เปิดนวัตกรรมใหม่เก็บนมแม่ไร้สารปนเปื้อน

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447446

เปิดนวัตกรรมใหม่เก็บนมแม่ไร้สารปนเปื้อน

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ชุดให้นม NMT Set

“นมแม่” เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก ส่งผลต่อการรอดชีวิต สุขภาพ โภชนาการและการเจริญเติบโตของเด็กทั้งระยะสั้นและระยะยาว นมแม่เปรียบเหมือนวัคซีนแรกของลูก ที่จะช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ลูกแข็งแรงไม่เจ็บป่วยบ่อย ที่สำคัญงานวิจัยชี้ว่าเด็กที่กินนมแม่สามารถมีไอคิวดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับสารอาหารจากนมแม่ อีกทั้งองค์การอนามัยโลกและยูนิเซฟยังแนะนำว่า เพื่อประโยชน์แก่ลูกน้อยอย่างเต็มที่ แม่ควรให้นมทันทีในช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอดโดยให้นมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก และให้นมแม่ต่อเนื่องควบคู่กับอาหารตามวัย ตั้งแต่เดือนที่ 6 จนลูกอายุ 2 ขวบ หรือนานกว่านั้น แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน คุณแม่ส่วนใหญ่ต้องทำงานนอกบ้าน ดังนั้นการปั๊มนม และการเก็บนมรวมถึงข้อจำกัดในเรื่องเวลาต่างๆ ส่งผลให้แม่มีความกังวลใจเป็นอย่างมาก

ด้วยปัญหาที่คุณแม่ทั้งหลายต้องพบเจอ ล่าสุด บริษัท แอ๊บป้า อินดัสตรีส์จำกัด ผู้นำธุรกิจ OEM ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ปฐมภูมิ (Primary Packaging) มานานกว่า55 ปี จึงได้คิดค้นและพัฒนาชุดให้นมNMT Set ภายใต้แบรนด์ เจนนัลลี่(Genally) ที่มีนวัตกรรม No Milk Transfer Hygienic System ครั้งแรกของไทยมาเป็นตัวช่วยให้คุณแม่ยุคใหม่ โดยภายในงานได้รับเกียรติจากครอบครัวคนดัง นำโดย นิวเคลียร์-หรรษา, ดีเจเพชรจ้า-วิเชียร กุศลมโนมัย และน้องไทก้า ตัวแทนครอบครัวคนรุ่นใหม่ ที่มาบอกเล่าประสบการณ์วิธีการเลี้ยงลูกให้เติบโตสมวัย พร้อมเปิดเผยการใช้ชีวิตให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจาก พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุลกุมารแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมนเด็ก) มาร่วมถามตอบถึงปัญหาต่างๆ ที่คุณแม่ส่วนใหญ่มักพบเจออีกด้วย

ประพนธ์ กุลไพศาล

ประพนธ์ กุลไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บป้า อินดัสตรีส์จำกัด กล่าวว่า “ที่ผ่านมาคุณแม่ยุคใหม่ต้องพบเจอกับปัญหาการเตรียมอุปกรณ์การให้นมเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเวลาไปทำงาน หรือเวลาเดินทางออกไปท่องเที่ยวนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ที่นึ่งขวดนม กระเป๋าเก็บความเย็น ขวดนม ถุงใส่นม หรือที่ปั๊มนม เราจึงนำปัญหาในข้อนี้มาคิดค้นจนเกิดเป็นชุดให้นม NMT Easy Set ที่ใช้นวัตกรรม No Milk TransferHygienic System นวัตกรรมที่ได้จดสิทธิบัตรไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดขั้นตอนในการให้นมแม่กับลูกน้อย ให้มีความสะดวกและปลอดภัยมากขึ้นกว่าวิธีการที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบันโดยที่น้ำนมของคุณแม่จะสัมผัสถุงนมเพียงถุงเดียวตั้งแต่ขั้นตอนการปั๊มนมไปจนถึงขั้นตอนการป้อนนมให้ลูกน้อยโดยไม่มีการถ่ายเทน้ำนมระหว่างถุงและภาชนะอื่น จึงสามารถป้องกันไม่ให้น้ำนมปนเปื้อนกับเชื้อโรคที่อาจติดกับภาชนะอื่นได้ 100% และยังช่วยลดขั้นตอนการล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคขวดนมได้อีกด้วย

“ชุดให้นม NMT Set จะมีข้อต่ออะแดปเตอร์พร้อมถุงเก็บน้ำนม ที่คุณแม่สามารถนำไปต่อเข้ากับหัวเกลียวเครื่องปั๊มนมยี่ห้อชั้นนำทั่วไปที่มีในท้องตลาดหรือที่คุณแม่ใช้อยู่ ซึ่งน้ำนมของคุณแม่จะสามารถบรรจุใส่ถุงได้เลยโดยไม่มีการถ่ายเทน้ำนมระหว่างถุงและภาชนะอื่นจึงช่วยลดการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมต่างๆ ในระหว่างให้นมลูกได้เป็นอย่างมาก” คุณประพนธ์กล่าว

พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล

พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล กุมารแพทย์เฉพาะทาง ด้านต่อมไร้ท่อ (ฮอร์โมนเด็ก) กล่าวว่า นมแม่เป็นสารอาหารธรรมชาติ ปลอดภัยต่อลูกมากที่สุด ไม่มีนมชนิดไหนที่จะมีสารอาหารครบถ้วนเหมือนนมแม่ ต่อให้เทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวไกลไปแค่ไหน ก็ไม่สามารถคิดค้น “นม” ชนิดอื่นๆ มาทดแทนน้ำนมจากอกแม่ได้นอกจากนี้นมแม่ยังช่วยลดปัญหาการท้องผูก เพราะนมแม่ย่อยง่าย ไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว เด็กที่ทานนมแม่จะมีน้ำหนักตัวสมวัย ไม่อ้วนและผอมเกินไปอีกทั้งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อนมชนิดต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันราคาค่อนข้างสูงอีกด้วย

“นมแม่จะมีมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับอาหาร การพักผ่อน และอารมณ์ของแม่เป็นหลัก หากคุณแม่ดูแลร่างกายอย่างดี กินอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพอเพียง และบริหารอารมณ์ตัวเองให้ดีอยู่เสมอ ก็จะมีนมแม่มากพอให้ลูกของเรากินแน่นอน แต่ในปัจจุบันคุณแม่ยุคใหม่ มีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป คุณแม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ดังนั้นคุณแม่ก็จะมีปัญหาเรื่องการให้นมมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการปั๊มนมเก็บ คุณแม่ต้องพกอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย บางคนถึงกับถอดใจยิ่งเวลาเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ คุณแม่ก็จะต้องกังวลกับการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ มากมาย ซึ่งการปั๊มนมเก็บ หากวิธีเก็บไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้น้ำนมมีสารปนเปื้อน เมื่อนำมาให้ลูกทาน สารอาหารบางอย่างก็หายไปได้”

นอกจาก ชุดให้นม NMT Set แล้วเจนนัลลี่ ยังมีผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ อาทิ กระเป๋าเก็บอุปกรณ์เครื่องใช้เด็กสำหรับเดินทาง แผ่นการเรียนรู้ LiKu byGenally เสื่ออัจฉริยะพูดได้ 6 ภาษาโดยวางจำหน่ายที่แผนกผลิตภัณฑ์เด็กในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ

คุณพ่อเพชรจ้า คุณแม่นิวเคลียร์ และน้องไทก้า กุศลมโนมัย

ปวดคอ-ปวดหลัง อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447440

ปวดคอ-ปวดหลัง อาจไม่ใช่แค่ออฟฟิศซินโดรม

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

หนุ่มสาวชาวออฟฟิศคงคุ้นหูกับ “ออฟฟิศซินโดรม” กันเป็นอย่างดีและคงจะรู้กันดีด้วยว่า อาการปวดคอ ปวดหลัง ปวดไหล่ จากการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันเป็นจุดเริ่มต้นของโรคนี้ แต่ถึงจะรู้สาเหตุ หลายๆ คนก็ยังเลือกที่จะปล่อยไว้ คิดว่ากินยาเดี๋ยวก็ดีขึ้น ไปนวดเดี๋ยวก็หาย โดยไม่ได้คำนึงเลยว่าการละเลยอาการปวดเหล่านี้อาจนำไปสู่โรคที่ร้ายแรงยิ่งกว่าอย่างโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

