 34.74%

อันดับ 4 เป็นผู้แทนที่ดีของประชาชน เป็นปากเป็นเสียง 33.33%

อันดับ 5 เข้าถึง ใกล้ชิดประชาชน ดูแลสม่ำเสมอ 14.99%

 

2.การทำหน้าที่ของนักการเมือง ณ วันนี้ แบบไหน? ที่ประชาชนอยากให้ปรับปรุง

อันดับ 1 ขายเสียง ทำเพื่อผลประโยชน์ เงินทอง 40.04%

อันดับ 2 ไม่ทำงาน ดีแต่พูด 38.63%

อันดับ 3 ทะเลาะเบาะแว้ง สร้างกระแสให้ตัวเอง 32.48%

อันดับ 4 ทำงานช้า ไม่มีประสิทธิภาพ 29.50%

อันดับ 5 ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ 24.32%

 

3.สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอก “นักการเมือง” ณ วันนี้ คือ

อันดับ 1 เป็นนักการเมืองที่ดี เป็นแบบอย่างที่ดี 42.92%

อันดับ 2 ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ มีวิสัยทัศน์ 39.32%

อันดับ 3 มีจิตสำนึก มีคุณธรรมจริยธรรม 37.28%

อันดับ 4 ปฏิบัติตามระบอบประชาธิปไตย 18.30%

อันดับ 5 เลิกเล่นเกมการเมือง ช่วยกันพัฒนาการเมืองไทย 15.81%

รัฐบาลอยู่ในสภาวะจำใจยอม แนะนำคนเก่งคุมเศรษฐกิจก่อนพัง

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403314?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

รัฐบาลอยู่ในสภาวะจำใจยอม แนะนำคนเก่งคุมเศรษฐกิจก่อนพัง

8 ธันวาคม 2562 – 08:22 น.
พรรคเพื่อไทย
เปิดอ่าน 92 ครั้ง

เพื่อชาติ ชี้ รัฐบาลอยู่ในสภาวะจำใจยอมเพราะเสียงปริ่มน้ำแนะเอาคนเก่งมาคุมเศรษฐกิจก่อนพัง ยุบสภา ลาออกชดเชยไม่ได้ เย้ยต้นทุนทางการเมืองไม่มีค่าพอกับความสูญเสีย

8  ธันวาคม 2562เพื่อชาติ ชี้ รัฐบาลอยู่ในสภาวะจำใจยอมเพราะเสียงปริ่มน้ำแนะเอาคนเก่งมาคุมเศรษฐกิจประเทศก่อนพัง ต่อให้ยุบสภาหรือลาออกก็ชดเชยไม่ได้ เพราะต้นทุนทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ และรัฐบาลไม่มีค่ามากพอเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่มีต่อเศรษฐกิจ และประชาชนทั้งประเทศ

ดร.รยุศด์ บุญทัน รองโฆษกพรรคเพื่อชาติ แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ทางการเมืองว่า ขณะนี้ รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ ทั้งทางด้านการเมือง และเศษรฐกิจ คือ เกิดปรากฎการณ์ที่พรรคเล็กมีอำนาจต่อรอง มีมูลค่าทางการเมืองสูง อันเป็นผลมาจากรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ นอกจากไม่เพียงมีเสียงปริ่มน้ำ แต่ยังมีความหลากหลายของพรรคการเมือง และความต้องการที่แตกต่างกัน

อย่าลืมว่าพลเอกประยุทธ์ เป็นนักการทหาร ไม่ใช่นักบริหาร หรือนักการเมือง จึงขาดประสบการณ์ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการความต้องการของพรรคร่วมรัฐบาลได้อย่างลงตัว ยิ่งบางพรรคที่มีทั้งความเก๋า ความเก่า และความเขี้ยวทางการเมืองด้วยแล้ว

ดังนั้นจึงทำให้เราเห็นปรากฎการณ์การต่อรองที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการจัดตั้งรัฐบาล และตามมาด้วยการโหวตสวนทางกับพรรคร่วมรัฐบาลของสมาชิกบางพรรค รวมทั้งปรากฎการณ์สภาล่มบ่อยครั้ง จนในที่สุดรัฐบาลก็ต้องแก้ปัญาหาด้วยการจัดดินเนอร์มื้อค่ำพูดคุยกับพรรคร่วม และจำเป็นต้องดึงพรรคเล็กพรรคจิ๋วเสริมทีมรัฐบาล แม้พรรคเหล่านี้จะยอมเสียจุดยืนทางการเมืองของตนเอง ที่ครั้งหนึ่งเคยประกาศเป็นฝ่ายค้านอิสระก็ตาม

ตนมองว่ารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ในขณะนี้ตกอยู่ในสภาวะ “จำใจยอม” ต่อพรรคเล็ก เพราะทุกเสียงมีค่ามีความหมายต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาล อะไรที่รัฐบาลยอมพรรคเล็กได้ก็คงต้องยอม ขณะที่พรรคเล็กเองก็อยู่ในภาวะ “จำใจตาม” เช่นกัน เพราะต่อให้ต้องเสียอุดมการณ์และจุดยืนทางการเมืองก็คงถอยไม่ได้ เพราะถ้าถอยคงไม่เกิดประโยชน์และได้อะไร สู้เป็นฝ่ายรัฐบาลมีตำแหน่งแห่งที่คงจะดีกว่า

จากนี้ต่อไปหากรัฐบาลยังคงรักษาระดับมาตรฐานอย่างคงเส้นคงวาของการเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำไว้ได้ ตราบนั้นก็คงไม่มีหลักประกันอะไรที่จะทำให้รัฐบาลเดินหน้าบริหารประเทศได้ต่อไปจนครบวาระ และเราคงจะได้เห็นปรากฎการณ์อภินิหารตำนานงูเห่ายุคใหม่ที่มีรูปแบบและวิธีการแตกต่างจากอดีต ในสภาต่อไปอย่างแน่นอน

ดร.รยุศด์ กล่าวต่ออีกว่า ปัญหาเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศในขณะนี้ ตนถือว่ามีความสำคัญมากที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด เพราะส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ดังนั้นตนจึงอยากแนะนำพลเอกประยุทธ์ หาคนใหม่ที่เก่ง และเป็นคนดี มี ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ เข้ามาแก้ไขปัญหา เพื่อเรียกคืนศรัทธา ความเชื่อมั่น และความหวังใหม่ๆให้กับประชาชนได้แล้ว

จากผลงาน 5 ปี ที่ผ่านมาย่อมเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนแล้วว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลปัจจุบันไม่สามารถแก้ไขปัญหาและความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของประเทศได้แม้ส่วนตัวตนจะมีความเห็นต่างทางการเมืองกับรัฐบาลและพลเอกประยุทธ์ อยากเห็นรัฐบาล และพลเอกประยุทธฺ์ สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจ นำพาบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป เป็นความหวัง ความศรัทธา และเป็นที่พึ่งของประชาชนทั้งประเทศได้ เพราะต่อให้รัฐบาลมีเสียงปริ่มน้ำแต่ถ้าเศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่ดีกินดีย่อมจะไม่ใช่ปัญหา ตรงกันข้ามจะเป็นเกราะคุ้มครองให้รัฐบาลได้เป็นอย่างดี

ยังไม่สาย ที่พลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ จะเข้าใจและรีบแก้ไขในจุดนี้ เพราะถ้าหากเศรษฐกิจของประเทศพังลง และต่อให้พลเอกประยุทธ์รับผิดชอบด้วยการยุบสภา หรือลาออกก็คงไม่คุ้ม เพราะอย่าลืมว่าต้นทุนทางการเมืองของพลเอกประยุทธ์ และรัฐบาลย่อมไม่มีค่ามากพอที่จะมาชดเชย เมื่อเทียบกับความสูญเสียที่มีต่อเศรษฐกิจ และประชาชนทั้งประเทศ

ชูวิทย์ โพสต์กฎหมายฉบับเดียวกันใช้ไม่เท่าเทียม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403312?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ชูวิทย์ โพสต์กฎหมายฉบับเดียวกันใช้ไม่เท่าเทียม

8 ธันวาคม 2562 – 07:53 น.
ปารีณา,รุกที่สปก,ฟาร์มไก่,ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์,ธรรมนัส,ราชบุรี เขาสนฟาร์ฒ
เปิดอ่าน 180 ครั้ง

ชูวิทย์ โพสต์ข้อความยกเคสปารีณาเหมือนกฎหมายฉบับเดียวกัน ใช้ไม่เท่าเทียม คนธรรมดาได้แต่ก้มหน้ารับโทษ

8 ธันวาคม 2562 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุข้อความว่า แข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แข่งบุญ แข่งวาสนา อย่าหวังแข่ง

หลายครั้งหลายคราที่กฎหมายของไทยฉบับเดียวกัน แต่ใช้กับคนหลายระดับชั้นอย่างไม่เท่าเทียมกัน

เจ้าหน้าที่รัฐ หรือฝ่ายบริหาร คงมอง “ฝ่ายรัฐบาล” กับ “ฝ่ายค้าน” ต่างกัน มันเป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร

ชีวิตการเมืองของผมเคยเป็นแต่ฝ่ายค้าน จึงไม่ทราบว่าการเป็นฝ่ายรัฐบาลได้สิทธิพิเศษอย่างไรหรือไม่?

ผมเคยคิดอยู่เสมอว่า ไม่ว่าใหญ่แค่ไหน หากทำผิดกฎหมาย ต้องถูกลงโทษ

ต่อมาเมื่อผมได้ชดใช้หนี้ความผิดตามกฎหมาย
แต่กลับมองเห็น “คนมีอำนาจ” ไม่ต้องชดใช้ จึงได้สำนึกว่าผม “คิดผิด”

กฎหมายสำหรับคนธรรมดา กับกฎหมายของผู้มีเกียรติคงไม่เหมือนกัน เปรียบกับเรื่องรุกป่า หากเป็นคนธรรมดา ป่านนี้คงไม่มีโอกาสแม้แต่จะเถียง ได้แต่ก้มหน้ารับโทษ นึกแล้วอย่าได้ไปน้อยใจในวาสนา

คิดถึงผู้ใหญ่ที่เขาบอกไว้ว่า “แข่งเรือ แข่งพาย แข่งได้ แต่แข่งบุญ แข่งวาสนา มันแข่งกันไม่ได้”

คงมีเส้นแบ่งอะไรสักอย่าง ที่ประชาชนคนธรรมดาอย่างผม ไม่ต้องพูด

เพราะถึงพูดไป มันไม่มีความหมายอะไรในประเทศไทย

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่นายชูวิทย์ได้โพสต์ข้อความทั้งนี้ได้มีการแสดงความเห็นต่างๆในเรื่องนี้

สุดารัตน์ แนะนายกฯควรเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403296?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

สุดารัตน์ แนะนายกฯควรเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย

7 ธันวาคม 2562 – 21:55 น.
สุดารัตน์,นายก,เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย
เปิดอ่าน 163 ครั้ง

สุดารัตน์ แนะนายกฯควรเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ก่อนขอให้เลิกวิจารณ์ ปมโหวตสวนมติ ชี้การโหวตสวนมติพรรคเป็นความผิดร้ายแรง เตรียมลงดาบ ส.ส.งูเห่าแหกกฏพรรค

คุณหญิงสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาขอทุกฝ่ายเลิกวิพากวิจารณ์พรรคฝ่ายค้านโหวตสวนมติ และขอให้จบได้แล้วนั้น ว่าเรื่องนี้ ตนเป็นห่วงวิธีคิดของนายกรัฐมนตรี เพราะอย่าลืมว่าการกลับมาเป็นนายกฯ ในครั้งนี้ พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ ที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้งมา ดังนั้นวิธีการคิดก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย นายกฯ ต้องเชื่อมั่นและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย สำคัญที่สุดคือการเคารพกติกาของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ สิ่งที่พรรครัฐบาลทำ โดยขอให้คนลืมๆ ไปนั้น เป็นการทำให้คนลืมในสิ่งที่ผิดกติกาและผิดจรรยาบรรณ ซึ่งในฐานะที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำประเทศ ไม่ควรมีความคิดเช่นนี้ แต่ควรส่งเสริมให้คนเครพและศรัทธากระบวนการประชาธิปไตย รวมถึงส่งเสริมให้คนมีจรรยาบรรณ

“การที่พรรคทางฝั่งรัฐบาลเสียงไม่พอ แล้วใช้วิธีฉกชิงวิ่งราว คะแนนเสียงจากเพื่อนบ้าน ด้วยการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ มันไม่ได้เป็นการปฏิรูปการเมือง ไม่ได้เป็นการทำให้ประชาธิปไตยแข็งแรงขึ้น ที่สำคัญข้ออ้างในการรัฐประหาร แล้วบอกว่าจะเข้ามาปฏิรูปการเมือง ผ่านมาเกือบ 6 ปี นี่หรือคือตัวอย่างที่ดีของการเข้ามาปฏิรูปการเมือง แต่นี่เป็นเหมือนการเมืองย้อนยุค กลับไปในปี 18 ดังนั้นจึงพิสูจน์ให้เห็นว่า การเมืองที่ใช้อำนาจ ใช้เงิน มันจบด้วยผลประโยชน์ เมื่อมีการเลือกตั้ง ก็มีการกล่าวอ้างกันทั่วไป ว่ามีการชื้อเสียงมากที่สุด เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็มีการดำเนินการอย่างที่ผิดๆ แบบที่เราเห็น มีการแจกกล้วย ข้อความงูเห่า แบบนี้มันเป็นการใช้อำนาจรัฐเข้ามาบีบ อำนาจเงิน มาบีบทั้งนั้น นี่หรือคือการปฏิรูปการเมือง ฉะนั้นพลเอกประยุทธ์ ต้องไปปรับความคิดแล้วก็ ให้พลเอกประยุทธ์ เข้าใจหลักการและเห็นระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเสียก่อน” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

ส่วนที่นายกฯ ออกมา ระบุว่า การโหวตคะแนนในสภา เป็นเรื่องอุดมการณ์ของแต่ละคนไม่เกี่ยวกับพรรคการเมืองนั้น เรื่องนี้คุณหญิงสุดารัตน์ มองว่า การกระทำดังกล่าว ผิดหลักการตั้งแต่แรกแล้ว เพราะหากโหวตแพ้ในสภา จะต้องมีการนับคะแนนตั้งแต่ตอนนั้น แต่สิ่งที่ทำอยู่คือการของโหวตใหม่ ซึ่งเรื่องนี้เอง ทำให้เห็นว่า รัฐบาลกำลัง ใช้อำนาจทุกอย่าง ไม่สนใจว่าจะผิดกติกา หรือจริยธรรมอย่างไร แต่การกระทำดังกล่าวก็เพื่อให้รัฐบาลอยู่รอดเท่านั้นเอง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่การปฏิรูปการเมือง แต่เป็นการปฏิรูปเพื่อตัวเองทั้งสิ้น

ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบ ส.ส.งูเห่าของพรรคเพื่อไทย ว่าครั้งนี้ก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดเลยหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำว่าจะดำเนินการอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นจะเป็นผู้ที่ทำลายระบบประชาธิปไตยเสียเอง ถึงแม้ที่ผ่านมาจะไม่เด็ดขาดชัดเจน แต่ในครั้งนี้พรรคมีมติและมีความชัดเจนในการจัดการกับ ส.ส.งูเห่าของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว

ธนาธร บุกบางแสน รณรงค์เลิกเกณฑ์ทหาร

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403291?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

ธนาธร บุกบางแสน รณรงค์เลิกเกณฑ์ทหาร

7 ธันวาคม 2562 – 20:58 น.
ธนาธร,รณรงค์,เลิกเกณฑ์ทหาร
เปิดอ่าน 308 ครั้ง

ธนาธร บุกชายหาดบางแสน รณรงค์ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารเปลี่ยนเป็นสมัคร ลั่น ต้องสร้างกระแสสังคม รณรงค์ทั่วประเทศ

วันที่ 7 ธันวาคม ที่บริเวณวงเวียนชายหาดบางแสน ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมทีมงานได้มาขึ้นเวทีปราศรัยหลังรถยนต์ เพื่อรณรงค์ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหารเปลี่ยนเป็นสมัครแข่ง โดยมีประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชายหาดบางแสนต่างสนใจ และมารับฟังกันอย่างมากมาย

นายธนาธรกล่าวว่า การเดินทางมาปราศรัยครั้งนี้ เนื่องจากช่วงหาเสียงได้กำหนดเป็นนโยบายในการหาเสียงว่าจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การจะออกพระราชบัญญัติจนผ่าน 3 วาระนั้นจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 251 เสียง แต่พรรคอนาคตใหม่มี 80 เสียงจะไม่ผ่านสภาวาระ 3 จึงได้ออกมารณรงค์เพื่อสร้างกระแสสังคม และให้ ส.ส.ต่างพรรคการเมืองให้การสนับสนุนจะรณรงค์ทั่วประเทศ

“ชาวบ้านคนจนๆ เมื่อถึงคราวเกณฑ์ทหารจะได้รับความเดือดร้อนมาก เมื่อลูกชายจะต้องไปเกณฑ์ทหาร ส่วนคนรวย คนที่มีการศึกษาจะได้รับการยกเว้นไปหมด จึงอยากให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารมาเป็นแบบสมัครใจ”
ทางด้านประชาชนที่เดินทางมารับฟังการปราศรัยกล่าวว่า อยากให้บทบาทหน้าที่ของทหารมีความชัดเจนในการปกป้องประเทศหรือช่วยเหลือประชาชนยามเกิดภัยพิบัติต่างๆ ไม่ใช่เอาทหารไปเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่