นายแพทย์พิษณุ สุนทรปิยะพันธ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูและกายภาพบำบัด โรงพยาบาลพญาไท 2 อธิบายว่า คนทำงานออฟฟิศที่มักจะนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานาน ร่างกายใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวมากเกินไปจนเกิดเป็นอาการปวด มักเป็นกันมากบริเวณคอ ไหล่ และหลัง จึงเรียกกลุ่มอาการเหล่านี้ว่า ออฟฟิศซินโดรม ซึ่งหากผู้ป่วยยังปล่อยปละละเลย ทำพฤติกรรมการนั่งในท่าที่ไม่เหมาะสมเช่นนี้ต่อไปอีกเรื่อยๆ จนอาการปวดรุนแรงขึ้น ควรมาพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม เพราะอาจมีสาเหตุมากกว่าการปวดกล้ามเนื้อ แต่มาจากกระดูกสันหลังเสื่อม หรือหมอนรองกระดูกปลิ้นมากดทับเส้นประสาทที่อยู่ข้างเคียง ซึ่งหากไปกดทับประสาทส่วนที่เชื่อมโยงกับอวัยวะไหน ก็จะทำให้ปวดร้าวลงไปถึงส่วนนั้น โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะมีอาการที่รุนแรงกว่าโรคออฟฟิศซินโดรม ปวดทรมานจนส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน และหากปล่อยไว้นานจนเส้นประสาททำงานได้น้อยลงทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ไปจนถึงไม่สามารถควบคุมแขนขาได้

นพ.พิษณุ สุนทรปิยะพันธ์

เมื่อคนทำงานออฟฟิศรู้สึกปวด เมื่อย ตึงกล้ามเนื้อ ก็มักจะทึกทักว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม แต่แท้จริงแล้วอาการปวดบางอย่างอาจเป็นสัญญาณเตือนว่า นี่ไม่ใช่แค่โรคออฟฟิศซินโดรมธรรมดาทั่วไป หากมีอาการดังต่อไปนี้ อาจเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทแล้ว นั่นคือ 1.มีอาการปวดหลังยาวนานกว่า 2-4 สัปดาห์ 2.หากมีการกดทับเส้นประสาทบริเวณเอว คนไข้จะมีอาการปวดหลังร้าวลงขา อาจเป็นข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง หากปล่อยทิ้งไว้จนเป็นหนักขึ้น กล้ามเนื้อขาจะอ่อนแรง ควบคุมการเดิน และการขับถ่ายไม่ได้ 3.หากมีการกดทับเส้นประสาทบริเวณต้นคอ คนไข้จะมีอาการปวดคอร้าวลงแขน แขนอ่อนแรง หรือชา ไปจนถึงไม่สามารถควบคุมการใช้มือได้ 4.เวลาไอ จาม หรือเบ่งจะรู้สึกปวดลึก เนื่องจากเกิดแรงดันในไขสันหลัง

ถ้าสำรวจตัวเองแล้วพบว่ามีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์ หากสงสัยว่าเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แพทย์จะส่งคนไข้เข้ารับการตรวจ MRI หรือ CT Scan เพื่อวินิจฉัยดูความรุนแรงและหาแนวทางในการรักษา ซึ่งมีหลายวิธีการ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค ในผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากแพทย์อาจแนะนำให้ทานยา และทำกายภาพบำบัด แต่หากผู้ป่วยมีอาการที่ค่อนข้างรุนแรง แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการของโรคออฟฟิศซินโดรมหรือหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ก็ป้องกันได้แค่เปลี่ยนพฤติกรรม ดังนี้ 1.ยืนเส้นยืนสายให้บ่อย เพราะอาการป่วยของโรคเหล่านี้เกิดจากการอยู่ในท่าเดิมนานๆ จึงควรพักทุก1 ชั่วโมง ขณะพักควรลุกขึ้นขยับร่างกาย และยืดกล้ามเนื้อ เพื่อเป็นการพักไม่ให้กล้ามเนื้อ ตึงเกินไปจนเกิดอาการปวด 2.ปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้อง รวมไปถึงปรับอุปกรณ์ในออฟฟิศให้เหมาะกับศีรษะ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ หรือการจัดวางคอมพิวเตอร์ล้วนมีผลต่อท่านั่ง ควรปรับองศาให้พอดี ไม่รู้สึกว่าต้องยกตัวหรือโน้มตัวจนเกินไปเวลาทำงาน เวลานั่งเท้าต้องวางบนพื้นได้พอดี หากไม่ถึงควรมีที่รองเท้ามาช่วยเสริม 3.ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ทำให้โอกาสเสี่ยงเป็นออฟฟิศซินโดรมน้อยลง แต่ไม่ควรเล่นกีฬาที่เอ็กซ์ตรีมมากจนเกินไป เพราะการบิดตัวอย่างรวดเร็วและกะทันหัน มีส่วนทำให้หมอนรองกระดูกเกิดการเสื่อมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้เหมือนกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แค่คนทำงานออฟฟิศเท่านั้นที่เสี่ยงเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม และหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท แต่คนที่ใช้งานร่างกายหนักด้วยท่าทางที่ไม่ถูกต้องบ่อยๆ หรือใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ต่อเนื่อง เช่น พนักงานขับรถ พนักงานยกของ พนักงานช่างที่ต้องใช้งานกล้ามเนื้อ หรือนั่งอยู่ในท่าเดิมติดต่อกันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง และมีการ ก้ม เงย บิด หลัง หรือคอ เป็นเวลานาน แนะนำให้ทุกคนหมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกาย หากเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยตามบริเวณต่างๆ อย่าปล่อยทิ้งไว้ ลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเองว่ากิจกรรมใดที่เป็นสาเหตุของอาการปวดเมื่อย ควรรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงจะสามารถหายขาดจากอาการปวด และป้องกันตัวเองจากโรคเหล่านี้ได้

วันคล้ายวันเกิด 84 ปี สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447436

วันคล้ายวันเกิด 84 ปี สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์ ทำบุญวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 84 ปี ที่ตึกวชิรญาณวงศ์ โรงพยาบาลจุฬาฯ โดยมีญาติมิตรและเพื่อนสนิทร่วมในพิธี

เป็นงานฉลองวันคล้ายวันเกิด ครบรอบ 84 ปี สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์ ที่อิ่มเอิบในหัวใจเป็นที่สุด นอกจากจะเชิญชวนญาติมิตรและเพื่อนสนิทร่วมทำบุญในวันเกิด ณ ตึกวชิรญาณวงศ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อช่วงเช้าวันศุกร์ที่4 ตุลาคม 2562 แล้ว ช่วงกลางวันจัดงานเลี้ยงฉลองแบบสบายๆณ ห้องมณียา โรงแรมเรอเนสซองส์ ราชประสงค์ โดยมีลูกสาวทั้ง 4 จิตรลดา ศิริหงษ์, ทิพย์สุดา ศิริกุล,วันวิสา อุดล และบุษบา มัยลาภ เป็นโต้โผจัดงานนี้มอบให้คุณแม่ด้วยความรักแล้วงานนี้หลานๆ ของคุณยายยังมาร่วมเป็นพิธีกรตลอดงานช่วยกันอย่างแข็งขัน ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นไปด้วยแขกผู้ใหญ่ ญาติมิตร เพื่อนสนิท ทั้งจาก ทหารเรือ, ราชินีอาวุโส, ราชินี 26,บัญชีจุฬาฯ, สภาพัฒน์ และเพื่อนกลุ่ม New Wave ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พิพากษาสมทบที่มีจิตอาสาเพื่อสังคม โดยคณะนี้สร้างสีสันภายในงานให้คึกคัก ครื้นเครงด้วยเสียงเพลงมอบให้อย่างสนุกสนานและประทับใจเจ้าของวันเกิดเป็นอย่างยิ่ง

สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์ ในวัย 84 ปี ยังดูแจ่มใส สุขภาพแข็งแรง เผยถึงเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพให้แนวหน้าฟังว่า “ใช้ชีวิตเรียบง่าย พอเพียงตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรถือหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ทำดี พูดดี คิดดี และทำจิตใจให้แจ่มใส และยังถือศีล 5 เพราะ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ท่านรับสั่งว่า บุคคลธรรมดาทั่วไปถือศีล 5ก็พอแล้ว จึงปฏิบัติตามมาโดยตลอด อีกทั้งยังชอบทำบุญ ให้ทานถือศีล แต่ยังไม่เพียงพอ คือยังขาดการภาวนาหรือนั่งสมาธิ ทุกวันนี้ได้อ่านหนังสือธรรมะและฝึกปฏิบัติธรรมบ้าง ด้านการรักษาสุขภาพก็ปฏิบัติตนให้มีสุขภาพดี รับทานไข่ทุกวัน เน้นทานผักและปลา ออกกำลังกายในบ้านทุกเช้า ถ้ามีเวลาก็ไปออกกำลังกายใช้เครื่องที่สปอร์ตคลับอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง หลายคนชมว่าด้วยอายุเท่านี้สุขภาพแข็งแรงก็ถือว่ายอดเยี่ยม จึงต้องเตือนตัวเองว่าอายุมากแล้ว ต้องไม่รีบร้อนทำอะไร ออกมาพบปะเพื่อนกลุ่มต่างๆ บ้าง ซึ่งเกือบจะทุกวัน คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ทำให้สดชื่น เบิกบานอยู่เสมอ วันเกิดปีนี้ ขอแบ่งบุญกุศลให้ญาติพี่น้อง เพื่อนๆ ทุกคนและเพื่อนของลูกๆ จงมีแต่ความสุขความเจริญ รุ่งเรืองยิ่งขึ้นและมีสุขภาพที่สมบูรณ์”

ด้านลูกสาวทั้ง 4 กล่าวอวยพรมอบให้คุณแม่ “ขอให้คุณแม่ที่รักของลูกมีแต่ความสุขใจ สุขกาย แข็งแรงแจ่มใส เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของลูกหลานทุกวันอย่างนี้ตลอดไปค่ะ”

สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์ พร้อมด้วย อนงค์ ทีปสุวรรณ, อภิญญา ศิริสรรพ์ มอบอุปกรณ์การแพทย์ให้กับศิริราชมูลนิธิ ทั้งนี้ยังได้รับเงินสมทบจากเพื่อนที่มาร่วมงานวันเกิดและไม่ได้มาต่างก็มีจิตศรัทธาฝากมาร่วมบริจาคในครั้งนี้ด้วย

สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์ ห้อมล้อมด้วยลูกสาวทั้ง 4 (จากซ้าย) บุษบา มัยลาภ,ทิพย์สุดา ศิริกุล, จิตรลดา ศิริหงษ์, วันวิสา อุดล

สิทธิศักดิ์ วนะชกิจ อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พร้อมด้วย ศรีวรรณา เจียรวัฒน์ชัย, ดร.นิลุบล ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง,สุกัญญา ประจวบเหมาะ, มาลินี ลีนุตพงษ์ และ พัชรวรรณ สวัสดิทัต ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลแพ่ง

คุณหญิงวนิดา ธูปะเตมีย์ และ สุภาพ อิงคะวัต อวยพรมอบให้ เจ้าของวันเกิด

เจ้าของวันเกิด สุพรรณรัศม์ ศิริหงษ์ กับเพื่อนๆ จากสภาพัฒน์ (นั่งจากขวา) นภาพร สุวรรณสิงห์, วันเนาว์ บุลสุข,นงลักษณ์-วรลักษณ์ โกษากุล, พิไลพรรณ บุญญกิติเจริญ, กอบกูล สุวรรณาศรัย มีลูกสาวทั้ง 4 ร่วมต้อนรับ

ชาติชาย โฆษิตวัฒนฤกษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา มอบของขวัญวันเกิด พร้อมแสดงความยินดี ประนอม ศุภวิมลพันธุ์, อรวรรณ ศิริภักดี, อ้อยทิพย์ โฆษิตวัฒนฤกษ์, ศรีวรรณา เจียรวัฒนชัย, อรสา บุญศรี, สุมาลี ศรีสุภรวาณิชย์

เต็มพรรณ ยอดมณี, จิราภรณ์ ชิตานนท์, ธาริณี กฤดากร ณ อยุธยา, สุชาดา สุทธิสารรณกร และ บัณพร เอี่ยมอมรพันธ์ ร่วมอวยพร

เจ้าภาพกับคณะนายทหารเรือและภริยา พล.ร.ต.มนตรี-ฤดีสวาท วิจิตรยุทธศาสตร์, สุชาติ ศุภมงคล, พล.ร.ท.ไพฑูรย์ จันทรภักดี, พล.ร.อ.บุญปลอด
มะม่วงแก้ว, กรรณิการ์ นยนานนท์ มี อุษา มนต์เสรีนุสรณ์ ร่วมด้วย

สงวนศรี สุทธิพงษ์ชัย, ขจิตพรรณ ไทยเพ็ชร, สายพิณ พหลโยธิน, สุทธิกัญญา ไทยเพ็ชร, ปราณี อัศววัชรินทร์, กัลยารัตน์ บุญเพิ่ม, ทัศนีย์ ศัลยวิวรรธน์

เพื่อนๆ ลูกสาว ทิพย์สุดา ศิริกุล จากโรงเรียนจิตรลดา รัชฎาภรณ์ อินทรทัต,พจน์ศิรินทร์ สุวรรณทัต, ไปรลิดา ตันติเฉลิม, ขนิษฐา จิตต์กุศล, การิตา วิเศษกุล, พิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา, นุสราภรณ์ การุณพักตร์

ปรีดี-ขจี โอสถสงเคราะห์ ร้องเพลงคู่

สาวๆ คณะนี้มากันอบอุ่นพร้อมมอบเพลงอวยพรสุดประทับใจ สุมาลี ศรีสุภรวาณิชย์, ประนอม ศุภวิมลพันธุ์, ทัศนีย์ ศัลยวิวรรธน์, อรวรรณ ศิริภักดี, สุจิรา จันทรวิสูตร, จริยา ชูเอกวงศ์, เพ็ญเพียร สันติพันธ์พิทักษ์, มาลินี ลีนุตพงษ์, ศรีวรรณา เจียรวัฒนชัย, ดร.นิลุบล ลิ่มพงศ์พันธุ์, จิตรลดา ศิริหงษ์, พญ.วิวรรณ จตุจินดา, อรสา บุญศรี, สงวนศรี สุทธิพงษ์ชัย, จันทร์เพ็ญ ทองทั้งวงศ์

หลานๆ มาร่วมช่วยเป็นพิธีกรให้คุณยายอย่างแข็งขัน ขวัญฤทัย มัยลาภ, ศุภิภา ศิริกุล, พรศิริ ศิริกุล, ทะเล อรรณวีร์ และ ทวีลาภ มัยลาภ

ให้ภูมิคุ้มกันร่างกาย ต่อสู้กับมะเร็ง แนวทางใหม่ในการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447441

ให้ภูมิคุ้มกันร่างกาย ต่อสู้กับมะเร็ง แนวทางใหม่ในการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ในแต่ละปีมะเร็งเป็นโรคที่พรากชีวิตผู้คนไปเป็นจำนวนมาก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกปี 2561 รายงานว่า ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งกว่า 9.6 ล้านราย ขยับเข้ามาใกล้ตัวอีกนิด ในประเทศไทย โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1มีผู้เสียชีวิต 78,540 คนต่อปี มีผู้ป่วยรายใหม่ 122,757 คน และยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรคมะเร็งไม่ได้มีผลกระทบต่อผู้ป่วยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังส่งกระทบถึงครอบครัวและสังคมรอบข้างทั้งในแง่ของร่างกาย จิตใจ ความสัมพันธ์ ไปจนถึงส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ด้วยความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และความมุ่งมั่นในการค้นคว้าวิจัยหาวิธีรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการค้นพบวิธีการรักษาโรคมะเร็งแนวทางใหม่ที่เรียกว่า “ภูมิคุ้มกันบำบัด”

รศ.นพ.เอกภพ สิระชัยนันท์ หัวหน้าสาขาวิชามะเร็งวิทยาภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายว่า ภูมิคุ้มกันบำบัด หรือ Immunotherapy คือการใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมาเป็นหน่วยรบต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดยปกติร่างกายของเรามีเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่หลักในการสร้างภูมิคุ้มกันซึ่งทำหน้าที่จัดการสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่หลักในการสร้างภูมิคุ้มกันมะเร็งเรียกว่าเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ ส่วนเซลล์มะเร็งคือเซลล์ที่มีการกลายพันธุ์และถือเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายเช่นกัน แต่เซลล์มะเร็งมีความสามารถในการหลบหลีกภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งในที่สุด ต่อมามีการค้นพบกลไกที่เซลล์มะเร็งใช้หลบภูมิคุ้มกัน จึงทำให้สามารถหาวิธีนำภูมิคุ้มกันมาใช้เป็นแนวทางใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งได้

สิ่งที่ทำให้ภูมิคุ้มกันบำบัดต่างจากการรักษามะเร็งชนิดอื่นๆ คือ ภูมิคุ้มกันบำบัดไม่ได้ทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้ไปทำลายเซลล์มะเร็งอีกที ในขณะที่การรักษาด้วยเคมีบำบัด หรือยามุ่งเป้ามีผลทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรงเป็นหลักภูมิคุ้มกันบำบัดมีหลักๆ 3 ชนิด คือ แอนติบอดี เซลล์รักษา และวัคซีนรักษามะเร็ง แต่ในที่นี้จะขอพูดถึงภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดแอนติบอดีที่ยับยั้งเช็คพอยต์ หรือ Checkpoint Inhibitor

รศ.นพ.เอกภพ สิระชัยนันท์

เช็คพอยต์ เป็นกลไกปกติของเซลล์ร่างกาย มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้มีการกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่มากเกินไป เช็คพอยต์ที่อยู่บนผิวเซลล์มะเร็งและเซลล์เม็ดเลือดขาวจะคอยจับกัน ทำหน้าที่เปรียบเสมือนแม่กุญแจและลูกกุญแจที่จะล็อกไม่ให้เม็ดเลือดขาวเข้าทำลายเซลล์มะเร็งได้ ยายับยั้งเช็คพอยต์ซึ่งเป็นยากลุ่มแอนติบอดีจะทำหน้าที่คอยกันไม่ให้แม่กุญแจและลูกกุญแจจับกัน และเปิดโอกาสให้เม็ดเลือดขาวเข้ากำจัดเซลล์มะเร็ง ยายับยั้งเช็คพอยต์ที่มีใช้ในประเทศไทย ได้แก่ ยายับยั้งซีทีแอลเอโฟร์ (CTLA-4), ยายับยั้งพีดี วัน (PD-1)และยาที่ยับยั้งพีดีแอล วัน (PD-L1)

ยายับยั้งเช็คพอยต์มีงานวิจัยประสิทธิภาพและได้รับการรับรองให้ใช้รักษามะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งปอดชนิดเซลล์ไม่เล็ก มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งเต้านมชนิดทริปเปิลเนกาทีฟ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยายับยั้งเช็คพอยต์ไม่สามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้ทุกชนิด เพราะข้อบ่งชี้ในการรักษาของมะเร็งแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับระยะของโรค และลักษณะของโรค ผู้ป่วยสามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้

การใช้ยายับยั้งเช็คพอยต์อาจมีผลข้างเคียงได้เช่นกัน โดยอาจเกิดการอักเสบของอวัยวะต่างๆ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน อวัยวะที่มักพบการอักเสบ ได้แก่ ผิวหนัง อาจมีอาการเป็นผื่นหรือคัน ลำไส้ มีอาการถ่ายท้อง ปวดท้อง ปอด มีอาการเหนื่อย ไอ ตับ มีค่าเลือดผิดปกติ ตัวเหลืองตาเหลือง และระบบต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมใต้สมอง และต่อมไทรอยด์ มีอาการฮอร์โมนขาดหรือเกินผิดปกติ แต่อาการส่วนมากจะอยู่ในระดับเบาถึงปานกลาง และสามารถแก้ไขได้ อาการอักเสบเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นตอนไหนก็ได้ อาจจะเป็นตอนเริ่มให้ยา หรือหลังจากหยุดยาไปแล้ว แต่ส่วนมากจะเกิดภายในหนึ่งสัปดาห์ถึง 2-3 เดือนแรก

สำหรับการรักษาอาการข้างเคียงสามารถแบ่งได้ 3 ระดับตามความรุนแรงของอาการ ในผู้ป่วยที่อาการข้างเคียงมีความรุนแรงอยู่ในระดับ 1 (ระดับเบา) หรือระดับ 2 (ระดับกลาง) ส่วนมากจะใช้วิธีรักษาตามอาการ และไม่จำเป็นต้องหยุดยายับยั้งเช็คพอยต์ ผู้ป่วยที่อาการข้างเคียงมีความรุนแรงอยู่ในระดับ 2 ที่มีอาการต่อเนื่อง อาจจำเป็นต้องหยุดยาและรักษาตามอาการจนกว่าจะดีขึ้น ส่วนการรักษาในระดับสุดท้าย เป็นการรักษาสำหรับผู้ป่วยที่มีความรุนแรงของอาการข้างเคียงในระดับ 3 (ระดับรุนแรง) หรือระดับ 4 (ระดับรุนแรงมาก) โดยจะต้องหยุดการใช้ยาทันที และอาจจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาร่วมประเมินการรักษาในบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์แบบกินหรือแบบฉีด หรือยากดภูมิคุ้มกันในการรักษาอาการข้างเคียงชั่วคราว

การรักษาด้วยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัดจึงเป็นตัวเลือกในการรักษาโรคมะเร็งแนวทางใหม่ที่น่าสนใจ เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่ในร่างกายของเรามาสู้กับโรค นำจุดแข็งของภูมิคุ้มกันในการทำลายเซลล์มะเร็งได้โดยตรงมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และอาจเป็นความหวังครั้งใหม่ของผู้ป่วยโรคมะเร็ง อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีอาการและลักษณะแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล แม้แต่มะเร็งชนิดเดียวกัน ยังมีรายละเอียดในการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ การปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อค้นหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด เพื่อหาทางเอาชนะโรคร้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชวนช็อปท่ามกลางความงามหมู่มวลดอกไม้

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447400

ชวนช็อปท่ามกลางความงามหมู่มวลดอกไม้

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ตอกย้ำความเป็น“World Class Shopping Destination” พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์  จัดแคมเปญ “Blooming Goddess” (บลูมมิ่ง ก็อดเดส) สร้างสีสันแห่งการช็อปปิ้ง ชวนช็อปท่ามกลางความงามหมู่มวลดอกไม้นานาพรรณ พร้อมพบกับบัลลังก์ดอกไม้ที่ประดับตกแต่งอลังการด้วยดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ ตั้งแต่วันนี้-16 ตุลาคม 2562

วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “สยามพารากอน เป็นศูนย์การค้าระดับโลก และถือเป็นศูนย์กลางแห่งการช็อปปิ้งสำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ ต่อปีมีผู้มาเยือนหลายล้านคนและเพื่อตอกย้ำความเป็น “World Class Shopping Destination”ศูนย์กลางแห่งการช็อปปิ้ง เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ พันธมิตรธุรกิจ จัดแคมเปญ “Blooming Goddess” (บลูมมิ่ง ก็อดเดส)เพื่อสร้างสีสันแห่งการช็อปปิ้ง เนรมิตพื้นที่ในห้างให้เต็มไปด้วยหมู่มวลดอกไม้นานาพรรณ โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ปราโมทย์การัมย์ และ อาจารย์จิรวัฒน์ สุภัคศรีทิวัตถ์ เป็นผู้รังสรรค์ความงดงาม โดยรูปแบบการตกแต่งได้แรงบันดาลใจจากการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยความอ่อนหวานที่หลากหลายของธรรมชาติดุจสวรรค์ที่รายล้อมไปด้วยหมู่มวลดอกไม้สีสันสวยงาม พร้อมความน่ารักของสัตว์น้อยใหญ่ นอกจากจะได้ดื่มด่ำบรรยากาศความงามของหมู่มวลดอกไม้นานาพรรณแล้ว ยังพบกับบัลลังก์ดอกไม้ที่ประดับตกแต่งอลังการด้วยดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ ที่บรรดานักช็อปสามารเป็น “Queen of Blooming Flowers” นั่งบัลลังก์ดอกไม้ถ่ายภาพที่ระลึกได้ด้วย โดยบรรยากาศความงามทั้งหมดจะจัดสั้นๆ เท่านั้น โดยวันนี้ 16 ตุลาคม 2562 เป็นวันสุดท้าย