หลังจากปราศรัยแล้ว นายธนาธรได้เดินทางแจกแผ่นพับเกี่ยวกับการยกเลิกการเกณฑ์ทหารตั้งแต่บริเวณวงเวียนชายหาดบางแสนไปยังทางชายหาดแหลมแท่น

P-Move ผนวกแนวร่วมเรียกร้องรัฐ4 ข้อแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403290?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

 P-Move ผนวกแนวร่วมเรียกร้องรัฐ4 ข้อแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้

7 ธันวาคม 2562 – 20:20 น.
P-Move ผนวกแนวร่วม,เรียกร้องรัฐ4 ข้อ,แก้ปัญหาที่ดินป่าไม้
เปิดอ่าน 151 ครั้ง

เสวนาจากเคสปารีณา1,700 ถึงปัญหาที่ดินป่าคนจน นักพัฒนาเอกชน ชี้ รัฐบาลประยุทธ์ไร้มาตรฐาน ขอทบทวนนโยบายป่าแก่งชาติ กรองคนยากไร้จากนายทุนฮุบที่

จากกรณีปัญหาการครอบครองที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ที่เป็นข่าวครึกโครมต่อเนื่อง และมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการตรวจสอบ รวมทั้งการแก้ปัญหาป่าไม้ในประเทศ

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) ร่วมกับสถาบันวิจัยสังคมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ (มพน.) , มูลนิธิชุมชนไทกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน , คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป. อพช.) จัดเวทีเสวนาเรื่อง “จากปารีณา 1,700 ถึงกรณีปัญหาที่ดินป่าไม้ซึ่งคนจนรัฐบาลประยุทธ์มีมาตรฐาน? ” ณ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันที่ 7 ธ.ค.นี้

โดย “นายประยงค์ ดอกลำใย” ประธาน กป.อพช. และที่ปรึกษา P-Move ได้พูดถึงเรื่องนโยบายป่าไม้แห่งชาติว่า ตัวกฎหมายทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงนโยบายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ความผิดเพี้ยนนโยบายต่างๆ ตลอดจนปัญหาที่เกิดขึ้นที่กระทบกับชาวบ้าน โดย พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ส่วนหนึ่งสร้างความขัดแย้งเรื่องสิทธิที่ดิน ซึ่งเจตนารมณ์กฎหมายต้องการให้ป่าไม้ทั้งประเทศกลายเป็นที่ดินอยู่ในอำนาจของรัฐหลังจากที่อดีตเจ้านายหัวเมืองต่างๆ เคยให้มีสัมปทานชาวต่างชาติทำไม้

โดยกฎหมายดังกล่าวให้นิยามคำว่า “ป่า” หมายถึง ที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดิน ดังนั้นอย่างเช่น ที่ตั้งชุมชนซึ่งไม่มีการจดทะเบียนก็เป็นป่า แล้วแผนที่ประเทศแนบท้ายกฎหมายนี้ 320 ล้านไร่ ถ้าวันนั้นใครยังไม่ได้สิทธิที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าสภาพจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ จะไม่มีต้นไม้เลย หรือมีสวนลำไย สวนข้าวโพดอยู่ ถือเป็นป่าตามกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี้ยังมีผลบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน โดยในปี 2507 ก็มี พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติเกิดขึ้นแล้วประกาศทับซ้อนกับ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 ต่อมาก็ประกาศเขตป่าอุทยานแห่งชาติซ้อนทับอีกด้วย ดังนั้นป่าและอุทยานแห่งชาติที่มีในปัจจุบันเปรียบเหมือนขนมชั้นที่ซ้อนทับกันไป ซึ่งทำให้เห็นว่านิยามที่การประกาศไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ดังนั้นเวลาถูกดำเนินคดี คือบุกรุก ยึดถือ ครอบครองอุทยานแห่งชาติ ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ ที่ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นครอบครองที่ป่า ไม่ใช่ที่ดิน

ส่วนนโยบายป่าไม้แห่งชาตินั้น ก็มีเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2528 ที่มีมติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ เป็นประธาน โดยในปี 2528 ยังให้มีสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศโดยการขออนุญาตตามกฎหมาย ขณะที่การประกาศป่าสงวนแห่งชาติที่เริ่มตั้งแต่ ปี 2507 ทั่วประเทศ จนถึงปัจุบันมี 1,220 แห่ง ดังนั้นป่าทุกผืนนี้จึงเคยถูกสัมปทานมาแล้วทั้งสิ้น และมีมติต่อมาอีกปี 2532 , ปี 2562  ขณะที่ตามมติจากอดีตปี 2528 นั้น กำหนดให้ประเทศไทยต้องมีพื้นที่ป่า 40% ของพื้นที่ประเทศ โดยแบ่งเป็นป่าเศรษฐกิจ 25% ประมาณ 80 ล้านไร่แต่เมื่อเกิดอุทกภัยใหญ่กระทบหมู่บ้านด้วยท่อนซุง ในปี 2533 จึงยกเลิกสัมปทานป่าทั่วประเทศ และแบ่งสัดส่วนเพื่มเป็นป่าอนุรักษ์ 25% ลดสัดส่วนเป็นป่าเศรษฐกิจเหลือ 15% หรือ 48 ล้านไร่

ดังนั้นเท่ากับไทยต้องมีป่า 120 ล้านไร่ จึงจะเท่ากับ 40% ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศ แต่จริงๆ เรามีป่าแค่ 31% หรือ 102 ล้านไร่ตามภาพถ่ายทางอากาศ ดังนั้นหากจะทำตามมติคณะกรรมการนโยบายป่าแห่งชาติ ต้องหาพื้นที่เพิ่มอีก 26-28 ล้านไร่ ขณะที่คณะกรรมการฯ ดังกล่าวมีมติล่าสุดเดือนที่ผ่านมาว่ายืนยันเหมือนเดิมให้ไทยต้องมีพื้นที่ป่า 40% เป็นป่าอนุรักษ์ 25% โดยตอนนี้กรมอุทยานแห่งชาติประกาศป่าได้แค่ 71 ล้านไร่เศษ ยังเหลืออีก 9 ล้านไร่เศษ ก็ราว 21 แห่งโดยทั้งหมดนั้นยังมีชาวบ้านอยู่ทั้งสิ้น จึงไม่เป็นธรรมกับประชนทั้งจากกฎหมายเดิมและมติคณะกรรมการฯ