ร่วมใจปลูกพันธุ์ไม้ชายเลน กิจกรรมดีๆจากคาลเท็กซ์ เดโล่ สปอร์ต

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447447

ร่วมใจปลูกพันธุ์ไม้ชายเลน กิจกรรมดีๆจากคาลเท็กซ์ เดโล่ สปอร์ต

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

คาลเท็กซ์ เดโล่ สปอร์ต ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล โดย บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ผู้นำอุตสาหกรรมด้านพลังงานระดับโลกจัดกิจกรรมเพื่อสังคม “Delo GreenDrive : รวมพลคนดีเซล : เติมพลังให้ผืนป่า แล้วมาเพิ่มสมรรถนะความแกร่งให้กับรถของคุณ” ยกขบวนเหล่าคาร์คลับแถวหน้าในวงการรถยนต์ดีเซลเมืองไทย มาร่วมพิสูจน์ประสิทธิภาพของน้ำมันหล่อลื่น เดโล่ สปอร์ต พร้อมนำทีมผู้บริหารและพนักงาน ตะลุยปลูกป่าชายเลนร่วมฟื้นฟูระบบนิเวศคืนสู่ธรรมชาติ และเรียนรู้เทคโนโลยีน้ำมันหล่อลื่นคาลเท็กซ์เดโล่ สปอร์ต กันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ณ บ้านไม้ชายเลน รีสอร์ท ต.คลองโคน อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม เมื่อเร็วๆ นี้

สันติศักดิ์ ไทยพัฒน์ ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น

กิจกรรม “Delo Green Drive : รวมพลคนดีเซล : เติมพลังให้ผืนป่า แล้วมาเพิ่มสมรรถนะความแกร่งให้กับรถของคุณ” เป็นหนึ่งในกิจกรรม ภายใต้แคมเปญ Street Borne-เติมพลังแกร่ง แรงเต็มสมรรถนะ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อขอบคุณผู้บริโภค โดย นายสันติศักดิ์ ไทยพัฒน์ผู้จัดการทั่วไปธุรกิจผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นประเทศไทย บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า ด้วยความตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม การพัฒนาชุมชน รวมถึงการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดและสนับสนุนโครงการด้านกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งถือเป็นการสร้างชุมชนหรือสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการปลูกป่าชายเลน ซึ่งถือเป็นการรักษาสมดุลของระบบนิเวศไว้ในทุกๆ ด้าน เนื่องจากป่าชายเลนเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าและมีความสำคัญที่ให้ประโยชน์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของสัตว์น้ำเศรษฐกิจนานาชนิด หากสัตว์น้ำอุดมสมบูรณ์ ชาวท้องถิ่นก็มีรายได้เพิ่ม และที่สำคัญ ป่าชายเลนยังช่วยป้องกันการกัดเซาะพังทลายของหน้าดิน รักษาสมดุลแห่งชายฝั่งและบริเวณใกล้เคียง เป็นทั้งแหล่งศึกษาธรรมชาติ และแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ การปลูกป่าชายเลนจึงถือได้ว่าเป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกด้วย ซึ่งการจัดกิจกรรมในวันนี้ยังเป็นการกระตุ้น และสร้างจิตสำนึกให้พนักงานเกิดแรงบันดาลใจในการร่วมอนุรักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมของประเทศ และถือได้ว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการนำแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคม เข้าไปสู่กระบวนการทำงานและสามารถนำศักยภาพทางด้านต่างๆ มาประยุกต์ใช้ เพื่อนำสิ่งดีๆ มาแบ่งปัน ให้กับสังคมได้อีกด้วย”

โดยเริ่มต้นคิกออฟกิจกรรมDelo Green Drive : รวมพลคนดีเซลฯด้วยการเช็คอินและเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทางที่สถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์พระราม 2 นำทีมโดย เอกชัย ปัญญายิ่ง ผู้เชี่ยวชาญในด้านรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซล ที่มาร่วมการันตี นำขบวนคาราวานทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น คาลเท็กซ์ เดโล่ สปอร์ต ไปพร้อมๆ กัน ถึงคุณสมบัติที่โดดเด่นผลิตด้วยเทคโนโลยีไอโซซิน แอดวานซ์ เพิ่มคุณสมบัติในการทนความร้อนสามารถป้องกันการสึกหรอได้ดีกว่า ช่วยเพิ่มพลังความแรงของเครื่องยนต์ และมีสารช่วยกระจายเขม่าทำให้เครื่องยนต์สะอาด ยืดอายุการใช้งาน ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้มากขึ้น ทำให้สามารถลดการปล่อยมลพิษหรือไอเสียไปยังอากาศ ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้คาร์คลับที่มาร่วมงานยังได้เรียนรู้เทคนิคการดูแลรักษารถยนต์ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจากคาลเท็กซ์ ตามด้วยกิจกรรมไฮไลท์การปลูกป่าชายเลนที่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจปลูกพันธุ์ไม้ชายเลน ก่อนปิดท้ายกิจกรรมด้วยการล่องเรือชมวิถีชีวิตของชาวประมงชายฝั่ง ต.คลองโคน”

เปิดห้างไทยในอิตาลี ‘รีนาเชนเต ตูริน’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447403

เปิดห้างไทยในอิตาลี ‘รีนาเชนเต ตูริน’ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ภาพบรรยากาศหน้าห้างรีนาเชนเต ตูริน

ในที่สุด รีนาเชนเต ตูริน ประเทศอิตาลี ห้างสรรพสินค้าแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย ในเครือเซ็นทรัล รีเทลก็ได้เผยโฉมใหม่สู่สาธารณชน ด้วยงบประมาณกว่า 630 ล้านบาท (19.1 ล้านยูโร) หลังการปรับปรุงครั้งใหญ่เป็นเวลากว่า 1 ปีครึ่ง รวบรวมแบรนด์ชั้นนำอิตาลีและแบรนด์ดังระดับโลกกว่า 1,000 แบรนด์ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกพร้อมร้านอาหารสุดชิคอย่างเทมาคินโฮที่มีโซนเอาท์ดอร์เป็นจุดขายให้ลูกค้าได้นั่งดื่มด่ำบรรยากาศแบบชิลๆ รวมถึงขยายพื้นที่ใหม่เพิ่มขึ้นถึง 3 ชั้นเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการอย่างครบครันโดยในพิธีเปิดมีการจัดอีเว้นท์อย่างยิ่งใหญ่และมีคนดังจากทั่วโลกเข้าร่วมเฉลิมฉลองและแสดงความยินดีคับคั่ง

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ตูริน ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยรูปโฉมใหม่ที่ใหญ่ขึ้น โดดเด่นขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ความหรูหรา สมชื่อรีนาเชนเต โดยเรามุ่งมั่นให้ห้างแห่งนี้เป็น “ห้างของชาวเมือง” อย่างแท้จริง ตั้งแต่การออกแบบที่สอดคล้องกับสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่งดงามของเมืองซึ่งจะช่วยยกระดับย่านเวีย ลากรันจา (Via Lagrange) ให้เป็นศูนย์กลางของทั้งชาวตูริน และนักท่องเที่ยว พร้อมมอบสินค้าและบริการเพื่อสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งและการใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับให้กับลูกค้าทุกคนที่มาเยี่ยมเยียน

วิททอริโอ ราดิเช,ทศ จิราธิวัฒน์, สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์, เคียรา อัปเปนดิโน, ปิแอร์ลุยจิ ค็อคคินี,เดียนา วาเลนเต, นิโคโล กาลันเต้

ตัวอาคารห้างถูกออกแบบให้มีดีไซน์สวยงามร่วมสมัย โดยได้ GianmatteoRomegialli นักออกแบบชื่อดังระดับโลกเป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และออกแบบฟาซาดชั้น G ให้มีความกลมกลืน กับเฉลียงด้านนอก เน้นตกแต่งด้วยหินอ่อน Travertine คละไปกับอะลูมิเนียมบริเวณต่างๆ มีแชงเดอเลียขนาดใหญ่ พร้อมเสา 4 ต้น ตั้งตระหง่านกลางห้าง เพิ่มเอกลักษณ์ให้ห้างดูมีมิติยิ่งขึ้น ส่วนชั้น 1 และชั้น 2 ถูกออกแบบโดย PaoloLucchetta, ชั้น 3 และชั้นใต้ดิน (ชั้น -1) ถูกออกแบบโดย Fabio Fantolino และชั้น 4 ถูกออกแบบโดย David Lopez และ Fanny Bauer ทั้งนี้ในภาพรวม เน้นการตกแต่งที่เรียบง่าย ใช้สีสบายตา เพื่อให้ลูกค้าสามารถดื่มด่ำกับเอกลักษณ์ของสินค้าแต่ละแบรนด์ได้อย่างเต็มที่