ขณะที่หากจะให้เป็นธรรมแปลว่าทุกจังหวัดจะต้องทีพื้นที่ป่า 40% ซึ่งตัวอย่าง จ.แม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ป่า
86% ลำปางมี 70% น่านมี 61% เช่นนี้แปลว่าสามารถจัดสัดส่วนเกิน 40% มาให้ประชาชนใช้เป็นที่ทำกินได้ อันนี้ก็พูดเชิงคณิตศาสตร์ และ กทม.ก็ต้องมีป่าด้วย 40% แต่ในวันนี้ที่กำลังมีความพยายามกำลังจะทวงคืนผืนป่าจากที่ต่างๆ ซึ่งบางส่วนมีที่ป่าเกินแล้วจะเอาไปชดเชยให้กับส่วนที่ขาดนั้น เป็นนโยบายไม่เป็นธรรม

ขณะที่นโบาย คสช.ที่ออกประกาศตั้งแต่ปี 2557 ว่าจะให้มีป่า 40% ในปี 2567 ดังนั้นต้องทวงคืนปีละ 2.8 ล้านไร่ อันนี้ก็คืออีกหนึ่งต้นตอของความขัดแย้ง โดย 5 ปีที่ผ่านมาเหมือนกำลังประกาศเป็นศัตรูกับประชาชน 10 ล้านคนที่อยู่พื้นที่ป่าซึ่งหากคิดเช่นนี้ก็จะล้มเหลว โดยสิ่งที่ คสช.ได้ทำ คือออกคำสั่งที่ 64,66/2557 แล้วบอกว่าการทวงคืนจะไม่กระทบกับผู้ยากไร้

แต่ใน จ.น่าน ล่าสุด 298  ราย โดยไม่มีคัดกรองว่าเป็นผู้ยากไร้หรือไม่ ต่อมามีการเรียกร้องให้คัดกรอง ก็พบว่า  48 รายที่เข้าสู่กระบวนการนั้นพบเป็นผู้ยากไร้หมดเลย โดยก็มีเหตุหนึ่งคือการจับพี่แสงเดือน เป็นผู้ยากไร้ โดยมีหลักฐานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาท  (นางแสงเดือน ตอนยอดหรือวันหนึ่ง ยาวิชัยป้อง ชาวบ้านแม่กวัก ต.บ้านอ้อน อ.งาว จ.ลำปาง) คดีขึ้นศาลรอตัดสิน 18 ธ.ค.นี้ ดังนั้นการทวงคืนผืนป่าที่บอกไม่กระทบผู้ยากไร้ก็ไม่เป็นจริง ซึ่งรอบ 5 ปีที่ผ่านมานี้ มีผู้ถูกดำเนินคดี 46,000 คดี แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่ากรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ มีคดีที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 38% ในปีแรกของการประกาศทวงคืนผืนป่า และในเขตป่าอุทยานเพิ่มขึ้น 18% จากปกติก่อน มีคสช.เข้ามา แต่ที่น่าเสียใจคือกรมอุทยานฯและป่าไม้ ไม่สามารถบอกได้ 46,000 คดี เป็นนายทุนเท่าใด  เป็นชาวบ้านเท่าใด เพราะตามนโยบาย คสช.ย้ำต้องไม่กระทบ 1.ผู้ยากไร้ 2.ผู้มีรายได้น้อย 3. ไม่มีที่ดินทำกินของตัวเอง

ส่วนเรื่องป่าชุมชน ที่ยุค คสช. ประกาศใช้ พ.ร.บ.ป่าชุมชนฯแล้วแต่เรื่องขัดแย้งที่ต่อสู้มา 35 ปียังไม่ได้รับการแก้ไขโดย พ.ร.บ.นี้ คือการจัดตั้งป่าวัด ป่าบ้าน ป่าโรงเรียน ป่าช้า จัดตั้งป่าเสื่อมโทรมไม่มีคุณค่าแล้วให้ชุมชนมาร่วมรักษา ตนจึงจะเรียกว่า พ.ร.บ.ป่าช้า มากกว่า ขณะที่คำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ให้กรมป่าไม้-อุทยานฯ สำรวจการอาศัยทำกินของชาวบ้านได้เฉพาะป่าที่ประกาศอุทยานแล้วสำรวจให้เสร็จ 240 วัน แล้วพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติอีก 21 แห่ง ประมาณ 9 ล้านไร่ที่กำลังจะประกาศ ชุมชนจะไม่มีสิทธิเลย

ส่วนเรื่อง 2 มาตราฐานหรือไม่นั้น มีกรณีน่าสนใจ ให้บริษัทปูนขนาดใหญ่ สัมปทานระเบิดหิน 3,000 ไร่ในพื้นที่ชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 1-2 ได้โดยไม่มีผลกระทบ แต่กับประชาชนที่อยู่มาก่อนปี 2515 ใช้ที่ดินไม่ได้