ไฮไลท์ของการปรับโฉมครั้งใหญ่ของห้าง คือ การเพิ่มโซนใหม่อย่างโซนแฟชั่นและแอคเซสซอรี่รวบรวมคอลเลคชั่นใหม่ๆ ของลักซ์ชัวรี่แบรนด์พร้อมตอบโจทย์ทุกลุค ทุกคาแร็กเตอร์ อาทิ ALEXANDERMCQUEEN, BOTTEGA VENETA, BURBERRY และ MARNI ทั้งกระเป๋า รองเท้า และเสื้อผ้า ทำให้สามารถ Mix& Match เป็นโทเทิลลุคได้ในที่เดียวนอกจากนี้ยังมีโซนแบรนด์แฟชั่นกระเป๋าอาทิ LONGCHAMP, MICHAEL KORS,ORCIANI, ZANELLATO, KENZO,MARGE, SHARK แบรนด์ระดับตำนานอย่าง COCCINELLE, GIANNICHIARINI, THE BRIDGE แบรนด์เครื่องหนังสุดคลาสสิกอย่าง KATE SPADEที่สื่อถึงความเป็นผู้หญิงสนุกสนาน และแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีจำหน่ายแว่นตาแบรนด์ระดับโลกอย่าง CHANEL, GUCCI และ RAYBANอีกด้วย

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ในส่วนของพิธีเปิดในวันที่ 4 ตุลาคม 2562 ได้รับเกียรติจาก สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานคณะที่ปรึกษา กลุ่มเซ็นทรัล, ทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), นิโคโล กาลันเต้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารรีนาเชนเต นำโดย ปิแอร์ลุยจิ ค็อคคินีกรรมการผู้จัดการใหญ่เซ็นทรัลรีเทล อิตาลี, วิททอริโอ ราดิเช รองประธานกรรมการบริหาร รีนาเชนเต, เคียรา อัปเปนดิโนนายกเทศมนตรีเมืองตูริน และ อัลแบร์โตซัคโค รองนายกเทศมนตรีเมืองตูรินที่ร่วมกันตัดริบบิ้นเปิดห้างอย่างเป็นทางการ พร้อมกันนี้ยังมีแขกพิเศษมากมายระดับโลกที่ตบเท้าเข้าร่วมงานกาลาอย่างคับคั่งอาทิ ศิลปินระดับตำนานขวัญใจชาวอิตาลีลอร์ดาน่า เบอร์เต, นักฟุตบอลชื่อดังสัญชาติอิตาลี ซีโมเน่ ซาซ่า และ เอมิเลียโน่โมเร็ตติ

ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ตูริน ถือเป็นอีกหนึ่งเดสติเนชั่นที่จะสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้กับทั้งชาวเมืองตูริน และนักท่องเที่ยวทั่วโลกนำความภาคภูมิใจมาให้กับเซ็นทรัลรีเทลและคนไทยทุกคนที่สามารถยกระดับมาตรฐานห้างสรรพสินค้าไทยสู่เวทีโลก

วิ่งการกุศล ‘วิ่งชีวมณฑล @ สะแกราช 2019’ ครั้งแรกในไทยบนพื้นที่ชีวมณฑลของยูเนสโก

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447431

วิ่งการกุศล ‘วิ่งชีวมณฑล @ สะแกราช 2019’ ครั้งแรกในไทยบนพื้นที่ชีวมณฑลของยูเนสโก

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดย สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับอำเภอวังน้ำเขียว สภ.วังน้ำเขียว และส่วนราชการ องค์กรส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในอำเภอวังน้ำเขียว จัดกิจกรรมการกุศลวิ่งเชิงอนุรักษ์ “วิ่งชีวมณฑล @ สะแกราช 2019” เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์มอบรายได้เพื่อการกุศลของกิ่งกาชาดวังน้ำเขียวและสาธารณประโยชน์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

กิจกรรม ประกอบด้วย เส้นทางการวิ่ง ระยะทาง 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร ได้รับความสนใจจากนักวิ่งเชิงอนุรักษ์เข้าร่วมกิจกรรมคับคั่ง เป็นการวิ่ง-เดิน เพื่อสุขภาพ ไม่มีการแข่งขัน เริ่มจากโรงเรียนบ้านวังน้ำเขียว (พ่วงโพธิ์อุปถัมภ์) โดยวิ่งข้ามถนน 304 เข้าไปภายในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช หน่วยงานในสังกัดของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตำบลอุดมทรัพย์ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลของโลกและเป็นแห่งแรกของไทยถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้น ในเส้นทางการวิ่งที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติของป่าเขา ต้นไม้ที่เขียวขจีอุดมสมบูรณ์  นักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับอากาศบริสุทธิ์ตลอดเส้นทาง ผู้ที่วิ่งเข้าเส้นชัยทุกท่านได้รับเหรียญที่ระลึกจากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

สำหรับ สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2510 โดยมีภารกิจการวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา จนถึงขณะนี้มีผลงานวิจัยในพื้นที่แห่งนี้มากกว่า 500 เรื่อง ขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2519 สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก ภายใต้โครงการ MAB (Manand Biosphere Program) ให้เป็นแหล่งสงวนชีวมณฑลแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งเป็นแห่งแรกของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 7 แห่งของเอเชียในขณะนั้น และในปัจจุบันสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช วว. ตั้งอยู่ในเขตแกนกลางพื้นที่สงวนชีวมณฑลสะแกราช ในปี 2562 ได้รับรางวัลสำนักงานสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมระดับดีเยี่ยม ภายในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ปกคลุมด้วยป่าไม้สำคัญ 2 ชนิด ได้แก่ ป่าดิบแล้ง และป่าเต็งรัง พันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าดิบแล้งชนิดนี้ประกอบด้วย ตะเคียนหิน ตะเคียนทองกระเบากลัก เป็นต้น ส่วนป่าเต็งรัง ประกอบด้วยเต็ง รัง เหียง พะยอม เป็นต้น ป่าทั้งสองชนิดครอบคลุมเนื้อที่ประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ นอกนั้นเป็นป่าชนิดอื่น เช่น ป่าไผ่ป่าปลูก และทุ่งหญ้า นอกจากนี้ยังมีความหลากหลายชีวภาพ ของชนิดพันธุ์พืช สัตว์และสิ่งมีชีวิตจำพวกเห็ดราจากการศึกษาความหลากหลายของเห็ด (Mushroom)ในพื้นที่เบื้องต้น จำแนกได้ 94 ชนิด 32 วงศ์ จากตัวอย่างสัณฐานวิทยาของเห็ดราขนาดใหญ่(Macro fungi) มากกว่า 330 สัณฐาน นอกจากนี้ยังมีสัตว์ 486 ชนิด ประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 79 ชนิด สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 29 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน(Reptiles) 88 ชนิด นกและสัตว์ปีก 290 ชนิด โดยมี “ไก่ฟ้าพญาลอ” นกประจำชาติไทยเป็นจุดเด่นซึ่งแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติในพื้นที่แห่งนี้

ความสำคัญของสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชในด้านอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ได้แก่ เป็นสถานที่เพื่อการวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาป่าเขตร้อน(ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง) จนถึงขณะนี้การวิจัยในพื้นที่แห่งนี้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 500 เรื่อง ความรู้ดังกล่าวได้สร้างสรรค์ภูมิปัญญาแก่นักวิชาการและยังได้นำไปช่วยเหลือในการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนอีกด้วย, เป็นห้องปฏิบัติการธรรมชาติ สำหรับนักเรียน นักศึกษาที่ใช้พื้นที่ป่าไม้ ในเขตสถานีฯ เป็นสถานที่เพื่อการศึกษาและวิจัยทางด้านธรรมชาติของป่าไม้ นอกจากนั้น บริเวณโดยรอบของพื้นที่ป่าไม้ของสถานีฯ ยังมีหมู่บ้านจำนวน 9 หมู่บ้าน ที่อยู่กับป่าไม้ ได้อย่างสมดุลซึ่งเป็นสถานที่เพื่อการวิจัยทางด้านสังคมเศรษฐกิจกับป่าไม้ได้อีกด้านหนึ่ง ซึ่งปีหนึ่งมีจำนวนมาก, เป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล (UNESCOBiosphere Reserves) แห่งหนึ่งของโลกที่ทำหน้าที่ดำเนินการอนุรักษ์ พัฒนา และการสนับสนุนการศึกษาวิจัยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายนานาชาติทั่วโลก, เป็นสถานที่ศึกษาธรรมชาติและพักผ่อนหย่อนใจ ทางด้านธรรมชาติ ของป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง พรรณพืชและพันธุ์สัตว์นานาชนิด และเป็นศูนย์การประชุมและสัมมนาเนื่องจากมีความพร้อมทั้งที่พักสถานที่ประชุมและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

เด็กไทยจิตอาสา เดินหน้าโครงการ‘ก้าวใหม่ชาวดอย’

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447444

เด็กไทยจิตอาสา เดินหน้าโครงการ‘ก้าวใหม่ชาวดอย’

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

ปัญหาวิกฤติภัยทางธรรมชาติที่เป็นผลมาจากการทำลายทรัพยากรป่าไม้ รุกล้ำพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลให้ปริมาณน้ำจากแหล่งธรรมชาติลดลงเรื่อยๆ หลายพื้นที่ขาดแคลนน้ำในการอุปโภค-บริโภค และเกิดปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำในการทำเกษตรกรรม ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของประชาชนเป็นอย่างมาก และนับวันยิ่งจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี โดยปัญหาเหล่านี้ถือเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมแรงร่วมใจการแก้ปัญหา โดยเฉพาะปัญหาการรุกล้ำเขตพื้นที่ป่าของชาวเขา

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเกิดเป็นที่มาของโครงการ “ก้าวใหม่ชาวดอย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหมู่บ้านต้นแบบชาวเขาเพื่อให้ชาวเขาสามารถพึ่งพาตัวเอง มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งไม่รุกล้ำพื้นที่ป่า พัฒนาด้านชีวิตความเป็นอยู่ สร้างรายได้แก่ครัวเรือนและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ลดปัญหาการย้ายถิ่นฐานของชาวเขา และการตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของประเทศ

น้องชวิน-นายชวิน อัศวเสตกุล” อายุ 17 ปี เด็กไทยจิตอาสา จากโรงเรียนนานาชาติบางกอกพัฒนา เล่าว่า โครงการก้าวใหม่ชาวดอย เป็นโครงการที่มีความตั้งใจจะพัฒนาความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ชาวบ้านแม่จอน ต.เชียงดาว อ.เชียงดาวจ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นชาวเขาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ปลูกจิตสำนึกให้ชาวบ้านหวงแหนผืนป่า สามารถพึ่งพาตนเอง และสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพจากทรัพยากรในท้องถิ่นที่มี พร้อมทั้งรักษา-สืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่มาจากหลายชั่วอายุคนให้ยังคงอยู่ต่อไปภายใต้สังคมโลกปัจจุบัน

น้องชวิน-ชวิน อัศวเสตกุล

โครงการ “ก้าวใหม่ชาวดอย” จะมีโครงการย่อยแบ่งเป็น 3 โครงการ คือ 1.การทำฝายเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกและอุปโภคในฤดูแล้ง 2.โครงการฟื้นฟูป่าที่ดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา ได้ปลูกไม้ยืนต้นประจำถิ่น ได้แก่ สัก มะค่าแต้ ตะเคียนทอง ชิงชัน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชาวบ้านแม่จอน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ และ 3.โครงการสร้างรายได้ให้ชาวบ้านในชุมชนแม่จอนเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

น้องชวิน-นายชวิน เล่าต่อว่า เราได้เริ่มต้นโครงการก้าวใหม่ชาวดอย ด้วยการสร้างฝายกักเก็บน้ำเพื่อให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ในฤดูแล้ง โดยเน้นที่การมีส่วนร่วมของชาวบ้านเป็นสำคัญ เพื่อให้หมู่บ้านมีความรู้สึกเป็นผู้สร้าง เป็นเจ้าของ และหวงแหนทรัพยากรของพวกเขาเอง หลังจากสร้างฝายให้ชาวบ้านมีน้ำใช้แล้ว ก็ได้เริ่มปลูกป่าทดแทนเพื่อซ่อมแซมป่าต้นน้ำที่ถูกทำลายไปซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากชาวบ้านและหน่วยงานภาครัฐเมื่อสร้างแหล่งน้ำ ในชุมชนแล้ว เราได้สร้างอาชีพให้กับชาวบ้าน ด้วยการปลูกถั่วดาวอินคา ซึ่งเป็นพืชที่นิยมในช่วงหลายปีนี้ ด้วยสรรพคุณทางยาและประโยชน์ที่หลากหลาย สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่เป็นอย่างดี ไม่เพียงแค่การส่งเสริมด้านการปลูกเท่านั้น เรายังให้ความรู้ในการคั่วถั่วดาวอินคา เพื่อการจำหน่าย ช่วยออกแบบบรรจุภัณฑ์ ออกแบบโลโก้แบรนด์ รวมถึงเป็นผู้หาตลาดและช่องทางการนำสินค้าของชาวเขาไปจำหน่าย

ทุกวันนี้นอกจากชาวบ้านจะได้ใช้น้ำจากฝาย และปลูกป่าทดแทนส่วนที่ถูกแผ้วถางไป ยังมีรายได้การจำหน่ายถั่วดาวอินคาเพิ่มอีกทาง เมื่อมีน้ำที่สามารถใช้ในการเพาะปลูกให้มีผลผลิตเพิ่มมีรายได้เสริมจากถั่วดาวอินคา ชาวบ้านก็ไม่จำเป็นต้องย้ายรกรากไปที่อื่น หรือแผ้วถางป่าเพิ่ม

สุขุม ไพรพนาสัมพันธ์

ทางด้าน สุขุม ไพรพนาสัมพันธ์ ชาวเขาหมู่บ้านแม่จอนกล่าวว่า ขอขอบคุณน้องชวินที่เข้ามาให้ความรู้และช่วยพัฒนาชุมชนของพวกเรา ที่ผ่านมาในหน้าแล้งจะไม่มีน้ำใช้อุปโภคบริโภคไม่สามารถปลูกผักไว้ทานหรือทำการเพาะปลูกได้ จึงต้องออกไปรับจ้างนอกหมู่บ้าน บางครั้งต้องไปค้างคืนเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน หลังจากที่โครงการก้าวใหม่ชาวดอยเข้ามาช่วยเหลือ พวกเราก็มีน้ำในการอุปโภคบริโภค และเหลือพอในการเพาะปลูกในครัวเรือน คนในหมู่บ้านสามารถใช้น้ำในฝายได้อย่างทั่วถึง ทำให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากแต่ก่อน

สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือชาวบ้านในชุมชนแม่จอน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีน้ำใช้เพียงพอสำหรับอุปโภค-บริโภค สามารถทำการเกษตรในฤดูแล้ง มีพื้นที่ส่วนกลางไว้พักผ่อนร่วมกันในหน้าร้อนและยังมีต้นไม้ที่ปลูกทดแทนสำหรับอนาคตจะเป็นเหมือนตัวยึดหน้าดินไม่ให้เกิดดินถล่มในหน้าฝน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่หมู่บ้าน ที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญของภาคเหนืออีกด้วย

LIFE & HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต…1 คน ให้ 3 คนรับ

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/447438

LIFE&HEALTH : ร่วมบริจาคโลหิต…1 คน ให้ 3 คนรับ

วันพุธ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2562, 06.00 น.