“และที่มีคำสั่ง คสช.ที่ 36/2559 เจตนาดีให้ทวงคืนพื้นที่ ส.ป.ก.ที่มีนายทุนครอบครองอยู่แล้วยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน ที่ยังไม่ได้เอามาจัดสิทธิ ก็มีที่ดินที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดิน 500 ไร่ขึ้นไป ซึ่งคำสั่งนี้ออกเดือน ก.ค.59 ให้ ส.ป.ก.ทวงคืนให้หมดแล้วมาจัดสรรให้ชาวบ้าน แต่ปรากฏว่าที่ดินที่คุณปารีณา ครอบครองเป็นที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน แล้วทำไมปี 59-60 จึงไม่โดน รอดตาไปได้อย่างไร และต่อมาพบว่าที่ดิน จ.ราชบุรี มีการทวงคืน 9 แปลงอยู่ที่ อ.ดอนบึง 2 แปลง  ที่ ต.ลานบัวซึ่งเป็นที่ดินของคุณปารีณาแปลงเดียวในหมู่ 8 ส่วนที่ดินของคุณปารีณาที่มี ภบท.5 อยู่ในหมู่ 6 ไม่รู้ว่าอยู่ไกลกันมากหรืออย่างไร ส.ป.ก.จึงไปไม่ถึง”

ดังนั้นควรทบทวนมติคณะกรรมการนโยบายป่าแห่งชาติ โดยให้ยกระดับป่าธรรมชาติ เป็นป่าอนุรักษ์ให้หมด แล้วให้ประชาชนร่วมมาดูแลอย่างยั่งยืน ส่วนป่าอุทยานให้ท้องถิ่นดูแล และยุบรวม 3 กรมป่าไม้ , กรมอุทยานฯ , กรมทะเลและชายฝั่ง เพื่อลดงบประมาณ โดยเปลี่ยนชื่อเป็นกรมส่งเสริมจัดการทรัพยากรป่าไม้ และการส่งเสริมท้องถิ่นรักษาป่า พร้อมกับให้มีคณะกรรมการตรวจสอบการดำเนิน 46,000 คดีว่าเป็นนายทุนหรือไม่ หากไม่ใช่นายทุนแต่เป็นผู้ยากไร้ก็ให้นิรโทษกรรมให้หมด รวมทั้งการจัดหาที่ดินทำกินเพื่อเป็นการเยียวยาให้ผู้ยากไร้เหล่านี้ที่ถูกดำเนินคดีไปโดยขัดหลักการด้วย ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการจับกุมผู้ยากไร้ถือว่าขัดคำสั่ง คสช.นั้น ก็ต้องถูกดำเนินคดีไปเพราะถือว่าไม่ดำเนินการตามคำสั่ง คสช.ที่ 64,66/2557 ขณะเดียวกันยังต้องทบทวนกฎหมาย พ.ร.บ.ป่าชุมชุน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ออกโดย สนช.สมัย คสช. ด้วยเพราะ ประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลย แล้วแก้ไขให้ถูกหลักการมีส่วนร่วม , การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นตรวจสอบได้ , เรื่องสิทธิชุมชน และหลักสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ “นายสุมิตรชัย หัตถสาร” ผอ.ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น และทนายความซึ่งเคยทำคดีให้กับชาวบ้านเกี่ยวกับพื้นที่ป่านั้น มองว่า ช่วงปี 2557-58 ที่มีกระบวนการให้ชาวบ้านออกมาแสดงตัวเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินนั้นว่าหากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ต้องคืนที่ให้รัฐ โดยมีการให้เซ็นเอกสารแต่กระบวนการตรวจสอบนั้นกลับเป็นการย้อนศรมาทำให้ชาวบ้านถูกดำเนินคดี ดังนั้นก่อนจะเอาคำสั่ง คสช.ที่ 64,66/2557 มาใช้ จริงๆ แล้วคุ้มครองใคร และไม่รู้ว่าความหมายนายทุนของรัฐคืออย่างไรบ้าง ดังนั้นอยากเห็นข้อมูลว่า 700,000 ไร่ที่ยึดมานั้นเป็นใครบ้าง นายทุนจริงหรือไม่ หรือยึดจากชาวบ้าน และเป็นคำถามใหญ่ว่าการดำเนินการถูกต้องชอบธรรมจริงหรือไม่             2.ประเด็นปัญหาใหญ่อีกข้อคือกระบวนการต่อสู้คดีมีกระบวนการบางอย่างเหมือนกดดันให้ยอมรับสารภาพ ไม่สู้คดี หากสู้คดีต้องไฟท์อย่างมาก เหมือนที่เคยได้ยินว่าเป็นคดีนโยบาย เรื่องนี้สำคัญว่าฝ่ายนโยบายมีอิทธิพลหรือไม่โดยเรื่องนี้ต้องถกเถียงกันต่อไป  ขณะที่อยากฝากให้คิดถึงเรื่องต้นทุนทางคดี เชิงเศรษฐศาสตร์ โดยผลวิจัยของ TDRI เกี่ยวกับต้นทุนการทำคดีอาญาพบว่า มีค่าใช้จ่าย 70,000 บาท/คดี หากคำนวณรัฐใช้เงินภาษี เราถึง 2,800 ล้านบาท ในการดำเนินคดีทวงคืนผืนป่า 46,000 คดี ที่ยังไม่รู้ว่าเป็นชาวบ้านเท่าใด แต่สุดท้ายเป็นเหมือนการผลิตคนจน และผลิตความเหลื่อมล้ำเพิ่มจากการทวงคืนผืนป่าโดยไม่คัดกรองให้เป็นธรรม ซึ่งในรอบ5 ปีเท่ากับเราใช้เงินมหาศาล แล้วเราได้ป่าคืนมาหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีเรื่องการคิดค่าเสียหายที่เรียกว่าค่าทำโลกร้อน 500,000 บาท/ไร่ กับผู้ถูกดำเนินคดีหากเป็นชาวบ้านก็ลำบากหาทรัพย์สินมาชำระ คำถามคือค่าเสียหายคิดคำนวณจากสิ่งใด

อย่างไรก็ดีอยากเสนอ ให้ทบทวนกฎหมายที่ซ้อนทับกันเป็นขนมชั้น ซึ่งถึงเวลาที่ต้องทำให้สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ โดยรวบรวมกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาเป็นประมวลกฎหมายป่าไม้ คล้ายประมวลกฎหมายอาญา และให้ปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวข้องป่าไม้ทรัพยากรทั้งหมด โดยให้กลับไปฝ่ายนิติบัญญัติดูแลสังคยานาใหม่ให้สอดคล้องกับวิถีประชาชน และเสนอออกกฎหมายนิรโทษกรรมกับผู้ถูกดำเนินคดีป่าไม้ที่ไม่เป็นธรรม