แม้ว่าวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันจะก้าวหน้าไปมาก แต่ก็ยังไม่สามารถหาสารประกอบใดที่มาใช้ทดแทนโลหิตได้ดี ฉะนั้นเมื่อยามที่ร่างกายเสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือโรคที่จำเป็นต้องรักษาด้วยโลหิต จึงจำเป็นต้องรับบริจาคโลหิตจากบุคคลหนึ่งเพื่อนำไปให้อีกบุคคลหนึ่ง เพื่อช่วยเหลือชีวิตให้ทันท่วงที

โลหิต เป็นของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายในหลอดโลหิตในร่างกาย โดยกำลังสูบฉีดของหัวใจ อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดโลหิต คือ ไขกระดูก โลหิตแบ่งได้ 2 ส่วน คือ เม็ดโลหิต ซึ่งมี 3 ชนิด คือเม็ดโลหิตแดง เม็ดโลหิตขาว เกล็ดโลหิตส่วนที่ 2 คือ พลาสมา (Plasma) คือส่วนที่เป็นของเหลวของโลหิตที่ทำให้เม็ดโลหิตทั้งหลายลอยตัว มีลักษณะเป็นน้ำสีเหลือง

การบริจาคโลหิต คือ การสละโลหิตส่วนเกินที่ร่างกายยังไม่จำเป็นต้องใช้ เพื่อให้กับผู้ป่วย ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริจาค เพราะร่างกายแต่ละคนจะมีปริมาณโลหิตประมาณ 17-18 แก้วน้ำ แต่ร่างกายใช้เพียง 15-16 แก้วเท่านั้น ส่วนที่เหลือนั้นสามารถบริจาคให้ผู้อื่นได้ โลหิตสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน เพราะเมื่อบริจาคโลหิตออกไปแล้ว ไขกระดูกจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดโลหิตขึ้นมาทดแทนให้มีปริมาณโลหิตในร่างกายเท่าเดิม ถ้าไม่ได้บริจาค ร่างกายจะขับเม็ดโลหิตที่สลายตัว เพราะหมดอายุออกมาทางปัสสาวะ อุจจาระ กระบวนการบริจาคโลหิตตั้งแต่เริ่มลงทะเบียน จนกระทั่งบริจาคโลหิตเสร็จสิ้น ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเลือกเจาะโลหิตที่เส้นโลหิตดำ บริเวณแขน แล้วเก็บโลหิตบรรจุในถุงพลาสติก (BLOOD BAG) ตั้งแต่ 350-450 มิลลิลิตร (ซีซี) ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของผู้บริจาค

ความจำเป็นต้องใช้โลหิต 77% ที่ได้รับบริจาคถูกนำไปใช้เพื่อทดแทนโลหิตที่สูญเสียไปในภาวะต่างๆ อาทิ อุบัติเหตุ การผ่าตัด โรคกระเพาะอาหาร การคลอดบุตร ฯลฯ อีก 23% เป็นการนำโลหิตไปใช้เฉพาะโรคเลือด อาทิ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย เกล็ดโลหิตต่ำ ฮีโมฟีเลีย เป็นต้น การได้มีโอกาสบริจาคโลหิต จึงนับเป็นการช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตใหม่และกลับไปอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข

คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิตมีดังนี้

l อายุ 17 ปี บริบูรณ์-70 ปี สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ โดยผู้บริจาคโลหิต อายุ 17 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง สำหรับผู้บริจาคโลหิตประจำสามารถบริจาคได้จนถึงอายุ 70 ปี ส่วนผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 60-65 ปี บริจาคได้ทุก 3 เดือน (บริจาคได้ทั้งที่ศูนย์บริการโลหิตฯและหน่วยเคลื่อนที่) สำหรับผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 65-70 ปี บริจาคได้ทุก 6 เดือน (บริจาคได้เฉพาะที่ศูนย์บริการโลหิตฯ เพราะต้องมีการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดก่อนการบริจาค)

l น้ำหนัก 45 กิโลกรัม ขึ้นไป

l ไม่เจ็บป่วย หรืออยู่ในระหว่างรับประทานยารักษาโรค เช่น ยาแก้อักเสบ ต้องหยุดยาแล้วอย่างน้อย 7 วัน

l ไม่มีประวัติการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี หรือไวรัสตับอักเสบ ซี

l ไม่มีประวัติการเป็นโรคหัวใจโรคตับ โรคปอด โรคเลือด โรคมะเร็ง หรือมีภาวะโลหิตออกง่ายและหยุดยาก

l ผู้ที่เป็นโรคมาลาเรีย ให้งดบริจาคโลหิตเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี

l ไม่อยู่ในภาวะน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทราบสาเหตุในระยะเวลา 3 เดือน ที่ผ่านมา

l ไม่ทำการสัก หรือเจาะผิวหนัง เช่น เจาะสะดือ เจาะจมูก ฯลฯ ภายในระยะเวลา 12 เดือน

l ไม่มีประวัติติดยาเสพติด หรือเพิ่งพ้นโทษในระยะ 3 ปี

l ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดใหญ่งดบริจาคโลหิต 6 เดือน ผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับการผ่าตัดเล็ก งดการบริจาคโลหิต 7 วัน หากได้รับโลหิตจากการรักษาให้งดการบริจาคโลหิต 1 ปี

l ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ อาทิ มีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นที่ไม่ใช่คู่ของตนมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน เป็นต้น

l สตรีหลังคลอด ให้นมบุตร แท้งบุตรต้องเว้นการบริจาคโลหิต อย่างน้อย6 เดือน (ไม่รับบริจาคโลหิตจากผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์)

l สตรีอยู่ระหว่างมีประจำเดือน สามารถบริจาคโลหิตได้ มีประจำเดือนไม่มากกว่าปกติ ร่างกายทั่วไปสบายดี ไม่มีอาการอ่อนเพลียใดๆ (ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้คัดกรอง)

ข้อมูลจาก ศ.กิตติคุณ นพ.ชัยเวช นุชประยูร ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า โลหิตที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยชีวิตของผู้ป่วยได้ ทั้งในรูปโลหิต ส่วนประกอบของโลหิต และผลิตภัณฑ์โลหิต โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการใช้โลหิตแต่ละประเทศไว้ว่า ควรมีโลหิตและผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการใช้แต่ละประเทศคือ 3% ของจำนวนประชากร สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ.2562ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติมีเป้าหมายการจัดหาโลหิต 2,500,000 ยูนิตต่อปี โดยในเขตกรุงเทพมหานครต้องจัดหาโลหิตให้ได้อย่างน้อย 700,000 ยูนิตต่อปี และอีก 1,800,000 ยูนิต ต่อปี เป็นการจัดหาในส่วนภูมิภาค ปัจจุบันปริมาณการเบิกใช้โลหิตเพิ่มขึ้น 8-10% ทุกปี

ด้วยเหตุนี้ศูนย์ฯจำเป็นต้องรณรงค์จัดหาโลหิตคุณภาพให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในแต่ละปี ซึ่งหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นผู้บริจาคโลหิตที่มีคุณภาพได้แก่ กลุ่มนักศึกษาและเยาวชนเพราะเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและมีโลหิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถบริจาคได้อย่างต่อเนื่องยาวนานหากดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ ที่สำคัญพบว่ามีนักศึกษาและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เคยบริจาคโลหิต ศูนย์ฯจึงต้องมุ่งรณรงค์ให้เยาวชนกลุ่มนี้เข้ามาเป็นผู้บริจาคโลหิตรายใหม่เพิ่มมากขึ้นผ่านการสร้างพันธมิตรและการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ต่างๆ โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ร่วมกับ บริษัท แบรนด์ ซันโทรี่ (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อโครงการแบรนด์ “#พลังเลือดใหม่ ต่อพลังชีวิต” (BRAND’S Young Blood 2019) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 เพื่อรณรงค์ให้กลุ่มนิสิตนักศึกษาคนรุ่นใหม่ได้เริ่มต้นเป็นผู้บริจาคโลหิตครั้งแรก และกระตุ้นให้เกิดการบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุก 3 เดือน และส่งเสริมให้เยาวชนตระหนักถึงความภูมิใจของการเป็น “ผู้ให้” ตลอดจนเพื่อจัดหาโลหิตคุณภาพให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการใช้โลหิต สำหรับนิสิต นักศึกษา สถาบันการศึกษาที่สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิต รายละเอียด ได้ที่เว็บไซต์ www.blooddonationthai.com หรือสอบถามได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และจัดหาผู้บริจาคโลหิต โทร.02-2554567, 02-2639600ต่อ 1752, 1753

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