จากมุมมองทัศนะ ของนักพัฒนาเอกชน และนักกฎหมาย รวมทั้งการสะท้อนประสบการณ์จากชาวบ้าน
“กลุ่ม P-Move และเครือข่าย” ซึ่งประกอบด้วย ประชาชน นักพัฒนาเอกชน นักวิชาการและนักกฎหมาย ได้ออกร่วมแถลงการณ์ ข้อเรียกร้องต่อรัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ในการแก้ไขปัญหาที่ดินป่าไม้ จากเรื่องราวจากคนเล็กคนน้อย ผู้ที่เผชิญกับผลกระทบอย่างรุนแรงจากนโยบายการทวงคืนผืนป่าสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างมหาศาลของสังคมไทย และความเหลื่อมล้ำ มาตรฐานเลือกปฏิบัติของรัฐต่อประชาชนคนยากคนจน กับนายทุน และนักการเมืองผู้มีอำนาจอิทธิพล

โดยมีข้อเรียกร้อง 4 ข้อ ดังนี้ 1.การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้เป็นอิสระและให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงจากพื้นที่พิจารณาให้มีการนิรโทษกรรมให้แก่ชาวบ้านที่โดนดำเนินคดีอันเนื่องมาจากนโยบายทวงคืนผืนป่าและคดีที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะชาวบ้านที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนโยบายของรัฐรวมถึงความบิดเบือนในการดำเนินการอาทิคดีโลกร้อน โดยจะต้องมีการจัดตั้งกองทุนเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทนทั้งในระดับบุคคลครอบครัวและชุมชนจากกฎหมาย นโยบาย และการดำเนินการที่ผิดพลาดของทุกหน่วยงาน

2.รัฐบาลจะต้องยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่าแผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ พ.ศ.2557 โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทว.)  เพื่อยุติการขยายผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวทันที และจะต้องให้เอาหน่วยงานทหารและหน่วยงานด้านความมั่นคงออกจากกลไกการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดิน เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านที่ดินและทรัพยากรป่าไม้สามารถแก้ไขปัญหาร่วมกับชุมชนและผู้ได้รับผลกระทบ

3.การปฏิรูปกฎหมายป่าไม้ ทบทวนและแก้ไขนิยามคำว่าป่าไม้ ตามมาตรา 4 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) , พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับป่าไม้ที่ดินทุกฉบับ รวมทั้งคำาสั่งภายใต้รัฐบาล คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เนื่องจากเป็นนโยบายและกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชนในวงกว้าง รัฐจะต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการดำเนินการทางนโยบายและกฎหมายจะต้องยืนอยู่บนหลักการสิทธิมนุษยชนการรับรองสิทธิชุมชน และจะต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและประชาชนสามารถเข้าถึงที่ดินอันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพได้อย่างเป็นธรรม

4.รัฐจะต้องเปิดเผยข้อมูลการครอบครองที่ดินยกเลิกการประกาศที่ดินรัฐทุกประเภทที่ซ้อนทับกับที่อยู่อาศัยและที่ดินหรือพื้นที่สาธารณะของชุมชนจัดการตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อผู้กระทำผิดในการออกเอกสารสิทธิที่ดิน และ/หรือผู้ที่ครอบครองที่ดินโดยผิดกฎหมายโดยเฉพาะนายทุนและนักการเมืองที่มีการใช้อิทธิพลและอำนาจในการครอบครองที่ดินเ พื่อการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) หรือ ภบท. อย่างมิชอบ รวมถึงให้ผู้เกี่ยวข้องทุกระดับจะต้องแสดงความรับผิดชอบในทุกกรณีทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว

“ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม จะร่วมกับเครือข่ายประชาชนทั่วประเทศ เพื่อติดตามสถานการณ์การจัดการป่าไม้ที่ดินของรัฐและการแก้ปัญหาที่ดินของคนจนตามข้อเรียกร้องดังกล่าวให้มีผลปฏิบัติจนถึงที่สุด”

นี่คืออีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของการเรียกร้อง สิทธิชุมชนในการจัดการกับทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งการตรวจสอบแก้ปัญหาของรัฐที่จะกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้หรือไม่

วรวัจน์ ชี้อนุฯงบสัมมนาฝ่ายรัฐบาล ลักหลับฝ่ายค้าน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/politic/403284?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=politic

วรวัจน์ ชี้อนุฯงบสัมมนาฝ่ายรัฐบาล ลักหลับฝ่ายค้าน

7 ธันวาคม 2562 – 20:01 น.
วรวัจน์,อนุฯงบสัมมนาฝ่ายรัฐบาล,ลักหลับฝ่ายค้าน
เปิดอ่าน 145 ครั้ง

วรวัจน์ ชี้อนุฯงบสัมมนาฝ่ายรัฐบาล ลักหลับฝ่ายค้าน อนุมัติงบ100ล.ให้มูลนิธิ เอกชนกลางดึกส่อไม่ถูกต้อง

วันที่ 7  ธันวาคม  2562  นายวรวัจน์  เอื้ออภิญญกุล รองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณ ด้านการฝึกอบรม   สัมมนา   ประชาสัมพันธ์   ค่าจ้างเหมาบริการ  ค่าจ้างที่ปรึกษา  การวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยี   ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการต่างประเทศของส่วนราชการ  งบเงินอุดหนุน  งบรายจ่ายอื่นๆ และทุนหมุนเวียน เปิดเผยว่า

ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการฯพบว่า มีประเด็นอนุมัติ เม็ดเงินงบประมาณตรงให้ภาคเอกชน ซึ่งมิใช่หน่วยรับงบประมาณ ตามพรบ.วิธีการงบประมาณปี61 จึงขอให้นำเรื่องเข้าปรึกษาในกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณชุดใหญ่ และขอปิดประชุม เมื่อเวลาเที่ยงคืนเศษ แต่ปรากฎว่าเมื่อเวลาตี1 ของคืนดังกล่าว อนุฯกรรมาธิการซีกรัฐบาล ได้ตามอนุฯกรรมาธิการซีกรัฐบาลจนครบองค์ประชุมและอนุมัติงบประมาณ100ล้านบาทให้มูลนิธิ พระยาสุริยานุวัตร ที่มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์เป็นประธานกรรมการมูลนิธิ

โดยสภาพัฒน์ที่มีนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เป็นเลขาธิการ และเป็นคนเดียวกับผู้นำเสนอจึงนำเรื่องดังกล่าวไปทักท้วงวิธีดำเนินการในคณะกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณ  ทั้งนี้การจัดตั้งมูลนิธิดังกล่าว มีความพยายามจัดตั้งในปี 2561 แต่ติดปัญหาจึงเพิ่งจะเสร็จเรียบร้อยเมื่อเดือนเมษายน2562

จึงเป็นที่น่าสงสัยว่า การรีบร้อนผ่านงบประมาณ จำนวนดังกล่าว มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และเป็นการถูกต้องหรือไม่

Dubai’s magical geometric architecture a treat for tourists

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/travel/30379190?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Dubai’s magical geometric architecture a treat for tourists

Dec 08. 2019
Tourists also enjoy taking pictures of the Burj Al Arab, a luxury hotel in Dubai that resembles a ship’s sail.

Tourists also enjoy taking pictures of the Burj Al Arab, a luxury hotel in Dubai that resembles a ship’s sail.
By Wichit Chaitrong
The Nation

1,137 Viewed

The Burj Khaifa in Dubai is the world’s tallest skyscraper at 828 metres high.

The Burj Khaifa in Dubai is the world’s tallest skyscraper at 828 metres high.

The Burj Khaifa in Dubai is the world’s tallest skyscraper at 828 metres high.

Lifts moving at 10 metres per second give visitors just a hint of the dizzying experience in store for them as they reach the designated observatory floor at 555.7 metres.

A spectacular view of the city all the way to the horizon awaits people on days when they are lucky to have clear skies. Selfies with wings of a bird as the backdrop are the most popular among visitors.

The design of the building is said to be inspired by Islamic architecture in the region such as the 9th-century Great Mosque of Samarra located in Iraq.

Water dance-Dubai Dance Fountain and light show on the Burj Khalifa building also draw tourists from the nearby shopping mall.

Frame tower is a simple architecture but it also draws tourists to celebrate its elegance and take selfies.

Tourists also enjoy taking pictures of the Burj Al Arab, a luxury hotel in Dubai that resembles a ship’s sail.

The marvel of curved designs and decorative works at the Grand Mosque in Abu Dhabi also impress visitors.

Off-road rides and sightseeing of sand dunes also give visitors a unique experience of the unique landscape.

The shape and engineering of wind towers to deal with the hot weather is also very interesting. People used to build these towers in their buildings a long time ago as it could draw breeze into their homes. Another technique is creating shade to lessen the impact of the sun’s hot rays.

In modern times, architecture and engineers have adapted ancient wisdom with new technology and new geometric shapes that better serve the challenge of coping with the high temperature.

Staff at the Masdar City project said residential buildings stand close to each other in order to create shade for residents when they walk around the area. The government intends to make Masdar City, which is spread over six square kilometres, the world’s first carbon-neutral and seriwaste city. The project is under construction and a solar energy facility is part of it.

Wind towers cool the weather from higher space to the ground and water springs add naturally cooler surroundings for residents.

Historically, great thinkers in the Middle East have played an important role in storing and advancing knowledge, including geometric science during the medieval ages when the West was almost in darkness .

The Middle East has probably been the land of wonderful geometric knowledge and architecture since ancient times.

Geometric solution of 'squares and roots equal to numbers'. Illustration credit: Ian Stewart, author of the book "Significant Figures: Lives and Works of Trailblazing Mathematicians".

Geometric solution of ‘squares and roots equal to numbers’. Illustration credit: Ian Stewart, author of the book “Significant Figures: Lives and Works of Trailblazing Mathematicians”.

People have been entertained by this geometric solution of squares and roots equal to numbers since around 830AD when the Middle East thinker Muhammad ibn Musa al-Khwarizmi wrote a popular book on mathematics, “The Compendious Book on Calculation by Completion and Balancing”.

Chilling – literally – by the lake

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/travel/30379189?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Chilling – literally – by the lake

Dec 07. 2019
By The Nation

1,485 Viewed

Tourists flocked to Kwan Phayao Lake in Phayao Province on Saturday (December 7) to take advantage of the cold weather and admire the natural surroundings

Kwan Phayao – the word “Kwan” means means “lake” or “large swamp” in the northern Thai language is shaped like a half-circle, and is the largest freshwater lake in the northern region and the fourth largest in the country. It is 1.5 metres deep, and covers an area of about 1,980 hectares.

Some 50 species of fish are found in the lake, Phayao is about 691 kilometres from Bangkok and covers an area of 6,335 square kilometres. Temperatures is the area are currently hovering around 10 degrees Celsius.

New museum pass launched

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30379202?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

New museum pass launched

Dec 08. 2019
By The Nation

44 Viewed

Museum Siam sets out to make learning more fun with the launch of the “Thailand Museum Pass” that allows holders to visit 64 museums across the country for free and enjoy a range of special privileges at participating stores for just Bt299. It is hoped that the card will encourage Thais as well as foreign tourist to travel round the country and discover Thailand’s rich history, ancient cultures and far more.

The Thailand Museum Pass is available from now through December 31, 2020 for Bt299 and is valid for one year from date of activation. It is on sale at 38 museums nationwide and online from the museum’s website and through the Museum Thailand app. Find out more at www.facebook.com/thailandmuseumpass.